25 กันยายน 2562
11.01 K

“สวัสดีครับ”

เสียงทักทายพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มจาก มาสะ-มาสะทากะ มัตสึฮิสะ หนุ่มญี่ปุ่นที่รอรับพวกเราอยู่หน้าสถานีอุเอดะ เมืองอุเอดะ เมืองไม่เล็กไม่ใหญ่ในหุบเขาของจังหวัดนากาโนะ ซึ่งนั่งรถไฟความเร็วสูงไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็มาถึง

ผมมาเมืองนี้เพื่อมาไร่องุ่น ด้วยคำชวนของ พี่บิ๊ก-อิทธิชัย เบญจธนสมบัติ รุ่นพี่ผู้ชำนาญเรื่องอาหารการกินในญี่ปุ่น ระดับที่บางทีผมก็คิดว่าพี่เขารู้ลึกกว่าคนญี่ปุ่นจริงๆ เสียอีก พี่บิ๊กบอกว่าผมควรมาดูไร่องุ่นนี้ถึงที่ องุ่นพันธุ์เคียวโฮไร่นี้พิเศษตรงที่มีวิธีการปลูกสืบทอดกันมาหลายรุ่น ควรไปเห็นดิน สัมผัสลมและอากาศ รวมถึงไปชิมของจริง จะได้เข้าใจว่าทำไมองุ่นเคียวโฮถึงเป็นของราคาแพง

ผมเคยได้ยินชื่อองุ่นเคียวโฮมาบ้าง แต่มักจะแฝงอยู่ในชื่อรสชาติเครื่องดื่มและขนม เดาว่ามันคงเป็นองุ่นที่ดี คนจึงนำชื่อพันธุ์มาโฆษณาขายของ แต่ถ้าตามหาซื้อจริงๆ อาจจะพบว่ามันไม่ได้หากันง่ายๆ และมีจำนวนจำกัดเกินกว่าจะแปรเป็นรูปแบบอื่นๆ 

ผมไม่เคยคิดว่าองุ่นพวงหนึ่งจะราคาถึงหลักพัน (บาท) น่าสนใจว่าอะไรทำให้องุ่นพวงเดียวมีคุณค่าขนาดนั้น

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

God Of Grapes

เราขับรถยนต์จากสถานีรถไฟออกนอกเมืองมาเรื่อยๆ ระหว่างทางเห็นนาข้าวเขียวชอุ่ม มองแล้วนุ่มตา เต็มไปหมด เบื้องหลังของเมืองอุเอดะเป็นเทือกเขาเรียงแถวยาวสลับซับซ้อน เหมือนเป็นฉากขนาดยักษ์ อากาศที่นี่เย็นกว่าโตเกียว 4 – 5 องศาเซลเซียส

เมื่อมาสะขับรถถึงบ้าน ครอบครัวของเขาก็ออกมาต้อนรับพวกเรากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีคุณพ่อ คุณแม่ พี่สาว พี่เขย และหลานสาวตัวเล็ก

มาสะเป็นคนที่นี่โดยกำเนิด แต่ไปทำงานอยู่ประเทศไทย บ้านของมาสะทำไร่องุ่น ถ้านับรวมตัวเขา ก็ถือว่าเป็นรุ่นที่ 3 แล้วที่รับช่วงต่อไร่องุ่นแห่งนี้

‘Takami Farm’ คือไร่ของตระกูลมัตสึฮิสะ ทาคามิ มีความหมายว่า ทางที่เทพเจ้าเดินผ่าน สวนทางกับความคิดของคนเมืองอุเอดะ 50 – 60 ปีก่อน ที่คิดว่าดินของเมืองนี้เหมือนถูกเทพเจ้ากลั่นแกล้ง แข็งเหมือนหินปูน เป็นกรวด ปลูกอะไรก็ขึ้นยาก

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

ตำราของคุณปู่

ย้อนกลับไปห้าสิบกว่าปีก่อน ปู่ของมาสะเป็นเจ้าหน้าที่เกษตรที่ศึกษาการทำเกษตรร่วมกับเกษตรกรในเมืองนี้ เขาเป็นคนพบว่าดินแถบนี้ต้นองุ่นชอบ จึงเริ่มลงมือทำไร่องุ่นของตัวเองขึ้นมา และสอนให้เกษตรกรในเมืองปลูกองุ่นไปด้วยกัน

เมื่อปู่จากไป พ่อของมาสะก็รับช่วงต่อไร่องุ่นของที่บ้านหลังเกษียณจากงานที่โตเกียว พ่อเริ่มทำไร่ต่อด้วยความทรงจำสมัยกลับบ้านมาช่วยเก็บเกี่ยวองุ่น

ความโชคดีเกิดขึ้นเมื่อค้นพบสมุดบันทึกหลายเล่มของปู่ที่จดบันทึกทุกอย่างเกี่ยวกับการทำไร่องุ่น ทั้งสูตรการทำปุ๋ย และวิธีดูแลรักษาองุ่นอีกมากมาย ซึ่งเกิดจากการศึกษาด้วยตัวเองและสอนชาวบ้าน นี่คือสมบัติตระกูลที่เป็นเคล็ดลับสำหรับไร่องุ่นของตระกูลโดยเฉพาะแบบที่ตำราสำนักไหนก็สอนไม่ได้

