The Cloud X ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

“ไม่มีหินก้อนใดโง่”

“โรงเรียนนอกกะลา”

เพราะเชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพเท่าเทียมกัน ไม่มีใครฉลาดหรือโง่กว่าใคร มีแต่เด็กที่ไม่ได้รับโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่ดี ถูกต้อง และมีคุณภาพเท่านั้น โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จึงถูกก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2546 

ด้วยวัตถุประสงค์ในการเป็นโรงเรียนตัวอย่างที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ให้ทุกคนโดยเท่าเทียมกัน

ลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกที่สอนให้เด็กฉลาดผ่านความเข้าใจโลกทั้งภายนอกและภายในตัวเอง

เราเดินทางไกลสู่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อไปพูดคุยกับ ครูวิเชียร ไชยบัง ครูใหญ่และผู้ก่อตั้งโรงเรียนที่ร่มรื่นไปด้วยไม้ใหญ่แห่งนี้มีรูปแบบการสอนฉีกไปจากแนวคิดเดิมทางการศึกษา เพื่อสร้างระบบปัญหาการศึกษาที่ยั่งยืนและเท่าเทียมสำหรับทุกคน

“มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองได้ การศึกษาที่แท้จริงจึงเป็นกระบวนการพัฒนาตัวเอง จากการตั้งคำถาม ปฏิบัติเพื่อค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ดังนั้นครูจึงไม่ใช่ผู้สอน แต่เป็นเสมือนผู้ร่วมทางที่จะช่วยประคับประคองนักเรียนไปบนเรือลำเดียวกัน”

01

โรงเรียนนอกกะลา

ที่นี่เป็นโรงเรียนเอกชนที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียน งบประมาณดำเนินการส่วนใหญ่มาจากเงินบริจาค กิจกรรมหารายได้ของโรงเรียน และรับนักเรียนด้วยการจับสลาก ไม่วัดจากความสามารถหรือข้อสอบ ไม่คัดใครเข้าและไม่คัดใครออก โดยเด็กส่วนใหญ่มาจากครอบครัวชาวไร่ชาวนาในพื้นที่ 

ลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกที่สอนให้เด็กฉลาดผ่านความเข้าใจโลกทั้งภายนอกและภายในตัวเอง

“การศึกษาในปัจจุบันเน้นการท่องและจำเหมือนนกแก้วนกขุนทองตามแบบที่เขาว่า ซึ่งเขาเหล่านั้นตายไปแล้วเป็นร้อยปี เป็นรูปแบบการศึกษาที่เน้นวัดผลด้วยคะแนนสอบ และมาพร้อมกับความเชื่อว่าคนที่ได้คะแนนน้อยกว่าจะล้มเหลว ซึ่งเป็นการแบ่งแยกระดับที่ทำลายมนุษย์จากการตีความว่ามนุษย์โง่

“หัวใจของการศึกษา คือกระบวนการพัฒนามนุษย์ให้เป็นอิสระ อิสระจากความไม่รู้ อิสระจากสิ่งที่ครอบ” ครูวิเชียรเริ่มต้นอธิบาย ฉันนึกถึงกะลาและคำบนป้ายหน้าโรงเรียน ‘โรงเรียนนอกกะลา’

ลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกที่สอนให้เด็กฉลาดผ่านความเข้าใจโลกทั้งภายนอกและภายในตัวเอง

การจัดการศึกษาของโรงเรียนลำปลายมาศตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 จึงเน้นพัฒนาความเป็นมนุษย์และศักยภาพของผู้เรียนอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยสอนให้นักเรียนมีทักษะในการใช้ชีวิต การประกอบอาชีพ พึ่งพาตนเองได้ มีจิตสำนึกในการช่วยเหลือผู้อื่นและพัฒนาสังคม

เมื่อสำเร็จการศึกษา นักเรียนทุกคนจะรู้จักตัวเอง สามารถคิดวิเคราะห์ และมีทักษะแก้ปัญหาต่างๆ อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่จำเป็นต่อการเติบโตและดำรงชีวิตในยุคปัจจุบัน 

02

ปัญญาภายใน, ฉลาดจากความเข้าใจตัวเอง

“เราชัดเจนเรื่องเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียน เรามองถึงเรื่องการพัฒนาคน อยากให้เขาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์โดยมองสองด้าน ด้านแรกคือความฉลาดภายนอก เข้าใจต่อโลกและปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และความฉลาดภายใน คือความเข้าใจตัวเอง ซึ่งความฉลาดทั้งสองด้านจะนำไปสู่การดำเนินชีวิตที่มีความสุขได้

“ฉลาดคือมีทั้งความรู้และมีความเข้าใจ ระบบการศึกษาแบบเดิมเน้นให้เด็กรู้ เด็กก็ท่องจำสิ่งเหล่านั้นโดยไม่ได้เข้าใจมัน เด็กรู้ว่าต้นไม้ผลิตออกซิเจน มีคุณสมบัติอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่ได้เข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติมันเกื้อหนุนเชื่อมโยงกัน และตัวเราเองมีความสัมพันธ์กับพวกมันอย่างไร

