3 กุมภาพันธ์ 2564
1,257

เราจะพูดถึงความขี้เกียจปีละครั้ง

ปิดหมู่บ้านรอบสองได้หนึ่งเดือนเต็มๆ จนความรู้สึกของการหยุดนิ่งเอ่อล้นออกมามากมาย สองเท้าชักคันจนต้องหยิบกระเป๋าเป้ใบเก่า น้ำและเสบียงเท่าที่จำเป็นสำหรับการเดินป่าหนแรกของปี มีโชค กระดิกหางให้สัญญาณว่าพร้อมแล้วเช่นกัน วันนี้เราตั้งใจจะไปเยี่ยมเขาลูกหนึ่งที่ห่างเหินกันมาหลายปีแล้ว ตอนนี้ได้ข่าวว่าต้นกุหลาบพันปีกำลังบานสะพรั่ง

ผมอยากเดินเท้าสำรวจป่าและสภาพร่างกายตัวเองที่แก่ขึ้นอีกหนึ่งปี และระหว่างทางอาจจะคิดอะไรออก เอาเข้าจริงความคิดที่เหมือนลิงกระโจนเข้าใส่เรามากมายในแต่ละวัน การเดินแล้วเอาความคิดออกไปก็น่าสนใจเช่นเดียวกัน พวกพรานป่าเคยเล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่เขาชอบเข้าป่าเพราะมันสงบ ถึงแม้ไม่ได้ลั่นไก แต่ช่วงเวลาที่ได้เดินเหินไปตามภูเขาช่วยทำให้พวกเขามีความสุขไม่น้อยทีเดียว

เดินเท้าขึ้นยอดเขาไปดูดอกกุหลาบพันปีบาน ฟังตำนานความขี้เกียจแบบปกาเกอะญอ

เดินช้าๆ จึงเดินได้ไกล

ยังไม่ทันได้อบอุ่นร่างกาย ความชันมากกว่า 40 องศา คือจุดเริ่มต้นการเดินทางที่อ้าแขนต้อนรับเราด้วยความยินดี ในอดีตสันเขาตรงนี้เคยถูกแผ้วถางทางเผื่ออำนวยความสะดวกต่อการสัมปทานป่า ร่องรอยกว้างขวางขนาดทางรถยนต์จึงเห็นชัดเจน

เมื่อเดินสูงขึ้น มองลงไปด้านล่าง เราเห็นการมาถึงของฝุ่นควันได้ชัดเจน ซึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว มันมาเร็วกว่าเดิมถึงแม้ยังไม่มีไฟป่าเกิดขึ้น และยังไม่ถึงเดือนเมษายนเลย นั่นหมายความว่าไฟป่าอาจไม่ใช่สาเหตุหลักของ PM 2.5 ตอนนี้

เดินเท้าขึ้นยอดเขาไปดูดอกกุหลาบพันปีบาน ฟังตำนานความขี้เกียจแบบปกาเกอะญอ

เราเดินขึ้นไปอีก ทางเรียบบนเนินเขาสลับกับขึ้นและลง รอทดสอบความสามารถของปอดได้เป็นอย่างดี สักครู่ใหญ่รถมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ ชาวม้งผ่านมา ผมได้รับเชิญให้ซ้อนท้าย มีโชควิ่งนำหน้าไปก่อน ระยะทางเพียง 50 เมตร ด้วยความเร็วของเครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่าหนังหุ้มกระดุกของมนุษย์ ผมคาดหมายว่ามันจะเป็น 50 เมตรที่สบาย

ผมซ้อนท้ายเพื่อนผู้ใจดี ขึ้นไปบนทางที่ต้องเลาะซ้ายที ขวาที บนไหล่เขา ล้อหน้าลอยขึ้นมาจากพื้นหลายครั้งให้หวาดเสียว ทางเป็นฝุ่นละเอียดเพราะนักบิดขึ้นมากันบ่อย ทำให้ล้อหมุนไม่สะดวกนักจนผมต้องโดดลงเพื่อช่วยเข็น ฝุ่นคลุ้ง เหงื่อไหลโชก และความหอบระดับพอดี คือสิ่งที่ผิดคาดอย่างมาก มีโชคขึ้นไปรอห้อยลิ้นอยู่ข้างบนแล้ว ความเร็วของเครื่องยนต์พ่ายแพ้ให้กับสัตว์สี่เท้าจนได้ ยังมีรถวิบากอีก 2 คันที่ล้มไม่เป็นท่า ถ้าในความเร็วมีความทุลักทุเล และมีความไม่แน่นอน การเดินเท้าช้าๆ เหมือนเต่าตลอดเส้นทางที่เหลือจึงน่าจะดีกว่า

