‘ละมุน’ ความรู้สึกคล้ายหัวใจพองฟูที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูดได้

แต่เมื่อถามว่าอะไรคือ ‘ความละมุนละไม’ ในงานเซรามิก คนที่ให้คำตอบกับเราได้คงหนีไม่พ้น ไหม-ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล และ หนาม-นล เนตรพรหม เจ้าของแบรนด์เซรามิกชื่อหวานอย่าง ‘ละมุนละไม’ ที่พร้อมละลายหัวใจคนรักเซรามิกทันทีที่พบเห็น 

ไหม-ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล และ หนาม-นล เนตรพรหม

“อยากให้คนใช้รู้สึกละมุน เห็นแล้วรู้สึกอบอุ่น” เป็นเหตุผลที่อดีตสองนักศึกษาภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ต่อยอดงานวิจัยเรื่องดินขาว Porcelain สมัยเรียนเซรามิกเมื่อหลายปีก่อน สู่การปลูกปั้นแบรนด์ของตัวเอง ด้วยการทดลองเคลือบสีบนดินขาวที่นวลอยู่แล้วให้ละมุนขึ้นไปอีก จนเกิดเป็นเซรามิกที่สัมผัสได้ถึงความนวล ทั้งจาก สี สัมผัส และรูปทรง 

จากแบรนด์เล็กๆ ที่เข้าไปนั่งอยู่ในใจและในบ้านของคนรักเครื่องใช้ในบ้านหลายคน 

ไหม-ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล และ หนาม-นล เนตรพรหม
ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

ละมุนละไมเติบโตและมีเส้นทางที่ชัดเจน จากการรับทำเซรามิกแบบ Custom-made ออกแบบคอลเลกชันเฉพาะที่มีเพียงหนึ่งเดียวให้ลูกค้าผู้มาเดินเล่นตามร้านป๊อปอัพเล็กๆ ที่ตลาด สู่การเข้าไปนั่งอยู่ในร้านอาหารชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็นร้าน La Dotta, 80/20, Mandarin Oriental, ศรณ์, Vesper, Starbucks และอีกมากมาย ด้วยการชูจุดเด่นความเป็นเครื่องใช้เซรามิกที่ตอบโจทย์การใช้งานได้จริง แถมในปีนี้ยังมีแผนออกเดินทางไปโชว์ตัวที่โอซาก้า งาน Maison & Object ที่ปารีส ตั้งโชว์ที่ห้างสรรพสินค้าในเครือ Siam Piwat และ ICONSIAM อีกต่างหาก
ในวันที่เราก้าวเท้าเข้ามาเยี่ยมชมสตูดิโอ แทบไม่มีจานชามเหลืออยู่สักใบ เพราะเซรามิกใบเล็กใบน้อยได้แยกย้ายเดินทางไปนั่งอยู่ในบ้านใครต่อใครเรียบร้อยแล้ว จากการออกงานที่บ้านและสวนแฟร์แค่ปีละครั้ง 

อะไรที่ทำให้เซรามิกในสตูดิโอเล็กๆ กล้าหาญปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจ และออกเดินทางในเส้นทางที่เซรามิกจากสตูดิโออื่นอาจไม่เคยลองแวะไป จนได้รับความไว้วางใจจากร้านอาหารชื่อดังและได้เดินทางไกลไปถึงงานแสดงสินค้าระดับโลก

เบื้องหลังความละมุนมีอะไรมากกว่าการออกแบบสีสันสดใสและลวดลายที่อบอุ่นหัวใจ
วันนี้เรามานั่งฟังเรื่องเล่าการเดินทางของละมุนละไมในสตูดิโอเซรามิกที่แสนอบอุ่น บ้านที่ให้กำเนิดเซรามิกเหล่านี้กัน 

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

จุดเริ่มต้นของความละมุนที่มีแค่คุณเป็นเจ้าของ  

เราเริ่มขายของกระจุกกระจิกอย่างป้ายชื่อเซรามิกรูปสัตว์ สร้อย จาน ชามชิ้นเล็กๆ ลูกค้าสั่งทำพิเศษได้ ไม่ว่าจะใส่ชื่อของตัวเอง เลือกสีและลายต่างๆ ได้ตามใจ เพราะเราทำชิ้นต่อชิ้นอยู่แล้ว” ไหมเริ่มเล่าถึงวันที่เริ่มเปลี่ยนความชอบมาเป็นธุรกิจเมื่อหลายปีก่อน  

