แรงดึงดูดของดอยเชียงดาว

เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเดินป่าที่ยอดดอยหลวงเชียงดาว เป็นหมุดหมายหลักในการเดินทางมาเชียงใหม่ครั้งนี้ ระหว่าง 2 – 3 วันที่ได้อยู่และใช้ชีวิตละแวกเชียงดาว ผมรู้สึกหลงใหลอำเภอแห่งนี้ ตรงที่วิถีชีวิตดำเนินไปเรื่อย ๆ มีแนวภูเขาลูกใหญ่เป็นฉากหลังของทุกเฟรมในภาพการใช้ชีวิตของคนที่นี่ ซึ่งดอยเชียงดาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพิ่งถูกประกาศให้เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลแห่งใหม่จาก UNESCO เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ขึ้นกระบะไปเลาวูประตูสู่เวียงแหง ดื่มกาแฟกับคนกลับบ้านที่อยากพัฒนาบ้านเกิดให้ยั่งยืน

หลังจากพิชิตยอดดอยหลวงเชียงดาว ผมก็กลับมาเที่ยวในตัวเมืองเชียงใหม่ตามปกติ จนถึงวันก่อนจะกลับกรุงเทพฯ อยู่ดี ๆ ผมก็อยากกลับไปหาดอยหลวงเชียงดาวอีกสักครั้ง ก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตในเมืองที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร่อีก ผมตัดสินใจจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ไหนก็ได้ที่มีดอยหลวงเชียงดาวตั้งอยู่ และตอนนั้นเอง ความทรงจำที่เก็บไว้ในหัวผมก็นึกขึ้นได้ว่า เคยเห็นโพสต์หนึ่งบนโซเชียลมีเดีย พูดถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ห่างจากตัวเมืองที่ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นได้ โดยมีดอยหลวงเชียงดาวเป็นตัวเอกของจุดชมวิว สถานที่แห่งนี้คือ ‘เลาวูประตูสู่เวียงแหง’

ด้วยความที่เป็นการตัดสินใจกะทันหันมาก บวกกับผมจองที่พักในตัวเมืองเชียงใหม่ไปแล้วในคืนสุดท้าย ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือตื่นนอนตั้งแต่ตี 3 เพื่อขับรถไปบ้านเลาวูให้ทันก่อน 6 โมงเช้า คืนนั้นผมหาข้อมูลโดยทักไปที่เพจ Klu mi coffee-กลึ มี กาแฟ เป็นร้านกาแฟที่มีจุดชมวิวเหมือนที่ผมอยากดู ผมโทรพูดคุยกับพี่เจ้าของร้านเพื่อนัดหมายเวลา เพราะตรงจุดชมวิว รถเช่าคันเล็ก ๆ ที่ผมมีนั้นขึ้นไปไม่ได้ ต้องอาศัยรถชาวบ้านขึ้นไป 

ขึ้นกระบะไปเลาวูประตูสู่เวียงแหง ดื่มกาแฟกับคนกลับบ้านที่อยากพัฒนาบ้านเกิดให้ยั่งยืน

2 ชั่วโมงแห่งความตื่นเต้น

03.00 น. (12 ชั่วโมงก่อนบินกลับกรุงเทพฯ)

ผมตื่นขึ้นมาพร้อมความงัวเงียจากอาการที่นอนไปไม่ถึง 4 ชั่วโมง จัดแจงข้าวของเสร็จ ขับรถออกมาจากตัวเมืองเชียงใหม่ตาม Google Maps ที่บอกระยะทางทั้งหมด 123 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า 

ในครึ่งแรกระยะทางไม่ได้อันตรายเท่าไหร่ ตัวถนนทางออกไปแม่ริมมีไฟตลอดสองข้างทาง แต่ช่วงที่ผ่านอำเภอเชียงดาวมานั้น เริ่มเป็นทางลาดชันขึ้นเขา บวกกับโค้งหักศอกที่ปกติขับช่วงกลางวันก็อันตรายอยู่แล้ว พอผมมาขับช่วงตี 4 – 5 แสงสว่างจุดเดียวที่มีคือไฟหน้ารถ ก็ทวีความน่ากลัวและอันตรายยิ่งขึ้นไปอีก ในขณะที่อะดรีนาลีนหลั่งออกมาจากความตื่นเต้น บวกความไม่คุ้นชินในถนนที่รถกำลังแล่นผ่านอยู่นั้น อีกสิ่งหนึ่งที่ผมไม่คาดคิดว่าจะเจอ คือหมอกที่ลงมาปกคลุมถนนในช่วงที่รถกำลังไต่ระดับความสูงไปเรื่อย ๆ ทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ย่ำแย่ขึ้นไปอีก จึงมีความคิดแล่นในหัวแวบหนึ่งว่า หรือขับรถกลับเชียงใหม่ดี แต่ด้วยระยะทางที่ขับมาแล้วค่อนข้างไกล เลยกัดฟันค่อย ๆ ขับไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดนัดหมาย

05.30 น. (ถึงจุดนัดหมาย)

หลังจาก Google Maps บอกว่าถึงจุดหมายเป็นที่เรียบร้อย ผมพยายามสังเกตบรรกาศรอบ ๆ ตัวในขณะที่ฟ้ายังไม่สว่าง ความรู้สึกแรกตอนลงจากรถมาคือ ‘กูโดนหลอกมาปะวะ’ ด้วยความที่มาถึงเช้ามาก ตัวหมู่บ้านเงียบมากและไร้ร่องรอยของสิ่งมีชีวิต เหมือนกับฉากในหนังที่พร้อมจะมีอะไรโผล่ออกมาได้ตลอดเวลา ผมพยายามเดินออกจากตัวรถเพื่อหาสัญญาณโทรศัพท์ที่จะใช้ติดต่อกับพี่ที่ผมติดต่อไว้เมื่อคืน พอกดเบอร์โทรศัพท์เพื่อโทรหาพี่เจ้าของร้านกาแฟ สิ่งที่เพิ่มความน่ากลัวให้กับบรรยากาศที่วังเวงอยู่แล้ว นั่นก็คือ

“ไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก…” – สิ่งนี้คือสิ่งที่ผมกลัวว่าจะเกิดที่สุด 

ถ้าติดต่อพี่คนนี้ไม่ได้ ผมก็ไม่รู้จะคุยกับใคร เพื่อพาผมขึ้นไปบนจุดชมวิวแล้ว ตอนนั้นผมพยายามตั้งสติแล้วพยายามเข้าไปในเฟซบุ๊กเพื่อหาเบอร์ร้านข้างเคียง ซึ่งผมไปเจอลานกางเต็นท์ข้าง ๆ ชื่อว่า Akipu Camping 

“สวัสดีครับ เจ้าของเพจ Akipu Camping ใช่มั้ยครับ สอบถามเรื่องนัดหมายนั่งรถไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิวครับ”

“เอ่ออ อันนี้ได้จองไว้มั้ยครับ ปกติเราจะรับ-ส่งเฉพาะคนที่จองมาเท่านั้นนะครับ”

สารภาพเลยว่า ณ ตอนนั้นจากที่ง่วง ๆ งัวเงียอยู่ ผมตื่นทันทีที่รู้ว่าอาจจะขับรถมาฟรี ๆ 2 ชั่วโมงโดยไม่ได้ขึ้นไปที่จุดชมวิว หลังจากคุยกันสักพัก ผมดันโชคดี มีนักท่องเที่ยว 2 คนที่มาค้างที่นี่จะขึ้นไปที่จุดชมวิวอยู่แล้ว 

ผมเลยได้อานิสงส์ติดรถคันนี้ขึ้นไปด้วย

แสงแรกของวัน

หลังจากนั่งรถ 4×4 ของพี่เจ้าของ Akipu Camping ขึ้นมา ผ่านหมู่บ้านใช้เวลาประมาณ 10 นาที เราก็ถึงจุดชมวิวทันก่อนพระอาทิตย์ขึ้นพอดี ภาพที่ผมคิดไว้กับสิ่งที่เห็นนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง ด้วยความที่ผมหาข้อมูลมาว่ามีร้านกาแฟบนจุดชมวิวนี้ เลยคิดว่าจะมีร้านที่เป็นเพิงไม้บนนี้ แต่สิ่งที่ผมเห็นหลังกระโดดลงจากรถกระบะ เป็นแค่ลานโล่ง ๆ มีวิวทอดยาว นำสายตาเราไปที่ดอยหลวงเชียงดาว วิวของดอยหลวงเชียงดาวนั้นจริง ๆ มองเห็นได้ไกล ๆ จากแหล่งท่องเที่ยวหลายที่ เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้าผมก็เพิ่งไปม่อนแจ่มที่เห็นวิวดอยหลวงแบบลาง ๆ หรืออุทยานห้วยน้ำดังที่เป็นจุดชมวิวยอดฮิตระหว่างทางไปปาย แต่ผมกลับชอบที่นี่เอามาก ๆ ด้วยวิวที่มีภูเขาทอดยาวสลับกันไปมา เหมือนเป็นเส้นนำสายตาให้เรามองไปแค่พระเอกของที่นี่ ‘แนวเขาดอยหลวงเชียงดาว’ เท่านั้น

ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ ‘เลาวู’ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีวิวดอยหลวงเชียงดาว และคุยกับคนกลับบ้านที่อยากเห็นบ้านเกิดเติบโตอย่างยั่งยืน

หลังจากที่สตั๊นอยู่กับวิวสักพัก ผมได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังขนของมาจากด้านหลัง พอหันไปก็ถึงบางอ้อว่า ร้านกาแฟที่ชื่อว่า Klu mi coffee-กลึ มี กาแฟ เป็นเพียงแค่ร้านเล็ก ๆ มีเจ้าของชื่อว่า พี่แก้ว คอยขนอุปกรณ์ดริปกาแฟขึ้นรถกระบะเพื่อเปิดร้านทุกเช้า และเสิร์ฟเครื่องดื่มให้กับลูกค้าของร้านที่กำลังดื่มด่ำกับวิวตรงหน้า 

ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ ‘เลาวู’ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีวิวดอยหลวงเชียงดาว และคุยกับคนกลับบ้านที่อยากเห็นบ้านเกิดเติบโตอย่างยั่งยืน

ปกติผมเป็นคนไม่ค่อยสันทัดเรื่องกาแฟสักเท่าไหร่ แต่เช้าวันนั้นความขมของกาแฟที่ได้ลอง บวกกับวิวที่อยู่ตรงหน้า เป็นอะไรที่หาไม่ได้ในชีวิตประจำวันของผมจริง ๆ และส่วนตัวผม การได้มาทำอะไรแบบนี้มันฮีลหรือเติมพลังได้จริง ๆ ถ้าผมมีหลอดพลังในการใช้ชีวิตของปี 2021 ที่ผ่านมา มันน่าจะลดเหลือขีดแดง ถ้าเป็นโทรศัพท์ก็คงจะขึ้นเตือนให้หาอะไรมาชาร์จมันซะ และการที่ผมได้มาที่นี่ ทำให้หลอดนั้นกลับมาเขียวอีกครั้ง พร้อมใช้งานสำหรับปี 2022 ต่อไป