เดินเท้าขึ้นยอดเขาไปดูดอกกุหลาบพันปีบาน ฟังตำนานความขี้เกียจแบบปกาเกอะญอ

มองลงไปด้านล่าง แปลงกะหล่ำและแปลงดอกไม้ของชุมชนพี่น้องม้งกำลังรอการเก็บเกี่ยว จากความหวังจะได้เงินก้อน หลายคนบ่นด้วยเสียงเดียวกันว่า ปีนี้ชาวสวนต่างบาดเจ็บกันไม่เบา ผักทั้งลำรถขายได้ไม่กี่พัน 

เดินเท้าขึ้นยอดเขาไปดูดอกกุหลาบพันปีบาน ฟังตำนานความขี้เกียจแบบปกาเกอะญอ

ผมว่าจะไม่คิดอะไรแล้ว แต่อยู่ดีๆ เรื่องของคนขี้เกียจก็เข้ามาทักทาย จอเกอะโดะ ผู้ไม่ขยันในนิทานของปกาเกอะญอ สำหรับผมแล้วเขาคือฮีโร่ ถึงแม้เขาดูจะช้าจนน่าอึดอัดใจเวลาผู้เฒ่าเล่าให้ฟัง

วันหนึ่งในฤดูฝน ต้นข้าวและพืชผักอื่นๆ ในไร่กำลังเติบโต เช่นเดียวกับหญ้าที่โตแข่งกับพืชไร่ แม่และภรรยาของจอเกอะโดะล่วงหน้าไปไร่ตั้งแต่เช้า จอเกอะโดะพึ่งตื่นและตามหลังไป กว่าจะถึงก็ใกล้เที่ยง เมื่อไปถึงกระท่อม แทนที่จะรีบจับคราดไปดายหญ้า จอเกอะโดะก็เอนกายลงนอนและเผลอหลับไปอย่างรวดเร็ว ตื่นขึ้นมาอีกที แม่และภรรยาก็กลับบ้านไปแล้ว

เย็นแล้ว ฝนยังตกปรอยๆ แดดสุดท้ายส่องมาที่กระท่อมของเขา จอเกอะโดะกระหายน้ำแต่ขี้เกียจไปตักกินในกระบอกไม้ไผ่ เขาตั้งใจเคลื่อนกายโดยยื่นหัวไปที่ชายคา หวังจะดื่มน้ำจากฝนที่ไหลลงตามชายคา

ขณะที่จอเกอะโดะอ้าปากและเม็ดฝนกำลังจะตกใส่ปาก รุ้งกินน้ำก็แย่งหยดน้ำของเขา เป็นอยู่แบบนั้นหลายครั้ง จนสุดท้ายจอเกอะโดะใช้ท่อนฟืนในกระท่อมฟาดเข้าไปที่สายรุ้ง มีเสียงอะไรบางอย่างตกลงพื้น เขาหยิบขึ้นมาดู มันคือเขี้ยวของรุ้งกินน้ำนั่นเอง

เดินเท้าขึ้นยอดเขาไปดูดอกกุหลาบพันปีบาน ฟังตำนานความขี้เกียจแบบปกาเกอะญอ

เขามองดูสิ่งโค้งที่อยู่ในมืออย่างสนใจ และคิดออกว่าน่าจะใช้ดายหญ้าได้ จอเกอะโดะออกจากกระท่อมเข้าไปในไร่ เขาลองดายหญ้าด้วยเขี้ยวของรุ้งกินน้ำ ปรากฏว่าเขาทำงานได้รวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ

งานดายหญ้าเสร็จสิ้นลงในเวลาอันสั้น เขากลับบ้านด้วยหน้าตาที่อิ่มเอิบ เพราะจะมีเวลาพักผ่อนไปอีกหลายวัน แต่แม่และภรรยาของเขาไม่เชื่อ โอกาสที่จอเกอะโดะจะทำงานสำเร็จนั้นเท่ากับศูนย์ในความคิดของทั้งคู่ แต่มันก็คือความจริงที่ปรากฏให้เห็นในไร่

