ความช้าที่ยาวนาน มิตรภาพจึงยาวไกล

2 ปีที่แล้วผมพบ อาจารย์ Keibo Oiwa โดยบังเอิญ เมื่อครั้ง สาทิช กุมาร มาพูดที่เชียงใหม่ เราทักทายกันหลังจบงาน อาจารย์เคโบะเล่าให้ผมฟังว่า เขาเคยเจอเพื่อนผู้เฒ่าปกาเกอะญอคนหนึ่งที่ญี่ปุ่น เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วในพิธีบวชป่าที่เกาะ Yaku-shima เขาไม่แน่ใจว่าผมจะรู้จักรึเปล่า ผมรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เพราะคนที่เขาพูดถึงคือ พะตีจอนิ โอ่โดเชา พ่อตาของผมนั่นเอง

เราคุยกันต่ออีกสักพัก ผมรู้สึกว่าต้องให้สองคนนี้พบกันอีกครั้งให้ได้ ผมเชิญชวนให้อาจารย์ชาวญี่ปุ่นขึ้นดอยกับผม เขาไม่รีรอรีบเก็บกระเป๋าและเดินทางไปด้วยกันในเย็นวันนั้นเลย

เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงบ้านของพะตีจอนิ โอ่โดเชา เขาเดินมาจับมือต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เวลากว่า 20 ปีอาจน้อยเกินไปที่จะพรากความทรงจำของคนสองคน ค่ำคืนนั้นกลายเป็นการระลึกความหลังอย่างออกรส ผมรับหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมบทสนทนาอันยาวนานในค่ำคืนก่อนจะแยกย้ายไปนอน หลังจากการพบกันในครั้งนั้น มิตรภาพก็ถูกรื้อฟื้น และอาจารย์เคโบะก็ตัดสินใจกลับมาเชียงใหม่พร้อมนักเรียนของเขา

ปกาเกอะญอ

 

ครูที่ชื่อสล็อต

อาจารย์เคโบะมีชื่อจริงว่า Tsuji Shin’Ichi เป็นนักมานุษยวิทยา นักเขียน นักสิ่งแวดล้อม เคยใช้ชีวิตในอเมริกาเหนือกว่า 15 ปี เขารู้จักชนเผ่าพื้นเมืองในแคนาดาเป็นอย่างดี และเขายังทำวิจัยเกี่ยวกับสัตว์อย่างสล็อตมายาวนาน เขาพบว่าสล็อตเป็นสัตว์ที่อ่อนน้อม ห่วงใยต่อระบบนิเวศอย่างมาก มันเป็นสัตว์กินพืช ถ่ายใต้ต้นไม้และกลบเพื่อบำรุงรากของต้นไม้ที่พวกมันอาศัย อาจารย์เคโบะดูมีความสุขทุกครั้งที่พูดถึงเจ้าสล็อตผู้เชื่องช้า

หลังจากกลับจากแคนาดา เขารับงานสอนที่ Meiji Gakuin University สาขาวิชา International Studies นอกเหนือจากการสอนในรั้วมหาวิทยาลัย เขาก่อตั้ง Sloth Club เพื่อรณรงค์ให้คนในสังคมตื่นตัวต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และใตร่ตรองถึงความงามของความช้า เขาเขียนหนังสือหลายเล่ม หนึ่งในนั้นคือ Slow is beautiful ในปี 1996

อาจารย์เคโบะเชื่อและรู้สึกว่าการพานักศึกษาจากญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศโลกที่หนึ่งมายังหมู่บ้านเล็กๆ บนดอย เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ที่นั่น เขาบอกกับผมว่า เด็กรุ่นใหม่ที่เดินทางมาครั้งนี้พกน้ำมาจากญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว เพราะความกังวล รักสะอาด จนเกินพอดี การสัมผัสดินด้วยเท้าเปล่า การก่อไฟ กลายเป็นสิ่งที่ยากไปแล้วสำหรับคนที่เกิดในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว

