ความช้าที่ยาวนาน มิตรภาพจึงยาวไกล

2 ปีที่แล้วผมพบ อาจารย์ Keibo Oiwa โดยบังเอิญ เมื่อครั้ง สาทิช กุมาร มาพูดที่เชียงใหม่ เราทักทายกันหลังจบงาน อาจารย์เคโบะเล่าให้ผมฟังว่า เขาเคยเจอเพื่อนผู้เฒ่าปกาเกอะญอคนหนึ่งที่ญี่ปุ่น เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วในพิธีบวชป่าที่เกาะ Yaku-shima เขาไม่แน่ใจว่าผมจะรู้จักรึเปล่า ผมรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เพราะคนที่เขาพูดถึงคือ พะตีจอนิ โอ่โดเชา พ่อตาของผมนั่นเอง

เราคุยกันต่ออีกสักพัก ผมรู้สึกว่าต้องให้สองคนนี้พบกันอีกครั้งให้ได้ ผมเชิญชวนให้อาจารย์ชาวญี่ปุ่นขึ้นดอยกับผม เขาไม่รีรอรีบเก็บกระเป๋าและเดินทางไปด้วยกันในเย็นวันนั้นเลย

เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงบ้านของพะตีจอนิ โอ่โดเชา เขาเดินมาจับมือต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เวลากว่า 20 ปีอาจน้อยเกินไปที่จะพรากความทรงจำของคนสองคน ค่ำคืนนั้นกลายเป็นการระลึกความหลังอย่างออกรส ผมรับหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมบทสนทนาอันยาวนานในค่ำคืนก่อนจะแยกย้ายไปนอน หลังจากการพบกันในครั้งนั้น มิตรภาพก็ถูกรื้อฟื้น และอาจารย์เคโบะก็ตัดสินใจกลับมาเชียงใหม่พร้อมนักเรียนของเขา

ปกาเกอะญอ

 

ครูที่ชื่อสล็อต

อาจารย์เคโบะมีชื่อจริงว่า Tsuji Shin’Ichi เป็นนักมานุษยวิทยา นักเขียน นักสิ่งแวดล้อม เคยใช้ชีวิตในอเมริกาเหนือกว่า 15 ปี เขารู้จักชนเผ่าพื้นเมืองในแคนาดาเป็นอย่างดี และเขายังทำวิจัยเกี่ยวกับสัตว์อย่างสล็อตมายาวนาน เขาพบว่าสล็อตเป็นสัตว์ที่อ่อนน้อม ห่วงใยต่อระบบนิเวศอย่างมาก มันเป็นสัตว์กินพืช ถ่ายใต้ต้นไม้และกลบเพื่อบำรุงรากของต้นไม้ที่พวกมันอาศัย อาจารย์เคโบะดูมีความสุขทุกครั้งที่พูดถึงเจ้าสล็อตผู้เชื่องช้า

หลังจากกลับจากแคนาดา เขารับงานสอนที่ Meiji Gakuin University สาขาวิชา International Studies นอกเหนือจากการสอนในรั้วมหาวิทยาลัย เขาก่อตั้ง Sloth Club เพื่อรณรงค์ให้คนในสังคมตื่นตัวต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และใตร่ตรองถึงความงามของความช้า เขาเขียนหนังสือหลายเล่ม หนึ่งในนั้นคือ Slow is beautiful ในปี 1996

อาจารย์เคโบะเชื่อและรู้สึกว่าการพานักศึกษาจากญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศโลกที่หนึ่งมายังหมู่บ้านเล็กๆ บนดอย เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ที่นั่น เขาบอกกับผมว่า เด็กรุ่นใหม่ที่เดินทางมาครั้งนี้พกน้ำมาจากญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว เพราะความกังวล รักสะอาด จนเกินพอดี การสัมผัสดินด้วยเท้าเปล่า การก่อไฟ กลายเป็นสิ่งที่ยากไปแล้วสำหรับคนที่เกิดในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว

เมื่อหน้าที่ของครูคือการชี้ทางให้นักศึกษา ทริปนี้จึงถือกำเนิดเกิดขึ้น และนักศึกษาบางคนอาจคิดว่ากำลังเดินผ่านประตูมิติของโดราเอมอนอยู่

 

คนขี้เกียจ มีกิน

ปกาเกอะญอ

เช้าวันแรกเรานัดแนะกันที่บ้านพะตีจอนิ โอ่โดเชา ผู้เฒ่าผู้เกิดในคืนที่ทหารญี่ปุ่นกลับจากพม่าเพื่อเข้าเมืองหลังจากพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 พะตีจอนิเชื่อว่าขวัญของเขาเดินทางมากับคนญี่ปุ่น เขาจึงอยากไปญี่ปุ่นให้ได้ และท้ายที่สุดก็ได้ไปเหยียบประเทศของโนบิตะอย่างหนำใจถึง 4 ครั้งเข้าให้แล้ว

เรานั่งล้อมวง น้องๆ ยังดูง่วงๆ เพราะเพิ่งเดินทางมาจากภูฏาน พี่แซวะจึงเสิร์ฟกาแฟ Lazyman ร้อนๆ ที่เขาปั้นมากับมือ พลับ อะโวคาโด้ กล้วยในสวนก็สุกให้เราได้กินพร้อมกันพอดี

พะตีจอนิเริ่มต้นด้วยการเล่านิทานคนขี้เกียจ ต่อด้วยที่มาที่ไปของสวนคนขี้เกียจที่ครั้งหนึ่งเขาเคยปลูกพืชเชิงเดี่ยวเหมือนคนทั่วไป ทำไปได้สัก 10 ปีมีแต่หนี้แกเลยยอมแพ้และตัดสินใจปล่อยให้สวนรก พะตีจอนิเล่าติดตลกว่า โดนเมียว่าให้ว่าเป็นคนขี้เกียจ กระทั่ง 17 ปีให้หลังมีผลไม้ หน่อไม้ ให้เก็บกิน อีกทั้งไม้โตพอสร้างบ้านได้ ไม้ทำฟืน ไม้ไผ่ หวาย ก็ขายได้ และอื่นๆ รวมกันอีกกว่า 80 ชนิดกัน

ปกาเกอะญอ

แกบอกว่า เมียแกก็เริ่มเห็นดีเห็นงามหลังจากผ่านไป 17 ปี สวนคนขี้เกียจยังได้โลดแล่นบนหนังสือที่เขียนโดย สุวิชานนท์ รัตนภิมล มันจึงถูกพูดถึงในระดับหนึ่ง

หลังจากหันหลังให้พืชเชิงเดี่ยว พะตีจอนิร่วมคิดและเรียกร้องสิทธิของคนที่อยู่กับป่ากับชุมชนอื่นในประเทศไทยกว่า 30 ชุมชน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนในวงเสวนาทั้งไทยและต่างประเทศมานักต่อนัก การเผชิญหน้ากับความกดดันจากแนวคิดการอนุรักษ์ทรัพยากรที่ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน และการนำเอาวิชาของฝรั่งมาใช้จนเกินพอดี ก็สร้างปัญหาให้ชุมชนในเขตป่าไม่น้อย

การได้เรียนหนังสือแค่ 8 เดือนในโรงเรียนอาจทำให้เขาพูดภาษาไทยไม่ชัด ทว่ามันไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเดินทางเลยสักครั้ง นอกจากการถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ญี่ปุ่นกักตัวข้อหาแต่งตัวด้วยชุดชนเผ่าและมีย่ามใบโต น่าสงสัยว่ามีสิ่งของผิดกฎหมายในครอบครอง แต่สุดท้ายก็รอดมาได้หลังจาก 2 ชั่วโมงในห้องแคบๆ