บังเอิญเกินไปที่คนที่ช้าและขี้เกียจอย่างจอเกอะโดะ จะได้รับของขวัญวิเศษอย่างไม่ตั้งใจ เพราะในโลกความเป็นจริง ช้าและขี้เกียจอาจมีมูลค่าเท่ากับศูนย์ นอกเสียจากโลกใบนี้ตั้งเป้าว่าเราจะค่อยๆ เดินไปด้วยกัน

ผู้เป็นใหญ่คือผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกับผืนป่า

ยอดเขาสูงโผล่ให้เห็นไกลๆ ผมพยายามไม่มองไปนั่น การมองไปที่เป้าหมายบ่อยๆ นอกจากจะทำให้เท้าคู่นี้อ่อนแรงได้แล้ว มันทำให้ลืมดูอะไรระหว่างทาง เช่น ต้นเฟิร์นป่าที่กำลังเปลี่ยนสี นกแซงแซวที่บินเฝ้าดูผู้มาเยือน หรือดินสีขาวที่เผยตัวเองออกมาจากการพังทลายของหน้าดินเมื่อฤดูฝนปีก่อน สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีค่าอะไรกับผู้ที่รีบเร่ง

ต้องขึ้นเนินอีกแล้ว มีโชคอาเจียนออกมา มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องเจ้าตูบบอกว่า เป็นไปได้ที่สุนัขจะอ่อนไหวต่อสภาพอากาศที่แย่ได้ง่าย ความสามารถการรับกลิ่นของสุนัขนั้นมากกว่ามนุษย์ถึงหนึ่งแสนเท่า มันจึงเป็นไปได้ว่าขณะที่เดินอยู่นี้ผมกำลังหายใจเอา PM 2.5 เข้าไปเต็มๆ

เดินเท้าขึ้นยอดเขาไปดูดอกกุหลาบพันปีบาน ฟังตำนานความขี้เกียจแบบปกาเกอะญอ

ก่อนสุนัขจะถูกเรียกขานด้วยชื่อแบบทุกวันนี้ พวกมันเคยมีชื่อว่า เส่อ ลู ทู แปลว่า ขันทอง ทุกครั้งที่มันได้ยินพระเจ้าเรียก มันทำทีเป็นไม่ได้ยิน เพื่อที่พระเจ้าจะเรียกมันว่าขันทอง หลายๆ ครั้ง จนกระทั่งพระเจ้าเริ่มรำคาญและสบถคำว่า ฉุ่ย ออกมา กลายเป็นชื่อเรียกเพื่อนแสนดีสี่ขาของมนุษย์จนถึงทุกวันนี้

ถึงแม้พยายามไม่มองยอดเขาที่เป็นจุดหมายปลายทาง แต่ผมก็คิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะต้องไปให้ถึงตอนบ่าย 2 โมง ดูเหมือนเท้าทั้งสองข้างจะต้องป่ายปีนภูเขาอีกหลายลูก ก้อนเมฆช่วยบังแดดให้ทำให้ไม่ร้อนมาก การฝึกกลั้นหายใจ 1 นาทีช่วยในการหายใจในการเดินขึ้นเขาสูงชันได้ดีทีเดียว

บ่ายโมงกับ 59 นาที คือเวลาที่ใกล้เคียงมากกับเวลาที่คิดไว้ มียายคนหนึ่งเคยเล่าว่า ภูเขาที่นี่เคยมีคนพบเห็นฝูงม้าที่ควบด้วยมนุษย์ แต่ไม่เคยมีใครรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร มาจากไหน

อีกทั้งยังมีเรื่องเล่าว่า เคยมีนายพรานหลงเข้าไปในป่า รู้ตัวอีกทีก็อยู่ในหมู่บ้านแล้ว บ้างเล่าว่ามีคนเดินป่าเข้าไปตัดไม้ ครั้นจะออกมาก็หาทางกลับไม่เจอ กระทั่งขอโทษขอโพยต่อเจ้าป่าเจ้าเขาตรงนั้นจึงกลับออกมาได้