เมื่อหน้าที่ของครูคือการชี้ทางให้นักศึกษา ทริปนี้จึงถือกำเนิดเกิดขึ้น และนักศึกษาบางคนอาจคิดว่ากำลังเดินผ่านประตูมิติของโดราเอมอนอยู่

 

คนขี้เกียจ มีกิน

ปกาเกอะญอ

เช้าวันแรกเรานัดแนะกันที่บ้านพะตีจอนิ โอ่โดเชา ผู้เฒ่าผู้เกิดในคืนที่ทหารญี่ปุ่นกลับจากพม่าเพื่อเข้าเมืองหลังจากพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 พะตีจอนิเชื่อว่าขวัญของเขาเดินทางมากับคนญี่ปุ่น เขาจึงอยากไปญี่ปุ่นให้ได้ และท้ายที่สุดก็ได้ไปเหยียบประเทศของโนบิตะอย่างหนำใจถึง 4 ครั้งเข้าให้แล้ว

เรานั่งล้อมวง น้องๆ ยังดูง่วงๆ เพราะเพิ่งเดินทางมาจากภูฏาน พี่แซวะจึงเสิร์ฟกาแฟ Lazyman ร้อนๆ ที่เขาปั้นมากับมือ พลับ อะโวคาโด้ กล้วยในสวนก็สุกให้เราได้กินพร้อมกันพอดี

พะตีจอนิเริ่มต้นด้วยการเล่านิทานคนขี้เกียจ ต่อด้วยที่มาที่ไปของสวนคนขี้เกียจที่ครั้งหนึ่งเขาเคยปลูกพืชเชิงเดี่ยวเหมือนคนทั่วไป ทำไปได้สัก 10 ปีมีแต่หนี้แกเลยยอมแพ้และตัดสินใจปล่อยให้สวนรก พะตีจอนิเล่าติดตลกว่า โดนเมียว่าให้ว่าเป็นคนขี้เกียจ กระทั่ง 17 ปีให้หลังมีผลไม้ หน่อไม้ ให้เก็บกิน อีกทั้งไม้โตพอสร้างบ้านได้ ไม้ทำฟืน ไม้ไผ่ หวาย ก็ขายได้ และอื่นๆ รวมกันอีกกว่า 80 ชนิดกัน

ปกาเกอะญอ

แกบอกว่า เมียแกก็เริ่มเห็นดีเห็นงามหลังจากผ่านไป 17 ปี สวนคนขี้เกียจยังได้โลดแล่นบนหนังสือที่เขียนโดย สุวิชานนท์ รัตนภิมล มันจึงถูกพูดถึงในระดับหนึ่ง

หลังจากหันหลังให้พืชเชิงเดี่ยว พะตีจอนิร่วมคิดและเรียกร้องสิทธิของคนที่อยู่กับป่ากับชุมชนอื่นในประเทศไทยกว่า 30 ชุมชน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนในวงเสวนาทั้งไทยและต่างประเทศมานักต่อนัก การเผชิญหน้ากับความกดดันจากแนวคิดการอนุรักษ์ทรัพยากรที่ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน และการนำเอาวิชาของฝรั่งมาใช้จนเกินพอดี ก็สร้างปัญหาให้ชุมชนในเขตป่าไม่น้อย

การได้เรียนหนังสือแค่ 8 เดือนในโรงเรียนอาจทำให้เขาพูดภาษาไทยไม่ชัด ทว่ามันไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเดินทางเลยสักครั้ง นอกจากการถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ญี่ปุ่นกักตัวข้อหาแต่งตัวด้วยชุดชนเผ่าและมีย่ามใบโต น่าสงสัยว่ามีสิ่งของผิดกฎหมายในครอบครอง แต่สุดท้ายก็รอดมาได้หลังจาก 2 ชั่วโมงในห้องแคบๆ

