21 Aug 2018
2 PAGES
21 K

บ้านหินลาด-ท่าแสงจันทร์ / สะหนามไซ / อัตตะปือ / สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

 

23 กรกฎาคม 2561

2 ทุ่มเศษ

อานนท์ ครูหนุ่มพ่อลูกอ่อนและครอบครัวต้องสะดุ้งตื่นสุดตัวเพื่อพบว่าทั้งเท้า ขา และหลัง ของตนเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นราว 2 ชั่วโมง เขาและภรรยาหมดเรี่ยวแรงไปกับการเก็บยกข้าวของเครื่องใช้ที่พอยกได้ขึ้นไว้ตามโต๊ะเตียงและหลังตู้ เฉกเช่นเดียวกับเพื่อนบ้านบ้านหินลาด-บ้านท่าแสงจันทร์ ชุมชนต้นน้ำเซเปียนร้อยกว่าหลังคาเรือน ในขณะที่ครัวเรือนอีกจำนวนไม่น้อยกำลังเพลิดเพลินกับรายการทีวีช่วงหัวค่ำ

 

6 โมงเย็น วันเดียวกัน

อานนท์และคนในชุมชนรับรู้เนื้อหาจากการประกาศแจ้งเตือนที่ลงมาถึงชุมชนบ้านหินลาดและบ้านท่าแสงจันทร์ความว่า ให้ชาวบ้านเตรียมรับมือกับน้ำท่วมและให้เก็บข้าวของขึ้นที่สูง โดยชาวบ้านรายหนึ่งสรุปสาระผลของคำประกาศนี้ อนุมานไม่ต่างจากการเอาฝ่ามือตีบั้นท้ายวัว เพราะหากจะว่าไปเรื่องน้ำท่วมเอ่อล้นตลิ่งเป็นเหมือนเทศกาลประจำปีของชุมชนกลางหุบเขาริมแม่น้ำเซเปียน

‘เก็บข้าวของนิดๆ หน่อยๆ และเตรียมไฟฉายเผื่อไฟฟ้าดับ’ คือสิ่งที่ชาวชุมชนทำกันอย่างเนืองนิจทุกปี ซึ่งฟังดูเหมือนว่าค่อนข้างสบายใจปนชะล่าใจอยู่มากโข แต่ทว่าน้ำที่กำลังเพิ่มระดับอย่างรวดเร็วที่อานนท์และทุกคนประสบหนนี้ หาได้เป็นอย่างที่เคยเจอกันมาตลอดทั้งชีวิตของพวกเขา ข่าวประกาศที่ลอยตามลมกำลังก่อรูป

 

ราว 10 นาที หลังการตื่นของอานนท์

สัมผัสแรกของน้ำที่แผ่นหลังทำให้เขาสะดุ้งตื่น และตื่นเต็มตาเมื่อน้ำสีน้ำตาลข้นคลั่กไต่ระดับสูงท่วมเข่าล่วงเลยถึงเอวในเวลาอันรวดเร็ว พ่อลูกอ่อนรับรู้ถึงภัยคุกคาม สิ่งที่อานนท์พอจะนึกออกในเวลาที่อะดรีนาลีนในกายเริ่มทำงานคือรีบคว้าถังสีเก่าๆ เอาผ้ามารองก้นถังก่อนจับลูกน้อยวัย 6 เดือน วางลงไปด้วยความทุลักทุเล ขณะที่ภรรยาคู่ชีวิตของเขาคว้าได้ถังน้ำใบหนึ่งมาวางคว่ำลงกับกระแสน้ำก่อนกำชับให้น้องชายวัย 8 ปีเกาะแน่นที่เอว