ขึ้นกระบะไปเลาวูประตูสู่เวียงแหง ดื่มกาแฟกับคนกลับบ้านที่อยากพัฒนาบ้านเกิดให้ยั่งยืน

คลื่นลูกใหม่

“เมื่อวานไปพักที่ไหนมาครับ”

เสียงทักทายของผู้ชายที่เดินเข้ามาคุยกับผม ขณะกำลังชื่นชมกับวิวข้างหน้า ไม่รู้ด้วยความสมเพชที่เห็นผมมาคนเดียว หรือด้วยความสงสัยอยากรู้ว่า ไอเด็กที่โทรมาปลุกกูตอนตี 5 นี่เป็นใคร ผมก็ได้ตอบกลับไปว่า 

“ขับมาจากตัวเมืองเชียงใหม่เลยครับ”

นี่ก็คือจุดเริ่มต้นบทสนทนา ที่ทำให้ผมเบนความสนใจจากวิวภูเขาตรงหน้า มาฟังเรื่องเล่าจากผู้ชายแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

ผู้ชายคนนี้ชื่อ พี่วุฒิ เป็นเจ้าของที่พัก Akipu Camping และเป็นคนที่คอยผลักดันให้เลาวูกลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่หลาย ๆ คนเห็นช่วงปีสองปีที่ผ่านมา พี่วุฒิเกิดที่หมู่บ้านแห่งนี้ พอโตขึ้นก็เข้าไปเรียนและอาศัยอยู่ในตัวเมือง เมื่อเรียนจบก็อยากกลับมาพัฒนาบ้านเกิด จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการค่อย ๆ สร้างคอนเทนต์โปรโมตจุดชมวิวแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจ และรู้สึกชื่นชมจากการสนทนากับพี่วุฒิคือ พี่เขาวางเป้าหมายอยากให้บ้านเกิดตัวเองเติบโตอย่างยั่งยืน ถ้าทุกคนเห็นรูปที่ผมถ่ายมา จุดชมวิวนี้ไม่มีสิ่งก่อสร้างจากมนุษย์เลย โดยปกติแล้วเวลาไปจุดชมวิวหรือสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ การมีเรื่องธุรกิจการท่องเที่ยวเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะสร้างรายได้หรือมีเม็ดเงินเข้ามาก็จริง แต่ต้องแลกกับการต้องเสียความสวยงามของธรรมชาติบางส่วนไป 

สักพักพี่วุฒิควักโทรศัพท์ออกมาโชว์รูปแหล่งท่องเที่ยวและจุดชมวิวอื่น ๆ ที่อยู่ในเวียงแหงอีกมากมายที่พี่เขาไปมา หลายที่เป็นจุดที่คนไม่รู้ว่ามีอยู่ หรือทางเข้าไปค่อนข้างลำบาก ผมรู้สึกได้เลยว่าสิ่งที่พี่วุฒิทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามโปรโมตแหล่งท่องเที่ยว หรือการผลักดันให้คนในชุมชนหารายได้จากช่องทางอื่น ไม่ใช่แค่การทำเกษตร (อย่างพี่แก้วที่เป็นเจ้าของร้านกาแฟ ก็เป็นเด็กปั้นของพี่วุฒิ) จะทำให้อำเภอเวียงแหง เป็นสถานที่ที่คนรู้จักมากขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืนเหมือนที่เขาอยากให้เป็น

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะรู้ว่าผมมาเที่ยวคนเดียว

ถ้าใครที่ชอบเที่ยวคนเดียว ก็น่าจะโดนคำถามคล้าย ๆ กับผม

“ทำไมถึงชอบเที่ยวคนเดียว”

ผมมีความสุขกับการเที่ยวทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะกับเพื่อนหรือกับครอบครัว 

แค่ส่วนตัวแล้ว ผมว่าการเที่ยวคนเดียวมีเสน่ห์ตรงที่เพิ่มโอกาสให้เราได้ไปรู้จักกับอะไรใหม่ ๆ มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นสถานที่หรือผู้คน ซึ่งเป็นอะไรที่เราแพลนหรือคาดเดาไม่ได้เหมือนกับที่นี่…

ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ ‘เลาวู’ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีวิวดอยหลวงเชียงดาว และคุยกับคนกลับบ้านที่อยากเห็นบ้านเกิดเติบโตอย่างยั่งยืน

ผมมี 3 สิ่งที่จดจำได้เป็นอย่างดีจากเช้าวันนั้น

แสงแรกของวันที่แดดเคลื่อนออกจากเส้นขอบฟ้า

ความขมของกาแฟบนริมฝีปาก

และ…

แววตาของพี่วุฒิ ตอนเล่าถึงภาพฝันของบ้านเกิดตัวเอง

เช้าวันนั้นผมมีเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมงในสถานที่แห่งนี้ แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือความประทับใจและแรงบันดาลใจมากมายในการใช้ชีวิต ผมเชื่อเหลือเกินว่า เลาวูประตูสู่เวียงแหง ยังมีอะไรมากมายที่ผมยังไม่รู้ และรอผมกลับไปค้นหา

ไว้มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ 🙂

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

กิตติพงษ์ จัตตุพรพงษ์

นักศึกษาปริญญาตรีที่ชอบออกไปหาความเขียวของธรรมชาติมาชุบชูจิตใจ และชอบหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเวลาฝนตก

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“เดือนที่แล้วมีดาราไทยมานะ ให้ผมนำเที่ยว เนี่ยเดี๋ยวเดือนหน้าก็จะมีดาราไทยมาอีก” 

