ด้วยความที่พี่หนามและไหมเป็นทั้งศิลปินและผู้ประกอบการ ทำให้หลายปีที่ผ่านมา พวกเรายุ่งอยู่กับการปลูกปั้น ‘ละมุนละไม’ แบรนด์เซรามิกเล็กๆ ของเรามาตลอด เรามีลูกค้ามากขึ้น ได้ทำโปรเจกต์ร่วมกับคนมากมายหลายแวดวง สนุก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป ขั้นตอนการทำงานต่างๆ เริ่มซ้ำไปมาเป็นแพตเทิร์น จนเราเริ่มรู้สึกถูกจำกัดกรอบในการสร้างสรรค์งานเซรามิก 

เราห่างหายจากการทำโปรเจกต์พิเศษนอกสตูดิโอมานาน ครั้งล่าสุดคือตอนไปลองใช้ชีวิตเป็นศิลปินในพำนัก (Artist In Residency) ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2016 โครงการศิลปินในพำนักคือโครงการให้ทุนแก่ศิลปิน เพื่อไปใช้ชีวิตและทำงานเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก

หนึ่งเดือนกว่าของการเป็นศิลปินเซรามิกที่ประเทศญี่ปุ่นของพี่หนามและไหม พวกเรารู้สึกดีมาก เพราะได้ขยายมุมมองและศักยภาพของตัวเอง มองเห็นความเป็นไปได้ในการทำงานเซรามิก จากรูปแบบและภูมิปัญญาที่แตกต่างออกไป ได้ลองทำงานในสภาพแวดล้อมและบริบทที่ไม่คุ้นเคย แม้แต่วัตถุดิบคู่ใจอย่าง ‘ดิน’ ก็เป็นคนละแบบกับที่ใช้ประจำในสตูดิโอที่ประเทศไทย

น่าจะถึงเวลาไปใช้ชีวิตแบบศิลปินเต็มตัวด้วยการเป็นศิลปินในพำนักอีกครั้ง แล้วถ้าครั้งนี้เราไม่ไปประเทศญี่ปุ่น มีที่ไหนที่เราจะไปได้อีกบ้าง ตอนแรกเรามองๆ ประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษไว้ แต่ด้วยความที่ยุโรปเน้นสนับสนุนการเป็นศิลปินของพลเมือง เขาจึงเลือกให้ทุนกับศิลปินชาวยุโรปก่อนเป็นส่วนใหญ่ 

สุดท้ายเราค้นข้อมูลจนไปเจอโปรแกรมศิลปินในพำนักที่สหรัฐอเมริกา เฮ้ย! ตกใจและดีใจเพราะคาดไม่ถึง โปรแกรมนี้เปิดให้ศิลปินต่างชาติไปเข้าร่วมได้ ด้วยระยะเวลาที่เรามองหาพอดี คือประมาณหนึ่งเดือน ความน่ารักคือในเว็บไซต์ระบุไว้ชัดเจนว่าเปิดรับทุกชนชาติ ทุกสีผิว และทุกเพศ

เราจะไปตามหาความหมายของอเมริกันคราฟต์ (American Craft) ที่ Haystack Mountain School of Crafts โรงเรียนสอนศิลปะบนเกาะกลางทะเล ที่เมน (Maine) รัฐแห่งป่าสนทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกากัน

เมื่อ 2 ศิลปินเซรามิกไทยไปเป็น Artist in Residency ที่ รร. คราฟต์บนเกาะกลางทะเลสหรัฐอเมริกา

01 Haystack Mountain School of Crafts

ทะเลแอตแลนติก ป่าสน งานคราฟต์แบบอเมริกัน

เมนเป็นรัฐตากอากาศที่คนอเมริกานิยมมาพักผ่อน ให้อารมณ์เมืองเกษียณอายุที่คนจะอยู่กันแบบช้าๆ สบายๆ เพราะมีทั้งภูเขาให้ไฮกิ้ง ป่าให้แคมปิ้งและมหาสมุทรให้ฟิชชิ่ง พื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกาบริเวณนี้ เต็มไปด้วยเกาะแก่งมากมาย รวมถึงเกาะเล็กๆ ชื่อซันไชน์ (Shunshine) จุดหมายปลายทางของเรา

เมื่อ 2 ศิลปินเซรามิกไทยไปเป็น Artist in Residency ที่ รร. คราฟต์บนเกาะกลางทะเลสหรัฐอเมริกา
เมื่อ 2 ศิลปินเซรามิกไทยไปเป็น Artist in Residency ที่ รร. คราฟต์บนเกาะกลางทะเลสหรัฐอเมริกา

นอกจากโรงเรียนสอนศิลปะของเรา บนเกาะซันไชน์ยังมีหมู่บ้านของคนทำงานคราฟต์หลากหลายรูปแบบตั้งอยู่ด้วย เนื่องจากเราเคยไปเป็นศิลปินในพำนักที่ประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว เลยพอจะมองเห็นความแตกต่างของวัฒนธรรมการทำงานคราฟต์แบบญี่ปุ่น ที่เน้นการทำงานร่วมกัน ส่งเสริมอาชีพให้ชุมชน และได้รับการส่งเสริมโดยรัฐบาล 

