ซุ้มอาร์เคด พื้นที่ทางเดินหน้าร้านค้าที่เรียงต่อกันระหว่างห้องตึกแถวคละสีคลุมโทน รูปลักษณ์ภายนอกที่ผสมผสานองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมระหว่างตะวันตกและตะวันออก ป้ายร้านค้าที่เขียนด้วยตัวหนังสือจีนขนาดใหญ่ บ้างสีแดงบ้างสีทอง และสัญลักษณ์เครื่องรางเครื่องตกแต่งของคนจีนทอดแทรกอยู่ตามเสาโรมัน ประตูโค้ง หน้าต่างครึ่งวงกลม ชานระเบียง หรือแม้แต่ซุ้มกระถางต้นไม้ติดหน้าต่าง เหล่านี้เป็นกลิ่นอายและเอกลักษณ์ของตึกแถว ช็อปเฮ้าส์ จากยุคโคโลเนียลของย่านเมืองเก่าเซี่ยงไฮ้ อาจเรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของ ’ยุคโมเดิร์นจีน’ ในช่วงทศวรรษที่ 1930 – 1940

สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู
สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู

ฉากสถาปัตยกรรมโคโลเนียลของเมืองเซี่ยงไฮ้แบบนี้ เรามักจดจำจากภาพยนตร์จีนคลาสสิกที่บอกเล่าเรื่องราวของเมืองเซี่ยงไฮ้ในยุคอันธพาล เจ้าพ่อ มาเฟียครองเมือง เต็มไปด้วยการต่อสู้ระหว่างแก๊งต่าง ๆ การเข้าแทรกแซงหน่วยงานราชการ และการกดขี่รังแกชาวบ้านผู้หาเช้ากินค่ำ ตรอกเล้าหมู ชุมชนที่มียอดฝีมือแฝงตัวอยู่ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับความอยุติธรรม 

นั่นคือเรื่องอย่างย่อของหนังจีนกำลังภายใน เรื่อง กังฟูฮัสเซิล ‘Kung Fu Hustle’ (功夫) หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อ ‘คนเล็กหมัดเทวดา’ ซึ่งเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ครั้งแรกใน ค.ศ. 2004 กำกับและแสดงนำโดย โจว ซิงฉือ

ภาพยนตร์แอคชัน-คอเมดี้เล่าและเปรียบเทียบบริบทของเมืองเซี่ยงไฮ้ไว้เหมือนเหรียญสองด้าน 

ด้านหนึ่งเป็นฉากในตัวเมืองที่อยู่ในระบบระเบียบ เมืองต้นแบบในอุดมคติที่ซุกซ้อนสิ่งไม่ประพึงประสงค์ไว้หลังบ้าน เมืองที่ความเจริญของโลกสมัยใหม่เข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ถนนลาดยาง ฟุตพาทคอนกรีต ระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำประปา น้ำเสียน้ำทิ้ง รวมไปถึงการจัดการขยะและอื่น ๆ

แต่อีกด้านหนึ่ง เป็นฉากของ ‘ตรอกเล้าหมู’ (猪笼城寨) ชุมชนชานเมืองที่ยังไม่ถูกจัดระบบ ผู้คอยป้อนทรัพยากรให้กับตัวเมือง ชุมชนของคนหาเช้ากินค่ำที่มีความแออัด จำนวนผู้อยู่อาศัยหนาแน่นกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดและสัดส่วนของตัวอาคาร 

สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู

เพราะรูปลักษณะภายนอกที่ดูอึดอัดและผิดระเบียบแบบแผนของทางการ ทำให้ประหนึ่งถูกแปะป้ายจำกัดความว่า ‘ชุมชนคอกหมู’ หรือเป็นชุมชนไม่พึงประสงค์ที่รัฐต้องเข้ามาจัดระเบียบและปรับปรุงจากภายนอก อาจเป็นชีวิตที่ลำบากอันโหดร้าย ซึ่งเป็นความจริงด้านเดียวที่มองผ่านเลนส์ของกฎหมายอาคาร 

แต่เชื่อว่าสำหรับชาวจีนโพ้นทะเล ชาวจีนตอนใต้ หรือชาวฮ่องกง ที่เติบโตกับมาภาพจำในอดีตของฉากเหล่านี้ จะรับชมฉากของตรอกเล้าหมูด้วยรอยยิ้ม เพราะทำให้หวนคิดถึงชีวิตที่เรียบง่าย ทำงานหนัก ตรงไปตรงมา การพึ่งพาอาศัยกันของคนในชุมชนอย่างแท้จริง

