25 กุมภาพันธ์ 2565
2.36 K

‘La Mitra’ เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างมูลค่าให้วัตถุดิบเหลือใช้ ในขณะเดียวกันก็สร้างรายได้ให้ชุมชน ไปพร้อม ๆ กับการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น มีสินค้าชูโรงคือ กระเป๋าหนังที่พิเศษทั้งการออกแบบ การใช้งาน และเรื่องราวเบื้องหลัง

“สิ่งที่เขาสะพายอยู่ ไม่ใช่แค่ความสวยงาม มันมีอะไรมากกว่านั้น” – เธอเปรยจนเราอยากชวนคุณค้นหาสิ่งที่ว่า

จูจู้-เกวลี วู สาวเจ้าของแบรนด์และเพื่อนคู่คิดของเธอบอกว่า La Mitra มาจากคำว่า ‘มิตรภาพ’ และ ‘เมตตา’, นี่จึงเป็นแนวคิดหลักของแบรนด์ที่ให้ความเป็นมิตรกับ 3 สิ่งสำคัญ คือ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และธรรมชาติ 

La Mitra กระเป๋าหนัง Upcycle จากงานปักฝีมือพี่น้องชาติพันธุ์ ดอยผาหมี จ.เชียงราย

ความเป็นมิตรนี้เริ่มต้นมาจากจูจู้ เธอเป็นจิตอาสา ณ ดอยผาหมี จังหวัดเชียงราย จูจู้ไปเห็นวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสัมผัสกับผู้คนที่นั่น สิ่งที่ติดอยู่ในใจแม้จะกลับมาแล้วคือการที่เธอไปเจอหญิงชาวม้งและชาวอาข่า พวกเขาทุ่มแรงกายแรงใจในการปักผ้าอย่างพิถีพิถัน เธอว่างานหนึ่งชิ้นใช้เวลา 14 วัน แต่พวกเขากลับได้ค่าตอบแทนเพียงหลักสิบปลาย ๆ จนถึงหลักร้อยต้น ๆ หญิงสาวเก็บความตั้งใจนั้นไว้ เธอไปศึกษาต่อที่เซี่ยงไฮ้ พร้อมกลับมาสร้างโอกาสในการทำงานให้กับชาวม้งและชาวอาข่า และมอบรายได้ที่เป็นธรรมมากกว่าปกติถึง 5 เท่า เพื่อให้พวกเขาเกิดความภูมิใจในตัวเอง

ในทุกกระบวนการผลิต La Mitra เลือกใช้วัตถุดิบออร์แกนิกและเป็นมิตรกับทุกฝ่ายอยู่เสมอ ทั้งการใช้หนัง Upcycle สีจากธรรมชาติ และการบำบัดน้ำเสียให้กลายเป็นน้ำใสหลังจบจากการฟอกหนัง และยังเป็นมิตรแม้กระทั่งกับการตลาด ทางแบรนด์เลือกใช้วิธีโปรโมตที่จริงใจและยั่งยืน ยอดจากการยิงโฆษณาไม่ใช่สิ่งแรก ๆ ที่ให้ความสำคัญ แต่อาศัยความเชื่อใจของลูกค้าที่เชื่อเรื่องเดียวกับสิ่งที่แบรนด์กำลังทำ และการไปออกรายการ Shark Tank ก็เป็นหนึ่งในวิธีทำการตลาดเช่นกัน

ตลอด 2 ปีของแบรนด์กระเป๋าใบนี้ นับเป็นความตั้งใจของหญิงสาวยุคใหม่ที่อยากสนับสนุนช่างฝีมือท้องถิ่นและสืบสานภูมิปัญญา ไปพร้อม ๆ กับการรักษาสิ่งแวดล้อม La Mitra จึงเกิดขึ้น และหยิบยื่นความเป็นมิตรอย่างต่อเนื่องและต่อไป

La Mitra กระเป๋าหนัง Upcycle จากงานปักฝีมือพี่น้องชาติพันธุ์ ดอยผาหมี จ.เชียงราย

ที่ไปของเมตตา ที่มาของมิตรภาพ

La Mitra คงจะไม่เกิด ถ้าหากว่าเธอไม่ไปเรียน Fashion Design กับ Marketing ที่เซี่ยงไฮ้

จูจู้เผยจุดเริ่มต้นแรก จุดที่ทำให้รู้จักความชอบด้านนี้ เธอย้อนกลับไปสมัยที่เป็นล่ามอาสาของหน่วยงาน International Medical Relief ที่จังหวัดเชียงราย ที่นั่นทำให้เธอได้เจอกับชาวอาข่าพร้อมฝีมือการปักผ้าที่หาจากไหนไม่ได้ แต่ลายผ้าที่เต็มไปด้วยความวิจิตรบรรจงนั้น กลับถูกกดราคาไว้เหลือเพียงแค่หลักสิบ-หลักร้อย จูจู้มองเห็นและสนใจถึงปัญหาตรงนั้น หลังจากกลับมาจากการเป็นจิตอาสาและทำงานอีกสักพัก สิ่งนี้ยังคงติดอยู่ในใจ เธอจึงตัดสินใจเดินทางไปเรียน Fashion Design ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