ผู้เฒ่าเล่าต่อว่า คนปกาเกอะญอเรียกโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่’ แปลว่า ‘ที่ร้องไห้’ เราเกิดมาปุ๊บร้องไห้ปั๊บ พอโตขึ้นต้องมีอะไรมาทำให้ร้องไห้จนได้ และการร้องไห้ครั้งสุดท้ายคือเมื่อถึงวาระที่เราหรือใครคนใดคนหนึ่งต้องจากโลกนี้ไป นี่คือธรรมชาติที่อยู่ในตัวเราทุกๆ คน

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เราต้องฆ่าฟันกันให้ตายเพียงเพราะเชื่อต่างกัน ต้องการมีอำนาจที่มากกว่า อยากมีสิทธิมากกว่าคนอื่น อยากใช้ทรัพยากรมากกว่าคนอื่น หรือต้องการเงินทองผลประโยชน์

พระพุทธเจ้าและพระเยซูสอนเรามามากว่า 2,000 ปี แต่ดูเหมือนโลกไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมสักเท่าไหร่บางทีเราอาจต้องใช้เวลาอีก 2,000 ปีเพื่อจะข้ามพ้นไปจากความขัดแย้งที่พูดมา ผู้เฒ่าหัวเราะแบบขำๆก่อนได้เวลาอาหารเที่ยงพอดี

 

ช้าช้า

ปกาเกอะญอ

การเรียนรู้ในวันนี้คือการทำสมาธิ สอนโดย ประชา หุตานุวัตร ผู้ใช้แนวทางพุทธในการจัดการเรียนรู้เพื่อเข้าใจตนเองและสังคม การนั่งสมาธิอาจเป็นสิ่งที่ยากสำหรับน้องๆ หลายคน ไม่ว่าจะเป็นท่านั่ง การสังเกตลมหายใจและความคิด พอถึงช่วงเดินสมาธิ ผมสังเกตเห็นว่าน้องหลายคนดูผ่อนคลาย บางคนมองไปบนฟ้า บนเขา ต้นไม้ ท่วงท่าในการเดินที่เนิบช้า และดูเป็นมนุษย์ที่สงบ เรียบง่าย ต่างกับจังหวะฝีก้าวในโตเกียวที่เราได้เห็นอย่างชัดเจน

Moari แลกเปลี่ยนกับพวกเราว่า การต้องอยู่กับภาระ การเรียน ความเร่งรีบมากมาย เหมือนกับเรากำลังอยู่ในสังคมที่เข็นครกขึ้นสู่ยอดเขาครั้งแล้วครั้งเล่า การได้มาที่นี่เขาเปรียบว่าตัวเองกำลังโผล่ขึ้นมาหายใจเหนือน้ำ การได้สัมผัสธรรมชาติทำให้เขาได้รู้สึก สัมผัส ถึงความเรียบง่ายตรงไปตรงมาของตัวเขาเองและคนรอบข้างด้วย

Alex ลูกครึ่งญี่ปุ่นเปอร์โตริโก เป็นผู้เข้าร่วมอีกคนที่มีความอยากรู้อยากเห็นมากทีเดียว เขาบอกว่า เขารู้สึกโดดเดี่ยวและว่างเปล่า เขาไม่มีความสุขมากนักในโตเกียวเพราะชีวิตเร็วเกินไปสำหรับเขา ที่ญี่ปุ่นการหยุดเรียนตอนปี 2 ปี 3 เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยครั้ง ตอนนี้ เขาจึงตัดสินใจหยุดเรียน 1 ปีเพื่อคิดทบทวนและใตร่ตรองว่าเขาต้องการอะไรกันแน่

กลางคืนเราล้อมวงผิงไฟ คืนนี้เราโชคดีที่ฝนอนุญาตให้เราก่อไฟผิงกันได้ แถมก้อนเมฆก็ใจดีเผยแสงดาวที่อวดแสงระยิบ ผู้มาเยือนมีเพลงโอกินาว่าขับขานเคล้าควันไฟพร้อมกับเหล้าบ๊วยคนละจอกพอลื่นคอ ผู้เฒ่าเล่าชีวิตให้คนหนุ่มสาวฟัง เผื่อเขาจะได้เก็บไปคิดในวันข้างหน้า