ลูกค้าหลายคนที่มาซื้อมักมีความต้องการพิเศษ เช่น อยากได้จานลายเฉพาะเป็นของขวัญให้คนรัก อยากได้แก้วรุ่นพิเศษสำหรับคนสำคัญ เมื่อละมุนละไมไม่ได้เป็นสตูดิโอที่ทำงานแบบโรงงาน ผลิตสินค้าแบบเดียวกันเป็นร้อยเป็นพันชิ้น จึงพร้อมออกแบบ ‘คอลเลกชันพิเศษ’ ด้วยความใส่ใจให้ตอบโจทย์ความต้องการของทุกคน โดยไม่ได้คำนึงว่าออร์เดอร์ที่สั่งแต่ละครั้งต้องมีปริมาณมาก   

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

วันเวลาทำให้รูปแบบการเลือกซื้อจานชามแบบ Custom-made ได้รับความนิยมมากขึ้น ไหมและหนามสังเกตจากการได้ไปออกงานว่า จากที่ร้านอาหารนิยมมาซื้อจานแบบเดียว ครั้งละเยอะๆ จากแหล่งค้าส่งใหญ่ๆ คนที่มาเลือกซื้อจานชามเริ่มเปลี่ยนมาเป็น เจ้าของแกลเลอรี่ ผู้คัดสรรเนื้อหาในพิพิธภัณฑ์ สไตลิสต์ ที่มาเลือกซื้อสินค้าที่น่าสนใจไม่กี่ชิ้นไปจัดแสดง หากมีคนสนใจสินค้าเหล่านั้น จึงค่อยติดต่อสตูดิโอเซรามิกเพื่อสั่งผลิตพิเศษเยอะๆ ในแบบของตัวเองอีกที

เมื่อโอกาสเหมาะและพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าตรงกับแก่นของละมุนละไมที่อยากใส่ใจคนใช้ แบรนด์จึงเริ่มขยับจากการขายแค่กลุ่มลูกค้าปลีกมาเป็นร้านอาหารมากขึ้น

ไหม-ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล และ หนาม-นล เนตรพรหม

กระบวนการออกแบบที่ละเมียดเพื่อจานที่ละมุน

หัวใจของการออกแบบ Custom-made ที่ทำให้ร้านอาหารหลายร้านถูกใจละมุนละไม ไม่ใช่เพียงเพราะความนุ่มนวลของเซรามิก แต่เป็นการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานได้จริง เมื่อได้โจทย์จากร้านอาหารมา ไหมและหนามจะเริ่มคิดงานด้วยกระบวนการออกแบบเพื่อแก้ปัญหา หรือ Design Thinking ที่ตั้งคำถามและขุดลึกถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้ ทั้งหาข้อมูลอาหารจากอินเทอร์เน็ต ลองชิมอาหารด้วยตัวเอง พูดคุยกับเชฟเพื่อถอดรหัสว่าแก่นของร้านคืออะไร 

“ตอนแรกเริ่มเราไม่มีความรู้ด้านอาหารเลย ลูกค้าเป็นคนสอนเราว่าอาหารแบบนี้ กินประมาณนี้ ลูกค้ารู้ลึกในเรื่องอาหารดีที่สุด เราเรียนรู้จากลูกค้าอีกที” หนามเล่า

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้
ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

เซรามิกของละมุนละไมจึงสะท้อนความหวานละมุนแบบเข้าอกเข้าใจ ไม่ใช่ความละมุนฉาบหน้าที่ ‘สวยแต่รูป จูบไม่หอม’ ภาชนะทุกใบถูกออกแบบมาอย่างละเมียดให้จับคู่กับอาหารแล้วอยู่ด้วยกันอย่างกลมกล่อม พร้อมเล่าเรื่องอาหารในจานและสะท้อนตัวตนของร้านออกมา มากกว่ายกให้จานชามเด่นเหนืออาหาร  

ไม่ว่าจะเป็น ชามพาสต้าของร้าน La Dotta ที่ออกแบบมาให้เส้นพาสต้าที่เป็นพระเอกอยู่ตรงกลาง 

ลักษณะจานมีปีกแต่ไม่แผ่กว้างเกินไป ทรงบานออกให้ใส่อาหารอย่างอื่นได้ และสูงพอที่เชฟโอบถือขึ้นมาได้ แต่ไม่สูงเกินไป เพราะเวลาลูกค้านั่งที่โต๊ะจะได้อยู่ในระดับพอดี

หรือภาชนะ 10 ใบสำหรับร้านอาหาร Fine Dining อย่าง 80/20 ที่ออกแบบมาให้แต่ละใบไม่เหมือนกันเลย เหมาะสำหรับเอกลักษณ์ของอาหารที่แตกต่างกันในหนึ่งคอร์ส

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

เราไม่ได้คิดว่าต้องออกแบบแค่จานหรือชาม แต่ตั้งโจทย์ไว้ว่าเราจะออกแบบภาชนะ” 

สิ่งที่ละมุนละไมออกแบบให้ร้านอาหารจึงมีนิยามกว้างว่าเป็น Tableware หรือชุดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ซึ่งหมายถึงทุกอย่างบนโต๊ะ ตั้งแต่แจกัน เหยือก จานเสิร์ฟ ชาม แก้ว ที่ใส่ช้อนส้อม ที่วางตะเกียบ ช้อนซุป 