การไปเรียนครั้งนั้นให้มากกว่าศาสตร์การออกแบบ จูจู้เล่าว่าอาจารย์สอนวิธีคิด กระบวนการออกแบบที่มากกว่าแค่ออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการออกแบบเพื่อแก้ปัญหาจากเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ซึ่ง La Mitra เล็งเห็น 3 ปัญหาหลักและอยากนำมาพัฒนาให้ดีขึ้น ปัญหาแรกคือวัตถุดิบเหลือใช้จากอุตสาหกรรมแฟชั่นที่ถูกปล่อยทิ้งกลายเป็นขยะมหาศาล สองคือมูลค่าของภูมิปัญญาและงานฝีมือของชาวบ้านถูกกดราคา และสามคือการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไม่ให้เลือนหายไปกับคนรุ่นเก่า 

“เราคงเปลี่ยนอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราทำให้มันดีขึ้นได้ และในอนาคตมันจะกลายเป็น Bigger Impact” 

La Mitra กระเป๋าหนัง Upcycle จากงานปักฝีมือพี่น้องชาติพันธุ์ ดอยผาหมี จ.เชียงราย

La Mitra

หลังจบหลักสูตร ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ จูจู้เดินทางไปที่ดอยผาหมี จังหวัดเชียงรายอีกครั้ง 

ในครั้งนี้เธอไปเพื่อจะสนองความตั้งใจแรกให้เป็นจริง นั่นคือการสนับสนุนชาวบ้านบนดอยผาหมีในหลาย ๆ หมู่บ้าน 

“เราอยากไปเรียนรู้และเข้าใจความเป็นอยู่ของเขา ไปเรียนรู้ว่าเขาหากินกันยังไง อาหารของเขาคืออะไร แล้วงานฝีมือของเขายากง่ายขนาดไหน ซึ่งการเข้าไปของเรา เราไม่ต้องการเข้าไปปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเขา แต่อยากเพิ่มโอกาสให้เขา

“การเข้าไปสร้างงานให้เขาจะทำให้เขามีรายได้ที่ยั่งยืน ไม่จำเป็นต้องเข้าเมืองเพื่อมาเป็นแรงงาน ที่สำคัญ มันอาจจุดประกายให้คนรุ่นใหม่อยู่บ้านมากขึ้น และภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษของพวกเขาก็จะยังคงอยู่ด้วย” จูจู้เล่าจุดประสงค์

จากการสำรวจพื้นที่ เธอแบ่งปันประสบการณ์ให้ฟังว่า คนท้องถิ่นบนดอยผาหมีส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเชิงเกษตรกรรม ทั้งปลูกข้าว ปลูกชา และปลูกกาแฟ รวมถึงงานฝีมือเย็บปักถักร้อย ซึ่งเธอก็ถูกอกถูกใจกับงานปักผ้าของสาวชาวม้งและชาวอาข่า จึงเลือกหัตถกรรมที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่นมาเป็นส่วนหนึ่งของ La Mitra, จูจู้ใช้งานปักผ้ามาประกอบกับสายสะพายของกระเป๋าหนัง

สายกระเป๋าของ La Mitra ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ใครเหมือนเส้นนี้ มาจากฝีมือและภูมิปัญญาของชาวม้งและชาวอาข่า โดยการปักของพี่น้องทั้งสองชาติพันธุ์ต่างกันที่จุดประสงค์ เนื้อผ้า และลวดลาย ชาวม้งปักผ้าเพื่อนำมาตกแต่งเสื้อผ้า เลยใช้ผ้าที่มีรูใหญ่ ปักลวดลายเล่าเรื่องราววิถีชีวิตด้วยเส้นด้ายหลากสีสัน ผสานกับลวดลายที่เกิดจากสิ่งรอบตัว เช่น ลายก๊ากื้อ (ก้นหอย) ลายปั้นโต๊วโต่ว (ฝักถั่ว) ลายปั้นโต๊วจี่ (ไม้กางเขน) ส่วนผ้ารูเล็กที่ปักเพื่อตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า ปักด้วยฝีเข็มเน้น งานละเอียดเนี้ยบ เล่าเรื่องราวรอบตัวผ่านผืนผ้า เช่น ลายอาปะ (ใบไม้) ลายโจวพะ (ดอกหญ้า) และลายอาลูละโอ (ลิ้นผีเสื้อ) เป็นเสน่ห์ที่ยากจะเลียนแบบของชาวอาข่า

La Mitra กระเป๋าหนัง Upcycle จากงานปักฝีมือพี่น้องชาติพันธุ์ ดอยผาหมี จ.เชียงราย

แค่ได้ฟังชื่อลายก็สนุกแล้ว เราจึงอยากรู้ว่าแบรนด์เลือกใช้ลายดั้งเดิมหรือปรับเปลี่ยนให้ร่วมสมัยมากขึ้น 

“เราเอาสิ่งที่เขามีอยู่แล้วมาปรับเปลี่ยน และออกแบบแพตเทิร์นของแบรนด์ให้เขาด้วย ซึ่งเขายินดีจะพัฒนางานร่วมกันกับเรา แต่ส่วนใหญ่เขาจะปักลวดลายของเขา เพราะมันบ่งบอกเรื่องราวของเขาบนเสื้อผ้า” ทุกฝีเข็มจึงเต็มไปด้วยลายปักที่มีชีวิต