“ในขณะเดียวกัน การศึกษาแบบเดิมก็สอนให้เด็กมีความเข้าใจภายในตัวเองน้อยมากเช่นกัน ปีนึงโรงเรียนอาจจะพาเด็กไปเข้าค่ายธรรมะสักสามวัน แต่ค่ายธรรมะไม่ได้ทำให้โครงสร้างความคิดเชิงจริยธรรมในสมองของเด็กๆ ต่างออกไป”

ตารางเรียนในแต่ละวันของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาประกอบไปด้วยการเสริมสร้าง Emotion and Spiritual Quotients (ปัญญาภายใน) และ Intellectual Quotients (ปัญญาภายนอก) 

ในทุกเช้า เด็กๆ จะได้ทำกิจกรรมจิตศึกษา เป็นการพัฒนาปัญญาจากภายใน เพื่อสร้างการตระหนักรู้ของเด็กให้ตื่นด้วยการฝึกสติ ฝึกใคร่ครวญให้รู้ตัว เท่าทันอารมณ์ ควบคุมตัวเองได้ เห็นคุณค่าของสรรพสิ่ง และน้อมนำสิ่งที่ดีงามเข้าไปสู่จิตใต้สำนึก 

ลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกที่สอนให้เด็กฉลาดผ่านความเข้าใจโลกทั้งภายนอกและภายในตัวเอง

และเป็นการปรับคลื่นสมองของเด็กๆ ที่เพิ่งวิ่งเล่นมา ให้อยู่ในสภาวะคลื่นสมองต่ำ เพื่อความพร้อมในการรับข้อมูล ซึ่งส่งผลต่อความจำและการเรียนรู้ 

ครูวิเชียรอธิบายว่า จิตศึกษาไม่ใช่การบังคับให้เด็กนั่งสมาธิ เพราะการนั่งสมาธิอาจจะยังไม่เหมาะกับพฤติกรรมของเด็กวัยซน ถ้าเราไปบังคับให้ทำ เขาจะยิ่งเบื่อ ไม่ให้ความร่วมมือ และไม่เกิดผลลัพธ์ที่คาดหวังในที่สุด

ลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกที่สอนให้เด็กฉลาดผ่านความเข้าใจโลกทั้งภายนอกและภายในตัวเอง

อย่างทางเดินที่ฉันเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครู่ เป็นทางเดินพิเศษที่สร้างขึ้นโดยมีบ่อน้ำเล็กๆ ตรงสุดทางเดิน และมีท่อนไม้วางกระจัดกระจายอยู่ตลอดทาง เพื่อให้ผู้เดินได้ฝึกสติ จดจ่อกับปัจจุบัน และรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร เพราะถ้าไม่รู้ตัว อาจสะดุดสิ่งกีดขวางเหล่านี้เอาได้ง่ายๆ 

03

ปัญญาภายนอก, มองโลกด้วยความเข้าใจถ่องแท้

หลังกิจกรรมจิตศึกษา ก็มาสู่การเสริมสร้างปัญญาภายนอก ช่วงเช้าในห้องเรียนรูปหกเหลี่ยมที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันปัญหาเด็กหลังห้อง เด็กๆ จะได้เรียนรู้วิชาทักษะพื้นฐานภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์แบบองค์รวม 

เช่น ภาษาไทย เรียนรู้ผ่านวรรณกรรมที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละวัย ฝึกวิเคราะห์ภาษาตามหลักภาษา ภาษาอังกฤษ เน้นการสื่อสารผ่านวรรณกรรมต่างประเทศ ส่วนคณิตศาสตร์เรียนรู้ผ่านความเข้าใจ ไม่เร่งหาคำตอบ แต่เน้นการเขียนแผนภาพ วางแผนการแก้ปัญหา เป็นต้น 

“ครูเป็นหัวใจในฐานะผู้สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ในฐานะของผู้สอน เพราะฉะนั้น การที่ครูจะเปลี่ยนกรอบคิดจากผู้สอนมาเป็นผู้มีบทบาทในการจัดการเรียนรู้ ก็ต้องเปลี่ยนวิธีมองเด็กด้วย ทั้งเนื้อทั้งตัวเขาคือมนุษย์ที่กระหายจะเรียนรู้ ต้องมองไปในลักษณะนั้น แล้วก็กระตุ้นด้วยคำถามหรือองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ แล้วก็อำนวยให้เขาได้เรียนรู้ด้วยตนเองและเรียนรู้ร่วมกันเสมอ”

ลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกที่สอนให้เด็กฉลาดผ่านความเข้าใจโลกทั้งภายนอกและภายในตัวเอง

จากนั้นในช่วงบ่าย เด็กๆ จะได้เรียนรู้ด้วยกระบวนการ PBL หรือ Problem Based Learning เพื่อเสริมสร้างปัญญาภายนอก ให้เด็กรู้จักตั้งคำถามและแก้ปัญหาในหัวข้อที่ตัวเองสนใจหรือเรื่องที่เกี่ยวกับชุมชน

