ถ้าพูดถึงงานจิตรกรรมในไทย คงจะมีมากมายไม่หวาดไม่ไหว แต่ถ้าบอกว่างานจิตรกรรมที่เป็นภาพล้อเลียน เชื่อว่าทุกคนน่าจะร้องอ๋อเมื่อเห็นภาพของ ลำพู กันเสนาะ ไม่ว่าจะด้วยหน้าตาทะเล้น ยียวน และหัวที่โต จนทำคนดูแอบหัวเราะฮิๆ ภาพจิตรกรรมของลำพูก็ดึงคนดูด้วยความตลกแต่แอบแฝงด้วยความประชดประชันได้ตลอดมา

สายๆ วันจันทร์ เราฝ่ารถติดออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าล่องไปแม่กลอง เข้าอำเภออัมพวา ลัดเลาะเข้าซอยเล็กยุบยิบที่สองข้างทางเป็นสวนมะพร้าว เพื่อไปเยี่ยมชมสตูดิโอของศิลปินภาพจิตรกรรมที่โดดเด่นจากการวาดภาพล้อเลียน ซึ่งแอบแฝงตัวอยู่ท่ามกลางสวนมะพร้าวและบ้านเรือนชาวอัมพวา

เราเลยวัด ข้ามคลอง แม่น้ำ ผ่านสวน ท้องร่อง ที่จินตนาการไว้แต่แรกว่าอัมพวาจะหน้าตาเป็นแบบนี้ แต่สิ่งที่กูเกิลแมปส์ไม่ได้บอกตอนปักหมุดมุ่งหน้ามาที่นี่คือ หุ่นมาริโอ้ 8 bit หน้าบ้านปูนเปลือยยกสูงซึ่งมีบานเฟี้ยม ชานเรือนไม้ และร่มเงาของหูกระจงใหญ่ 2 ต้น เป็นส่วนประกอบ

เราว่าไม่ผิดทางหรอก เรามาถึงที่หมายแล้ว

หมาอ้วน 2 ตัววิ่งออกมาต้อนรับด้วยความเป็นมิตร ภายในสตูดิโอปูนเปลือย นอกจากผลงานรูปคุณลุงหน้ายิ้มในชุดนักเรียนแล้ว แคนวาสอื่นๆ ก็ไม่ยอมเผยตัวเพราะถูกห่อด้วยบับเบิ้ล ใต้นั่งร้านสีเหลืองมีอุปกรณ์วาดเขียน พู่กันนับสิบ และสีกองพะเนินเหมือนจอมปลวกอยู่บนเศษผ้าแคนวาส ทำให้อดจินตนาการช่วงเวลาการทำงานของเจ้าของบ้านไม่ได้

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

“งานส่วนใหญ่เป็นสีน้ำมัน ตอนทำงานจะบีบบนกองนี้เลย เราบีบมาใช้ทับๆ กันเรื่อยๆ สีน้ำมันพอแห้งแล้วจะเอากลับมาใช้ไม่ได้ ก็จะกองพะเนินขึ้นมาแบบนี้ บางครั้งสูงไปก็ต้องหักออก เราจำตำแหน่งวางของมันได้เลยไม่เปลี่ยนมัน” เจ้าของบ้านอธิบาย 

“ส่วนรูปนี้เป็นชุดที่ต่อมาจากชุด ‘อเมซิ่งไทยแลนด์’ เขียนถึงเรื่องความเป็นไทยเราที่มีกิจกรรมแปลกๆ อันนี้เป็นพวกคนที่มาขายของตามร้านอาหาร จุดขายเขาคือจะใส่ชุดนักเรียนมา ไม่รู้เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่มั้ยนะ แต่เราก็มองออกว่าลักษณะของเขาไม่น่าใช่นักเรียนแล้ว เราก็เลยเขียนประชดให้เป็นคนแก่ไปเลย”

ลำพูพาเราดูงานคร่าวๆ เธอเรียนจบจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อ พ.ศ. 2550 ผ่านมา 2 ปี ก็กลับมาบ้านเพื่อดูแลแม่ที่ป่วย ก่อนจะสร้างสตูดิโอเพื่อทำงานอยู่ในเมืองที่เธอเติบโตมาตั้งแต่ 4 ขวบ

01

ออกจากบ้าน

“เราเรียนไม่เก่งค่ะ เรียนวิชาอะไรไม่เก่งเลย” ลำพูเล่าให้ฟังถึงวัยเด็ก ก่อนที่เธอจะตัดสินใจเดินตามพี่ชาย หนีไปสอบเข้าช่างศิลป์ลาดกระบัง พอสอบติดก็ออกจากบ้านที่อัมพวาเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ท่ามกลางเสียงทัดทานและความเป็นห่วงจากคุณพ่อ 

“เราชอบวาดการ์ตูนมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว พวกเซเลอร์มูน หรือการ์ตูนตามทีวี พวกการ์ตูนสาวน้อยน่ะค่ะ”

โลกในโรงเรียนศิลปะอย่างช่างศิลป์เป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับลำพู 

“เหมือนไม่ได้ไปโรงเรียน ตอนเด็กๆ เราไม่รู้เลยว่าโลกนี้มีโรงเรียนแบบนี้มาก่อน

“สำหรับเราก็มีความสุขมากที่ได้เจอโรงเรียนที่เราไม่ได้ไปเรียน”

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

แต่การเรียนก็ใช่ว่าจะง่ายอย่างที่คิด เพราะในขณะที่เพื่อนๆ เคยได้ติว ได้เรียนพิเศษ กันมาก่อนแล้ว ลำพูกลับไม่เคยได้ฝึกเขียนภาพนิ่งเลย เหมือนเริ่มนับหนึ่งใหม่ ดังนั้น เธอจึงต้องขยันกว่าคนอื่น ฝึกมากกว่าหลายเท่า ถ้าอาจารย์ให้ส่ง 1 ชิ้น ลำพูจะส่ง 3 หรือ 4 ชิ้น เพื่อพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ

ด้วยความขยัน ลำพูก็สอบเข้าคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ และภาพวาดล้อเลียนหัวโตที่เป็นซิกเนเจอร์ของเธอก็เริ่มขึ้นที่นั่น

02

หัวโต

ภาพวาดล้อเลียนของลำพูเริ่มช่วงปี 3 จากที่อาจารย์ให้สร้างสรรค์ผลงานส่วนตัว เพื่อประหยัดงบประมาณ เธอจึงเขียนรูปด้วยสีน้ำมันลงบนพลาสติกที่เป็นลายเหมือนลายผ้าปูโต๊ะแทนผ้าแคนวาส และแบบที่เธอเลือกมาวาดก็คือเพื่อนๆ ที่คณะ 

“พวกเขาผมเผ้ารุงรัง ลักษณะไม่เหมือนนักศึกษา” เธอพูดยิ้มๆ “บุคลิกพวกเขาจะต่างจากที่เห็น พอเราเป็นเพื่อนกันเราก็เห็นว่านิสัยบางคนตรงกันข้ามกับลักษณะที่เห็นเลย เราเลยวาดเล่าเรื่องของเขาที่ภายในและภายนอกต่างกัน” 

สำหรับลำพูแล้ว ภาพวาดล้อเลียนแนวหัวโตเป็นตัวแทนของเรื่องราวที่เธอนำเสนอ ตั้งแต่เรื่องที่พูดถึงกลุ่มเพื่อนและคนใกล้ชิด ไปจนถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับสังคมโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องราวประชดประชัน เสียดสี ถูกนำเสนอออกมาให้สะท้อนบางมุมที่คนทั่วไปไม่ได้นึกถึง ผ่านรูปแบบที่ดูขบขัน สนุกสนาน เช่นวัฒนธรรมเซลฟี่ในผลงานแสดงเดี่ยวครั้งล่าสุดของเธอ 

ในขณะที่ผลงานจิตรกรรมอื่นๆ จะเน้นเรื่องที่กว้างหรือเป็นนามธรรมกว่า ลำพูมองว่าการหยิบเอาอารมณ์ขันมาเล่าเรื่องราวของเธอ เป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดให้คนดูงานนานกว่าเดิม 

“สีหน้า แววตาที่สื่อ ไปจนถึงส่วนประกอบชวนตลกอย่างน้ำลาย น้ำตา น้ำมูก ของรูปเรา พอเขาดูรายละเอียดทีละอย่างเขาก็จะเห็นเรื่องราวที่เราสื่อในภาพ”

03

กลับบ้าน

“ตอนเด็กแม่ต้องไปทำงานในกรุงเทพฯ มันลำบาก เราเลยรู้สึกไม่ชอบกรุงเทพฯ แต่พออายุ 15 เราเองก็ต้องไปเรียนที่นั่น ตลอดช่วงวัยรุ่นประมาณสิบกว่าปี คิดมาตลอดว่าไม่อยากอยู่ในเมือง พอแม่ป่วยปี 2009 ต้องกลับมาดูแลแม่ จึงอยากจะสร้างสตูดิโออยู่ใกล้ๆ เขา พอสร้างเสร็จแม่ก็เสีย เลยอยู่ตรงนี้มาเรื่อยๆ ความจริงเราชอบต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพฯ” 