ผู้เฒ่าเล่าต่อว่า คนปกาเกอะญอเรียกโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่’ แปลว่า ‘ที่ร้องไห้’ เราเกิดมาปุ๊บร้องไห้ปั๊บ พอโตขึ้นต้องมีอะไรมาทำให้ร้องไห้จนได้ และการร้องไห้ครั้งสุดท้ายคือเมื่อถึงวาระที่เราหรือใครคนใดคนหนึ่งต้องจากโลกนี้ไป นี่คือธรรมชาติที่อยู่ในตัวเราทุกๆ คน

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เราต้องฆ่าฟันกันให้ตายเพียงเพราะเชื่อต่างกัน ต้องการมีอำนาจที่มากกว่า อยากมีสิทธิมากกว่าคนอื่น อยากใช้ทรัพยากรมากกว่าคนอื่น หรือต้องการเงินทองผลประโยชน์

พระพุทธเจ้าและพระเยซูสอนเรามามากว่า 2,000 ปี แต่ดูเหมือนโลกไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมสักเท่าไหร่บางทีเราอาจต้องใช้เวลาอีก 2,000 ปีเพื่อจะข้ามพ้นไปจากความขัดแย้งที่พูดมา ผู้เฒ่าหัวเราะแบบขำๆก่อนได้เวลาอาหารเที่ยงพอดี

 

ช้าช้า

ปกาเกอะญอ

การเรียนรู้ในวันนี้คือการทำสมาธิ สอนโดย ประชา หุตานุวัตร ผู้ใช้แนวทางพุทธในการจัดการเรียนรู้เพื่อเข้าใจตนเองและสังคม การนั่งสมาธิอาจเป็นสิ่งที่ยากสำหรับน้องๆ หลายคน ไม่ว่าจะเป็นท่านั่ง การสังเกตลมหายใจและความคิด พอถึงช่วงเดินสมาธิ ผมสังเกตเห็นว่าน้องหลายคนดูผ่อนคลาย บางคนมองไปบนฟ้า บนเขา ต้นไม้ ท่วงท่าในการเดินที่เนิบช้า และดูเป็นมนุษย์ที่สงบ เรียบง่าย ต่างกับจังหวะฝีก้าวในโตเกียวที่เราได้เห็นอย่างชัดเจน

Moari แลกเปลี่ยนกับพวกเราว่า การต้องอยู่กับภาระ การเรียน ความเร่งรีบมากมาย เหมือนกับเรากำลังอยู่ในสังคมที่เข็นครกขึ้นสู่ยอดเขาครั้งแล้วครั้งเล่า การได้มาที่นี่เขาเปรียบว่าตัวเองกำลังโผล่ขึ้นมาหายใจเหนือน้ำ การได้สัมผัสธรรมชาติทำให้เขาได้รู้สึก สัมผัส ถึงความเรียบง่ายตรงไปตรงมาของตัวเขาเองและคนรอบข้างด้วย

Alex ลูกครึ่งญี่ปุ่นเปอร์โตริโก เป็นผู้เข้าร่วมอีกคนที่มีความอยากรู้อยากเห็นมากทีเดียว เขาบอกว่า เขารู้สึกโดดเดี่ยวและว่างเปล่า เขาไม่มีความสุขมากนักในโตเกียวเพราะชีวิตเร็วเกินไปสำหรับเขา ที่ญี่ปุ่นการหยุดเรียนตอนปี 2 ปี 3 เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยครั้ง ตอนนี้ เขาจึงตัดสินใจหยุดเรียน 1 ปีเพื่อคิดทบทวนและใตร่ตรองว่าเขาต้องการอะไรกันแน่

กลางคืนเราล้อมวงผิงไฟ คืนนี้เราโชคดีที่ฝนอนุญาตให้เราก่อไฟผิงกันได้ แถมก้อนเมฆก็ใจดีเผยแสงดาวที่อวดแสงระยิบ ผู้มาเยือนมีเพลงโอกินาว่าขับขานเคล้าควันไฟพร้อมกับเหล้าบ๊วยคนละจอกพอลื่นคอ ผู้เฒ่าเล่าชีวิตให้คนหนุ่มสาวฟัง เผื่อเขาจะได้เก็บไปคิดในวันข้างหน้า