PBL เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง บูรณาการหลากหลายศาสตร์วิชาเข้าด้วยกัน อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติและการเรียนรู้ของสมอง ซึ่งจะทำให้เด็กเชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริงได้

ลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกที่สอนให้เด็กฉลาดผ่านความเข้าใจโลกทั้งภายนอกและภายในตัวเอง

“นอกจากเด็กๆ จะได้ฝึกทักษะการคิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้พวกเขากล้าแสดงความคิดเห็นต่อข้อมูลที่ไปแสวงหาค้นคว้ามาด้วยตัวเอง ได้แลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ อย่างอิสระ โดยไม่มีใครมาตัดสินว่าผิดหรือถูก

“เมื่อได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง เด็กจะเรียนรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองตั้งสมมติฐานนั้นถูกหรือผิดด้วยเหตุผลอะไร จากที่สอนตามแบบเรียนเป็นบทๆ ไป ครููผู้สอนก็เปลี่ยนบทบาทเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งแน่นอนว่าครูจะต้องทำงานหนักขึ้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่า เพราะเมื่อเด็กได้ค้นหาคำตอบในสิ่งที่เขาอยากรู้ด้วยตัวเอง เขาจะสนุก สนใจ และจดจำเรื่องนั้นๆ ได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติ”

04

คำตอบที่กลับไปสู่คำถาม

ครูวิเชียรอธิบายต่อว่า “แม้จะไม่มีแบบเรียน ไม่ได้ท่องจำสูตรใดๆ เมื่อต้องไปเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาปีที่สี่ในโรงเรียนที่สอนแบบดั้งเดิม เด็กๆ ก็ปรับตัวได้และมีความรู้ทางวิชาการไม่ต่างจากการเรียนจากหนังสือ ที่เพิ่มเติมมาคือกระบวนการคิดวิเคราะห์ การตั้งคำถาม และทักษะการแก้ไขปัญหาที่มากกว่าเด็กทั่วไป” 

PBL ใช้คีย์เวิร์ด 3 คำในการสร้างกระบวนการ คือ

Play (ชง) คือการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง เช่น ในแบบเรียนสอนว่าจากกล้าต้นเล็ก จะค่อยๆ เติบโตออกรวงเป็นต้นข้าว แต่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาให้เด็กทำนาปลูกข้าวในท้องนาเลย และให้เด็กๆ ดูแลนาข้าวของตัวเองตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสิ้นสุด เขาจะได้สังเกต เรียนรู้ และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

ลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกที่สอนให้เด็กฉลาดผ่านความเข้าใจโลกทั้งภายนอกและภายในตัวเอง

Talk (เชื่อม) คือการแลกเปลี่ยนสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงกับเพื่อนๆ และครูผู้สอน เพื่อต่อยอดความคิดให้กว้างไกลขึ้น ซึ่งจะนำเด็กๆ ไปสู่การตั้งคำถามและการหาคำตอบต่อไปอย่างไม่มีสิ้นสุด

Learn (ใช้) คือการวิเคราะห์ข้อสงสัยของตัวเองอย่างเป็นระบบ ในการหาคำตอบเพื่อแก้ไขปัญหา โดยมีครูเป็นผู้ช่วยแนะแนวทาง กระตุ้นการเชื่อมโยงสิ่งที่เด็กรู้อยู่แล้ว และสิ่งที่เด็กไม่รู้สู่การค้นหาคำตอบในการแก้ไขปัญหา

“คำถามประเด็นต่างๆ ในกระบวนการเรียนรู้ PBL จะเปลี่ยนไปทุกสัปดาห์ ตลอดทั้งสัปดาห์เด็กๆ จะหาข้อมูล วาดแผนภาพ Mind Map ที่ช่วยเชื่อมโยงความคิดให้เป็นระบบ เข้าใจที่มาที่ไปของชุดข้อมูลที่มี จากนั้นนำมาเสนอหน้าชั้นเรียนให้ครูและเพื่อนๆ ฟัง จบแต่ละสัปดาห์ผลงานหลากสีสันของนักเรียนทุกคน จะถูกนำมาติดไว้หน้าห้อง เมื่อเขามีความภาคภูมิใจ เขาก็สนุกที่จะได้เรียนรู้ต่อไป”

ลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกที่สอนให้เด็กฉลาดผ่านความเข้าใจโลกทั้งภายนอกและภายในตัวเอง

คำถามที่ถูกตั้งขึ้นในแต่ละชั้นเรียนจะยาก ท้าทาย และซับซ้อนขึ้นตามลำดับ เช่นในวันที่ฉันได้ไปสำรวจโรงเรียนแห่งนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กำลังหาคำตอบว่า ‘ทำอย่างไรให้น้ำในคลองสะอาด’ 