สายน้ำข้นทะลักฝ่าความมืดเข้ามาปะทะโดยไม่มีทีท่าจะลดลงหากแต่เพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกินตั้งรับ เสียงตะโกนโหวกเหวกผสานเสียงร้องไห้ระงมของคนทั่วทั้งหมู่บ้าน ดังแข่งกับเสียงสายน้ำที่ตอนนี้เหมือนคนคลั่ง สี่ชีวิตต้องผละออกจากที่มั่นเมื่อระดับน้ำท่วมขึ้นถึงอก มีเพียงถัง 2 ใบช่วยพะยุงตัวลอยออกไป

“เป็นตาย่านหลายอ้ายเอ้ย บ่เคยพบเคยพ้อ” อานนท์เล่าถึงความรู้สึกในนาทีนั้น หลังนำครอบครัวล่องไปตามกระแสน้ำเชี่ยว

…การเดินทางดูเหมือนจะไปได้สวยแต่ก็เพียงแค่ระยะสั้นๆ ไม่น่าเกินร้อยเมตร ก่อนถังน้ำของภรรยาและน้องชายวัย 8 ขวบของเธอที่ใช้พยุงตัวจะพลิกคว่ำและจมหายไปในสายน้ำเชี่ยว

“ได้ทุกคน” ใช้ได้กับสถานการณ์ตอนนี้ที่บ้านต้นน้ำ ทุกชีวิตในหินลาด-ท่าแสงจันทร์เหมือนถูกบังคับเลือกให้ต้องตะเกียกตะกายเพื่อรักษาชีวิต บางครอบครัวปีนป่ายหนีขึ้นขื่อคา แต่แทบทั้งหมดไม่หยุดที่จุดนั้น ยังต้องกระทุ้งหลังคาสังกะสีเพื่อหอบหิ้วกันหนีขึ้นไปอาศัยบนหลังคาบ้านเมื่อน้ำเพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด ขณะที่บางส่วนเลือกกระโจนลงเรือยนต์ขับหนีขึ้นฝั่ง

ชายร่างเล็กผอมเกร็ง หนึ่งในคนนำทางเราให้เข้าถึงจุดเกิดเหตุ ที่กลายเป็นอดีตหมู่บ้านในชั่วข้ามคืน และรอดชีวิตมาเล่าให้เราฟังว่า เรือของเขาสตาร์ทไม่ติด สิ่งที่เขาทำคือรีบกระโดดลงน้ำแล้วลากเรือออกไปหลายร้อยเมตรกระทั่งถึงตีนเนิน

“ถ้าฝืนสตาร์ทเครื่องยนต์เรืออยู่คือสิบ่รอดดอก” เจ้าของเรื่องยืนยัน

ในขณะที่เพื่อนอีกคนฝากทั้งชีวิตไว้กับขอนไม้ผุๆ และรอดมาได้ราวปาฏิหารย์ แต่ก็มีอีกหลายสิบชีวิตที่ไม่ได้โชคดีเช่นนั้น

วันหนึ่งที่ศูนย์พักพิงสะหนามไซ ชาวเผ่าตะโอ้ยหนึ่งในผู้ประสบภัยจากบ้านท่าหินเล่าถึงชะตากรรมของญาติที่หนีขึ้นไปบนหลังคาบ้าน แต่ก็ประคองสติอยู่บนนั้นได้เพียงไม่นาน ก่อนตัดสินใจกระโดดจากหลังคาลงไปในน้ำ ด้วยกลัวว่าบ้านจะพัง และหลังจากวินาทีนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย

จัดได้ว่าปาฏิหารย์อยู่ข้างครอบครัวอานนท์ หลังจากถังน้ำที่ใช้ประคองชีพจมหายไป ภรรยาของอานนท์และน้องชายก็ควานพบถังฉีดพ่นสารเคมีที่ลอยมากับน้ำในความมืด ทั้ง 4 ชีวิตจะลอยออกไปอีกหลายร้อยเมตรจนไปติดที่ต้นไทรใหญ่ อานนท์เกาะต้นไทรแน่นก่อนผลักเข็นส่งให้ทุกคนปีนขึ้นไปนั่งบนกิ่งของต้นไทรสูงขึ้นไปได้สำเร็จ