จันตาเอ่ยถึงดาราหญิงชายชื่อดังของไทย ลูกค้าหมาด ๆ ของเขาเมื่อเดือนก่อน มือก็บังคับพวงมาลัยรถตู้พาเราออกจากท่าอากาศยานนานาชาติวัตไต (Wattay International Airport) มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์อีกฟากหนึ่งของเมือง

ตั้งแต่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เปิดประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศก็ทยอยเดินทางเที่ยวไม่ขาดสาย รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยบ้านใกล้เรือนเคียง เศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ซบเซาของลาว (เช่นเดียวกันกับไทย) ก็ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้น ดูจากแววตาและน้ำเสียงของจันตาก็พอจะบอกได้ 

ก่อนโควิด จันตาเป็นผู้นำทัวร์ของบริษัทท่องเที่ยวสำหรับชาวยุโรป บางครั้งก็ลงมือเป็นไกด์เอง ทั้งยังขยายธุรกิจเป็นเจ้าของรถบัสขนาดใหญ่ 3 คัน ถือเป็นผู้มีประสบการณ์คนหนึ่งในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวลาว แต่ก็อย่างที่รู้กัน โควิด-19 ซัดทุกอย่างเสียราพณาสูร

จากรถบัสสู่รถตู้ คือ ชีวิตในวันนี้ของจันตา รถตู้ของเขาคันใหญ่ ตกแต่งใหม่เอี่ยมทั้งคัน สำหรับพานักท่องเที่ยวทัศนาจรในลาว แม้ธุรกิจจะลดขนาดลง แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชน บวกด้วยความเป็นมืออาชีพในสายงาน 

จากสนามบินวัตไตถึงสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์ใช้เวลาประมาณ 40 นาที แนะนำว่าให้เผื่อเวลาเดินทางไว้สักหน่อย จันตาบอกว่ามีนักท่องเที่ยวตกรถไฟมาหลายคนแล้ว บางคนเที่ยวบินดีเลย์ บางคนเจอรถติด แต่บางคนก็ชิลล์ไปหน่อย ประมาณว่าแวะกินข้าวเคล้าเบียร์นานเกินไป

“นี่ครับตั๋วรถไฟ เก็บไว้ให้ดี ห้ามหายเลยนะครับ เพราะว่าพอถึงปลายทาง เจ้าหน้าที่เขาจะขอตรวจอีกครั้ง ถ้าไม่มีเขาไม่ให้ออกจากสถานี ต้องซื้อตั๋วใหม่อย่างเดียว” จันตากำชับและยื่นตั๋วหรือปี้ในภาษาลาวให้เราเมื่อถึงสถานีรถไฟ

อาคารสถานีรถไฟเวียงจันทน์ใหญ่โตอลังการ สมศักดิ์ศรีกันดีกับขบวนรถไฟลาว-จีน ใหม่เอี่ยมป้ายแดง เชื่อมต่อระหว่างนครหลวงเวียงจันทน์กับจีนตอนใต้ ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนธันวาคม 2564 ความจริงแล้วทางรถไฟสายนี้ยาวนับพันกิโลเมตร แต่ส่วนที่อยู่ในเขต สปป.ลาว นั้นยาว 414 กิโลเมตร เชื่อมสองชาติที่ด่านบ่อหาน ประเทศจีน เข้าสู่ลาวที่เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา และวิ่งผ่านเมืองท่องเที่ยว เช่น หลวงพระบาง วังเวียง และสิ้นสุดที่เวียงจันทน์

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

ทริปนี้เริ่มขึ้นก็เพราะรถไฟสายใหม่นี้แหละ หลังจากลาวเปิดประเทศให้ท่องเที่ยวอีกครั้ง ภาพรถไฟหน้าตาล้ำสมัย และภาพนักเดินทางนั่งสบายในตู้โดยสารโอ่โถงก็เริ่มมีออกมายั่วใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมวิ่งผ่านเมืองมรดกโลกอย่างหลวงพระบาง ที่แต่ก่อนหากเดินทางโดยรถยนต์ต้องใช้เวลาร่วม 6 – 7 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นรถไฟขบวนใหม่ที่วิ่งด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เวลาจึงหดสั้นเหลือเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที ดีขนาดนี้แล้วจะรออะไร อ๋อ รอซื้อตั๋วไง!

ตั๋วรถไฟสายใหม่นี้ต้องฟาดฟันแย่งกันซื้อ และเราจะนั่งจิ้มซื้อแบบออนไลน์ก็ไม่ได้ ตอนนี้เขายังไม่มีบริการในส่วนนั้น ถ้าคุณไม่มีเพื่อนคนลาวไปต่อคิวซื้อให้ ก็เหลือทางเดียวคือให้บริษัทนำเที่ยวจัดการเหมือนที่เราพึ่งพาจันตานี่แหละ และขณะนี้ความต้องการตั๋วพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ระบบการจัดการต่าง ๆ ยังไม่เสถียรนัก มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ดูความอลหม่านการซื้อตั๋วและประกาศอัปเดตต่าง ๆ เกี่ยวกับรถไฟลาว-จีน ได้ที่นี่

สนนราคาค่าตั๋วเวียงจันทน์-หลวงพระบาง ที่นั่งชั้น 1 อยู่ที่ 313,000 กีบ คิดเป็นเงินไทยก็ 700 กว่าบาท ส่วนที่นั่งชั้น 2 ราคาอยู่ที่ 198,000 กีบ หรือเกือบ 500 บาท (ค่าเงินไว้คำนวณคร่าว ๆ คือ 450 กีบ เท่ากับ 1 บาท หรือจำในใจง่าย ๆ 10,000 กีบ เท่ากับประมาณ 20 บาท) อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวที่ซื้อตั๋วผ่านบริษัทท่องเที่ยวต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 50,000 กีบต่อตั๋ว เป็นค่ายืนต่อแถวที่แว่วว่าบางทีต้องยืนรอขาแข็งกว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะได้มา แล้ว 1 คน ซื้อตั๋วได้มากสุด 3 ที่นั่งเท่านั้น

