“นกเค้าโมงตัวนี้ติดกาวดักหนู จนขนเสียหายยับเยินหมด น่าจะดิ้นรนไม่เบา ทำให้ขนหลายส่วนเกิดการเสียหายอย่างรุนแรง การฟื้นฟูนกให้กลับสู่ธรรมชาติได้มีหนทางเดียว คือต้องรอให้นกผลัดขนชุดใหม่หมด ซึ่งการผลัดขนของนกเค้าโมงจะใช้เวลาประมาณครึ่งปี นกก็จะเสียเวลาชีวิตในธรรมชาติเกินครึ่งปี แลกกับการติดกาวดักหนูเพียงไม่กี่ชั่วโมง”

คุณฌาน โทสินธิติ ทีมงานสำคัญของกลุ่มฟื้นฟูนกป่าล้านนา ให้ข้อมูลสำคัญว่าทำไมการใช้กาวดักหนู ทำให้เกิดปัญหาตามมาโดยไม่คาดคิด

กองทุนฟื้นฟูนกป่าล้านนา กลุ่มคนตัวเล็กที่ช่วยให้นกบาดเจ็บนานาชนิดได้คืนสู่ธรรมชาติ

“เราขอรณรงค์ให้ใช้กรงดักหนูแทนกาว เนื่องจากสัตว์อื่น ๆ มากมายหลายชนิดที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวมีโอกาสติดด้วยกันทั้งนั้นไม่ต่างจากหนู ถ้าติดใหม่ ๆ ก็อาจจะโชคดี แต่ตัวโชคร้ายที่ตายคากับดักก็มีไม่น้อย”

แต่ละวัน ฌาน อาสาสมัครคนสำคัญของกองทุนฟื้นฟูนกป่าล้านนา จะมีภารกิจคอยดูแลนกที่ได้รับบาดเจ็บหรือลูกนกที่พลัดตกจากรัง โดยมีสัตว์แพทย์อาสาสมัครมาคอยดูแลรักษาพยาบาล จนนกเหล่านี้อาการดีขึ้น ก่อนจะนำส่งกลับคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน กลุ่มคนรักนกในจังหวัดเชียงใหม่ ได้รวมตัวกันเพื่อก่อตั้งกองทุนฟื้นฟูนกป่าล้านนา โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือนกป่าจำนวนมากที่ถูกทอดทิ้ง ประสบอุบัติเหตุ หรือได้รับบาดเจ็บ นำมารักษาพยาบาล และฟื้นฟูจนแข็งแรง ก่อนจะนำกลับไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

เราอาจจะเห็นหน่วยงานเอกชนที่สงเคราะห์หมา แมว กำพร้าหรือถูกทอดทิ้ง แต่สำหรับนก ดูเหมือนจะยังไม่มีหน่วยงานเอกชนทำหน้าที่ช่วยเหลืออย่างชัดเจน

“ที่ผ่านมาเรามีคนแจ้งเรื่องขอความช่วยเหลือมาทางชมรมฯ ว่า มีนกตกรัง นกบาดเจ็บ นกโดนยิงมา จะทำอย่างไรดี หรือนำนกมาให้ทางชมรมฯ ฟื้นฟู เพื่อปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติต่อไป จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งกองทุนฟื้นฟูนกป่าล้านนา”

หมอหม่อง หรือ นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา ได้บอกถึงจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งกองทุนฟื้นฟูนกป่าล้านนา ก่อนจะพานำชมสถานฟื้นฟูนกป่าที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นสถานที่พักฟื้นฟูนกป่าที่ได้รับบาดเจ็บและทำการรักษาพยาบาลแล้ว

ภายในสถานที่มีกรงนกขนาดใหญ่หลายแห่ง ส่วนใหญ่ถูกคลุมมิดชิดเพื่อไม่ให้แสงเข้า ป้องกันการรบกวนจากด้านนอก คุณหมอพาชมนกหลายตัวที่กำลังพักฟื้น

กองทุนฟื้นฟูนกป่าล้านนา กลุ่มคนตัวเล็กที่ช่วยให้นกบาดเจ็บนานาชนิดได้คืนสู่ธรรมชาติ