01

รู้หรือไม่ว่าฉากย่านเมืองเมืองเก่าสุดไอคอนิกของเซี่ยงไฮ้ที่ปรากฏใน คนเล็กหมัดเทวดา นั้น ถ่ายทำในเมืองจำลองของถนนหนานจิง (南京路) ที่อยู่ใน Shanghai Film Park สถานที่สำหรับภาพยนตร์ย้อนยุคหลายเรื่อง โดยตัวฉากของถนนหนานจิงในฟิล์มพาร์กนี้ ได้ถ่ายทอดบรรยากาศสภาพแวดล้อมของตัวเมืองเก่าเซี่ยงไฮ้ในทศวรรษที่ 1930 ผสมผสานกับตึกอาคารสไตล์ยุโรปยุคโคโลเนียล บ้านวิลล่า โบสถ์ คาสิโน่ ผับบาร์ ร้านอาหาร รวมทั้งรถยนต์เก่า สามล้อถีบ รถม้า และรถราง จำลองไว้ในที่เดียว

เหตุผลที่ถนนเส้นนี้มีอาคารยุโรปลูกผสมหลากหลายรูปแบบ เนื่องมาจากถนนเส้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ในสนธิสัญญาพิเศษ The Shanghai International Settlement (上海公共租界) ซึ่งเริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1839 โดยเปิดให้พ่อค้าต่างชาติเข้ามาตั้งถิ่นฐานและทำกิจการค้าขายได้ 

จำนวนประเทศที่เข้ามาร่วมในสนธิสัญญาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมาสิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1943 หลังกองทหารญี่ปุ่นบุกเข้ามาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปัจจุบันมีเพียงอาคารบางส่วนเหลืออยู่ ส่วนถนนหนานจิงนั้นยังคงเป็นแหล่งการค้า เป็นถนนช้อปปิ้งที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่ผสมระหว่างอาคารเก่าและใหม่ รวมถึงตึกสูงระฟ้าเข้าด้วยกัน

สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู
สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู
02

ฉากใน คนเล็กหมัดเทวดา ออกแบบโดย Oliver Wong ผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาเผยความยากลำบากของการสร้างฉากของหนังแอคชันที่ต้องคำนึงถึงจุดต่าง ๆ ที่จะต้องพังเสียหายขณะถ่ายทำฉากต่อสู้ แต่ในขณะเดียวกันพวกมันก็ต้องแข็งแรงพอสำหรับรับน้ำหนัก และต้องตั้งอยู่ได้ด้วยตัวเอง

โดยภาพรวมแล้ว ฉากหลัก ๆ นั้นแยกออกเป็น 2 ส่วน หนึ่งคือฐานที่ตั้งของแก๊งขวานซิ่ง และสองคือตรอกเล้าหมูที่อยู่อาศัยของเหล่ายอดฝีมือ 

ตึกคาสิโนบนถนนหนานจิงเป็นที่ตั้งของแก๊งขวานซิ่ง (斧頭幫) แก๊งมาเฟียคุมเมืองที่มีอิทธิพลเหนือตำรวจ Wong ได้อธิบายถึงแนวแรกที่ต้องการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ให้ความรู้สึกไม่เป็นมิตร ไม่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยในชีวิตจริง เมื่อเข้ามาภายตัวอาคารจะพบกับโถงขนาดใหญ่เต็มไปด้วยแสงไฟประดับ ทั้งจากตัวเพดานกระจกลายดอกไม้และโคมไฟระย้าที่ย้อยลงมาตามโต๊ะพนันจำนวน 5 – 6 ชุดที่อยู่ตั้งกลางห้องโถง 

ต่อมาเมื่อเดินไปจนสุดทางเดินที่ค่อย ๆ มืดลง เราจะพบกับประตูต่อเข้าห้องโถง ที่บัญชาการของแก๊งขวานซิ่ง ห้องโถงโล่ง ๆ ที่มีไฟดาวน์ไลต์เพียงไม่กี่ดวง ทางเดินและลวดลายของพื้นที่เป็นสิ่งที่นำทาง บ่งบอกตำแหน่งและความสำคัญของพื้นที่ ภายในห้องมีเฟอร์นิเจอร์ไม่กี่ชิ้นเมื่อเปิดประตูเข้ามา ทางเดินจะนำสายตาของเราพุ่งตรงไปยังแท่นพื้นต่างระดับ มีชุดโซฟานวมรับแขกที่ตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางของห้อง โดยมีฉากหลังเป็นรูปปั้นเทพเจ้ากวนอูพร้อมแบล็กดรอปแสงสีแดงเข้ม ถือเป็นพื้นที่ที่จงใจสร้างขึ้นเพื่อข่มขู่คู่เจรจาก็ว่าได้

ในขณะที่ตัวเมืองถูกครอบงำด้วยมาเฟีย ตรอกเล้าหมูก็ปกครองโดยเจ๊สี่และเฮียแหลม สองผัวเมียเจ้าของที่ดินและตึกห้องเช่าสูง 4 ชั้นจากยุคโคโลเนียล อาคารมีรูปทรงเป็นรูปตัว U และมีลานกว้างอเนกประสงค์อยู่ตรงกลางตามชื่อของมัน

