เวลาผู้หญิงคิดจะทำของขาย สิ่งที่ได้มักจะมาจากเรื่องเล็กๆ ใกล้ๆ ตัว ใกล้ๆ หัวใจ

วันนี้เป็นวันสตรีสากล อุ้มเลยมีธุรกิจใหญ่น้อยของผู้หญิงพอร์ตแลนด์มาเล่าให้ฟังค่ะ แบรนด์ทั้ง 6 นี้เลือกมาแล้วว่าดีจริง แตกต่าง และรับรองว่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้มนุษย์โครโมโซมเอ็กซ์ 2 ตัวอย่างเราๆ ลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ แบบนี้กันบ้าง มีใครมีอะไรกันบ้างมาฟังกันเลยค่ะ

1. Yellow Scope Science Kits for Girls

ชุดทดลองวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กผู้หญิง

ก่อตั้งโดย มาร์ซีย์ คอลเลจ (Marcie Colledge) กับ เคลลี แม็คคอลลัม (Kelly McCollum)

6 แบรนด์ธุรกิจน่ารักของผู้หญิงพอร์ตแลนด์ที่ดีต่อผู้บริโภคและโลกใบนี้

เมื่อคุณแม่นักวิทยาศาสตร์ (ปริญญาเอกและปริญญาโท) สองคนเจอกันที่โรงเรียนลูก ต่างพูดคุยกันไปมาว่าทำไมหนอ เด็กผู้หญิงชอบวิทยาศาสตร์กันไปจนเกรด 4 แล้วอยู่ดีๆ ก็เลิกกันไปซะอย่างนั้น คำตอบที่ได้หลังจากมองไปรอบๆ มี 2 ประเด็นสำคัญ คือความเชื่อว่าเด็กผู้ชายเกิดมาเก่งคำนวณเก่งวิทยาศาสตร์มากกว่า กับชุดทดลองวิทยาศาสตร์ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด ถ้าไม่ฟรุ้งฟริ้งมีกากเพชร เป็นเจ้าหญิงเป็นยูนิคอร์น ก็จะดูเด็กผู้ช้ายเด็กผู้ชาย เด็กผู้หญิงมองผ่านไปแล้วก็เริ่มเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของเรา

คุณแม่อารมณ์เสียนิดหน่อย เพราะเชื่อว่าเด็กผู้หญิงก็เก่งวิทยาศาสตร์ได้พอๆ กับเด็กผู้ชาย (ดูปริญญาเอกชั้นสิยะ) แล้วทำไมไม่มีใครทำของสำหรับเด็กผู้หญิงให้ดูจริงจังน่าเชื่อถือกันบ้าง ไม่หงุดหงิด ไม่คิดวนๆ กันเองอยู่สองคน ทั้งคู่เริ่มต้นวางแผนทำชุดทดลองวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กผู้หญิงโดยเฉพาะ เน้นที่กลุ่มเด็กประถมปลายๆ เพราะเป็นช่วงรอยต่อที่ยังไม่มีของเล่นวิทยาศาสตร์ไหนมารองรับ

ผลที่ได้คือ เด็กผู้หญิงเริ่มมีความมั่นใจค่ะ! ดูอย่างลูกสาวอุ้มเป็นตัวอย่างก็ได้ เมตตานี่ จากที่ไม่ได้สนใจเรื่องวิทยาศาสตร์มากเท่าไหร่ ตอน ป.1 ได้ชุดทดลองของ Yellow Scope มาชุดแรกเท่านั้นแหละค่ะ องค์ Scienctist ลงเลย! จากนั้นความช่างสงสัย อยากรู้ อยากทดลองหาคำตอบในเรื่องอื่นๆ ก็ตามมา แล้วก็ไปจุดประกายให้น้องสาวอย่างอนีคาอยากทำการทดลองบ้าง อุ้มกับสมคิดนี่แทบจุดพลุฉลอง เพราะเราอยากให้ลูกได้มีโอกาสพัฒนาทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ไปพร้อมกัน โดยที่ไม่ได้คิดว่าอะไรเป็นเรื่องยากเรื่องง่าย หรือมีข้อจำกัดเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง

ตอนนี้ชุดทดลองของ Yellow Scope มีขายทั่วอเมริกา เค้าบอกว่าอยากขายทั่วโลกด้วย คุณพ่อคุณแม่คนไหนอยากเป็นตัวแทนขายที่เมืองไทยติดต่อเค้าไปเลยค่ะ หรือจะทำชุดทดลองของเราเองแบบไทยๆ ก็น่าจะยิ่งดีใหญ่เลยนะคะ เพราะจะได้อยู่ในบริบทที่เด็กเข้าใจง่ายด้วย

www.yellow-scope.com

2. Lisa Congdon Art & Illustration

งานศิลปะและผลิตภัณฑ์พิมพ์ลาย

โดย ลิซ่า คองก์ด้อน

6 แบรนด์ธุรกิจน่ารักของผู้หญิงพอร์ตแลนด์ที่ดีต่อผู้บริโภคและโลกใบนี้

ถ้าเอาหินปาไปในหมู่ชนพอร์ตแลนด์ ความเป็นไปได้ที่หินจะไปโดนหัวคนทำงานศิลปะนั้นถือว่าสูงมาก! แต่ถ้าจะให้เลือกศิลปินผู้หญิงมาแค่ 1 คน เอาแบบฮอตที่สุด งานป๊อปที่สุด และมีความพอร์ตแลนด์ที่สุด อุ้มขอเลือกลิซ่า คองก์ด้อน ก่อนเลย

6 แบรนด์ธุรกิจน่ารักของผู้หญิงพอร์ตแลนด์ที่ดีต่อผู้บริโภคและโลกใบนี้

ทำไมเหรอคะ ก็ดูงานนางเสะ! มันทั้งจัดจ้าน สนุก มีเอกลักษณ์ เสียงดังฟังชัด และที่สำคัญ แอบหัวรุนแรงแบบเออ… ชั้นจะพูด ใครจะทำไม งือ.. รักนาง!