ซึ่งเป็นคำถามจากปัญหาที่ชุมชนในพื้นที่รอบๆ กำลังประสบภาวะขาดแคลนน้ำอยู่จริง เด็กๆ จึงอยากทดลองทำให้น้ำในลำคลองสะอาด จนสามารถใช้อุปโภคบริโภคได้ เพื่อนำความรู้ที่ได้นี้ไปช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่จริง

โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาไม่มีการสอบปลายภาคอย่างโรงเรียนอื่นๆ แต่ใช้วิธีวัดและประเมินผลตามสภาพจริง และกระทำอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน จากชิ้นงาน PBL ที่ค้นคว้าหาคำตอบและนำเสนอตลอดทั้งภาคการศึกษา หลังจากนำเสนอผลงานแล้ว ก็จะมีการประเมินและสะท้อนงานกันและกัน 

05

กระบวนการสอนแบบไร้ตำรา

ตั้งแต่เริ่มแรก โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาเป็นโรงเรียนต้นแบบในชนบท ที่สอนเด็กให้ใช้ความคิดและเหตุผลมากกว่าการท่องจำ ซึ่งเป็นปัญหาคู่ระบบการศึกษาไทยมาอย่างยาวนาน โดยได้ทุนสนับสนุนจากมูลนิธิเจมส์ คลาร์ก 

“ครูเป็นตัวกลางที่สำคัญที่สุดในการหล่อหลอมให้เด็กๆ เติบโตขึ้นบนระบบความคิดแบบใหม่ ที่มีความรู้ ความเข้าใจโลกทั้งภายนอกและภายในตัวเองอย่างที่กล่าวไปข้างต้น ดังนั้นครูเองก็ต้องเปลี่ยนทัศนคติ และความเข้าใจที่มีต่อเด็กใหม่เช่นกัน ครูต้องเปิดใจที่จะรอรับการเรียนรู้ของเด็ก ฝึกให้เด็กรู้จักตั้งคำถาม แก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และกล้าที่จะแลกเปลี่ยนความคิดของตัวเองกับคนอื่น”

ที่นี่จึงมีกระบวนการพัฒนาครูผ่านชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพที่เรียกว่า PLC หรือ Professional Learning Community ซึ่งเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันระหว่างครูในโรงเรียนเครือข่ายกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ที่นำรูปแบบการจัดการศึกษาของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาไปใช้ โดยมีฐานข้อมูลออนไลน์ที่ให้ครูทุกคนสามารถเข้าไปจัดทำแผนการสอนได้

ลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกที่สอนให้เด็กฉลาดผ่านความเข้าใจโลกทั้งภายนอกและภายในตัวเอง

“โครงสร้างการศึกษาดั้งเดิมที่แข็งแรงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ควรเปลี่ยนมากที่สุด คือโครงสร้างตารางเรียนที่สอนเป็นรายวิชา ด้วยโครงสร้างที่ล้อมกรอบแน่นหนานี้ ไม่ว่าคุณจะใส่กิจกรรมใหม่ๆ หรืออะไรลงไปก็ตาม พฤติกรรมและรูปแบบการสอนของครูจะไม่เปลี่ยน

“ทุกโรงเรียนที่ตั้งใจมาศึกษาดูงาน เพื่อนำระบบการสอนของเราไปใช้ เราจะชวนเขาเปลี่ยนโครงสร้างตารางเรียนใหม่เป็นก่อน จากรายวิชาเป็น Module เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมครูเป็นอย่างแรก เมื่อครูไม่สามารถเปิดตำราสอน เขาจะต้องทำแผนการเรียนใหม่ ซึ่งแรกๆ เขาก็จะยังไม่ค่อยเข้าใจระบบ เปิดโอกาสให้ครูแต่ละคนหันหน้าเข้าหากัน เพื่อช่วยกันทำงานเป็นทีม

“เมื่อครูรู้สึกถึงการยกระดับความรู้ความเข้าใจของตนเองต่อสิ่งที่จะสอนให้เด็กๆ รู้สึกถึงทักษะการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น ครูก็จะมีความภาคภูมิใจในวิชาชีพและรู้ว่าบทบาทของตัวเองสำคัญอย่างไร” 

06

ปลูกโรงเรียนตามใจผู้เรียน

ฉันเดินเยี่ยมชมโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาอยู่นานหลายชั่วโมง และพบว่านอกจากจะร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่แล้ว ที่นี่ยังมีป้ายประกาศที่เต็มไปด้วยผลงานของนักเรียน และถ้อยคำที่กระตุกต่อมความคิดอยู่ตามมุมต่างๆ ของโรงเรียน

ห้องเรียนระดับชั้นอนุบาลและประถมออกแบบเป็นรูปทรงหกเหลี่ยมอย่างที่เล่าไปข้างต้น ในขณะที่ห้องเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมกลับเป็นบ้านไม้ยกใต้ถุนสูงแบบไทย ครูวิเชียรบอกว่าเด็กๆ ในชั้นจะต้องช่วยกันดูแลห้องเรียนหลังนี้เหมือนบ้านตัวเองไปตลอดปีการศึกษา

ลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกที่สอนให้เด็กฉลาดผ่านความเข้าใจโลกทั้งภายนอกและภายในตัวเอง
ลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกที่สอนให้เด็กฉลาดผ่านความเข้าใจโลกทั้งภายนอกและภายในตัวเอง

“ใครอยากจะอยู่รกๆ สกปรกๆ ก็ได้ แต่ถ้าอยากให้บ้านน่าอยู่ ก็ต้องช่วยกันทำความสะอาด” ครูวิเชียรเอ่ยขึ้นยิ้มๆ

 ทางโรงเรียนยังให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นการรับส่ง หรือร่วมเป็นพี่เลี้ยงเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กๆ ตลอดจนเป็นวิทยากรพิเศษในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

ลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกที่สอนให้เด็กฉลาดผ่านความเข้าใจโลกทั้งภายนอกและภายในตัวเอง

ครูวิเชียรกล่าวทิ้งท้ายว่า “หัวใจของเราตั้งแต่ต้น คือเราอยากให้โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนตัวอย่างที่ค้นคว้านวัตกรรมในการสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ครู ชุมชน และสังคม ได้ขยายผลไปสู่โรงเรียนรัฐมากๆ เรามีโรงเรียนอยู่แล้วเยอะแยะ เราไม่จำเป็นต้องสร้างโรงเรียนเพิ่ม แต่เราเปลี่ยนวิธีการ เปลี่ยนกรอบคิดพวกนี้ แล้วทำให้เกิดผลกับเด็กได้”

ลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกที่สอนให้เด็กฉลาดผ่านความเข้าใจโลกทั้งภายนอกและภายในตัวเอง

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud X ไทยปะกันชีวิต

“คนทุกคนมีความแตกต่าง และในความแตกต่างของทุกคนล้วนมีศักยภาพที่พัฒนาได้” 

คือความเชื่อที่ผลักดันให้ ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า ผู้เป็นทั้งแม่เลี้ยงเดี่ยวและแม่พิมพ์ของชาติ อุทิศเวลาและความตั้งใจในการศึกษาค้นคว้าบทเรียนที่เหมาะสมกับลูกชายที่เป็นออทิสติก ต่อยอดไปสู่การเปิด ‘ศูนย์การศึกษา ห้องเรียนนอกเวลา’ (Overtime Classroom Learning Center) สำหรับลูกศิษย์ที่เป็นผู้พิการและมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และผลักดันให้พวกเขาได้รับการพัฒนาศักยภาพที่ดีและมีความเท่าเทียม

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ครูเขียวเปลี่ยนบ้านสองชั้นขนาดอบอุ่นในตำบลกำแพงเซา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชของตนเองให้กลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เด็กทั่วไป และเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้เข้ามาเรียนรู้ พัฒนาทักษะ แสดงออกถึงศักยภาพของตัวเองร่วมกันนอกเวลาเรียน ผ่านแผนการสอนที่เกิดจากการเรียนผิดเรียนถูกไปพร้อมกับ จิม ลูกชายออทิสติก จนพัฒนาเป็นหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อผู้เรียนทุกกลุ่ม และนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง 

หลักสูตรทั้ง 4 หลักสูตรที่ครูเขียวออกแบบนั้น ประกอบด้วยหลักสูตรปัญญา หลักสูตรพัฒนากล้ามเนื้อ หลักสูตรค่ายภาคฤดูร้อน (ตอน เดินเท้าเล่าเรื่องวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง) และหลักสูตรอาชีพตามวิถีชุมชนและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน

หากเสาร์-อาทิตย์นี้ยังไม่มีแพลนอะไร เราขอชวนคุณผู้อ่านมาเข้าคลาสทำความเข้าใจเพื่อนร่วมห้องที่มีความหลากหลาย พร้อมทำความรู้จัก 4 หลัก-รักษ์สูตรสนุกๆ ด้วยกัน​ในห้องเรียนนอกเวลา​ที่ไร้ซึ้งข้อจำกัดของหลักสูตร เกณฑ์ประเมิน และศักยภาพของทุกคน 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 1

เรียนผิดเรียนถูกไปพร้อมลูกชายในฐานะแม่และครู

ครูเขียวเล่าย้อนไปว่า เธอเกิดและเติบโตที่ชุมชนบ้านนาโหนด หลังเรียนจบจึงมาเป็นครูสอนวิชาสังคมศึกษาที่โรงเรียนวัดสวนพล การสอนของเธอก็เหมือนครูทั่วไป จนกระทั่งครูเขียวค้นพบว่า ลูกชายคนโตของเธอเป็นออทิสติก

เมื่อรู้ว่าจิมในวัย 12 ขวบ ไม่สามารถเรียนรู้ได้เหมือนเด็กทั่วไป ครูเขียวก็เริ่มกังวลว่า หากวันหนึ่งไม่มีแม่คอยดูแล ลูกชายคนนี้จะใช้ชีวิตต่อไปในสังคมได้อย่างไร จากความกังวลค่อยๆ กลายเป็นความทุกข์ในใจของคนเป็นแม่ ครูเขียวจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับผู้อำนวยการประจำศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช จนได้รับคำแนะนำให้เข้าร่วมอบรมการเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