ในบางครั้งหากเจาะลึกความต้องการของลูกค้าจะพบว่าไม่จำเป็นต้องออกแบบทรงภาชนะใหม่ แค่มีลวดลายไม่เหมือนใคร เล่าเรื่องราวของร้านและตอบโจทย์การใช้งานได้ก็พอ ละมุนละไมจะออกแบบเพียงแค่ลวดลายสำหรับนำไปเพ้นต์บนเซรามิกต่อไปเท่านั้น 

เซรามิกที่ไม่มีหน้าร้านและโชว์รูมของตัวเอง

  ไม่ใช่แค่ต้องตอบโจทย์ความต้องการของเชฟเท่านั้น แต่ภาชนะที่ออกแบบมาจะต้องถูกใจฝ่ายการตลาด และเจ้าของร้าน รวมทั้งมีความกลมกลืนกับแบรนด์และการตกแต่งภายในร้านด้วย 

เมื่อมีเทรนด์ Cafe Hopping ที่คนนิยมถ่ายรูปอาหารลงโซเชียล ทำให้ร้านอาหารอยากเตรียมมุมถ่ายรูปให้คนเก็บภาพประทับใจ

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้
ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

ไหมและหนามจึงศึกษาไปถึงขนาดโต๊ะ ว่าจะออกแบบอย่างไรให้จัดวางภาชนะได้พอดี ไม่เบียดเกินไป ถ่ายรูปแล้วสวย และยังต้องคงความละมุนละไมในแบบของแบรนด์ หากชามเป็นสีน้ำเงินที่ให้ความรู้สึกแน่นหนัก จะมีการเล่นดีเทลใช้ลายเส้นและเล่นสี ด้วยการใช้สีเหลืองทับน้ำเงิน สีน้ำเงินทับเขียวให้เกิดความนุ่มนวลขึ้นมา 

การคิดแบบองค์รวมที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและความสวยงาม ผสมผสานกลายเป็นเซรามิกที่มีความละมุนแบบพอดี แม้ไม่มีโชว์รูมจัดแสดงสินค้า แต่เมื่อลูกค้าได้ลองทานอาหารที่ร้านมักจะถูกใจในความละมุนของภาชนะไปด้วย จนเกิดการบอกต่อปากต่อปาก ทำให้แบรนด์ได้ลูกค้าเพิ่มจากคนที่ได้ลองใช้จริง

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

“ร้านอาหารและห้างเป็นเหมือนโชว์รูมของเรา เราไม่มีหน้าร้าน แต่อาศัยให้คนได้ประสบการณ์จริงจากการใช้ เวลาออกงานที่ไหน เราจะมีการจัดวางให้เห็นภาพว่าเอาไปใช้ได้ยังไง” ไหมเล่า

กล่าวได้ว่าละมุนละไมเป็นสตูดิโอที่ไม่ได้ออกแบบแค่เซรามิก แต่ออกแบบไปถึงประสบการณ์การใช้ แม้ร้านอาหารจะเลือกซื้อจานชามจากร้านค้าส่งที่มีขายทั่วไปได้
แต่ความรู้สึกพิเศษของมื้ออาหารที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันทั้งอาหารและภาชนะ เป็นประสบการณ์บนโต๊ะที่เลือกซื้อตามร้านจานชามทั่วไปไม่ได้ง่ายๆ ทำให้ร้านอาหารชื่อดังอยากส่งมอบความพิเศษที่ไม่ซ้ำใครให้ลูกค้าที่มาทาน และความพิเศษไม่ได้มีได้แค่ในโอกาสเปิดร้านใหม่เท่านั้น แต่นำเสนอได้ทุกครั้งที่อยากเปลี่ยนเมนูใหม่ หรือเล่าเรื่องอาหารในประเด็นใหม่ๆ ให้ลูกค้าฟัง 

ไหม-ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล และ หนาม-นล เนตรพรหม

สตูดิโอที่พร้อมเปิดประตูสู่โลกกว้าง 

โลกการทำเซรามิกของละมุนละไมไม่ได้หยุดอยู่แค่ร้านอาหารและสตูดิโอดาดฟ้าย่านศาลาแดง แต่ความกระตือรือร้นที่อยากเรียนรู้ตลอดเวลา ทำให้ไหมและหนามเลือกที่จะปิดสตูดิโอชั่วคราวในบางครั้ง เพื่อออกเดินทางหาแรงบันดาลใจมาคิดค้นคอลเลกชันเซรามิกใหม่ๆ    