ลำพูเล่าถึงชีวิตวัยรุ่น ก่อนจะบอกว่าไม่ได้เกิดที่นี่ เธอเกิดจังหวัดน่าน แม่เป็นคนน่าน พ่อเป็นคนอัมพวาและเป็นครูที่นี่ พอ 4 ขวบจึงย้ายมาอัมพวา พักบ้านพักราชการ ส่วนบ้านและสตูดิโอที่เห็น เธอปลูกหลังจากที่โตเป็นศิลปินเต็มตัว

“ข้อดีของสมุทรสงครามคือเรามีเพื่อนตั้งแต่เด็ก ทุกคนกลับมาบ้านหมดเลย กลับมาทำงาน มีร้านอาหาร ทำตลาดปลา มีกิจการของเขา เป็นเมืองเล็กๆ เราก็มีเพื่อนอยู่ใกล้กัน วิ่งไปหากันแค่ 5 นาที จังหวัดนี้มี 3 อำเภอเอง เป็นจังหวัดเล็กๆ”

เมื่ออยู่บ้าน เธอจึงเปลี่ยนแบบที่นำมาวาด จากคนใกล้ตัว มาเป็นคนใกล้บ้านแทน 

“ใกล้ๆ นี้จะมีโรงมะพร้าว มีคนอยู่เยอะ ตั้งแต่เด็ก คนแก่ ผู้หญิง ผู้ชาย เราก็จ้างเขามาเป็นแบบถ่ายรูป เวลาวาดเสร็จ มีงานแสดง มีแคตตาล็อก ก็เอาไปให้เขาดู เขาก็ขำกันทุกที” 

เธอเปรียบเทียบการหาแบบวาดรูปกับการหานักแสดงในภาพยนตร์ที่เธออยากเล่าลงบนภาพจิตรกรรมของเธอ ที่ไม่ใช่หยิบใครก็ได้มาถ่ายในเวลานิดเดียว 

“ความซับซ้อนของการหาแบบข้างนอกคือ เขาแสดงไม่ได้ ทำสีหน้าไม่ได้ เราก็ต้องเปลี่ยนคน ต้องรอเขาเลิกงาน แสงเองก็สำคัญ เหมือนการถ่ายแบบ ถ่ายหนังเลย คือเราต้องมีภาพในหัว มีสเกตช์ก่อน ปีนี้เรารู้แล้วว่าเราจะวาดกี่ชิ้น ก็จะสเกตช์ไว้เลย มีฉาก มีเรื่องราวอย่างไร มีใครอยู่บ้าง กี่คน หลังจากนั้นก็ออกไปหา แล้วมาสเกตช์อีกที ถึงจะทำงานจริง” 

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

ต่างกับตอนเรียนที่เธอเล่าเรื่องเพื่อนๆ ผ่านรูปภาพของเขาโดยใช้เขาเป็นแบบ การทำงานตอนโต เธอนำแบบมาแสดงในเรื่องที่เธออยากจะเล่าแทน 

“ชิ้นล่าสุดที่ไปแสดงที่ ChiangMai Art Museum เขียนไปยี่สิบกว่าคนในรูปเดียว เราเอาทั้งโรงมาผลัดกันถ่ายเลย เขาสนุกกันใหญ่ เขารู้ว่าเราเอาไปวาด ก็เลยไม่ได้หวาดระแวงว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรไม่ดี เพราะรู้ๆ กันอยู่ บ้านก็อยู่ใกล้ๆ กัน”

04

อยู่บ้าน

หากคิดถึงอัมพวา ก็จะคิดถึงตลาดน้ำกับหิ่งห้อย และถ้าคิดถึงหิ่งห้อยแล้ว ก็จะทำให้นึกถึงต้นลำพู ต้นลำพูเป็นต้นไม้ขนาดไม่ใหญ่มาก ขึ้นตามริมแม่น้ำหรือลำคลอง เป็นต้นไม้ที่ชอบมีหิ่งห้อยมาเกาะ

“ชื่อเรามาจากต้นลำพู ตอนเด็กๆ เป็นปมด้อยมากเลย เพราะชื่อฟังแล้วตลกๆ สระอำ สระอู ลำพู” ส่วนระเบียงของบ้านอยู่ติดกับคลองจิ๋ว มีต้นไม้ขึ้นเต็มแบบบ้านสวน ทำให้รอบบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้และคลองลำน้อยๆ ลำพูชี้ไปที่ด้านหลังคลองแล้วเล่าว่า 

“ที่บ้านนี่ก็เคยมีต้นลำพู มันโค่นไปแล้ว แต่ก็ยังมีหิ่งห้อยเต็มเลยนะคะ ส่วนใหญ่หิ่งห้อยจะอยู่ตามพื้นที่ที่สะอาด ตอนกลางคืนจะส่องแสงสวยมากเลย”

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

หลังจากที่ปรับปรุงไป 2 รอบ สตูดิโอของลำพูก็ลงตัว เธอออกแบบให้เป็นเหมือนทั้งบ้านและที่ทำงาน ข้างบนเป็นห้องนอนกับดาดฟ้าเพื่อพักผ่อนหรือปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ส่วนครัวไปทำที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านเดิมของเธอ ตั้งอยู่ด้านหลังสตูดิโอ เธอสร้างขึ้นมาก่อนบ้านหลังนี้ ตอนแรกมีคุณพ่ออาศัยอยู่ด้วย ก่อนเขาจะย้ายกลับไปอยู่น่าน 

ด้านล่างของบ้านเป็นส่วนสตูดิโอทำงานและโซฟารับแขก เธอเก็บสเกตช์หรือต้นแบบของผลงานเก่าๆ เอาไว้ เช่น ต้นแบบประติมากรรม ‘วันวานยังหวานอยู่’ ขนาดวางบนสองฝ่ามือได้ ในขณะที่ผลงานจริงเธอนำมาขยายเพื่อหล่อประติมากรรมออกมาเป็นชิ้นใหญ่ขนาดกว่า 2 เมตร และรูปสเกตช์ลายเส้นผลงานชุด ‘รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง’ เคยจัดแสดงที่ ARDEL Gallery of Modern Art เธอวาดเกี่ยวกับชีวิตคู่ของเธอกับคนรักที่อยู่ด้วยกัน ผ่านร้อนผ่านหนาวในทุกช่วงชีวิต เปรียบเทียบชีวิตคู่กับอาชีพหรือสถานการณ์ต่างๆ 

“อันนั้นเป็นรูปคู่เรากับแฟนค่ะ มัดลงโลงด้วยกันเป็นคู่ไปเลย” ลำพูชี้ให้เห็นผลงานเก่าๆ ซึ่งวางเก็บไว้ดูต่างหน้าผลงานที่เอาไปแสดงที่สตูดิโอของเธอ 

 “โซฟาตรงนี้ ตอนแรกเราเอาไว้เก็บงาน พวกเฟรมหรืองานที่เสร็จแล้ว แต่ตอนหลังก็ไปซื้อตึกอีกที่หนึ่ง ขนงานที่เสร็จแล้วไปเก็บไว้ พอบ้านอยู่ในสวนก็ชื้น ราขึ้นผ้าใบ ก็เลยเปลี่ยนไปใช้ผ้าลินินแทน ราจะขึ้นยากกว่าหน่อย” ลำพูพาเราเดินดูสตูดิโอของเธอ ส่วนปัญหาของการอยู่บ้านสวน นอกจากราแล้วก็คือ ปลวก 

“จริงๆ พื้นไม้ตรงนี้มันสภาพดีกว่านี้ แต่ตอนนี้เริ่มโดนปลวกกินไปแล้ว เมื่อก่อนเราปลูกต้นไม้ให้ปลวกกินต้นหนึ่ง มันก็กินไปหมดแล้ว ตอนนี้ก็ลามมาที่พื้น เรารอให้มันกินๆ ไปให้หมดก่อน ค่อยเปลี่ยนไม้ ตอนแรกเราก็ไม่อยากกำจัดนะ แต่ไม่ไหวจริงๆ มันจะหมดบ้านแล้ว ต้องเปลี่ยนไปใช้ไม้เทียม เลยให้มันกินไปหมดก่อน ยิ่งผ้าใบนี่มันชอบกินมากเลย ก็ต้องฉีดปลวกตรงส่วนที่ทำงาน” เธอพูดพลางหัวเราะ

“นั่งร้านนั้นเราซื้อมาเพราะต้องทำงานชิ้นใหญ่ เลยต้องปีนนั่งร้านขึ้นไปนั่งทำ ก่อนหน้านี้เราใช้บันได นั่งร้านจะเสียเวลาตอนที่ลงมาเล็งดูรูป แต่บันไดก็หอบอุปกรณ์ทั้งหมดขึ้นไปไม่ได้ ความจริงนั่งร้านพับเก็บได้นะคะ ถ้าไม่ได้ใช้ก็จะถอดเก็บ” เธอหยิบผ้าผืนน้อยขึ้นมาอธิบายว่า “พาเลตต์สีนี่เราใช้เศษผ้าจากแคนวาส ปกติจะใช้ไปเรื่อยๆ พอมันเริ่มหนักก็เปลี่ยนไปใช้เศษผ้าอันใหม่” และพอถามถึงลู่วิ่งอันใหญ่ที่วางพิงเสาอยู่ ว่าอันนี้ใช้ทำงานหรือใช้วิ่ง ลำพูก็หัวเราะพร้อมตอบว่า “ลู่วิ่งตรงนี้เราใช้วิ่งทุกวันนะ เวลาจะใช้ค่อยหยิบลงมา ไม่ได้ใช้ทำงานนะคะ” 