ห้องเช่าของตึกแห่งนี้มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับจำนวนผู้อยู่อาศัย เปรียบเหมือนคอกหมูขนาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันของฉากในตัวเมือง ตัวอาคารนั้นตั้งอยู่ในเขตชนบทของเมืองเซี่ยงไฮ้ บนพื้นดินลูกรังโล่ง ๆ เมื่อมองไปบริเวณรอบอาคาร จะมองเห็นบ้านแถวอีกประมาณ 4 – 5 หลังอยู่ภายในชุมชน โดยซุ้มทางเข้าของชุมชนจะมีป้ายชื่อและสัญลักษณ์รูปหมูเป็นตัวบ่งบอกอาณาเขต

สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู

จุดเด่นของตัวตึกคือการจัดวางบันไดทางขึ้น ระเบียงทางเดิน และหน้าบ้าน ประตู หน้าต่าง ของแต่ละห้อง หันหน้าเข้ามาที่ลานคอร์ตยาร์ดรงกลาง จุดศูนย์กลางที่ไม่ว่าใครจะไปไหนมาไหน ก็ต้องได้เห็นหน้าค่าตากันบ้างอย่างแน่นอน 

การออกแบบฉากเสมือนเวทีที่คอยปล่อยตัวนักแสดงออกมาสร้างเสียงฮา ไม่จะการเปิดประตูหน้าต่างเพื่อสอดส่องลูกบ้านของเจ๊สี่และเฮียแหลม ตัวละครที่เดินลงมาจากบันไดกลาง เป็นต้น

สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู
Hakka Walled Village
03

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือการใช้รูปทรงตัวยูของตัวตึก เพื่อสร้างกำแพงล้อมรอบ เปิดให้มีทางเข้าทางออกทางเดียว ชวนคิดถึงหมู่บ้านกำแพงทรงกลมของชาว Hakka สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของชาวจีนทางตอนใต้ที่นิยมสร้างกำแพงล้อมรอบหมู่บ้านเพื่อความปลอดภัย ป้องกันการโจมตีและปล้นสะดม แต่ละชั้นของตัวบ้านจะแบ่งหน้าที่และประโยชน์ใช้สอยที่แตกต่างกัน ชั้นแรกเป็นที่เก็บน้ำ เลี้ยงสัตว์ ชั้นที่ 2 เป็นที่เก็บอาหาร และชั้นที่ 3 แบ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัย

ในรูปแบบที่คล้ายกันนี้ ชั้นแรกของตรอกเล้าหมูเป็นพื้นที่ส่วนรวม แบ่งไว้สำหรับห้องน้ำส่วนกลาง พื้นที่ซักล้าง โรงเก็บข้าว ร้านค้าของลูกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านตัดผมใต้บันได ร้านตัดเสื้อ ร้านหมี่โจ๊กปาท๋องโก๋ ฯลฯ ส่วนชั้นอื่น ๆ นั้นแบ่งเป็นที่พื้นที่อยู่อาศัยของแต่ละครอบครัวไป 

ข้อดีของระเบียงทางเดินที่ยื่นออกมาจากตัวอาคารในชั้นที่สูงขึ้นไป คือช่วยบังแดดให้กับร้านค้าและห้องพักที่อยู่ชั้นล่างถัดลงไปได้

สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู
Kowloon walled city, HongKong
04

ภาพความทรงจำในวัยเด็กของทั้งโจว ซิงฉือ และ Oliver Wong มีส่วนสำคัญอย่างมากในการถ่ายทอดบรรยากาศของตรอกเล้าหมู เค้าโครงของย่านชุมชนแออัดที่มีเอกลักษณ์ที่สุดอย่างชุมชนแออัดลอยฟ้า ‘เกาลูนวอลล์ซิตี้’ (Kowloon Walled City) ในฮ่องกง เมืองของคนหาเช้ากินค่ำที่เติบโตอย่างรวดเร็วเหนือการควบคุมของภาครัฐ ชุนชนนี้มีขนาดบล็อกกว้าง 213 เมตร ยาว 126 เมตร เริ่มต้นใน ค.ศ. 1898 ด้วยประชากรเพียง 700 คน เพิ่มขึ้นเป็น 2000 คนในช่วงทศวรรษ 1940 และสุดท้ายก่อนจะถูกรื้อถอนใน ค.ศ. 1980 มีตัวเลขผู้อยู่อาศัยราว 50,000 คน 

จากตึกแถว 2 – 3 ชั้น ได้ต่อเติมความสูงไปเรื่อย ๆ จนถึง 6 – 7 ชั้น โดยแต่ละห้องนั้นอาจมีขนาดเล็กเพียง 4 ตารางเมตร

สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู

ในฉากเปิดตัวของตรอกเล้าหมู เราจะพบผู้อยู่อาศัยยืนต่อคิวกันเป็นแถวเพื่อใช้น้ำปะปา แต่ไม่ทันไรวาล์วก๊อกน้ำก็ถูกปิด เจ๊สี่เจ้าของที่วิ่งลงมาบ่นเกี่ยวกับการใช้น้ำที่ฟุ่มเฟือยของผู้เช่า ทั้งยังมีกำหนดเปิดปิดน้ำแบบวันเว้นวันอีกด้วย เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงใน Kowloon Walled City ที่ไม่มีแหล่งน้ำปะปาของทางการมาจ่ายน้ำได้มากพอ จนผู้อยู่อาศัยเริ่มขุดบ่อน้ำบาดาลกลางเมือง เพื่อดึงน้ำขึ้นมาใช้กันเอง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ส่งผลดีต่อโครงสร้างอาคาร

ต่อมาเมื่อทางการเข้ามาแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างท่อน้ำเพิ่มให้ แต่จำนวนประชากรก็กลับยิ่งเพิ่มขึ้นอีก จึงกลายเป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ภาครัฐแก้ไขไม่ได้

แม้ว่าภาพที่ปรากฏจะดูน่ากลัวสำหรับบุคคลภายนอก แต่สำหรับผู้คนที่เคยอาศัยนั้น หลายคนยังจดจำภาพวิถีชีวิตในอดีตและยังจดจำมันด้วยความรัก ความสัมพันธ์ของชุมชนที่แน่นแฟ้น แม้ยากจนแต่มีความสุข เช่นเดียวกับการในฉากภาพยนตร์ ที่เหล่ายอดฝีมือกังฟูเลือกใช้ชีวิตเรียบง่ายในตรอกเล้าหมู แบบคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำ

05

ฉากจากภาพยนตร์ คนเล็กหมัดเทวดา สะท้อนให้เห็นรูปแบบของเมืองใน 2 บริบท เมืองที่อยู่ในระบบระเบียบ มีสาธารณูปโภคครบถ้วน กับอีกชุมชนหนึ่งที่แม้จะยังขาดแคลนระบบต่าง ๆ แต่ก็จัดสรรแบ่งปันทรัพยากรเท่าที่มีได้ แม้ว่าจำนวนของผู้อยู่อาศัยของตรอกเล้าหมูจะไม่ได้หนาแน่น และขยับขยายเทียบเท่าสภาพของเมืองเกาลูนวอลล์ซิตี้ ตรอกเล้าหมูก็สะท้อนให้ความสามารถของเมืองที่พึ่งตนเองได้

เมืองกำแพง Kawloon City อาจเรียกได้ว่าเป็นอุบัติเหตุของการวางผังเมืองและนโยบายสาธารณะของภาครัฐ แต่ก็แสดงความสวยงามอีกด้านหนึ่งทางสถาปัตยกรรมออกมา แม้จะเป็นความงามที่ค่อนไปทางดิสโทเปีย (Dystopia) ก็ตาม

และนั่นอาจทำให้เราตั้งคำถามที่น่าคิดได้ว่า จะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะอยู่ในชุมชนหรือบ้านที่ไม่เชื่อมต่อกับสาธารณูปโภคหลักกับส่วนกลาง อาทิ ไฟฟ้า น้ำปะปา ระบบน้ำเสีย และการจัดการขยะ หรือแม้แต่การไม่ออกแบบตามระเบียบกฎหมายอาคาร ไม่ว่าจะเป็นกฎ FAR (สัดส่วนพื้นที่อาคาร) การเว้นระยะร่น พื้นที่ว่างของตัวอาคาร และอื่น ๆ

สถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ใน คนเล็กหมัดเทวดา อะไรแฝงอยู่ในคาสิโนแก๊งขวานซิ่งและตรอกเล้าหมู

หากความล้มเหลวของ Kowloon Walled City เกิดจากการเติบโตของพื้นที่อยู่อาศัยที่เพิ่มพูนอย่างรวดเร็วเกินไป โดยไม่ได้คำนึงถึงทรัพยากรที่ต้องจัดสรรหาพื้นที่ เพื่อมาสร้างและผลิตพลังงานและทรัพยากร รองรับความต้องการในการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น อย่างเช่นไฟฟ้าหรือน้ำปะปา 

เป็นไปได้ไหมที่เราจะสร้างเมืองที่พึ่งพาตนเองและการเติบโตด้วยตนเองได้ เมืองที่ผลิตพลังงานไฟฟ้า น้ำปะปาสำหรับอุปโภคและบริโภค ได้มากพอต่อความต้องการของจำนวนประชากรที่มี เมืองที่มีวิวัฒนาการแบบออร์แกนิก เมืองที่ไม่ได้เพียงยึดติดกับลายลักษณ์อักษรที่กำหนดไว้ในตัวกฎหมาย

คำถามคือ หน้าตาคือเมืองเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร 

เมืองเหล่านั้นจะจุผู้อยู่อาศัยได้กี่คน 

เมืองนอกรีตที่ไม่เชื่อมกับสาธารณูปโภคส่วนกลางจะต้องการพื้นที่จำนวนเท่าไร ในการสร้างพลังงานและทรัพยากรเพื่อให้พึ่งพาตนเองได้