“นกกาเหว่าตัวนี้กระดูกต้นแขนหัก น้องฌานเอามารักษาจนหาย เคยเอาไปปล่อยครั้งหนึ่ง ตอนแรกนึกว่าจะบินได้ แต่ยังบินไม่ไม่ค่อยแข็งแรง ไปตกน้ำอีกรอบ จึงต้องมาพักรักษาตัวใหม่ รอให้อาการดีขึ้นกว่านี้”

หมอหม่องเล่าว่า ไม่ได้เลี้ยงแบบสวนสัตว์หรือเลี้ยงไว้ให้คนมาดู เลยต้องมีสแลนสีดำมาบังเพื่อไม่ให้นกตื่น และไม่ให้คุ้นเคยกับคนที่มาชม จะกลายเป็นนกเชื่อง เสียสัญชาตญาณสัตว์ป่า

คุณหมอพาเข้าไปในห้องมืดสลัวแห่งหนึ่ง พอนัยน์ตาปรับแสงให้เข้ากับความสว่างได้แล้ว ก็เห็นนกแสกตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้มุมห้อง เป็นห้องฟื้นฟูนกกลางคืน อาทิ นกแสกหรือนกเค้าที่ไม่ให้มีแสงสว่างรบกวนมากเกินไป

“คนทั่วไปยังมีความเข้าใจผิดว่า กลุ่มนกหากินกลางคืน โดยเฉพาะนกเค้า นกแสก เวลาเจอนกตกลงมา คนก็ชอบคิดว่าเพราะนกแพ้แสง ตาพร่าบอดกลางวัน เดี๋ยวกลางคืนบินก็ไปเอง ทำให้พลาดโอกาสช่วยนก และอาจจะปล่อยให้นกค่อย ๆ ตาย บางตัวอาจบาดเจ็บไม่รุนแรงก็โชคดีไปต่อได้ แต่หลายรายไม่ได้โชคดีเลย” ฌานให้ข้อมูลเพิ่มเติม

“นกแสกตัวนี้บาดเจ็บตั้งแต่เล็ก เลยวางแผนทำกรงพิเศษ เพื่อฝึกบินก่อนจะปล่อยออกไปหากินเอง นกแสกล่าโดยการบินเงียบ เพราะปีกจะมีขนอุยใต้ปีกเก็บเสียง เหยื่อเลยไม่ได้ยินเสียง เสียดายที่ชาวบ้านมีความเชื่อผิด ๆ ว่าเป็นนกแห่งความตาย เกาะบ้านใครมีคนตาย ทั้ง ๆ ที่กินหนูปีละเป็นพันตัว ทำประโยชน์ให้กับเรามากในการควบคุมประชากรหนู” หมอหม่องอธิบายให้ฟัง

“ครั้งหนึ่งมีคนเก็บนกเค้าโมงตัวหนึ่งอยู่บนกลางถนนในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง เลยเอามาส่งให้เรา พบแผลเลือดออกตรงปลายปีกสองข้าง เมื่อทำการเอกซเรย์ก็พบว่ากระดูกปลายปีกทั้งสองข้างนั้นมีรอยแตกหัก เนื่องจากกระดูกชิ้นเล็กมาก ๆ ฝังอุปกรณ์อะไรไม่ได้ทั้งนั้น เราทำได้คือการพันปีกไว้ไม่ให้ขยับ เพื่อให้เกิดการซ่อมที่ดีใกล้เคียงกับภาวะปกติมากที่สุด เวลาผ่านไปเกือบเดือน กระดูกมีการเชื่อมกันอย่างแข็งแรง และนกกลับมาบินได้อีกครั้ง ตอนนี้ย้ายไปอยู่กรงที่มีขนาดใหญ่กว่าให้ฝึกบินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะได้กลับคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้งครับ” ฌานเล่าตัวอย่างชีวิตของนกกลางคืนที่ผ่านมาให้ฟัง

กองทุนฟื้นฟูนกป่าล้านนา กลุ่มคนตัวเล็กที่ช่วยให้นกบาดเจ็บนานาชนิดได้คืนสู่ธรรมชาติ

“กองทุนฯ โชคดีมากที่มีน้องฌานเป็นอาสาสมัครเต็มเวลามาช่วย มีความสามารถในการดูแลนกได้เก่งมาก” หมอหม่องเอ่ยปากขอบคุณอาสาสมัครคนนี้ ผู้ทำงานอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยด้วยความรักที่มีต่อสัตว์โลก