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

รถไฟเคลื่อนตัวออกจากเวียงจันทน์ตรงตามเวลาเป๊ะ ตู้โดยสารสะอาดโอ่โถง เก้าอี้ตัวใหญ่ เบาะหนานุ่ม เสียงประกาศในรถที่ดังเรื่อย ๆ บอกว่าผู้โดยสารต้องใส่ผ้าอัดปากหรือหน้ากากตลอดการเดินทาง นอกจากเสียงประกาศนี้และเสียงประกาศว่าเรากำลังอยู่ในขบวนรถไฟลาว-จีน EMU ซึ่งย่อมาจาก Electric Multiple Unit เราก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นอีก เพราะรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามันเงียบเรียบลื่นดีจริง

ถามว่าตู้โดยสารชั้น 1 และชั้น 2 ต่างกันอย่างไร ต้องบอกว่าต่างกันที่จำนวนที่นั่ง แน่นอนว่าชั้น 1 ก็หลวม ๆ กว่า เก้าอี้เป็นแบบคู่ แบ่ง 2 ฟากซ้ายขวา ในขณะที่ชั้น 2 ฟากหนึ่งเป็นเก้าอี้แถว 3 คน อีกฟากเป็นเก้าอี้คู่ แต่ละตู้มีห้องน้ำบริการ หน้าตาเหมือนห้องน้ำบนเครื่องบิน สะอาดสะอ้านดี ส่วนใครที่ห่วงใยเรื่องอาหารการกิน (เช่นเรา) ก็จงแวะซื้อหรือกินมาให้เรียบร้อยก่อน เพราะที่สถานีและบนรถไฟไม่มีอาหารขาย มีเฉพาะเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นตู้โดยสารเบอร์อะไรต้องคอยฟังเขาประกาศบอก

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
วิวนอกหน้าต่าง

1 ชั่วโมงจากเวียงจันทน์ ขบวนรถก็เข้าเทียบชานชาลาสถานีรถไฟวังเวียง อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ตลอดการเดินทางเราใช้เวลาเงียบ ๆ ละเลียดวิวนอกหน้าต่างที่พาดผ่านเทือกเขาสูง ทางรถไฟยกระดับเผยภาพงาม ทั้งสีเขียวของทุ่งนาและภูผาสูงใหญ่ คนชอบถ่ายรูปคงจะถ่ายสนุกแบบไม่ต้องกลัวแบตเตอรี่หมด เพราะทุกที่นั่งเขามีที่ชาร์จโทรศัพท์พร้อม และอีกราว 1 ชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึงหลวงพระบาง

หลวงพระบางที่คิดถึง

หลวงพระบางต้อนรับเราด้วยคลื่นความร้อนปนความชื้นในอากาศ จินตนาการถึงแก้วน้ำเย็นที่วางทิ้งในห้องร้อนอ้าว เหงื่อที่ผุดพรายข้างแก้วเป็นอย่างไร เหงื่อบนร่างกายเราก็ประมาณนั้น ไม่เป็นไร คนเราต้องปรับตัวให้เข้ากับโลก ไม่ใช่ให้โลกปรับตัวเข้ากับเรา ว่าแล้วก็ลากกระเป๋าไปหารถเข้าเมือง นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งมีรถโรงแรมหรือรถส่วนตัวมารอรับ สำหรับคนที่ไม่มีใครมารับก็มีทางเลือกทั้งแท็กซี่แบบเหมา หรือรถตู้นั่งแชร์กับคนอื่น แน่นอน เราเลือกหนทางที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและดีกับงบประมาณ (แต่ดีกับตัวเองหรือเปล่า ไม่แน่ใจ) นั่นคือรถตู้ที่ละ 35,000 กีบ หรือประมาณ 85 บาท นั่งหวานเย็นกันไป แวะส่งเพื่อนร่วมทางไปเรื่อย ๆ ซึ่งยังไง ๆ ทุกคนก็ลงในเมืองใกล้ ๆ กันนั่นแหละ

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
สถานีหลวงพระบาง

หลวงพระบางเป็นเมืองท่องเที่ยวที่หลายคนมามากกว่า 1 ครั้ง บางคนบอกว่าเมืองน้อยนี้มีเสน่ห์หนักหนา ทั้งบ้านเรือนอาคารโคโลเนียล ลูกผสมระหว่างศิลปะพื้นถิ่นกับเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส วัดวาอารามงดงาม ธรรมชาติทั้งน้ำโขงน้ำคานขนาบพื้นที่ อาหารการกินก็บริบูรณ์​ งามสงบในร่มเงาของวัฒนธรรมอันหลากหลาย แต่เมื่อโควิด-19 มาเยือน ทำเราสงสัยเสียจริง ๆ ว่า เมืองที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นหลักจะผันเปลี่ยนไปมากเพียงใด

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

แล้วเราก็ได้เห็นถนนศรีสว่างวงศ์​ (Sisavangvong) เส้นหลักกลางเมือง แล่นผ่านอาคารโคโลเนียลสองฟากฝั่ง ยาวไปถึงหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบางและทางขึ้นพระธาตุพูสี ในอดีตเคยครึกครื้นเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ บัดนี้กว่าครึ่งปิดประตูเงียบ ความงามของอาคารโบราณยังคงอยู่ แต่โรคระบาดได้พรากชีวิตชีวาของผู้คนและธุรกิจท่องเที่ยวส่วนหนึ่งไปอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ร้านที่ยังอยู่ได้ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของตึกเอง ไม่ต้องเสียค่าเช่าให้ใคร ส่วนที่ปิดไว้ก็มักมีป้ายแขวนบอกให้เช่าแทบทั้งสิ้น