ข้อดีอีกอย่างของลิซ่านี้ คือของไม่แพง งานพรินต์ชิ้นละ 30 – 40 มีโน่นมีนี่ให้อุดหนุนได้ง่าย (ไม่เหมือนศิลปินคนอื่น ที่แค่งานพรินต์อย่างน้อยก็ต้อง 150 – 200 ดอลลาร์ขึ้นไป จะกำเงินไปซื้อทีนี่ต้องอดขนมไปหลายอาทิตย์) แล้วนางก็ขยัน Collab กับคนอื่นจนมีผลงานอยู่ทั่วไปหลายแห่งหน ทั้งขวดน้ำ ชุดปักลาย หนังสือ ผ้าตัดเสื้อ รอยสักแบบลบออกได้ ไปจนกระทั่ง Accessories ของผลิตภัณฑ์ Apple ฯลฯ

คือถ้าเป็นการลงทุนเค้าก็เรียกว่ามีการกระจายความเสี่ยง ไม่ชอบงานฝีมือ อะเอาแก้วกาแฟมั้ย ไหนนะ เป็นคนไม่ชอบเขียน งั้นเอาสาย Apple Watch ไปลอง อ้อ ชอบออกกำลังกาย เอาขวดน้ำไปอีกสักขวดนะ นี่ไงล่ะ ศิลปะสำหรับประชาชน ศิลปินไม่จนด้วย เพราะเธอคือลิซ่า คองก์ด้อน ยิปปี้!

www.lisacongdon.com

3. alima PURE

เครื่องสำอางจากส่วนผสมธรรมชาติ

ก่อตั้งโดย เคท โอไบรอั้น (Kate O’Brien)

6 แบรนด์ธุรกิจน่ารักของผู้หญิงพอร์ตแลนด์ที่ดีต่อผู้บริโภคและโลกใบนี้

มีแม่อยู่คนหนึ่ง เป็นครูโรงเรียนอนุบาล ไม่ใช่ช่างแต่งหน้าหรือนักวิทยาศาสตร์ แต่เธออยากมีเครื่องสำอางที่ใช้แต่ส่วนผสมที่ปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ครูคนนั้นทำยังไงคะ 

  1. ไม่ทำยังไงค่ะ จะให้ทำยังไงล่ะคะ
  2. กลับบ้าน ขึ้นไปห้องใต้หลังคา คิดค้นหาสูตรเครื่องสำอางในฝันนั้นจนสำเร็จ

โชคดีที่เคท โอไบรอัน เลือกข้อ 2. เราเลยมีเครื่องสำอางยี่ห้อ alima PURE ใช้กันทุกวันนี้ ทีแรกอุ้มก็ไม่รู้จักหรอกค่ะ ทั้งที่แบรนด์เค้ามีมาตั้งกะ ค.ศ. 2004 แต่บังเอิ๊ญพาลูกไปสนามเด็กเล่น แล้วไปเจอแม่คนหนึ่งชื่อซาร่า พาลูกเล็กมาเล่น คุยกันสัพเพเหระ จนได้รู้ว่าซาร่าเป็นลูกสาวของเคทที่เป็นคนก่อตั้ง alima PURE (โอย เล่าเองยังเหนื่อย) เข้าไปอ่านดูสรรพคุณและปณิธานของบริษัทแล้วถึงกับต้องสั่งมาใช้ คือพวกคุณจะดีไปไหนคะ! คุณทำดิชั้นรู้สึกเป็นคนไร้จิตสำนึกทางสังคมไปเลย นอกจากผลิตภัณฑ์คุณจะประเสริฐ ใส่ส่วนผสมอะไรอธิบายไว้ละเอียดในเว็บ ใช้หมดสั่งแต่รีฟิลมาเติมได้ คุณยังบริจาค 1 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย (นะไม่ใช่กำไร) ให้สังคม คุณ Carbon Neutral 100 เปอร์เซ็นต์ คุณใช้แต่พลังงานทดแทน แถมคุณยังจะปลูกต้นไม้ให้ได้ล้านต้นภายใน 5 ปี ตกลงคุณขายเครื่องสำอางหรือเป็นเอ็นจีโอกันแน่คะ!

ฮ่าๆๆๆ พูดเล่นนะคะ จริงๆ อุ้มนับถือน้ำใจคุณเคทกับซาร่าลูกสาวมาก ที่ตั้งใจทำของดี แล้วองค์กรยังมีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมสูงส่งขนาดนี้ ข่าวดีคือ alima PURE มีขายที่เมืองไทยด้วยนะคะ ที่ร้าน All About You ตั้ง 6 สาขาแน่ะ Cream Blush สี Wink ค่ะ คือดี บอกเลย

www.alimapure.com

4. W I K S T E N

แพตเทิร์นตัดเสื้อ

ก่อตั้งโดย เจนนี่ กอร์ดี้ (Jenny Gordy)

6 แบรนด์ธุรกิจน่ารักของผู้หญิงพอร์ตแลนด์ที่ดีต่อผู้บริโภคและโลกใบนี้
6 แบรนด์ธุรกิจน่ารักของผู้หญิงพอร์ตแลนด์ที่ดีต่อผู้บริโภคและโลกใบนี้

ค.ศ. 2004 ระหว่างที่เคทผสมเครื่องสำอางอยู่ในห้องใต้หลังคา มีผู้หญิงอีกคนชื่อเจนนี่ อาศัยอยู่ในนิวยอร์ก เธอทำเสื้อผ้าแบรนด์เล็กๆ ชื่อ W I K S T E N ขาย แต่แล้วเธอก็ตัดสินใจใช้ความรู้เรื่องการทำแพตเทิร์นที่ร่ำเรียนมา ปรับธุรกิจให้เน้นเฉพาะเรื่องแพตเทิร์น แต่ยังใช้ชื่อเดิม ชื่อที่เป็นนามสกุลของคุณยายชาวสวีเดน ผู้ที่สอนให้เธอเย็บปักถักร้อยและตัดเสื้อผ้ามาตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ

เธอแต่งงาน ย้ายมาอยู่พอร์ตแลนด์ มีลูกสาวตัวน้อย 1 คน

6 แบรนด์ธุรกิจน่ารักของผู้หญิงพอร์ตแลนด์ที่ดีต่อผู้บริโภคและโลกใบนี้

ค.ศ. 2014 ผู้หญิงอีกคนชื่อสิริยากร ย้ายมาจากเมืองไทย มีลูกสาวอายุ 2 ขวบชื่อเมตตา อยากหัดตัดชุดให้ลูก ทั้งที่ไม่เคยหยิบจับแพตเทิร์นเสื้อผ้ามาก่อน แต่ชะรอยจะมีโชคทางการตัดเย็บ เธอไปเจอแพตเทิร์นเสื้อเด็กน่ารักมาก เท่มาก ฟอนต์สวย ซองสวย เธอจึงซื้อมาลองหัดเย็บดู