ฌานเล่าให้ฟังอีกว่า กระจกใส ๆ บนอาคารสะท้อนภาพภูมิทัศน์รอบ ๆ กลายเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของนกบาดเจ็บไปแล้ว บางครั้งชนไม่แรงแค่บาดเจ็บ ไม่ตาย อาจจะแค่มึน ๆ แต่หลายตัวก็ต้องรักษา หรือคอยเฝ้าดูอาการสองสามวันก่อน เพราะบางตัวดูท่าทางปกติ แต่อาจจะค่อย ๆ ซึม แล้วตายไป สาเหตุอาจจะมาจากสมองที่โดนกระทบกระเทือน

“นกจาบคาเล็กตัวนี้ ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองวันหลังจากชนกระจก กว่าที่จะกลับมาบินได้อย่างปกติ ไม่พิกลพิการ” ฌานให้ข้อมูล

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ และ ฌาน โกสินธิติ เล่าเบื้องหลัง ‘กองทุนฟื้นฟูนกป่าล้านนา’ การรวมตัวของเหล่าคนตัวเล็ก เพื่อพานกบาดเจ็บมารักษาก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

หมอหม่องกล่าวเสริมว่า “อาคารสูงปัจจุบัน นิยมออกแบบสถาปัตยกรรมแบบฝรั่ง โดยใช้กระจกฉาบปรอทติดรอบอาคาร โดยหารู้ไม่ว่าอาคารพวกนี้คือลานสังหารนกนับพันล้านตัวต่อปีทั่วโลก กระจกฉาบพวกนี้สะท้อนท้องฟ้า ทำให้หลอกตานกที่กำลังบินผ่านมา มันมองไม่เห็นตึกทั้งตึก จึงบินชนกระจกเข้าอย่างจังด้วยความเร็ว หลายตัวคอหักตายคาที่ หลายตัวพิการ กะโหลกร้าว เลือดออกในสมอง หรืออัมพาต เดินทางต่อไม่ได้ จบชีวิตในเวลาต่อมา แต่บางตัวโชคดี แค่ น็อก สลบ มึนงง”

“ปัญหาอีกอย่างที่นกบาดเจ็บก็คือ ถูกตาข่ายดักนกกลางทุ่งนา นกส่วนใหญ่ที่โดนตาข่ายดักไม่ได้เป็นศัตรูพืชมาติด จะค่อย ๆ ตายลงอย่างช้า ๆ บางตัวเอาออกจากตาข่ายได้ทันท่วงที ไม่ตายแต่อาจเสียปีก เสียอวัยวะส่วนอื่น ๆ “ ฌานยอมรับว่าหลายตัวช่วยไม่ทัน

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ และ ฌาน โกสินธิติ เล่าเบื้องหลัง ‘กองทุนฟื้นฟูนกป่าล้านนา’ การรวมตัวของเหล่าคนตัวเล็ก เพื่อพานกบาดเจ็บมารักษาก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

หมอหม่องพาเราไปดูกรงถัดมา เป็นนกกระลิง โดนตัดปีกไม่ให้บินได้ ชาวบ้านมาตัดปีกเพื่อไม่ให้บิน จะได้เอามาเกาะไหล่ไว้โชว์คนอื่น มีคนเอามาให้ฟื้นฟู จึงรอให้ขนปีกงอกเสียก่อน ค่อยปล่อยคืนตามธรรมชาติต่อไป

“กรงนี้เป็นนกกางเขนบ้าน นกตกจากรัง แต่เอาไปคืนรังไม่ได้ หารังไม่ได้ เลยต้องนำมาเลี้ยงให้แข็งแรง ก่อนจะปล่อยนกกางเขนบ้านกลับคืนสู่ธรรมชาติ“

หมอหม่องย้ำว่า เป้าหมายของการฟื้นฟูนกป่าเหล่านี้คือ เมื่อทำการรักษาพยาบาลจากสัตวแพทย์อาสาสมัครแล้ว การให้พวกเขากลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมในธรรมชาติ หากตัวไหนบาดเจ็บเกินไป ไม่สามารถกลับไปได้ ก็จะเป็นครูให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ต่อไป