อาจารย์เคโบะบอกผมว่า เราคาดหวังอะไรในตัวน้องไม่ได้เลย สิ่งที่เราทำได้คือหว่านเมล็ดไปเรื่อยๆ อาจจะมีใครในนี้ที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เช่นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอย่างมีสติ ใส่ใจคนรอบข้างและธรรมชาติมากขึ้น

ที่ญี่ปุ่นการทำงานหนักจนตาย ซึ่งเรียกว่า Karochi Syndrome หรือโรคบ้างาน กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ มีคนอาศัยคนเดียวตามลำพังมากขึ้น ในสังคมที่พลุกพล่านคนไม่น้อยกลับรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา สิ่งเหล่านี่ไม่ใช่สิ่งที่โลกอยากให้เกิดกับเรา มันคือความผิดพลาดที่เกิดจากการที่เราคิดว่าเราดีไม่พอ เก่งไม่พอ มีไม่พอ เราจึงทำมากทำเยอะจนโลกปั่นป่วนไปหมด การได้มีเวลาขี้เกียจคือของขวัญดีๆ นี่เอง (ผมเห็นด้วยมากครับ) และมันคือทางออกด้วย เขาปิดท้าย

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

 

ห่อโข่ บนโลกที่ร้องไห้เราทุกคนคือเพื่อนกัน

เริ่มดึกแล้วกองไฟยังให้ไออุ่น อาจารย์เคโบะขอให้เจ้าบ้านแชร์บทเพลงที่แกเคยได้ยิน เพลงนี้ไม่ดังมาก เพราะดึกแล้วเราจึงร้องเบาๆ แต่ผมอยากให้ทุกคนได้ยินอยู่นะ

 

บนห่อโข่ โลก นานมาแล้ว ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง เป็นของเรา

สิ่งมีชีวิต น้อยใหญ่ ต้นไม้ ลำธาร ต่างมีชีวิตป็นของตัวเอง

ธรรมชาติคือผู้มอบชีวิต เราหลงลืมไปรึยัง

จงดูแล ต้นไม้ของเรา หัวเผือกเมล็ดข้าว ให้รักษา

ผู้แก่พร่ำเตือน ผู้เฒ่าพร่ำสอน น้ำและแผ่นดินคือบ้าน

ดูแลดีแล้ว จะมีข้าวกิน จะมีผ้าคลุมกาย

ถึงเวลาแล้ว เงินทอง ไม่อาจเป็นสิ่งให้เรายึด

เทียนไขขี้ผึ้ง กับตอข้าว ปกป้องขวัญของเราทุกคน

อยู่กับแสงสว่างและไมตรีรัก

เดินไปด้วยกัน บนโลกใบเดียวเท่านั้นที่เรามี

หากความรักผลิใบ ความห่วงใยออกผล

จะมีน้ำนิ่ง มีความสงบในแผ่นดิน

เพราะโลกมี ตอข้าว และแสงเทียน

 

เพลงจบแล้ว แสงไฟมอดลง ดาวยังคงส่องแสง เมฆยังคงเคลื่อนไป เที่ยงคืนแล้วไม่มีอะไรที่สหายสล็อตและคนขี้เกียจต้องทำ นอกจากการพาตัวเองเข้านอน

ไม่มีฝันดีให้ฝันถึง เพราะเราจะตื่นมาทำความจริงที่เราทำได้ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เพียงเล็กน้อยเท่านั้นพอ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

ช่วงเวลาที่เพลง วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ของแม็กซ์ เจนมานะ โด่งดั่งทั่วไทย แม้แต่บนดอยเด็กก็ร้องกันอย่างสนุกสนาน มันประจวบเหมาะกับเสียงเรียกที่ดังกึกก้องจากข้างในให้ผมอนุญาตตัวเองเข้าป่าอีกครั้ง