เราอดไม่ได้ที่จะถามถึงหุ่นมาริโอ้ 8 bit ลำพูเล่าว่า เธอไม่ได้ทำเอง แต่เพื่อนในละแวกบ้านทำ ก็เลยช่วยอุดหนุนเขา ส่วนต้นหูกระจงเธอเล่าว่า “เขาให้ปลูกห่างจากบ้านกัน เพราะรากมันชอนไชทำลายโครงบ้าน แต่โชคดีที่บ้านเรายกตัวเรือนสูง เลยไม่ได้กระทบมาก”

บรรยากาศสบายๆ ของบ้านบวกกับอากาศฤดูฝนแบบนี้ ชวนให้นอนกลางวันได้ทั้งวัน 

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

“การมีสตูดิโอที่อัมพวา ข้อดีคือมีสมาธิ ได้ทำงานมากกว่า แต่ข้อเสียคือเวลาอยู่บ้านจะคิดไม่ออก ต้องไปเที่ยว ไปเจอผู้คน มีการพูดคุย หาประสบการณ์” 

เธอเล่าว่า ช่วงแรกที่กลับมาอยู่บ้าน พอสบายเกินไปก็เลยขี้เกียจ ยิ่งเธอมีเพื่อนๆ อยู่ในละแวกบ้าน เธอก็ยิ่งเถลไถล ผ่อนผัน ทำงานบ้างไม่ทำบ้าง 

“เราเป็นแบบนั้นอยู่สักพัก จนมาคิดได้ว่าเพื่อนเราหลายคนทำงานออฟฟิศเขาได้งานทุกวันเลย เทียบกับเรา วันๆ ไม่ได้อะไรเลย” ลำพูกล่าว 

เธอเล่าว่าหลังจากนั้นจึงเริ่มมีวินัยกับตัวเอง ใน 1 ปีเธอกำหนดจำนวนงานที่ต้องทำให้เสร็จ เวลาที่ต้องใช้ในการทำงาน แม้กระทั่งเวลาพักจากงานไปเก็บประสบการณ์

“ถึงอย่างนั้น เราก็ยังได้งานน้อยกว่าตอนไปทำข้างนอกอยู่ดี” ลำพูกล่าว ทำให้อยากรู้ว่าเธอไปไหนมาแล้วบ้าง

05

ออกนอกบ้าน

ลำพูเล่าว่า หลังจากมีชื่อเสียงจากการได้รับรางวัลยุวศิลปินไทย Young Thai Artist Award นอกจากจะมีสื่อที่ให้ความสนใจผลงานเธอแล้ว ก็มีคนในวงการศิลปะทั้งในไทยและต่างชาติเห็นผลงานของเธอ สิ่งที่ตามมาคือ ลำพูได้รับเชิญไปเวิร์กช็อป หรือไปเป็นศิลปินพำนักตามมหาวิทยาลัยหรือพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศอยู่เรื่อยๆ เช่น ญี่ปุ่น เม็กซิโก เวียดนาม ล่าสุดเธอเองก็เพิ่งกลับมาจากประเทศจีน

“เราไปเป็นศิลปินพำนักที่ Fukuoka Asian Art Museum ที่ฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น อยู่ที่นั่น 2 เดือน มีอพาร์ตเมนต์ที่เดินไปทำงานได้ ก็เหมือนเป็นการเปลี่ยนสตูดิโอไปเลย”

นอกจากจะเปลี่ยนสถานที่ทำงานแล้ว วิธีการทำงานของเธอก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เช่นอุปกรณ์ที่ไม่เหมือนกันและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ลำพูเล่าว่า “เราชอบญี่ปุ่นนะ แปลกดี มีเรื่องอะไรที่เราคาดไม่ถึง หลายอย่างที่เราวางแผนไว้ก็เอามาใช้จริงไม่ได้ บางครั้งจะมีพวกอาสาสมัครที่มาทำงานช่วยศิลปินในสตูดิโอ เด็กๆ ที่มาดูงานเรา เขาก็จะให้ความร่วมมือมาเป็นแบบให้เรา คนก็จะต่างกันไปเลย”

พอผู้คนต่างกัน ผลตอบรับต่างกันแล้วแต่ที่ ในขณะที่ผลงานบางชิ้น เมื่อแสดงในไทยจะได้รับการตอบรับอย่างดี ก็อาจจะไม่เหมาะกับบริบทต่างประเทศ ลำพูแนะนำว่า เมื่อไปทำงานต่างประเทศก็ต้องเขียนเรื่องที่สากลขึ้น เรื่องที่ทั่วโลกเข้าใจได้ หรือวิถีชีวิตและประเด็นสังคมที่กว้างขึ้น

06

จากวันนั้นถึงวันนี้

ลำพูโด่งดังหลังจากรางวัลศิลปะต่างๆ หนึ่งในนั้นก็คือรางวัลยอดเยี่ยมสาขาศิลปะสองมิติ Young Thai Artist Award โดยมูลนิธิเอสซีจี ครั้งที่ 3 ช่วงปริญญาตรีปี 5 ด้วยผลงาน ‘นางสาวภาพยนตร์’ 

นางสาวภาพยนตร์เล่าถึงคุณค่าของชีวิต เป็นภาพล้อเลียนคุณยายข้างบ้าน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจคนหนึ่งของลำพู 

“ยายเป็นคนขยัน แล้วก็มีวินัยมาก ตื่นมาตี 4 หุงข้าว เริ่มทำงาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็นทุกวัน เพราะเป็นคนทำงาน เขาเคยเป็นคนค้าขาย พอตอนนี้เกษียณแล้วก็ยังอยู่เฉยไม่ได้ ทำโน่นทำนี่ ทำสวนปลูกต้นไม้ตลอด” ลำพูเล่าถึงยายต่ออีกว่า “หลานเขาเรียกยายภาพยนตร์ๆ เราเลยคิดว่าเขาชื่อนี้ แต่จริงๆ เขาชื่อสุภาพนะคะ” เธอหัวเราะ “ตอนวันรับรางวัลเราไม่ได้ไปเพราะติดไปต่างประเทศ เลยให้คุณแม่ไปกับยายภาพแทน” เธอเล่าถึงเวทีประกวด “ยายตื่นเต้นมากเลย เพราะมีคนมาขอสัมภาษณ์เต็มเลยค่ะ”

รางวัล Young Thai Artist Award สำหรับเธอแล้วเป็นรางวัลที่ใหญ่มาก นอกจากเธอจะภาคภูมิใจกับความสำเร็จในฐานะศิลปินคนหนึ่ง ภูมิใจกับประเด็นสังคมที่สื่อออกไปให้คนรับรู้จนให้การยอมรับ เธอยังนำรางวัลมาต่อยอด ต่อเติมบ้านและเริ่มสร้างสตูดิโอ รวมไปถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ก็คือการนำเงินรางวัลมาเลี้ยงดูแม่ให้แม่ได้เลิกทำงานที่กรุงเทพฯ อย่างที่ฝันไว้ตั้งแต่เด็ก และกลับมาอยู่บ้านที่อัมพวา ลำพูเล่าว่า รางวัลนี้เปลี่ยนชีวิตเธอเลยก็ว่าได้

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

เมื่อเราถามถึงการพัฒนาผลงาน ลำพูก็เล่าว่า ช่วงที่ยังเรียนอยู่เธอจะหยิบเอาเรื่องจากคนใกล้ตัวมาเล่า แต่หลังจากการได้รับรางวัล เธอก็เปลี่ยนกระบวนการคิดงาน โดยเริ่มจากการคุยกันในกลุ่มเพื่อนแทน บางทีเพื่อนจะเสริมมุกนู้นมุกนี้เข้ามา รวมทั้งการออกไปเจอเรื่องจริง ลำพูมองว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากการประกวดจนถึงตอนนี้อีกอย่าง คือเนื้อเรื่องที่จะสื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ร่วมสมัยขึ้น เป็นเรื่องที่เข้าถึงผู้คนวงกว้างกว่า เมื่อมีสื่อให้ความสนใจชื่อเสียงมากขึ้น ก็มีผู้คนเห็นผลงาน สนใจผลงานมากขึ้น เรื่องที่เธอจะเล่าบนภาพวาดจึงกลายเป็นเรื่องที่ผู้ชมมีประสบการณ์ร่วมมากกว่าประสบการณ์เฉพาะกลุ่มเพื่อน กลุ่มคนในมหาวิทยาลัย