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

บานประตูสีม่วงลาเวนเดอร์และกรอบสีทองรอบตาแมวของประตู อาจทำให้ใครหลายๆ คนคิดถึงเสียงหัวเราะ และความฮาของเหล่าเพื่อนร่วมห้องที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์จากซีรีส์ซิตคอมสุดคลาสสิกยุค 90 เรื่อง FRIENDS 

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 กันยายน ใน ค.ศ. 1994 วันที่ซีรีส์เรื่องนี้ออนแอร์บนจอแก้วเป็นครั้งแรก และฉายต่อเนื่องหลังจากนั้นมาตลอดทศวรรษ รวมทั้งหมด 236 ตอน การรับชมในสมัยนั้นผ่านสัญญาณโทรทัศน์แบบแอนะล็อก ไม่เหมือนการรับชมทีวีในยุคดิจิทัลและการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต ถ้าพลาดแล้วพลาดเลย ซึ่งในสมัยนั้น FRIENDS คือซิตคอมสุดฮิตที่มีผู้ชมกว่า 25 – 30 ล้านคนต่อสัปดาห์ 

หากคุณเคยมีรูมเมตหรือแชร์ห้องอยู่กับเพื่อนในช่วงเวลาหนึ่ง เชื่อว่าซิตคอมเรื่องนี้จะทำให้คุณหวนคิดถึงวีรกรรมเก่าๆ เสียงหัวเราะ ความทุกข์ ความสุข ที่พวกคุณเคยแบ่งปันให้กันและกัน ทำให้คุณอดคิดถึงสภาพหน้าตาหรือบรรยากาศในห้องชุด อพาร์ตเมนต์ บ้านเช่า หรือโต๊ะในร้านประจำ ที่จะถูกเว้นไว้เสมอราวกับว่ามีป้ายจองวางเอาไว้ 

เพลงไตเติ้ลของซีรีส์ FRIENDS ร้องไว้ว่า “I’ll be there for you” บอกเล่ามิตรภาพและเรื่องราวของเพื่อน 6 คนในวัย 20 กลางๆ ที่โชคชะตาและเหตุผลต่างแตกต่างกัน พาพวกเขาให้มาใช้ชีวิตร่วมกัน

ความน่าสนใจของแนวคิดแบ่งปันที่อยู่อาศัยหรือที่เรียกกันว่า Co-living และ Collective Housing ในสมัยนั้นเกิดขึ้นจากสภาวะที่อาจเรียกได้ว่าจำยอม ตามบริบทของสังคมที่ผู้คนต้องเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ สภาวะเศรษฐกิจที่ค่าเช่าห้องและค่าแรงวิ่งสวนทางกัน จากสถาปัตยกรรมห้องชุดเดี่ยวสำหรับหนึ่งครอบครัว กลายเป็นห้องเช่าสำหรับคนสองคนที่มีพื้นที่ส่วนกลางไว้แบ่งปันกัน การเสียสละความเป็นส่วนตัวในการใช้พื้นที่ แลกมากับทำเลที่ตั้งของที่อยู่อาศัย เพื่อการเข้าถึงความสะดวกสบายและสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ป้ายรถเมล์ใหม่ สวนสาธารณะ คลอง และอื่นๆ 

เอาเข้าจริงๆ แล้ว หากวันหนึ่งเราสามารถลดเวลาในการเดินทางกลับบ้านเพียงวันละแค่เพียง 15 นาที ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะรู้สึกถึงคุณภาพชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ภายนอกอาคารนั้นถ่ายทำจากสถานที่จริง อยู่บนถนนเลขที่ 90 Bedford ในย่าน West Village เมืองนิวยอร์ก และความพิเศษของย่านนี้ คือการที่กริดเส้นแบ่งผังเมืองไม่ได้เป็นเส้นตรงเหมือนย่านอื่น แต่มีการตัดเอียงเป็นเส้นทแยงมุม โดยแต่ละบล็อกมีความออร์แกนิกเหมือนเมืองขนาดย่อมๆ ในยุโรป ส่วนฉากภายในของห้องพักทั้งสองเป็นฉากสมมติสร้างขึ้นและถ่ายทำในสตูดิโอของ Warner Bros ในเมืองแคลิฟอร์เนีย โดย จอห์น แชฟเนอร์ (John Shaffner) คือหนึ่งในผู้ออกแบบและวางแปลนฉากห้องพักรวมถึงการตกแต่งภายใน และเป็นผู้นําเทรนด์ผนังเฉดสีม่วงในห้องของมอนิกา ซึ่งยังเป็นที่จดจำของผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

แปลนของอพาร์ตเมนต์ทั้งสอง แบ่งแยกโซนพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่ส่วนรวมของแต่ละห้องอย่างชัดเจน ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก และห้องน้ำ คือจุดศูนย์กลางตรงด้านหน้าของตัวบ้าน ที่รูมเมตทุกคนจะเดินผ่านก่อนเข้าไปยังส่วนพื้นที่ส่วนตัวบริเวณด้านหลังของตัวห้อง และมี 2 ห้องนอนสำหรับการอยู่อาศัย 2 คน 