บ้านผมอยู่ใกล้ภูเขามาก ตื่นมาก็เห็นต้นไม้เต็มภูเขาสบตากับผม แต่เราจะได้เข้าป่าก็ต่อเมื่อไปทำแนวกันไฟไปดับไฟป่า หรือพาเพื่อนๆ น้องๆ เดินป่า การเดินป่าครั้งนี้แตกต่างออกไปตรงที่ผมอยากได้ยินเสียงเรียกนั้นใกล้ๆ ชัดๆ

ผมนัดแนะเจก (Jake) เพื่อนชาวอเมริกันที่บวชเป็นสามเณรได้ 3 ปี จำวัดอยู่ที่วัดถ้ำดอยโตน เจกบอกว่า เขาไม่ชอบชื่อเขาเท่าไหร่ เพราะมันพ้องกับคำว่า ‘เจ๊ก’ ที่คนไทยบางคนชอบเรียกชาวจีนด้วยความรู้สึกดูแคลน เขาให้ผมเรียกเขาว่า ‘สุริยนต์’ ผมรับปากว่าจะเรียกเขาว่า สุริยนต์ ตลอดการเดินของเรา เขาทำหน้าพึงพอใจเหมือนได้รับชีวิตใหม่เลยทีเดียว

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

เราวางแผนจะไปถ้ำแห่งหนึ่งชื่อเก่อกวี‘ (ภาษาปกาเกอะญอ แปลว่า หินโน้ม) หลังจากจัดกระเป๋าเสร็จสรรพเราก็มุ่งหน้าขึ้นเขา พร้อมกับ ‘มีโชค’ หมาลูกครึ่งเยอรมันที่อยากออกเดินทางไปกับเราเช่นกัน ตอนบ่ายเราเริ่มเดินผ่านทุ่งข้าวที่กำลังเติบโตหลังฤดูกาลปลูกข้าวเพิ่งผ่านไปไม่นาน เราข้ามห้วยแม่สะป๊อกซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงคนในชุมชนบ้านหนองเต่า แล้วไหลลงแม่วาง แม่ปิง ไปเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้าพระยา ก่อนออกทะเล และเดินทางกลับมาบ้านหนองเต่าในรูปของฝน

จากนั้นแวะพักที่กระท่อมระหว่างทางซึ่งเคยเป็นชุมชนดั้งเดิมสมัยรุ่นทวด ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสวน นา และป่า เราเดินผ่านสวนพลับที่กำลังจะสุกรอให้เก็บกินตลอดเดือนสิงหาคม ส่วนต้นกาแฟที่มีผลสีเขียวสด ต้องรอจนกว่าฤดูเกี่ยวข้าวเสร็จถึงจะเก็บได้

เราเดินไปเติมน้ำที่ ‘ห้วยเพาะต่าโกละ‘ (แปลว่า ห้วยตีมีด) ผู้เฒ่าสอนให้เราขออนุญาตน้ำทุกครั้งก่อนจะตักมาดื่มกินหรือล้างหน้า เพราะในน้ำมีนาทีเทวดาผู้ดูแลน้ำอาศัยอยู่

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

เหตุผลสำคัญที่เราต้องให้ความเคารพน้ำหรือแม่น้ำ เพราะโลกของเรามีน้ำถึง 70 เปอร์เซ็นต์ แต่มีเพียง 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นน้ำจืด กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของน้ำจืดเป็นน้ำแข็งขั้วโลกที่ละลายมากขึ้นจากภาวะโลกร้อน และร่างกายของมนุษย์ก็มีน้ำถึง70 เปอร์เซ็นต์ สิ่งนี้เป็นภาษาธรรมชาติที่บรรพบุรุษของเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และธรรมชาติจะดูแลทุกชีวิตอย่างเท่าเทียม บรรพบุรุษจึงส่งต่อความห่วงใยที่มีต่อโลกผ่านบทกวีเก่าแก่ว่า

