ความช้าที่ยาวนาน มิตรภาพจึงยาวไกล

2 ปีที่แล้วผมพบ อาจารย์ Keibo Oiwa โดยบังเอิญ เมื่อครั้ง สาทิช กุมาร มาพูดที่เชียงใหม่ เราทักทายกันหลังจบงาน อาจารย์เคโบะเล่าให้ผมฟังว่า เขาเคยเจอเพื่อนผู้เฒ่าปกาเกอะญอคนหนึ่งที่ญี่ปุ่น เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วในพิธีบวชป่าที่เกาะ Yaku-shima เขาไม่แน่ใจว่าผมจะรู้จักรึเปล่า ผมรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เพราะคนที่เขาพูดถึงคือ พะตีจอนิ โอ่โดเชา พ่อตาของผมนั่นเอง

เราคุยกันต่ออีกสักพัก ผมรู้สึกว่าต้องให้สองคนนี้พบกันอีกครั้งให้ได้ ผมเชิญชวนให้อาจารย์ชาวญี่ปุ่นขึ้นดอยกับผม เขาไม่รีรอรีบเก็บกระเป๋าและเดินทางไปด้วยกันในเย็นวันนั้นเลย

เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงบ้านของพะตีจอนิ โอ่โดเชา เขาเดินมาจับมือต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เวลากว่า 20 ปีอาจน้อยเกินไปที่จะพรากความทรงจำของคนสองคน ค่ำคืนนั้นกลายเป็นการระลึกความหลังอย่างออกรส ผมรับหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมบทสนทนาอันยาวนานในค่ำคืนก่อนจะแยกย้ายไปนอน หลังจากการพบกันในครั้งนั้น มิตรภาพก็ถูกรื้อฟื้น และอาจารย์เคโบะก็ตัดสินใจกลับมาเชียงใหม่พร้อมนักเรียนของเขา

ปกาเกอะญอ

 

ครูที่ชื่อสล็อต

อาจารย์เคโบะมีชื่อจริงว่า Tsuji Shin’Ichi เป็นนักมานุษยวิทยา นักเขียน นักสิ่งแวดล้อม เคยใช้ชีวิตในอเมริกาเหนือกว่า 15 ปี เขารู้จักชนเผ่าพื้นเมืองในแคนาดาเป็นอย่างดี และเขายังทำวิจัยเกี่ยวกับสัตว์อย่างสล็อตมายาวนาน เขาพบว่าสล็อตเป็นสัตว์ที่อ่อนน้อม ห่วงใยต่อระบบนิเวศอย่างมาก มันเป็นสัตว์กินพืช ถ่ายใต้ต้นไม้และกลบเพื่อบำรุงรากของต้นไม้ที่พวกมันอาศัย อาจารย์เคโบะดูมีความสุขทุกครั้งที่พูดถึงเจ้าสล็อตผู้เชื่องช้า

หลังจากกลับจากแคนาดา เขารับงานสอนที่ Meiji Gakuin University สาขาวิชา International Studies นอกเหนือจากการสอนในรั้วมหาวิทยาลัย เขาก่อตั้ง Sloth Club เพื่อรณรงค์ให้คนในสังคมตื่นตัวต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และใตร่ตรองถึงความงามของความช้า เขาเขียนหนังสือหลายเล่ม หนึ่งในนั้นคือ Slow is beautiful ในปี 1996

อาจารย์เคโบะเชื่อและรู้สึกว่าการพานักศึกษาจากญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศโลกที่หนึ่งมายังหมู่บ้านเล็กๆ บนดอย เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ที่นั่น เขาบอกกับผมว่า เด็กรุ่นใหม่ที่เดินทางมาครั้งนี้พกน้ำมาจากญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว เพราะความกังวล รักสะอาด จนเกินพอดี การสัมผัสดินด้วยเท้าเปล่า การก่อไฟ กลายเป็นสิ่งที่ยากไปแล้วสำหรับคนที่เกิดในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว

เมื่อหน้าที่ของครูคือการชี้ทางให้นักศึกษา ทริปนี้จึงถือกำเนิดเกิดขึ้น และนักศึกษาบางคนอาจคิดว่ากำลังเดินผ่านประตูมิติของโดราเอมอนอยู่

 