ลำพูเดินไปแกะงานที่ห่อบับเบิ้ลอยู่มาเปิดให้พวกเราดู เป็นรูปเด็กเอเชียหน้าตี๋ ผิวคล้ำ และผู้ใหญ่ในร่างเด็กผมทอง หน้าอมส้ม ที่มองปราดเดียวก็ถามเธอว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ใช่มั้ยคะ” ลำพูหัวเราะแล้วอธิบายว่า “อันนี้เป็นชุดใหม่ล่าสุดที่จะไปแสดงที่จีน ตอนนี้หัวเหว่ยกับอเมริกากำลังมีปัญหากันอยู่ ก็เลยเขียนเป็นนักเรียน เด็กเล่นกัน เราพูดถึงการกลั่นแกล้งกัน แต่จะวาดเด็กฝรั่งก็อาจดูเป็นการเหยียดเชื้อชาติ เลยใช้เป็นตัวบุคคลไปเลย คนดูจะได้เข้าใจกว่า”

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

ช่วงที่ทำงานแนวภาพล้อเลียนมาได้สิบกว่าปีพอดี เธอเองก็ลังเลว่าจะเปลี่ยนสไตล์การทำงานไปเลย จนอาจารย์ท่านหนึ่งบอกเธอว่า “การที่เราจะพอหรือไม่พอ มันอยู่ที่ตัวเรา ว่าจะต้องเปลี่ยนมั้ย” สำหรับเธอแล้ว การจะวาดภาพล้อเลียนสไตล์หัวโตต่อไป ขึ้นอยู่กับว่าเทคนิคนี้ยังสื่อกับผลงานของเธอได้หรือไม่ บางเรื่องที่เธอไม่รู้สึกขำกับมันแล้ว ก็อาจจะใช้ไม่ได้อีก 

ในยุคที่มุกตลก การ์ตูนแก๊ก หรือเรื่องตลกทั่วไปสามารถหาได้ตามโลกออนไลน์ในจำนวนมาก ลำพูมองว่า “รูปที่เห็นตามสื่อออนไลน์ต่างกับเราตรงที่ลักษณะของเขาจะเป็นรูปแบบการ์ตูนเล็กๆ หาดูได้ง่าย รวดเร็ว เราอาจไม่ได้ดีกว่าเขา แต่เราคิดว่าถึงจะเป็นเรื่องตลกคล้ายๆ กัน แต่ความละเอียดลออของงานจิตรกรรม การเคลื่อนไหวของฝีแปรง ที่เกิดมิติมากกว่าการเปิดดูภาพแล้วขำเพียงชั่วขณะ สิ่งเหล่านี้ดึงดูดผู้ชมให้อยากดูผลงานของเราต่อไปเรื่อยๆ”

หากคุณอายุ 18 – 25 ปีแล้วสนใจ ขอบอกว่าโครงการรางวัลยุวศิลปินไทยหรือ Young Thai Artist Award โดยมูลนิธิเอสซีจีประจำปีนี้กำลังเปิดรับผลงานแล้วตั้งแต่วันนี้ถึงช่วงปลายกรกฎาคม มีทั้งหมด 6 สาขา ประกอบด้วย สาขาศิลปะ 2 มิติ สาขาศิลปะ 3 มิติ สาขาการประพันธ์ดนตรี สาขาวรรณกรรม สาขาภาพยนตร์ และสาขาภาพถ่าย แต่ละสาขามีเงื่อนไขและวันเปิด-ปิดรับสมัครแตกต่างกัน เข้าไปดูรายละเอียดในเพจเฟซบุ๊ก YoungThaiArtistAward ได้เลย ดาวน์โหลดใบสมัครที่นี่

Writer

พีรมณฑ์ ตุลวรรธนะ

เจ้าของเพจ ‘ศิลปะเข้าใจยากจริงหรือ’ อยากให้คนเข้าใจศิลปะ-วัฒนธรรมมากขึ้น แต่ก็อยากกินของอร่อยแล้วก็อยากมีเงินชอปปิ้งด้วย

Photographers

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

กรริน วิจิตรประไพ

อดีตนักเรียนออกแบบที่สนใจการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่าย ปัจจุบันเป็นช่างภาพอิสระ ศึกษาปริญญาโทด้านการถ่ายภาพที่มิลาน

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

ดอกไม้แผ่กลีบสะพรั่ง ใบพืชเกี่ยวกระหวัด ผีเสื้อหลายสี ปักษานานาชนิด คือสิ่งละอันพันละน้อยที่นักวาดภาพสาวชาวอำเภอแม่จันหลงใหล จนหยิบเอามาถ่ายทอดลงบนจิตรกรรมฝีมือเธอแทบทุกชิ้น สมกับที่ได้ชื่อจริงละม้ายชื่อบุปผางามมาแต่กำเนิด

อิ๋ม-พุทธรักษ์ ดาษดา คือชื่อจริงเสียงจริงที่มารดาตั้งให้เธอ มิใช่ชื่อในวงการที่หลายคนเข้าใจ

“ถ้ามี ‘ษา’ มันจะเหมือนดอกไม้ใช่ไหม ตั้งแต่เวลาใครประกาศชื่อเรา เขาจะเติม ‘ษา’ ให้ กลายเป็น ‘พุทธรักษา’ แม่บอกว่าอิ๋มเกิดวันพุธ เลยเป็นพุทธรักษ์”

แม่ญิงเจียงฮายในชุดเดรสลายดอกชี้แจง ท่ามกลางกรอบรูป เฟรมผ้าใบ แจกันดอกไม้ แมลงสตัฟฟ์ในขวดโหล และสารพัดของกระจุกกระจิกที่คับคั่งอยู่ในห้องทำงานของ ‘ดาษดาสตูดิโอ’

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

ในรอบสิบปีหลัง ชื่อของ พุทธรักษ์ ดาษดา เป็นที่รู้จักมากขึ้นทุกทีในฐานะศิลปินหญิงดาวรุ่งผู้สร้างงานศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์จากธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเธอ

แม้กระนั้น เจ้าของชื่อ-นามสกุลแสนไพเราะกลับไม่เคยเรียกตัวเองว่า ‘ศิลปิน’ เลยสักครั้ง เธอยังเห็นตนเองเป็นหญิงสาวติดบ้านคนเดิมที่รักจะได้เห็นต้นไม้ใบหญ้า เสพความสุขจากไออุ่นในถิ่นเกิด ตลอดจนเรียนรู้วิทยาศาสตร์และสัจธรรมชีวิตจากพืชพันธุ์และสรรพสัตว์เช่นที่เคยเป็นเสมอมา

ก่อนจะพูดถึงวันที่ไม้งามผลิดอก ขอนำทุกท่านย้อนไปยังจุดเริ่มต้น ในวันที่พุทธรักษ์ต้นนี้เพิ่งแตกหน่อจากราก เพื่อให้ได้รู้จักตัวตน ‘คนทำงานศิลปะ’ ผู้นี้ดียิ่งขึ้น

วาดรูปเป็นก่อนเขียน ก ไก่

ย้อนไปในวัยอนุบาลที่คุณครูหรือผู้ใหญ่แจกกระดาษพร้อมดินสอคนละแท่ง เด็กบางคนเลือกเขียนตัวหนังสือก่อน แต่เด็กอีกจำนวนมากก็เลือกที่จะวาดภาพก่อนเป็นอย่างแรก

อิ๋มเป็นสมาชิกกลุ่มหลัง เธอไม่ได้แค่ชอบวาดภาพธรรมดา แต่รักเป็นชีวิตจิตใจ

“ก็เหมือนเด็กที่ชอบศิลปะทั่วไป ชอบวาดรูป จำได้ว่าเราเขียนรูปก่อนที่จะเขียน ก ไก่ เขียนเป็นรูปไก่ออกมาเลย” เธอใช้นิ้วร่างภาพไก่ตัวนั้นให้เราดูในอากาศ “แม่ขอให้เขียนรูป ซื้อสีซื้อกระดาษมาให้ พาไปโรงเรียนฝากเลี้ยง เราก็จะรอเขียนรูปอย่างเดียว เขานอนกัน เราเขียนรูป กลับบ้านไปก็เขียนอีก”

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

แม่จัน อำเภอเหนือเกือบสุดขอบประเทศซึ่งอิ๋มเรียกว่า ‘บ้าน’ ได้เต็มปาก เป็นภูมิลำเนาของคุณแม่ผู้ทำอาชีพช่างเย็บผ้าและช่างเสริมสวย ส่วนคุณพ่อที่รับราชการทหารเป็นชาวนครราชสีมา ท่านเกษียณอายุตั้งแต่เธอเพิ่ง 7 ขวบ ก่อนจะถึงแก่กรรมไปตั้งแต่เธอยังจำความไม่ได้มาก

อิ๋มมีพี่สาว 1 คน แม้จะใช้ชีวิตอยู่คนละจังหวัดมาแทบทั้งชีวิต แต่เธอก็เชื่อว่าสาเหตุหนึ่งที่ใฝ่ใจมาทางศิลป์ คงเป็นเพราะได้เห็นตัวอย่างจากพี่สาวผู้ใช้ชีวิตอยู่กับญาติฝั่งพ่อเป็นส่วนใหญ่

“พี่สาวเขาเขียน เรารู้สึกว่าเขาทำสวยจัง ไปแอบดูแล้วก็เขียนตาม หลังจากนั้นก็เริ่มเขียนตัวหนังสือ ตัวหนังสือของพี่สวย พอเราโตขึ้นก็ไปถามเขาว่าทำไมถึงชอบเขียน เพราะเราดูเขาเขียนเนี่ยแหละ เราถึงชอบและเขียนมาจนถึงวันนี้”

