แรงดึงดูดของดอยเชียงดาว

เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเดินป่าที่ยอดดอยหลวงเชียงดาว เป็นหมุดหมายหลักในการเดินทางมาเชียงใหม่ครั้งนี้ ระหว่าง 2 – 3 วันที่ได้อยู่และใช้ชีวิตละแวกเชียงดาว ผมรู้สึกหลงใหลอำเภอแห่งนี้ ตรงที่วิถีชีวิตดำเนินไปเรื่อย ๆ มีแนวภูเขาลูกใหญ่เป็นฉากหลังของทุกเฟรมในภาพการใช้ชีวิตของคนที่นี่ ซึ่งดอยเชียงดาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพิ่งถูกประกาศให้เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลแห่งใหม่จาก UNESCO เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ขึ้นกระบะไปเลาวูประตูสู่เวียงแหง ดื่มกาแฟกับคนกลับบ้านที่อยากพัฒนาบ้านเกิดให้ยั่งยืน

หลังจากพิชิตยอดดอยหลวงเชียงดาว ผมก็กลับมาเที่ยวในตัวเมืองเชียงใหม่ตามปกติ จนถึงวันก่อนจะกลับกรุงเทพฯ อยู่ดี ๆ ผมก็อยากกลับไปหาดอยหลวงเชียงดาวอีกสักครั้ง ก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตในเมืองที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร่อีก ผมตัดสินใจจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ไหนก็ได้ที่มีดอยหลวงเชียงดาวตั้งอยู่ และตอนนั้นเอง ความทรงจำที่เก็บไว้ในหัวผมก็นึกขึ้นได้ว่า เคยเห็นโพสต์หนึ่งบนโซเชียลมีเดีย พูดถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ห่างจากตัวเมืองที่ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นได้ โดยมีดอยหลวงเชียงดาวเป็นตัวเอกของจุดชมวิว สถานที่แห่งนี้คือ ‘เลาวูประตูสู่เวียงแหง’

ด้วยความที่เป็นการตัดสินใจกะทันหันมาก บวกกับผมจองที่พักในตัวเมืองเชียงใหม่ไปแล้วในคืนสุดท้าย ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือตื่นนอนตั้งแต่ตี 3 เพื่อขับรถไปบ้านเลาวูให้ทันก่อน 6 โมงเช้า คืนนั้นผมหาข้อมูลโดยทักไปที่เพจ Klu mi coffee-กลึ มี กาแฟ เป็นร้านกาแฟที่มีจุดชมวิวเหมือนที่ผมอยากดู ผมโทรพูดคุยกับพี่เจ้าของร้านเพื่อนัดหมายเวลา เพราะตรงจุดชมวิว รถเช่าคันเล็ก ๆ ที่ผมมีนั้นขึ้นไปไม่ได้ ต้องอาศัยรถชาวบ้านขึ้นไป 

ขึ้นกระบะไปเลาวูประตูสู่เวียงแหง ดื่มกาแฟกับคนกลับบ้านที่อยากพัฒนาบ้านเกิดให้ยั่งยืน

2 ชั่วโมงแห่งความตื่นเต้น

03.00 น. (12 ชั่วโมงก่อนบินกลับกรุงเทพฯ)

ผมตื่นขึ้นมาพร้อมความงัวเงียจากอาการที่นอนไปไม่ถึง 4 ชั่วโมง จัดแจงข้าวของเสร็จ ขับรถออกมาจากตัวเมืองเชียงใหม่ตาม Google Maps ที่บอกระยะทางทั้งหมด 123 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า 

ในครึ่งแรกระยะทางไม่ได้อันตรายเท่าไหร่ ตัวถนนทางออกไปแม่ริมมีไฟตลอดสองข้างทาง แต่ช่วงที่ผ่านอำเภอเชียงดาวมานั้น เริ่มเป็นทางลาดชันขึ้นเขา บวกกับโค้งหักศอกที่ปกติขับช่วงกลางวันก็อันตรายอยู่แล้ว พอผมมาขับช่วงตี 4 – 5 แสงสว่างจุดเดียวที่มีคือไฟหน้ารถ ก็ทวีความน่ากลัวและอันตรายยิ่งขึ้นไปอีก ในขณะที่อะดรีนาลีนหลั่งออกมาจากความตื่นเต้น บวกความไม่คุ้นชินในถนนที่รถกำลังแล่นผ่านอยู่นั้น อีกสิ่งหนึ่งที่ผมไม่คาดคิดว่าจะเจอ คือหมอกที่ลงมาปกคลุมถนนในช่วงที่รถกำลังไต่ระดับความสูงไปเรื่อย ๆ ทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ย่ำแย่ขึ้นไปอีก จึงมีความคิดแล่นในหัวแวบหนึ่งว่า หรือขับรถกลับเชียงใหม่ดี แต่ด้วยระยะทางที่ขับมาแล้วค่อนข้างไกล เลยกัดฟันค่อย ๆ ขับไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดนัดหมาย

05.30 น. (ถึงจุดนัดหมาย)

หลังจาก Google Maps บอกว่าถึงจุดหมายเป็นที่เรียบร้อย ผมพยายามสังเกตบรรกาศรอบ ๆ ตัวในขณะที่ฟ้ายังไม่สว่าง ความรู้สึกแรกตอนลงจากรถมาคือ ‘กูโดนหลอกมาปะวะ’ ด้วยความที่มาถึงเช้ามาก ตัวหมู่บ้านเงียบมากและไร้ร่องรอยของสิ่งมีชีวิต เหมือนกับฉากในหนังที่พร้อมจะมีอะไรโผล่ออกมาได้ตลอดเวลา ผมพยายามเดินออกจากตัวรถเพื่อหาสัญญาณโทรศัพท์ที่จะใช้ติดต่อกับพี่ที่ผมติดต่อไว้เมื่อคืน พอกดเบอร์โทรศัพท์เพื่อโทรหาพี่เจ้าของร้านกาแฟ สิ่งที่เพิ่มความน่ากลัวให้กับบรรยากาศที่วังเวงอยู่แล้ว นั่นก็คือ

“ไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก…” – สิ่งนี้คือสิ่งที่ผมกลัวว่าจะเกิดที่สุด 

ถ้าติดต่อพี่คนนี้ไม่ได้ ผมก็ไม่รู้จะคุยกับใคร เพื่อพาผมขึ้นไปบนจุดชมวิวแล้ว ตอนนั้นผมพยายามตั้งสติแล้วพยายามเข้าไปในเฟซบุ๊กเพื่อหาเบอร์ร้านข้างเคียง ซึ่งผมไปเจอลานกางเต็นท์ข้าง ๆ ชื่อว่า Akipu Camping 

“สวัสดีครับ เจ้าของเพจ Akipu Camping ใช่มั้ยครับ สอบถามเรื่องนัดหมายนั่งรถไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิวครับ”

“เอ่ออ อันนี้ได้จองไว้มั้ยครับ ปกติเราจะรับ-ส่งเฉพาะคนที่จองมาเท่านั้นนะครับ”

สารภาพเลยว่า ณ ตอนนั้นจากที่ง่วง ๆ งัวเงียอยู่ ผมตื่นทันทีที่รู้ว่าอาจจะขับรถมาฟรี ๆ 2 ชั่วโมงโดยไม่ได้ขึ้นไปที่จุดชมวิว หลังจากคุยกันสักพัก ผมดันโชคดี มีนักท่องเที่ยว 2 คนที่มาค้างที่นี่จะขึ้นไปที่จุดชมวิวอยู่แล้ว 

ผมเลยได้อานิสงส์ติดรถคันนี้ขึ้นไปด้วย

แสงแรกของวัน

หลังจากนั่งรถ 4×4 ของพี่เจ้าของ Akipu Camping ขึ้นมา ผ่านหมู่บ้านใช้เวลาประมาณ 10 นาที เราก็ถึงจุดชมวิวทันก่อนพระอาทิตย์ขึ้นพอดี ภาพที่ผมคิดไว้กับสิ่งที่เห็นนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง ด้วยความที่ผมหาข้อมูลมาว่ามีร้านกาแฟบนจุดชมวิวนี้ เลยคิดว่าจะมีร้านที่เป็นเพิงไม้บนนี้ แต่สิ่งที่ผมเห็นหลังกระโดดลงจากรถกระบะ เป็นแค่ลานโล่ง ๆ มีวิวทอดยาว นำสายตาเราไปที่ดอยหลวงเชียงดาว วิวของดอยหลวงเชียงดาวนั้นจริง ๆ มองเห็นได้ไกล ๆ จากแหล่งท่องเที่ยวหลายที่ เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้าผมก็เพิ่งไปม่อนแจ่มที่เห็นวิวดอยหลวงแบบลาง ๆ หรืออุทยานห้วยน้ำดังที่เป็นจุดชมวิวยอดฮิตระหว่างทางไปปาย แต่ผมกลับชอบที่นี่เอามาก ๆ ด้วยวิวที่มีภูเขาทอดยาวสลับกันไปมา เหมือนเป็นเส้นนำสายตาให้เรามองไปแค่พระเอกของที่นี่ ‘แนวเขาดอยหลวงเชียงดาว’ เท่านั้น

ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ ‘เลาวู’ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีวิวดอยหลวงเชียงดาว และคุยกับคนกลับบ้านที่อยากเห็นบ้านเกิดเติบโตอย่างยั่งยืน

หลังจากที่สตั๊นอยู่กับวิวสักพัก ผมได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังขนของมาจากด้านหลัง พอหันไปก็ถึงบางอ้อว่า ร้านกาแฟที่ชื่อว่า Klu mi coffee-กลึ มี กาแฟ เป็นเพียงแค่ร้านเล็ก ๆ มีเจ้าของชื่อว่า พี่แก้ว คอยขนอุปกรณ์ดริปกาแฟขึ้นรถกระบะเพื่อเปิดร้านทุกเช้า และเสิร์ฟเครื่องดื่มให้กับลูกค้าของร้านที่กำลังดื่มด่ำกับวิวตรงหน้า 

ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ ‘เลาวู’ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีวิวดอยหลวงเชียงดาว และคุยกับคนกลับบ้านที่อยากเห็นบ้านเกิดเติบโตอย่างยั่งยืน

ปกติผมเป็นคนไม่ค่อยสันทัดเรื่องกาแฟสักเท่าไหร่ แต่เช้าวันนั้นความขมของกาแฟที่ได้ลอง บวกกับวิวที่อยู่ตรงหน้า เป็นอะไรที่หาไม่ได้ในชีวิตประจำวันของผมจริง ๆ และส่วนตัวผม การได้มาทำอะไรแบบนี้มันฮีลหรือเติมพลังได้จริง ๆ ถ้าผมมีหลอดพลังในการใช้ชีวิตของปี 2021 ที่ผ่านมา มันน่าจะลดเหลือขีดแดง ถ้าเป็นโทรศัพท์ก็คงจะขึ้นเตือนให้หาอะไรมาชาร์จมันซะ และการที่ผมได้มาที่นี่ ทำให้หลอดนั้นกลับมาเขียวอีกครั้ง พร้อมใช้งานสำหรับปี 2022 ต่อไป

ขึ้นกระบะไปเลาวูประตูสู่เวียงแหง ดื่มกาแฟกับคนกลับบ้านที่อยากพัฒนาบ้านเกิดให้ยั่งยืน

คลื่นลูกใหม่

“เมื่อวานไปพักที่ไหนมาครับ”

เสียงทักทายของผู้ชายที่เดินเข้ามาคุยกับผม ขณะกำลังชื่นชมกับวิวข้างหน้า ไม่รู้ด้วยความสมเพชที่เห็นผมมาคนเดียว หรือด้วยความสงสัยอยากรู้ว่า ไอเด็กที่โทรมาปลุกกูตอนตี 5 นี่เป็นใคร ผมก็ได้ตอบกลับไปว่า 

“ขับมาจากตัวเมืองเชียงใหม่เลยครับ”

นี่ก็คือจุดเริ่มต้นบทสนทนา ที่ทำให้ผมเบนความสนใจจากวิวภูเขาตรงหน้า มาฟังเรื่องเล่าจากผู้ชายแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

ผู้ชายคนนี้ชื่อ พี่วุฒิ เป็นเจ้าของที่พัก Akipu Camping และเป็นคนที่คอยผลักดันให้เลาวูกลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่หลาย ๆ คนเห็นช่วงปีสองปีที่ผ่านมา พี่วุฒิเกิดที่หมู่บ้านแห่งนี้ พอโตขึ้นก็เข้าไปเรียนและอาศัยอยู่ในตัวเมือง เมื่อเรียนจบก็อยากกลับมาพัฒนาบ้านเกิด จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการค่อย ๆ สร้างคอนเทนต์โปรโมตจุดชมวิวแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจ และรู้สึกชื่นชมจากการสนทนากับพี่วุฒิคือ พี่เขาวางเป้าหมายอยากให้บ้านเกิดตัวเองเติบโตอย่างยั่งยืน ถ้าทุกคนเห็นรูปที่ผมถ่ายมา จุดชมวิวนี้ไม่มีสิ่งก่อสร้างจากมนุษย์เลย โดยปกติแล้วเวลาไปจุดชมวิวหรือสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ การมีเรื่องธุรกิจการท่องเที่ยวเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะสร้างรายได้หรือมีเม็ดเงินเข้ามาก็จริง แต่ต้องแลกกับการต้องเสียความสวยงามของธรรมชาติบางส่วนไป 