คนขี้เกียจ มีกิน

ปกาเกอะญอ

เช้าวันแรกเรานัดแนะกันที่บ้านพะตีจอนิ โอ่โดเชา ผู้เฒ่าผู้เกิดในคืนที่ทหารญี่ปุ่นกลับจากพม่าเพื่อเข้าเมืองหลังจากพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 พะตีจอนิเชื่อว่าขวัญของเขาเดินทางมากับคนญี่ปุ่น เขาจึงอยากไปญี่ปุ่นให้ได้ และท้ายที่สุดก็ได้ไปเหยียบประเทศของโนบิตะอย่างหนำใจถึง 4 ครั้งเข้าให้แล้ว

เรานั่งล้อมวง น้องๆ ยังดูง่วงๆ เพราะเพิ่งเดินทางมาจากภูฏาน พี่แซวะจึงเสิร์ฟกาแฟ Lazyman ร้อนๆ ที่เขาปั้นมากับมือ พลับ อะโวคาโด้ กล้วยในสวนก็สุกให้เราได้กินพร้อมกันพอดี

พะตีจอนิเริ่มต้นด้วยการเล่านิทานคนขี้เกียจ ต่อด้วยที่มาที่ไปของสวนคนขี้เกียจที่ครั้งหนึ่งเขาเคยปลูกพืชเชิงเดี่ยวเหมือนคนทั่วไป ทำไปได้สัก 10 ปีมีแต่หนี้แกเลยยอมแพ้และตัดสินใจปล่อยให้สวนรก พะตีจอนิเล่าติดตลกว่า โดนเมียว่าให้ว่าเป็นคนขี้เกียจ กระทั่ง 17 ปีให้หลังมีผลไม้ หน่อไม้ ให้เก็บกิน อีกทั้งไม้โตพอสร้างบ้านได้ ไม้ทำฟืน ไม้ไผ่ หวาย ก็ขายได้ และอื่นๆ รวมกันอีกกว่า 80 ชนิดกัน

ปกาเกอะญอ

แกบอกว่า เมียแกก็เริ่มเห็นดีเห็นงามหลังจากผ่านไป 17 ปี สวนคนขี้เกียจยังได้โลดแล่นบนหนังสือที่เขียนโดย สุวิชานนท์ รัตนภิมล มันจึงถูกพูดถึงในระดับหนึ่ง

หลังจากหันหลังให้พืชเชิงเดี่ยว พะตีจอนิร่วมคิดและเรียกร้องสิทธิของคนที่อยู่กับป่ากับชุมชนอื่นในประเทศไทยกว่า 30 ชุมชน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนในวงเสวนาทั้งไทยและต่างประเทศมานักต่อนัก การเผชิญหน้ากับความกดดันจากแนวคิดการอนุรักษ์ทรัพยากรที่ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน และการนำเอาวิชาของฝรั่งมาใช้จนเกินพอดี ก็สร้างปัญหาให้ชุมชนในเขตป่าไม่น้อย

การได้เรียนหนังสือแค่ 8 เดือนในโรงเรียนอาจทำให้เขาพูดภาษาไทยไม่ชัด ทว่ามันไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเดินทางเลยสักครั้ง นอกจากการถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ญี่ปุ่นกักตัวข้อหาแต่งตัวด้วยชุดชนเผ่าและมีย่ามใบโต น่าสงสัยว่ามีสิ่งของผิดกฎหมายในครอบครอง แต่สุดท้ายก็รอดมาได้หลังจาก 2 ชั่วโมงในห้องแคบๆ

ผู้เฒ่าเล่าต่อว่า คนปกาเกอะญอเรียกโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่’ แปลว่า ‘ที่ร้องไห้’ เราเกิดมาปุ๊บร้องไห้ปั๊บ พอโตขึ้นต้องมีอะไรมาทำให้ร้องไห้จนได้ และการร้องไห้ครั้งสุดท้ายคือเมื่อถึงวาระที่เราหรือใครคนใดคนหนึ่งต้องจากโลกนี้ไป นี่คือธรรมชาติที่อยู่ในตัวเราทุกๆ คน

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เราต้องฆ่าฟันกันให้ตายเพียงเพราะเชื่อต่างกัน ต้องการมีอำนาจที่มากกว่า อยากมีสิทธิมากกว่าคนอื่น อยากใช้ทรัพยากรมากกว่าคนอื่น หรือต้องการเงินทองผลประโยชน์