พ่อเรียนรู้การทำไร่องุ่นนี้ต่อจากตำราที่ตกทอด ทำให้ความรู้นั้นยังคงสืบทอดต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น

ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูกองุ่นเคียวโฮจากสมุดบันทึกของคุณปู่
ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูกองุ่นเคียวโฮจากสมุดบันทึกของคุณปู่

เคียวโฮที่ดี

สมาชิกในครอบครัวมารวมตัวกันอยู่ในห้องขนาดแปดเสื่อทาทามิ โต๊ะในห้องนั่งเล่นมีชา กาแฟ ขนม มารับแขกอย่างพวกเรามากมาย รวมถึงองุ่นเคียวโฮสีม่วงดำด้าน 1 พวง 

“ยังไม่ดี”

มาสะบอกเราเป็นภาษาไทย

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

องุ่นเคียวโฮพวงนี้ มองจากสายตาผมว่ายังไงก็สวย และกินได้แล้ว แต่มาสะนำองุ่นพวงนี้มาเป็นตัวอย่างให้เราดูขณะนั่งคุยกันเรื่องไร่องุ่นของครอบครัว และบอกว่ายังไม่ใช่องุ่นเคียวโฮที่สมบูรณ์แบบสำหรับไร่ทาคามิ

เขาบอกเคล็ดลับการดูองุ่นเคียวโฮให้แก่ผม ว่าองุ่นที่ดีพวงจะต้องสวย คือเป็นทรงเหมือนภาพพวงองุ่นที่เรานึกถึงเวลาวาดรูป องุ่นของไร่ทาคามิ 1 พวงจะมีประมาณ 35 ลูก ลูกละ 12 กรัม พวงต้องแน่นจนแทบไม่มีช่องว่างให้เห็นก้านสีเขียวข้างใน (เน้นว่าต้องสีเขียว) แต่ต้องไม่แน่นจนเบียดกัน

อ้อ ถึงเป็นของตามธรรมชาติ แต่สิ่งเหล่านี้ก็กำหนดได้ด้วยทักษะและประสบการณ์ของเกษตรกร

พ่อบอกว่า ต้องจินตนาการเอา ต้องคิดภาพก่อนว่าผลองุ่นไหนที่กำลังจะโตมาเบียดผลอื่น เขารู้ว่าการลิดผลออกตั้งแต่ยังอ่อนจะทำให้ได้องุ่นพวงสวย 

พ่อเล่าเรื่องการตกแต่งพวงองุ่นราวกับเป็นศิลปะการเล็มกิ่งบอนไซ

เวลากินองุ่นผมมักจะเลือกลูกที่ไม่ค่อยมีผงขาวๆ เคลือบอยู่บนเปลือก บางทีก็เช็ดบ้าง ล้างบ้าง บางครั้งก็ถูออก แต่ที่จริงแล้วมันกินได้ ผงสีขาวๆ เรียกว่า บลูม (Bloom) เป็นกลไกป้องกันตัวเองจากแมลง จากเชื้อโรคที่มากับฝน ยิ่งมีมากก็บ่งบอกว่าองุ่นนี้สุขภาพดี

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

ลูกองุ่นจะกลมมนเท่ากันทั้งพวง เป็นสีดำ สีนี้เป็นสีเฉพาะขององุ่นเคียวโฮ เรียกว่าสีพิตช์แบล็ก (Pitch Black) สีดำสนิท 

ที่มาสะบอกว่าองุ่นพวกนี้ยังไม่ดี ก็เพราะยังไม่เป็นสีดำ เขาตัดมาให้ดูก่อนเวลาเก็บจริง ซึ่งคืออีกประมาณ 2 อาทิตย์ หลังจากนี้ วิธีการกินองุ่นเคียวโฮที่มาสะสอน คือต้องเด็ดจากขั้ว ฉีกปลายเปลือกส่วนหัวที่ติดขั้วเล็กน้อย แล้วบีบจากก้น องุ่นจะหลุดออกจากเปลือกเข้าปากทันที

ถึงมาสะจะบอกว่ายังไม่ดี แต่ผมว่าแค่นี้ก็อร่อยมากๆ แล้ว

ส่องค่าความหวาน

ความหวานและความหอมเฉพาะตัวฟุ้งกระจายไปทั้งปาก มาสะบอกว่า ถ้าสังเกต มันจะยังเปรี้ยวอยู่นิดๆ มาสะเน้นคำว่านิด ซึ่งผมว่าแทบจะไร้ที่ติแล้ว แต่เขาบอกว่าความหวานประมาณนี้ยังไม่ถึงขีดสุด เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ความเปรี้ยวนี้จะหายไปจนหมด เหลือแต่ความหวานเท่านั้น

มาสะลุกไปหยิบเครื่องมือวัดค่าความหวาน แล้วบีบน้ำจากผลองุ่นลงไป ก่อนจะให้เราดูค่าความหวานที่ต้องวัดด้วยหน่วยบริกซ์ (Brix) เขาบอกว่า โดยปกติความหวานขององุ่นทั่วไปจะอยู่ที่ 18 – 20 บริกซ์ และองุ่นพวงนี้น่าจะอยู่ราวๆ 20 บริกซ์