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

แม้สีสันของการเป็นเมืองท่องเที่ยวจะจางลงไปบ้าง แต่จิตวิญญาณแท้จริงของหลวงพระบางที่แฝงฝังในพุทธสถาน อาหารการกิน ชีวิตของผู้คน และมหานทีอย่างลำโขง ยังอยู่ครบถ้วน จุดท่องเที่ยวสำคัญของหลวงพระบางที่อาจจะเคยไปแล้วก็ยังมีเสน่ห์ให้อยากไปอีก โดยเฉพาะในวันที่เพื่อนร่วมโลกต่างต้องการกำลังใจจากกัน

3 วันคืออย่างน้อยที่สุดที่คุณจะใช้เวลาเที่ยวหลวงพระบาง แต่ถ้าคุณไม่รีบ 5 วันคือจำนวนวันที่คุณจะเอื่อยไปได้เรื่อย ๆ ในเมืองน้อยนี้ จุดหมายเอื่อย ๆ แห่งแรกที่เราไปคือ ‘วัดเชียงทอง’ ไม่ได้คิดถึงแค่ความงามของสิมหรืออุโบสถที่ถือเป็นศิลปะล้านช้างสกุลช่างหลวงพระบางเท่านั้น แต่คิดถึงบันไดสีขาวสูงชันหน้าวัดที่ลาดลงสู่ริมโขงด้วย สายน้ำ แมกไม้ และสิ่งปลูกสร้างที่ผ่านกาลเวลา เป็นส่วนผสมที่อลังการใจเสมอ

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
วัดเชียงทอง
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
งานประดับกระจกหอไหว้สีกุหลาบ

วัดเชียงทองคือพุทธสถานเก่าแก่ประจำเมืองที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรล้านช้างและล้านนา เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ.​ 2101 – 2103 สิ่งโดดเด่นและต้องไปชมให้ได้คือสิมหลังคาซ้อน 3 ตับ ดัดเส้นสายโค้งอ่อนและแอ่นแผ่ลงเกือบจรดพื้น เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้สิมแห่งนี้ต่างจากที่ไหน ๆ ด้านหลังสิมตกแต่งด้วยงานประดับกระจก เป็นลวดลายต้นทองเต็มผนังงามน่าทึ่ง เยื้องมาด้านหลังของสิมคือหอไหว้สีกุหลาบ ผนังด้านนอกเคลือบสีชมพูอ่อนหวาน ความโดดเด่นอยู่ที่งานประดับกระจกชิ้นเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนแปะเรียงเป็นลวดลาย เล่าเรื่องนิทานพื้นบ้านที่แฝงคติสอนใจ

จากวัดเชียงทอง เรามุ่งไปอีกสองสถานที่สำคัญ หนึ่งคือ ‘พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง’ ซึ่งอดีตคือพระราชวังหลวงของเจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาว และสองคือ ‘พระธาตุพูสี’ ซึ่งทางขึ้นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์

อดีตพระราชวังหลวงไม่ใหญ่โตโอฬารมากมาย แต่อะไรบางอย่างทำให้สถานที่แห่งนี้มีบรรยากาศขรึมขลังเข้มข้น อาจจะเพราะตั้งแต่ทางเดินยาวที่ทอดสู่ตัววัง ซึ่งถูกขนาบด้วยแนวต้นตาลสูงใหญ่เรียงเป็นระเบียบ ไปจนถึงตัวอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูง ปลูกสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมระหว่างฝรั่งเศสสมัยอาณานิคมกับศิลปะล้านช้าง ตัวอาคารเรียบนิ่ง ไม่มีการประดับประดาอะไรจนพราวตา เว้นแต่เพียงตราสัญลักษณ์รูปช้างสามเศียรที่ประดับบนหน้าบันของพระราชวังหลวง

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

ผู้สร้างพระราชวังนี้คือ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ในระหว่าง ค.ศ. 1904 – 1909 อนุสาวรีย์ของพระองค์ประดิษฐานตระหง่านสูงอยู่กลางแจ้งใกล้บริเวณที่ซื้อปี้หรือบัตรเข้าชม เมื่อซื้อบัตรแล้วสิ่งที่ต้องทำลำดับต่อมาคือฝากข้าวของในตู้ล็อกเกอร์ จะทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ด้วยก็ได้ เพราะภายในพิพิธภัณฑ์ห้ามถ่ายรูป

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

แม้พิพิธภัณฑ์ไม่ใหญ่โต แต่หากใครเป็นคอประวัติศาสตร์ ก็อาจใช้เวลาละเลียดอดีตของลาวในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ไปเป็นระบอบสังคมนิยมได้ไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง บัลลังก์ที่เตรียมไว้สำหรับใช้ในพิธีบรมราชาภิเษกเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาที่ไม่เคยถูกใช้ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในขึ้นเสียก่อน เครื่องราชูปโภค ของส่วนพระองค์ของพระราชวงศ์ พระพุทธรูป ตลอดจนภาพเขียนวิถีชีวิตคนหลวงพระบาง โดยฝีมือศิลปินชาวฝรั่งเศส จัดแสดงอยู่ในห้องต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่ยังจำลองบรรยากาศของห้องในอดีตไว้ เช่น ท้องพระโรง ห้องทรงพระอักษร ห้องบรรทม ห้องรับรองแขก