พระพุทธเจ้าและพระเยซูสอนเรามามากว่า 2,000 ปี แต่ดูเหมือนโลกไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมสักเท่าไหร่บางทีเราอาจต้องใช้เวลาอีก 2,000 ปีเพื่อจะข้ามพ้นไปจากความขัดแย้งที่พูดมา ผู้เฒ่าหัวเราะแบบขำๆก่อนได้เวลาอาหารเที่ยงพอดี

 

ช้าช้า

ปกาเกอะญอ

การเรียนรู้ในวันนี้คือการทำสมาธิ สอนโดย ประชา หุตานุวัตร ผู้ใช้แนวทางพุทธในการจัดการเรียนรู้เพื่อเข้าใจตนเองและสังคม การนั่งสมาธิอาจเป็นสิ่งที่ยากสำหรับน้องๆ หลายคน ไม่ว่าจะเป็นท่านั่ง การสังเกตลมหายใจและความคิด พอถึงช่วงเดินสมาธิ ผมสังเกตเห็นว่าน้องหลายคนดูผ่อนคลาย บางคนมองไปบนฟ้า บนเขา ต้นไม้ ท่วงท่าในการเดินที่เนิบช้า และดูเป็นมนุษย์ที่สงบ เรียบง่าย ต่างกับจังหวะฝีก้าวในโตเกียวที่เราได้เห็นอย่างชัดเจน

Moari แลกเปลี่ยนกับพวกเราว่า การต้องอยู่กับภาระ การเรียน ความเร่งรีบมากมาย เหมือนกับเรากำลังอยู่ในสังคมที่เข็นครกขึ้นสู่ยอดเขาครั้งแล้วครั้งเล่า การได้มาที่นี่เขาเปรียบว่าตัวเองกำลังโผล่ขึ้นมาหายใจเหนือน้ำ การได้สัมผัสธรรมชาติทำให้เขาได้รู้สึก สัมผัส ถึงความเรียบง่ายตรงไปตรงมาของตัวเขาเองและคนรอบข้างด้วย

Alex ลูกครึ่งญี่ปุ่นเปอร์โตริโก เป็นผู้เข้าร่วมอีกคนที่มีความอยากรู้อยากเห็นมากทีเดียว เขาบอกว่า เขารู้สึกโดดเดี่ยวและว่างเปล่า เขาไม่มีความสุขมากนักในโตเกียวเพราะชีวิตเร็วเกินไปสำหรับเขา ที่ญี่ปุ่นการหยุดเรียนตอนปี 2 ปี 3 เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยครั้ง ตอนนี้ เขาจึงตัดสินใจหยุดเรียน 1 ปีเพื่อคิดทบทวนและใตร่ตรองว่าเขาต้องการอะไรกันแน่

กลางคืนเราล้อมวงผิงไฟ คืนนี้เราโชคดีที่ฝนอนุญาตให้เราก่อไฟผิงกันได้ แถมก้อนเมฆก็ใจดีเผยแสงดาวที่อวดแสงระยิบ ผู้มาเยือนมีเพลงโอกินาว่าขับขานเคล้าควันไฟพร้อมกับเหล้าบ๊วยคนละจอกพอลื่นคอ ผู้เฒ่าเล่าชีวิตให้คนหนุ่มสาวฟัง เผื่อเขาจะได้เก็บไปคิดในวันข้างหน้า

อาจารย์เคโบะบอกผมว่า เราคาดหวังอะไรในตัวน้องไม่ได้เลย สิ่งที่เราทำได้คือหว่านเมล็ดไปเรื่อยๆ อาจจะมีใครในนี้ที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เช่นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอย่างมีสติ ใส่ใจคนรอบข้างและธรรมชาติมากขึ้น

ที่ญี่ปุ่นการทำงานหนักจนตาย ซึ่งเรียกว่า Karochi Syndrome หรือโรคบ้างาน กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ มีคนอาศัยคนเดียวตามลำพังมากขึ้น ในสังคมที่พลุกพล่านคนไม่น้อยกลับรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา สิ่งเหล่านี่ไม่ใช่สิ่งที่โลกอยากให้เกิดกับเรา มันคือความผิดพลาดที่เกิดจากการที่เราคิดว่าเราดีไม่พอ เก่งไม่พอ มีไม่พอ เราจึงทำมากทำเยอะจนโลกปั่นป่วนไปหมด การได้มีเวลาขี้เกียจคือของขวัญดีๆ นี่เอง (ผมเห็นด้วยมากครับ) และมันคือทางออกด้วย เขาปิดท้าย