ผมส่องดูในเครื่องมือรูปร่างคล้ายกล้องส่องทางไกล และพบว่าระดับความหวานอยู่ที่ขีด 20 บริกซ์ แบบไม่ขาดไม่เกินทีเดียว

มาสะบอกว่า องุ่นของไร่ทาคามิจะมีความหวานเฉลี่ย 20 บริกซ์ขึ้นไป ซึ่งเป็นความหวานที่ถือว่าเพอร์เฟกต์มากสำหรับองุ่นเคียวโฮ

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

ของขวัญอันหอมหวาน

“องุ่นเคียวโฮเป็นองุ่นที่คนซื้อไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ซื้อ”

พี่บิ๊กบอกผมไว้ตั้งแต่ตอนนั่งรถไฟมาด้วยกัน เพราะคนมักซื้อเป็นของขวัญให้กัน 

ที่พี่บิ๊กอยากให้ผมมาดูถึงที่ เพราะจะได้เห็นว่าองุ่นที่เป็นของขวัญมันพิเศษแค่ไหน 

องุ่นเคียวโฮระดับ Shu 1 หรือเกรดดีที่สุดไม่ได้หากันได้ง่ายๆ องุ่นของไร่ทาคามิทั้งไร่เป็นองุ่นระดับ Shu 1 ทั้งหมด แต่การแบ่งเกรดองุ่นภายในไร่กันเอง จะยังมีเกรด Shu 1 พิเศษที่จะคัดเฉพาะพวงรูปทรงสวยงามเพื่อส่งออกขายเป็นของขวัญ

ไร่องุ่น

ได้เวลาไปไร่องุ่นแล้ว

ตอนแรกผมจินตนาการไร่องุ่นตามที่เคยเห็นภาพ Vineyard ไกลสุดลูกหูลูกตา แต่ไร่ทาคามิขนาดไม่ใหญ่เท่าที่คิดไว้ น่าจะประมาณสนามฟุตบอลเท่านั้น

พี่บิ๊กพาผมเดินไปดูต้นองุ่นกลางไร่ เป็นต้นที่แผ่กิ่งก้านออกไปกว้าง ขนาดลำต้นใหญ่กว่าต้นองุ่นปกติหลายเท่า พี่บิ๊กบอกว่า น้อยมากที่จะเจอองุ่นต้นใหญ่ขนาดนี้

มาสะบอกว่า ต้นนี้อายุ 50 ปีแล้ว ปลูกตั้งแต่สมัยคุณปู่ และทุกวันนี้ก็ยังออกผลทุกปี

ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูกองุ่นเคียวโฮจากสมุดบันทึกของคุณปู่

เคล็ดไม่ได้ลับแค่ไม่มีใครกล้าทำ

ในการปลูกองุ่น เกษตรกรทุกคนรู้อยู่แล้วว่าจะต้องตัดบางพวงออกจากกิ่ง เพื่อไม่ให้แย่งอาหารกัน แต่ไม่มีใครกล้าทำแบบตระกูลมาสะ

สรุปอย่างง่ายคือ เขาเลือกองุ่นที่ดีที่สุดไว้แค่ 35 ลูก จากโอกาสที่จะมีองุ่นได้ถึง 1,000 ลูก และยอมทิ้งที่เหลือไป

สิ่งนี้ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ของเกษตรกรที่จะรู้ว่าพวงไหนใน 10 พวง จะเป็นพวงที่โตมาสมบูรณ์ที่สุด และองุ่นลูกไหนใน 100 ลูก จะเป็น 35 ลูก ที่ดีที่สุดในพวงนั้น

สิ่งเหล่านี้ต้องจินตนาการเอาทั้งนั้น เพราะจะต้องเลือกตัดทิ้งตั้งแต่องุ่นยังไม่ออกผล

“การเลือกคุณภาพมากกว่าปริมาณเป็นปรัชญาการทำไร่องุ่นของตระกูลมาตั้งแต่เริ่ม ต้นองุ่นอายุห้าสิบปียังคงออกผลได้ถึงทุกวันนี้เพราะเราคอยดูแลรักษาไว้ ไม่ได้เร่งให้องุ่นออกจำนวนมากๆ ถ้าแบบนั้นต้นองุ่นน่าจะตายไปนานแล้ว” มาสะเล่าถึงความเกื้อกูลกันระหว่างต้นองุ่นกับตระกูลของเขา

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูกองุ่นเคียวโฮจากสมุดบันทึกของคุณปู่
Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

รสชาติของเมืองอุเอดะ

ตกกลางคืน ต่อให้เป็นกลางฤดูร้อน อากาศของเมืองนี้ก็ยังถือว่าเย็นสบาย จนบางครั้งเย็นถึงขั้นทำเอาตัวสั่นได้

พี่บิ๊กบอกว่า ที่นี่ถือเป็น Terroir หรือพื้นที่เพาะปลูกที่มีลักษณะเฉพาะตัวพิเศษจริงๆ