ในขณะที่การทำงานคราฟต์แบบอเมริกันจะมีความเป็นปัจเจกสูงกว่ามาก แม้จะมีการรวมตัวกันของศิลปิน เปิดเป็นแกลเลอรี่เล็กๆ แต่ทุกอย่างดำเนินไปภายใต้ความเป็นปัจเจกชน และศิลปินบนเกาะซันไชน์ส่วนใหญ่ก็ทำงานคราฟต์เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตมากกว่า อธิบายให้เห็นภาพคือชีวิตดีอยู่แล้ว มีเงินมากพอที่จะซื้อบ้านหลังที่สองสำหรับทำงานคราฟต์บนเกาะแห่งนี้

เมื่อ 2 ศิลปินเซรามิกไทยไปเป็น Artist in Residency ที่ รร. คราฟต์บนเกาะกลางทะเลสหรัฐอเมริกา
เมื่อ 2 ศิลปินเซรามิกไทยไปเป็น Artist in Residency ที่ รร. คราฟต์บนเกาะกลางทะเลสหรัฐอเมริกา

เพราะเกาะซันไชน์เป็นพื้นที่ที่แทบจะอยู่เหนือสุดทางฝั่งตะวันออกสุดของประเทศ ทำให้มีสภาพอากาศหนาวเย็น แต่ละปีมีแค่ 6 เดือนช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้นที่คนนิยมมาพักอาศัยที่นี่ ศิลปินต่างๆ ก็เช่นกัน เขาจะมีบ้านอีกหลังที่รัฐอื่นสำหรับอาศัยช่วงฤดูหนาว แม้แต่ Haystack Mountain School of Crafts ก็เปิดทำการสำหรับนักเรียนแค่เดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน หลังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องย้ายข้าวของไปทำงานบนเมนแลนด์ที่อบอุ่นกว่า

พวกเราเลือกบินจากกรุงเทพฯ มาลงที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ (Boston, Massachusetts) เพราะราคาตั๋วเครื่องบินถูกว่ามาก พี่หนามมีเพื่อนเรียนอยู่ที่นั่นด้วย เลยถือว่าแวะเยี่ยมเยียนเพื่อนไปในตัว วันต่อมาเรานั่งรถบัสประมาณ 3 ชั่วโมง ไปถึงสนามบินของรัฐเมน รถตู้ของโรงเรียนมารับและนั่งต่อไปยังโรงเรียนบนเกาะซันไชน์อีกชั่วโมงกว่าๆ มากกว่าครึ่งของเกาะเป็นป่าสน ทั้งเงียบสงบ ห่างไกล พีกที่สุดคือไม่มีสัญญาณโทรศัพท์!

เพื่อนหลายคนเห็นเรายังโพสต์เฟซบุ๊กอยู่เรื่อยๆ อาจจะนึกไม่ถึงว่า ตลอดการเป็นศิลปินในพำนักที่ประเทศสหรัฐอเมริกาของเรานั้น ถ้าอยากเชื่อมต่อกับโลกภายนอก ต้องมาที่ห้องสมุดโรงเรียนเพื่อใช้คอมพิวเตอร์เท่านั้น

02 Artist In Residency

เคบินไม้ เพื่อนใหม่ ล็อบสเตอร์

ที่พักในโรงเรียนเรียกว่าเคบิน (Cabin) ทำจากไม้ท้องถิ่นบนเกาะที่ทางโรงเรียนต่อขึ้นมาเอง เคบินของพี่หนามและไหมอยู่ริมสุด เห็นวิวมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ถ้ากระโดดลงไปคงเย็นจนตัวแข็งแน่นอน 

เมื่อ 2 ศิลปินเซรามิกไทยไปเป็น Artist in Residency ที่ รร. คราฟต์บนเกาะกลางทะเลสหรัฐอเมริกา

โปรแกรมศิลปินในพำนักแต่ละเซสชัน ประกอบไปด้วยศิลปินกว่า 90 ชีวิตที่มาใช้ชีวิตและทำงานในสตูดิโอด้วยกัน โดยแบ่งเป็นช็อปเซรามิก ไม้ จิวเวอรี่ ทอผ้า เท็กซ์ไทล์ Blacksmithing เหล็ก กระดาษ และ FabLab 3D แต่ละช็อปก็มีธีมในการทำงานของตัวเอง อย่างธีมของช็อปเซรามิก คือปั้นดินด้วยมือสัมผัส (Pinching) ศิลปินเซรามิกทุกคนก็ต้องสร้างสรรค์ผลงานด้วยเทคนิคนี้ 

เมื่อ 2 ศิลปินเซรามิกไทยไปเป็น Artist in Residency ที่ รร. คราฟต์บนเกาะกลางทะเลสหรัฐอเมริกา

วันอาทิตย์แรกของการเป็นศิลปินในพำนักที่ Haystack Mountain School of Crafts ก่อนอาหารค่ำมื้อแรก สตาฟของโรงเรียนจะสั่นกระดิ่งเพื่อเรียกทุกคนมารวมตัวกันที่บริเวณลานกลาง จากนั้นยกขบวนกันไปที่ห้องประชุมบนเนินสูงเพื่อทำความรู้จักกัน พี่หนามกับไหมเด๋อสุด เพราะแม้โรงเรียนจะเปิดรับศิลปินจากทุกที่บนโลก แต่สุดท้ายแล้วในเซสชันนี้ก็มีแค่เราสองคนที่เป็นชาวต่างชาติ แถมยังมาไกลข้ามทวีปจากประเทศไทยอีกต่างหาก