สักพักพี่วุฒิควักโทรศัพท์ออกมาโชว์รูปแหล่งท่องเที่ยวและจุดชมวิวอื่น ๆ ที่อยู่ในเวียงแหงอีกมากมายที่พี่เขาไปมา หลายที่เป็นจุดที่คนไม่รู้ว่ามีอยู่ หรือทางเข้าไปค่อนข้างลำบาก ผมรู้สึกได้เลยว่าสิ่งที่พี่วุฒิทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามโปรโมตแหล่งท่องเที่ยว หรือการผลักดันให้คนในชุมชนหารายได้จากช่องทางอื่น ไม่ใช่แค่การทำเกษตร (อย่างพี่แก้วที่เป็นเจ้าของร้านกาแฟ ก็เป็นเด็กปั้นของพี่วุฒิ) จะทำให้อำเภอเวียงแหง เป็นสถานที่ที่คนรู้จักมากขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืนเหมือนที่เขาอยากให้เป็น

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะรู้ว่าผมมาเที่ยวคนเดียว

ถ้าใครที่ชอบเที่ยวคนเดียว ก็น่าจะโดนคำถามคล้าย ๆ กับผม

“ทำไมถึงชอบเที่ยวคนเดียว”

ผมมีความสุขกับการเที่ยวทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะกับเพื่อนหรือกับครอบครัว 

แค่ส่วนตัวแล้ว ผมว่าการเที่ยวคนเดียวมีเสน่ห์ตรงที่เพิ่มโอกาสให้เราได้ไปรู้จักกับอะไรใหม่ ๆ มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นสถานที่หรือผู้คน ซึ่งเป็นอะไรที่เราแพลนหรือคาดเดาไม่ได้เหมือนกับที่นี่…

ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ ‘เลาวู’ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีวิวดอยหลวงเชียงดาว และคุยกับคนกลับบ้านที่อยากเห็นบ้านเกิดเติบโตอย่างยั่งยืน

ผมมี 3 สิ่งที่จดจำได้เป็นอย่างดีจากเช้าวันนั้น

แสงแรกของวันที่แดดเคลื่อนออกจากเส้นขอบฟ้า

ความขมของกาแฟบนริมฝีปาก

และ…

แววตาของพี่วุฒิ ตอนเล่าถึงภาพฝันของบ้านเกิดตัวเอง

เช้าวันนั้นผมมีเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมงในสถานที่แห่งนี้ แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือความประทับใจและแรงบันดาลใจมากมายในการใช้ชีวิต ผมเชื่อเหลือเกินว่า เลาวูประตูสู่เวียงแหง ยังมีอะไรมากมายที่ผมยังไม่รู้ และรอผมกลับไปค้นหา

ไว้มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ 🙂

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

กิตติพงษ์ จัตตุพรพงษ์

นักศึกษาปริญญาตรีที่ชอบออกไปหาความเขียวของธรรมชาติมาชุบชูจิตใจ และชอบหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเวลาฝนตก

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 พฤศจิกายน 2565
2 K

ทริปนี้เริ่มต้นแบบง่าย ๆ คิดแค่ว่าเงินเยนกำลังตก ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นการเที่ยวที่ประหยัดดี พอไม่มีแผนการละเอียด ก็เลยคิดว่าเอารถแบบค่ำไหนนอนนั่นไปก็สะดวกกว่าพยายามจองโรงแรมล่วงหน้า และนี่ไม่ใช่หนแรกที่เราเช่ารถที่เป็นบ้านในประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสภาวะผู้คนหยุดเดินทาง เราเคยเช่ารถ RV ขับเที่ยวมาแล้วรอบหนึ่ง และพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้จุดหมายไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ร่วมกันบนรถ