ออ ที เก่อ ตอ ที (ได้กินจากน้ำ จงดูแลน้ำ)

เอาะ ก่อ เก่อ ตอ ก่อ (ได้กินจากดิน จงดูแลโลก)

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

เสียงจากสายลม

เราเดินขึ้นเขาผ่านต้นไม้น้อยใหญ่มากมายทั้งต้นก่อป่า ต้นสารภีดง โดยเฉพาะต้นสนที่สูงเด่นขึ้นไปบนฟ้า เวลาลมพัดใบไม้ของต้นไม้แต่ละชนิดจะมีเสียงต่างกันราวกับลมกำลังไล่ตัวโน้ตดนตรีบนภูเขา ผมชวนสหายสุริยนต์นั่งพัก มีโชคดูเพลิดเพลินกับการเดินเข้าป่าครั้งแรกในชีวิตวัยขวบครึ่ง

เราเว้นระยะห่างในการเดิน คุยกันน้อยที่สุด ฟังเสียงลมหายใจตัวเองที่ถี่ขึ้นตามความชันของภูเขา เช่นเดียวกับเสียงหัวใจที่กำลังทำงานเต็มที่ และส่งเสียงดังตุบ ตุบ อยู่ข้างใน

ทางเดินบริเวณนี้เป็นเขตป่าชุมชนของชุมชนหนองเต่าและชุมชนห้วยตอง เราจึงเห็นชาวบ้านพาวัว ควาย เข้าป่า ทำเพิงพัก และทำคอกวัวกลางป่า เพราะพื้นที่นาหน้าฝนเป็นฤดูปลูกข้าว ใครมีฝูงสัตว์เกินกว่า 10 ตัวมักจะต้อนเข้าป่าและแวะไปดูเป็นครั้ง จนกว่าฤดูเก็บเกี่ยวสิ้นสุดลง ฝูงสัตว์ก็จะได้กลับมาเดินเล็มหญ้าในนาอีกครั้ง

เจ้าของสัตว์รู้จักป่าดีมาก เขารู้ว่าจะไปตามหาสัตว์เลี้ยงที่ไหน เขาบอกได้ว่ารอยเท้าลักษณะไหนเป็นรอยเท้าของฝูงสัตว์ของเขา บางครั้งเขาแค่ฟังเสียงกระดิ่งก็รู้แล้วว่าเป็นฝูงสัตว์ของเขาหรือไม่ องค์ความรู้เหล่านี้ถ่ายทอดกันผ่านการสัมผัสในวัยเยาว์ ผ่านรุ่นสู่รุ่นจนเกิดเป็นมั่นใจและชำนาญอย่างมาก

ที่ความสูง 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล เราพักดื่มน้ำเติมพลังด้วยขนมและข้าวผัดที่เตรียมมาจากบ้าน เรามองดูวิวเห็นภูเขาที่เต็มไปด้วยสีเขียวจากต้นไม้โบกมือทักทายเรา ผมไม่อยากเชื่อเลยว่า มีคนเชื่ออย่างง่ายดายว่า พวกเราที่นี่ทำลายธรรมชาติ เพียงเพราะอ่านเจอจากหนังสือ ดูข่าว หรือฟังคนนี้คนนั้นเล่า

ไกลออกไปเรามองเห็นดอยสุเทพอย่างชัดเจน ถัดลงไปจากนั้นคงเป็นเมืองเชียงใหม่ที่วุ่นวายมากขึ้นทุกวัน อากาศเป็นพิษมากขึ้นทุกวัน ผมอยากให้เราฟังเสียงลมที่บอกเล่าความจริงด้วยกันจริงๆ

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

 