“เสียงฮ้องเสียงไห้ดังอยู่เบิ่ดคืนเลยอ้าย จุดนั้นจุดนี้เต็มไปหมด” อานนท์บรรยายบรรยากาศค่ำคืนที่เหมือนตกอยู่ในฝันร้ายจากมุมสูง แสงจากไฟฉายติดหัวของชาวบ้านทำให้เขารู้ว่ามีคนจำนวนมากถูกน้ำพัดเลยจุดต้นไทรอันเป็นฐานที่มั่นของพวกเขาไปทีละคนทีละคน กลางวิกฤต ภรรยาของอานนท์ถือโอกาสให้นมมื้อดึกเป็นของรับขวัญทารกน้อยที่ร้องไห้จ้าด้วยอารามตกอกตกใจบนต้นไทรใหญ่

 

24 กรกฎาคม 2561

ทางการลาวประกาศให้พื้นที่เมืองสะหนามไซ แขวงอัตตะปือ เป็นเขตภัยพิบัติระดับชาติ

แม้ไม่มีใครอยากเชื่อว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือเรื่องจริง แต่มวลน้ำปริมาณมหาศาลกว่า 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตรจากที่ราบสูงบอละเวนแสดงพลังและตัวตนของมัน ประชาชนลาวกว่า 6.6 พันคนกลายเป็นผู้ประสบภัยพิบัติ ที่มียอดผู้สูญหายอย่างไม่เป็นทางการหลายร้อยคน

คณะนำทางของเรายืนยันตรงกันว่า พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเขื่อนบนเขาสูงลึกขึ้นไปที่ต้นน้ำเซเปียน “ฮู้จักแต่เขื่อนเซน้ำน้อย เขื่อนเซเปียนบ่ฮู้จัก บริษัทบ่เคยมาบอก” คำบอกเล่านี้ตรงกันกับคณะผู้ประสบภัยเผ่าตะโอ้ยกลุ่มหนึ่งจากบ้านท่าหินใต้ สะหนามไซ

ในเช้าวันอันขมุกขมัว ที่บ้านหินลาด หมู่บ้านแรกที่ถูกมวลน้ำเข้าถล่ม น้ำสีข้นเริ่มลดระดับลง ครอบครัวของอานนท์ได้รับการช่วยเหลือจากทีมงานกู้ชีพที่นำเรือท้องแบนเข้ามาทางน้ำ ทารกวัย 6 เดือนถูกนำใส่ลงถังอีกครั้งก่อนที่ทีมกู้ภัยจะช่วยกันเอาเชือกผูกและค่อยๆ หย่อนลงมาข้างล่าง หลังจากนั้น อานนท์ ภรรยา และน้องภรรยา ก็ได้รับการช่วยเหลือให้ลงมาจากต้นไทร ทั้ง 3 คนหมดเรี่ยวแรง จนไม่สามารถยึดเกาะไต่ลงมาได้เองเพราะไม่ได้นอนกันทั้งคืน ชาวบ้านที่ติดค้างตามต้นไม้และบนเขาทยอยได้รับความช่วยเหลือ

 

27 กรกฎาคม 2561

มีรายงานว่า น้ำจากเขื่อนหาได้หยุดไหลเพียงแค่อัตตะปือ แต่ทะลวงเข้าท่วมบ้านเรือนในเขตจังหวัดสตึงแตรง ประเทศกัมพูชา ที่อยู่ห่างออกไปราว 64 กิโลเมตร ทำให้ต้องอพยพชาวบ้านราว 25,000 คนออกจากพื้นที่ เมื่อมวลน้ำจากลาวไหลบ่าเข้าท่วมอย่างต่อเนื่อง ครัวเรือนนับพันจมอยู่ใต้น้ำที่ท่วมสูงกว่า 11 เมตร