“ที่ผ่านมาการเลี้ยงดูนกในกรงไม่มีประโยชน์ใด ๆ การคืนสู่ธรรมชาติ ปล่อยให้เขามีอิสระเสรีในการโบยบินดำรงชีวิตตามธรรมชาติ จะทำให้นกมีศักดิ์ศรีของตัวเองไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นบนโลกนี้”

ทุกวันนี้กองทุนฟื้นฟูนกป่าล้านนากับอาสาสมัครไม่กี่คน สามารถช่วยเหลือรักษาพยาบาลนกนานาชนิดที่ได้รับบาดเจ็บ อาทิ นกเขา นกกางเขน นกแขวก นกแสก นกเค้าแมว ฯลฯ รวมกันนับร้อยตัว ก่อนจะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

น่าภูมิใจแทนคนตัวเล็ก ๆ เหล่านี้ ทำหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อนสัตว์โลกด้วยกันอย่างเงียบ ๆ

คนตัวเล็ก ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่า โลกนี้มีความหวัง

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ และ ฌาน โกสินธิติ เล่าเบื้องหลัง ‘กองทุนฟื้นฟูนกป่าล้านนา’ การรวมตัวของเหล่าคนตัวเล็ก เพื่อพานกบาดเจ็บมารักษาก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

ภาพ : กองทุนฟื้นฟูนกป่าล้านนา

สนใจช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูนกป่าล้านนา ติดต่อ Facebook : กองทุนฟื้นฟูนกป่าล้านนา

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

ใครจะเชื่อว่า หนังสือเล็ก ๆ เล่มหนึ่งสามารถเปลี่ยนโลกได้

ปี 2022 เป็นวาระครบรอบ 60 ปีที่หนังสือ Silent Spring หรือ ‘ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน’ ผู้แต่งคือ ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) สุภาพสตรีชาวอเมริกัน ได้ตีพิมพ์ออกจำหน่ายในปี 1962

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ และ Silent Spring คือหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ให้ตระหนักถึงพิษภัยของยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ดีดีที

หนังสือพิมพ์ The Guardian เคยกล่าวไว้ว่า

ครบ 60 ปี 'Silent Spring' หนังสือสร้างการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมมากสุดเล่มหนึ่งของโลก

“ราเชล คาร์สัน ให้ความรู้แก่โลก… ถ้าให้เลือกว่าหนังสือที่เขียนโดยคนคนเดียวเล่มใดเป็นเสาหลักของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่ย่อมเลือก Silent Spring อย่างไม่ต้องสงสัย ผลกระทบของหนังสือเล่มนี้ปรากฏขึ้นทันที ส่งผลกว้างไกล และเป็นหนังสือบรรลุผลมากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยมีมา”

ในปี 1999 นิตยสาร TIME ฉบับ 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อโลกในศตวรรษที่ 20 ชื่อของ ราเชล คาร์สัน ติดอันดับเคียงคู่กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (นักคณิตศาสตร์), ซิกมัน ฟรอยด์ (นักจิตวิเคราะห์) สองพี่น้องตระกูลไรท์ (นักบิน), เอดวิน ฮับเบิล (นักดาราศาสตร์) ในฐานะ ‘นักสิ่งแวดล้อมผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ ก่อนที่จะมีขบวนการสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมา’

สมัยนั้นใครจะกล้าคิดว่า ดีดีที ที่เรียกว่าเป็นสารมหัศจรรย์ ใช้กันแทบทุกวงการ ตั้งแต่ใช้แทนยาสระผม ยาฆ่าศัตรูพืช และมีการใช้กันแพร่หลายทั่วโลก จะถูกเปิดโปงว่าอีกด้านหนึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

Silent Spring หนังสือที่เปิดโปงอันตรายของยาฆ่าแมลง ดีดีที อย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย และนำไปสู่การยกเลิกการใช้สารเคมีนี้ในเวลาต่อมา

27 พฤษภาคม ปี 1907 ราเชล คาร์สัน ถือกำเนิดขึ้นมาในเมืองสปริงเดลล์ รัฐเพนซิลวาเนีย ในวัยเด็ก มาเรียแม่ของเธอผู้เคยเป็นครูมาก่อน ได้ปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติให้กับลูกทั้งสามคน แต่ละวันแม่ลูกมักจะออกมาเดินเล่นรอบ ๆ บ้านที่เต็มไปด้วยป่า บึงน้ำ ลำธาร โดยเฉพาะลูกสาวคนสุดท้องที่สนใจธรรมชาติเป็นพิเศษ