แต่ละห้องไม่มีห้องน้ำส่วนตัว ทำให้ทุกครั้งที่จะเข้าห้องน้ำ ตัวละครต้องเดินผ่านฉากของพื้นที่ส่วนร่วมทั้งหมด มากไปว่านั้น ประตูทุกบานถูกจัดวางให้เปิดมาเจอกันที่ห้องนั่งเล่นตรงกลาง ซึ่งการออกแบบในลักษณะนี้ เพิ่มโอกาสที่ผู้อยู่อาศัยนั้นจะพบปะและพูดคุยกัน เป็นส่วนในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการอยู่อาศัยร่วมกัน

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
ห้องมอนิกา-เรเชล

ห้องเลขที่ 20 ทางด้านขวาคือห้องของผู้หญิง เรเชลและมอนิกา เพื่อนสมัยเรียนที่กลายมาเป็นเพื่อนร่วมห้อง อพาร์ตเมนต์นี้มอนิการับช่วงต่อสัญญาเช่ามาจากคุณยาย ซึ่งมีการควบคุมค่าเช่า Landlord จึงไม่สามารถขึ้นค่าเช่าตามราคาตลาดที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ตราบใดที่สัญญาเช่ายังไม่หมด นั่นเป็นเหตุผลที่มอนิกา เชฟที่เคยตกงานมาก่อน และราเชล ที่เคยเป็นพนักงานร้านกาแฟอยู่พักใหญ่ สามารถเช่าอพาร์ตเมนต์ใน West Village นี้ได้

จุดเด่นสำคัญของห้องนี้ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือรายละเอียดการตกแต่งภายในที่เผยให้เห็นถึงเสน่ห์ของยุค 90 อาจจะเรียกได้ว่าเป็นแนวผสมผสานของสไตล์ทั้งหลายเข้าด้วยกัน หรือในวงการสถาปัตยกรรมเรียกว่า ยุคแห่ง Eclecticism (คตินิยมสรรผสาน) 

ในห้องของมอนิก้าและเรเชล คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงความมิกซ์และความแมตช์บ้างไม่แมตช์บ้างของเฟอร์นิเจอร์กับสีที่เลือกใช้ การบิลด์อินผนังแบบยุโรปคลาสสิกแล้วทาด้วยสีม่วงลาเวนเดอร์ รวมเข้ากับความดิบของอิฐ เหล็กกล้า กระจก กับตึกในยุคอุตสาหกรรมของเมืองนิวยอร์ก โคมไฟเวนิสสไตล์อิตาเลียนที่วางคู่กับโซฟานวมสีครีมออกแนวโมเดิร์นหน่อยๆ บนพรมลายดอกไม้ขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นไม้ปาเก้ซึ่งเล่นแพตเทิร์นไปมา เคาน์เตอร์ไม้สีฟ้าอมเขียวโซนห้องครัว พร้อมกับเหล่าผลิตภัณฑ์โฆษณาจากยุคโมเดิร์นที่แอบจัดวางไว้อย่างเนียนๆ โต๊ะทานข้าวกับเก้าอี้ไม้พร้อมเบาะรองนั่งลายดอกไม้ที่แต่ละตัวไม่เหมือนกัน แอบให้ความรู้สึกถึงบ้านตากอากาศในชนบท ผ้าม่านลายดอกไม้สีเหลือง ให้กลิ่นอายของความเป็นยุโรปที่สร้างเฟรมให้กับหน้าต่างบานใหญ่ในห้องนั่งเล่น

เหล่านี้เองที่เป็นลักษณะพิเศษของฉากซิตคอมเรื่องนี้ และเมื่อมาคิดดีๆ แล้ว ก็ไม่แปลกเลยที่ในสมัยนั้น ของต่างๆ จะผสมกันเข้ามาในบ้านหนึ่งหลัง หากเรามองย้อนกลับไปในยุคที่ร้านค้าและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์หลายใหญ่ยังไม่ถือกำเนิด เราอาจต้องเดินทางไปหลายร้าน เพื่อตามหาของให้ครบทุกรายการ ลองจินตนาการถึงตลาดนัดของมือสอง (Flea Market) ของฝรั่ง หรือในประเทศไทยอาจจะคล้ายตลาดนัดจตุจักร แต่ละร้านขายของเป็นประเภทๆ ไป ซึ่งแน่นอนว่าไม่เหมือนทุกวันนี้ ที่อุปกรณ์ตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ผ่านการคัดสรรมาจัดวางในที่เดียวกันอย่างเป็นระบบแบบแผนจากบริษัทเจ้าใหญ่ๆ เรียกได้ว่าไปที่เดียวได้ออกมาครบทุกอย่าง