ญี่ปุ่นมีบริการเช่ารถแคมปิ้งและ RV หลายรูปแบบ รอบนี้เราเลือกแบบมีเต็นท์อยู่บนหลังคา ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ข้อ ข้อแรก รถ RV นั้นถึงมีพื้นที่ใช้งานสะดวกสบาย แต่ว่าขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ขับเข้าตรอกซอกซอยหรือขึ้นเขาลำบาก อีกข้อคืออยากลองนอนเต็นท์บนหลังคารถ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับการปรับแต่งรถของตัวเองที่เมืองไทยทีหลัง และข้อสุดท้ายคือบริษัทรถเช่ามีอุปกรณ์เครื่องนอนและแคมปิ้งให้พร้อมทุกอย่าง ขนมาแต่เสื้อผ้าและใบขับขี่ก็พร้อมเดินทางได้เลย

สิ่งสำคัญพื้นฐาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
และประหยัดสุดสำหรับการขับรถเที่ยว

เพื่อความประหยัดขั้นสุด เราวางแผนนอนตามที่พักริมถนนซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่านอน ในญี่ปุ่นที่จอดรถพักริมทางเหล่านี้เรียกว่า มิจิ โนะ เอกิ (Michi-no-Eki) เรียกสั้นๆ ว่า ‘มิจิ’ ในเวลากลางวัน ตามมิจิจะมีร้านขายอาหารและของที่ระลึกพื้นถิ่น บางแห่งใหญ่โตเหมือนห้าง บางแห่งก็เล็ก ๆ เงียบสงบ แต่สิ่งที่ทุกแห่งมีเหมือนกันคือห้องน้ำสะอาด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแห่ง ขนาดจุดที่ในรีวิวเขียนว่าห้องน้ำไม่สะอาดก็ยังเรียกว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก

ข้อดีของการขับรถแคมปิ้งคือ ถ้ามีห้องน้ำสาธารณะตรงไหน เราก็จอดนอนตรงนั้นได้เลย คนเข้าป่าบ่อย ๆ อาจจะเถียงค้านในใจนิดหนึ่งว่า ถึงไม่มีห้องน้ำก็ทำธุระได้ แต่ญี่ปุ่นนั้นการทำธุระในป่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุผลของมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวม จึงควรไปทำธุระเฉพาะตามพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เต็นท์ด้านบนรถเปิดออกรับวิวฤดูใบไม้ร่วงยามเช้า

เรื่องต่อมาจากห้องน้ำคือการอาบน้ำ การมาเที่ยวญี่ปุ่นของเรา ไม่ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นอะไร ก็ต้องจัดเวลาไปแวะออนเซ็นทุกครั้ง หลังจากวันยาวนานหรือวันที่อากาศหนาวเย็น พอได้แช่น้ำอุ่นตอนจบวัน ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเกลี้ยง การแช่น้ำแร่ช่วยรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมกับวันพรุ่งนี้ได้ดีมาก ๆ

ออนเซ็นแบบ Stand Alone ส่วนใหญ่ปิดประมาณ 1 ทุ่ม เรามักวางแผนแวะไปก่อนอาหารมื้อเย็น กิจวัตรประจำวันหลัง 4 โมงเย็นคือ เราจะเปิดแอปฯ รวบรวมที่ตั้งมิจิ ออนเซ็น และแคมป์ไซต์ เพื่อหาว่าจะไปอาบน้ำที่ไหน แล้วขับต่อไปนอนที่ไหนโดยไม่ออกนอกเส้นทาง ซึ่งมุ่งสู่จุดท่องเที่ยวของวันต่อไป

โพรงกระต่ายของอลิซ

คุณลุค เจ้าของบริษัทรถเช่าถามเราว่า เจอบริษัทเขาได้อย่างไร เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน และไม่ได้ทำการตลาดเท่าไหร่ เราตอบเขาไปอย่างติดตลกว่า พวกเรา Google เก่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง 

จุดท่องเที่ยวที่อยากไปผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเสิร์ชกูเกิลดูอะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พอหาข้อมูลต่อก็พบสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยากไปเห็นด้วยตาเพิ่มอีก เรียกว่าตกลงไปในโพรงกระต่ายของอลิซอย่างเต็มตัว

คืนแรกพวกเรากะว่าจะไปหาที่นอนใกล้ออนเซ็นลิงขึ้นชื่อ แต่จะแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนแช่เท้าที่คุซัตสึ (Kusatsu) ก่อนสักนิด ด้วยความโอ้เอ้ของวันแรกและฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงคุซัตสึก็เย็นแล้ว เลยต้องปรับแผนใหม่ หาออนเซ็นดี ๆ หาข้าวอร่อย ๆ กิน แล้วขับรถออกไปหามิจิที่ไม่ไกลนอนแทน