อากาศของเมืองอุเอดะมีฝนน้อย กลางวันและกลางคืนอุณหภูมิต่างกันมากถึง 10 องศาเซลเซียส ตอนกลางวันแดดแรงและกลางคืนเย็นมาก องุ่นจะรับแสงแดดที่ยาวนานเพื่อสังเคราะห์แสงและสร้างน้ำตาลในเวลากลางวัน และเมื่อถึงกลางคืน อุณหภูมิลดลงฉับพลัน องุ่นจะสะสมอาหารไว้ ทำให้เก็บน้ำตาลได้มาก เป็นแบบนี้ซ้ำๆ จนทำให้องุ่นเคียวโฮของที่นี่รสชาติหวานลึก

คุณพ่อคลี่กระดาษที่ห่อพวงองุ่นอย่างเบามือ ชี้ให้ดูพวงองุ่นสวย ก้านองุ่นที่ยาวลงมาจากเถามีกระดาษห่อเป็นหมวกเล็กๆ ด้านบนเพื่อกันฝนให้แต่ละพวง และบางทีก็กันความเสียหายจากลูกเห็บที่ตกลงมา

องุ่นเหล่านี้ถูกทะนุถนอมอย่างเบามือไม่ต่างจากเด็กแรกเกิด เพราะถ้าเกิดความเสียหายเพียงนิดเดียวก็จะเสียองุ่นพวงนั้นไปเลย

ผมถามมาสะว่า ทำไมเขาถึงไม่ทำโรงเรือนดีๆ เพื่อควบคุมไม่ให้มีความเสี่ยงจากฝนหรือลูกเห็บ แถมยังคุมอุณหภูมิและความชื้นได้ด้วย

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

มาสะตอบได้อย่างน่าสนใจว่า “ต้นองุ่นที่ไร่ทาคามิเป็นองุ่นที่อยู่กับเมืองอุเอดะมานาน รับพลังงานจากดิน น้ำ ความชื้น และอากาศ ของเมืองจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองไปแล้ว รสชาติขององุ่นเคียวโฮจากองุ่นที่นี่ จะบอกว่าเป็นรสชาติของเมืองอุเอดะก็ว่าได้ ถ้าจะทำโรงเรือนก็ทำได้ แต่แบบนั้นทำที่ไหนก็เหมือนกัน”

ว่ากันว่า องุ่นจะดี ต้องมีปัจจัย 3 ปัจจัยที่ดี คือดิน สภาพอากาศ และเกษตรกรที่เก่ง 

2 ปัจจัยแรกเป็นเรื่องของธรรมชาติ ส่วนปัจจัยหลังคือความเข้าใจธรรมชาติ

ไร่ทาคามิโชคดีที่มีทั้งสามสิ่งนี้มาตลอด 50 ปี

Takami Farm ไร่องุ่นแห่งอุเอดะที่สืบทอดเคล็ดลับการปลูก องุ่นเคียวโฮ จากสมุดบันทึกของคุณปู่

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

2 มิถุนายน 2565
1.21 K

“อามีกู้ อามีกู้…หนีห่าว หนีห่าว” เสียงเล็ก ๆ ทักทายผมอย่างร่าเริงเป็นภาษาโปรตุเกส 

คำว่า Amigo แปลว่า เพื่อน ส่วน หนีห่าว ก็พอเดาได้ว่าเจ้าหนูทึกทักว่าผมเป็นชาวจีน

ผมมาถึง อียา ดือ โมซัมบิก (Ilha de Moçambique) 4 – 5 วันเข้าไปแล้ว ทุก ๆ เช้าที่ผมเดินออกจากโรงแรมเพื่อสำรวจเกาะก็เจอเด็กกลุ่มนี้ ทักทายแบบนี้เป็นประจำ เด็ก ๆ ไม่เพียงทักทายเฉย ๆ แต่คอยเดินตามตื๊อชนิดถึงเนื้อถึงตัว เพื่อขอเศษสตางค์ ลูกอมหรือขนมต่าง ๆ รวมทั้งของใช้ ไม่ว่าปากกา สมุดจด แม้กระทั่งเสื้อและรองเท้าที่เรากำลังใส่อยู่

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
อียา ดือ โมซัมบิก เต็มไปด้วยอาคารสวยงามในสถาปัตยกรรมยุโรปและอีกหลากหลาย

อีย่า ดือ โมซัมบิก เป็นเกาะขนาดเล็ก มีความยาวเพียง 3 กิโลเมตร แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ กล่าวคือ พื้นที่ยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตรแรกที่อยู่ปลายติ่งของเกาะ ยื่นออกไปในทะเลนั้น เป็นพื้นที่ที่เรียกว่า Stone Town ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นเขตที่มีอาคารสร้างจากหิน เป็นสถาปัตยกรรมยุโรปอันงดงาม โอ่โถง ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่ทำการรัฐบาล อดีตจวนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของกษัตริย์โปรตุเกส ที่ทำการศุลกากร โรงพยาบาล โบสถ์ วิหาร และตลาด 

