‘ละมุน’ ความรู้สึกคล้ายหัวใจพองฟูที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูดได้

แต่เมื่อถามว่าอะไรคือ ‘ความละมุนละไม’ ในงานเซรามิก คนที่ให้คำตอบกับเราได้คงหนีไม่พ้น ไหม-ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล และ หนาม-นล เนตรพรหม เจ้าของแบรนด์เซรามิกชื่อหวานอย่าง ‘ละมุนละไม’ ที่พร้อมละลายหัวใจคนรักเซรามิกทันทีที่พบเห็น 

ไหม-ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล และ หนาม-นล เนตรพรหม

“อยากให้คนใช้รู้สึกละมุน เห็นแล้วรู้สึกอบอุ่น” เป็นเหตุผลที่อดีตสองนักศึกษาภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ต่อยอดงานวิจัยเรื่องดินขาว Porcelain สมัยเรียนเซรามิกเมื่อหลายปีก่อน สู่การปลูกปั้นแบรนด์ของตัวเอง ด้วยการทดลองเคลือบสีบนดินขาวที่นวลอยู่แล้วให้ละมุนขึ้นไปอีก จนเกิดเป็นเซรามิกที่สัมผัสได้ถึงความนวล ทั้งจาก สี สัมผัส และรูปทรง 

จากแบรนด์เล็กๆ ที่เข้าไปนั่งอยู่ในใจและในบ้านของคนรักเครื่องใช้ในบ้านหลายคน 

ไหม-ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล และ หนาม-นล เนตรพรหม
ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

ละมุนละไมเติบโตและมีเส้นทางที่ชัดเจน จากการรับทำเซรามิกแบบ Custom-made ออกแบบคอลเลกชันเฉพาะที่มีเพียงหนึ่งเดียวให้ลูกค้าผู้มาเดินเล่นตามร้านป๊อปอัพเล็กๆ ที่ตลาด สู่การเข้าไปนั่งอยู่ในร้านอาหารชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็นร้าน La Dotta, 80/20, Mandarin Oriental, ศรณ์, Vesper, Starbucks และอีกมากมาย ด้วยการชูจุดเด่นความเป็นเครื่องใช้เซรามิกที่ตอบโจทย์การใช้งานได้จริง แถมในปีนี้ยังมีแผนออกเดินทางไปโชว์ตัวที่โอซาก้า งาน Maison & Object ที่ปารีส ตั้งโชว์ที่ห้างสรรพสินค้าในเครือ Siam Piwat และ ICONSIAM อีกต่างหาก
ในวันที่เราก้าวเท้าเข้ามาเยี่ยมชมสตูดิโอ แทบไม่มีจานชามเหลืออยู่สักใบ เพราะเซรามิกใบเล็กใบน้อยได้แยกย้ายเดินทางไปนั่งอยู่ในบ้านใครต่อใครเรียบร้อยแล้ว จากการออกงานที่บ้านและสวนแฟร์แค่ปีละครั้ง 

อะไรที่ทำให้เซรามิกในสตูดิโอเล็กๆ กล้าหาญปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจ และออกเดินทางในเส้นทางที่เซรามิกจากสตูดิโออื่นอาจไม่เคยลองแวะไป จนได้รับความไว้วางใจจากร้านอาหารชื่อดังและได้เดินทางไกลไปถึงงานแสดงสินค้าระดับโลก

เบื้องหลังความละมุนมีอะไรมากกว่าการออกแบบสีสันสดใสและลวดลายที่อบอุ่นหัวใจ
วันนี้เรามานั่งฟังเรื่องเล่าการเดินทางของละมุนละไมในสตูดิโอเซรามิกที่แสนอบอุ่น บ้านที่ให้กำเนิดเซรามิกเหล่านี้กัน 

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

จุดเริ่มต้นของความละมุนที่มีแค่คุณเป็นเจ้าของ  

เราเริ่มขายของกระจุกกระจิกอย่างป้ายชื่อเซรามิกรูปสัตว์ สร้อย จาน ชามชิ้นเล็กๆ ลูกค้าสั่งทำพิเศษได้ ไม่ว่าจะใส่ชื่อของตัวเอง เลือกสีและลายต่างๆ ได้ตามใจ เพราะเราทำชิ้นต่อชิ้นอยู่แล้ว” ไหมเริ่มเล่าถึงวันที่เริ่มเปลี่ยนความชอบมาเป็นธุรกิจเมื่อหลายปีก่อน  