ผู้เฒ่ารุ่นก่อนเวลาเข้าป่าจะไม่กระทืบเท้า โยนก้อนหิน หรือพูดคุยเสียงดัง เพื่อแสดงความเคารพต่อผืนดินผืนป่าตรงนั้น บางทีเจ้าป่าเจ้าเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือนกหนูที่ท่องเที่ยวไปมาในบ้านของพวกเขา การอยู่เงียบมองดูนกนางแอ่นบินโฉบไปมาบนหน้าผา เป็นของขวัญวันพักผ่อนที่ดีมาก

โชคดีที่บนนี้ไม่มีใครขึ้นมาส่งเสียงดัง นอกจากมีโชคที่ตอนนี้นอนสลบอยู่บนความสูงเกือบ 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ผมได้ใช้เวลากับภูเขาตลอดช่วงบ่าย ราวกับได้รับอนุญาตให้เป็นเจ้าของภูเขาลูกนี้ หากแต่เป็นการครอบครองเพียงขณะหนึ่ง ไม่มีอะไรไปมากกว่านั้นเลย

ดอกกุหลาบพันปีสีแดงกำลังบานสะพรั่งจริงๆ บางดอกโรยราไปแล้วหลังจากทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากฤดูหนาวอย่างสมบูรณ์แบบ

เดินเท้าขึ้นยอดเขาไปดูดอกกุหลาบพันปีบาน ฟังตำนานความขี้เกียจแบบปกาเกอะญอ

หลังจากใช้เวลาอยู่บนยอดดอยอันสงบที่สุดที่หนึ่งเท่าที่เคยเดินทางมา ก็ได้เวลากลับบ้าน การลงเขาเป็นช่วงเวลาที่เราจะรู้ตัวเองมากที่สุดว่าเราผ่านโลกมาเท่าไหร่แล้ว และทุกคนก็รู้ว่าความโรยราจะมาถึง แบบดอกกุหลาบพันปีดอกนั้นแน่นอน

แต่ผมสงสัยว่าทำไมนิทานคนขี้เกียจ ไม่มีตอนที่จอเกอะโดะจากโลกนี้ไป

หรือเป็นไปได้ไหมว่าความขี้เกียจคืออมตะ ถ้ามนุษย์บนโลกไม่ขยันอย่างที่เป็นเหมือนทุกวันนี้ โลกของเราอาจจะสงบสุขกว่าที่ควรจะเป็น ผมไม่ได้คิดเล่นๆ นะครับ ผมคิดมาตลอดและยังคิดต่อไป

แต่ถ้าเป็นแบบนั้น เราจะพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้อย่างไร ถ้ามีแต่คนขี้เกียจ

ผมไม่รู้เลยครับ ผมรู้แต่จะโอกาสพาพวกเราเข้าป่าอีกนะครับ ถ้าโชคดีเราอาจจะได้เดินป่าด้วยกันจริงๆ สักวัน

ขอบคุณผาแง่มที่ต้อนรับพวกเราเสมอ

เดินเท้าขึ้นยอดเขาไปดูดอกกุหลาบพันปีบาน ฟังตำนานความขี้เกียจแบบปกาเกอะญอ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

 ห่อโข่ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ที่เราทุกคนร้องไห้

การร้องไห้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เราทุกคนบนโลกล้วนเคยประสบพบเจอในชีวิต แม้เราจดจำเสียงร้องไห้ครั้งแรกของเราในวันที่ลืมตาดูโลกไม่ได้ ทารกบางคนถูกตีก้นหากชักช้าไม่ยอมร้องไห้ให้หมอตำแยสมัยใหม่ฟัง หลังจากการร้องไห้ครั้งนั้น เราได้เริ่มต้นมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่หมุนมาช้านานและกำลังหมุนต่อไป

‘ห่อโข่’ แปลว่า ดิน โลก และที่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นภาษาแรกของมนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ยังไม่มีบันทึกไหนบอกว่ามีเด็กลืมตาดูโลกแล้วหัวเราะ อาจมีบ้างที่มีเด็กน้อยยิ้ม แต่มันจะเกิดหลังจากร้องไห้ ภาษาสากลนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วสำหรับความเชื่อบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ผู้เรียกขานดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ว่าห่อโข่ หรือที่ที่เราทุกคนร้องไห้