อาจารย์เคโบะบอกผมว่า เราคาดหวังอะไรในตัวน้องไม่ได้เลย สิ่งที่เราทำได้คือหว่านเมล็ดไปเรื่อยๆ อาจจะมีใครในนี้ที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เช่นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอย่างมีสติ ใส่ใจคนรอบข้างและธรรมชาติมากขึ้น

ที่ญี่ปุ่นการทำงานหนักจนตาย ซึ่งเรียกว่า Karochi Syndrome หรือโรคบ้างาน กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ มีคนอาศัยคนเดียวตามลำพังมากขึ้น ในสังคมที่พลุกพล่านคนไม่น้อยกลับรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา สิ่งเหล่านี่ไม่ใช่สิ่งที่โลกอยากให้เกิดกับเรา มันคือความผิดพลาดที่เกิดจากการที่เราคิดว่าเราดีไม่พอ เก่งไม่พอ มีไม่พอ เราจึงทำมากทำเยอะจนโลกปั่นป่วนไปหมด การได้มีเวลาขี้เกียจคือของขวัญดีๆ นี่เอง (ผมเห็นด้วยมากครับ) และมันคือทางออกด้วย เขาปิดท้าย

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

 

ห่อโข่ บนโลกที่ร้องไห้เราทุกคนคือเพื่อนกัน

เริ่มดึกแล้วกองไฟยังให้ไออุ่น อาจารย์เคโบะขอให้เจ้าบ้านแชร์บทเพลงที่แกเคยได้ยิน เพลงนี้ไม่ดังมาก เพราะดึกแล้วเราจึงร้องเบาๆ แต่ผมอยากให้ทุกคนได้ยินอยู่นะ

 

บนห่อโข่ โลก นานมาแล้ว ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง เป็นของเรา

สิ่งมีชีวิต น้อยใหญ่ ต้นไม้ ลำธาร ต่างมีชีวิตป็นของตัวเอง

ธรรมชาติคือผู้มอบชีวิต เราหลงลืมไปรึยัง

จงดูแล ต้นไม้ของเรา หัวเผือกเมล็ดข้าว ให้รักษา

ผู้แก่พร่ำเตือน ผู้เฒ่าพร่ำสอน น้ำและแผ่นดินคือบ้าน

ดูแลดีแล้ว จะมีข้าวกิน จะมีผ้าคลุมกาย

ถึงเวลาแล้ว เงินทอง ไม่อาจเป็นสิ่งให้เรายึด

เทียนไขขี้ผึ้ง กับตอข้าว ปกป้องขวัญของเราทุกคน

อยู่กับแสงสว่างและไมตรีรัก

เดินไปด้วยกัน บนโลกใบเดียวเท่านั้นที่เรามี

หากความรักผลิใบ ความห่วงใยออกผล

จะมีน้ำนิ่ง มีความสงบในแผ่นดิน

เพราะโลกมี ตอข้าว และแสงเทียน

 

เพลงจบแล้ว แสงไฟมอดลง ดาวยังคงส่องแสง เมฆยังคงเคลื่อนไป เที่ยงคืนแล้วไม่มีอะไรที่สหายสล็อตและคนขี้เกียจต้องทำ นอกจากการพาตัวเองเข้านอน

ไม่มีฝันดีให้ฝันถึง เพราะเราจะตื่นมาทำความจริงที่เราทำได้ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เพียงเล็กน้อยเท่านั้นพอ