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
ห้อง แชนด์เลอร์-โจอี

ต่อมาห้องหมายเลข 19 ทางด้านซ้ายคือห้องผู้ชาย โจอี นักแสดงตกอับผู้มีใจรักในงานของตัวเอง และแชนด์เลอร์ นักธุรกิจที่เราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขามีอาชีพอะไรกันแน่ รู้เพียงแต่ว่าพวกเขาทั้งสองสามารถดูทีวีอยู่บนโซฟาเลซีบอย โซฟานวมที่ปรับระดับการเอนถึง 3 ระดับได้ทั้งวัน 

ห้องของผู้ชายแตกต่างจากห้องของผู้หญิงโดยสิ้นเชิง ด้วยโทนสีที่เข้าและกลมกลืนกันจนไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นสีของพื้นไม้ ตู้ และเคาน์เตอร์ครัวสีครีม กับเครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เย็นสีขาว เหมือนแทบไม่ได้ตกแต่งอะไรเพิ่มเติม

ในตอนที่มอนิก้าและเรเชลแพ้เดิมพันจากการเล่นเกมวัดความรู้ใจ ทำให้ทั้งคู่ต้องสลับอพาร์ตเมนต์กับแชนด์เลอร์และโจอี ฝ่ายมอนิก้าเป็นคนเจ้าระเบียบมาก ชอบทำอาหารเช้าให้ทุกคนกิน และยังจัดปาร์ตี้เชิญเพื่อนๆ มาเสมอ ด้วยเหตุนี้ เธอพยายามจัดห้องเดิมของผู้ชาย ให้เป็นสไตล์เหมือนกับห้องเก่าของเธอ ด้วยสิ่งของและเฟอร์นิเจอร์ที่เธอมี ในทางกลับกัน แชนด์เลอร์กับโจอีไม่ได้ย้ายอะไรมาก มีเพียงโต๊ะฟุตบอลมือหมุนแทนโต๊ะทานข้าว และโซฟาปรับเอนเลซีบอยทั้งสองอันไปวางในห้อง ในฉากนี้สะท้อนความสำคัญของการแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาผ่านการตกแต่งภายใน ในบางครั้งการเลือกในสิ่งที่เราชอบ ที่บ่งบอกเอกลักษณ์ส่วนตัวนั้น ก็อาจจะสำคัญกว่าการเลือกไปตามกระแสหรือสไตล์การตกแต่งที่กำลังอยู่ในสมัยนิยม

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ปัญหาของอพาร์ตเมนต์เก่าถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่ารักในหลายๆ ซีน อย่างฉากที่รอสส์ขนโซฟาขึ้นห้อง ต้องคอยตะโกนว่า “Pivot Pivot Pivot” สั่งให้เพื่อนค่อยยกและหมุนโซฟาเพื่อให้พ้นช่วงหักสอกของตัวบันได แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถ รวมถึงปัญหาเรื่องเสียงของผู้อยู่อาศัยชั้นบน ซึ่งเราก็ต้องไปถาม Mr.Hackles ผู้ล่วงลับถึงความน่ารำคาญนี้ ในหลายๆ ซีนเขาใช้ไม้กวาดกระทุ้งเพดาน หรือเดินขึ้นมาเคาะห้องของมอนิกา เพื่อบอกให้เธอและเพื่อนๆ ลดเสียงลง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องทัศนียภาพและความเป็นส่วนตัว เพื่อแลกกับแสงแดดและวิว หน้าต่างของห้องพักจำเป็นต้องเปิดไว้ จึงทำให้บ่อยครั้งที่เพื่อนๆ ทั้งหก เผลอไปเห็นหรือตั้งใจสอดแนมเพื่อนบ้านที่ชอบแก้ผ้าล่อนจ้อนในบ้านว่าเขาทำอะไรอยู่

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ในช่วงปลายของซิตคอมเรื่องนี้ ก่อนทีวีซีรีส์เรื่องนี้จะลาจอไปใน ค.ศ. 2004 แชนด์เลอร์และมอนิกาตัดสินใจหันหลังให้การใช้ชีวิตในนิวยอกซิตี้ ละทิ้งห้องอพาร์ตเมนต์ที่พวกเขาอยู่ และมุ่งสู่เมืองเวสต์เชสเตอร์ เมืองชนบทที่อยู่ห่างจากแมนแฮตตันประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า เพราะต้องการให้ลูกเติบโตในชนบทห่างจากความวุ่นวาย ในบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน สนามหญ้าสีเขียว และชุดชิงช้า

ในต่างประเทศ เมื่อผู้คนย้ายออกไปแล้ว ก็มักที่ใช้เวลาช่วงวันหยุดพักผ่อนในละแวกใกล้ๆ มากกว่าจะขับรถไปกลับเป็นชั่วโมงเพื่อมาทำกิจกรรมในเมือง เพื่อนในกลุ่มพยายามหว่านล้อมไม่ให้พวกเขาย้ายออก และเรเชลพูดขึ้นมาว่า “เลี้ยงลูกในเมือง มันผิดตรงไหน” 