ก่อนออกจากเขตพระราชวัง แวะกราบ ‘พระบาง’ ที่หอพระบางซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าใกล้ประตูใหญ่ทางเข้าพระราชวัง พระบางเป็นพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร สูงประมาณ 1.14 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองลาวนับตั้งแต่พระเจ้าฟ้างุ้ม กษัตริย์แห่งล้านช้างทรงอัญเชิญมาจากเขมรในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ตามตำนานบอกไว้ว่า พระบางสร้างขึ้นที่อินเดีย ทำจากทองคำบริสุทธิ์ ประดิษฐานอยู่ที่ลังกา เขมร จนกระทั่งพระเจ้าฟ้างุ้มมีพระราชประสงค์จะเผยแผ่พุทธศาสนาให้มั่นคงในราชอาณาจักร จึงทูลขอพระบางจากพระเจ้าแผ่นดินเขมรให้มาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงทอง (หรือหลวงพระบางในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างในเวลานั้น อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางเกิดเหตุอัศจรรย์หลายประการ ทำให้พระบางประดิษฐานอยู่ที่เวียงจันทน์นานกว่า 100 ปี กว่าจะได้มาประดิษฐานที่หลวงพระบางในที่สุด

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
หอพระบางและตลาดมืด

ถนนหน้าพิพิธภัณฑ์ถือเป็นถนนเส้นหลักของเมือง พอแดดร่มลมตก พ่อค้าแม่ขายก็จะกางเต็นท์เตรียมตลาดมืดซึ่งหมายถึงตลาดกลางคืน จำหน่ายสินค้าของที่ระลึกจากหลวงพระบาง ตลอดจนงานหัตถกรรมชนเผ่า มีทั้งเครื่องเงิน ผ้าพื้นเมือง งานศิลปะ ไปจนถึงเสื้อผ้าแฟชั่นของจิปาถะต่าง ๆ เป็นสีสันเล็ก ๆ สำหรับราตรีที่ค่อนข้างเงียบสงบของหลวงพระบาง แต่ก่อนฟ้าจะมืดและก่อนตลาดมืดจะเปิดทำการ ยังมีอีกหนึ่งจุดหมายที่ท้าทายข้อเข่ารอทุกคนอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์

328 คือจำนวนขั้นบันไดที่ต้องปีนไต่ขึ้นไปสักการะพระธาตุจอมสีสีทองสุกปลั่งบนยอดเขาพูสี แม้ต้นจำปาลาวและดวงดอกของมันที่ขึ้นเรียงขนาบสองข้างทางจะดูสวยโรแมนติกเพียงใด ก็ไม่อาจบดบังความจริงที่ว่าเรากำลังเดินขึ้นบันไดคดเคี้ยวเชิดขึ้นที่สูง เหนื่อยต้องมี เหงื่อต้องมา เป็นของธรรมดาที่ต้องเตือนว่าก็ไม่ใช่ทุกคนจะไหว โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้มีปัญหาสุขภาพ รวมถึงคนที่เพิ่งกินข้าวมาอิ่ม ๆ แต่ถ้าคุณไหวก็ขอให้ไปต่อ เพราะวิวหลวงพระบางมุมสูงนั้นควรค่าแก่การทอดสายตามองจริง ๆ

บนยอดพูสีเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกยอดนิยมของหลวงพระบาง วิวสองฟากฝั่งพระธาตุก็ต่างกัน ด้านหนึ่งจะมองเห็นตัวเมืองหลวงพระบางอยู่ในโอบกอดของลำโขงสีน้ำตาลอ่อน ส่วนอีกฝั่งจะเห็นตัวเมืองอยู่ในอ้อมแขนของแม่น้ำคานสีเขียว แต่สิ่งที่เหมือนกันคือสภาพอาคารบ้านเรือนของหลวงพระบางที่ผสมผสานศิลปะตะวันตกและพื้นถิ่นเข้าด้วยกัน หลังคาจั่วปูกระเบื้องสีธรรมชาติ สอดแทรกท่ามกลางต้นไม้สลับสล้าง ไกลออกไปคือปราการขุนเขาที่โอบล้อมเมืองนี้ไว้ เป็นภาพสะอาดตาอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มาจากเมืองที่มีแต่ตึกสูง

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
วิวฝั่งแม่น้ำโขง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
วิวฝั่งแม่น้ำคาน

ทางเลือกในการชมพระอาทิตย์ตกไม่ได้มีแต่ที่พูสีเท่านั้น หากถามชาวหลวงพระบางที่ยืนโต๋เต๋อยู่ริมโขง ร้อยทั้งร้อยจะตอบแกมเชิญชวนว่า “ล่องเรือน้ำโขงชมพระอาทิตย์ตกก็ได้” จากนั้นเขาจะกุลีกุจอร่ายโปรแกรมทัวร์ที่ฟังดูก็น่าสนใจ เช่น ล่องเรือ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางแวะเที่ยวบ้านจันเหนือ เมืองจอมเพ็ด อีกฝั่งหนึ่งของลำโขง บ้านจันเหนือโด่งดังเรื่องหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่คนในหมู่บ้านทำสืบทอดกันมานับร้อยปี ถามว่าแล้วเราซื้อทัวร์เขามั้ย ตอบเลยว่าซื้อ!