Writer & Photographer

Avatar

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

ก่อนจะพาตัวเองขับขานทำนองร่วมสมัย

ชิฉ่า เดือนพฤศจิกายนมาถึง ฤดูเก็บเกี่ยวกำลังจะเสร็จสิ้นลง ถึงเวลาที่ภูเขาและยอดดอยต่างๆ จะได้ต้อนรับฤดูหนาวที่กำลังมาถึงเช่นกัน พวกเราหลายคนคงวางแผนเดินทางไปกางเต็นท์ ล้อมวงผิงไฟ เผามัน จิบชาหรือกาแฟอุ่นๆ สักแก้วยามเช้า มองออกไปเห็นหมอกยามเช้ากำลังทักทายกับภูเขา เรียบง่ายและงาม

งานบนโต๊ะที่ไม่มีฤดูกาล หรืองานบนท้องไร่ท้องนาที่ไม่ยอมให้ผืนดินได้พักผ่อน คงไม่เลวร้ายเท่าไหร่ถ้าได้เปิดเพลงที่ชอบฟังเบาๆ หรือฟังนิทานสักเรื่อง

ปกาเกอะญอ

 

เตหน่ากูตัวแรก พิณป่าของเด็กกำพร้า

พระราชาผู้ร่ำรวยและเพียบพร้อมไปด้วยสมบัติและบริวารทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อลูกสาวอันเป็นที่รักกลับหลับไหลไม่ยอมตื่น พระราชาจึงประกาศให้หนุ่มทั่วแคว้นทราบว่า หากใครก็ตามปลุกเธอให้ตื่นได้จะได้แต่งงานกับเธอ

ชายหนุ่มร้อยพันจากทั่วทุกสารทิศที่อยากเป็นเจ้าชายต่างเดินทางพร้อมกับฉิ่ง ฉาบ ฆ้อง และเครื่องไม้เครื่องมือมากมายที่ตนคิดว่าจะปลุกเจ้าหญิงให้ตื่น

หลายวันหลายคืนผ่านไป ไม่มีใครเลยสักคนที่จะปลุกลูกสาวพระราชาให้ตื่นได้ เมื่อรู้สึกหมดหวัง พระราชาจึงนั่งคิด พลางนึกขึ้นได้ว่ามีเด็กกำพร้าในป่าคนหนึ่ง ป่านนี้คงโตเป็นหนุ่มแล้ว จึงรับสั่งให้ทหารไปเชิญตัวมา  

เด็กกำพร้าที่ตอนนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว ไม่อาจขัดคำเชิญ หนุ่มกำพร้าหยิบพิณจากเศษไม้ในไร่ที่เขาทำเองกับมือ แล้วเดินทางเข้าวัง ทันทีที่ถึงวังผู้คนพากันหัวเราะเยาะใส่เขา เพราะเสื้อตัวเก่าที่ยายทอให้ กับเครื่องดนตรีคู่ใจหน้าตาประหลาด พลางมีเสียงตะโกนไกลๆ ว่า

“จะไหวเร้อพ่อหนุ่ม ถืออะไรมาน่ะ”

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

หนุ่มกำพร้าไม่สนใจเสียงเยาะเย้ยถากถาง พาตัวเองนั่งลงใกล้ๆ เจ้าหญิงรูปงาม และเริ่มกรีดนิ้วลงที่สายพิณของเขาก่อนจะเพลงร้องเพลงที่เขาร้องบ่อยๆ

เล เล

ไปฟันไร่ที่ขุนห้วย

ไปทำไร่ที่กลางป่า      

ท่อนไม้โค้งงอ มาทำเตหน่ากู

กิ่งไผ่งอ มาทำเตหน่ากู

เพลงในไร่ ที่บ้านได้ยิน

เพลงจากป่า ในเมืองได้ฟัง

เธอผู้หลับใหล ไม่ได้ยิน

แม่ต้องเขย่าเธอให้ตื่นขึ้นมาฟัง

(แม่มีความหมายถึง Mother Earth ด้วย)