เมื่อได้สายกระเป๋าแล้ว ถัดไปเป็นส่วนกระเป๋า ยังคงไว้ซึ่งคอนเซ็ปต์เดิมของ La Mitra คือการไม่สร้างมลภาวะให้กับสิ่งแวดล้อม เธอจึงเลือกหนังที่เป็น Surplus ของโรงงานครอบครัวมาทำกระเป๋า เจ้าหนัง Surplus ที่ว่าก็คือ หนังที่โรงงานผลิตเกินกว่าจำนวนที่ลูกค้าต้องการ 2 เปอร์เซ็นต์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผิดพลาด ส่วนมากถ้าไม่ได้ใช้ หนังเหล่านี้จะกลายเป็นขยะ นำมาทำกระเป๋าหนังได้ 20,000 ใบต่อปี ถ้านำมากางจะเท่ากับสนามฟุตบอล 13 สนาม จูจู้รู้และเข้าใจสิ่งนี้ดี เพราะเธอเป็นลูกสาวโรงงานฟอกหนัง

“เราเอาหนังมา Upcycle ค่ะ เอาสต็อกพวกนี้มาทำให้มันมีชีวิตที่ 2”  หนังส่วนเกินทั้งหมดจึงได้รับการนำมาเพิ่มมูลค่าที่โรงฟอกหนังของครอบครัวที่เปิดมานานกว่า 30 ปีในจังหวัดสมุทรปราการ จากนั้นนำหนังเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนสี ด้วยการพ่นสีธรรมชาติแต่ยังคงไว้ซึ่งโทนสีเดียวกันจากของเดิม พ่นทั้งหมด 2 รอบ แล้วนำไปฉายแสงยูวีให้สีซึมเข้าไปในตัวหนังเพื่อเพิ่มความติดทน

La Mitra กระเป๋าหนัง Upcycle จากงานปักฝีมือพี่น้องชาติพันธุ์ ดอยผาหมี จ.เชียงราย

และเข้าสู่กระบวนการสุดท้าย คือการตัดเย็บจากช่างฝีมือที่เข้าใจและสนับสนุนในสิ่งเดียวกันกับแบรนด์

ส่วนการออกแบบ La Mitra อยากสร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายขึ้น ไปพร้อม ๆ กับการก่อขยะให้น้อยที่สุด จึงออกมาเป็น Mycelia Bag กระเป๋า 1 ใบที่ปรับเปลี่ยนการใช้งานให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ได้ถึง 5 แบบ เป็นได้ทั้งกระเป๋าสะพายข้าง กระเป๋าคลัทช์ กระเป๋าถือ กระเป๋าสะพายไหล่ กระเป๋าเป้ ตอบโจทย์ครบจบทุกไลฟ์สไตล์ในใบเดียว ซึ่งเหตุผลของการออกแบบให้สะพายได้หลากหลายก็น่ารักเข้าที จูจู้บอกว่าเธอกำลังแก้ปัญหาให้สาว ๆ ที่ต้องมีกระเป๋าหลายใบ เลยออกแบบให้ใบเดียวตอบโจทย์ พลิกแพลงได้ทุกโอกาส

เธอกระซิบว่า กว่าจะออกมาเป็นกระเป๋าที่มีฟังก์ชันสุดคุ้มขนาดนี้ ต้องขึ้น Prototype ไปกว่า 5 ครั้ง!

กระเป๋าหนังจากคนรุ่นใหม่ที่คำนึงถึงผู้ผลิต ผู้บริโภค ธรรมชาติ และขยายโอกาสจากเมืองกรุงถึงดอยผาหมี

คุณค่าของความเป็นมิตร

เรื่องราวทั้งหมดผ่านน้ำเสียงของจูจู้ที่เล่าถึงเบื้องหลังกระเป๋าใบนี้ ตั้งแต่คลุกคลี ทำความรู้จักกับชาวบ้านสุดเขตชายแดนบนดอยผาหมี การไม่หยุดค้นหาวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราคิดว่าต้องมีบางอย่างที่ทำให้เธอสนุกกับการทำสิ่งนี้เป็นแน่ 

“ความสนุกของเรา คือการได้ไปท่องเที่ยว ไปเจอชาวบ้าน ได้คิดกระบวนการออกแบบที่ช่วยแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน มันมีความสุขนะคะ เพราะว่ามันมาจากแพสชันของเรา แล้วเราก็ได้เห็นว่าชุมชนผู้หญิงที่ดอยผาหมีเขามีงาน มีรายได้มากขึ้น ถือเป็นความสุขเล็ก ๆ ของเราและแบรนด์เหมือนกัน แต่คิดว่าชุมชนเดียวยังไม่พอ เราอยากพัฒนาให้ได้อีกหลาย ๆ ชุมชน”