อาหารโรงเรียนอร่อยมาก เพราะมีเชฟมาประจำอยู่ด้วยเลยตลอดโปรแกรม อาหารเช้ากับอาหารเที่ยงว่าอร่อยแล้ว อาหารค่ำทุกวันเป็นอาหารพิเศษ ปรุงแบบใช้ไฟอ่อน (Slow Cooker) โดยมีของขึ้นชื่ออย่างล็อบสเตอร์เป็นเมนูไฮไลต์ เสียดายไม่ได้ชิมเลยสักมื้อ เพราะเราแพ้กุ้ง 

เวลานั่งกินข้าว กฎคือต้องนั่งกับเพื่อนใหม่เสมอ เพื่อให้เราได้ทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนบทสนทนากับคนให้เยอะที่สุด เล่าให้เห็นภาพคือศิลปิน 90 คนในเซสชันต้องเคยนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกันมาแล้ว ทุกมื้อต้องเล่าประวัติชีวิตฉบับรวบรัดให้เพื่อนใหม่ฟัง ว่าเราเป็นใคร มาจากไหน ทุกคนก็จะอเมซิ่งมากที่เรามาไกลจากไทยแลนด์

เป็นช่วงเวลาส่งเสริมทักษะการสื่อสารและสร้างเพื่อนใหม่ อเมริกันสไตล์มาก ต่อให้ตัวเราไม่ทักก่อน เขาก็จะเข้ามาชวนพูดคุยตลอดเวลาอยู่ดี โดยเฉพาะสองเอเชียนอย่างพี่หนามกับไหมที่เป็นจุดสนใจ ทุกคนพยายามจะเข้ามาเม้ามอยด้วย 

03 Keep In Touch

คุณภาพชีวิต มือสัมผัส พัฒนาการ

ไหมและพี่หนามได้ทุนจากโรงเรียนแค่บางส่วน ซึ่งครอบคลุมค่าวัสดุ อุปกรณ์ สตูดิโอ และอาหาร แต่เรายังต้องจ่ายเงินค่าเคบิน เวลาทำงานในสตูดิโอคือ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น หลังอาคารค่ำใครใคร่จะไปเดินเล่น ทำกิจกรรมใดๆ หรือจะกลับเข้ามาทำงานต่อก็ไม่ว่ากัน 

ช่วงแรกพี่หนามกับไหมฟิตมาก บางวันเข้าสตูดิโอถึง 4 ทุ่ม ได้ดินมาจำนวนเท่าไหร่ ตั้งใจปั้นจนหมด ข้อจำกัดเรื่องเวลาของงานเซรามิก คือเมื่อปั้นขึ้นรูปเสร็จแล้ว ต้องรอแห้งอีกประมาณ 3 วัน จึงจะเอาเข้าเตาเผาได้ เลยต้องรีบเพราะกลัวงานเสร็จไม่ทัน

เมื่อ 2 ศิลปินเซรามิกไทยไปเป็น Artist in Residency ที่ รร. คราฟต์บนเกาะกลางทะเลสหรัฐอเมริกา
เมื่อ 2 ศิลปินเซรามิกไทยไปเป็น Artist in Residency ที่ รร. คราฟต์บนเกาะกลางทะเลสหรัฐอเมริกา

ช่วง 3 วันที่รองานแห้งเลยได้ไปแคมปิ้ง เทรกกิ้ง เล่นน้ำทะเล ซึ่งปรากฏว่าไม่หนาวอย่างที่คิด คงเพราะกำลังจะเข้าหน้าร้อนแล้ว การได้ทำงานสตูดิโอเดียวกับเพื่อนๆ ศิลปินฝรั่ง ทำให้เราเห็นวัฒนธรรมการทำงานและใช้ชีวิตที่สมดุลมาก เวลาทำงานก็เต็มที่ มีผลงานที่ดี ในขณะเดียวกันหลังเลิกงานก็เต็มที่กับการพักผ่อน เรียกว่าคุณภาพชีวิตดีๆ ที่ลงตัว

ศิลปินแต่ละคนจะได้ดินสำหรับปั้นงานประมาณ 25 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเยอะทีเดียว เมื่อเทียบกับผลงานที่ต้องสร้างสรรค์ใหม่ทั้งหมด ทุกคนได้อิสระเต็มที่ จะทำเป็นคอลเลกชันก็ได้ หรือจะปั้นออกมาเป็นประติมากรรม (Sculpture) ชิ้นเดียวเลยก็ได้

พี่หนามและไหมเลือกทำงานเป็นคอลเลกชันที่มีผลงานอยู่หลายชิ้น เพราะถ้าทำเป็นประติมากรรมใหญ่ๆ ชิ้นเดียว คงเอากลับประเทศไทยลำบากน่าดู ในคอลเลกชันนี้ เรามีทั้งผลงานชิ้นใหญ่และชิ้นเล็กชิ้นน้อย เน้นเป็นของใช้บนโต๊ะอาหาร (Table Wares) โดยได้แรงบันดาลใจจากข้าวของเครื่องใช้สไตล์อเมริกันที่เราเห็นบนเกาะซันไชน์แห่งนี้ 

เมื่อ 2 ศิลปินเซรามิกไทยไปเป็น Artist in Residency ที่ รร. คราฟต์บนเกาะกลางทะเลสหรัฐอเมริกา