ลูกค้าหลายคนที่มาซื้อมักมีความต้องการพิเศษ เช่น อยากได้จานลายเฉพาะเป็นของขวัญให้คนรัก อยากได้แก้วรุ่นพิเศษสำหรับคนสำคัญ เมื่อละมุนละไมไม่ได้เป็นสตูดิโอที่ทำงานแบบโรงงาน ผลิตสินค้าแบบเดียวกันเป็นร้อยเป็นพันชิ้น จึงพร้อมออกแบบ ‘คอลเลกชันพิเศษ’ ด้วยความใส่ใจให้ตอบโจทย์ความต้องการของทุกคน โดยไม่ได้คำนึงว่าออร์เดอร์ที่สั่งแต่ละครั้งต้องมีปริมาณมาก   

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

วันเวลาทำให้รูปแบบการเลือกซื้อจานชามแบบ Custom-made ได้รับความนิยมมากขึ้น ไหมและหนามสังเกตจากการได้ไปออกงานว่า จากที่ร้านอาหารนิยมมาซื้อจานแบบเดียว ครั้งละเยอะๆ จากแหล่งค้าส่งใหญ่ๆ คนที่มาเลือกซื้อจานชามเริ่มเปลี่ยนมาเป็น เจ้าของแกลเลอรี่ ผู้คัดสรรเนื้อหาในพิพิธภัณฑ์ สไตลิสต์ ที่มาเลือกซื้อสินค้าที่น่าสนใจไม่กี่ชิ้นไปจัดแสดง หากมีคนสนใจสินค้าเหล่านั้น จึงค่อยติดต่อสตูดิโอเซรามิกเพื่อสั่งผลิตพิเศษเยอะๆ ในแบบของตัวเองอีกที

เมื่อโอกาสเหมาะและพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าตรงกับแก่นของละมุนละไมที่อยากใส่ใจคนใช้ แบรนด์จึงเริ่มขยับจากการขายแค่กลุ่มลูกค้าปลีกมาเป็นร้านอาหารมากขึ้น

ไหม-ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล และ หนาม-นล เนตรพรหม

กระบวนการออกแบบที่ละเมียดเพื่อจานที่ละมุน

หัวใจของการออกแบบ Custom-made ที่ทำให้ร้านอาหารหลายร้านถูกใจละมุนละไม ไม่ใช่เพียงเพราะความนุ่มนวลของเซรามิก แต่เป็นการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานได้จริง เมื่อได้โจทย์จากร้านอาหารมา ไหมและหนามจะเริ่มคิดงานด้วยกระบวนการออกแบบเพื่อแก้ปัญหา หรือ Design Thinking ที่ตั้งคำถามและขุดลึกถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้ ทั้งหาข้อมูลอาหารจากอินเทอร์เน็ต ลองชิมอาหารด้วยตัวเอง พูดคุยกับเชฟเพื่อถอดรหัสว่าแก่นของร้านคืออะไร 

“ตอนแรกเริ่มเราไม่มีความรู้ด้านอาหารเลย ลูกค้าเป็นคนสอนเราว่าอาหารแบบนี้ กินประมาณนี้ ลูกค้ารู้ลึกในเรื่องอาหารดีที่สุด เราเรียนรู้จากลูกค้าอีกที” หนามเล่า

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้
ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

เซรามิกของละมุนละไมจึงสะท้อนความหวานละมุนแบบเข้าอกเข้าใจ ไม่ใช่ความละมุนฉาบหน้าที่ ‘สวยแต่รูป จูบไม่หอม’ ภาชนะทุกใบถูกออกแบบมาอย่างละเมียดให้จับคู่กับอาหารแล้วอยู่ด้วยกันอย่างกลมกล่อม พร้อมเล่าเรื่องอาหารในจานและสะท้อนตัวตนของร้านออกมา มากกว่ายกให้จานชามเด่นเหนืออาหาร  

ไม่ว่าจะเป็น ชามพาสต้าของร้าน La Dotta ที่ออกแบบมาให้เส้นพาสต้าที่เป็นพระเอกอยู่ตรงกลาง 

ลักษณะจานมีปีกแต่ไม่แผ่กว้างเกินไป ทรงบานออกให้ใส่อาหารอย่างอื่นได้ และสูงพอที่เชฟโอบถือขึ้นมาได้ แต่ไม่สูงเกินไป เพราะเวลาลูกค้านั่งที่โต๊ะจะได้อยู่ในระดับพอดี

หรือภาชนะ 10 ใบสำหรับร้านอาหาร Fine Dining อย่าง 80/20 ที่ออกแบบมาให้แต่ละใบไม่เหมือนกันเลย เหมาะสำหรับเอกลักษณ์ของอาหารที่แตกต่างกันในหนึ่งคอร์ส