6 แบรนด์ธุรกิจน่ารักของผู้หญิงพอร์ตแลนด์ที่ดีต่อผู้บริโภคและโลกใบนี้

สาบานค่ะว่าเย็บได้ด้วย คือหลังจากนั้นวิชาเริ่มกล้าแข็ง ลองซื้อแพตเทิร์นยี่ห้ออื่นๆ เป็น 10 ยี่ห้อมาลอง ก็ได้ข้อสรุปว่า แพตเทิร์นของวิกส์เท่นมีความตรงไปตรงมา เย็บไม่ยาก เส้นสายน้อย แต่สวยเท่ ใส่ได้นาน (สมกับรากเหง้าความเป็นสวีดิช) แถมคู่มือแพตเทิร์นยังออกแบบดี ดูแล้วสบายตา มีกำลังใจทำงาน คือเป็นประสบการณ์ทางดีไซน์ที่สมบูรณ์มากอะค่ะ ไม่รู้จะอธิบายยังไง (ก็อธิบายมาแล้วนะได้ข่าว)

6 แบรนด์ธุรกิจน่ารักของผู้หญิงพอร์ตแลนด์ที่ดีต่อผู้บริโภคและโลกใบนี้

ใครชอบเย็บผ้า หรือสนใจอยากตัดชุดให้ลูก ให้ตัวเอง สั่งซื้อแพตเทิร์นแบบเป็นเล่มเหอะนะคะ เขาส่งไปรษณีย์ไปเมืองไทยด้วย หรือถ้าอดใจไม่ไหว อยากซื้อแบบ PDF ก็ดาวน์โหลดออกมาใช้ได้เลย

www.shopwiksten.com

5. Schmidt’s

Certified Natural Deodorant

ก่อตั้งโดย เจมี่ ชมิดท์ (Jaime Schmidt)

6 แบรนด์ธุรกิจน่ารักของผู้หญิงพอร์ตแลนด์ที่ดีต่อผู้บริโภคและโลกใบนี้

ตอนย้ายมาอยู่พอร์ตแลนด์ใหม่ๆ เมื่อ ค.ศ. 2012 อุ้มชอบไปเดินซื้อของตาม Farmer’s Market และซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ที่เรียกว่า Co-Op คือเหมือนเป็นสหกรณ์ขายของสดของแห้งของชุมชน เพราะว่ามักจะมีของแปลกๆ ใหม่ๆ ที่คนที่นี่ลองทำมาวางขาย อย่างหนึ่งเลยที่ได้มาลองคือครีมขจัดกลิ่นตัวแบบอยู่ในกระปุกค่ะ คือซื้อมาด้วยความงงปนสงสัยว่าจะทายังไง (ฟะ) แต่เห็นเขียนว่าเป็นครีมที่ปราศจากสารเคมีต่างๆ ที่เป็นอันตรายและใช้ได้ผลมาก เราก็เชื่อสิ เพราะเคยลอง Natural Deodorant มาบ้าง ไม่เห็นมียี่ห้อไหนจะเวิร์กเลย ลองอีกอันจะเป็นไรไป

6 แบรนด์ธุรกิจน่ารักของผู้หญิงพอร์ตแลนด์ที่ดีต่อผู้บริโภคและโลกใบนี้

ในกล่องมีไม้พายอันเล็กๆ เอาไว้ตักครีมออกมาก้อนเท่านิ้วก้อย เอามาอุ่นบี้ๆ ให้นิ่ม แล้วก็ทาไปที่รักแร้ อืมมม ก็แปลกๆ อยู่นะ เพราะครีมมีความหยาบๆ นิดๆ แต่ก็หอมอ่อนๆ ดีด้วย วันแรกๆ ที่ลองใช้เหมือนจะไม่เวิร์กเลยค่ะ แต่ก็ใช้ไปเรื่อยๆ เพราะเขาบอกว่าช่วงแรกที่เปลี่ยนมาใช้ Deodorant แบบธรรมชาติ ร่างกายจะปรับตัว อาจเหมือนมีกลิ่นเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่ผ่านไปอาทิตย์หนึ่งจะเริ่มเห็นผล

เออจริงอย่างที่เขาบอกเลยค่ะ ตั้งแต่นั้นอุ้มก็เลยใช้ Schmidt’s มาเรื่อย ตอนหลังถึงแม้บริษัทจะถูก Unilever มาซื้อไปแล้วขยายใหญ่โต มีของอื่นๆ ออกมาอีกเป็นพะเรอเกวียน กระปุกก็เปลี่ยนเป็นแบบแท่งให้ใช้ง่าย แต่ยังไงอุ้มก็ยังรู้สึกว่านี่เป็น Success Story ของผู้หญิงคนหนึ่ง (ที่ตอนนี้กลายเป็นเศรษฐีนีไปแล้วเรียบร้อย) ที่เรายังอยากอุดหนุน และอยากเล่าให้ฟังค่ะ

ค.ศ. 2010 เจมี่ ชมิดท์ กำลังท้องลูกคนแรก เธอแค่อยากหาผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นตัวที่ปลอดภัยและใช้ได้ผล แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอของแบบนั้นในท้องตลาด ด้วยความที่เคยไปเรียนทำแชมพู เธอเลยลองหาส่วนผสมต่างๆ มาทดลองทำ Deodorant มันในครัวที่บ้านนี่แหละ ลองอยู่เป็นร้อยสูตร ค้นคว้าหาข้อมูลอยู่หลายพันชั่วโมง ในที่สุดเธอก็ได้ Schmidt’s ออกมาสมใจ เธอเอาไปลองขายที่ Farmer’s Market กับฝากขายตามร้านเล็กๆ (อย่าง Co-Op ที่อุ้มไปเจอ) คนเริ่มพูดกันปากต่อปาก สื่อต่างๆ เริ่มพูดถึง

จน 7 ปีผ่านไป Schmidt’s เริ่มวางขายใน Walmart ใน Target บริษัทใหญ่ๆ เริ่มเห็นตัวเลขยอดขายพุ่งขึ้นทุกวัน เจมี่กลายเป็นสาวเนื้อหอมมีแต่คนมาไต่ตอมขอซื้อแบรนด์ สุดท้ายไปตกลงปลงใจกับ Unilever ทำให้มีเงินลงทุน ขยายกิจการ ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และมีช่องทางการขายกระจายไปทั่วโลก