คนเอเชียนิยมงานเซรามิกชิ้นบาง ยิ่งผอมบางยิ่งมีราคา แต่คนอเมริกันเน้นจับถนัดมือ ใหญ่ได้ หนาหนักไม่เกี่ยง ถ้าดีไซน์สวยงามโดนใจ จับแล้วเข้ามือก็ไม่ลำบากในการถือ แสดงถึงความแข็งแรง ทนทาน ไม่ต้องพิถีพิถันในการเก็บมากนัก 

ทุกเช้าก่อนเริ่มงาน ศิลปินแต่ละคนจะต้องผลัดกันออกมาเล่าเทคนิคการปั้นดินเฉพาะตัวของตัวเอง ภายใต้ธีมปั้นดินด้วยมือสัมผัส (Pinching) ไหมเองเล่าเทคนิคการนำเทกซ์เจอร์จากแหล่งต่างๆ เช่น ใบไม้ ผ้าลูกไม้ มาแสตมป์ให้เกิดลวดลายบนดิน รวมถึงการฝังสีลงไปในดินปั้น ที่เมื่อเผาแล้วผลงานจะออกมามีสีสันสวยงาม 

เมื่อ 2 ศิลปินเซรามิกไทยไปเป็น Artist in Residency ที่ รร. คราฟต์บนเกาะกลางทะเลสหรัฐอเมริกา

ความสนุกคือในแต่ละวัน เราจะได้เห็นพัฒนาการของเพื่อนๆ แต่ละคน ที่นำเทคนิคใหม่ซึ่งได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้กับผลงานตัวเอง

เมื่อ 2 ศิลปินเซรามิกไทยไปเป็น Artist in Residency ที่ รร. คราฟต์บนเกาะกลางทะเลสหรัฐอเมริกา

04 Next Chapter

เปิดใจ มอบให้ คืนสู่ตัวเอง

เพื่อนๆ ศิลปินเซรามิกที่ทำงานด้วยกันมาเกือบเดือน ประกอบไปด้วยคนหลากหลายมาก คนที่อายุน้อยที่สุดเพิ่งเรียนจบมาจากคณะสถาปัตย์ฯ คนแก่ที่สุดอายุ 80 ปี เป็นคุณยายที่มาเป็นศิลปินในพำนักพร้อมหลานอีกคนที่อยู่ช็อปไม้ คุณยายมีพื้นฐานการปั้นดินโพลีเมอร์มาก่อน เลยอยากมาลองทำเครื่องใช้เซรามิกเพื่อนำไปใช้ที่บ้าน ปกติคุณยายอาศัยอยู่ที่เมืองนิวยอร์ก (New York) แต่ด้วยความที่ยังเก๋าและแอ็กทีฟ คุณยายเลยหาเรื่องมารัฐเมนทุกฤดูร้อน

มันเจ๋งมากจริงๆ ที่การมาประเทศสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ เราได้มาเป็นศิลปินในพำนักอยู่ที่นี่ แถมยังได้รู้จักเพื่อนใหม่เยอะมาก เพื่อนๆ ศิลปินที่นี่ ส่วนใหญ่มีแบรนด์อยู่ในเว็บไซต์ Etsy พื้นที่ขายงานคราฟต์ออนไลน์ทุกรูปแบบ 

เมื่อ 2 ศิลปินเซรามิกไทยไปเป็น Artist in Residency ที่ รร. คราฟต์บนเกาะกลางทะเลสหรัฐอเมริกา

บางคนส่งผลงานไปให้แกลเลอรี่ใกล้บ้าน เพื่อขอนำผลงานไปตั้งขายหน้าร้าน (Window Shop) ซึ่งก็ขายดิบขายดีอยู่แล้ว เพราะศิลปินในสหรัฐอเมริกามีเครือข่ายงานคราฟต์ที่แข็งแรง ซึ่งเกื้อหนุนและสนับสนุนกันอยู่แล้ว ทำให้เขาไม่ต้องขวนขวายพยายามไปขายงานที่ต่างประเทศ 

ทุกคนเลยเซอร์ไพรส์มาก เมื่อรู้ว่าเราสองคนออกแบบชุดจานชามให้ร้านอาหารหลายร้านในกรุงเทพฯ และเคยไปออกงานแฟร์ที่ต่างประเทศมาแล้วหลายที่ รวมถึง Maison & Object งานแฟร์เครื่องใช้ในบ้านที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส

เมื่อ 2 ศิลปินเซรามิกไทยไปเป็น Artist in Residency ที่ รร. คราฟต์บนเกาะกลางทะเลสหรัฐอเมริกา
เมื่อ 2 ศิลปินเซรามิกไทยไปเป็น Artist in Residency ที่ รร. คราฟต์บนเกาะกลางทะเลสหรัฐอเมริกา

ก่อนจบโปรแกรมศิลปินในพำนักอย่างสมบูรณ์ คืนสุดท้าย Haystack Mountain School of Crafts รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดงานประมูลใหญ่ (The Great Auction) ซึ่งเป็นการประมูลผลงานของศิลปินในพำนักเซสชันนี้ทั้ง 90 คน โดยให้ศิลปินแต่ละคนบริจาคผลงาน 1 ชิ้นสำหรับเปิดประมูลสาธารณะ เงินที่ได้จากงานประมูลจะเก็บไว้เป็นทุนให้ศิลปินในพำนักรุ่นต่อไป