ในปี 2016 ทั้งสองได้ไปเยี่ยมอาริตะ เมืองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ดินขาว Porcelain มาทำเซรามิก เมื่อพบว่าอาริตะเป็นแหล่งโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นในการส่งออกดินขาวไปทั่วทั้งประเทศ แต่ยังรักษาจุดเด่นความเป็น Arita Ware ได้เป็นอย่างดี ละมุนละไมจึงประยุกต์เอาเทคนิคมาใช้กับแบรนด์ นั่นคือการผลิตแบบหัตถอุตสาหกรรม ไม่จำเป็นต้องทำมือทั้งหมด แต่ยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้   

ไหม-ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล และ หนาม-นล เนตรพรหม
ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ตัดสินใจไปลองเรียนรู้งานคราฟต์แบบอเมริกันที่ Haystack Mountain School of Crafts โรงเรียนออกแบบที่เก่าแก่เกือบที่สุดของสหรัฐ เป็นสตูดิโออยู่บนเกาะล้อมรอบด้วยป่าสน ซึ่งเปิดรับนักเรียนและศิลปินจากทั่วโลกปีละ 1 ครั้ง ที่นั่นทำให้หนามและไหมค้นพบการต่อยอดและเรียนรู้เทคนิคการทำเซรามิกแบบ Pinching หรือการทำชิ้นงานเซรามิกขนาดใหญ่ที่ไม่ใช้เครื่องมือใดๆ นอกจากมือ

ทุกวันนี้สินค้าของละมุนละไมจึงใช้เทคนิคการทำหลากหลาย มีทั้งคอลเลกชันที่ทำด้วยมือล้วนและขึ้นแบบด้วยมือก่อน จากนั้นค่อยส่งให้โรงงานผลิตเป็นจำนวนมาก แต่ทุกคอลเลกชันล้วนเป็นเซรามิกที่ทำจากแรงบันดาลใจ ตั้งแต่คอลเลกชันแรกๆ ที่เก็บดวงดาวมาไว้ในจานด้วยการทำสีเคลือบให้เหมือนอวกาศ ไปจนถึงคอลเลกชันที่เพิ่งขายไปอย่าง Summer Moon ที่เก็บความสดใสของฤดูร้อนมาเบ่งบานในภาชนะ

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

และการออกเดินทางในปีนี้ก็ทำให้ละมุนละไมได้ไอเดียในการออกแบบเครื่องแขวนตกแต่งผนังห้อง คอลเลกชันล่าสุดในธีม Celebrate Human Touch ที่เน้นเทคนิคการทำเซรามิกแบบใช้มือล้วนๆ ตามที่ได้ลับคมวิชามา เพื่อสื่อสารความสัมพันธ์ระหว่างคนกับดิน 

นอกจากเครื่องแขวนตกแต่งผนังแล้ว ไหมและหนามยังต่อยอดสินค้าและทดลองโครงการใหม่ๆ อีกหลายอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟเซรามิก แท่นตั้งโชว์เครื่องประดับที่เน้นการขับวัสดุเซรามิกและเครื่องประดับให้ส่งเสริมกันและกัน การเล่นลวดลายใหม่ๆ บนเซรามิกด้วยการใช้ผ้าไทลื้อจากภาคเหนือ กระทั่งการจัด Solo Exhibition และเวิร์กช็อปสำหรับมือใหม่ที่สนใจการทำเซรามิกเป็นงานอดิเรก ให้มาฝึกทำในบรรยากาศสบายๆ

การเดินทางของแบรนด์ที่ไม่หยุดนิ่ง 

ด้วยความไม่ยึดติดที่ปลายทางว่าสินค้าต้องเป็นชุดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร แต่ยึดจากวัสดุที่มีคือ เซรามิก เมื่อเล็งเห็นว่ายังมีของใช้ในบ้านอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้บ้านอบอุ่นได้ ละมุนละไมจึงกล้าขยับจากการทำของชิ้นเล็กๆ มาทำของชิ้นใหญ่  

“เราเป็นสตูดิโอออกแบบเซรามิกที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ ลูกค้าบอกความต้องการมา เราเสนอให้ได้” ไหมกล่าวสรุป

เพราะยึดหลักว่า ไม่ว่าไปออกงานที่ไหนจะทำคอลเลกชันใหม่ให้แตกต่างออกไปเหมือนไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ทุกครั้งที่เห็นยังรู้สึกถึงความละมุน ประกอบกับการเป็นเซรามิกที่มีความอ่อนหวานแต่ไม่อ่อนแอ เข้าไมโครเวฟได้ ใช้งานได้จริง ทำให้ลูกค้าทั้งหน้าเก่าและใหม่พร้อมตกหลุมรักซ้ำๆ