6 แบรนด์ธุรกิจน่ารักของผู้หญิงพอร์ตแลนด์ที่ดีต่อผู้บริโภคและโลกใบนี้

ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ของ Schmidt’s มีขายใน 30 ประเทศ ยอดขายไม่ต้องพูดถึง แอบได้ยินจากคนรู้จักมาว่าเมื่อปีก่อนครอบครัวชมิดท์เพิ่งซื้อบ้านราคาเกือบร้อยล้านบาท ลองกูเกิล Jaime Schmidt ดูก็ได้ค่ะ มีบทความขึ้นมาให้อ่านนับไม่ถ้วนเลย

แต่ความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่เราเห็น เริ่มต้นจากแค่ครีมกระปุกเล็กๆ ในครัวของผู้หญิงคนหนึ่ง ในเมืองที่คนสนใจสุขภาพและพร้อมสนับสนุนคนตั้งใจทำดี เรื่องแบบนี้มันมีคุณค่าทางใจนะคะ ทุกวันนี้เวลาอุ้มเปิดฝา Schmidt’s ออกใช้ อุ้มยังจำได้ถึงครีมกระปุกแรกที่หยิบมาจากชั้นเล็กๆ เมื่อเกือบ 10 ปีก่อนได้อยู่เลย

www.schmidts.com

6. SOCK it to me

ถุงเท้านิ่มสบายลายสนุกสนาน

ก่อตั้งโดย แครี่ แอทคินสัน (Carrie Atkinson)

6 แบรนด์ธุรกิจน่ารักของผู้หญิงพอร์ตแลนด์ที่ดีต่อผู้บริโภคและโลกใบนี้

เรียนจบปริญญาตรี หางานทำไม่ได้ ปัญหาระดับโลกเลยใช่ไหมคะ

แครี่ แอทคินสัน ก็ประสบปัญหาเดียวกัน สาวลูกครึ่งเกาหลี-อเมริกัน เรียนจบ หางานทำอยู่ 2 ปีก็ยังไม่มีอะไรทำเป็นหลักแหล่ง ระหว่างรับจ้างทำความสะอาดบ้านคนเพื่อหารายได้ยังชีพ เธอรู้สึกฮึดสู้ขึ้นมา เพราะคิดว่าชีวิตต้องทำอะไรได้มากกว่านี้

เธอนึกขึ้นได้ถึงถุงเท้าดีๆ ที่เคยใส่สมัยไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่เกาหลีใต้ ก็เลยลองสั่งเข้ามาขาย ค.ศ. 2004 (มันเกิดปรากฏการณ์อะไรในปีนี้นะว่าไหม ทำไมผู้หญิงพอร์ตแลนด์ลุกขึ้นมาทำอะไรพร้อมกัน) เธอไปเช่าเต็นท์ใน Farmer’s Market แล้วก็พบว่าตลาดนี้ต้องไปได้ดีแน่ เพราะถุงเท้าสั่งเข้ามาขายเท่าไหร่ก็หมดเกลี้ยง

จากโต๊ะรกๆ ในห้องนอน เธอคิดการณ์ใหญ่ วางแผนสร้างแบรนด์ SOCK it to me หาผู้ผลิต หาคนออกแบบ ไปออกงานแสดงสินค้าเพื่อเปิดตลาดขายส่ง จุดเด่นของถุงเท้าของเธอคือลายบ้าๆ บอๆ และใส่สบาย ซักแล้วไม่โทรมเร็ว (อันนี้จากประสบการณ์อุ้มใช้มาหลายคู่ หลายปี ยืนยันว่าดีจริงค่ะ) คือคุณภาพดีและเด่นสะดุดตา ว่าอย่างนั้น

หลายปีผ่านไป จากคนทำงานแค่ไม่กี่คน บริษัทของเธอโตแบบก้าวกระโดด ตอนนี้มีคนทำงาน 40 กว่า มีถุงเท้าหลายร้อยลาย และมียอดขายปีละหลายร้อยล้านบาท กลายเป็นสตาร์ทอัพของผู้หญิงที่สื่อด้านธุรกิจการเงินพากันพูดถึง

แครี่บอกว่าเธอไม่ได้ขายแค่ถุงเท้า แต่เธอขายช่องทางให้คนได้ Express ตัวเอง เพราะเธอสังเกตว่า เดี๋ยวนี้คนอยากแสดงออกด้วยลายสัก ด้วยเครื่องประดับ ด้วยเครื่องสำอาง ด้วยเสื้อผ้า แต่ยังไม่มีใครทำถุงเท้าใส่สบาย ลายแสบๆ ออกมา ทั้งที่มันแสดงตัวตนของคนใส่ได้ดีจะตาย

ที่เหลือก็เลยกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปค่ะ

นี่อุ้มนั่งมองถุงเท้าลายทำขนมที่ใส่บ่อยมาก กับถุงเท้านางเงือกที่ลูกซื้อให้วันเกิด แล้วก็มีอันต้องอมยิ้ม มันน่ารักจริงๆ นะ เคยซื้อลายเกมอาตาริส่งไปให้เพื่อนที่เมืองไทยก็โดน คือใครชอบอะไรหาได้หมด แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เขาขายดีได้ยังไงเนอะ

www.sockittome.com

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ความเดิมจากตอนที่แล้ว

เรื่องอุ้มจับพลัดจับผลูกลายไปเป็นเมกเกอร์ สร้างแบรนด์ตุ้มหูเสร็จสรรพใน 30 วัน

เรื่องนี้มันมีเบื้องหลังค่ะ

คิดว่าแม่บ้านคนหนึ่งดูดฝุ่นอยู่ดี ๆ จะมีนิมิตให้เข้าไปจดทะเบียนบริษัทสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาได้อย่างงั้นเหรอ!

มันต้องมีคนรู้จักทำอะไรแบบนั้นได้มาก่อน ถึงจะพอไปไถ่ถามขอความรู้ แล้วเอามาทำเอง ใช่ไหมคะ

อุ้มเองก็โชคดี มีเพื่อนคนหนึ่งที่มารู้จักที่นี่เมื่อ 6 – 7 ปีก่อน อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนก็บอกว่าจะทำเสื้อผ้าเด็กขาย อุ้มก็เลยได้เห็นการสร้างแบรนด์จนมีคนรักทั่วบ้านทั่วเมือง แถมจากเสื้อผ้าเด็ก วันนี้ยังขยับขยายไปมีหน้าร้าน ขายของแต่งบ้านเพิ่มมาอีกด้วย

เพื่อนคนที่ว่านี้ ชื่อ ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ เจ้าของแบรนด์สุดแสนจะน่ารัก ชื่อ ‘Silly Daisy’ ค่ะ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