การประมูลในคืนนั้นสนุกมาก บรรยากาศเร้าใจ ดุเดือด ผลงานบางชิ้นราคาเริ่มต้นแค่ 20 เหรียญ แต่ปิดประมูลไปได้สูงถึง 1,700 เหรียญ เป็นโมเดลที่น่าประทับใจมาก เพราะเรามาด้วยทุนจากองค์กรนี้ และเราก็ส่งมอบงานที่ดีเพื่อสร้างทุนหมุนเวียนให้องค์กรต่อไป 

ชีวิตเกือบหนึ่งเดือนที่เกาะซันไชน์ ทำให้เรานึกย้อนไปถึงความทรงจำเมื่อ 4 ปีก่อนที่ประเทศญี่ปุ่น การเป็นศิลปินในพำนักร่วมกับศิลปินอีกหลายสิบชีวิต ไม่ว่าจะที่ไหนในโลก ศิลปินทุกคนมาด้วยความเปิดใจ พร้อมที่จะเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ จากคนอื่น ตัวเราก็มีเวลาทบทวน พูดคุยกับตัวเองมากขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไป ถ้าเราอยู่แต่ในที่เดิมที่คุ้นเคย เรารู้ทุกอย่างอยู่แล้ว มันยากที่เราจะได้ต้นพบสิ่งใหม่ๆ 

ในขณะเดียวกันเราก็ได้เรียนรู้เทคนิค รวมถึงวัฒนธรรมการทำงานของศิลปินแต่ละประเทศ อย่างที่ประเทศญี่ปุ่น กฎเกณฑ์ต่างๆ ค่อนข้างเข้มงวด สตูดิโอเปิดปิดเวลาไหนเวลานั้น แต่ฝั่งประเทศสหรัฐอเมริกา ชิลล์มาก อยากมาเปิดสตูดิโอทำงานตอนตี 3 ก็ยังได้ แค่อย่าให้เดือดร้อนคนอื่นก็พอ สิ่งเหล่านี้คือความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เราหลงรัก และไม่เคยเบื่อที่จะออกไปสัมผัส

ทุกความทรงจำ ผู้คนมากมายที่พบเจอ ทำให้เราได้ทำความรู้จักตัวเองใหม่อีกครั้ง

เมื่อ 2 ศิลปินเซรามิกไทยไปเป็น Artist in Residency ที่ รร. คราฟต์บนเกาะกลางทะเลสหรัฐอเมริกา

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล

นักประดิษฐ์ของจุ้กจิ้ก จับพลัดจับผลูได้ต่อยอดจากผลงานทีสิสมาเป็นธุรกิจสร้างสรรค์ มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่อง ผ่านประสบการณ์และการเดินทางที่ได้พบเจอมา หลงรักศิลปะ อีกทั้งเชื่อว่าความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของมนุษย์คือการทำของด้วยมือ

Photographer

นล เนตรพรหม

นักปั้นและนักออกแบบเซรามิก ที่รักการทำงานด้วยมือและเก็บบันทึกภาพผลงานทุกชิ้นด้วยกล้องฟิล์ม อีกทั้งยังมีสิ่งที่รักพอๆกัน คือการเล่นกีต้าร์ มีความฝันอยากมีอัลบั้มของตัวเองในสักวันหนึ่งให้จงได้

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“ในชั่วชีวิตหนึ่ง หากแม้นสวรรค์ทรงอนุญาตให้อ่านหนังสือได้เพียงเล่มเดียว จงเลือกเล่มนี้เถิด ชีวิตจักไม่ตายเปล่าแน่แท้”

คำโปรยปกหลังหนังสือ ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน ประกาศศักดาของวรรณกรรมยิ่งใหญ่เรื่องนี้ เรื่องราวของชายแก่ผอมแห้งที่อ่านนิยายอัศวินจนเสียสติ หลงคิดว่าตนเองเป็นอัศวินชั้นสูงที่ออกเดินทางทั่วราชอาณาจักรสเปนเพื่อปราบอธรรม หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ให้ความบันเทิงและแง่คิดกับผู้อ่านชาวสเปนตั้งแต่ ค.ศ. 1605 ผลงานจากปลายปากกาของ มิเกล์ เด เซร์บันเตส ซาเบดฺร้า แปลเป็นภาษาต่างๆ เกือบทุกภาษาในโลกและได้รับการยกย่องให้เป็นหนังสือที่ดีที่สุดในโลก

ความยากของหนังสือเล่มนี้เองทำให้ไม่เคยมีการแปลเป็นภาษาไทย จนกระทั่งเกือบ 400 ปีต่อมา สถานเอกอัครราชทูตสเปนทาบทาม สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์ อาจารย์และนักแปลภาษาสเปนที่ศึกษาผลงานของเซร์บันเตสมาโดยตลอด ให้แปล El Ingenioso Hidalgo Don Quijote de la Mancha ใน ค.ศ. 2001 สว่างวันจึงเดินทางไปเมือง Alcalá de Henares (อัลกาลา เด เอนาเรส) เมืองมรดกโลกใกล้กรุงมาดริดซึ่งเป็นบ้านเกิดของเซร์บันเตส

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“ดิฉันเชื่อว่าเวลาทำงานใหญ่ เราไม่ได้ทำคนเดียว ต้องมีสิ่งที่ช่วยเหลือเรา จึงตรงไปที่พิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของเซร์บันเตส แล้วไปตั้งจิตอธิษฐานบอกเขาเป็นกิจจะลักษณะว่า อยากจะแปลผลงานของเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยากให้คนไทยมีโอกาสได้อ่านหนังสือของเขา”