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

ท่ามกลางแบรนด์เซรามิกบางส่วนที่ล้มหายตายจากไป เพราะเป็นได้แค่รักแรกพบที่สื่อสารคุณค่านอกเหนือจากความสวยงามไม่ได้ ละมุนละไมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความรักอย่างเดียวกินไม่ได้
        ลำพังความรักในการเป็นศิลปินที่ทำเซรามิกออกมาได้สวยงาม คงทำให้คนที่พบเห็นประทับใจเพียงพบผ่านเท่านั้น แต่ทั้งคู่เป็นศิลปินที่มีศิลปะการขายในโลกธุรกิจ พาตัวเองไปเจอกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ ใส่ใจความต้องการของลูกค้าและประสบการณ์ในการใช้อยู่เสมอ ทำให้พัฒนาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับลูกค้ามาได้นานถึง 7 ปี

หนามกล่าวว่า “มีคนทักเราเยอะว่าคนทำเซรามิกดูเป็นศิลปิน แต่เราไม่ค่อยมองตัวเองว่าทำงานศิลปะ เราคำนึงถึงคนใช้เยอะมาก ถ้ามีคนใช้ เรารู้สึกว่าสิ่งที่ทำมามีความหมาย เซรามิกเป็นสิ่งที่ไม่ย่อยสลาย เมื่อเผา เคลือบสีออกมาแล้ว ก็คงอยู่ไปจนกาลอวสาน รีไซเคิลลำบาก เราเลยอยากให้คนใช้งานได้จริง”
ความสำเร็จของละมุนละไมสะท้อนให้เห็นว่า ความรักที่ดีย่อมมีการเปลี่ยนแปลงและเติบโตตามวันเวลา แม้จะมีวันที่รู้สึกเหนื่อย เบื่อ ท้อ และตั้งคำถามระหว่างออกเดินทางไกลอยู่บ้าง แต่เพราะไม่เคยหยุดหาคำตอบ ทำความเข้าใจ และมองหาโอกาสใหม่ๆ แม้จะเดินทางไกลมามากแล้ว เซรามิกในสตูดิโอจึงยังมีเรื่องราวการเดินทางไกลบทต่อไปรอให้ติดตามชมอยู่เรื่อยๆ

ไม่รู้ว่าคำว่า ‘ละมุน’ ในความหมายของแต่ละคนมีนิยามว่าอย่างไร

แต่ความละมุนที่สัมผัสได้จากเซรามิกในแบบของละมุนละไมในวันนี้ 

คงเป็นการเติมเต็มความอบอุ่นในบ้านที่คงความละมุนตราบนานเท่านานที่มีคนใช้งาน

ละมุนละไม สตูดิโอให้บริการออกแบบภาชนะที่ออกแบบตั้งแต่จานชามยันประสบการณ์การใช้

Lesson Learned
ปรัชญาการทำงานจากสตูดิโอเซรามิก

หนามและไหมเล่าให้ฟังว่า การทำเซรามิกเหมือนความสัมพันธ์แบบ Love-Hate Relationship เราทำครึ่งหนึ่ง เตาทำต่อจากเราอีกครึ่งหนึ่ง และมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เยอะ เวลาเอาเซรามิกเข้าเตาเผาเหมือนเล่นเกม Tetris ต้องมีการวางแผนว่า ด้วยเตาขนาดแค่นี้ จะจัดเรียงยังไงให้เผาของที่ขนาดไม่เท่ากัน ออกมาให้ได้พร้อมกัน ถ้าคำนวณไม่ดี เผาแล้วระเบิด บิด ร้าวก็มี คนทำเซรามิกจึงต้องฝึกจัดการจิตใจตัวเองให้พร้อมรับกับความผิดหวังให้ได้ บางวันทำมาแล้วเสีย ท้อ ร้องไห้ก็มี แต่ประสบการณ์จะสอนเราให้เก่งและแข็งแกร่งขึ้นเอง สิ่งสำคัญคือ ถ้าเราเคลือบความใส่ใจลงไปในงานทุกครั้ง ไม่มีวันที่งานที่ไม่ดีจะหลุดออกไปจากสตูดิโอของเรา

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“ทำไมกวาดบ้านมาตั้งนาน บ้านยังไม่สะอาดอีกนะ แถมบางทียังสกปรกขึ้นอีก”

นี่คงเป็นความในใจของใครหลายๆ คนเมื่อต้องหยิบไม้กวาดในบ้านที่ใช้ได้ไม่นาน ดอกหญ้าก็หลุดร่วงจนแทบจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน

Sweepy คือแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยเริ่มต้นจากการตั้งใจผลิตไม้กวาดที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ ให้คุณทำความสะอาดได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น มีอายุการใช้งานนานนับปี และมีเป้าหมายสุดท้ายคืออยากเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

แบรนด์นี้เกิดจากการร่วมมือกันของสามพี่น้อง 

ตูน-นนทัช ขันธรูป พี่ใหญ่ผู้ริเริ่มแบรนด์ ดูแลด้านการออกแบบและการตลาด โดยมีอีกหน้ากากหนึ่งเป็นสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบร้านที่เราคุ้นเคยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Peace Oriental Teahouse, Khao, และ Honeyful Cafe 