“พ.ศ. 2541 คือปีที่ครูเริ่มเข้าอบรม ประกอบกับศึกษาจากหนังสือด้วยตัวเอง แล้วจึงไปสอบ ตอนนั้นครูได้เรียนรู้อะไรเยอะ ทั้งความเข้าใจในความแตกต่างของเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละประเภท เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา เด็กสมาธิสั้น รวมถึงแนวทางการสอนที่เหมาะสำหรับพวกเขา

“กรณีของพี่จิมคือออทิสติก เด็กกลุ่มนี้จะมีพัฒนาการล่าช้าและการแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมด้วยท่าทีแปลกๆ เช่น หลบหน้าหลบตาคนอื่น ตอบโต้กับเสียงที่ได้ยินหรือสิ่งที่สัมผัส บางครั้งก็ไม่สนใจสิ่งรอบตัว มีปัญหาด้านการพูด สื่อออกมาไม่เป็นภาษา 

“วิธีที่เขาจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดคือการการสาธิต อย่างสาธิตการไหว้พระ การสะกดคำ วิธีนี้ช่วยให้เขาเรียนรู้เร็วขึ้น ไม่ซับซ้อนเกินไป หรือการเล่นเกม ก็ช่วยให้เขามีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้น ที่สำคัญคือเขาชอบ”

ผลลัพธ์จากการปรับสไตล์การสอนที่ได้เรียนรู้ให้เข้ากับลูกชายเป็นที่น่าพอใจสำหรับครูเขียว จิมมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถไปเรียนต่อที่สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช ในระหว่างนั้นครูเขียวและจิมก็ประคับประคองกันไปจนจิมสอบเทียบผ่าน และได้รับวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 2

เปลี่ยนบทเรียนสอนลูกชายให้กลายเป็นบทเรียนสอนลูกศิษย์ 

หลังผ่านการอบรมการเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ครูเขียวเริ่มสังเกตว่า ยังมีเด็กอีกหลายคนในชุมชนที่มีภาวะเดียวกับจิม ความสำเร็จเบื้องต้นในฐานะแม่ผนวกกับความเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ ซึ่งศักยภาพนั้นพัฒนาได้ จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้ครูเขียวเดินหน้าทำงานวิจัยต่อในฐานะครู

“งานวิจัยนั้นชื่อ ‘แผนการสอนแบบไม่ตายตัว’ สิ่งที่ครูทำคือบูรณาการแผนการสอนเด็กทั่วไปกับแผนการสอนที่ใช้กับพี่จิม เพราะเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ในกลุ่มเด็กบกพร่อง เป็นธรรมดาที่จะเจอปัญหาที่ต่างกันออกไป เมื่อเจอปัญหาเราก็แก้ไข ชั่วโมงถัดไปเจออีก เราก็แก้อีก สุดท้ายปัญหามันก็จะหมดไป”

เมื่อแผนการสอนแบบไม่ตายตัวเสร็จสมบูรณ์ ครูเขียวจึงตัดสินใจเดินเข้าไปพูดคุยกับผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกว่าเด็กๆ กำลังเผชิญกับสถานการณ์อะไร และพวกเขาช่วยอะไรลูกๆ ได้บ้าง ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ของแม่ที่ผ่านการดูแลลูกชายออทิสติก และแผนการสอนของครูที่เตรียมไว้รองรับลูกศิษย์ที่อยู่ในภาวะเดียวกัน

เมื่อมีความเข้าใจ ก็เริ่มมีคนรู้จัก มีหลายหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนแผนการสอนนี้ จนเกิดเป็น ‘ห้องเรียนพิเศษสื่อสัมผัสเสริมสร้างพัฒนาการ’ ที่โรงเรียนวัดสวนพล 

“เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ออทิสติก สมาธิสั้น และพิการทางร่างกาย จะได้รับการเสริมทักษะและประสบการณ์เหมือนที่เพื่อนร่วมชั้นของเขาเจอ ต่างกันเพียงแค่สื่อที่ใช้และวิธีการสอน

“อย่างการสอนสะกดคำโดยใช้สื่อวิดีโอ หนังสือภาพคำศัพท์ สมุดฝึกเขียน การฝึกกล้ามเนื้อด้วยการประดิษฐ์ของเล่น ของใช้ การฝึกการเคลื่อนไหวและการเเก้ปัญหาผ่านเกมด้วยของที่ประดิษฐ์พวกเขาเอง รวมถึงการเสริมความมั่นใจและทักษะการเข้าสังคมผ่านกิจกรรมเข้าวัด ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา” ครูเขียวอธิบายถึงรูปแบบการเรียนการสอนในห้องเรียนพิเศษสื่อสัมผัสเสริมสร้างพัฒนาการ

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า
ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 3