อานนท์และชาวบ้านผู้สูญเสียที่อพยพไปอาศัยอาคารเก่าๆ ในโรงเรียนขนาดเล็ก บ้านญาติบ้านเสี่ยวในหมู่บ้านตะมอหยอด ชุมชนใกล้เคียงที่รอดพ้นจากภัยพิบัติเขื่อนแตกเพราะหมู่บ้านตั้งอยู่บนเนินสูง เริ่มทยอยกลับเข้าตรวจเช็กสภาพบ้านเรือนในบ่ายวันแรกที่เราเข้าไปถึง บนถนนดินที่เคยตัดผ่านชุมชนร้อยกว่าหลังคาเรือนของบ้านท่าแสงจันทร์และบ้านหินลาดเหลือซากบ้านเรือนให้ได้เห็นไม่เกิน 10 หลัง

โบสถ์และศาลาวัดที่ยังคงตั้งอยู่ได้ ดูจะเป็นหมุดหมายที่พอจะทำให้รำลึกอะไรได้บ้าง เสาไฟฟ้าตามถนนหักเป็นท่อนๆ กองอยู่กับพื้น มีเศษซากเสาตอม่อหักๆของบ้านให้เห็นเพียงแค่ 2 – 3 จุด ขณะที่บางจุดพบเพียงฐานส้วม พอให้จินตนาการออกว่าเคยมีชุมชนตั้งที่นี่

“ฝั่งนี้นาข้าว” อ้ายเตี้ย หนึ่งในผู้รอดชีวิตและคนนำพาเข้าพื้นที่ อธิบายพร้อมชี้มือกวาดไปยังลานทรายที่เต็มไปด้วยซากต้นไม้ใหญ่น้อย ซึ่งถูกกำลังของมวลน้ำกระชากขึ้นมากองเกลื่อนบนพื้นดินเฉอะแฉะเวิ้งว้าง อ้ายเตี้ยหยุดการอธิบาย เขานิ่งงันและน้ำตาเริ่มเอ่อ สีหน้าเปลี่ยนไปกะทันหัน “นี่ฐานบันไดบ้านข้อย”

เขานิ่งไปสักพักก่อนออกเดินสำรวจไปรอบๆ ตำแหน่งที่เคยเป็นที่ตั้งบ้าน ก่อนก้มลงดึงเอาเสื้อที่โผล่ออกมาจากกองดินที่มาทับถม เขาบรรจงซักล้างเอาโคลนตมที่ติดอยู่ให้ออกไป นั่นคือสมบัติชิ้นเดียวที่เขาเหลืออยู่ ซึ่งถือว่ายังโชคดีมากเมื่อเทียบกับชาวบ้านบางคนที่ยังคงเดินวนไปวนมาทั่วลานทรายโล่งเลี่ยนมาแล้วหลายวัน ราวกับคนป่วยอัลไซเมอร์ผู้ไม่หลงเหลือความทรงจำ พวกเขาไม่สามารถระบุพิกัดที่ตั้งบ้านและที่ดินของตน

 

6 สิงหาคม 2561

วันสุดท้ายที่เราเจออานนท์คือวันที่เขาพยายามเข้าไปในบ้านซึ่งถูกตะกอนดินถมสูงเมตรกว่า เพื่อขุดรื้อเอารถไถเดินตามขึ้นมาจากใต้ดิน อานนท์ผู้ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อถามเราว่า

“พวกอ้ายฮู้บ่ ไผเฮ็ดเขื่อนนี่ มันเกิดมาได้จั่งได”

CONTRIBUTORS

เริงฤทธิ์ คงเมือง

ช่างภาพสารคดีอิสระ ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นไปของสังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีผลงานได้รับการตีพิมพ์ทั้งฉบับภาษาไทยและต่างประเทศ สังกัดกลุ่มช่างภาพ 1OFOTOS

จีระศักดิ์ รังษี

ช่างภาพสารคดีอิสระ มีความสนใจศึกษาการถ่ายภาพเชิงสารคดีและข่าวสารต่างๆสถานการณ์บ้านเมือง วัฒนธรรม และความเปลี่ยนแปลงของสังคม