    อุ้มนี่ก็ได้ปุ้มคอยให้คำปรึกษามาไม่รู้กี่รอบ วันนี้เลยไปนั่งคุยกันมายาว ๆ เพราะเชื่อว่าคนที่อยากสร้างแบรนด์ขายของ น่าจะได้ความรู้จากความที่เคยไม่รู้ของเราสองคน มาฟังกันค่ะ

อุ้ม : ทำไมถึงคิดจะทำเสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : เริ่มจากชอบซื้อผ้า (หัวเราะ) คือซื้อมาเฉย ๆ ด้วยนะ ยังไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร แต่ไปร้านผ้าที่นี่แล้วผ้ามันน่ารักมาก ก็เลยซื้อมาเก็บ ๆ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นงานศิลปะที่จับต้องได้ แล้วก็ไม่แพงเกินไป จนสามีบอกว่า ถ้าไม่เอาผ้าพวกนี้มาทำอะไร ห้ามซื้อใหม่แล้วนะ (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่าจะเอามาตัดเสื้อ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : เย็บผ้าเป็นอยู่แล้วเหรอ

ปุ้ม : ไม่เป๊นนนนน (หัวเราะ) ตอนสมัยมัธยมเคยเย็บอย่างเดียวคือปลอกหมอน แบบที่เย็บตะเข็บตรงปรื๊ดอย่างเดียวยาว ๆ น่ะ แต่ทีนี้เรามีลูกสาว ตอนนั้นยังไม่ 3 ขวบดี (ตอนนี้ 10 ขวบแล้ว) ก็เลยคิดว่าอยากตัดชุดให้ลูก

อุ้ม : เคยใช้แพตเทิร์นตัดเสื้อมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : ไม่เคย (หัวเราะ) ทีแรกไปซื้อยี่ห้อพวก Simplicity ที่แบบแม่บ๊านแม่บ้าน แต่โคตรยากเลย เปิดมาแล้วมึน ทำตามไม่ได้ ก็เลยไปหายี่ห้ออื่นที่มันสมัยใหม่หน่อย ทำตามได้ง่าย ๆ อย่างยี่ห้อ Oliver + S

อุ้ม : ทีนี้ได้เลย

ปุ้ม : ก็เป็นชุดแหละ แต่ห้ามเปิดดูข้างในนะจ๊ะ ตะเข็บตะเขิบดูไม่ได้เลย (หัวเราะ) จักรพ้งก็ยังไม่มี แต่ก็ภูมิใจนะ เพราะจากที่ไม่เคยเย็บอะไร ก็บ้าบิ่นตัดชุดเลย แม่เราก็บอกว่า “เธอออ…จะทำชุดแรก เอาผ้าถูก ๆ มาลองตัดก่อน” แต่แบบนั้นมันไม่ได้แรงบันดาลใจ เราก็เอาผ้าสวย ๆ ที่ซื้อมานี่แหละลองทำเลย

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม :  แล้วกลายมาเป็นธุรกิจได้ไง

ปุ้ม :  ก็ลูกเราใส่ไปโรงเรียน ใส่ไปโน่นมานี่ แล้วก็มีคนชม เพื่อนแม่ ๆ ด้วยกันก็บอก “ทำขายเลย” เราก็ทำแจกลูกเพื่อนก่อน เพิ่งมาจริง ๆ จัง ๆ ตอนลูกเข้าอนุบาล ประมาณปี 2017 เริ่มขายใน Etsy ส่วนเว็บไซต์เรามีอยู่แล้วชื่อ Silly Daisy นี่แหละ เพราะเราจดทิ้งไว้ตั้งนานแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วจดทะเบียนตั้งบริษัทตั้งแต่แรกเลยไหม

ปุ้ม : เปล่า ๆ เพิ่งมาจดตอนต้องซื้อของ Wholesale เพราะตอนเริ่มใหม่ ๆ เรายังไม่ได้ซื้อผ้าเยอะ ก็ไปซื้อตามร้านทั่วไปนี่ล่ะ อย่างแพง ทำตอนแรก ๆ นี่แทบไม่ได้กำไรเลยนะ แพสชันล้วน ๆ (หัวเราะ) แต่ละชุดกว่าจะทำเสร็จก็นานมาก เพราะยังเย็บไม่ค่อยเก่ง จักรอุตสาหกรรมก็ยังไม่ได้ซื้อ ทีนี้พอเริ่มจะซื้อผ้าในราคาขายส่ง ต้องมีบริษัท ก็เลยไปจดทะเบียน

อุ้ม : สักปีสองปีได้มั้ยกว่าจะมาจดทะเบียน

ปุ้ม : ไม่เลย เราเป็นคนทำอะไรเร็ว อยากทำอะไรทำเลย บางทีนะ ไม่คิดด้วยซ้ำ (ยิ้ม) แต่เป็นความโชคดีหรือเปล่าไม่รู้ จังหวะมันได้ เพราะในพอร์ตแลนด์ไม่ค่อยมีคนทำของเด็ก เวลาไปออกงาน เราก็จะเด่นขึ้นมา คู่แข่งก็ไม่เยอะ

อุ้ม : จากที่ลองทำดู กลายเป็นจริงจัง ออกงานแฟร์อะไรแบบนี้ ใช้เวลานานแค่ไหน

ปุ้ม : ปีเดียว ไปออกงานเลย แต่ก็ต้องมีเว็บไซต์กับโซเชียลมีเดียที่โอเคนะ เพราะคนจัดงานเขาไม่มีเวลามาศึกษาแบรนด์เราหรอก เขาก็ดูจากไอจี

อุ้ม : แล้วตอนเริ่มใหม่ ๆ ยังไม่มีคนฟอลโลว์ ทำยังไง โพสไปเยอะ ๆ งี้เหรอ

ปุ้ม : เราต้องไปฟอลโลว์ชาวบ้านชาวเมืองเขาก่อน คนที่ขายของคล้าย ๆ ของเรา แล้วไปคอมเมนต์ เพื่อเขาจะได้เห็นเรา ซึ่ง… ใครจะมีเวลาวะ (หัวเราะ) ของก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นโซเชียลมีเดียเรานี่ค่อย ๆ  โตมาก ๆ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วคนรู้จักแบรนด์ Silly Daisy ได้ยังไง

ปุ้ม : ปีแรก ๆ เราไปออกงานเยอะมากกกกก มีปีหนึ่งช่วงคริสต์มาสไปออก 7 – 8 งานน่ะ เหนื่อยม้ากกกก (หัวเราะ) ไปจนแบบว่า “ฉันทำอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว สังขารไม่ได้อย่างแรง” แต่มันก็ Pay Off นะ คือเราต้องไปให้คนเห็น แล้วเราขายของเด็ก ตลาดเราคือพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราก็จะไปออกงานตามโรงเรียน แต่ก็เลือกโรงเรียนที่มีกำลังซื้อ แล้วก็ขี้เกียจด้วยนะ ไปแต่แถว ๆ นี้ (หัวเราะ)