เช้าวันต่อมาเส้นทางขึ้นเขาชิงะโคเก็น (Shiga Kogen) เป็นเส้นถนนที่เรากะว่าจะวิ่งผ่านชมวิวสวยไปเฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องจอดรถทุกจุดชมวิวข้างทาง ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสูงสุดในเส้นทางที่วางแผนไว้ หญ้าสีเขียวสลับกับหินทรงแปลก ความสูงเหนือเมฆที่ปกคลุมเมืองด้านล่างจนมิดตลอดเส้นทางเหมือนเราอยู่คนละโลกกับพื้นที่เมื่อวาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เส้นทางข้ามเขา Shiga Kogen เป็น Scenic Route ที่พวกเราต้องจอดแวะทุกจุดที่จอดได้

ในระหว่างแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่คาเฟ่บนเขา เราหันไปเห็นโปสเตอร์การท่องเที่ยว Shiga Kogen เป็นรูปเสาโทริอิ (Torii) สีแดงริมทะเลสาบสีฟ้าสด เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะหาว่าสถานที่ในภาพอยู่ที่ไหน พร้อมจะเปลี่ยนแผนทันทีถ้าไม่ลำบากจนเกินไป เจ้ากูเกิลพาเราไหลลงโพรงกระต่ายอีกครั้งเพื่อพบว่า บนเขา Shiga Kogen มีเส้นทางเดินเขาสั้น ๆ น่าสนใจอยู่หลายเส้น และหนึ่งในนั้นอยู่ห่างจากเราไปไม่กี่นาที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
ทางเดินเขาเส้นสั้น ๆ ของ Shiga Kogen เลยจุดสวยที่สุดของใบไม้แดงไปแล้ว

แผนเปลี่ยนอีกครั้ง ยังไม่มีใครหิว ไม่มีใครรีบไปไหน พวกเราจอดรถหยุดลงไปเดินสัมผัสธรรมชาติด้วยเท้าของเราเอง ด้านบนเขาอากาศเย็นมาถึงก่อนพื้นล่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ไม่ค่อยเห็นใบสีเหลืองสีแดงเยอะเท่าไหร่แล้ว แต่ทุกมุมที่มองไปก็ยังดูสวยอยู่ดี

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงมาพักใหญ่ แผนร่างของวันนี้มีหมุดท่องเที่ยวปักไว้ที่น้ำตกนะเอะนะ (Naena Waterfall) พวกเราตัดสินใจดิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่โน่นเลย ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียว อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเส้นหมี่ขาวที่ปล่อยไหลมากับสายน้ำ แต่เวลาของเราไหลไปหมดแล้ว เลยสั่งข้าวคนละชุด รีบกินแล้วรีบเดินไปน้ำตกทันที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

เส้นทางเดินในป่าปกคลุมด้วยไอหมอกละอองน้ำจากน้ำตกใหญ่ด้านใน ตรงจุดนี้ต่ำกว่าเส้นทางเขาด้านบน เป็นความสูงที่พอดีให้เราเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่แท้จริง ทันทีที่มุมมองของต้นไม้เปิดออกให้เห็นน้ำตกอลังการ เราหยุดยืนตะลึง – นี่เราทะลุมาสู่โลกแห่งจินตนาการแล้วอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ตลาดฤดูใบไม้ร่วง

  เช้านี้เสียงหัวเราะและพูดคุยของกลุ่มแม่บ้านสูงอายุด้านนอกตัวรถปลุกให้เราตื่น กลุ่มคุณป้ากำลังเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมแป้งทอด ห่างออกไปอีกนิดมีเต็นท์ขายแอปเปิ้ลผลใหญ่เกือบ 2 กำปั้น ใต้เต็นท์เดียวกันมีองุ่นสีสวยดูหวานฉ่ำวางขายด้วย สุดทางเดินเป็นร้านขายผัก คุณลุงหลายคนทยอยขับรถเข้ามาจอดส่งผัก ในร้านมีต้นหอมญี่ปุ่นอวบหนาและสูงเกือบเท่าตัวเรา มะเขือเทศสดน่ากิน ลูกพลับสุกวางเรียงราย และเห็ดหลากหลายชนิด

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

สิ่งที่ขึ้นชื่อของฤดูใบไม้ร่วงนอกจากสีส้ม แดง เหลือง ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็เป็นฤดูที่มีผลไม้อร่อยให้กินมากมาย พวกเราแวะซื้อผักผลไม้หลายชนิด แวะซื้อเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ต คืนนี้พวกเราจะทำอาหารกินเอง เพื่อเข้าถึงรสชาติของฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