อายุ 6 ขวบ คาร์สันได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Street School มีความสุขกับการอ่านหนังสือมาก และรู้สึกอยากเขียนหนังสือ

พออายุได้ 9 ขวบ โดยการสนับสนุนจากแม่ คาร์สันก็เริ่มเขียนบทกวี เขียนบทความเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งได้ตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น แม่จึงเป็นผู้มีอิทธิพลต่อลูกสาวคนเล็ก ผู้เลือกเส้นทางชีวิตด้านธรรมชาติและเขียนหนังสือมาตลอด

คาร์สันเลือกเรียนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย หวังจะเป็นนักเขียน แต่เมื่อมาลองเรียนวิชาชีววิทยาตอนชั้นปีสอง ก็เริ่มหลงใหลวิทยาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านชีววิทยา ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากอาจารย์ ที่คิดว่าคาร์สันน่าจะเอาดีทางการเป็นนักเขียนมากกว่า และผู้หญิงไม่เหมาะจะบุกป่าฝ่าดง แต่คาร์สันก็ไม่ย่อท้อ เธอเคยพูดว่า “ไม่มีแม้สักเสี้ยววินาที ที่ฉันละทิ้งความสนใจในโลกธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบ ๆ ตัว”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันยังเรียนต่อจนสำเร็จปริญญาโทด้านสัตววิทยาทางทะเล ที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นส์ ในปี 1932 คาร์สันเริ่มสนใจธรรมชาติในทะเลมากขึ้น และเข้าทำงานที่สำนักการประมง ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เขียนบทวิทยุชีวิตโลกใต้ทะเล ‘Romance under the Water’ งานนี้เองที่เธอได้ใช้ประสบการณ์ในการเขียนและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เขียนบทให้ดูสนุกมีชีวิตชีวา และให้ความสนใจกับธรรมชาติโลกใต้ทะเลอย่างจริงจัง

คาร์สันค้นพบจุดแข็งของตัวเองว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาได้อย่างมีสีสัน และเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตในทะเล คือ Under the Sea Wind เนื้อหาในหนังสือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยใช้กลวิธีการเขียนที่สนุก สัตว์แต่ละตัวมีชื่อเหมือนคน เรื่องราวจึงมีชีวิตชีวา นักวิจารณ์ให้ความชื่นชม แต่เนื่องจากตีพิมพ์ในปี 1941 สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังสือเล่มนี้จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจ

จนกระทั่ง หนังสือเล่มต่อมา The Sea Around Us ตีพิมพ์ในปี 1951 ได้กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับของ The New York Times มียอดขายกว่า 2 แสนเล่ม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้งานเขียนชิ้นนี้ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์หลายแห่ง รวมถึง National Geographic

หลังจากนั้นคาร์สันก็ลาออกจากงานประจำ กลายเป็นนักเขียนด้านธรรมชาติเต็มตัว และเริ่มคิดถึงการอนุรักษ์ เพื่อเป็นมรดกให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

งานเขียนของคาร์สันในช่วงแรก เป็นงานสารคดีที่ให้ความรู้ด้านธรรมชาติแก่เด็กและผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันคาร์สันก็เริ่มรับรู้ถึงปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตรว่าก่อปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเพียงใด แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ให้ความสนใจ และยังสนับสนุนให้มีการใช้ดีดีทีอย่างแพร่หลาย โดยไม่มีการบอกกล่าวเตือนภัยถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึงมนุษย์

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจึงเริ่มเขียนบทความให้ผู้คนเห็นถึงอันตรายจากการใช้ยาฆ่าแมลง ดีดีที แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ แม้กระทั่งนิตยสาร Reader Digest อันโด่งดังก็ปฏิเสธงานเขียนของเธอ