แต่บุคคลที่เป็นแรงผลักดันให้เธอก้าวมาเดินบนเส้นทางสายศิลปะเต็มตัวนั้นจะเป็นใครไปอีกไม่ได้นอกเสียจากแม่ ซึ่งเป็นญาติสนิทที่สุด

“แม่เขาน่าจะชอบความสวยความงามค่ะ เขาชอบวาดปลาปักเป้า วาดไก่ สมัยเรียนอิ๋มแกะสลักไม้ส่งอาจารย์แล้ววางทิ้งไว้ แม่ก็จะมาเติมหน้าให้ เขาชอบเขียนชื่อติดทุกอย่าง หรือตุ๊กตาของเรา แม่เราเขาก็เอาสีมาแต้มหัว อิ๋มว่าเขามีหัวศิลป์ มีศิลปะในตัวเขานะ”

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

พุทธรักษ์ ดาษดา เล่าว่าแม่ของเธอชอบที่ได้เห็นลูกสาววาดรูป ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของแม่ เธอผ่านเวทีประกวดงานศิลปะตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงประถม ภาพวาดของเธอได้รับการแปะขึ้นบนกระดาน เป็นความภูมิใจที่เด็กหญิงจำได้ไม่รู้ลืม ครั้นเข้าเรียนชั้นมัธยม เธอก็เริ่มหารายได้จากการเขียนภาพประกอบ มีคุณครูเป็นผู้จ้าง ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งเธอยังได้รับการว่าจ้างจากเพื่อนฝูงให้วาดรูปการ์ตูนตาหวานแบบที่เด็กสาววัยรุ่นคลั่งไคล้กัน ช่วยให้อิ๋มมีรายได้สำหรับจับจ่ายเองแต่เด็ก

“เราก็ชอบอ่านการ์ตูน เริ่มมาจากการ์ตูน เช่าหนังสือ ซื้อหนังสือการ์ตูนมาอ่าน แล้วก็เขียนตาม ถ้าเจอในหนังสือวิชาต่าง ๆ ก็ลอกลาย เขียนการ์ตูน มาจากการ์ตูนก่อน เขียนให้เหมือน”

ถึงจะมีใจรักทางด้านนี้มาตั้งแต่เพิ่งหัดคัดอักษรไทย อิ๋มในวัยนั้นกลับไม่เคยคิดจะเป็นศิลปินอาชีพสักครั้ง เพราะเธอไม่เคยรู้จักคนที่ทำงานวาดเขียนเป็นอาชีพมาก่อน

“ไม่คิดจะเป็นศิลปินเลย ไม่รู้จักเลยว่ามีอาชีพแบบนี้ด้วย รู้จักแต่นักเขียนการ์ตูน เพราะเราชอบอ่านการ์ตูน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเอามาเป็นอาชีพได้อย่างไร”

ก้าวสู่สถาบันศิลปะ

แล้วมาวันหนึ่ง อิ๋มก็ได้รู้ว่าสิ่งที่เธอชอบมีสาขาให้ศึกษาต่อได้ในระดับชั้นที่สูงขึ้นไป

“ตอนอยู่มัธยมที่แม่จัน มีครูแนะแนวดูแววว่านักเรียนคนไหนไปเรียนทางไหนได้ ครูบอกอิ๋มว่าที่อำเภอเมืองเชียงรายมีโรงเรียนอาชีวศึกษาที่สอนศิลปะ เป็นสายอาชีพ ให้ไปลองเรียนที่อาชีวศึกษาเชียงราย แม่เข้าใจประมาณหนึ่ง ก็บอกว่าให้ลองไป”

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

จากคำแนะนำของอาจารย์ที่โรงเรียน เด็กสาวจากแม่จันจึงตบเท้าเข้ามาเรียนในตัวเมือง โรงเรียนใหม่ของเธอมีแผนกศิลปกรรมซึ่งให้เลือกสาขาได้ตามอำเภอใจผู้เรียน แต่ด้วยแรงกดดันจากฝีมืออันเอกอุของเพื่อนร่วมชั้นวาดภาพ ทำให้ พุทธรักษ์ ดาษดา เกือบอดแจ้งเกิดในโลกจิตรกรรม

“อิ๋มเกือบจะเบนไปทางถ่ายภาพ รู้สึกว่าเราไม่เคย เคยเห็นแต่การ์ตูน เพื่อน ๆ พวกนี้เขามาจากไหนกัน เขาเขียนหุ่นนิ่งได้มาก่อนแล้วด้วยซ้ำ เรายังไม่เคยเลย”

ความท้อแท้เกือบดลใจให้เธอถอยไปเรียนสาขาวิชาถ่ายภาพ ด้วยเห็นว่ามีเครื่องมือช่วยให้เบาแรง แต่เมื่อนำความตั้งใจนี้ไปรายงานให้แม่และพี่สาวฟัง ทั้งคู่กลับส่งแรงใจให้เธอสู้ต่อในสาขาวิชาเดิม

“สรุปก็เลยได้ไปต่อ ทีนี้ก็สนุกแล้ว ไม่กลัวเลย อิ๋มเหมือนเด็กบ้านนอกที่ไม่เคย มันเลยทำให้เรากระหาย ตื่นเต้นกับทุก ๆ เรื่องที่ได้ลอง พอได้ลองทำมันก็ดีกับเรา แล้วเราก็ทำได้ดีด้วย”

เมื่อจบจาก ปวช. ต่อด้วย ปวส. อิ๋มได้รับข่าวสารจากรุ่นพี่ปีก่อน ๆ ว่าพวกเขาหลายคนได้โบกมือลาเชียงราย ลงไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากรบ้าง โรงเรียนเพาะช่างบ้าง แต่อิ๋มยังไม่คิดจะตามไปด้วยความเป็นคนติดบ้านของเธอประการหนึ่ง กอปรกับ 2 ปีที่เรียนอยู่ในระดับ ปวส. เธอเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าศิลปะหาเลี้ยงชีพได้อย่างไร และอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องกระเสือกกระสนไปต่างเมืองเลย

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

“ระหว่างนั้นมันมีบรรยากาศที่ทำให้เรารู้ว่าศิลปะเป็นยังไง ใครทำงานศิลปะ ได้ไปดูแกลเลอรี่ ไปดูผู้คน ดูศิลปินที่เขาทำงานเป็นอาชีพที่เชียงรายก็มาจัด Exhibition กัน เชียงรายเมื่อก่อนมีแกลเลอรี่ที่เดียว ตรงห้าแยกใกล้ ๆ วิทยาลัยอาชีวะนี่เอง อาจารย์ก็ให้เดินไปดู ก็ตื่นเต้นไปอีก นี่แหละความเป็นเรา ตื่นเต้นไปกับทุกเรื่อง อยากไปฟังเขาพูด อยากไปดูว่าเขาทำอะไรกัน

“ย้อนไปตอนประถม ตอนมัธยม อิ๋มเขียนภาพประกอบ Illustrator 5 บาท 10 บาท มาเป็นหลักสิบหลักร้อย ทำให้อิ๋มมีเงิน เวลาไปแกลเลอรี่ เห็นภาพศิลปะวางขายก็จะช่วยซื้อ เลยได้เห็นบรรยากาศในแกลเลอรี่ และค่อย ๆ เข้าใจคำว่า ‘ศิลปิน’ เข้าใจว่าศิลปินเป็นอาชีพได้”

อยู่ในเมืองศิลปะ

ยอดดอยสูง พรรณไม้สวย ไร่ชาคุณภาพดี อาณาจักรล้านนา พระธาตุดอยตุง… อีกหนึ่งเรื่องที่พาคนทั่วหล้าเมืองไทยให้ประหวัดใจถึงเชียงรายบ้านเกิดของอิ๋ม ก็คือความเป็นบ้านเกิดของศิลปินชั้นครู

“เพราะบรรยากาศค่ะ คนเหนือเราไม่ดุ อย่างน้อยอยู่แล้วสบายใจ” พุทธรักษ์แสดงทัศนะถึงปัจจัยที่เชียงรายเป็นแหล่งเพาะคนสร้างงานศิลป์ระดับแถวหน้าของชาติหลายท่าน 

“คนเชียงรายมีบรรยากาศดี ถ้าอยากได้ความรู้ก็จะไปเรียนที่อื่น แล้วบางทีบรรยากาศที่อื่นให้ความกดดันต่าง ๆ ก็ทำให้กลับมาอยู่ที่บ้าน กลับมาใช้ชีวิต ทำอาชีพที่เชียงราย มี อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี กับ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่ทำให้คนเชียงรายรู้สึกว่าเรากลับบ้านได้ ทำสตูดิโอ ทำแกลเลอรี่ที่นี่มันก็อยู่ได้ มันมีคนมาหาอยู่นะ ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนพูดถึงเชียงรายไป คนไม่รู้จักด้วยซ้ำ พูดถึงเชียงใหม่อย่างเดียว แต่เพราะอาจารย์ทั้ง 2 ท่านนี่แหละที่ทำให้ความมั่นใจเรากลับมา