เสียงจากไฟ

ฟ้าเริ่มมืด จุดหมายยังอีกไกล เราเดินทางต่อ มีโชควิ่งนำไปก่อนอย่างร่าเริง

เราเดินผ่านแนวกันไฟของเรา เดินเลาะลงไปในเขตป่าชุมชนบ่านโป่งสมิต เรามาถึงจุดบวชป่าที่มีผ้าเหลืองมัดตามต้นไม้ บริเวณนี้เคยเป็นไร่ฝิ่นเมื่อครั้งฝิ่นยังเป็นพืชถูกกฎหมาย เมื่อยกเลิกการปลูกฝิ่นก็เอาต้นสนมาปลูกในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม พื้นที่ตรงนี้จึงดูแปลกหน้า การเรียงตัวเป็นแถวเป็นแนวใกล้ชิดของต้นสนทำให้ต้นไม้ชนิดอื่นเติบโตยาก เพราะใบสนเป็นกรด ดินบริเวณนั้นจึงกลายเป็นกรดทั้งหมด

ท่านสุริยนต์แลกเปลี่ยนกับผมว่า ถ้าผมมองต้นไม้แปลกแยก แล้วไม่มองเขาเป็นคนอเมริกันที่แปลกแยกด้วยเหรอ ผมอึ้งไปสักครู่ก่อนจะตอบกลับว่า วิธีการปลูกป่าสนพวกนี้ไม่ได้เข้าใจธรรมชาติของป่าแถบนี้ และสนที่ปลูกก็ไม่ใช่สนธรรมชาติ การปลูกสนเป็นแถวเป็นแนวในป่าลึกแบบนี้อันตรายมาก เพราะใบสนที่ทับถมกันปีแล้วปีเล่าไวต่อไฟมาก เวลาเกิดไฟป่าชาวบ้านจึงปะทะโดยตรงไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาด้วยการทำแนวกันไฟ

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่ ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

การมาของสนปลูกใหม่ไม่ต่างไปจากคนผิวขาวที่เข้าไปรุกรานชนเผ่าพื้นเมือง จนกลายเป็นความเจ็บปวดเรื่องหนึ่งของประวัติศาสตร์บนโลก แต่ท่านสุริยนต์ไม่ใช่คนต่างชาติ เขาคือเพื่อนมนุษย์ของผมคนหนึ่ง

เราเดินจนมืดและคล้ายว่าจะหลง ท่านสุริยนต์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู Google Maps ปรากฏเป็นทางเมื่อครั้งมีการตัดถนนเพื่อเข้ามาปลูกป่า ร่องรอยถนนยังคงชัดเจน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ เราหลงทาง!!!

ฝนเริ่มโปรยปราย เราเลาะแหวกพงหญ้าและหนามที่เรียงชิดติดกันราวกับม่านท่ามกลางความมืด โชคดีที่เราเตรียมไฟฉายส่องทาง สักพักผมได้ยินเสียง โอ๊ย คงไม่ใช่บุคคลที่สามอย่างแน่นอน เพราะท่านสุริยนต์ร่วงลงไปกองกับพื้น ผมพยุงเพื่อนลุกขึ้น ส่วนมีโชคก็พลัดหลงกับเรา ผมเรียกมันอยู่นาน ผมมั่นใจว่ามันไม่หลง เพียงแต่ทางรกขนาดนั้นคงยากสำหรับมันเหมือนกัน

เราทะลุออกมาตรงทางเดิน ท่านสุริยนต์ยังคงคิดถึงจุดหมาย แต่ผมขอร้องให้เราปักเต็นท์กันเพราะขาผมเริ่มออกอาการงอแงแล้ว และไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงไหนของป่า การหยุดพักสำหรับค่ำคืนนี้คงเป็นทางออกที่ง่ายที่สุดแล้ว

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

 

เสียงจากผืนดิน

เราตัดสินใจปักเต็นท์ใต้ต้นสน หลังจากแน่ใจว่าจะไม่มีกิ่งไม้ผุพังหล่นใส่ตอนกลางคืน ผมเอากระเป๋าเข้าไปในเต็นท์ล้มตัวลงนอนบนที่นอนที่สุดแสนจะวิเศษ กลางคืนมีเสียงฝนโปรยลงมาเบาๆ มีโชคได้ที่นอนใต้ก้อนหินใหญ่ คืนนี้ไม่มีดาว มีแต่ดินที่รองรับ 3 ชีวิตด้วยความเมตตา ผมขออนุญาตนอนหลับฝันดีตรงนี้นะครับ ผมบอกกับดินแถวนั้นก่อนจะหลับยาวถึงเช้า