ในอดีต บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นปกครอง สงวนไว้สำหรับคนผิวขาวเท่านั้น คนผิวสีชาวแอฟริกันมักถูกกีดกันให้อยู่อีกส่วนหนึ่งของเกาะ ในพื้นที่ 1.5 กิโลเมตรที่เหลืออยู่ใกล้แผ่นดิน บริเวณนั้นเป็นแหล่งเสื่อมโทรมที่เรียกว่า ‘มากูตี (Macúti)’ แน่นอนว่าเด็ก ๆ เหล่านี้มาจากมากูตีนั่นเอง

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก

“อามีกู้ อามีกู้…หนีห่าว หนีห่าว”  เด็ก ๆ ยังคงตามตื๊ออย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผมทำเป็นไม่สนใจ

“Não. Sou Tailandês – ไม่ใช่ พี่เป็นคนไทย” ผมชักเหลืออดจนต้องหันหน้ากลับมาสวนด้วยภาษาโปรตุเกสสั้น ๆ

“อามีกู้ไม่ได้มาจาก Japão เหรอ จริง ๆ แล้วมาจาก Japão ใช่ไหม”  

โอย ยังไม่เลิกอีก ก็บอกแล้วไงว่าเป็นคนไทย ไม่ใช่คนจีน คนญี่ปุ่น หรือชาติไหน ๆ

“มีปากกาไหม มีสมุดไหม อยากได้ อยากเอาไว้ไปเรียนหนังสือ หรือเซนยอร์จะให้รองเท้าแตะก็ได้นะ 

“ขอนะ ขอนะ ไม่ก็เสื้อของเซนยอร์ก็ได้” น้อง ๆ ยังคงตื๊อต่อไปเรื่อย ๆ

“Não ปากกาไม่มี สมุดก็ไม่มี และจะไม่ให้อะไรทั้งนั้น” ผมเริ่มหงุดหงิดขึ้นเรื่อย ๆ

ความจริงใจก็แอบสงสารและอยากให้ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอจะช่วยเหลือเด็ก ๆ เหล่านี้ แต่เมื่อคิดว่าเราอาจจะกำลังสร้างขอทานอาชีพก็ต้องใจแข็ง ตลอด 4 – 5 วันที่ผ่านมาผมเลือกที่จะเดินหนี ไม่สนใจและไม่โต้ตอบใด ๆ 

ทำเหมือนน้อง ๆ กลุ่มนี้เป็นเพียงอากาศธาตุ แต่วันนี้ผมไม่อยากทำแบบเดิมอีกต่อไป

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
เซนยอร์ไตลานเด๊ช และอาสาสมัครมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก

“ฟังพี่นะ” ผมหันกลับไปพูดกับเด็กกลุ่มนี้อย่างจริงจัง “ถ้าวัน ๆ เอาแต่มาเดินตื๊อขอข้าวของจากนักท่องเที่ยวแบบนี้ อีกหน่อยจะไม่มีใครมาเที่ยวที่อียา ดือ โมซัมบิก อีก เพราะมันน่ารำคาญมาก ๆ พี่จะไม่ให้เด็ดขาด เลิกตื๊อได้แล้ว” 

เด็ก ๆ ดูอึ้งไปทันทีเมื่อผมพยายามอธิบายข้อความนี้ด้วยภาษาโปรตุเกส ซึ่งเป็นภาษาที่ผมเพิ่งเริ่มเรียน ผสมภาษาอังกฤษกับสเปน พร้อมทำมือทำไม้ออกอาการให้วุ่น แต่ผมคิดว่าเด็ก ๆ เข้าใจ

“ถ้าอยากได้ของ ก็ต้องทำงานแลก เข้าใจใช่ไหม” ผมพยายามสื่อสารต่อพร้อมกับปิ๊งไอเดียขึ้นมาหนึ่งอย่าง 

“เอาอย่างนี้ ถ้ามาพาพี่เดินเที่ยวอียา ดือ โมซัมบิก ให้ทั่ว แล้วพี่จะพาไปซื้อขนมที่ตลาด เอ่อ ที่แมรกาดู เซนตราล” และผมก็ตั้งใจจริง ๆ ที่จะพาพวกน้อง ๆ ไปเลือกซื้อขนมที่ Mercado Central เมื่อพวกเขาทำภารกิจสำเร็จ

ดังนั้น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’ จึงเกิดขึ้นในตอนสายของวันนั้นนั่นเอง โดยผมและน้อง ๆ มีข้อตกลงร่วมกันว่า เราไปกันแค่ 5 คนนี้เท่านั้น ห้ามไปชวนคนอื่นมาอีก น้อง ๆ ต้องพยายามอธิบายสถานที่ต่าง ๆ โดยใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นหลัก แต่ถ้าหากผมถามเป็นภาษาอังกฤษ ก็ขอให้พยายามตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ผมจะได้ฝึกภาษาโปรตุเกสที่กำลังร่ำเรียนอยู่ ในขณะที่น้อง ๆ ก็ได้ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วย และเมื่อการเที่ยวของเราจบลง น้อง ๆ ก็จะได้ไปเลือกขนมที่ตัวเองชอบจากแผงในตลาดมาเป็นรางวัล โดยผมกำหนดมูลค่าเอาไว้ในใจ