นักแปล ดอนกิโฆเต้ฯ เดินทางไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์เล็กๆ แห่งนี้หลายครั้ง เธอเล่าให้ฟังว่าข้าวของเครื่องใช้ที่จัดแสดงในบ้านอ้างอิงจากหลักฐานความเป็นจริง และจินตนาการผสมผสานกัน

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“อุปกรณ์ในบ้านจัดตามคำบรรยายบ้านในศตวรรษที่ 17 และบางสิ่งในเรื่อง ดอนกิโฆเต้ฯ เช่น ในหนังสือมีกัลบก (ช่างตัดผม) เป็นตัวละครสำคัญคนหนึ่ง เพราะในตระกูลของเซร์บันเตสมีคนเป็นกัลบกหรือหมอระดับล่างสุดของยุโรปยุคนั้น แม้กระทั่งพ่อของเซร์บันเตสเองก็ประกอบอาชีพนี้ เพราะฉะนั้นจึงมีเก้าอี้กัลบกให้เห็น บางห้องมีอ่างใส่ถ่านให้ความร้อนเหมือนฮีตเตอร์แบบโบราณ อย่างห้องรับแขกฝ่ายสตรีจะเป็นแบบนั่งพื้น เพราะสเปนได้รับอิทธิพลจากอาหรับที่ปกครองพื้นที่บางส่วนในสเปนกว่า 700 ปี

“ส่วนใบรับรองการประกอบพิธีศีลจุ่มของเซร์บันเตสเป็นเอกสารที่ทำให้เรารู้ว่าเขาเกิดที่นี่ มีเรื่องน่าแปลกอีกเรื่องคือ แม้จะมีผู้ค้นคว้าเกี่ยวกับนักประพันธ์เอกของโลกคนนี้มากมาย แต่ไม่อาจระบุแน่ชัดว่าเขาเกิดวันไหน ในนี้แจ้งว่าวันประกอบศีลจุ่มตรงกับวันที่ 9 ตุลาคม จึงสันนิษฐานกันว่ามิเกล์ เด เซร์บันเตส น่าจะเกิดวันที่ 29 กันยายน ไม่กี่วันก่อนวันศีลจุ่ม เพราะว่าวันนั้นเป็นวันนักบุญมิเกล แต่เรื่องราวของเซร์บันเตสก็เป็นเช่นนี้เอง คือ ไม่อาจระบุแน่ชัด ได้แต่สันนิษฐานจากตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง อ้างจากงานประพันธ์ของเขาเองบ้าง ยังมีเรื่องให้ค้นคว้าติดตามกันอีกมาก สมมุติว่าวันพรุ่งนี้ใครสักคนพบหลักฐาน กระดาษสักแผ่น จดหมายสักฉบับเกี่ยวกับเซร์บันเตส รับรองว่าจะเกิดเป็นคนดังแน่ๆ”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

อัลกาลาเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรราว 2 แสนคนเท่านั้น ความพิเศษของเมืองนี้คือเป็นคลังข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ ดอนกิโฆเต้ฯ และเซร์บันเตส ห้องสมุดสำคัญๆ ทั้งของมหาวิทยาลัยอัลกาลาและห้องสมุดประจำเมืองมีเนื้อหาครบทุกอย่าง กระทั่งหนังสือเก่าหายากอย่าง ดอนกิโฆเต้ซามูไร ที่พิมพ์จำนวนจำกัดเพียง 200 เล่ม น่าจะจัดทำขึ้นเมื่อครั้งครบรอบ 350 ปี ดอนกิโฆเต้ฯ

หลังจากใช้เวลาค้นคว้าและแปลอยู่ 2 ปี ตรวจทานอีก 2 ปี ในที่สุด ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝันก็ออกมาผจญภัยตามร้านหนังสือในเมืองไทยตั้งแต่ ค.ศ. 2005 เมื่อทำงานเสร็จลุล่วง นักแปลตัดสินใจกลับไปที่อัลกาลาอีกครั้งเพื่อแสดงความเคารพนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่

“อยากแสดงความขอบคุณ และความรักที่มีต่อผลงานประพันธ์ของเขา รู้สึกทึ่งความเข้าใจในมนุษย์ กลวิธีการประพันธ์ที่นักเขียนชั้นนำของโลกเคยกล่าวว่า 400 ปีผ่านไป เรายังไม่อาจก้าวข้ามวรรณศิลป์ประพันธศาสตร์ที่เซร์บันเตสรังสรรค์ไว้ จึงซื้อดอกกุหลาบแดงไปวางที่แผ่นป้ายหน้าพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของเซร์บันเตส”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

แม้อัลกาลาเป็นบ้านเกิด แต่ชีวิตของเซร์บันเตสเดินทางย้ายที่อยู่หลายครั้ง ด้วยการงานทำให้เขาต้องลงใต้บ้าง ไปเมืองโตเลโดบ้าง ความใฝ่ฝันของเขาคือการเป็นนักเขียนบทละครเรืองนาม จำเป็นจะต้องอยู่ในเมืองหลวงจึงจะมีผู้ชม เซร์บันเตสย้ายบ้านตามราชสำนักไปเมืองบาญาโดลิด ท้ายที่สุด เซร์บันเตสและภรรยา กาตาลีนา เด ซาลาซาร์ ก็ย้ายกลับมาอยู่มาดริดจวบจนสิ้นชีวิต