 เข้าแคมป์ของจริง

รถ FJ Cruiser คันนี้ถูกปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการเข้าแคมป์เต็มที่ นอกจากเต็นท์ที่ติดอยู่ด้านบน ข้างขวากางกันสาดออกมาได้ ทางซ้ายกางออกมาเป็นห้องน้ำจำเป็น ท้ายรถมีตู้ลิ้นชัก 2 อัน เต็มไปด้วยเครื่องครัวสำหรับแคมปิ้ง จาน ชาม หม้อ กระทะ ไปจนเครื่องปรุงอาหารและหม้อต้มกาแฟ ตรงประตูหลังก็มีโต๊ะที่พับเก็บและเปิดออกได้ 

หลังจากนอนมิจิมาหลายคืน พวกเราตัดสินใจกันว่าต้องไปนอนแคมป์จริง ๆ เสียที ไม่ให้เสียคุณค่าของอุปกรณ์ท้ายรถ วันนี้เราตัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้จบเร็วขึ้นเพื่อไปถึงแคมป์กราวนด์ก่อนมืดจะได้มีเวลาตั้งแคมป์

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แสงแดดยามเย็นขับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงให้สวยขึ้นไปอีก

ช่วงฤดูนี้แสงอาทิตย์หมดวันเร็วกว่าบ้านเรา เวลา 4 โมงเย็น แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว สองข้างทางของเส้นทางที่มุ่งไปแคมป์นั้นสวยเกินจริงมาก ๆ ใบไม้กำลังแดงเต็มที่ แสงแดดสีอุ่นขับสีของใบไม้ให้สดขึ้นไปอีก ตลอดเส้นถนนที่วิ่งลัดเลาะผ่านหุบเขา พวกเราผลัดกันส่งเสียงแทนคำว่า ’สวย’ จนกระทั่งหมดคำพูดและเงียบลง เพราะรู้ดีว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านช่วงเวลามหัศจรรย์นี้ไปด้วยกัน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แคมปิ้งกราวนด์ที่เอารถเข้ามาจอดได้ มีพื้นที่กว้างขวาง

  สตาฟของแคมป์กราวนด์ดูกังวลเมื่อเรามาถึง เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน แคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า และมีกฎการใช้พื้นที่ละเอียดยิบ เช่น ช่วงเวลาห้ามส่งเสียงดัง การแยกทิ้งขยะ การจุดไฟ ฯลฯ แต่พอพวกเราสื่อสารกันจนรู้เรื่อง จ่ายเงินค่าใช้พื้นที่เรียบร้อย คุณสตาฟก็ปล่อยให้เราขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับให้แอปเปิ้ลท้องถิ่นเป็นของฝาก 1 ลูก

แคมป์ที่เราเลือกมานอนเป็นจุดที่อยู่ติดริมน้ำเขื่อน คนส่วนหนึ่งที่มาตั้งแคมป์เอาเรือคายัคมาด้วยเพื่อไปพายเรือในตอนเช้า สิ่งอำนวยความสะดวกในแคมป์มีพื้นฐานทั่วไป อาคารซักล้างแยกออกจากพื้นที่แคมป์กราวนด์ ห้องน้ำสะดวกสบาย มีโถส้วมอุ่นและสายฉีดไฟฟ้า ที่แคมป์นี้มีน้ำอุ่นและห้องอาบน้ำให้ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในราคา 5 นาที 300 เยน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

พฤศจิกายนเป็นช่วงปลายของการตั้งแคมป์ เพราะอากาศเริ่มเย็นมาก แคมเปอร์ข้าง ๆ เราส่วนใหญ่หายเข้าไปจุดไฟทำอาหารในเต็นท์ที่มีผนังบังลม ส่วนพวกเรานั่งสู้อากาศหนาวด้านนอกด้วยการจุดไฟกองใหญ่ ฟืนไม้มีขายพร้อมให้ใช้งานในราคามัดละ 800 เยน จุดติดไม่ยากเท่าไหร่ แต่ควันค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนไฟจากถ่านที่คุ้นเคยเวลาตั้งแคมป์ในไทย อาหารที่เราเตรียมมาเยอะกว่าที่จะกินได้หมด เลยเก็บส่วนที่เหลือไว้ในรถ ที่นี่ห้ามวางอาหารทิ้งไว้นอกเต็นท์โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะมีสัตว์ป่ามาบุกแคมป์ได้ อุณหภูมิสุดท้ายที่เรากดดูก่อนปีนเข้าเต็นท์อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส คืนนี้อากาศค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ เป็นคืนที่หนาวที่สุดของทริป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
อาหารชาวแคมป์ อุด้งแกงกะหรี่หมู เต้าหู้ย่าง และมันญี่ปุ่นเผา