น้อง ๆ ดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันทีที่รู้ว่าถ้าเขาได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่บางอย่าง และเขาก็ทำตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด เวลามีเด็กอื่น ๆ เดินรี่เข้ามาหาผม พวกน้อง ๆ จะรีบไปกันทันที 

“ไม่ต้อง ไม่ต้องยุ่งกับเซนยอร์คนนี้” อันนี้เป็นไปตามข้อตกลงข้อแรกที่เราไปกันแค่ 5 คนเท่านั้น

เด็ก ๆ พยายามอธิบายสถานที่ต่าง ๆ เท่าที่ทำได้ด้วยภาษาโปรตุเกสแบบช้า ๆ ชัด ๆ สำหรับเซนยอร์ไตยลานเด๊ชคนนี้ และเวลาที่ผมลองถามพวกเขาเป็นภาษาอังกฤษ น้อง ๆ ก็พยายามตอบกลับมาด้วยภาษาเดียวกัน 

อันนี้เจ๋งมาก ๆ ผมนี่แอบปลื้มจนยิ้มตาหยีเลย 

เกาะอียา ดือ โมซัมบิก (Ilha de Moçambique) สถานที่ที่ วาชกู ดา กามา (Vasco da Gama) นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ชาวโปรตุเกสได้ย่างเท้าขึ้นสัมผัสแผ่นดินแอฟริกาตะวันออกเป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1498 หลังจากรอนแรมฝ่าพายุในท้องมหาสมุทรกว้างใหญ่มาเป็นเวลานาน ขณะนั้นสุลต่านอาหรับนามว่า Ali Musa Mbiki ยังเป็นเจ้าผู้ครองนครแห่งนี้อยู่ ต่อมาเมื่อโปรตุเกสเข้ายึดเป็นอาณานิคม นามของท่านสุลต่านซึ่งออกเสียงว่า มูซา อึมบิกิ จึงได้กร่อนจนกลายเป็นคำว่า ‘โมซัมบิก (Moçambique)’ อันเป็นชื่อของประเทศนี้อย่างเป็นทางการมาจนปัจจุบัน

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก

เกาะอียา ดือ โมซัมบิก นอกจากมีความสำคัญในฐานะอดีตเมืองหลวงแห่งแรกของประเทศแล้ว ยังเป็นจุดกำเนิดที่พัฒนาให้โมซัมบิกกลายเป็นดินแดนพหุสังคมที่หลอมรวมผู้คนหลายเชื้อชาติ หลากวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน 

บนเกาะเล็ก ๆ ความยาวเพียง 3 กิโลเมตรแห่งนี้ อัดแน่นด้วยอาคารเก่าสถาปัตยกรรมแบบยุโรปอันสวยงาม สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแอฟริกัน อาหรับ และเอเชีย เราจึงพบเห็นทั้งโบสถ์คาธอลิก มัสยิดอิสลาม วิหารฮินดู และบ้านดินแบบแอฟริกัน ตั้งอยู่ปะปนกันเป็นจำนวนมาก จนยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนเกาะอียา ดือ โมซัมบิก ให้เป็นพื้นที่มรดกโลก (World’s Heritage Site) มาตั้งแต่ ค.ศ. 1977

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก

คณะทัวร์ของเราเริ่มที่ปลายสุดของเกาะ นั่นคือที่ป้อมเซา เซบาชเตียว (São Sebastião) ป้อมปราการหินโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผา เด็ก ๆ ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายใน จึงทำได้แค่ส่งผมตรงปากประตูทางเข้าเท่านั้น

“ต้องดูอะไรบ้างที่พวกนายคิดว่าเจ๋งสุด” ผมกระซิบถามไกด์ตัวน้อย

“เซนยอร์ต้องไปดูโบสถ์เล็ก ๆ ที่ปลายแหลม นั่นคือโบสถ์บาลูอาร์ตือ (Baluarte Chapel) เชื่อกันว่าเป็นโบสถ์คริสต์ที่เก่าแก่ที่สุดในแผ่นดินแอฟริกา แล้วก็อย่าลืมไปดูห้องโถงเก็บน้ำ เป็นห้องโถงที่ใหญ่มาก ๆ สูงมาก ๆ ใช้กักเก็บน้ำฝนไว้ใช้บนเกาะมาตั้งแต่โบราณ และด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาด น้ำฝนที่ตกบนหลังคาหรือบนตัวป้อมปราการทุกเม็ดจะไหลมารวมกันในห้องโถงแห่งนี้ มันเป็นโถงที่สูงเหมือนตึกหลายชั้น และทุกวันนี้ก็ยังเป็นแหล่งสะสมน้ำจืดที่สำคัญที่สุด เซนยอร์ต้องเดินไปทั่ว ๆ นะ วิวสวยมาก ๆ เซนยอร์จะต้องชอบแน่ ๆ” หัวหน้าทัวร์ตัวน้อยแนะนำ

แน่นอนว่าเซนยอร์ลูกทัวร์อย่างผมก็ทำตามแต่โดยดี

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
โบสถ์บาลูอาร์ตือ (Baluarte Chapel)