La Mitra ให้ความสำคัญกับเรื่องแฟชั่นยั่งยืน จูจู้มองว่าปัญหาการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม ควรเป็นสิ่งพื้นฐานที่บริษัทหรือแบรนด์ต้องคำนึงถึง ไม่ใช่เฉพาะสิ่งแวดล้อม แต่รวมไปถึงความเป็นอยู่ของคนต้นน้ำด้วยด้วย ตั้งแต่ช่างฝีมือที่ผลิตกระเป๋า ผลิตเสื้อผ้า เพราะอุตสาหกรรมแฟชั่นส่วนใหญ่ ส่งผลเสียเป็นวงกว้างในกระบวนการผลิต เช่น ผู้ผลิตต้องการผลิตสินค้าให้มีราคาถูก ด้วยมีการแข่งขันสูงและต้องการให้ผู้บริโภคเข้าถึงง่าย จึงต้องลดต้นทุนในการผลิต เลือกใช้วัตถุดิบหรือว่าใช้เคมีถูก ๆ กับโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งกดราคาแรงงานอย่างไม่เป็นธรรม ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับแบรนด์ที่เป็นมิตรและเมตตาอย่าง La Mitra

“โปรดักต์ทุก ๆ ชิ้นไม่ได้เป็นแค่กระเป๋าใบเดียว แต่สายทุกเส้น ทุกฝีเข็มมันมีเรื่องราว มีความรู้สึก แล้วก็มีความใส่ใจอยู่ในทุกฝีเข็มที่เขาปัก เราเชื่อว่าลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่กระเป๋า แต่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แล้วก็มีรายได้เพียงพอที่เขาเอาไปเลี้ยงดูครอบครัวได้ ที่สำคัญ เราได้ซัพพอร์ตผู้หญิงด้วยกัน” นี่คือกระเป๋าเพียงหนึ่งใบที่ส่งต่อสิ่งดี ๆ ซึ่งกันและกัน

กระเป๋าหนังจากคนรุ่นใหม่ที่คำนึงถึงผู้ผลิต ผู้บริโภค ธรรมชาติ และขยายโอกาสจากเมืองกรุงถึงดอยผาหมี

มิตรภาพ + เมตตา

มิตรภาพและความเมตตา ทั้งต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และธรรมชาติ ของ La Mitra เป็นความตั้งใจดีที่สร้างผลลัพธ์ในระยะยาว การเพิ่มโอกาสในการสร้างงานให้กับชุมชนดอยผาหมี จังหวัดเชียงราย แบรนด์ต้องการให้ภูมิปัญญาชาวบ้านขยายเพิ่มมากขึ้น ต่อยอดได้มากขึ้น ให้มีความต้องการของลูกค้ามากขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านและทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

La Mitra จึงเปิดโอกาสให้ชาวบ้านแสดงฝีมือผ่านผลงานอย่างเต็มที่ แลกกับค่าแรงที่เป็นธรรม ในแง่ของผู้บริโภค ทางแบรนด์เลือกใช้องค์ประกอบของกระเป๋าที่เป็นมิตรต่อผิวหนัง เช่น หนังคุณภาพดี ย้อมสีธรรมชาติและสมุนไพร จึงมั่นใจได้ว่าขณะสะพายจะไม่รู้สึกระคายเคืองต่อผิวแม้เล็กน้อยอย่างแน่นอน และยังเลือกใช้เคมีที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ทุกวัตถุดิบถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่จนถึงกระบวนการสุดท้าย หรือแม้แต่ทำให้วัตถุดิบเหล่านั้นได้มีชีวิตที่ 2 เช่น ถุงใส่กระเป๋าให้ลูกค้า เป็นถุงที่มาจากการรีไซเคิลขวด PET หากเป็นกล่องบรรจุภัณฑ์ ก็เป็นกล่องคราฟต์ที่รีไซเคิลมาจากกล่องกระดาษอีกที และมีการบำบัดน้ำเสียจากการฟอกหนังจนใสสะอาด จนดื่มและนำไปเลี้ยงสัตว์ต่อได้ นี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า นี่คือแบรนด์เป็นมิตรต่อต้นน้ำและปลายน้ำจริง ๆ 

กระเป๋าหนังจากคนรุ่นใหม่ที่คำนึงถึงผู้ผลิต ผู้บริโภค ธรรมชาติ และขยายโอกาสจากเมืองกรุงถึงดอยผาหมี
กระเป๋าหนังจากคนรุ่นใหม่ที่คำนึงถึงผู้ผลิต ผู้บริโภค ธรรมชาติ และขยายโอกาสจากเมืองกรุงถึงดอยผาหมี

ถึงมิตร จาก La Mitra

ความตั้งใจแรก ความตั้งใจหลัก แต่ไม่ใช่ความตั้งใจสุดท้ายของแบรนด์ คือ 

“เราอยากให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนของประเทศไทยได้ไปต่างประเทศ” จูจู้เล่าว่าชุมชนดอยผาหมีเป็นการเริ่มต้น La Mitra ของเธออยากกระจายการพัฒนาไปในหลาย ๆ ชุมชน แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นก็ต้องเพิ่มยอดขายให้มากขึ้นก่อน ทางแบรนด์ตั้งใจจะตีตลาดที่ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง เพราะจูจู้เชื่อว่าถ้าพาคราฟต์ประเทศไทยไปไกลถึงต่างประเทศได้แล้ว คนไทยก็จะหันมาสนใจมากขึ้น 