แตม-อธิษฐ์ ขันธรูป น้องชายคนรองผู้ดูแลด้านการโฆษณา

และ เติม-โตมา ขันธรูป น้องชายคนเล็กที่รับผิดชอบด้านสื่อออนไลน์ การวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

ในตอนแรก ตูนก็คล้ายกับใครหลายๆ คนที่อยากลองทำธุรกิจค้าขาย หลายคนหาไอเดียจาก Pain Point ของตัวเอง บางคนก็เริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัว แต่ Sweepy กลับมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ ‘วัด’

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ‘วัด’ นั่นแหละ ในช่วงที่ตูนกำลังบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณนักออกแบบผู้หลงใหลในงานคราฟต์ ทำให้เขาได้เห็นและเรียนรู้วิชาการทำไม้กวาดจากคุณลุงคนหนึ่ง แต่ใครจะไปรู้ว่าวิชานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของเขาในอนาคต อย่างธุรกิจผลิตอุปกรณ์สามัญประจำบ้านที่เรียกว่า ‘ไม้กวาด’

ปัญหาหลุดลุ่ย

“ปัญหาหลักคือดอกหญ้าหลุด ผมเลยศึกษาว่าทำไมมันถึงหลุด ทำไมไม้กวาดถึงใช้ได้แค่สามเดือนแล้วก็พัง เลยมาลองดูว่าเราจะทำไม้กวาดที่ดีกว่านี้ได้ไหม” ตูนเล่าถึง Pain Point ซึ่งพบเจอในไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อกันได้ทั่วไป แต่ชาติเสือก็ต้องไว้ลาย เมื่อเป็นสถาปนิกทั้งที จะพัฒนาแค่ฟังก์ชันการใช้งานก็กระไรอยู่ ดังนั้น สำหรับตูนแล้ว ด้านความสวยงามก็ต้องปรับให้ดูดีขึ้นด้วย

“สำหรับดีไซน์ปกติที่เราเห็น ถ้าสมมติเราเห็นไม้กวาดอยู่กลางบ้าน สิ่งแรกที่เราจะคิดคือ เอ๊ะ ไม้กวาดมาทำอะไรตรงนี้ มันดูผิดที่ผิดทาง และเราจะหงุดหงิด” 

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

เติมกล่าวเสริมขึ้นมาถึงอีกหนึ่งปัญหาที่แอบแฝงอยู่ในใจหลายๆ คนเกี่ยวกับไม้กวาด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมไม้กวาดของ Sweepy จึงมีดีไซน์สวยเรียบ เข้าได้กับทุกมุมของบ้าน

ถึงแม้ตูนมองเห็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญกับการใช้ไม้กวาด และศักยภาพในการต่อยอดเป็นธุรกิจแล้ว การเริ่มต้นนั้นกลับไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาติดต่อ Supplier เพื่อค้นหาวัสดุที่เหมาะสมและบริหารจัดการต้นทุน เพื่อพิสูจน์ว่ามันเกิดขึ้นได้จริงก่อนก้าวเดินต่อไป

งานฝีมือ

ไม้กวาดอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นกันจนคุ้นตา จนนึกไม่ออกว่ามันจะเปลี่ยนไปจากเดิมได้อย่างไร 

สำหรับริษัทการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากการใส่ใจในรายละเอียดและพัฒนาให้ดีขึ้น 

“ผมลองศึกษาดูว่าไม้กวาดปกติประกอบยังไง คุณภาพของดอกหญ้าเป็นแบบไหน เขาคัดยังไง แล้วก็นำสิ่งที่ลุงเคยสอนผมมาปรับใช้ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ได้นะ น่าจะปรับตรงนี้ได้ โดยทุกวัสดุที่เราใช้ คือทำเพื่อให้ฟังก์ชันมันดีขึ้น แข็งแรงขึ้น”

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ดอกหญ้าเรียกได้ว่าเป็นพระเอกหลักสำหรับไม้กวาด ทว่าดอกหญ้าทั่วๆ ไปมักมาพร้อมผงฝุ่น และส่วนที่แข็งหักง่ายติดมาด้วย ทำให้บางครั้งเวลาใช้งาน พื้นบ้านกลับสกปรกกว่าเดิม 

การคัดดอกหญ้าในการทำไม้กวาดของ Sweepy คือสัดส่วน 50 – 50 ครึ่งหนึ่งใช้ได้ อีกครึ่งหนึ่งคัดออก

“เราเลือกแต่ดอกหญ้าที่มีมาตรฐานเกรด A เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหานี้เวลากวาดบ้าน ให้ตอนใช้งานจริงๆ คนเขารู้สึกดีและสะอาด” 