“แล้วด้วยวัฒนธรรมของเชียงรายที่อยู่กันแบบประนีประนอม ถึงคนในชุมชนจะไม่ชอบกันก็ต้องไปร่วมงาน ไปด้วยมารยาท อยู่กันได้ด้วยขนบแบบนี้ มีอะไรก็รวมตัวกันง่าย เลยกลายเป็นว่าอยู่กันได้เยอะ ๆ”

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

ตั้งแต่อยู่วิทยาลัยอาชีวศึกษา จนกระทั่งไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย สาขาทัศนศิลป์ อิ๋มได้พบปะศิลปินรุ่นพี่มากหน้าหลายตา แทบทุกชื่อที่เราได้ยินได้รู้จักในฐานะศิลปินชาวเชียงราย ล้วนแล้วแต่เคยพบหน้า ทักทาย หรือรู้จักมักคุ้นกับเธอมาแล้ว

“เราก็เริ่มได้เห็นอาจารย์เฉลิมชัย ได้เจออาจารย์ถวัลย์ ไปร่วมเวิร์กชอปที่วัดขาววัดดำ เราก็ไปฟังเขา ชอบบรรยากาศ เจอหลาย ๆ คนตาม Exhibition เราก็ชอบที่จะไป ไปดูอะไรใหม่ ๆ อยากรู้อะไรเราก็ถาม เขาก็คุยกับเรา ใช้ภาษาบ้านเรา เจอประสบการณ์ตรง เจอวิถีที่เราอยากรู้ตรง ๆ เหมือนห้องสมุด”

ศิลปินรายแรก ๆ ที่อิ๋มได้รู้จัก คือ ทรงเดช ทิพย์ทอง ซึ่งเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกับเธอ

“อาจารย์เราเคยแนะว่าให้ไปคุยกับศิลปิน เคยได้ยินแม่บอกว่าแถวบ้านเรามีศิลปินอยู่ แม่ใช้คำนี้มานานแล้วนะ แม่เห็นเขาเขียนรูปอยู่ ส่วนเราไม่เคยเพราะเขาไปใช้ชีวิตอยู่ที่ศิลปากรแล้ว เขาอยู่ที่นั่น เราก็ไม่เคยเจอ แต่อยากถามเขา อยากไปหาเขา

“แล้วมีวิชาหนึ่งอาจารย์ให้ไปคุยกับพี่ ๆ ที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้เรา ตอนนั้นเลยได้เจอพี่ทรงเดช เขาเขียนงานพุทธศิลป์เชิงศิลปะไทยร่วมสมัย แต่ผสมกลิ่นอายของเชียงรายลงไปในนั้นด้วย ตอนไปเจอกันเขาก็ให้ความรู้ว่าที่ไหนมีเรียน ซึ่งอิ๋มไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี หรือการพัฒนาทักษะความคิด กระบวนการที่เขาทำ เขาก็เอามาเล่าให้เราฟัง เราก็รู้ที่มาที่ไป รู้ว่ากระบวนการจากอันนี้ไปอันนี้เป็นอย่างไร แล้วเขาก็แนะนำให้รู้จักศิลปินคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นคนเชียงราย ให้เข้าไปดูคนนี้คนนั้น เราก็รู้สึกว่าดีจัง ชอบวิธีการของเขา”

ส่วนอีกคนที่อิ๋มประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ คือ อังกฤษ อัจฉริยโสภณ

“เราเห็นงานของหลาย ๆ คน แต่ประทับใจอยู่คนเดียว ประทับใจชื่อก่อนแล้ว พี่อังกฤษเป็นคนเชียงราย เราไปเจองานเขาตอนไปทัศนศึกษาที่กรุงเทพฯ เลยอยากค้นหาว่าพี่คนนี้คือใคร เราชอบความคิดกับวิธีการทำเสนอของเขา”

สาวแม่จันเริ่มเข้าสู่โลกศิลปะเต็มตัวในช่วงนั้น ได้พบเห็นวิธีการทำงานของศิลปินตัวจริง และคิดอยากทำงานศิลป์อย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะได้รับการจุดประกายไฟฝันจากครูบาอาจารย์หลายท่าน ซึ่งคำถามที่เธอเคยตั้งกับอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ผู้ล่วงลับ ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในใจเธอตลอดมา

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

“ไปเวิร์กชอปกับลุงถวัลย์ ก็เลยถามแกว่าผู้หญิงเป็นศิลปินได้มั้ย เพราะศิลปินเชียงรายมีแต่ผู้ชาย” อิ๋มแทนเจ้าของพิพิธภัณฑ์บ้านดำด้วยสรรพนามเป็นกันเอง 

“ลุงก็ตอบว่าได้สิ แกก็พาไปดูงาน จำไม่ได้ว่าของใคร เป็นศิลปินต่างชาติคนฝรั่ง เห็นแล้วก็ว้าว มีความรู้สึกว่าผู้หญิงก็เป็นศิลปินได้เหมือนกันนะ”

ช่างศิลป์ในสวนพฤกษ์

พุทธรักษ์จบมหาวิทยาลัยบนวัย 26 ปี ค่าที่ต้องเริ่มเรียนปี 1 ใหม่หลังจบ ปวส. ชีวิตของเธอก็มาถึงทางสามแพร่งที่ต้องเลือกเดินอีกรอบ

อาจารย์ของเธอขอพอร์ตโฟลิโอไปยื่นให้อธิการบดีของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายพิจารณา เนื่องเพราะเวลานั้นทางมหาวิทยาลัยกำลังขาดบุคลากรในตำแหน่งช่างศิลป์อยู่ ทว่าขณะเดียวกัน ศิลปินที่เธอนับถืออย่างพี่ทรงเดชก็เสนอตำแหน่งครูศิลปะโรงเรียนสามัคคีวิทยาคมมาให้ เธอจึงยื่นสมัครเผื่อไว้ทั้ง 2 งาน ก่อนจะถามใจตนเองอีกทีว่างานใดแน่ที่เหมาะสมกับตัวเธอที่สุด

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

“จะเป็นครูหรือเป็นอะไรดี เราก็มานั่งคิด นั่งถามตัวเองและคนทางบ้านว่าถ้าเราไปเป็นครูจะดีไหม เขาก็โอเคกับทั้งสองทาง ทั้งช่างศิลป์ในมหาวิทยาลัยและครูโรงเรียน เขาบอกว่าเป็นครูก็ดีนะ สบาย มั่นคง ทีนี้ก็อยู่ที่ตัวเราที่ต้องเลือกทางของเราเอง”

แววตาของอิ๋มบ่งบอกว่าเธอเลือกถูก ไม่เช่นนั้น พุทธรักษ์ ดาษดา คงไม่มีลายเซ็นของตัวเอง

“เราคิดว่าใช้ตรรกะนี้แล้วกัน เราเริ่มอยากทำงานศิลปะที่เป็นของตัวเอง อยากเอาผลงานของเราไปแสดงในแกลเลอรี่ ก็เลยเลือกงานที่ราชภัฏฯ ได้เข้าไปทำที่นั่นอยู่ 6 ปี”

หน้าที่ของช่างศิลป์คือการบันทึกพันธุ์ไม้ในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ รวมถึงในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นงานกินเงินเดือน เริ่มงาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็น มีห้องทำงานให้ แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ให้อิสระโดยยินยอมให้กลับไปสร้างสรรค์งานศิลป์ที่บ้านนอกเวลางานได้

“วาดรูปอย่างเดียว ใช้สีน้ำบนกระดาษ ต้นฉบับต้องส่งให้มหาวิทยาลัยทุกเดือน เขียนประมาณ 3 ถึง 4 ชิ้นต่อเดือน แล้วแต่เรา อิ๋มทำงานอยู่กับอธิการบดี เป็นการเขียนภาพเพื่อความงาม ใช้ในการประชาสัมพันธ์ หรือของที่ระลึก” เธออธิบายงานที่ได้รับมอบหมายในไม่กี่ประโยค

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

ทักษะแรกที่เธอได้ฝึกฝนจากการทำงานที่นี่ คือการหัดเขียนสีน้ำซึ่งเป็นยาขมหม้อใหญ่ของเธอเมื่อคราวเรียนในมหาวิทยาลัย คนเรียนทัศนศิลป์เล่าว่าสีน้ำจะเป็นสิ่งที่นักศึกษาทุกคนกลัว เพราะแต่ละคนนิยมยึดติดวิธีการในการวาด แต่เมื่อเป็นหน้าที่หลักของช่างศิลป์สวนพฤกษศาสตร์ อิ๋มก็จำเป็นต้องทำและนำผลการทดสอบไปให้ผู้พิจารณาตรวจ ผลที่ออกมาคือผ่าน แม้ว่าเธอจะไม่มั่นใจในงานชิ้นนั้นก็ตาม

วารวันในสวนสมเด็จย่าของเธอเคลื่อนคล้อยไปด้วยความสุนทรีย์ ที่นั่นมีตึกให้ช่างศิลป์อย่างเธอใช้ทำงาน หากต้องการแม่แบบหรือแรงบันดาลใจก็เที่ยวจรไปสรรหาจากสวนได้ทุกเมื่อ พรรณไม้แต่ละต้นเธอได้รับอนุญาตให้ถ่ายรูปได้ หรือจะเด็ดมาดูเป็นตัวอย่างในการวาดภาพก็ได้ ซึ่งอิ๋มกล่าวว่าแรก ๆ เธอต้องเด็ดดอกและใบมาเขียนทุกที เพราะตัวอย่างมีเยอะจนเลือกไม่ถูก