อุ้ม : อ้าว แต่ก็เป็นขี้เกียจที่มีเหตุผลนะ เพราะเรารู้ว่าคนแถวนี้มีพฤติกรรมการซื้อของยังไง

ปุ้ม : ความโชคดีอีกอย่างคือ คนพอร์ตแลนด์เขาจะไม่มาคิดยุบยิบว่า อุ๊ย แพงจังโน่นนี่ เพราะเขารู้ว่าเป็นของทำมือ ก็ช่วยกันซื้อ

อุ้ม : แล้วตั้งราคายังไง

ปุ้ม : แรก ๆ เราคิดจากความสามารถในการซื้อของตัวเราเอง แต่ลืมไปว่ามันมีคนอื่นที่จ่ายได้แพงกว่านี้เว้ย (หัวเราะ) ตอนแรกเพื่อนที่เป็น Maker ด้วยกันมาเห็นราคาเราแล้วบอกว่า “ไม่ได้นะ เธอต้องตั้งแพงกว่านี้” แล้วพอทำไปเรื่อย ๆ เราก็เห็นว่ามันไม่คุ้มจริง ๆ ก็เลยต้องขึ้นราคา แต่ก็ยัง 59 – 69 เหรียญนะ เพราะนี่มันพอร์ตแลนด์ ไม่ใช่แอลเอ นิวยอร์ก ตั้งราคาชุดเด็กสูงกว่านี้คนก็จะว่าแพงไป จะตั้ง 120 เหรียญไปเลยก็ได้นะ แต่จะไปขายที่ไหน คือเราต้องรู้ว่าตลาดของเราอยู่ที่ไหน แล้วเราต้องเอาแบรนด์เราไปให้ถึงตรงนั้น

อุ้ม : มีช่วงหนึ่งที่จ้างคนมาทำไอจีด้วยนี่

ปุ้ม : ช่วงนั้นอยากให้มีคนฟอลโลว์มากขึ้น ก็เลยตัดสินใจจ้างคนมาทำ เขาก็ช่วยตรงมาดูโทนสี มาสอนใช้แอปฯ ที่ตั้งเวลาให้โพสต์ มีตารางการโพสต์มากขึ้น แต่สุดท้ายก็อยู่ที่เราเองอยู่ดี ตอนนี้เราก็ไม่ได้ใช้เขาแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ตอนนี้ก็ค่อนข้าง Active นะ

ปุ้ม : ใช่ โพสต์ทุกวัน เพราะเราสังเกตได้เลยว่าถ้าโพสต์ทุกวัน มันจะมีคน Engage มากกว่า จริง ๆ อยากจะจ้างคนทำนะ ก็ไม่มีเงินจ้าง (หัวเราะ)

อุ้ม : เป็นความข้นแค้นของคนทำธุรกิจเล็ก ๆ เนอะ จะโตก็ก้ำ ๆ กึ่ง ๆ จะจ้างคนก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวต้นทุนสินค้าสูงเกินแต่ขึ้นราคามากไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องทำทุกอย่างเองหมด

ปุ้ม :  ใช่

อุ้ม : ตอนนี้ปุ้มขาย 3 ช่องทางเนอะ ขายส่ง ขายทางเว็บ แล้วก็มีหน้าร้านด้วย แบบไหนดียังไง

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

ปุ้ม :  เวลาขายส่ง เราไม่ขายชุด เพราะใช้เวลานาน ไม่คุ้ม เราก็จะขายพวกชิ้นเล็ก ๆ ทำเร็ว ๆ อย่าง Bib (ผ้าซับน้ำลายเด็ก) สั่งมา 70 อันเราทำแป๊บเดียวเสร็จ แล้วเราทำให้แค่เจ้าเดียว คือ Tender Loving Empire เพราะเขามี 8 สาขาทั่วพอร์ตแลนด์ มีร้านในสนามบินด้วย มันก็ช่วยทำให้คนรู้จักแบรนด์เรามากขึ้น อีกอย่างคือได้เงินก้อน ได้มาก็เอาไปซื้อผ้า (หัวเราะ)

อุ้ม : ธุรกิจคุณนายเนอะ

ปุ้ม : (หัวเราะ) ก็ถือว่าโชคดีนะ ที่ทำโดยไม่มีความกดดัน เพราะสามีเป็นรายได้หลักของครอบครัวอยู่แล้ว ของเรานี่เป็นแค่รายได้เสริมกะจุ๊งกะจิ๊ง เอาไว้ช้อปปิ้งไม่ต้องขอเงินสามี

อุ้ม : แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราชอบ อยากทำ ทำแล้วรู้สึกมีคุณค่ากับตัวเอง

ปุ้ม : ใช่ แต่จะหวังว่าให้สามีเลิกงานแล้วเราทำคนเดียว ก็จะไม่พอกินนะจ๊ะ (หัวเราะ) ขนาดมีคนหนึ่ง ชื่อลินด์ซีย์ ฟอกซ์ เขาเป็นศิลปินพอร์ตแลนด์ที่มีคนฟอลโลว์เยอะมาก รูปหนึ่งขายหกเจ็ดร้อยเหรียญเลยนะ เขาเอางานมาขายที่ร้านเรา เราก็แซวเล่นว่า โห แบบนี้ลาออกจากงานประจำมาทำแต่วาดรูปขายได้แล้วมั้งเนี่ย เขาตอบมาว่าไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนจ่ายประกันสุขภาพ เอาเงินใส่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่าง ๆ ให้ครอบครัว เพราะฉะนั้นเขายังต้องทำงานประจำ เพราะเป็น Maker ที่อเมริกา มันยากตรงไม่มี Benefit นี่แหละ หรืออย่างที่ร้านเรา มี Maker 9 คน มีแค่คนเดียวที่เป็น Breadwinner

อุ้ม : ที่เหลือสามีเลี้ยงหมด

ปุ้ม : (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : มีหน้าร้านนี่ดียังไง