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

 

ห่อโข่ บนโลกที่ร้องไห้เราทุกคนคือเพื่อนกัน

เริ่มดึกแล้วกองไฟยังให้ไออุ่น อาจารย์เคโบะขอให้เจ้าบ้านแชร์บทเพลงที่แกเคยได้ยิน เพลงนี้ไม่ดังมาก เพราะดึกแล้วเราจึงร้องเบาๆ แต่ผมอยากให้ทุกคนได้ยินอยู่นะ

 

บนห่อโข่ โลก นานมาแล้ว ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง เป็นของเรา

สิ่งมีชีวิต น้อยใหญ่ ต้นไม้ ลำธาร ต่างมีชีวิตป็นของตัวเอง

ธรรมชาติคือผู้มอบชีวิต เราหลงลืมไปรึยัง

จงดูแล ต้นไม้ของเรา หัวเผือกเมล็ดข้าว ให้รักษา

ผู้แก่พร่ำเตือน ผู้เฒ่าพร่ำสอน น้ำและแผ่นดินคือบ้าน

ดูแลดีแล้ว จะมีข้าวกิน จะมีผ้าคลุมกาย

ถึงเวลาแล้ว เงินทอง ไม่อาจเป็นสิ่งให้เรายึด

เทียนไขขี้ผึ้ง กับตอข้าว ปกป้องขวัญของเราทุกคน

อยู่กับแสงสว่างและไมตรีรัก

เดินไปด้วยกัน บนโลกใบเดียวเท่านั้นที่เรามี

หากความรักผลิใบ ความห่วงใยออกผล

จะมีน้ำนิ่ง มีความสงบในแผ่นดิน

เพราะโลกมี ตอข้าว และแสงเทียน

 

เพลงจบแล้ว แสงไฟมอดลง ดาวยังคงส่องแสง เมฆยังคงเคลื่อนไป เที่ยงคืนแล้วไม่มีอะไรที่สหายสล็อตและคนขี้เกียจต้องทำ นอกจากการพาตัวเองเข้านอน

ไม่มีฝันดีให้ฝันถึง เพราะเราจะตื่นมาทำความจริงที่เราทำได้ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เพียงเล็กน้อยเท่านั้นพอ

Writer & Photographer

Avatar

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

ผู้เฒ่าเคยเล่าผ่านบทเพลงให้เราได้ยิน

“แต่ก่อนยังไม่มีอะไร
มีเพียงสายลม กับสายฟ้า
กำเนิดเกิดน้ำหมุนวน
บ่มเพาะหนทาง สู่การไหลไปสู่ทาง
ทางของธรรมชาติ
ถ้าทางได้รับการดูแล
จะมีทางให้เราเดินต่อ”

เมื่อโลกหมุนจนมาบรรจบครบรอบอีกขวบปี มนุษย์อย่างเราๆ ก็จะเฉลิมฉลองที่ได้รับการขยายวีซ่าชีวิตอีกปี ไม่มีของขวัญชิ้นไหนดีกว่านี้อีกแล้วในการอยู่เรียนรู้บนโลกใบนี้  ในฐานะที่โลกโอบอุ้มเลี้ยงดูเรา เราน่าจะหาของขวัญสักชิ้นให้กับโลกของเรา อย่างน้อยๆ เพื่อระลึกถึงความความรักและเมตตาที่เราได้รับอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ บางทีการกล่าวขอบคุณโลกของเราทุกๆ เช้าน่าจะดีไม่น้อยสำหรับการเริ่มต้นวันธรรมดาให้มีความหมายในวันที่ฝุ่นคลุ้งเคล้าในอากาศรบกวนระบบหายใจให้ไม่สบาย แต่คงเป็นโอกาสดีที่จะได้ทบทวนเช่นกันว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง

เดือนธันวาคมที่ผ่านไปเราได้ต้อนรับคนรุ่นใหม่จากจีน ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น มองโกเลีย ยุโรป บราซิล และ แคนาดา มาร่วมเรียนรู้เรื่องระบบนิเวศวิทยา พวกเขาออกเดินทางค้นหาความหมายบางอย่างของการมีชีวิตในดวงดาวสีน้ำเงินดวงนี้ พวกเขาหลายคนยอมละทิ้งการงาน บางคนตัดสินใจกลับบ้านเกิดหลังจากออกไปเรียนและทำงานในต่างประเทศมาหลายปี บางคนมาจากองค์กรที่ทำงานกับชุมชนมานาน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ จิตใจที่เปิดกว้างต่อการเรียนรู้อีกครั้ง และเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตใจที่อยากทำอะไรเพื่อโลกของเราแม้จะยากเพียงใดก็ตาม