เช้าๆ คงไม่มีอะไรน่าทำไปกว่าการก่อไฟ แต่ฝนตกไม้เปียก โชคดีที่เราแกะเปลือกสนตามต้นที่เหมือนเกล็ดปลามาใช้แทนฟืนได้ ผมต้มกาแฟเป็นอย่างแรก เป็นกาแฟที่แม่ปลูกไว้ในสวน ต้มด้วยหม้อต้มเลเบอนิสเท่ ผมแบ่งกับท่านสุริยนต์ แล้วต้มมาม่า ปิ้งมันฝรั่ง ถั่วเน่าแผ่น กินกับข้าวที่เหลือจากตอนเย็น ผมเอาข้าวใส่ใบไม้แล้วพึมพำประมาณว่า เจ้าป่าเจ้าเขาครับ ขอบคุณที่ดูแลเรา ขอให้เราเดินทางราบรื่นปลอดภัยนะครับ

ไม่น่าเชื่อว่ามื้อเช้าของเราในป่า ใต้ต้นสน ใต้หมอก ตีนถ้ำ เป็นมื้อที่อร่อยมากมื้อหนึ่งในรอบหลายวันของผม เราแบ่งกันกินอย่างสบายใจ มีโชคดูไม่ค่อยสบาย อาจจะเพราะตากฝนเมื่อคืน ผมเลยชวนมันเข้ามาห่มผ้าในเต็นท์เพื่อความอบอุ่น

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

 

เธอได้ยินอะไรบ้าง

เสียงลมพัดสายฝนจนใบสนแกว่งไกว เม็ดฝนหยดลงบนดิน ควันจากกองไฟลอยไปเป็นหมอกหนา ผมไม่คิดถึงปลายทางอีกแล้ว ผมไม่ได้ยินเสียงเรียกของถ้ำหรือยอดเขาอีกแล้ว ผมนอนพักแนบดินและรับรู้ถึงความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นคนปกาเกอะญอ ซึ่งบรรพบุรุษช่วยดูแลรักษาผืนป่าไว้ให้ผมได้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติ

ถ้าบรรพบุรุษบอกอะไรกับคนรุ่นหลังได้ คงไม่มีอะไรมากไปกว่าให้เราดูแลโลกของเราที่มีแค่ใบเดียวเท่านั้น โลกที่กำลังร้องไห้ดังในจิตใจของเรา เป็นเสียงสะท้อนจากส่วนลึกข้างในที่ไม่สามารถได้ยินด้วยหู แต่ขอให้เราใช้หัวใจรับฟัง เราจะได้ยินเสียงพูดคุยของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกที่กำลังแตกหัก อุณหภูมิร้อนอบอ้าวที่แดนอาทิตย์อุทัยพูดคุยกับเราผ่านร่างที่ไร้วิญญาณ ภูเขาพูดกับเราด้วยไฟ แผ่นดินบอกเราด้วยมวลน้ำมหาศาลที่ล้นทะลัก

ยังไม่นับภาษาคน ภาษาสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ร้องขอชีวิต ร้องขอความเมตตาที่เราควรจะหยิบยื่นให้กันเท่าที่คนคนหนึ่งจะให้ได้ เราปล่อยให้เศรษฐกิจ การเมือง ผลประโยชน์ ล่มสลายได้ แต่ต้องไม่ใช่โลกใบเดียวของเรา

ปกาเกอะญอ, เข้าป่า, หลงป่า, บันทึกการเดินทาง, เดินป่า เชียงใหม่

ภาพ: โอชิ จ่อวาลู

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load