ปกาเกอะญอเชื่อว่า ห่อโข่ คือดาวโลก ที่ที่ทุกคนร้องไห้ เพราะน้ำตาบอกว่าเรามีชีวิต

วาระที่หนึ่ง

การเกิดมาแล้วร้องไห้ทันที แปลว่าการเดินทางบนโลกใบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เราต้องพบเจอความยากลำบากไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็มีเรื่องราวที่มอบรอยยิ้มและความสุขใจให้เราได้เช่นกัน อย่างเด็กๆ ใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งของเล่น ขนม หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า 

เมื่อครั้งพ่อแม่พาไปยังแหล่งที่มีของเล่นเด็ก เด็กบางคนขอผู้ปกครองด้วยวาจาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก็ได้ของที่หมายปองมาครองครองอย่างราบรื่น แต่คงมีเด็กจำนวนมากที่อาจต้องสวมบทบาทนักแสดง ด้วยการเปล่งเสียงร้องและรีดน้ำตาออกมา ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายด้วยการลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ซึ่งใช้ได้ผลอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยมากขึ้น นี่ก็เป็นความยากลำบากน้อยๆ ของผู้ปกครองเช่นเดียวกับลูกๆ ที่ต้องฝึกฝนไม้ตายไว้ใช้ยามจำเป็น

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เด็กได้มาด้วยการร้องไห้ ผู้ใหญ่ได้มาด้วยเล่ห์กล และวัยเด็กนี้เองเป็นวัยที่หอมที่สุด ความหอมเป็นกลิ่นและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เราสังเกตได้จากบ้านที่มีเด็กอยู่ มักมีเสียงเพลงของพ่อแม่ที่กล่อมลูกน้อย เสียงที่ญาติๆ ข้างบ้านไปแสดงความเอ็นดูเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของเด็กน้อยที่โตขึ้นมาหน่อย ช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศของบ้านให้อบอวลไปด้วยความสดใสด้วยพลังงานของเด็ก ช่วยให้ผู้ใหญ่ยิ้มได้และรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดของการงาน เด็กจึงเนื้อหอมที่สุดในบ้าน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ผู้ใหญ่กำลังถกเถียงกันเรื่องกำจัดปีศาจตัวหนึ่งที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเดือดร้อน ล้มป่วย และสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ผู้ใหญ่ประชุมหารือกัน 7 วัน 7 คืนบนบ้าน แต่ก็หาทางออกไม่เจอ เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันตามประสาเด็กใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงผู้ใหญ่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง จนรู้สึกว่ามันรบกวนการเล่นของพวกเขา เด็กคนหนึ่งในนั้นจึงขึ้นไปบนบ้าน แล้วยื่นปืนลมที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเอง และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ล่อปีศาจเข้ามาในปืนลมของเขา ครั้นปีศาจเข้าไปแล้วให้เอาขี้ผึ้งอุดหัวท้ายของปืนลมแล้วเอาไปเผา ปีศาจก็จะไม่โผล่มาอีก

ทางออกที่ง่ายราวกับปอกกล้วยกินของเด็ก สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเท่านั้นเอง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องคิดใหม่ ผู้ใหญ่คิดมากไป คิดซับซ้อนเกินไป จึงไม่แปลกที่เจ้าชายน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่นัก

การร้องไห้วาระแรกนี้เป็นการร้องไห้พื่อต้อนรับเริ่มต้นการมีชีวิตในโลก ซึ่งวัยเด็กนี้เอง น่าจะเป็นวัยที่พวกเราหลายคนยกมือสนับสนุนเห็นด้วยว่า วัยเด็กคือวัยที่เรามีความสุขมากที่สุด

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

วาระที่สอง

การดีใจก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาหลั่งน้ำตาในโอกาสที่ได้รับชัยชนะ หลังการแข่งขันจบสิ้นลง การบากบั่นฝึกฝนมาทั้งปีได้รับผลตอบแทนที่มีค่าต่อจิตจากมากมาย เช่นเดียวกับฝ่ายที่ปราชัยก็ร่ำไห้เสียใจที่พลาดหวังในการแข่งขันทั้งๆ ที่ก็ฝึกฝนไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักมีพลังมหาศาลที่จะปลดปล่อยน้ำตาอุ่นๆ ไหลมาอาบแก้มของใครต่อมากมาย ความผิดหวังจากความรักนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุดนี่เอง ที่เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปเลย

วาระที่สาม

การจากลาดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก คนสมัยก่อนเชื่อว่านอกจากโลกใบนี้แล้ว ยังมีโลกอีก 4 ใบทับซ้อนกันอยู่ คือ โลกที่เรากำลังอยู่ โลกวิญญาณ โลกแห่งความตาย โลกนรก โลกสวรรค์ ในบรรดาโลกทั้งห้านี้มีการร้องไห้ให้ได้ยิน และทุกโลกต่างหมุนโคจรไปกับเราทุกขณะทุกวัน หากเราดีใจ อิ่มใจ หรือรู้สึกสงบ ก็บอกได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในโลกสวรรค์ แต่ถ้าเราทุกข์ใจ ก็บอกได้ทันทีเช่นกันว่าเรากำลังย่ำไปในโลกของนรก ส่วนคนที่เมาสุรา อาจจะกำลังท่องเที่ยวไปในโลกแห่งวิญญาณ เพราะร่างกายที่อ่อนเอนทรงตัวไม่มั่นคงนั้น อาจเหลือความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว ในแต่ละวันเราอาจจะท่องเที่ยวไปมาจนครบทั้งห้าโลกก็ได้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น

โลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง โลกต้องการผู้ที่คอยช่วยเหลืออย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ทำให้โลกนั้นมีชีวิต มีความหวัง 

‘หมื่อหล่า’ แปลตรงตัวว่า ใบของดวงอาทิตย์ มีความหมายว่า ‘ความหวัง’ ตราบใดที่โลกยังมีดวงอาทิตย์ เราก็จะยังมีความหวัง ต่อให้บางยุคบางสมัยยากลำบาก ในการประกอบพิธีกรรม คนสมัยก่อนจะเอ่ยขอบคุณฟ้าดินเพื่อระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติที่ได้ดูแลมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกฤดูทุกปี ที่เราอยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะการเรียนรู้ที่จะปรับตัวของเราแล้ว ส่วนสำคัญคือการบิดตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยของโลกที่พอเหมาะพอดี

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ วันมีก้อนอุกกาบาตโคจรมาชนกับโลกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนี้เอง ช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดกับเรา หากก้อนอุกกาบาตเหล่านั้นทะลวงชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ โลกอาจจะเจ็บปวดโดยที่เราไม่รู้เลย

หรือการรักษาสมดุลและจัดวาง วงแหวนแห่งไฟที่เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งทอดยาวตามแนวชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เก็บภูเขาไฟและระเบิดเวลาของการเกิดแผ่นดินไหว เราในฐานะมนุษย์แทบจะบังคับอะไรไม่ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้นแบบกะทันหัน

แต่เพราะความรักของดวงดาวที่ร้องไห้ ซึ่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไร้กาลเวลา ต่อให้เราจะตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ต้นไม้ไม่เคยห้าม แต่ยังแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาให้ร่มเงากับเราอีกครั้ง เราจับปลาในท้องทะเลกิน มหาสมุทรไม่เคยห้าม แถมยังเพิ่มฝูงปลาให้เรา แผ่นดินไม่เคยห้ามเราทำเหมืองแร่ เพื่อให้เราได้นั่งเครื่องบินท่องเที่ยว ส่งจรวดไปดาวอังคาร มีชีวิตอย่างสะดวกสบาย

นอกจากการใส่วันสิ่งแวดล้อมโลกลงในปฏิทิน เพื่อย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของโลกใบนี้ การกล่าวขอบคุณฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรายังพอนึกภาพที่เราเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลได้บ้าง คนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นตรงต่อแรงหมุนของโลก และเราต้องยอมรับและหมุนไปกับฤดูกาลของโลกที่หมุนเปลี่ยนไป

กินน้ำ ให้รักษาชีวิตของน้ำ ใช้ดิน ให้ดูแลชีวิตของโลก

คือถ้อยคำสั้นๆ ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้เรา เพื่อที่เราจะยังมีความหวังต่อไป ในวันที่เราต่างได้ยินเสียงสะอื้นจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load