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

เราไม่ได้คิดว่าต้องออกแบบแค่จานหรือชาม แต่ตั้งโจทย์ไว้ว่าเราจะออกแบบภาชนะ” 

สิ่งที่ละมุนละไมออกแบบให้ร้านอาหารจึงมีนิยามกว้างว่าเป็น Tableware หรือชุดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ซึ่งหมายถึงทุกอย่างบนโต๊ะ ตั้งแต่แจกัน เหยือก จานเสิร์ฟ ชาม แก้ว ที่ใส่ช้อนส้อม ที่วางตะเกียบ ช้อนซุป 

ในบางครั้งหากเจาะลึกความต้องการของลูกค้าจะพบว่าไม่จำเป็นต้องออกแบบทรงภาชนะใหม่ แค่มีลวดลายไม่เหมือนใคร เล่าเรื่องราวของร้านและตอบโจทย์การใช้งานได้ก็พอ ละมุนละไมจะออกแบบเพียงแค่ลวดลายสำหรับนำไปเพ้นต์บนเซรามิกต่อไปเท่านั้น 

เซรามิกที่ไม่มีหน้าร้านและโชว์รูมของตัวเอง

  ไม่ใช่แค่ต้องตอบโจทย์ความต้องการของเชฟเท่านั้น แต่ภาชนะที่ออกแบบมาจะต้องถูกใจฝ่ายการตลาด และเจ้าของร้าน รวมทั้งมีความกลมกลืนกับแบรนด์และการตกแต่งภายในร้านด้วย 

เมื่อมีเทรนด์ Cafe Hopping ที่คนนิยมถ่ายรูปอาหารลงโซเชียล ทำให้ร้านอาหารอยากเตรียมมุมถ่ายรูปให้คนเก็บภาพประทับใจ

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้
ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

ไหมและหนามจึงศึกษาไปถึงขนาดโต๊ะ ว่าจะออกแบบอย่างไรให้จัดวางภาชนะได้พอดี ไม่เบียดเกินไป ถ่ายรูปแล้วสวย และยังต้องคงความละมุนละไมในแบบของแบรนด์ หากชามเป็นสีน้ำเงินที่ให้ความรู้สึกแน่นหนัก จะมีการเล่นดีเทลใช้ลายเส้นและเล่นสี ด้วยการใช้สีเหลืองทับน้ำเงิน สีน้ำเงินทับเขียวให้เกิดความนุ่มนวลขึ้นมา 

การคิดแบบองค์รวมที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและความสวยงาม ผสมผสานกลายเป็นเซรามิกที่มีความละมุนแบบพอดี แม้ไม่มีโชว์รูมจัดแสดงสินค้า แต่เมื่อลูกค้าได้ลองทานอาหารที่ร้านมักจะถูกใจในความละมุนของภาชนะไปด้วย จนเกิดการบอกต่อปากต่อปาก ทำให้แบรนด์ได้ลูกค้าเพิ่มจากคนที่ได้ลองใช้จริง

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

“ร้านอาหารและห้างเป็นเหมือนโชว์รูมของเรา เราไม่มีหน้าร้าน แต่อาศัยให้คนได้ประสบการณ์จริงจากการใช้ เวลาออกงานที่ไหน เราจะมีการจัดวางให้เห็นภาพว่าเอาไปใช้ได้ยังไง” ไหมเล่า

กล่าวได้ว่าละมุนละไมเป็นสตูดิโอที่ไม่ได้ออกแบบแค่เซรามิก แต่ออกแบบไปถึงประสบการณ์การใช้ แม้ร้านอาหารจะเลือกซื้อจานชามจากร้านค้าส่งที่มีขายทั่วไปได้
แต่ความรู้สึกพิเศษของมื้ออาหารที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันทั้งอาหารและภาชนะ เป็นประสบการณ์บนโต๊ะที่เลือกซื้อตามร้านจานชามทั่วไปไม่ได้ง่ายๆ ทำให้ร้านอาหารชื่อดังอยากส่งมอบความพิเศษที่ไม่ซ้ำใครให้ลูกค้าที่มาทาน และความพิเศษไม่ได้มีได้แค่ในโอกาสเปิดร้านใหม่เท่านั้น แต่นำเสนอได้ทุกครั้งที่อยากเปลี่ยนเมนูใหม่ หรือเล่าเรื่องอาหารในประเด็นใหม่ๆ ให้ลูกค้าฟัง 