ปุ้ม : ดีเรื่องรายได้ เพราะเงินที่ขายได้ในแต่ละเดือนนี่มาจากหน้าร้านเยอะมาก ยอดขายจากเว็บไซต์คือขำ ๆ ไปเลยอะ นี่เป็นอีกสาเหตุที่เราไม่ต้องไปจ้างคนมาทำไอจี เพราะเรามีหน้าร้านไง คนเดินมาหาเรา ไม่ใช่เราต้องพยายามออกไปในสื่อ ที่น่ารักอีกอย่างคือคนพอร์ตแลนด์เนี่ย พอเห็นของที่ร้านเรา แทนที่จะไปซื้อกับเว็บไซต์คนที่ทำของนั้นโดยตรง เขาก็จะซื้อกับเรา ถึงจะแพงกว่าด้วยนะ เพราะเขาอยากสนับสนุนธุรกิจเล็ก ๆ

อุ้ม : แล้วทำไมตอนนั้นถึงเพิ่มของใช้ในบ้านเข้ามา ไม่ได้มีแต่เสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : ความชอบส่วนตัวล้วน ๆ อีกเหมือนกัน เราเป็นคนชอบของกระจุกกระจิก แต่มีประโยชน์ ใช้งานได้ อีกอย่างคือลำดับความสำคัญในชีวิตมันเปลี่ยนไปด้วยเนอะ แต่ก่อนไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว ก็ชอบแต่งตัว แต่พอเป็น Homemaker ก็ชอบทำบ้านให้น่าอยู่ พอจะมีหน้าร้าน เราเลยเพิ่มของใช้เข้ามาด้วย คนจะได้มีอะไรให้เลือกมากขึ้น แรก ๆ ก็เน้นพวกผ้าก่อน อย่างผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดจาน เพราะว่ามันเบา ส่งง่าย

อุ้ : เลือกของเข้าร้านยังไง

ปุ้ม : ส่วนใหญ่เราซื้อจากธุรกิจเล็ก ๆ หรือ Maker รายย่อยคนอื่น เพราะยอดสั่งขั้นต่ำไม่สูงมาก เราจะได้ไม่ต้องมีสต็อกเยอะ เพราะถ้าเราซื้อของจากแบรนด์ใหญ่ ๆ ต้องสั่งอย่างน้อย 500-1,000 เหรียญ เราไม่ได้มีเงินทุนเยอะขนาดนั้น เป็นร้านเล็ก ๆ ไม่ควรสต็อกของเยอะด้วย เงินจะไปจม และอีกอย่างแบรนด์ที่เราเลือกมาที่ร้าน เราเน้น Small Makers ที่เป็น Women-Owned ซึ่งผลิตในอเมริกา หรือถ้าไม่ได้ทำที่นี่ ก็เน้นเป็น Fair Trade ทำธุรกิจโดยไม่กดขี่และจ่ายค่าแรงลูกจ้างแบบเป็นธรรม

อุ้ม : ในปีหนึ่งนี่ช่วงไหนขายดี ช่วงไหนเป็น Low Season

ปุ้ม : เดือนมกราฯ ถึงมีนาฯ นี่จะเงียบมากเลย เพราะคนเพิ่งซื้อของหนัก ๆ ไปช่วงคริสต์มาสปีใหม่ แต่พอหลังมีนาฯ คนได้เงินคืนภาษี ก็เริ่มมีกำลังซื้อมากหน่อย พอพฤษภาฯ มีวันแม่ ก็จะเริ่มคึกคัก เข้าซัมเมอร์ช่วงมิถุนาฯ เป็นต้นไป ก็จะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงตุลาฯ พฤศจิกาฯ มี Thanksgiving มีคริสต์มาส ช่วงนั้นก็จะขายกระหน่ำเลย อีกอย่างที่นี่มันมีฤดูกาลชัดเจนเนอะ แต่ละหน้าก็จัดบ้านเปลี่ยนไป Spring, Summer, Fall นี่ไม่เหมือนกัน พอฤดูเปลี่ยน คนก็จะจัดบ้าน แต่งบ้านใหม่

อุ้ม : มีของที่ซื้อมาแล้วไม่โดน ขายไม่ได้ไรงี้ไหม

ปุ้ม : มี๊! (ยิ้ม)

อุ้ม : แล้วทำไง

ปุ้ม : ถ้าอันไหนขายไม่ได้จริง ๆ คิดว่าจะไม่สั่งมาอีกแล้ว หมดแล้วหมดเลย เราก็เอาออกไปตั้งโต๊ะลดราคาหน้าร้านเลย แล้วระหว่างปีก็มีลดราคา แต่ไม่เยอะนะ 2-3 ครั้งเอง

อุ้ม : การลดราคานี่เป็นการทำร้ายแบรนด์มั้ย แบบคนไม่ยอมซื้อเต็มราคา เพราะรอให้เอามาลด

ปุ้ม : ไม่นะ เพราะเราไม่ได้ลดบ่อย แล้วอันที่ลดจริง ๆ นี่คือของที่ไม่ได้ขายดี คนไม่ได้ซื้อเยอะ ๆ อยู่แล้ว

อุ้ม : แล้วช่วงโควิดหนัก ๆ นี่ผ่านมาได้ยังไง

ปุ้ม : เราปิดร้านไป 3 เดือนเลยนะ คนก็ยังสั่งทางเว็บไซต์ ขอให้ไปส่งที่หน้าบ้าน น่ารักมาก พอเรากลับมาเปิดร้าน ก็ต้องจำกัดจำนวนคนเข้าใช่มั้ย ตอนคริสต์มาสนะ น้ำตาแทบไหล คนมายืนต่อคิวกันหน้าร้านยาวเหยียดเลย

อุ้ม : ร้านนี่ทำมากี่ปีแล้วนะ

ปุ้ม : 4 ปีแล้ว

อุ้ม : ไปเจอร้าน plural กับหุ้นส่วนทั้งหมดได้ไง เราว่าโมเดลของปุ้มดีมากเลย (คือทุกคนเป็น Maker แล้วแชร์พื้นที่ขายของ กับแบ่งเวรมาทำงาน ต้นทุนค่าเช่าก็เลยถูกกว่า แล้วไม่ต้องเสียค่าจ้างเด็กมาเฝ้าร้านด้วย)

ปุ้ม : เจ๋อ… ชอบเดิน (หัวเราะ) ก็เดินเล่นแถวบ้าน เห็นร้านนี้เป็น Maker’s Space ก็เข้าไปคุยกับเขาว่าถ้ามีสเปซว่างอย่าลืมบอกนะ! วันหนึ่งก็ว่างจริง ๆ พอเขาโทรมาถาม เราบอกเลย เอา! เซ็นสัญญาเลย ยังไม่ได้ปรึกษาสามีด้วย (หัวเราะ) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในปีแรกที่เริ่มทำแบรนด์ ดวงมาก