เมื่อผมสำรวจป้อมเซา เซบาชเตียว เสร็จเรียบร้อย ผมก็รีบออกมาพบน้อง ๆ เพื่อเที่ยวต่อ สารภาพตรง ๆ เลยนะครับว่าผมจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมดว่าประวัติความเป็นมาของแต่ละสถานที่นั้นเป็นอย่างไร แต่ผมเดินเที่ยวกับน้อง ๆ อย่างสนุกสนานมาก พวกเขาแย่งกันเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เท่าที่จำได้ และถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มความสามารถ

“นี่วาชกู ดา กามา นักสำรวจชาวโปรตุเกสที่เดินทางจากยุโรปมาแอฟริกาแล้วมาค้นพบอียา ดือ โมซัมบิก ก่อนข้าทะเลต่อไปยังเมืองโกอา (Goa) ในอินเดียและมาเก๊า (Macau) ในจีน แล้วชื่อประเทศโมซัมบิก ก็มาจากอีย่า ดือ โมซัมบิก นี่แหละ” เด็ก ๆ เล่าเมื่อพาผมมาหยุดยืนที่หน้าอนุสาวรีย์ของ Vasco da Gama

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
อนุสาวรีย์ของวาชกู ดา กามา

“นี่โบสถ์ซานตู อันโตนีอู รู้จักซานตู อันโตนีอูไหม เป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์ที่ใคร ๆ มักจะมาขอพรท่านเพื่อให้กำเนิดบุตรชายหญิงที่แข็งแรง” เรื่องเล่านี้มาที่หน้าโบสถ์ชื่อเดียวกัน

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
โบสถ์ซานตู อันโตนีอู (Santo Antonio) 

“นี่โรงพยาบาล และนี่ก็ศาลาว่าการเมือง” อาคารโรงพยาบาลเก่าของอียา ดือ โมซัมบิก ยังคงงดงามแม้ยืนท้าแดดท้าฝนมาหลายศตวรรษจนดูเหมือนโบราณสถานปรักหักพัง แต่ที่ผมประหลาดใจก็คือ เมื่อผมลองเดินไปด้านหลังของอาคาร ผมก็พบว่าบางส่วนยังเปิดใช้เป็นคลินิกอยู่ มีหมอ มีคนไข้ มีนางพยาบาลอยู่ครบ

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
โรงพยาบาล

“อันนี้สถานีตำรวจ… อ๊ะ ๆ เซนยอร์อย่าถ่ายรูปนะ เอากล้องลงเดี๋ยวนี้ เอาลงกล้องลงเดี๋ยวนี้เลย ตำรวจที่นี่โหดจริงอะไรจริงนะ” นี่เป็นคำเตือน และอย่างที่น้อง ๆ บอกนะครับ นักท่องเที่ยวอย่างเราอย่าได้เผลอไปถ่ายภาพสถานที่ราชการเข้าโดยเด็ดขาด เพราะเรื่องอาจลุกลามบานปลายได้ ว่าแล้วผมก็เก็บกล้องลงทันที

“เวลาออกมาเดินกลางคืน เซนยอร์อย่าเอามือถือออกมาจากกระเป๋านะ เอาออกมาแค่ตอนถ่ายรูป แล้วต้องเก็บลงกระเป๋านะ อย่าถือไว้ในมือตลอดเวลาแบบนี้ มันอันตรายมาก ๆ” อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคำเตือนจากเด็ก ๆ

เราเดินเล่นเลาะเมืองสวยแห่งนี้ไปตามตรอกซอกซอย จนผ่านประตูบ้านที่ทำจากไม้สลักเสลางดงาม

“โห ประตูบานนี้สวยจัง บ้านใครน่ะ” ผมถาม

“อันนี้คือบ้านของกามอยช์ เขาเป็นกวีคนสำคัญของโปรตุเกส และเคยอาศัยอยู่ที่นี่นานหลายปี” เด็ก ๆ กำลังพูดถึง Luís Vaz de Camoẽs ผู้ที่นอกจากเป็นกวีคนสำคัญของโปรตุเกสแล้ว ยังนับว่าเป็นกวีคนสำคัญของโลกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทกวีนามว่า Os Lusíadas ที่เขาเขียนพรรณนาถึงเกาะอียา ดือ โมซัมบิก แห่งนี้ไว้อย่างซาบซึ้งใจ

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
ประตูบ้านของกามอยช์

อียา ดือ โมซัมบิก เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มาก ๆ อาคารเก่าในสถาปัตยกรรมยุโรปผสมผสานอาหรับและแอฟริกันสวยงามชวนหลงใหล สีพาสเทลที่ฉาบอาคารอาจดูเก่าและทรุดโทรมตามกาลเวลา แต่ไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของเมืองลดลงเลย เราเดินสำรวจเกาะกันจนบ่ายและมาจบที่ตลาดปลา วันนี้ไม่มีปลาขายสักตัว และผมคิดว่าน้อง ๆ ควรได้รับรางวัลกันแล้ว

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
ตลาดปลา ที่หมายสุดท้าย

“ไป แมรกาดู เซนตราล กัน ไปเลือกขนมที่ชอบเลย แถมน้ำคนละกระป๋องนะ” 