ณ กรุงมาดริดบ้านเช่าหลังสุดท้ายของเซร์บันเตสอยู่ย่านอักษร (Barrio de las letras) บริเวณที่ซึ่งนักประพันธ์และกวีในยุคทองของสเปนมารวมตัวอาศัยอยู่ ทั้งนักเขียนนวนิยายอย่างเซร์บันเตส บิดาแห่งละครอย่างโลเป้ เด ลาเบก้า หรือกัลเดร็อน เด ลาบาร์ก้า หรือกวีอย่างเกเบโด้ ครั้งนี้นักแปลมาแวะหน้าบ้านที่เซร์บันเตสเคยอาศัยอยู่ ปรากฏข้อความเขียนว่า ‘ณ ที่นี้ มิเกล์ เด เซร์บันเตส อาศัยอยู่ และตายเมื่อ ค.ศ. 1616’ ปัจจุบันบ้านเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม และกลายเป็นร้านขายรองเท้าเพื่อสุขภาพ

ตามผู้แปล ‘ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่าฯ’ ไปคารวะหลุมศพผู้ประพันธ์ที่สเปน ตามผู้แปล ‘ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่าฯ’ ไปคารวะหลุมศพผู้ประพันธ์ที่สเปน

สว่างวันเคยไปถนนสายนี้หลายครั้ง ตัวบ้านเช่าอยู่ใกล้กับโบสถ์ Convento de la Trinitaria หรือโบสถ์คณะตรีเอกภาพซึ่งเป็นสถานที่เซร์บันเตสระบุให้เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชีวิต ร่างของเขาฝังรวมกับคนอื่นๆ มานานเกือบ 400 ปี จนกระทั่งเมื่อ ค.ศ. 2015 เทศบาลเมืองมาดริดตัดสินใจค้นหาร่างของเซร์บันเตสให้ทันการฉลองครบรอบ 400 ปีมรณกาลในปี 2016

หลังจากติดตามข่าวการขุดและวิจัย จนกระทั่งมีข่าวประกาศว่า “มาดริดเปิดให้เยี่ยมหลุมศพของเซร์บันเตส” ผู้แปล ดอนกิโฆเต้ฯ ก็ตกลงใจว่าจะไปคารวะนักประพันธ์ในดวงใจอีกสักครั้ง เธอตัดสินใจเดินทางไปสเปนอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายน 2017 ที่ผ่านมา

“เซร์บันเตสได้รับอิสรภาพพ้นจากการเป็นเชลยศึกด้วยความช่วยเหลือของนักบวชในคณะตรีเอกภาพ ซึ่งในอดีตนักบวชคณะนี้อุทิศตนเพื่อการไถ่เชลย โดยนำเงินจากครอบครัวเชลยไปไถ่ตัว ถ้าเงินที่ได้รับมีไม่มากพอก็จะขอเรี่ยไรเงินบริจาค เซร์บันเตสซึ่งเห็นว่า ‘เสรีภาพคือพรอันงดงามเหนือพรใดที่สวรรค์ทรงประทานแก่มนุษย์’ ก่อนจะเสียชีวิต จึงแจ้งความประสงค์ว่าจะฝัง ณ โบสถ์แห่งนี้”

การเข้าไปเยี่ยมชมหลุมศพของเซร์บันเตสนั้น เทศบาลเมืองมาดริดเปิดให้ชมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ด้วยผลงานของเซร์บันเตสนั้นเปรียบดุจมรดกโลก แต่การเยี่ยมชมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หรืออย่างน้อยก็สำหรับผู้แปล อาจเพราะนักประพันธ์อยากลองใจผู้แปลผลงานของเขาก็เป็นได้

“โบสถ์นี้อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมของมาดริดซึ่งจัดให้ชมฟรี แต่จะเปิดให้ชมเฉพาะเช้าวันเสาร์เท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าที่สำนักงานการท่องเที่ยวประจำเมืองมาดริดทุกเช้าวันจันทร์ และรับจำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้น เมื่อไปถึงสำนักงาน เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าสัปดาห์นี้เต็มแล้ว ดิฉันก็เพียรอธิบายว่ามีเวลาจำกัด นับแล้วเหลือเพียง 2 เสาร์เท่านั้น จะต้องทำอย่างไรจึงจะได้คารวะเซร์บันเตส เจ้าหน้าที่ก็ยืนกรานตามเดิม เจ้าหน้าที่คงงงว่าต่างชาติคนนี้พูดไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็ใช้ลูกตื้อ คือยังไงๆ ก็ต้องดูให้ได้ (หัวเราะ) เขาก็อ่อนใจไล่ไม่ไปสักที จึงบอกว่าลองไปติดต่อที่โบสถ์เองเถอะ ดิฉันจึงยอมรามือ บ่ายหน้าไปโบสถ์ แต่คนดูแลโบสถ์บอกให้กลับมาใหม่ตอน 8 โมงเช้าวันรุ่งขึ้น”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