ป่า, Deep Ecology

 

เก่อ ลา : ขวัญ

ผู้เฒ่าเชื่อว่าเวลาที่เราเจ็บป่วยมีสาเหตุหนึ่งมาจากขวัญหนีจากเราไป เราต้องเรียกขวัญกลับมา ขวัญคือ ธรรมชาติรอบตัวเราที่มีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมอยู่ด้วย การที่เราสูญเสียคุณภาพอากาศที่ดี นั่นกำลังบ่งบอกว่าเราได้สูญเสียขวัญซึ่งเป็นพื้นที่ป่าที่ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การเรียกขวัญแบบเบื้องต้นอาจจะรณรงค์ปลูกจิตสำนึกให้ฟื้นฟูธรรมชาติกลับคืนมาทั้งในระดับบุคคลไปถึงระดับใหญ่

และอาจจะใช้มนตราช่วยประคับประคองให้ขวัญของเรามีพื้นที่ที่ยั่งยืน มนตราที่ว่าอาจจะมาในรูปแบบการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ในการออกแบบผังเมืองที่อนุญาตให้น้ำได้เดินทางไปหามหาสมุทรอย่างราบรื่น ให้ต้นไม้ยืนคู่กับตึกได้ ให้สัตว์มีทางสัญจรเช่นเดียวกับมนุษย์ มนตราอีกอันน่าจะเป็นการศึกษาในยุคใหม่ที่ควรมีเป้าหมายแตกต่างไปจากเดิม ที่ไม่ใช่ความสำเร็จของมนุษย์ แต่เป็นความสำเร็จในการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้

พี่อ้อม-สุนิสา จำวิเศษ ผู้ก่อตั้ง ‘Gaia Ashram’ ที่หนองคาย รับหน้าที่เปิดห้องเรียนด้วยวิชา Deep Ecology ชวนพวกเรากลับไป ‘รู้สึก’ ถึงความงามของธรรมชาติในป่าบ้านหนองเต่า และเดินทางไป ‘โอบกอด’ ความเจ็บปวดที่เกิดกับธรรมชาติ เช่นเหมืองแร่ที่เราเห็นการบดขยี้ผืนดินเป็นผุยผง การพาไปดูภาพสองภาพที่ชัดเจนช่วยให้เราได้เปรียบเทียบและตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและเราจะทำอะไรได้บ้าง มันอาจจะเคอะเขินสำหรับเราหลายๆ คน จนกว่าเราจะให้โอกาสตัวเองไปเอาฝ่าเท้าย่ำลงบนผืนดิน เราคงรู้สึกได้ดีกว่าการเดินบนแผ่นดินคอนกรีต

ผมคิดถึงบทกวีเก่าแก่บทหนึ่งที่ว่า

นานา เม นานา เมยา เธอคือเธอ คือเธอ คือฉัน
เคอ ลอ เก่อ วี เคอ ลอ เก่อลา ขวัญของเธอและฉัน คือขวัญของกันและกัน

ทำให้นึกถึงคำของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ขึ้นมาทันที

“Because I am in you and you are in me.”

ป่า, Deep Ecology

จะดีแค่ไหนถ้าเราสร้างพื้นที่ที่เชิญชวนการมาระลึกและขอบคุณธรรมชาติให้เป็นกิจกรรมปกติของทุกๆ วัน โดยไม่ต้องมีพิธีบูชาอะไรมากมาย นั่งกับพื้นเป็นวงกลมที่บ้าน ที่ทำงาน ในร้านอาหาร ขอบคุณเพื่อนร่วมงาน แม่บ้านที่ทำอาหาร คนปลูกผัก มีอะไรมากมายเหลือเกินที่เราต้องขอบคุณ รวมถึงขอบคุณตัวเองที่ยังมีชีวิตอย่างที่มีความหมายต่อไป เผื่อวันหนึ่งเราจะเชื่อจริงๆ ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติจริงๆ

ปิแอร์ ชาวบริแทนเนีย ชนพื้นเมืองในฝรั่งเศสที่ทำงานรณรงค์กับ Greenpeace เล่าว่า ตอนนี้เกิดวิกฤตมากมาย และมีโครงการใหญ่อย่างเหมืองใต้ท้องทะเลน้ำลึกบริเวณปาปัวนิวกีนีที่น่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ มลพิษทางทะเลที่เพิ่มมากขึ้น หรือแม้แต่ภาวะโลกร้อนที่อุณหภูมิอาจจะกระโดดไปมากกว่า 2 องศา ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นไม่มีใครคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดอะไร สิ่งที่เขาทำได้คือรณรงค์ต่อไป สร้างความตระหนักรู้ให้กับชุมชนต่อไป แม้อาจจะยากลำบากและใช้พลังเยอะก็ตาม ปิแอร์ยังอยากจะกลับไปเรียนรู้ทอดภาษาของที่กำลังจะหายไป

“ตอนนี้ภาษาบริแทนเนียกำลังหายไป เริ่มมีการเรียนการสอนภาษาบริแทนเนียในโรงเรียนแล้ว ซึ่งผมคิดว่ามันดีที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ได้เชื่อมโยงตัวเองกับภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเพื่อจะเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น”

แนวคิดของนิเวศแนวลึกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ มีความจำเป็นต้องลดความสำคัญของมนุษย์ออกจากศูนย์กลางของระบบนิเวศ ทั้งทางด้านวิธีคิดและวิธีการของมนุษย์มนุษย์ที่เป็นใหญ่เกินไป เราจะเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นปรากฏชัดเจนเด่นขึ้นเมื่อเราเชื้อเชิญขวัญกลับมาอยู่กับเรา

เก่อ ลา แฮ เก : ขอให้ขวัญจงกลับมา วิทยาศาสตร์ที่ถ่อมตน

“เส้นดินสอที่จรดและลากลงบนกระดาษแผ่นบางๆ ของมนุษย์เมื่อวาน
กลายเป็นแผนภาพสวยงาม มีตึกสูงใหญ่ ศิวิไลซ์
และเป็นจุดเริ่มต้นของการพังครืนของภูเขาลูกใหญ่ในวันต่อมา”

ป่า, Deep Ecology ป่า, Deep Ecology

สัปดาห์ที่ 2  ดร.แมนดี้ นักนิเวศวิทยา พาเรามาดูระบบนิเวศผ่านมุมมองของวิทยาศาสตร์ โดยการพาไปทำปุ๋ย สังเกตความเปลี่ยนแปลงและการทำงานของจุลินทรีย์ การไปดูราและไลเคนที่เกาะตามต้นไม้ ดร.แมนดี้ บอกว่า บางทีวิทยาศาสตร์จดจ่อแต่กับอะไรอย่างเดียวจนละเลยความหลากหลาย และที่มากไปกว่านั้นคือ ความอยากรู้อยากเห็นเข้าไปรบกวนระบบ นักวิทยาศาสตร์ควรอนุญาตให้ตัวเองเลิกสงสัย เลิกหาเหตุผลบ้าง เลิกรบกวน ปล่อยให้ธรรมชาติมันอยู่ด้วยตัวของมันเองบ้าง

ดร.แมนดี้ เคยสอนที่โรงเรียนบางกอกพัฒนา 6 ปี แล้วตัดสินใจลาออก เขาพูดถึงระบบการศึกษาที่มีอัตราเร่งการเรียนรู้ที่สูง การสร้างการแข่งขัน การพัฒนาให้เกิดผลลัพธ์มากมาย และมายาคติเรื่องความสำเร็จ ทำให้เราไม่มีเวลาสังเกตการณ์ทำงานของระบบนิเวศอย่างเพียงพอ หรือการสังเกตเฉยๆ โดยที่ไม่ต้องพยายามทำความเข้าใจ ปลดปล่อยความความอยากรู้เห็นบ้าง แล้ววันหนึ่งเราจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างเอง อย่างน้อยๆ ก็สังเกตเห็นตัวเองที่เป็นส่วนหนึ่งของของระบบนิเวศนั้นได้รับการดูแลทุกๆ วัน

“ฉันไม่ได้มีความสุขมากกับการสอนในระบบที่ต้องแข่งขันอย่างบ้าคลั่ง และได้เรียนรู้ว่าการใช้วิทยาศาสตร์ที่สุดขั้วก็สร้างความเสียหายให้ระบบนิเวศมากมายได้เช่นกัน วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือที่ดีก็ได้ต่อเมื่อเราใช้หัวใจ”