เส้นทางที่ซ่อนอยู่

พวกเรามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้แดงหลายหน แต่ไม่เคยได้พบกับจังหวะพีกที่สุดของฤดูกาลแบบที่เมืองนี้ ณ เวลานี้เลย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแบบที่เริ่มร่วงไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็ยังไม่แดงพีกบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาในการท่องเที่ยวที่ขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งเรากะเกณฑ์ล่วงหน้าไม่ได้

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

เช้านี้พวกเราเปลี่ยนใจตัดจุดท่องเที่ยวที่หามาตั้งแต่เมืองไทยทิ้ง เพราะอยากมองดูใบไม้สีแดงส้มในจังหวะที่สวยที่สุด ให้นานที่สุด

หลังอาหารเช้าและเก็บของออกจากแคมป์ เราขับรถไปทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ ถนนเลาะเลียบแม่น้ำสายเล็ก เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่ดีเส้นหนึ่ง ในสมุดคู่มือแคมป์ที่ได้มาเมื่อวานเขียนบอกไว้ว่า ถ้าหาจุดจอดรถข้างถนนได้ให้จอดเลย แล้วเดินชมวิวข้างทางด้วยขาของเราเอง

ที่จอดรถอยู่ตรงข้ามกับสะพานข้ามแม่น้ำ สีแดงของใบไม้ริมน้ำกวักมือเรียกให้เราจอดรถลงไปเดิน จากที่จะเดินเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วไปดูอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นการเดินปีนป่ายหินริมน้ำกินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งสนุกและสวยงามทุกนาทีที่ผ่านไป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

ถึงเวลาสิ้นสุดเส้นทาง

คืนสุดท้ายเราจอดนอนที่มิจิอีกครั้ง หลังจากขับรถวนหาจุดที่เหมาะสมสักพัก จุดจอดรถที่ดีต้องไม่ใกล้กับคันอื่น ๆ เนื่องจากเราต้องกางบันไดขึ้นลงเต็นท์หลังคา จึงควรเลือกจุดริมสุดของช่องจอด เพื่อไม่ให้กินที่เข้าไปในช่องข้าง ๆ

มิจิสุดท้ายของคืนนี้อยู่หน้าสวนสาธารณะ เป็นมิจิที่เงียบสงบมาก มีรถจอดนอนก่อนหน้าเราเพียงคันเดียว มีกลิ่นมูลสัตว์ลอยมาจาง ๆ คุยกันว่าน่าจะเป็นกลิ่นขี้วัว เมื่อตื่นตอนเช้าจึงพบว่าที่นี่มีคอกแพะ ยามเช้าของวันสุดท้ายจึงเป็นการเดินเล่นกับแพะและแมวจรที่มีอยู่เต็มสวน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เจ้าถิ่นเฝ้ามิจิเล็ก ๆ ที่เราใช้เป็นที่นอนในคืนสุดท้าย

เรามีนัดกับคุณลุคเพื่อคืนรถตอนค่ำที่โตเกียว เส้นทางวกกลับเข้าสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง แถวนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ถึงแม้ว่าเราอยู่เที่ยวต่อหลังคืนรถอีก 3 วันก็ตาม แต่ไฮไลต์ของทริปผ่านไปแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เข้าใกล้ตอนจบก่อตัวเกาะกินเป็นความเหงาแปลก ๆ

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อกลับเข้าสู่พื้นราบใกล้เมืองที่อากาศอุ่นกว่า ใบไม้แถวนี้ยังไม่ถึงจังหวะเปลี่ยนสี

พวกเราอ้อยอิ่งเก็บของออกจากรถ เอากระเป๋าลงทั้งหมดเพื่อให้พร้อมส่งรถคืน ในระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองก็เปิดไล่ดูรูปในโทรศัพท์มือถือ ฤดูกาลของที่นี่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากสีเขียวกลายเป็นสีแดง น้ำตาล แล้วหิมะก็มาทำให้ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อหิมะละลายทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นในธรรมชาติตลอดเวลา สอนให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่รอบตัว และรู้จักอดทนรอช่วงเวลาที่ดี ซึ่งจะผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load