ในปี 1958 คาร์สันได้เดินทางไปเมืองแห่งหนึ่ง เมื่อเพื่อนคนหนึ่งได้เขียนจดหมายเล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่ในเมืองฉีดยาดีดีทีฆ่ายุงทั้งเมือง ส่งผลให้นกตายเกลื่อนเมือง รวมทั้งผึ้ง ตั๊กแตน และแมลงจำนวนมากล้มตายเกือบหมด

DDT (Dichlorodiphenyltrichloroethane) เป็นสารปราบศัตรูพืชที่ย่อยสลายไม่ได้เองตามธรรมชาติ ไม่ละลายน้ำ จึงมีคุณสมบัติสะสมในชั้นไขมันของสิ่งมีชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คาร์สันคิดว่า ผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ต้องส่งผลถึงมนุษย์ในไม่ช้า จะต้องทำอะไรอย่างจริงจัง และเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือ Silent Spring เธอใช้เวลาเดินทางไปทั่วประเทศ เก็บข้อมูลพิษภัยของยาฆ่าแมลง ดีดีที จากแหล่งต่าง ๆ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า สารเคมีเหล่านี้นอกจากทำลายสิ่งมีชีวิตจำนวนมากแล้ว ยังมีผลต่อระบบประสาทของมนุษย์อีกด้วย เรียบเรียงเป็นข้อเขียนที่อ่านง่าย และเริ่มต้นเผยแพร่ทยอยลงนิตยสาร The New Yorker ในปี 1962

หนังสือ ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน เริ่มต้นว่า

“กาลครั้งหนึ่งมีเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่น ทุกชีวิตดูจะอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เมืองอยู่ท่ามกลางเรือกสวนไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้บานจะพัดปลิวไปตามสายลมเหนือทุ่งสีเขียวขจี… ดอกไม้ป่าชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่ตามริมทาง เหล่านกกาพากันจิกกินผลไม้ป่า ลำธารมีปลาและน้ำใสไหลลงมาจากเนินเขา แต่แล้วหายนะภัยอันแปลกประหลาดก็คืบคลานเข้ามา ทุกอย่างเริ่มแปรเปลี่ยนไป โรคร้ายระบาดในฝูงไก่ วัวและแกะเริ่มล้มป่วยตาย ทุกหนแห่งปกคลุมด้วยเงาแห่งความตาย ชาวไร่ชาวนาโจษจันถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในครอบครัวตนเอง มีคนเสียชีวิตมากมายโดยไม่ทราบสาเหตุ ความเงียบงันอย่างน่าพิศวงบังเกิดขึ้น นกนานาชนิดหายไปไหนกันหมด นกไม่กี่ตัวที่คนพบก็ใกล้ตาย มันเป็นฤดูใบไม้ผลิที่เงียบวังเวง ยามรุ่งอรุณที่เคยก้องด้วยเสียงประสานส่งเสียงเจื้อยแจ้วของนกหลายชนิด มาบัดนี้ความเงียบแผ่คลุมไปทั่ว”

หนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยถึงผลกระทบของดีดีที จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของเซลพืชและสัตว์ เปลือกไข่นกที่บางเกินไปจนนกวางไข่ไม่สำเร็จ การตกค้างของสารเคมีในปลาหลายชนิด การก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะนก เช่น อินทรีหัวขาว มีจำนวนลดลงจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ฯลฯ

“เป็นไปได้อย่างไรกันที่เราปล่อยให้มีการพ่นสารพิษปริมาณมหาศาลลงสู่ผืนดิน รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการฆ่าสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดในดิน” เธอตั้งคำถามต่อไปว่า

“มันไม่ควรจะเรียกว่ายาฆ่าแมลง (Insecticides) เพราะมันคือยาฆ่าชีวิต (Biocides) เหมือนกับยาพิษ”

พอหนังสือเล่มนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาทิ “ถ้าเราเชื่อผู้หญิงคนนี้ พวกเราทุกคนก็จะอดอาหารตาย” “ใครสำคัญกว่ากันระหว่างลูกหลานของเรากับแมลง”

แน่นอนว่าคนในยุคเมื่อ 60 ปีก่อน ยังไม่ได้เข้าใจปัญหาการทำลายระบบนิเวศ ไม่เข้าใจมหันตภัยของสารเคมี ยาฆ่าแมลงชนิดต่าง ๆ ว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พืช สัตว์ และมนุษย์เพียงใด ไม่เข้าใจว่า ผีเสื้อ นก แมลง ผึ้งหายไป จะเกี่ยวอะไรกับพวกเขา บางคนอาจจะเป็นห่วงว่า พืชผลทางการเกษตรจะลดลงหากไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ฯลฯ