เราเดินเข้าป่าใกล้ๆ หมู่บ้านเพื่อสังเกตลักษณะทางกายภาพของพืชตั้งแต่เล็กที่เรามองไม่เห็น ไปจนถึงต้นไม้ใหญ่ สีสัน ขณะที่แมนดี้กำลังเล่าอะไรให้พวกเราฟัง มีโชคก็เห่าเสียงดัง ผมเดินไปดูใกล้ๆ มันกำลังเผชิญหน้ากับงูเห่าตัวหนึ่ง ยาวประมาณ 1 เมตรกว่าๆ มันแผ่แม่เบี้ยที่เมื่อโดนแสงแดดส่องทะลุก็เห็นลวดลายซึ่งดูน่าเกรงขาม มีโชคเผชิญหน้ากับมันครู่ใหญ่ มันไล่ล่าจนงูเห่าล่าถอยหายไป ผมกังวลว่าหมา 2 ขวบของผมจะถูกงูเห่าฉกตาย แต่สักพักมันก็กลับมาพร้อมกับรอยเลือดบนตัวของมัน ผมตรวจดูจนแน่ใจว่ามันไม่ได้โดนกัด แต่มันอาจจะกัดงูเห่าบาดเจ็บหรือตายไปแล้วก็ได้

ป่าบริเวณนี้เป็นป่าใช้สอยที่ผู้คนจะเข้ามาหาฟืน ตัดไม้ไปสร้างบ้าน แต่ก็ยังมีไก่ป่า หนูเหยี่ยว นก อยู่พอสมควร การเจองูเห่าก็ยิ่งทำให้เราได้มั่นใจว่าห่วงโซ่อาหารตรงนี้ยังทำงานต่อไปได้

แมนดี้ชี้เมล็ดของมอสให้เราดู มันมีขนาดเล็กมากจนเราอาจจะคิดว่ามันคือฝุ่น เมล็ดพวกนี้ซุกตัวอยู่กับต้นแม่และรอเวลาเติบโต ถ้ามันไม่มีต้นไม้ให้เกาะมันก็จะต้องอยู่บนดิน ถ้าไม้มีต้นไม้ ไม่มีดิน เราก็จะไม่ได้เห็นมันอีกเลย ชุมชนจึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาระบบนิเวศ การปกป้อง รักษา วิถีชีวิตของชุมชนหรือแบบแผนอะไรหลายอย่างควรได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างที่ใหญ่กว่าการสนับสนุนที่ง่ายและทำได้เลย อาจจะต้องกลับไปฟังสิ่งที่แมนดี้เล่าให้เราฟังคือ สังเกตและอนุญาตให้ชุมชนมีสิทธิ์มีเสียงที่จะกำหนดทิศทางในการจัดการทรัพยากร ควบคู่กับการจัดการเรียนรู้ให้เด็ก ผู้ใหญ่ ที่เหมาะสมกับบริบทชุมชนที่สุด

ป่า, Deep Ecology ป่า, Deep Ecology

 

Vision Quest แสวงหาปัญญาธรรมชาติ

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น คนหนุ่มสาวอินเดียนแดงจะต้องเข้าไปใช้ชีวิตในป่า ซึ่งเป็นโอกาสในการบ่มเพาะให้ตัวเองให้มีทักษะในการดำรงชีวิตในป่า การเข้าใจจังหวะและภาษาของธรรมชาติ อีกทั้งเป็นการบ่มเพาะความมั่นคงภายในก่อนกลับออกมาใช้ชีวิตตามปกติ

ก่อนเข้าป่า พี่นัฐ-ณัฐรส วังวิญญู ชวนพวกเรานึกถึงเป้าหมายในชีวิตที่เราอยากเห็น อยากให้มันเกิดขึ้น ก่อนเราจะเดินทางเข้าป่าที่สูงระดับ 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล เราเข้าป่าและแยกย้ายตามจุดที่เรารู้สึกพอใจ

ทันทีที่เต็นท์ถูกกาง เพียงคืนแรกลมเริ่มพัดและฝนก็ตั้งเค้า ก่อนจะกระหน่ำหนักในคืนที่ 2 การก่อไฟเป็นไปอย่างยากลำบากสำหรับพวกเราหลายคน มิหนำซ้ำความหิวก็เข้ามาทักทายคุยกับเราเป็นระยะๆ ให้ขำเล่นๆ ว่าเรามาทำอะไรที่นี่