นอกจากวัสดุที่ใช้แล้ว เพื่อให้ได้ไม้กวาดที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนการประกอบไม้กวาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน 

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

“การประกอบไม้กวาดคือเราต้องดูว่าดอกหญ้าที่เราเลือก ไม่ใช่แค่เลือกแล้วเอามาประกอบยังไงก็ได้ มันมีขั้นตอนในการประกอบ อย่างเช่นการผูกช่อ การเรียงไม้กวาด หรือการที่เราเย็บอย่างแน่นหนา ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญเหมือนกัน ข้ามขั้นตอนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ” 

ขั้นตอนในการทำไม้กวาด จึงไม่ใช่การที่คนคนหนึ่งทำหลายๆ อย่างเพื่อประหยัดแรงงานให้คุ้มที่สุด แต่เป็นการทำงานเป็นทีม ใครเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้น เช่น คนทุบดอกหญ้าจะทุบดอกหญ้าอย่างเดียว คนดูแลเรื่องไม้ก็จะดูเรื่องไม้อย่างเดียว

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อใช้วัสดุคุณภาพดี มีขั้นตอนการประกอบที่ถูกต้อง อีกสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ คือการออกแบบที่เข้าใจคนใช้งาน โดยปกติ ไม้กวาดมีลักษณะเป็นไม้ตรงๆ และมีดอกหญ้าแยกออกมาเป็น 2 แฉก แต่ไม้กวาด มีดีไซน์แปลกตากว่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือความแปลกใหม่ แต่เป็นดีไซน์ที่ตั้งใจออกแบบมาให้ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาอาการปวดหลังเวลากวาดบ้าน 

“เราอยากให้ไม้กวาดน้ำหนักเบา ความยาวพอดี และเป็นทรงแบบไม้ฮอกกี้ ให้มีองศาที่กวาดได้กว้างขึ้น ทำให้ไม่ต้องก้มหรือบิดตัวเยอะเวลากวาดใต้เตียงหรือโซฟาลึกๆ ส่งผลให้ใช้เวลาในการกวาดน้อยลง ปวดหลังน้อยลง และรู้สึกดีขึ้นเวลาทำความสะอาดบ้าน”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

สานคุณค่า

ไม้กวาดเป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่เรียกได้ว่าต้องมีประจำทุกบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม้กวาดที่เราเห็นทำจากพลาสติก และขาดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในส่วนนี้ไป แบรนด์จึงตั้งใจแฝงสิ่งนี้เข้าไปในการออกแบบสินค้าของพวกเขา ด้วยไม้และดอกหญ้าที่หาได้ในท้องถิ่น วิธีการผูกช่อ การทำความสะอาด ไม่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทำด้วยมือตามภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว

“เราเห็นไม้กวาดมาตั้งแต่เด็ก เราอยู่กับมันมานานจนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อบ้าน เลยรู้สึกว่าจริงๆ ไม้กวาดควรจะมีคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย แต่ก็ยังอยากให้มีความทันสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพราะอยากเห็นสิ่งแวดล้อมกับโลกที่สะอาดและน่าอยู่ขึ้น Sweepy จึงมีคอนเซปต์หลักเป็นความมินิมอลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพยายามลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหากจำเป็นต้องใช้พลาสติก ก็จะนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้แทน

นอกจากไม้กวาดดอกหญ้าแล้ว ยังมีอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น ไม้กวาดหยากไย่ ไม้กวาดเสี้ยนตาล ตะกร้าจากแอฟริกา และสินค้าประจำฤดู เช่น ร่มในฤดูฝน ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้คอนเซปต์ตั้งต้นเช่นกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

การสื่อสารของไม้กวาด

หลังจากใช้เวลาออกแบบสินค้าและแบรนด์เกือบ 2 ปี เมื่อเลือกใช้วัสดุที่ดีพร้อมกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันมาก ต้นทุนในการผลิตก็ย่อมสูงขึ้น ราคาขายจึงสูงขึ้นตามไปด้วย 

เมื่อเริ่มวางขายด้วยราคาที่แพงกว่าไม้กวาดทั่วไป ปัญหาที่แบรนด์ต้องเผชิญต่อมา คือการที่ผู้บริโภคไม่เข้าใจในตัวสินค้า

ทำไมราคาแพงจึงเป็นคำถามสำคัญ

“ปกติเขาจะใช้ไม้กวาดราคาประมาณแปดสิบถึงหนึ่งร้อยบาท แล้วก็เปลี่ยนทุกๆ สามถึงสี่เดือน ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะสงสัยในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ทำไมมันแพงจัง แพงเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำคือให้เขาลองใช้จริงก่อน โดยมี Tester ให้เขาได้ลองว่ามันใช้งานได้ดีจริงๆ มันลดเวลากวาดบ้านได้จริงๆ และอายุการใช้งานก็นานจริงๆ”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภค การสื่อสารและตลาดจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ

“ในการทำการตลาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสื่อสารที่ชัดเจนและให้ข้อมูลกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจสินค้าของเราจริงๆ ทุกคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้จากความต้องการของแต่ละคน และพยายามปรับการสื่อสารของเราให้เข้ากับเขาได้มากที่สุด”

เมื่อสื่อสารชัดเจน โฆษณาอย่างทั่วถึง ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพและเรื่องราว ทำให้สินค้านั้นขายได้ด้วยตัวมันเอง ณ วันนี้ หลายคนเข้าใจในสินค้าของพวกเขามากยิ่งขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และทั้งสามก็ยังควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากการสื่อสารกับลูกค้า การสื่อสารกับคนในทีมก็สำคัญไม่แพ้กัน พวกเขาเลือกใช้โรงงานของตัวเองในการผลิตไม้กวาดและสินค้าต่างๆ แทนที่จะจ้างผลิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญสอนพนักงานในการผลิตแต่ละขั้นตอน 

เติมบอกว่า ส่วนนี้ต้องมีความยืดหยุ่น ต้องคอยควบคุมอย่างใจเย็น เพื่อปรับทัศนคติและสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

“เราพยายามจะเป็นผู้นำที่ให้กำลังใจ ฟังทีมของเราว่าเผชิญปัญหาอะไรบ้าง เขาต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า ผมคิดว่าการฟังสำคัญมาก เราต้องฟังทุกคนตั้งแต่ลูกค้า มาจนถึงทีมตัวเอง”

แก่นไม้กวาด

ตลอดการสนทนา ทำให้เรารู้ว่าแม้สินค้าจะมีอยู่ทั่วไปและเป็นที่ต้องการอยู่แล้วในตลาด แต่เมื่อต้องการพัฒนาออกมาให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย 

“มันยากบ่อยกว่าที่มันง่าย” ตูนว่าอย่างนั้น “ทุกวันเราต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง สำหรับผม การทำธุรกิจจึงต้องมีแพสชันและเป้าหมายที่ชัดเจน ในไตรมาสนี้ ในเดือนนี้ ในวันนี้ มีอะไรบ้าง แล้วเราจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นในทีมเข้าใจได้อย่างไร

“ความท้าทายอีกอย่างคือ การหากลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนในช่วงแรก การสื่อสาร และรักษาลูกค้าที่อยากซื้อต่อไป เนื่องจากสินค้าของเรามีอายุการใช้งานนาน” เติมเสริม

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

บ่อยครั้งที่เราได้ยินว่าแพสชันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ Sweepy ทำอย่างไรให้ความหลงใหลนั้นอยู่ในหัวใจของทุกคนในทีม

“สิ่งแรกที่ต้องมองเห็นคือธรรมชาติของคน ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนสไตล์เป็นยังไง ถ้ามีความสำเร็จอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็พยายามให้สิ่งตอบแทนหรือเลี้ยงฉลองกัน ส่วนแพสชัน ผมว่าเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ แต่เราต้องเป็นผู้นำให้เขาเห็นว่ามันดียังไง ให้มันเดินหน้าไปด้วยกัน”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทั้งสามคนจึงใช้วิธีทำคอนเทนต์และสื่อต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้า โดยเน้นไปที่การสื่อสารว่าลูกค้าจะได้รับอะไรจากสินค้าของพวกเขา 

“เราอยากให้คนที่ไม่ชอบการทำความสะอาด คนที่รู้สึกว่าการทำความสะอาดยากและน่าเบื่อ หันมาสนใจว่าการทำความสะอาดมันมีผลต่อจิตใจคนจริงๆ พอบ้านคุณสะอาด สมองของคุณก็จะโปร่ง ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น และทำให้ชีวิตดีขึ้น”

ในอนาคต ทั้งสามยังคงมุ่งมั่นที่จะปลุกปั้น Sweepy ให้เป็นบริษัทที่ครอบคลุมในเรื่องการทำความสะอาด โดยจะมีสินค้าที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น 

และกระซิบบอกตรงนี้เลยว่า รอดูผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคต ไม่แน่ เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์หรือเครื่องดูดฝุ่นแบบใหม่จากแบรนด์นี้ ซึ่งเติมยอมรับว่าก็มีแอบคิดไว้เหมือนกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

Lesson Learned

  1. ต้องมีแพสชันเพื่อก้าวข้ามความท้อแท้และความยากของการทำธุรกิจ และอย่าลืมหาวิธีแบ่งปันแพสชันนี้ให้คนในทีมเห็นภาพตรงกัน
  2. หาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพราะความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไม่ว่าใครก็ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้
  3. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน กล้าและไม่กลัวการลองลงมือทำ
  4. ฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีและจริงใจ

Facebook : Sweepy by SAJ

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load