เปิดห้องเรียนนอกเวลา

การเรียนการสอนในห้องเรียนสื่อสัมผัสเสริมสร้างพัฒนาการดำเนินไปเรื่อยๆ แม้มีเหตุให้สะดุดบ้าง เนื่องจากเวลาที่ทับซ้อนกันของคาบเรียนหลักและเสริมที่ครูเขียวต้องรับผิดชอบ แต่เธอก็พยายามบริหารจัดการเวลานั้นให้ลงตัว จนครูเขียวพบทางออกของปัญหาที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เป็นความสามารถและความตั้งใจของครูเขียวเอง

“ตอนนั้นครูดูแลหลายอย่าง ทั้งสอนในรายวิชาตัวเองและดูแลเด็กพิเศษ ทุกอย่างต้องบริหารจัดการในเวลาราชการหมด เลยมีปัญหาเรื่องเวลาบ้าง เงินทุนบ้าง ปะปนกันไป พอดี พ.ศ. 2551 ครูได้รับรางวัลทุนครูสอนดี เลยคิดว่าจะเอาเงินทุนส่วนนั้นมาเปิดห้องเรียนให้เด็กๆ พิเศษกลุ่มนี้แทน จะได้แก้ปัญหาเรื่องเวลาที่จำกัดด้วย”

ครูเขียวเริ่มต้นใหม่ด้วยการปรับปรุงบริเวณบ้านสองชั้นของตัวเองให้เป็นพื้นที่ทำการเรียน จากนั้นจึงจัดทำสื่อและอุปกรณ์ที่ต้องใช้สอน บ้างก็ซื้อ บ้างก็นำสิ่งที่หาได้ในชุมชนมาปรับใช้ เงินส่วนที่เหลือก็นำไปใช้เป็นค่าอาหารกลางวัน เสื้อผ้า และค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมนอกห้องเรียน 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า
ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

ความพิเศษของห้องเรียน ‘ด้วยความปรารถนาดีบ้านครูเขียว’ ซึ่งต่อมาใน พ.ศ. 2554 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘ศูนย์การเรียนรู้ ห้องเรียนนอกเวลา’ คือการต้อนรับกลุ่มผู้เรียนที่มีความหลากหลายมากขึ้น มีตั้งแต่อายุ 4 – 18 ปี ไม่ใช่แค่กลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แต่รวมถึงเด็กทั่วไปที่สนใจเรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกันในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ โดยมีค่าใช้จ่าย

“สมาชิกที่เข้ามามีทุกประเภท กลุ่มออทิสซึม กลุ่มดาวน์ กลุ่มบกพร่องทางร่างกาย แต่ครูไม่ได้ตั้งใจไว้แค่นี้นะ เพราะมันจะไม่สำเร็จ พวกเขาต้องมีเพื่อนที่มีพัฒนาการ ถ้าสอนเด็กบกพร่องแค่กลุ่มเดียว พอเขาออกไปจากตรงนี้ ถามว่ามีสักกี่คนที่เข้าใจเขา สุดท้ายก็จบเหมือนเดิมอีก

“อย่างที่เห็นวันนี้ เด็กบกพร่องที่มาอยู่ตรงนี้ เขาผ่านอะไรมามากมายนะ ชาวบ้านบอกว่า ลูกของคุณเป็นบ้า ไม่ปกติทั้งนั้นถ้ามาที่นี่ เพราะฉะนั้น เด็กปกตินี่แหละจะช่วยเป็นพี่เลี้ยง เป็นคนที่เข้าใจเมื่อกลับไปอยู่ในโรงเรียน

“เด็กปกติก็เหมือนกัน ถ้าเขาเลือกเกิดไม่ได้ฉันใด เขาก็เลือกเพื่อนร่วมสังคมไม่ได้ฉันนั้น อนาคตถ้าเขาไปทำงานในองค์กรหรือที่ไหนๆ เขาก็จะเข้าใจ เพราะเมื่อก่อนเขาเองก็มีเพื่อนแบบนี้ เขาจะปรับตัวได้ ถือเป็นทักษะชีวิตให้เขา” ครูเขียวเล่าถึงเหตุผลที่เลือกรับผู้เรียนที่มีความต่างกันมากขึ้น 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า
ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 4

หลักสูตร x รักษ์สูตร

อีกหนึ่งความพิเศษของศูนย์การเรียนรู้ ห้องเรียนนอกเวลา คือ 4 หลักสูตรที่ไร้ข้อจำกัดของเวลา เกณฑ์การประเมิน และศักยภาพของผู้เรียน เน้นเอื้อต่อผู้เรียนทุกกลุ่มและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง 

หลักสูตรแรก คือ ‘ปัญญา’ ว่าด้วยเรื่องของการพัฒนาการอ่าน-เขียนในชีวิตประจำวัน โดยมีนักศึกษาที่อาสามาช่วยสอน