นักแปลขึ้นรถไฟขบวนเช้าสุดจากอัลกาลามารอหน้าโบสถ์ เพื่อจะได้ใช้เวลาก่อนพิธีมิสซาเคารพหลุมศพ เวลา 08.02 น. ใจเธอเต้นแรงขณะเดินวนไปรอบโบสถ์ หลุมศพอยู่ไหนหนอ ทำไมไม่พบ เดินวนอยู่หลายรอบ จนผู้ดูแลโบสถ์เดินมาถามว่า “เธอใช่ไหมที่โทรมาจะเคารพหลุมศพเซร์บันเตส อยู่ตรงนี้”

ภาพเบื้องหน้ามิใช่หลุมศพหรูหรา เป็นเพียงป้ายเรียบง่ายใกล้ปากทางเข้าโบสถ์ ข้อความเขียนว่า ‘ณ ที่นี้ มิเกล์ เด เซร์บันเตส ทอดร่าง” ชาตะ 1547 มรณะ 1616 สว่างวันเดินสำรวจและเก็บภาพทุกจุดจนผู้ดูแลโบสถ์สงสัยว่าเธอสนใจอะไรนัก เมื่อรู้ว่าเธอคือผู้แปล ดอนกิโฆเต้ฯ ฉบับภาษาไทย ผู้ดูแลจึงพาเธอไปด้านในที่ปกติไม่เปิดให้ใครเข้าชมง่ายๆ

“ประตูบนพื้นนี้ มีบันไดทอดลงไปยังหลุมฝังศพรวม บริเวณที่พบว่าน่าจะเป็นร่างของเซร์บันเตสมีอีก 17 ร่าง นักนิติมนุษยวิทยา หัวหน้าทีมการขุดค้นครั้งนี้ อยากให้เซร์บันเตสมีหลุมศพที่เป็นทางการ เพราะชาติอื่นๆ กวีเอก นักเขียนเอก ของเขาล้วนแล้วแต่มีหลุมศพให้ผู้คนไปเยี่ยมชมสักการะ แต่เซร์บันเตสเสียแรงเป็นนักเขียนระดับโลก กลับไม่มีหลุมศพของตัวเอง”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“นักวิจัย 30 คนที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านนิติเวชศาสตร์ ด้านประวัติศาสตร์ ด้านขุดเจาะพื้นที่ ร่วมกันค้นคว้าวิจัย และสรุปว่าการตรวจด้วย DNA เป็นเรื่องยากเพราะสายตระกูลผ่านมาแล้วถึง 12 รุ่น ถ้าจะตรวจ DNA เปรียบเทียบกับศพพี่สาวที่บวชเป็นชี ก็ต้องเปิดหลุมศพอีกแห่งหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นการรบกวนผู้จากไป ประเด็นเรื่อง DNA จึงล้มไป แต่จากประวัติชีวิตของเซร์บันเตส เรารู้ว่าเขาเคยถูกยิง 3 นัด เข้าที่ช่วงอก 2 นัด และเข้าที่แขนอีก 1 นัด เซร์บันเตสจึงเป็นนักเขียนที่มีแขนซ้ายพิการ

“ทีมวิจัยจึงอาศัยหลักฐานทางชีวะเพื่อค้นหาศพที่มีรอยกระสุนที่อก ปรากฏว่าพบศพนั้นจริงๆ และข้างๆ เป็นศพผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นโครงกระดูกของภรรยาคือ นางกาตาลีนา ทางทีมงานตัดสินใจนำทั้ง 17 ศพขึ้นมาฝังรวมกัน เพราะการพยายามแยกเซร์บันเตสออกมาอาจเป็นการทำลายศพทั้งหมด เนื่องจากบริเวณที่ฝังชื้นมากและเก่าแก่มาก ในที่สุดหลังจาก 400 ปีผ่านไป เซร์บันเตสจึงมีหลุมศพอย่างเป็นทางการ”

หน้าหลุมศพของเซร์บันเตสไม่มีพื้นที่สำหรับวางดอกไม้ แผนการนำดอกกุหลาบแดงมาวางที่หลุมศพจึงต้องพับไป สว่างวันกลับไปที่พิพิธภัณฑ์เมืองอัลกาลาอีกครั้งเพื่อสักการะนักเขียนผู้ล่วงลับด้วยดอกไม้ เพื่อบอกนักเขียนของเธอว่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน ภาค 2 จะโลดแล่นผจญภัย ณ ดินแดนไกลโพ้น ที่มีนามว่าประเทศไทย ในอนาคตอันใกล้นี้

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“ตอนที่นำดอกไม้ไปให้ครั้งล่าสุด ปรากฏว่ามีนักเรียนวัย 13 – 15 มาชมเยอะมากเพราะเป็นช่วงปลายเทอม มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไปถามอาจารย์ว่าทำไมเขาเอาดอกไม้มาให้เซร์บันเตสล่ะ อาจารย์เขาก็บอกว่า ดูสิ แม้แต่ชาวต่างชาติยังชื่นชมนักเขียนของเรา เห็นหรือยังว่าที่ที่คุณไม่อยากจะมาเท่าไหร่ คนอื่นเขาเดินทางมาไกลๆ เพื่อมาชม”

การตามรอยเซร์บันเตสในเมืองสองเมืองจบลงเท่านี้ แต่การผจญภัยในหน้ากระดาษของดอนกิโฆเต้กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในรูปแบบภาษาไทย หนทางของขุนนางเฒ่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่การเดินทางในอาณาจักรสเปนโบราณก็น่าติดตามไม่แพ้เส้นทางบนโลกความเป็นจริง

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

ภาพ : สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์, นพดล เลิศเอกสิริ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load