“เราคิดว่าประเทศไทยมีทรัพยากรงานคราฟต์เยอะมาก เยอะกว่าหลาย ๆ ประเทศ แล้วเราคิดว่ามันไปได้ทั่วโลก แต่คนไทยต้องให้คุณค่า ให้ราคากับมันมากขึ้นก่อน คนรุ่นใหม่จะได้เห็นคุณค่า แล้วก็เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้ เขาถึงอยากจะกลับไปพัฒนา” สายกระเป๋าฝีมือพี่น้องชาวม้งและชาวอาข่าแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า เมืองไทยคือแหล่งขุมทรัพย์ของงานคราฟต์อย่างแท้จริง

สำหรับคอลเลกชันใหม่ La Mitra เตรียมอวดโฉมกระเป๋าใส่โทรศัพท์ พิเศษตรงที่ลายโลโก้แบรนด์จะอยู่บนตัวกระเป๋า ขยับขยายพื้นที่ลายปักบนสายกระเป๋ามาสู่ตัวกระเป๋า และปีหน้าเธอตั้งใจนำเศษหนังที่เหลือจากการทำกระเป๋ามาอัดพื้นรองเท้าและทำเป็นรองเท้าคู่เก๋ เพราะไม่ใช่แค่อยากให้ Waste มี Second Life แต่ต้องการให้ขยะทั้งหมดเหล่านั้นกลายเป็น Zero Waste 

การเกิดขึ้นของ La Mitra เปรียบเสมือนการเดินทางเพื่อเรียนรู้และค้นหาพัฒนาสิ่งใหม่ที่เป็นมิตรและเมตตาอยู่เสมอ

กระเป๋าหนังจากคนรุ่นใหม่ที่คำนึงถึงผู้ผลิต ผู้บริโภค ธรรมชาติ และขยายโอกาสจากเมืองกรุงถึงดอยผาหมี

La Mitra

โทรศัพท์ : 09 2549 4515

เว็บไซต์ : lamitra.co

Facebook : La Mitra

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ผ้าเนื้อกระด้าง สีสันแสบทรวง เขียนลวดลายท้องทะเลด้วยเทียนไข 

ขอบอกว่าคุณสมบัติข้างต้นไม่ใช่ผ้าบาติกที่แขวนโชว์อยู่ในร้านของ อารีย์ และ ฉัตรชนก ขุนทน เป็นแน่

แม่ลูกคู่นี้เป็นเจ้าของแบรนด์ Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลหนึ่งเดียวที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการยืนยันที่จะไม่เล่าเรื่องทะเล ไม่มีแพตเทิร์นในการเขียนลาย ใช้สีธรรมชาติจากพืชผลทางการเกษตร และถ่ายทอดวิถีคีรีวงลงบนผืนผ้า จนเสื้อผ้าไม่มีซ้ำกันสักตัวจากการเขียนมือครั้งละหนึ่งชิ้น

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้ามัดย้อมของยาย

ย้อนเวลาไปหลายสิบปีก่อน ตอนที่แบรนด์ Kiree ยังไม่เกิดขึ้นแม้ในความฝัน ป้าอารีย์เริ่มสนใจเรื่องผ้าจากความอยาก

อยากที่จะสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้านคีรีวงรวมถึงตัวเธอเอง

พูดถึง ‘คีรีวง’ ก็เป็นอันรู้กันว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขา ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่นานา ขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์จนสูดดมได้เต็มปอด แต่ก่อนจะเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ ป้าอารีย์เล่าว่าตลอด 30 ปี หมู่บ้านของเธอเผชิญกับภัยพิบัติมาบ่อยครั้ง ชุมชนที่มีอาชีพหลักคือการทำสวนบนภูเขา และตั้งรกรากอยู่บนที่ราบเพียงเท่านั้น ก็เกือบถึงคราวล่มสลายใน พ.ศ. 2531 

เหตุการณ์นี้ทำให้ป้าหวั่นใจว่า อาชีพหลักจะมีส่วนสร้างความไม่สมดุลทางธรรมชาติ จึงคิดหาอาชีพเสริมใหม่ ๆ ในยามที่วิกฤตถามหา ป้าอารีย์ตั้งกฎกับตัวเองเอาไว้ 3 ข้อว่า หนึ่ง อาชีพเสริมนี้จะต้องสอดคล้องกับวิถีเกษตรกรในชุมชน สอง อาชีพเสริมนี้จะต้องใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาของหมู่บ้านให้ได้ และสาม กระบวนการผลิตของอาชีพเสริมนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันขาด

บวกกับการเป็นหลานของช่างทอผ้าประจำหมู่บ้าน พืชที่ยายใช้ย้อมสีธรรมชาติตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ทำไมตัวเธอจะสานต่ออาชีพนี้ไม่ได้ คำตอบอาจเป็นเพราะทั้งป้าอารีย์และแม่ต่างไม่มีใครทอผ้าเป็น และอาชีพนี้ก็ห่างหายจากหมู่บ้านมานานปีเห็นจะได้ เธอจึงเบนเข็มมาสนใจเรื่องไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างผ้ามัดย้อมเป็นการทดแทน