หลักสูตรที่สอง คือ ‘กล้ามเนื้อ’ ที่ใช้พัฒนาการขยับกล้ามเนื้อและบริหารร่างกายด้วยการเล่นเกม เช่น ต่อจิ๊กซอว์ เล่นหมากขุม หรือของเล่นพื้นบ้านที่ประดิษฐ์ได้เองจากวัสดุในชุมชน

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

หลักสูตรที่สาม คือ ‘ค่ายฤดูร้อน’ ที่เน้นสร้างความความมั่นใจ กระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และเสริมทักษะการเข้าสังคม ผ่านกิจกรรมเดินเท้าไปยังศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ในชุมชน เพื่อเล่าเรื่องวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง และค่ายสานสัมพันธ์ ปันโอกาส ปันปัญหา คิดคุณธรรม

หลักสูตรสุดท้าย คือ ‘อาชีพ’ เป็นการสอนและฝึกทักษะการประกอบอาชีพตามวิถีชุมชน โดยมีผู้ปกครองของเด็กที่มาเรียนห้องเรียนนอกเวลาเป็นถ่ายทอดความรู้ เช่น การทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น สมุนไพร ทำพานพุ่มจากวัสดุต่างๆ จนเด็กๆ สามารถไปแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมและสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน 

ครูเขียวเล่าว่า เธอออกแบบหลักสูตรเหล่านี้จากประสบการณ์ลองผิดลองถูกกับการตามหารูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะกับลูกชาย การเรียนรู้จากปัญหาของเด็กที่มีความบกพร่องภายในโรงเรียน ร่วมกับการปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ครูเขียวจึงได้รู้ว่า มีพ่อแม่ของเด็กๆ อีกหลายคนที่มีความถนัดในอาชีพต่างๆ และพวกเขายินดีให้ความร่วมมือ

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

เมื่อถึงวัยที่เด็กๆ โตขึ้น ห้องเรียนนอกนอกเวลาแห่งนี้ก็ดูเหมือนจะเล็กลง บวกกับจำนวนสมาชิกที่มีความหลากหลายมากขึ้นทั้งอายุและศักยภาพ ครูเขียวจึงปรับการเรียนรู้และกิจกรรมต่างๆ ให้มีความท้าทายและเกิดประโยชน์มากขึ้น 

“เราพากันไปดูแลสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน เช่น สร้างฝายมีชีวิตและซ่อมแซมฝาย ปลูกต้นไม้ริมทางเพื่อการพังทลายและเก็บความชุ่มชื้นในดิน เพื่อลดปัญหาน้ำแล้ง ส่งผลต่อการจัดการน้ำโดยอนุรักษ์พืชเก็บน้ำและป้องกันตลิ่งโดยใช้สาคูและคล้า เข้าประกวดในโครงการพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริของมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เช่น การรำมโนราห์ประยุกต์ การหุงข้าวยาคู” 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 5

ประเมินผลการเรียนรู้

เป็นเวลา 12 ปีแล้วที่ศูนย์การเรียนรู้ ห้องเรียนนอกเวลา กลายเป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษได้เข้าถึงการเรียนการสอนที่ดี เหมาะสม และมีความเท่าเทียม ทั้งยังต้อนรับเพื่อนร่วมห้องที่คละวัย คละศักยภาพ ให้เข้ามาทดลองใช้ชีวิตและเรียนรู้ร่วมกัน

แม้ระหว่างทางจะเจอปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้ต้องสะดุดหรือเปลี่ยนเส้นทางไปบ้าง แต่ครูเขียวผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักก็ไม่ได้ล้มเลิกความตั้งใจ หรือละทิ้งความเชื่อในศักยภาพของลูกศิษย์กลุ่มพิเศษของตนเอง

ผลงานของเด็กๆ เป็นที่ยอมรับของชุมชน พวกเขาได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและร่วมตัดสินใจในการทำกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นฐานการเรียนรู้ของหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข”ระดับอำเภอ ในด้านความเอื้ออาทร มีผู้เข้ามาศึกษาดูงานเฉลี่ยเดือนละ 2 – 3 ครั้ง

ปัจจุบัน ศูนย์การเรียนรู้ ห้องเรียนนอก กลุ่มเยาวชนจิตอาสาศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนนอกเวลา และชุมชนนาโหนก ได้รับการยกย่องจากหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นชุมชนต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งศึกษาดูงานและเข้ามาร่วมทำกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ

ก่อนบอกลากัน ครูเขียวทิ้งท้ายกับเราไว้ว่า “สิ่งที่น่าดีใจมากกว่าความสำเร็จของตัวเอง คือการได้เห็นความสำเร็จของลูกศิษย์ พวกเขากลายเยาวชนที่มีความรู้หลายมิติ มีจิตสาธารณะ จากโอกาสที่เราช่วยสร้างให้”

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Writer

อมราวดี วงศ์สุวรรณ

นักหัดเขียนสายใต้ที่ไม่รังเกียจรอยหมึกที่เปื้อนมือ พึงใจกับการสดับจังหวะการลงน้ำหนักนิ้วมือบนแป้นพิมพ์ และกลิ่นกระดาษบนหน้าหนังสือ

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load