ปกาเกอะญอ

พอจบเพลง ลูกสาวพระราชาก็ตื่นขึ้นและกลายเป็นคู่ชีวิตของหนุ่มกำพร้า ที่ทั้งชีวิตของเขามีแค่ยาย เสื้อผ้าไม่กี่ชุด เตหน่ากูคู่กาย และธรรมชาติที่เขาเรียกมันว่าบ้าน

 

ผู้เฒ่าซาโลโมผู้พาเตหน่ากูออกจากบทกวี

‘เตหน่ากู’ ถูกเอ่ยนามทั้งในนิทานและ ‘ธา’ บทกวีดั้งเดิม หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมมีกู ไม่เพราะเลย ‘กู’  คือคำย่อของ ‘เกะกู’ ที่แปลว่า โค้งงอ ส่วนคอของเตหน่านั้นโค้ง จึงเป็นที่มาของชื่อ เตหน่ากู ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่เคยขับร้องบทเพลงที่พูดถึงเตหน่ากู แต่ไม่มีใครได้เห็น กระทั่ง คุณปู่ซาโลโม แห่งบ้านห้วยบง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ได้เดินทางไปยังพะอัน รัฐกะเหรี่ยงในพม่า เพื่อไปเล่าเรียนพระคัมภีร์ ที่นั่นเองเขาได้พบกับเครื่องดนตรีที่ได้รับการกล่าวขานในบทกวี เขาได้ร่ำเรียนการเล่นเตหน่าที่นั่นแล้วพามันกลับบ้าน และในเวลาเดียวกันนั้นเอง ครูพนา พัฒนาไพรวัลย์ ที่สมัยนั้นเป็นครูอยู่ที่แม่ชาถ่าได้พบปะกับปู่ซาโลโม และได้สืบทอดวิชาเตหน่ากู พามันกลับมูเจะคี และชวนเพื่อนๆ สืบทอดการเล่นเตหน่ากูจนตกทอดมาถึงทุกวันนี้

 

มูเจะคี เมื่อป่าสนร้องเพลงเตหน่ากู

มูเจะคี หรืออำเภอวัดจันทร์ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอกัลยาณิวัฒนา เป็นชุมชนเก่าแก่ มีประชากร 95 เปอร์เซ็นต์เป็นปกาเกอะญอที่นับถือพุทธ คริสต์ และธรรมชาติ มีชีวิตผูกพันกับแผ่นดินถิ่นเกิด และอยู่อย่างเอื้อเฟื่อและเคารพในธรรมชาติ จึงทำให้ป่าสนกว่าแสนไร่นี้ยังคงยืนตระหง่านเป็นสักขีพยานว่าคนอยู่กับป่าได้ นอกจากนี้ ป่าสนวัดจันทร์ยังเป็นผืนป่าสนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูเจะคีเป็นชุมชนนักดนตรีอย่างแท้จริง ไล่ตั้งแต่ยุคแรกๆ อย่างครูพนา พะตีทองดี กับวัชพืชหลังเขา ลีซะ ชูชื่นจิตรสกุล มีศิลปินล้านนาอย่าง สุนทรี เวชานนท์ และ สุวิชานนท์ รัตนภิมนย์ นักดนตรี นักเขียน จากใต้มาร่วมขับขานบทเพลงของภูเขา

ปกาเกอะญอ

ชิ-สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ เจ้าของเพลง นกเขาป่า และอีก 3 อัลบั้ม ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตตาก ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นของครูพนา เป็นอีกหนึ่งคนที่เติบโตมากับเตหน่ากู ด้วยเพราะมีแรงเสียดทานจากภายนอกที่บ่อยครั้งทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็นข้อมูลที่ไม่จริง เช่นการโดนดูถูกดูแคลน การกล่าวหาเรื่องการทำลายป่า ทั้งๆ ที่ชาวบ้านที่มูเจะคีเคยปกป้องผืนป่าสนวัดจันทร์จากโรงกลั่นน้ำมันสนและโรงเลื่อยใน พ.ศ. 2535