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“ป้าลองเอาพืชที่คุณยายเคยใช้มาทำผ้ามัดย้อม แต่พอย้อมเสร็จก็ยังไม่พอใจเรื่องลวดลาย เพราะใคร ๆ ก็ทำได้ ป้าต้องการสร้างลวดลายที่แตกต่างจากที่อื่น ตอนนั้นภาคใต้ยังไม่มีใครทำเรื่องสีธรรมชาติเลย เราก็พยายามศึกษา เรียนรู้ ว่าวัสดุที่กำหนดลวดลายได้มีอะไรอีกนอกจากยางหรือเชือกฟาง 

“จนไปเจออาจารย์คนหนึ่ง เขาแนะนำว่าให้ใช้ไม้ไผ่ในการกำหนดลาย เพราะถ้าใช้ไม้ จะต่อลาย แตกลาย ได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน”

กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงจึงเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2539 เพื่อสร้างอาชีพให้กับเหล่าแม่บ้านในชุมชน และก่อกำเนิดแบรนด์ Kiree ในอีก 3 ปีต่อมา จากความสงสัยว่าวิถีชีวิตของคนใต้นั้นเป็นอย่างไร

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้าบาติกของแม่

สุราษฎร์ธานีมีผ้าไหมพุมเรียง นครศรีฯ มีผ้ายก สงขลามีผ้าเกาะยอ ยะลาชอบผ้าปาเต๊ะ ฝั่งอันดามันก็ทำผ้าบาติก จำแนกได้เป็นผ้าทอ ผ้าปาเต๊ะ และผ้าบาติก 

ป้าอารีย์กลับมาถามใจตัวเองว่า ใน 3 เรื่องนี้มีอะไรที่เราพอจะไปได้ – ผ้าบาติกคือสิ่งนั้น 

ด้วยความคิดแน่วแน่ว่าจะยึดถือสีธรรมชาติจากรุ่นยายเป็นสำคัญ ในยุคสมัยที่ผ้าบาติกมีสีสันจัดจ้าน เต็มไปด้วยลวดลายกุ้งหอยปูปลาและดอกไม้ใต้ทะเล

“หลายคนบอกป้าว่าสีธรรมชาติเอามาทำผ้าบาติกไม่ได้ มันจะเพนต์ไม่ติด นี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ให้ได้ ศึกษาทดลองอยู่ 3 – 4 ปี ว่าเพนต์แล้วสีติดไหม ล้างน้ำแล้วหลุดลอกเท่าไหร่ จนทำได้จริง”

ความทนทานของสีคล้ายจะขึ้นอยู่กับความอดทนของผู้ผลิตด้วยเช่นกัน โดยพืชที่จะนำผลผลิตมาสกัดสีต้องมีอายุ 2 ทศวรรษขึ้นไป เนื่องจากความสมบูรณ์ของต้นจะส่งผลให้มีเม็ดสีที่เข้มข้น มียาง ติดแน่นไม่หลุดง่าย การเคี่ยวผ้าบาติกก็ต้องใช้เวลาหมักแช่ผ้าไว้นานมาก บางครั้งก็ยาวนานถึง 1 เดือน ที่สำคัญ ต้องเลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อให้สีมีความสม่ำเสมอ 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

กรรมวิธีที่พิถีพิถันเหล่านี้ ส่งผลให้ Kiree ย้อมผ้าได้ไม่เกิน 10 ผืนในหนึ่งวัน ใครได้ไปครองก็คงรับรู้ถึงความใส่ใจเป็นแน่ เราขออนุญาตชวนป้าอารีย์พูดคุยต่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Kiree ที่พิเศษกว่าใครเกือบทุกกระบวนการ 

“ผ้าบาติกเราไม่มีแพตเทิร์น ที่บ้านไม่มีดินสอ ไม่มีแบบร่าง เขียนสดเลย คุณต้องมีสมาธิ ต้องวางแผนมา ไม่งั้นผ้าผืนนี้เละแน่

“ผ้าเรามีลายแตก สีไม่เรียบ เป็นผลจากยางไม้ที่แตกกระจายไปทั้งผืน คนอื่นทำลวดลายเกี่ยวกับทะเล แต่เราใช้ลายเส้นเพื่อสื่อสารเรื่องหมู่บ้านคีรีวง อย่างดอกไม้ก็ใช้ใบสิงโตพัดเหลือง ลายเฟิร์นยักษ์ ลายบัวแฉก เป็นลายเฉพาะที่มีแค่หมู่บ้านเราเท่านั้น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“เราใช้สีจากพืชทางใต้ในหมู่บ้าน เช่น ใบมังคุด ฝักสะตอ เปลือกผลเงาะ เปลือกลูกเนียง สีของป้าเลยซีดที่สุด เป็นผ้าสีพาสเทล เพราะสีจากพืชดิบ ๆ จะเป็นแบบนี้ เช่น มังคุดปลูกที่ไหนก็ได้ แต่ทำไมสีมังคุดที่คีรีวงถึงเป็นสีชมพูหรือสีส้มหมากสุก เพราะธาตุในดินไม่เหมือนกัน น้ำ อากาศ ก็แตกต่างกัน ผ้าทุกผืนจึงมีสีไม่เหมือนกัน จะเหมือนแค่เพราะต้มจากหม้อเดียวกัน รอบแรกเหมือน รอบสองไม่เหมือนแล้ว