ความตลกร้ายอยู่ที่ครั้งหนึ่งผู้คนต่างแห่กันเข้ามาในเมืองเพื่อทำงานหาเงิน ใช้ชีวิตเร่งรีบ สู้กับมลพิษ โดยหวังจะพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่พอเริ่มมีเงินและตั้งตัวได้ กลับอยากออกไปมีบ้านนอกเมือง และกลับเข้ามาในตัวเมืองเป็นครั้งคราว ซึ่งนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะยุโรปทางตอนเหนือหรือในเมืองนิวยอร์กเอง 

แน่นอนว่าภาพในหัวของคำว่า ชานเมือง หรือ ชนบท ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนนึกถึงภาพของหมู่บ้านจัดสรรและคอมมูนิตี้มอล บางคนคิดถึงภาพความกันดาร การกลับสู่ธรรมชาติ ที่ที่ไฟฟ้าและน้ำประปาเข้าถึงยาก บางคนนึกภาพเทคโนโลยีสุดล้ำในงานเกษตรกรรมที่เกิดขึ้นในชนบท แต่หากเรามองให้ลึกไปกว่านั้น โดยเริ่มตั้งคำถามว่า ชนบทคืออะไร อะไรคือชนบท ชนบทต้องเป็นเมืองที่ไม่เจริญเสมอไปหรือไม่ ชนบทต้องเป็นเมืองที่รอคอยการพัฒนาให้เจริญหรือไม่ หรือแท้ที่จริงแล้วชนบทคือพื้นที่ที่ไม่มีเมือง ไม่มีผู้คน มีแต่ธรรมชาติ แล้วถ้าเมืองชนบทนั้นค่อยๆ เจริญขึ้น ผู้คนต่างต้องการที่จะเข้ามาอยู่อาศัย มีรถไฟฟ้าและถนนหนทางค่อยกระจายตัว ถึงตอนนั้นเรายังจะเรียกเมืองนั้นว่าเป็นชนบทได้อีกไหม 

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

คำถามเหล่านี้ต่อยอดมาจากงานนิทรรศการของ Rem Koolhaas และ Samir Bantal สถาปนิกและนักวิจัย เจ้าของบริษัทสถาปนิก OMA และ บริษัทวิจัย AMO ที่พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2020 เพื่อสะท้อนให้ผู้คนเห็นความสำคัญของชนบทที่ค่อยป้อนทรัพยากรให้กับตัวเมือง

ด้วยผลพวงของมาตรการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ทำให้คนในนิวยอร์กต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต การทำงานจากบ้านกลายเป็นกิจวัตรที่เคยชิน การหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น สิ่งเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้นิวยอร์กเกอร์เริ่มทยอยขายบ้าน และย้ายออกจากตัวเมืองไปอยู่อาศัยแถบชานเมืองแทน เพื่อที่พวกเขาจะได้มีพื้นที่ที่กว้างขวางมากพอสำหรับการทำงานและอยู่อาศัย ซึ่งหลายๆ สำนักข่าว รวมทั้งสำนักข่าว The New York Times รายงานถึงจำนวนประชากรที่ลดลงในตัวเมือง และจำนวนความต้องการบ้านชานเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับรายงานขององค์การสหประชาชาติที่คาดการณ์ไว้เมื่อ ค.ศ. 2018 ก่อนช่วงการระบาดของโรคว่า จำนวนประชากร 68 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกจะย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมือง 

อนาคตและคำนิยามของคำว่า ‘ตัวเมือง’ กับ ‘ชนบท’ นั้นจะเป็นอย่างไร เมื่อผู้คนเริ่มมีตัวเลือกและอิสระในการเลือกที่อยู่อาศัยกับสภาพแวดล้อมที่เขาอยากใช้ชีวิตและทำงาน

แม้ว่าการแยกจากกันจะเหมือนเป็นจุดจบของบางอย่าง แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่ยั่งยืน ดังซีรีส์ซิตคอมเรื่อง FRIENDS ที่กำลังจะกลับมารียูเนียนให้เหล่าแฟนๆ ให้หายคิดถึงกัน หลังจากที่ต้องรออย่างยาวนานมาถึง 17 ปี กับตอนพิเศษที่มีกำหนดฉายในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ในชื่อตอน “The One Where They Got Back Together” ซึ่งต้องมาลุ้นกันว่า สุดท้ายแล้วเราจะได้เห็นมอนิก้าจะกลับไปอยู่ที่ห้องอพาร์ตเมนต์หลังเก่า หรือฉากบ้านใหม่ในชนบทของซิตคอมเรื่องนี้กันแน่

*ขอบคุณข้อมูลจากน้องสาวของข้าพเจ้า กรกนก แซ่แต้ แฟนคลับผู้ดูซิตคอมเรื่องนี้วนไปวนมา และไม่รู้ว่าจะหยุดดูได้เมื่อไร

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ข้อมูลอ้างอิง

www.refinery29.com

www.nytimes.com

www.nytimes.com

www.guggenheim.org

www.cnbc.com

www.un.org

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load