ชิเห็นถึงความคลาดเคลื่อนของสารที่สื่อออกไป เขาจึงจับเตหน่ากูขึ้นมาพูดคุยกับสังคมตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผู้คนอาจเรียกเขาว่าศิลปินหรือนักร้อง แต่เขากลับไม่คิดเช่นนั้น เมื่อสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่านั้นคือการสืบทอดองค์ความรู้ของบรรพบุรุษ รากเหง้าของคนปกาเกอะญอที่มีศักดิ์เท่าๆ กับมนุษย์คนอื่นๆ บนโลก และเตหน่ากูทำให้เขามีเพื่อนมากขึ้นทุกวัน โลกที่โฆษณาความศิวิไลซ์อย่างบ้าคลั่งละทิ้งคุณค่าของธรรมชาติ ความหลากหลายขององค์ความรู้ ภูมิปัญญาของภาคต่างๆ ที่ยังมีประโยชน์และคุณค่าต่อคนไทย

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

คนที่มีเครื่องไม้เครื่องมือไม่พอก็ถูกทำให้กำพร้าความเท่าเทียม นอกจากทำหน้าที่สอนหนังสือ อาจารย์ชิยังเดินทางไปแลกเปลี่ยนพูดคุยสื่อสารเรื่องราวของชาติพันธุ์ทั้งในและต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง ทั้งเอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย หรือฝั่งอเมริกา เตหน่ากูได้เดินทางเป็นว่าเล่นเลยทีเดียว ใครอยากสัมผัสดนตรีแบบ World Music ของอาจารย์ชิ สุวิชาน เข้าไปฟังในยูทูบได้เลย

 

เมื่อเตหน่ากูและฝันต้องถอยไปข้างหน้า

ในอดีตสายของเตหน่าใช้วัสดุที่หาได้ตามธรรมชาติ เช่น เถาวัลย์ และเอ็นสัตว์ ปัจจุบันนิยมใช้สายเบรกจักรยานยนต์ และยังไม่มีสายอะไรที่จะแย่งตำแหน่งจากสายเบรกจักรยานยนต์ แม้แต่สายกีตาร์ก็ตามที และทุกๆ ครั้งที่มีการสร้างเตหน่า 1 ตัว จึงมีการรีไซเคิลเกิดขึ้น 1 ครั้งเช่นเดียวกัน

คลี-ณัฐวุติ ธุระวร ลูกไม้ใกล้ต้นจากมูเจะคีของ ลุงทองดี เจ้าของบทเพลง เสน่ห์มูเจะคี คลีกำลังต่อยอดการทำเตหน่าใหม่แทนที่จะใช้สายขึงกับฝาครอบตัวเตหน่า แต่ทดลองนำหลักการแบบการทำกีตาร์มาใช้ และใช้ลูกบิดกีตาร์ช่วยให้เตหน่ามีเสียงที่มั่นคงและสามารถร่วมวงกับเครื่องดนตรีสากลได้ทุกตัว ในฐานะที่จบสายดนตรีมา ทักษะและความรู้ของคลีสามารถนำพาเตหน่ากูไปต่อได้อีกไกล และในขณะเดียวกันก็ยังมีรากที่แจ่มชัด คลีฝันว่าอยากแนะนำเตหน่ากูให้เป็นที่รู้จักของชาวโลก

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

“ผมอยากเห็นเตหน่าเป็นเครื่องดนตรีทีเป็นที่รู้จัก หาซื้อได้ตามร้านเครื่องดนตรี และอยากพัฒนาสายเตหน่าที่ใช้กับเตหน่าโดยเฉพาะ ”