“ดังนั้น ใครซื้อไปก็จะได้ของแบบผืนเดียวในโลก มีตัวเดียว ลายเดียว สีเดียว ไซส์เดียว บางตัวก็มีไม่ครบทุกไซส์ เพราะเราเขียนเสื้อผ้าได้ทีละชิ้น เด็กบ้านเราก็ไม่ชอบเขียนลายซ้ำ เขาชอบสร้างลายใหม่ตลอดเวลา”

ร่วม 20 ปีที่ Kiree ยังคงยืนหยัดทำผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติจากผลิตผลของชาวสวนคีรีวง มีผู้ช่วยเป็นเยาวชนและคนมีฝีมือในหมู่บ้าน ช่วยกันแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายให้คนได้เข้ามาจับจ่ายในร้านค้าของพวกเขา แต่แน่นอนว่ากาลเวลาย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลง และอาจถึงคราวต้องเปลี่ยนมือให้รุ่นลูก

เพราะความลับสุดยอดที่ป้าอารีย์แง้มบอกในประโยคต่อไป จะทำให้คุณประหลาดใจมาก

“ป้าเขียนผ้าไม่เป็น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ผ้าบาติกของลูก

ป้าอารีย์ศึกษาแก้โจทย์ผ้าบาติก ตั้งแต่ฉัตรชนก ขุนทน หรือ พิงค์ อายุได้ 3 เดือน พิงค์จึงเป็นเด็กที่โตมากับกองผ้าและสีสันธรรมชาติของแม่ 

การลงมือเขียนผ้าครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ ก็มีน้ำตาหยดลงบนผ้าบ้างเป็นธรรมดาของคนไม่เคยเขียน จนผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าที่สุดในชีวิตของเธอ แนะนำให้พิงค์เขียนเลข ๑ ไทยกลับหัวกลับหางไปมา เป็นเหมือนการต่อลาย เธอจึงเริ่มมีกำลังใจในการเขียนต่อ

ตลอด 20 ปี แม้แม่จะเขียนผ้าไม่เป็น แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าป้าอารีย์เป็นครูผู้สอนได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ผ่านการจุดไฟให้เยาวชนได้ปลดปล่อยจินตนาการลงบนผืนผ้า และการที่ลูกสาวเติบโตมารับช่วงต่อกิจการ Kiree ได้อย่างสร้างสรรค์

“ครูเคยถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราตอบว่าอยากเป็นนักประดิษฐ์น้อย คุณแม่หลอกล่อเรามาตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว ซื้อหนังสืองานประดิษฐ์ เย็บผ้า ออกแบบผ้า เห็นป้า ๆ แม่ ๆ ทำอยู่ทุกวัน คิดว่ามันน่าลอง น่าสนุก มีแอบไปทำเองบ้าง แม่ก็อยู่ตัวคนเดียว รู้สึกว่าที่เขาทำมาทั้งหมด ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องกลับมาสานต่อ”

หลังได้ทักษะศิลปะมาเต็มเปี่ยมจากการเรียน ปวช. ช่างศิลป์ พิงค์ก็เลือกเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ในสาขาวิชาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อนำความรู้มาพัฒนากิจการของครอบครัว แม้จะมีจักรส่วนตัวและเฟรมสำหรับเขียนผ้าให้แม่อยู่ในห้อง ถึงกระนั้น เธอก็แวะเวียนกลับไปหาความสงบที่บ้านเกิดเป็นประจำทุกเดือน

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

เมื่อถามเธอว่าปัจจุบันถือว่ารับช่วงต่อจากแม่เต็มตัวแล้วหรือยัง พิงค์ตอบว่ายังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแม่ยังคงรับบทเป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยเรื่องการติดต่อสื่อสารแทนเธอที่พูดไม่ค่อยเก่งนัก แต่พิงค์เข้ามาดูแลควบคุมการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่ตระเตรียมสี เขียนลวดลาย ออกแบบเสื้อผ้า จนถึงการตรวจเช็กก่อนส่งให้ถึงมือลูกค้า เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังยุคใหม่ของ Kiree โดยแท้

หากนับจากรุ่นทวดของเธอ ก็อาจเรียกว่าเป็นทายาทรุ่น 4 เข้าไปแล้ว อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของ Kiree เธอยังคงไว้เดิม แต่กรรมวิธีบางอย่างก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 

“เรื่องดีไซน์ ลวดลาย ปกติเป็นลายใบไม้ ดอกไม้ก็จะวนอยู่แบบนั้นตลอดไป แต่เราตั้งโจทย์ ตั้งคอนเซ็ปต์ ดึงจุดเด่นของหมู่บ้านมาใช้ เช่น เรามีมังคุด ก็ออกแบบลายจากขั้วมังคุด สร้างเป็นแพตเทิร์นขึ้นมา