แต่มีอะไรดีๆ มากมายให้เห็นและชื่นชม เช่นตอนกลางคืนถ้าเราลองปิดไฟฉายแล้วจ้องบนพื้น สักพักหนึ่งเราจะเริ่มเห็นแสงจากใบไม้บนพื้นที่เรืองแสงกระจายตามพื้น ซึ่งตอนเช้าเราจะพบว่าใบไม้เหล่านี้มีราเกาะและกำลังผุพังกลายเป็นปุ๋ย ผมแอบคิดในใจว่าการตายเป็นแสงสว่างชนิดหนึ่งรึเปล่า

ป่า, Deep Ecology

ต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านมีเถาวัลย์ไต่ขึ้นไปหาดอกกล้วยไม้สีขาวที่กำลังบานเพลินตา ถ้าโชคดีมากก็จะได้เห็นนกยูง หรือไก่ป่า นกเล็กบินโฉบไปมา ลมพัดใบไม้บนยอดสูง โล้ไปมาทักทายกันและมีเมฆขาวสะอาดรูปร่างแปลกๆ บนฟ้าให้เราได้จินตนาการเล่น บางทีนี่คือโอกาสที่เราจะอนุญาตให้เราได้กลับไปเป็นเด็กตัวน้อยๆ ที่ปล่อยวางพันธนาการของผู้ใหญ่ลงชั่วคราว ก็ไม่เลวนะ

ท้องร้องจิกๆ เหลือบไปเห็นกล้วยป่าและบอแคฆ่อก็กระตุ้นต่อมน้ำลายให้ทำงาน ความหิวทำให้เราจินตนาการถึงอาหารจานต่างๆ อย่างเอร็ดอร่อย เผลอๆ เราอาจมีเมนูใหม่ให้เราได้ลองทำหลังจากกลับออกมา

ป่า, Deep Ecology ป่า, Deep Ecology

ตอนเย็นของวันที่ 3 ฝนเริ่มซา เสียงนกมากมายชวนเข้าบ้านหลังกลับมาจากการออกไปหาอาหาร ไก่ป่าร้องเรียกหากัน นกโพระดกเจาะไม้เสียงดังก้องป่า มีแสงดาวลอดผ่านใบไม้ลงมาทักทายให้เราคลายใจ วางใจ ลมฝนที่มาทดสอบทักษะและสมรรถภาพของเต็นท์

การพาตัวเองเข้าไปอดอาหาร 3 วัน 3 คืนในป่า เข้าไปเผชิญหน้ากับความเงียบหรือเสียงที่ไม่คุ้นเคย อาจทำให้เราหวั่น เส้นทางแปลกๆ การอยู่คนเดียวลำพังและพูดคุยกับความหิว เป็นขั้นตอนในการเจียระไนตัวเอง

เป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่เราสามารถมอบให้ตัวเอง แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็เพิ่มพลังชีวิตให้เราอย่างดี เป็นพลังซื่อๆ ที่ไม่ต้องการได้รับการอธิบาย แต่ทำให้เรารู้สึกสบายใจ ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย เราจึงควรโค้งคำนับงามๆ ให้กับธรรมชาติผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงๆ

กลับออกมาจากป่า อาหารที่เราโหยหาก็อยู่ตรงหน้า จะรออะไรล่ะครับ ชื่นชม รู้สึกกับมันให้เต็มที่ ก่อนกลับมาอยู่ในโลกความเป็นจริงใบเดิมที่เราต้องเรียนรู้การมีความรู้สึกต่อธรรมชาติต่อไป จนกว่าขวัญจะกลับมาอยู่กับเราทุกๆ คน

ป่า, Deep Ecology

“ฟังเสียงผู้เฒ่าอีกครั้ง
แต่ก่อนยังไม่มีอะไร
มีเพียงสายลม กับสายฟ้า
กำเนิดเกิดน้ำหมุนวน
บ่มเพาะหนทาง สู่การไหลไปสู่ทาง
ทางของธรรมชาติ
ถ้าทางได้รับการดู
จะมีทางให้เราเดินต่อ”

ต่าบลึ๊ โดะมะ-ขอบคุณมากมาย

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมเรียนรู้กับ Awakening Leadership Training ALT ภายใต้สถาบัน INEB ดูรายละเอียดได้ที่นี่

ป่า, Deep Ecology

ภาพ : โอชิ จ่อวาลู

Writer & Photographer

Avatar

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load