ล่าสุด เขาทำเตหน่าตัวใหม่ที่เขาเรียกมันว่า เตหน่าโมเดิร์น ในขณะที่กำลังทำความฝันอย่างค่อยเป็นค่อยไป คลีกับเพื่อนๆ ก็กำลังทำเพลงกันโดยใช้ชื่อวงว่า ‘KLEE BHO’ ที่รวมเอาเครื่องดนตรีอย่างแซกโซโฟน เบส กลอง พวกเขากำลังทำในสิ่งที่ตัวเองรักและบางทีอาจทำให้เครื่องดนตรีตัวอื่นๆ ที่กำลังหลบซ่อนตัว เหนียมอาย ไม่กล้าที่จะเผยตัวตนออก ให้ได้ลองแนะนำตัวเองสู่สายตาชาวโลกก็เป็นได้ สามารถติดตามคลีได้ที่เพจ KLEE BHO และทางยูทูบได้เช่นเดียวกัน

 

เตหน่าตัวสุดท้าย

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

นับตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมจนถึงยุคไร้พรมแดน เตหน่ากูและเครื่องดนตรีอื่นๆ มากมายยังคงเผชิญกับการถูกทำให้กลายเป็นชายขอบ เตหน่ากูมีรากที่เด่นชัด ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ จึงยากที่จะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับโลกใหม่ที่ทุกคนต้องร้องเพลงเพลงเดียว พูดภาษาเดียว และยากมากที่เตหน่าจะละทิ้งท่วงทำนอง จังหวะ ของตัวเอง เพื่อไปเป็นหนึ่งเดียวกับอะไรที่ไม่มีรากซึ่งรู้จักคุณค่าของและกล้าชื่นชมผืนแผ่นดินเกิดได้อย่างเต็มปาก

การร่วมเป็นหนึ่งในหมู่เพื่อนที่พูดกันหลากหลายภาษาทำนอง เตหน่ากูคงได้หายใจคล่องขึ้น ถ้าพูดภาษาคนได้ เตหน่ากูคงอยากขอบคุณเพื่อนๆ ที่ได้พบปะกันตามที่ต่างๆ ผู้รับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ อดทน ต่อเรื่องราวที่ชวนให้ปวดหัว เพราะลำพังชีวิตที่ปากกัดตีนถีบของหลายๆ คนก็มีเรื่องให้คิดเยอะพอแล้ว

เตหน่ากูจะเดินทางต่อได้ นอกจากต้องใช้พลังทั้งหมดที่ตัวเองมีแล้ว อ้อมกอดและจิตใจที่เปิดกว้างก็ต่อลมหายใจได้อีกเฮือก คงคล้ายกับพวกเราในเมืองใหญ่ในตึกสูง ที่มองลงไปเห็นต้นไม้ท่ามกลางซอกตึกใหญ่น้อย หัวใจน้อยๆ คงได้สัมผัสถึงพลังของธรรมชาติที่เรารู้ว่าเราต้องการมัน คงคล้ายกับชาวนาชาวสวนที่ดีใจเมื่อฝนมา คงคล้ายกับเพื่อนผู้ไร้บ้านผู้กำลังหิวโหยที่ได้รับขนมปังจากคนที่เดินผ่านไปมา

ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราทั้งหมด ชีวิตของเราขึ้นอยู่กับแม่ที่เขย่าเราให้ตื่น เราคงไม่อยากให้แม่เขย่าเราแรงเกินพอดี

แล้วเราจะชวนกันตื่นได้ยังไงบ้างนะ

ปกาเกอะญอ

ภาพ:   ธีรชาติ ชัยประเสริฐ

Writer

Avatar

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Photographer

Avatar

ธีรชาติ ชัยประเสริฐ

มนุษย์เงินเดือนที่อดกินมื้อหรูเพราะจะเก็บเงินไว้เป็นค่าเดินทางออกไปเรียนรู้อยู่กินกับชนเผ่าทั่วโลก เพื่อนำเรื่องราวของพวกเขามาบอกเล่าให้หลายๆ คนได้รับรู้ และหวังว่าเรื่องราวที่นำมาเล่าจะช่วยสร้างความเคลื่อนไหวเล็กๆ ให้กับสังคม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load