เด็ก ๆ ดีใจ และผมก็ได้ทำตามสัญญาก่อนเราแยกย้ายจากกัน

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
ตลาดกลางหรือแมรกาดู เซนตราล (Mercado Central)

บันทึกฉบับนี้คงจะจบลงไม่ได้ ถ้าผมไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในวันรุ่งขึ้น 

เมื่อผมได้มีโอกาสพบกับเด็กน้อยคนหนึ่งในกลุ่มมัคคุเทศก์ยุวชนที่พาผมเดินเที่ยวเมื่อวานนี้ 

เขาคือ เด็กชายเฟาชตีนู่ (Faustino) 

ในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่ผมไปดำน้ำตามเกาะแก่งต่าง ๆ รอบอียา ดือ โมซัมบิก เสร็จเรียบร้อยและกลับมาที่โรงแรมเมื่อตอนบ่ายแก่ ๆ ผมก็พบว่าเด็กชายเฟาชตีนู่กำลังยืนรอผมอยู่ที่หน้าโรงแรม

หนูน้อยเฟาชตีนู่ไม่ได้มามือเปล่า แต่เขานำเอาภาพวาดมาด้วยจำนวนหนึ่ง

“เซนยอร์ ไตยลานเด๊ช…. เซนยอร์ ไตยลานเด๊ช… หนีห่าว” เฟาชตีนู่เรียกผมแบบเขิน ๆ 

เฮ่อ หนีห่าวอีกละ ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ยังเรียกประเทศถูก

“ผมวาดรูปมา นี่วาชกู ดา กามา นี่โรงเรียนผม แล้วนี่รูปบ้านผมที่มากูตี” 

เฟาชตีนู่ค่อย ๆ แอบหยิบภาพออกมาที่ละภาพสองภาพไปเรื่อย ๆ

“เฮ้ย” ผมแอบตกใจ “นี่ไปวาดรูปเอามาให้พี่เหรอ ซึ้งใจ ๆ”

“เปล่าครับ ผมเอามาขายเซนยอร์รูปละ 100 เมติไกช์ครับ”  

เฟาชตีนู่ทำเอาหยาดน้ำตาแห่งความซึ้งใจของผมแห้งลงทันที แต่ผมกำลังแอบยิ้ม

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’

เจ้าหนูนี่เซ็งลี้ฮ้อมาก ๆ เพราะวาดรูปมา 8 รูป เพื่อนำมาขายผมรูปละ 100 เมติไกช์ ตกประมาณรูปละ 50 บาท

“เซนยอร์ ไตยลานเด๊ช บอกว่าต้องทำงานแลกเงินไง” เฟาชตีนู่พูดต่อ “ผมเลยวาดรูปมาขาย” ผมถึงกับฮาสนั่น

“100 เมติไกช์แพงไปนะ เฟาชตีนู่” ผมเริ่มต่อราคา

“เซนยอร์จะซื้อกี่รูปล่ะ” เฟาชตีนู่รุก

“ถ้าเหมาหมด 300 เมติไกช์ล่ะ” ผมชิงบอกราคาแบบมั่ว ๆ ไปก่อน

“350 ละกัน นะ ๆ เซนยอร์” เฟาชตีนู่ไม่ยอมแพ้

“ได้ งั้นเหมา 8 รูป 350 เมติไกช์” ผมตกลง และยื่นเงินให้ในราคารูปละ 20 บาทโดยประมาณ

ผมรีบเดินเข้าไปหาพนักงานต้อนรับในโรงแรม ให้มาช่วยแปลประโยคที่ผมกำลังจะบอกเขาว่า

“เฟาชตีนู่ นายเจ๋งมาก ๆ ขอให้นายหัดวาดรูปให้เก่ง พูดภาษาอังกฤษให้เก่ง ๆ จะได้พานักท่องเที่ยวเดินเที่ยวอียา ดือ โมซัมบิก หรือไม่ก็วันหนึ่งนายอาจจะได้เป็นศิลปินและทำงานศิลปะสวย ๆ มาขายนักท่องเที่ยวนะ”

ผมรู้ดีว่ามันอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาความยากจนที่หมักหมมอยู่ในประเทศนี้แบบถาวร แต่ผมหวังว่ามันจะทำให้เด็กชายคนหนึ่งพยายามดิ้นรนให้มากขึ้นกว่าการเดินขอเงิน ขอขนม ขอปากกา ขอสมุดไปวัน ๆ

หากมาอียา ดือ โมซัมบิก แล้วเจอเฟาชตีนู่แถว ๆ หน้าโรงแรม Villa Sand เดินเข้ามาขายภาพหรือเดินเข้ามาขออนุญาตพาคุณเที่ยวอียา ดือ โมซัมบิก แล้วล่ะก็ ผมฝากให้อุดหนุนเขาด้วยนะครับ

สิ่งสุดท้ายที่ผมทำก่อนจะเดินทางออกจากเกาะแสนสวยแห่งนี้คือ ผมได้ฝากโครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก ไว้กับมาร์กุส เจ้าของโรงแรมที่ผมไปพักอยู่ด้วย และผมหวังว่าโครงการนี้จะยังมีอยู่ตราบจนถึงวันนี้

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load