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
หมู่บ้านหัตถกรรมจันเหนือ

หยิบเงิน 400,000 กีบ จ่ายไปสำหรับล่องเรือ 2 ชั่วโมง คิดเป็นเงินไทยก็หย่อน 1,000 ไปไม่กี่บาท พอเห็นเรือก็ร้องอู้หู เรือสวยสะอาด ด้านในมีเก้าอี้เดี่ยวเรียง 2 แถว ด้านหน้าใกล้คนขับเรือเป็นเบาะยาว ปูผ้าขาวโรยดอกไม้ต้อนรับ ใครใคร่นั่งตรงไหนก็นั่งตามสบาย ล่องเรือไปเรื่อย ๆ ชมธรรมชาติสองข้างทางที่เขียวชอุ่ม จากในเรือก็มองเห็นเขาพูสีและองค์พระธาตุเจดีย์สีทองอยู่ลิบ ๆ แอบมองคนขับเรือหน้าละอ่อนผู้ทำหน้าที่ขมีขมัน สอบถามได้ความว่าเขานั้นดีใจเหลือหลายที่เห็นนักท่องเที่ยวกลับมา ตอนโควิดปิดเมือง เขาไร้งานไร้เงิน ต้องไปทำงานก่อสร้างบ้าง งานรับจ้างอื่น ๆ บ้าง ตอนนี้ได้กลับมาขับเรืออีกครั้งรู้สึกสุขหัวใจ

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง

ทริปหลวงพระบางคราวนี้ ถามว่าพาตัวเองไปเที่ยวอะไรแปลกใหม่ที่ไม่เคยไปมาก่อนหรือไม่ ก็เห็นจะต้องตอบว่าไม่ แต่จะให้บอกว่าทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีอะไรว้าว ก็พูดอย่างนั้นไม่ได้อีกเหมือนกัน อย่างน้อย ๆ ก็มีรถไฟหนึ่งอย่างที่ใหม่ถอดด้าม และเอาเข้าจริง การได้ออกเดินทางอีกครั้งและมาเยี่ยมเยือนจุดหมายที่คิดถึง มาเห็นว่าเพื่อนร่วมทุกข์จากโรคระบาดในบ้านเมืองอื่นเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง มันมีความหมายกับหัวจิตหัวใจที่แห้งผากได้มากกว่าการอัปเดตเทรนด์ใหม่ ร้านดัง และความ Unseen ใด ๆ เป็นไหน ๆ

เราละเลียดเวลา 5 วันที่หลวงพระบางอย่างเต็มอิ่ม เดินทุกตรอกออกทุกซอย แวะห้องสมุด ร้านกาแฟ เบเกอรี่ เจ้าที่ยังยืนยงฝ่าโควิดมาได้ เราได้รู้ว่าขนมอบที่ร้าน Joma ยังอร่อยเหมือนเดิม ได้รู้ว่าตำหมากหุ่ง ไส้อั่ว เบียร์ลาว เคล้าวิวโขง ยังไงก็จะเป็นมื้อที่ดีงามเสมอ ได้รู้ว่าค่ำคืนเมื่อฝนโปรยสายบาง ค็อกเทลเบา ๆ ที่โต๊ะหน้าอาคารโคโลเนียลแสนสวยมันโรแมนติกเพียงใด และจะยิ่งโรแมนติกหนักถ้ามีไคแผ่นหรือสาหร่ายน้ำจืดตำรับหลวงพระบางแท้ เสิร์ฟพร้อมเครื่องจิ้มอย่างแจ่วบองมาแกล้มด้วย

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
ร้านอ้ายหนูน้อย

บางบ่ายขณะแดดกำลังร้อนร้าย ก็พลันได้เจอจุดหมายเหนือความคาดหมาย ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่ทำสิ่งยิ่งใหญ่ ‘อ้ายหนูน้อย (Big Brother Mouse)’ ร้านหนังสือที่ทำหนังสือ ขายหนังสือ เพื่อเอาเงินมาพิมพ์หนังสือ 2 ภาษาลาว-อังกฤษ และแจกเด็ก ๆ ที่เข้าถึงการอ่านยาก โดยใช้นักท่องเที่ยวเป็นผู้กระจายหนังสือ ที่นี่เขาจะจัดชุดหนังสือที่เหมาะกับเด็กเมืองและเด็กในพื้นที่ห่างไกลไว้เรียบร้อย ที่นักท่องเที่ยวต้องทำก็คือบริจาคเงินตามราคาชุดหนังสือที่ตัวเองเลือก แล้วก็หิ้วหนังสือชุดนั้นติดตัวไปด้วย ทำหน้าที่เป็นไปรษณีย์ที่มีชีวิตและอบอุ่นที่สุด อยากรู้รายละเอียดเพิ่ม ตามไปดูได้ที่ www.bigbrothermouse.com

อีกทั้งในบางเช้าเราก็ได้ตื่นมารอตักบาตรข้าวเหนียว เพื่อจะพบกับความอ่อนหวานของเอื้อยแม่ค้าที่กุลีกุจอเอาผ้ามาพาดไหล่ ส่งกระติ๊บข้าวเหนียวและถาดขนมให้ พาไปนั่งเก้าอี้รอพระบิณฑบาต และตอนสุดท้ายแจ้งราคาชุดใส่บาตรทั้งหมดที่ 100,000 กีบ หรือเกือบ ๆ 250 บาท ที่ทำเราเกือบตกเก้าอี้ และต้องจำไว้ในใจว่าก่อนจะรับของจากใครให้ถามราคาเขาก่อนนน (ฮ่า ๆๆ) แต่ก็นั่นแหละนะ ขึ้นชื่อว่าการเดินทาง มันต้องค้นหา เรียนรู้ ผิดพลาด ขำก๊ากเป็นบางเวลา และโกรธาเป็นบางที เพื่อที่ในที่สุดมันจะกลายเป็นความทรงจำให้เราได้นึกถึงอย่างเช่นในตอนนี้

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

แพร ปุโรทกานนท์

นักเขียนอิสระที่ทำงานประจำ อยากรู้อยากเห็นประวัติศาสตร์ สนใจศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องอาหารการกิน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load