“เรื่องโทนสี เราเอาของเดิมที่มีอยู่มามิกซ์ให้เกิดเฉดสีใหม่ พัฒนาโปรดักต์ให้หลากหลาย นอกจากเสื้อผ้า ก็มีเรื่องเฟอร์นิเจอร์เข้ามาด้วย

“ส่วนเรื่องที่อยากทำคือการเพนต์ ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนนะ แต่เราอยากลงสีไปเลยไม่ต้องเขียนเทียน จะได้ผ้าอีกเวอร์ชันที่ดูอาร์ต ๆ ขึ้นมาหน่อย”

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ภาพ : เพจ KKP Quartz

พิงค์กำลังพูดถึง KKP Quartz (เธอเล่าความหมายของชื่อให้เราฟังสั้น ๆ ว่าคือ ‘Kiree-คุณพิงค์-ที่ตกผลึกมาจากคุณแม่’) อีกหนึ่งแบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จากผ้าบาติกที่ต้องใช้เวลาเขียนกันเป็นเดือน ๆ พิงค์หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีการพิมพ์ลายจากต้นแบบที่เขียนด้วยมือเช่นเคย เพื่อให้ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก 

โดย ‘เถาพริก’ คือคอลเลกชันแรกที่ทำขาย ทั้งลวดลาย เส้นสาย และสีสัน เธอได้ไอเดียมาจากเครื่องแกงข้าวยำที่รสจัดจ้านมากของคนคีรีวง 

ถ้า Kiree ของคุณแม่เน้นขายลูกค้าที่รักในธรรมชาติ คนที่อุดหนุน KKP Quartz ของพิงค์ก็จะเป็นคนอีกกลุ่มที่กล้าแต่งตัวและมีความมั่นใจสูง

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์กับงานเพนต์ก็ไม่ได้เป็นเพียงนิมิตในความคิด พิงค์เลือกคอลแลบกับแบรนด์ Napa Design Studio ของเพื่อนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ร่วมกันรังสรรค์เก้าอี้สุดพิเศษในคอลเลกชัน SeedKiree ที่ลูกค้าออกแบบเฉดสีได้เองตั้งแต่พนักพิง โครงเก้าอี้ เบาะรองนั่ง ด้วยสีธรรมชาติจากคีรีวง เช่น สีน้ำตาลส้มจากใบมังคุดแห้ง สีเขียวอ่อนจากใบเพกา หรือสีเหลืองนวลจากแก่นไม้ขนุน

ความสามารถของลูกสาว นำพาให้ Kiree ยุคใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไทยระดับแถวหน้าอย่าง Theatre ในคอลเลกชันล่าสุดของปีนี้ที่ว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย

ผ้าบาติกของคีรีวง

จากจุดเริ่มต้นที่แค่อยากสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้าน การมาถึงจุดนี้นับว่าไกลกว่าที่พวกเธอคาดหวังเอาไว้มากพอดู แต่เป้าหมายของป้าอารีย์กลับยังคงเหมือนวันแรกที่ได้ลงมือทำ

“เรายังมองว่าอาชีพนี้จะต้องเป็นมรดกให้กับลูกหลานในชุมชนของเรา เราทำเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและดูแลทรัพยากรอย่างมีคุณค่าสูงสุด หากสิ่งแวดล้อมยั่งยืน อาชีพของคนในหมู่บ้านก็จะยั่งยืน

“Kiree คือชีวิตของป้า ที่ต้องดูแล รักษา บำรุง สรรหาสิ่งดี ๆ เติมเต็มมันตลอด องค์ความรู้ที่ได้ ทั้งจากประสบการณ์ตรงและจากข้างนอก เราต้องแบ่งปันให้กับทุกคน เราสองคนก็รับเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจอยากสร้างอาชีพ”

พิงค์เองก็บอกกับเราในฐานะคนทำงานว่า Kiree ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงวันจันทร์ที่เคร่งเครียดหรือวันศุกร์ที่ต้องตั้งตารอเพื่อได้หยุด ต่อให้กินนอนอยู่กับงานทั้งเช้าเย็น สำหรับเธอ ที่คีรีวงไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักวัน และพิงค์ไม่เคยเบื่อที่จะมองเห็นภูเขา

“ถ้าจะนอนกลางวัน นอนบ้านนี่ไม่หลับ ต้องนอนที่ออฟฟิศตามซอกโต๊ะ เพราะถ้าไม่ได้ยินเสียงดังของลูกค้า คนงานคุยกัน ทะเลาะกัน มันนอนไม่หลับ

“เราอยากให้ผู้คนรู้จักคีรีวงหลากหลายเวอร์ชัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นชุมชนที่ผู้คนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของเราอยู่ด้วย” ป้าอารีย์ปิดท้าย

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

Kiree

โทรศัพท์ : 09 8073 0566

Facebook : KiRee

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

พิชญ์ แสงพลสิทธิ์

ช่างภาพอิสระ บาริสต้าคุณพ่อลูกหนึ่ง ชื่นชอบการไปคาเฟ่และบทเพลงของ Zentrady

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load