ไหม-ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล และ หนาม-นล เนตรพรหม

สตูดิโอที่พร้อมเปิดประตูสู่โลกกว้าง 

โลกการทำเซรามิกของละมุนละไมไม่ได้หยุดอยู่แค่ร้านอาหารและสตูดิโอดาดฟ้าย่านศาลาแดง แต่ความกระตือรือร้นที่อยากเรียนรู้ตลอดเวลา ทำให้ไหมและหนามเลือกที่จะปิดสตูดิโอชั่วคราวในบางครั้ง เพื่อออกเดินทางหาแรงบันดาลใจมาคิดค้นคอลเลกชันเซรามิกใหม่ๆ    

ในปี 2016 ทั้งสองได้ไปเยี่ยมอาริตะ เมืองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ดินขาว Porcelain มาทำเซรามิก เมื่อพบว่าอาริตะเป็นแหล่งโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นในการส่งออกดินขาวไปทั่วทั้งประเทศ แต่ยังรักษาจุดเด่นความเป็น Arita Ware ได้เป็นอย่างดี ละมุนละไมจึงประยุกต์เอาเทคนิคมาใช้กับแบรนด์ นั่นคือการผลิตแบบหัตถอุตสาหกรรม ไม่จำเป็นต้องทำมือทั้งหมด แต่ยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้   

ไหม-ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล และ หนาม-นล เนตรพรหม
ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ตัดสินใจไปลองเรียนรู้งานคราฟต์แบบอเมริกันที่ Haystack Mountain School of Crafts โรงเรียนออกแบบที่เก่าแก่เกือบที่สุดของสหรัฐ เป็นสตูดิโออยู่บนเกาะล้อมรอบด้วยป่าสน ซึ่งเปิดรับนักเรียนและศิลปินจากทั่วโลกปีละ 1 ครั้ง ที่นั่นทำให้หนามและไหมค้นพบการต่อยอดและเรียนรู้เทคนิคการทำเซรามิกแบบ Pinching หรือการทำชิ้นงานเซรามิกขนาดใหญ่ที่ไม่ใช้เครื่องมือใดๆ นอกจากมือ

ทุกวันนี้สินค้าของละมุนละไมจึงใช้เทคนิคการทำหลากหลาย มีทั้งคอลเลกชันที่ทำด้วยมือล้วนและขึ้นแบบด้วยมือก่อน จากนั้นค่อยส่งให้โรงงานผลิตเป็นจำนวนมาก แต่ทุกคอลเลกชันล้วนเป็นเซรามิกที่ทำจากแรงบันดาลใจ ตั้งแต่คอลเลกชันแรกๆ ที่เก็บดวงดาวมาไว้ในจานด้วยการทำสีเคลือบให้เหมือนอวกาศ ไปจนถึงคอลเลกชันที่เพิ่งขายไปอย่าง Summer Moon ที่เก็บความสดใสของฤดูร้อนมาเบ่งบานในภาชนะ

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

และการออกเดินทางในปีนี้ก็ทำให้ละมุนละไมได้ไอเดียในการออกแบบเครื่องแขวนตกแต่งผนังห้อง คอลเลกชันล่าสุดในธีม Celebrate Human Touch ที่เน้นเทคนิคการทำเซรามิกแบบใช้มือล้วนๆ ตามที่ได้ลับคมวิชามา เพื่อสื่อสารความสัมพันธ์ระหว่างคนกับดิน 

นอกจากเครื่องแขวนตกแต่งผนังแล้ว ไหมและหนามยังต่อยอดสินค้าและทดลองโครงการใหม่ๆ อีกหลายอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟเซรามิก แท่นตั้งโชว์เครื่องประดับที่เน้นการขับวัสดุเซรามิกและเครื่องประดับให้ส่งเสริมกันและกัน การเล่นลวดลายใหม่ๆ บนเซรามิกด้วยการใช้ผ้าไทลื้อจากภาคเหนือ กระทั่งการจัด Solo Exhibition และเวิร์กช็อปสำหรับมือใหม่ที่สนใจการทำเซรามิกเป็นงานอดิเรก ให้มาฝึกทำในบรรยากาศสบายๆ

การเดินทางของแบรนด์ที่ไม่หยุดนิ่ง 

ด้วยความไม่ยึดติดที่ปลายทางว่าสินค้าต้องเป็นชุดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร แต่ยึดจากวัสดุที่มีคือ เซรามิก เมื่อเล็งเห็นว่ายังมีของใช้ในบ้านอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้บ้านอบอุ่นได้ ละมุนละไมจึงกล้าขยับจากการทำของชิ้นเล็กๆ มาทำของชิ้นใหญ่  

“เราเป็นสตูดิโอออกแบบเซรามิกที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ ลูกค้าบอกความต้องการมา เราเสนอให้ได้” ไหมกล่าวสรุป