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ภาพ : instagram.com/pluralcollectivepdx

อุ้ม : เคยทำร้านมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : เคยไปทำซูเปอร์มาร์เก็ตสมัยอยู่อังกฤษ เกี่ยวมั้ย (หัวเราะ) แต่เรามีความเป็นแม่ค้านะ สมัยก่อนพ่อแม่เรามีสวนแถวรังสิต ที่บ้านมีอพาร์ตเมนต์ให้เช่า อีนี่ก็ใส่ชุดนักศึกษามานั่งขายมะม่วงใต้ตึก (หัวเราะ) แม่ก็ให้คนงานไปเก็บมะม่วงมาให้ขาย ชอบขายของ สนุกดี เราว่าเรากับอุ้มเหมือนกัน คือดวงไม่ได้เป็นคุณนาย (หัวเราะ) ชอบหาอะไรทำ จะมานั่งกระดิกตรีนไม่ได้นะ เบื่อ (หัวเราะ)

อุ้ม : อีกอย่างก็คือ ทัศนคติแบบ ไม่เคยทำก็ไม่เป็นไร ทำไปแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง แต่ก็ไม่ใช่มาแบบเอ๋อไม่รู้อะไรเลยอีกเหมือนกันเนอะ มันต้องมีประสบการณ์สั่งสมมาประมาณนึงด้วย

ปุ้ม : แล้วก็ต้องมีรสนิยมที่ดีด้วยนะเราว่า อีกอย่างคืออย่าไปทำอะไรที่เป็นเทรนด์ ไม่ใช่อุ๊ยปีนี้สไตล์นี้มาแรง ก็ทำใหญ่เลย อ้าวแล้วปีหน้ามันไปแล้วทำไงล่ะ ของเต็มร้าน

อุ้ม : ถามอีกเรื่อง การไปออกบูทตามงาน มีอะไรแนะนำบ้าง

ปุ้ม : แรก ๆ ก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน จะวางยังไงดีวะ แรก ๆ สะเปะสะปะมากเลย โรงลิเกมาเลยทีเดียว (หัวเราะ) เราว่ามันต้องไปเดินแล้วก็ดูว่าชาวบ้านชาวเมืองเขาทำยังไงกัน ตอนแรกที่ไปออกบูท เดินไปเห็นป้ายร้านของคนอื่น กลับมารีบพับของตัวเองเก็บเลย (หัวเราะ) แรก ๆ มันก็จะเด๋อ ๆ หน่อย เสื้อผ้าเต็มไปหมด มีกี่ลายโชว์มันหมดเลย แต่พอย้อนกลับมาดูตอนนี้นะ เราว่าเสื้อผ้าเราลายมันเยอะอยู่แล้ว ยิ่งเอามาแขวนเยอะ ๆ มันยิ่งทำให้คนตาลาย เลือกไม่ถูก ตอนนี้เราเลยเลือกเอาไม่กี่แบบ เพราะตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่าสีไหนแบบไหนจะขายดีกว่า แต่มันก็ต้องลองไปก่อนแหละถึงจะรู้

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ทำแบรนด์มา 5 ปีแล้ว ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง

ปุ้ม : รู้สึกว่ามันเป็นอาชีพ สมัยทำแรก ๆ เรายังมีความแบบ ต้องไปหาอะไรอย่างอื่นทำ อันนี้จะมาเป็นงานหลักคงไม่รอด เพราะรายได้ไม่มากเท่าไหร่ แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามั่นคงพอจะเรียกว่าเป็นอาชีพได้แล้ว เพราะมีอะไรทำทุกวันเลย ไม่มีวันไหนว่าง เข้าร้านอาทิตย์ละ 2 วัน ที่เหลืออีก 3 วันก็ต้องทำของ ค่าตอบแทนก็โอเคพอใจแล้ว ถึงแม้ไปทำอย่างอื่นคงได้มากกว่านี้

อุ้ม : สมคิดนะ ชอบมาบอกว่า ถ้ายูอยากทำงานจริง ๆ ยูเรียนโฆษณามา ยูไปสมัครงานเอเจนซี่ ไปทำบริษัทสิ

ปุ้ม : เหมือนแมท (สามี) เลยยยยย! อิปั๋วนี่ไม่เข้าใจ

อุ้ม : ก็นั่นน่ะสิ เรียนจบมา 30 ปีที่แล้ว ไม่ได้ทำงานมา 10 ปี อยู่ดี ๆ จะให้เดินเข้าไปสมัครงานเอเจนซี่ ใครเขาจะรับ! เขามีตัวเลือกเยอะแยะ

ปุ้ม : อีกอย่างนะ ถ้าเราออกไปทำงาน 9 – 5 ต้องหย่าผัว ต้องตีกันตาย บ้านแตกแน่นอน แค่เราไปร้าน กลับมาชามเต็มอ่างไม่มีคนล้าง เรายังโกรธเลย

อุ้ม : แล้วใครจะสแตนด์บาย สมมติลูกล้มหัวฟาด ที่โรงเรียนโทรมาตามตอนเที่ยงเงี้ย (เรื่องจริง เคยโดนมาแล้ว) สรุปว่าทำธุรกิจเล็ก ๆ แบบนี้แหละเนอะ ก็เหมาะกับแม่บ้านที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีฝีมือ

ปุ้ม : และมีสามีเลี้ยง (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

จบการคุยกับเพื่อนสาวคนเก่งแต่เพียงเท่านั้น

มีสาระและเป็นวิชาการสูงมากจนคนฟังส่ายหัว (ฮ่า ๆ) แต่อยากบอกว่า แบรนด์ใหญ่ ๆ ดัง ๆ ของพอร์ตแลนด์ที่อุ้มเคยไปสัมภาษณ์มา ก็เริ่มจากเล็ก ๆ ทำในครัวในห้องนอนที่บ้านกันทั้งนั้นแหละค่ะ แต่ที่ประสบความสำเร็จกันก็เพราะทุกคนทำของที่รัก ทำด้วยใจ และของเขาดีจริง

ที่สำคัญ คือต้องมีก้าวแรก เหมือนอย่างที่ Marquise du Deffand บอกไว้ว่า “The distance doesn’t matter; it is only the first step that is the most difficult.”

อุ้มกับปุ้มผ่านก้าวแรกกันมาแล้ว หาทางที่คิดว่าจะเดิน แล้วก้าวตามกันมานะคะ

ภาพ : www.instagram.com/sillydaisy

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load