“ทำมาเป็นปี พอทำนาน ๆ ไปก็เริ่มรู้สึกว่ามันเป็นงานของเรา ชั่วโมงที่เขียนให้เขาก็เขียนเก็บไว้ เหมือนได้พักผ่อน ไม่ได้เคร่งเครียดมาก แต่ก็ต้องมีวินัย เลยมีเวลาได้ลองเขียนในสิ่งที่อยากเขียน ช่วงเช้าเขียนสี ๆ ไปแล้ว ตอนเย็นก็ลงสีดำ หรือสีที่ยังไม่มี ทำแบบนี้มาตลอด”

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

งานที่นี่เพาะนิสัยให้เธอตกหลุมรักธรรมชาติ พุทธรักษ์รู้สึกราวกับได้หลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับมวลไม้และสิงสาราสัตว์ทุกตัวที่ได้พบเจอ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่หญิงสาวได้เรียนรู้ใหม่ เพราะแม้เธอจะเกิดและโตที่จังหวัดนี้ แต่กลับมีหลายเรื่องที่เธอไม่เคยรับทราบหรือเข้าใจมันมาก่อน

“เวลาเราไปหาดอกไม้ เราก็จะเจออย่างอื่น เจอผีเสื้อ เจอรังนกที่ตกลงมา ก็ตามไปดู เจอไข่ เจอตัวนก มันก็สนุกดี เหมือนมีอะไรให้เราได้ประทับใจ ให้เราได้คิดบ้าง เรื่องของธรรมชาติที่เกิดขึ้น ณ จุดนั้นทำให้เราใส่ใจ แต่ยิ่งเราเป็นผู้หญิง ก็จะมีคนบอกว่า เธอเขียนสิ มันเหมาะกับเธอ เราก็เลยต่อต้าน ปฏิเสธที่จะเขียน ดราฟต์ในช่วงนั้นก็เขียนตามไอดอลของเรา

แววตาของอิ๋มทอประกายตื่นเต้นราวกับมันเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด

พุทธรักษ์ ดาษดา สาวเจียงฮายผู้ใช้ศิลปะระบายความงามในธรรมชาติผ่านภาพดอกไม้-คน-สัตว์

“แต่เราก็แพ้มัน อย่างต้นมะค่าที่ล้อมเราอยู่ เราเคยได้เห็นว่าเพื่อนมาเล่น แต่เราก็ไม่เคยทดลอง ก็ไปลองเอามันออกจากฝัก มันแข็งมาก เราก็พยายาม มีครั้งหนึ่งพายุถล่มหนักที่เชียงราย แผ่นดินไหว ทำให้ฝักมะค่าตกลงมา อยากให้มาเห็นมากเลย พื้นที่มันกว้างมาก เราไปเห็นแล้วตกใจกับมะค่าที่แบเต็มพื้นมากกว่าหลังคาที่แตก เราตกใจปนดีใจ ตื่นเต้นเหมือนเด็กเลย ไปลองแกะดู ฝักสด ๆ น่ารักมาก”

จากฝักมะค่าที่ตกแตก อดีตช่างศิลป์ได้ต่อยอดมันไปสู่ความเข้าใจในหลักธรรมของพระพุทธองค์

“ธรรมชาติมันมีนวัตกรรมอะไรบางอย่างที่ปกป้องสิ่งที่อยู่ข้างในให้สมบูรณ์และพอถึงเวลาของมันก็งอกขึ้นมากลายเป็นต้นแบบนี้ สลับหมุนเวียน เหตุการณ์นั้นทำให้เราคิด อยู่คนเดียวก็เห็นมะค่าตก พอมันตกเราเก็บไม่ไหวก็ปล่อย แล้วพอพื้นชื้นแฉะ มันก็จะงอกกลับขึ้นมาอีก เรารู้สึกประทับใจ เหมือนเราได้อ่านหนังสือธรรมะที่คิดได้ด้วยตัวเอง ให้เราได้ใกล้และเข้าใจธรรมะมากขึ้น”

และจากเคยคิดว่าธรรมะเป็นเรื่องเข้าใจยาก เธอได้เข้าใจคำสอนเหล่านี้อย่างถ่องแท้ และได้ข้อสรุปแก่ตนเองว่า “ธรรมะกับธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน”

เริ่มจัดแสดงผลงาน

ทำงานวาดเขียนภาพในสวนพฤกษ์นานถึง 6 ปี พุทธรักษ์ ดาษดา ค่อย ๆ สรรสร้างผลงานอันเป็นอัตลักษณ์ของตัวเธอเอง ยามมีเวลาว่างจากงานประจำ เธอก็สลับมาเขียนงานส่วนตัว กระทั่งมาถึงจุดที่เธอต้องไตร่ตรองอนาคตของตนเองในสายอาชีพนี้

เมื่อมีการจัดตั้ง ‘ขัวศิลปะ’ เป็นสมาคมและแกลเลอรี่แห่งใหม่ขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลจากสวนสมเด็จย่า บรรดาศิลปินรุ่นพี่ ๆ ที่อิ๋มเคารพอย่างพี่ทรงเดช พี่อังกฤษ ต่างมาเชิญชวนให้สาวรุ่นน้องนำงานที่เคยวาดไปจัดแสดงที่นั่น เป็นเหตุให้อิ๋มต้องพัฒนาฝีมือและหมั่นสร้างผลงานส่วนตัวเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมหาศาล บางครั้งเบียดบังเวลาทำงานหลัก เธอเลยต้องเลือกทางไปต่อที่ดีกับตัวเองมากที่สุด

“ระหว่างนั้นมีการแสดงงานเกิดขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้าปีที่ 6 อิ๋มก็ไม่ได้เป็นลูกจ้างประจำ ต้องต่อสัญญาไปเรื่อย ๆ แต่ปีที่ 6 ถ้าเซ็นสัญญาแล้วต้องอยู่ยาว ก็เคยคิดไว้ว่าอยู่สักอายุ 30 ก็พอแล้ว เราอยากไปทำที่อื่น ไม่ใช่ว่าตรงนั้นบรรยากาศไม่ดีนะ งานที่นั่นดี แต่เราอยากไปต่ออีก”

อิ๋มเผยสาเหตุที่เธอเลือกจะไม่จรดปลายปากกาต่อสัญญา และหันมาสร้างงานส่วนตัวอย่างเดียว

“พอออกมาเราก็กล้าทดลอง เราไปโซโล่ครั้งแรกที่ขัวศิลปะเลย กล้ามาก จัดแสดงงานเดี่ยวครั้งแรก ลองดู ไม่ได้คิดว่าจะต้องเพอร์เฟกต์ เพราะเคยพลาดโอกาสกับพี่อังกฤษในระหว่างที่เราทำงานอยู่ 

“เขาเห็นงาน Botanical ของเราก็เลยอยากให้ไปลองดู แต่เราก็บอกไปว่ายังไม่มีต้นฉบับค่ะ เพราะว่าต้นฉบับต้องให้เขาไป แต่เป็นโชคดีของเรา เพราะเราเป็นคนไม่ได้ปลื้มกับงานของตัวเองนะ แต่เราชอบดูพัฒนาการของตัวเอง เกิดปัญหาอะไรก็ไปพัฒนาเอา เลยได้เจอผู้คนอีกมากมาย”

อดีตช่างศิลป์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายไม่อายที่จะพูดความจริงกับเราว่า เธอต้องใช้ความกล้าและความเข้มแข็งมากเพียงใดในการแสดงผลงานเดี่ยวช่วงต้น ทั้งด้วยวุฒิการศึกษาที่แลดูด้อยกว่าศิลปินอีกหลายคน และจำนวนผลงานที่ยังมีไม่มาก 

“อิ๋มจบจากมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เป็นเบอร์หนึ่ง ก็เลยต้องเข้มแข็งมากเวลามีคนถาม เราไม่เคยคิดเปรียบเทียบด้วย พอเราจบออกมาแล้ว เราก็ต้องพูดว่าเราจบที่นี่ ก็มีปฏิกิริยาบ้าง มีคุยแล้วถอยบ้าง แต่ก็ไม่ได้โหดร้าย

“เรารู้สึกว่าใครก็ได้ที่คุยกับเราในวันงาน เราโอเคหมด เราก็ไปทุกวันเลย ไปจัดงานทุกวัน ก็เลยได้เจอคนเยอะ เขาถามเราเรื่องงาน ตอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เราคิดมาแล้วว่าเราจะพูดประมาณนี้แหละ แต่เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะโอเคกับพวกคุณหรือเปล่า”

หากเป็นความจริงดังสำนวนว่า ‘เหรียญมีสองด้านเสมอ’ ในทุกปัญหาที่อิ๋มต้องเจอกลับสร้างความแข็งแกร่งเป็นผลตอบแทนเสมอ เธอรู้ตัวว่าตนเองพูดเก่งขึ้น โตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะจากการแสดงงานศิลป์

“พูดคุยกับคนรู้เรื่องขึ้น คือเมื่อก่อนเราไม่ค่อยคุย เงียบ ๆ เขียนรูปแล้วปกปิด กลัวการพูดคุย สื่อสารผ่านงานเท่านั้น แต่ตอนนี้งานเราทำให้เราคุยกับผู้คนมากขึ้น เหมือนที่พี่อังกฤษเคยบอกว่า อิ๋ม ออกมาจากป่าได้แล้ว เขาก็บอกให้เราออกมาเจอผู้คน ได้เปลี่ยนตัวเอง”

ภาพเขียนของ พุทธรักษ์ ดาษดา

หากสายตาสอดส่ายไปทั่ว ‘ดาษดาสตูดิโอ’ จะพบว่าตัวอย่างผลงานที่จัดแสดงแทบทุกชิ้นจะมีรูปแบบและเค้าโครงองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกันเกือบทุกภาพ คือรูปหน้าตรงของมนุษย์ที่ดูค่อนไปทางสตรี ครึ่งบนของใบหน้าถูกบดบังด้วยกลีบดอกหรือใบไม้คล้ายเรือนผมหรือหมวก บนลำตัวมีเถาวัลย์พันร้อย หลายรูปมีสัตว์ตัวจ้อยเช่นนกและแมลงเกาะหรือบินว่อน

“ถ้าคนเห็นง่าย ๆ ก็อาจจะมองว่าเป็นผู้หญิงกับดอกไม้”

เจ้าของผลงานเกริ่นถึงความเข้าใจของคนอื่น ก่อนพูดในมุมมองของเธอเอง

“หลัก ๆ คือเขียนสิ่งที่อยากเขียน” พุทธรักษ์ยิ้มเอียงอายเมื่อได้รับคำถามถึงสไตล์และแรงบันดาลใจในงานเหล่านี้ “แค่คิดว่าสิ่งที่เราได้ทำเช่นงานประจำ เป็นแรงกระตุ้นให้เราทำมาจนถึงทุกวันนี้ เราเขียนพืชเขียนสัตว์อะไรก็ตาม บนโลกนี้ก็มีตัวเรา มนุษย์ อิ๋มให้เป็นสัญลักษณ์มากกว่า ไม่ได้บ่งบอกว่าคนนี้เพศไหน เราลืมสิ่งนี้ไปเลย คือระบบนิเวศตรงนี้เหมือนกัน

ภาพวาดโดย พุทธรักษ์ ดาษดา มีสารพัดขนาด ตั้งแต่ผ้าใบที่ค่อนข้างกว้างจนถึงภาพวาดกระดาษแผ่นเล็ก ส่วนสีที่ใช้ระบายบนชิ้นงานทุกชิ้น เธอใช้แต่สีอะคริลิกหรือสีน้ำซึ่งเหมาะกับภาพที่มีเนื้อที่น้อย แต่ในอนาคตข้างหน้า ไม่แน่ว่าอาจจะขยับไปใช้สีน้ำมันเพื่อรองรับผลงานใหม่ที่ใหญ่เป็นพิเศษ

ในการเขียนงานแต่ละรูป อิ๋มจะบันทึกเป็นลายเส้นร่างคร่าว ๆ ระหว่างสเก็ตช์ไปก็จะระบุเสมอว่าบริเวณไหนควรลงสีใด เธอทำงานทุกชิ้นเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำในเวลานั้น

“เราขับรถออกไปแถวบ้าน เราเห็นทุ่งหญ้าทุ่งนา แค่แวบแรกก็ประทับใจอยากเขียน แค่นั้นเลย พอผ่านไปสักเดือนมันไม่มีแล้ว ก็กลายเป็นเหมือนบันทึก… งานสเก็ตช์เป็นงานที่จริงที่สุดของเรา เพราะเราเขียนทั้งสี ความรู้สึก บรรยากาศต่าง ๆ นานาไว้ แต่พอเสร็จสมบูรณ์มันก็เปลี่ยนไป บรรยากาศตรงนั้นหายไปเยอะ”

แค่ ‘คนทำงานศิลปะ’

“ผู้หญิงเป็นศิลปินได้ไหม?” 

คำถามที่ได้รับคำตอบจาก ‘ลุงถวัลย์’ เมื่อหลายปีก่อน มาวันนี้ ผู้คนมากมายทั้งในและต่างจังหวัดพากันเรียกนักศึกษาสาวผู้ตั้งคำถามด้วยชื่ออาชีพดังกล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำ

แต่ถึงอย่างนั้น พุทธรักษ์ ดาษดา ผู้แสดงงานศิลปะจากปลายดินสอและด้ามพู่กันของตนเองมานักต่อนักก็ยังไม่คิดที่จะนิยามตนเองด้วยคำนี้เลย

“เราทำงานศิลปะอย่างเดียว ไม่รู้เหมือนกันว่า ‘ศิลปิน’ จะจัดหมวดหมู่อย่างไรดี ดูเขิน ๆ เหมือนกันนะ เพราะศิลปินตัวจริงที่เราอยู่ใกล้ท่าน ท่านทำงานตลอด ไม่เคยขี้เกียจเลย การใช้ชีวิตและงานที่ออกมามันคือสิ่งเดียวกันไปหมดเลย นี่แหละศิลปินตัวจริง

“ส่วนเรานี่ก็คงต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก เราไม่ได้ถ่อมตัว แต่รู้สึกจริง ๆ ว่าเราเป็นคนที่ทำงานศิลปะ อะไรก็ตามที่เป็นงานศิลปะ เพราะเราถนัด อย่างอื่นก็ไม่ถนัด” 

อิ๋มเปิดยิ้มขำขัน เธอให้คำจำกัดความตนเองว่า ‘คนทำงานศิลปะ’ มาแต่ไหน จนบัดนี้ก็ยังพอใจในคำนี้ ไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนเป็นอื่นไป

“ก็คงจะทำงานแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ค่ะ” สาวเจียงฮายหัวใจศิลป์ให้เหตุผล “เราอยู่ได้โดยที่ไม่ขัดใจตัวเอง ไม่ตั้งคำถามว่าทำไมเราไม่เป็นแบบอื่น ก็วิถีเราเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ว่าปิดกั้น สุดท้ายแล้วเราก็กลับมาอยู่กับตัวเอง ไม่พยายามพลิกหรือแปลงโฉมเป็นสิ่งอื่น”

แน่นอนว่าชีวิตของอิ๋มคงไม่ได้มาไกลถึงเพียงนี้ ไม่ได้พบอาจารย์ถวัลย์ อาจารย์เฉลิมชัย พี่ทรงเดช พี่อังกฤษ และใครต่อใคร รวมทั้งไม่ได้วาดเขียนรูปอย่างใจรัก หากไม่มีลมใต้ปีกของแม่คอยค้ำจุน

“ที่จริงอิ๋มก็ไม่คิดว่าแม่จะเข้าใจ เคยได้ยินมาว่าคนเคยมาคุยกับแม่ว่าลูกเรียนอะไร แม่ก็ตอบว่าลูกเรียนศิลปะ ก็ได้ยินเขาถามว่าทำไมไม่เรียน หมอ พยาบาล หรือครู แม่ก็บอกไปว่าเขาก็ดูแลตัวเองได้ อยากเรียนอะไรก็ปล่อยเขาเรียน แม่ไม่เคยถามว่าจะเปลี่ยนคณะเรียนไหม ไม่เคยพูดเลย ซึ่งเราก็รู้สึกว่าแม่ปกป้องเราประมาณหนึ่ง ฟังแล้วก็รู้สึกดีที่แม่ไม่เคยว่าการเรียนศิลปะ

“เราดูแลตัวเองได้ ดูแลเขาได้ ทีแรกเขาก็คงแอบกลัวว่าเราจะดูแลตัวเองได้ไหม แต่เขาก็มั่นใจในตัวเราตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เราให้เงินเขาได้ด้วยการเขียนการ์ตูนตั้งแต่เด็ก ไม่ขอเลย อยากได้อะไรก็มาจากตรงนั้นแหละ จนตอนนี้ก็ยังมุ่งมั่นเป็นอาชีพ เขาก็รับรู้ว่านี่เป็นอาชีพ แม่ก็อยู่ในส่วนของแม่ ก็โอเค สบายใจ”

อีกคนที่อิ๋มรักและรู้สึกขอบคุณไม่แพ้กัน ก็คือแฟนหนุ่มแสนดีผู้ยืนหยัดเคียงข้างเธอ

“พี่โน้ตคอยอยู่ข้าง ๆ เรา รู้ว่าเรารู้สึกนึกคิดอย่างไร ถ้ามีคำถามก็จะคุยกับเขาก่อน เขารู้ทุกเรื่อง”

คนสร้างงานศิลปะย้ำอีกว่างานศิลปะเป็นมากกว่าแค่ของประดับไว้ดูด้วยตา คุณค่าของมันมีอเนกอนันต์ ซึ่งเธอยังต้องทำความเข้าใจกับงานที่ทำอยู่ตลอด

“อิ๋มชอบศิลปะ เพราะมันครบองค์ประกอบทั้งตัวงานและคนทำ ทั้งตัวตน วิถีชีวิต และงาน เป็นแรงบันดาลใจที่เราเชื่อสุดใจ”

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load