ปรากฏว่าทาง The New Yorker ได้รับจดหมายแสดงความเห็นจากผู้อ่านมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ กระตุ้นให้สาธารณชนเกิดการตื่นตัวอย่างกว้างขวาง รวมถึงบรรดานักการเมืองที่สนใจ และทำให้ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (John F. Kennedy) ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงถึงผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ และปรากฏว่าเป็นจริงตามข้อเขียนในหนังสือ

ทำให้ยอดขายหนังสือ Silent Spring สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 250,000 เล่ม กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับหลายเดือน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง บรรดาบริษัทผู้ผลิตสารเคมีเหล่านี้รวมตัวกันโจมตีคาร์สันอย่างรุนแรง ถึงขนาดลงขันกว้านซื้อสื่อทั่วประเทศเพื่อตอบโต้ข้อเขียนของคาร์สัน และยังขู่จะถอนโฆษณาบรรดาหนังสือพิมพ์ที่จะแนะนำหนังสือเล่มนี้

ประธานบริษัทผู้ผลิตดีดีทีได้กล่าวโจมตีอย่างเผ็ดร้อนว่า

“คาร์สันไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นคนที่หลงงมงายในการรักษาธรรมชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา”

ยิ่งหนังสือถูกตีพิมพ์มาก คาร์สันก็ถูกโจมตีมาก จนกระทั่งถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีว่า “เป็นคอมมิวนิสต์ แอบแฝงมาทำลายเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของอเมริกา”

ในช่วงเวลานั้นคาร์สันล้มป่วยเป็นมะเร็ง แต่หญิงเหล็กคนนี้ก็ยังใช้เวลาที่เหลืออยู่ต่อสู้เพื่อให้โลกพ้นจากหายนะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และก่อนเสียชีวิตไม่นาน เธอได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนสนิทว่า

“ฉันรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องทำอะไรบางอย่าง ถ้าไม่อย่างนั้นฉันก็จะไม่มีความสุขได้อีก ตอนนี้ฉันก็ได้ลงมือทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่หนังสือเพียงเล่มเดียวจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้…”

ในปี 1963 คาร์สันได้รับเชิญจากรัฐสภาให้ไปกล่าวคำปราศรัย มีการถ่ายทอดออกอากาศ เธอย้ำว่า “คนทุกคนควรได้รับความปลอดภัยในบ้านของตนเอง และไม่ควรได้รับสารพิษใด ๆ จากการกระทำของบุคคลอื่น”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจากโลกไปเมื่อวันที่ 14 เมษายน ปี 1964 ด้วยวัย 57 ปี มลรัฐเพนซิลวาเนีย ประกาศให้วันที่ 27 พฤษภาคม (วันเกิดของเธอ) ของทุกปี เป็นวัน Rachel Carson

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1972 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการจำหน่ายดีดีที ซึ่งมียอดขายปีละเกือบ 2 ล้านตันอย่างเด็ดขาด มีการออกกฎหมายควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง และออกกฎหมายกำหนดให้มีการติดฉลากบอกส่วนผสมของยาฉีดบนขวดยาฆ่าแมลงทุกขวด และส่งผลให้มีการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางไปทั่วสหรัฐฯ และทั่วโลก นำไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับชาติ (The Environmental Protection Agency – EPA) ที่ปลุกให้ผู้คนได้หันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม และเกิดขบวนการสิ่งแวดล้อมหลากหลายขึ้น มีการเคลื่อนไหวในหลายรูปแบบและส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1980 ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ได้มอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom ถือเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีมอบเพื่อเป็นเกียรติคุณแก่ประชาชน ในฐานะผู้จุดประกายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีการออกจำหน่ายแสตมป์เป็นภาพของเธอ เพื่อรำลึกถึงนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

ตลอดชีวิตของ ราเชล คาร์สัน เขียนหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม แต่มีเล่มหนึ่งสั่นสะเทือนไปทั้งโลกและยังดังกึกก้องจนถึงบัดนี้

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load