เพราะยึดหลักว่า ไม่ว่าไปออกงานที่ไหนจะทำคอลเลกชันใหม่ให้แตกต่างออกไปเหมือนไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ทุกครั้งที่เห็นยังรู้สึกถึงความละมุน ประกอบกับการเป็นเซรามิกที่มีความอ่อนหวานแต่ไม่อ่อนแอ เข้าไมโครเวฟได้ ใช้งานได้จริง ทำให้ลูกค้าทั้งหน้าเก่าและใหม่พร้อมตกหลุมรักซ้ำๆ

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

ท่ามกลางแบรนด์เซรามิกบางส่วนที่ล้มหายตายจากไป เพราะเป็นได้แค่รักแรกพบที่สื่อสารคุณค่านอกเหนือจากความสวยงามไม่ได้ ละมุนละไมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความรักอย่างเดียวกินไม่ได้
        ลำพังความรักในการเป็นศิลปินที่ทำเซรามิกออกมาได้สวยงาม คงทำให้คนที่พบเห็นประทับใจเพียงพบผ่านเท่านั้น แต่ทั้งคู่เป็นศิลปินที่มีศิลปะการขายในโลกธุรกิจ พาตัวเองไปเจอกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ ใส่ใจความต้องการของลูกค้าและประสบการณ์ในการใช้อยู่เสมอ ทำให้พัฒนาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับลูกค้ามาได้นานถึง 7 ปี

หนามกล่าวว่า “มีคนทักเราเยอะว่าคนทำเซรามิกดูเป็นศิลปิน แต่เราไม่ค่อยมองตัวเองว่าทำงานศิลปะ เราคำนึงถึงคนใช้เยอะมาก ถ้ามีคนใช้ เรารู้สึกว่าสิ่งที่ทำมามีความหมาย เซรามิกเป็นสิ่งที่ไม่ย่อยสลาย เมื่อเผา เคลือบสีออกมาแล้ว ก็คงอยู่ไปจนกาลอวสาน รีไซเคิลลำบาก เราเลยอยากให้คนใช้งานได้จริง”
ความสำเร็จของละมุนละไมสะท้อนให้เห็นว่า ความรักที่ดีย่อมมีการเปลี่ยนแปลงและเติบโตตามวันเวลา แม้จะมีวันที่รู้สึกเหนื่อย เบื่อ ท้อ และตั้งคำถามระหว่างออกเดินทางไกลอยู่บ้าง แต่เพราะไม่เคยหยุดหาคำตอบ ทำความเข้าใจ และมองหาโอกาสใหม่ๆ แม้จะเดินทางไกลมามากแล้ว เซรามิกในสตูดิโอจึงยังมีเรื่องราวการเดินทางไกลบทต่อไปรอให้ติดตามชมอยู่เรื่อยๆ

ไม่รู้ว่าคำว่า ‘ละมุน’ ในความหมายของแต่ละคนมีนิยามว่าอย่างไร

แต่ความละมุนที่สัมผัสได้จากเซรามิกในแบบของละมุนละไมในวันนี้ 

คงเป็นการเติมเต็มความอบอุ่นในบ้านที่คงความละมุนตราบนานเท่านานที่มีคนใช้งาน

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

Lesson Learned
ปรัชญาการทำงานจากสตูดิโอเซรามิก

หนามและไหมเล่าให้ฟังว่า การทำเซรามิกเหมือนความสัมพันธ์แบบ Love-Hate Relationship เราทำครึ่งหนึ่ง เตาทำต่อจากเราอีกครึ่งหนึ่ง และมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เยอะ เวลาเอาเซรามิกเข้าเตาเผาเหมือนเล่นเกม Tetris ต้องมีการวางแผนว่า ด้วยเตาขนาดแค่นี้ จะจัดเรียงยังไงให้เผาของที่ขนาดไม่เท่ากัน ออกมาให้ได้พร้อมกัน ถ้าคำนวณไม่ดี เผาแล้วระเบิด บิด ร้าวก็มี คนทำเซรามิกจึงต้องฝึกจัดการจิตใจตัวเองให้พร้อมรับกับความผิดหวังให้ได้ บางวันทำมาแล้วเสีย ท้อ ร้องไห้ก็มี แต่ประสบการณ์จะสอนเราให้เก่งและแข็งแกร่งขึ้นเอง สิ่งสำคัญคือ ถ้าเราเคลือบความใส่ใจลงไปในงานทุกครั้ง ไม่มีวันที่งานที่ไม่ดีจะหลุดออกไปจากสตูดิโอของเรา

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

21 พฤศจิกายน 2565
6 K

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load