สำหรับคนไทยที่มีอายุอานามรุ่นราวคราวเดียวกับผม เห็นจะไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นแน่แท้ ชีวิต ผลงาน และเรื่องราวของท่าน เป็นสีสันที่มีความสำคัญในเมืองไทยมาช้านาน งานเขียนของท่านยังเป็นงานที่ได้รับความนิยมไม่ตกยุคตกสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานเขียนเรื่อง สี่แผ่นดิน ที่พิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีคนนำไปทำละครก็หลายครั้ง ทั้งละครโทรทัศน์ ละครร้อง และละครเวที มีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา ถึงขนาดที่ท่านได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติด้านวรรณกรรม โดยไม่มีผู้ใดสงสัยในความสามารถด้านนี้ของท่านเลย

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

อีกมิติหนึ่งในด้านการเมือง คนรุ่นผมต้องจำได้แน่ว่าท่านได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเมืองไทยในราว พ.ศ. 2518 หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.​ 2516 

น่าสนุกยิ่งไปกว่านั้น ถ้าจะได้ทบทวนความทรงจำกันว่า ในวันที่ท่านได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพร้อมกันกับเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม ที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดียวกันเพียงแค่ 18 คนเท่านั้น รัฐบาลท่านจึงมีสภาพเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ทำให้เสถียรภาพง่อนแง่น และนำไปสู่การตัดสินใจยุบสภาในเวลาต่อมา

ผมจำได้ดีว่าในระหว่างที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ในราวเดือนเมษายน พุทธศักราช 2518 ผมซึ่งเป็นนิสิตของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ในระหว่างปิดภาคเรียนฤดูร้อน และออกไปทำงานอาสาสมัครด้านกฎหมายในต่างจังหวัดทางภาคอีสาน รัฐบาลของคุณชายคึกฤทธิ์ที่เพิ่งเข้าทำงานได้เพียงไม่กี่วัน ประกาศนโยบาย ‘เงินผัน’ ใช้วงเงินมากถึง 2,500 ล้านบาท ซึ่งมหึมามหาศาลมากสำหรับค่าเงินยุคสมัยนั้น โดยมอบให้สภาตำบลที่มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศนำไปบริหารจัดการตำบลละ 1 ล้านบาท

นายกรัฐมนตรีอธิบายว่านี่เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนฐานราก เพื่อให้คนมีงานทำ ไม่ต้องทิ้งถิ่นที่อยู่ในเวลาว่างจากฤดูทำนาเข้ามาหากินในเมืองใหญ่ พร้อมกันนั้นก็เป็นการฝึกวิถีประชาธิปไตย ให้ชาวบ้านตกลงคิดอ่านกันเองด้วยว่า เงิน 1 ล้านบาทนี้จะนำไปใช้สอยอย่างไร จึงเกิดประโยชน์สำหรับตำบลของเขามากที่สุด

ผมและเพื่อนๆ ไปอยู่ในท้องถิ่นชนบท พอดีกันกับที่นโยบายเรื่องนี้กำลังเริ่มปฏิบัติ จึงได้ช่วยพ่อกำนันและพี่ผู้ใหญ่บ้านทั้งหลายตระเตรียมเอกสารสำหรับโครงการ และพลอยสนุกกับทั้งได้ประสบการณ์จริงด้วย ว่าเงินผันนี้ทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

จำได้แม่นยำว่า หลังจากโครงการนี้เดินหน้าไปได้ระยะหนึ่ง มีข่าวว่าการทุจริตเกิดขึ้นในบางพื้นที่ ผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีว่าท่านมีความเห็นอย่างไรบ้าง คุณชายคึกฤทธิ์ตอบตามสไตล์ของท่านว่า เรื่องนี้ก็ต้องจัดการตามกฎหมาย พร้อมกับให้ข้อสังเกตมหัศจรรย์ว่า

“ตั้งแต่สมัยสุโขทัยมา นี่เพิ่งเป็นครั้งแรกที่ราษฎรได้โกงเงินของตัวเองบ้าง”

ทั้งฮา ทั้งน่าคิดมิใช่หรือครับ

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ย้อนกลับไปพูดถึงเรื่องพรรคกิจสังคมของท่านอีกทีหนึ่ง พรรคนี้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Social Action Party ใช้อักษรย่อว่า SAP สื่อมวลชนทั้งหลายเรียกโดยย่อว่า ‘พรรคแสป’ เห็นไหมครับว่าเพียงแค่ชื่อพรรคก็แสบไปถึงไหนๆ แล้ว

เมื่อแรกตั้งพรรคขึ้นใหม่ การทำให้ชื่อเสียงและนโยบายของพรรคเป็นที่รู้จักของประชาชนในวงกว้างเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ถ้าเป็นยุคสมัยนี้ก็มีเครื่องมือให้เลือกใช้หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ทำคลิปขนาดสั้นเล่าประเด็นที่น่าสนใจแล้วเผยแพร่ไปในสื่อออนไลน์ทั้งหลาย ถ้าถูกใจคนดู เขาก็จะช่วยเผยแพร่ออกไปให้คนอื่นได้รู้เห็นด้วย เป็นต้น

อย่าลืมว่าการตั้งพรรคแสปนี้ เป็นเหตุการณ์ใน พ.ศ.​ 2517 ต่อเนื่องกับ พ.ศ. 2518 ยุคนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีออนไลน์อะไรทั้งสิ้น คุณชายผู้มีประสบการณ์ในแวดวงของสิ่งพิมพ์มาช้านานและเป็นหัวหน้าพรรค จึงตัดสินใจเลือกใช้สื่อสิ่งพิมพ์เป็นเครื่องมือแนะนำพรรคให้คนรู้จัก ผมไม่แน่ใจเสียแล้วว่าตอนแรกเปิดตัวพรรค มีหนังสือออกมาเผยแพร่กี่เล่ม แต่ที่แน่ใจคือ มีหนังสือเรื่อง ‘สังคมนิยม’ ที่ คุณบุญชู โรจนเสถียร ผู้บริหารใหญ่ของธนาคารกรุงเทพซึ่งตัดสินใจมาร่วมตั้งพรรคกิจสังคมกับเขาด้วยเป็นผู้เขียนเล่มหนึ่ง

อีกเล่มหนึ่งคือหนังสือเรื่อง ‘ทุนนิยมคืออะไร’ ผู้เขียนคือหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหนังสือเล่มเล็กขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของผมนิดเดียว หนา 33 หน้า หนังสือนี้ไม่ได้แจกฟรีนะครับ ใครอยากได้ต้องจ่ายเงินซื้อหา ผมซึ่งเป็นนิสิตเรียนกฎหมายอยู่ในมหาวิทยาลัย ย่อมสนใจกับหนังสือนี้เป็นธรรมดา ถึงขนาดที่ยอมควักเงิน 5 บาทออกจากกระเป๋าสตางค์เพื่อซื้อหนังสือมาอ่านครับ

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

หน้าปกของหนังสือใช้สีแดงขาวน้ำเงินที่ทุกคนคุ้นเคย มุมปกหนังสือด้านบนซ้ายมือ นี่คือชื่อและตราสัญลักษณ์ของพรรคกิจสังคม เป็นวงกลมรูปฟันเฟือง ภายในวงกลมนั้นมีภาพเคียวและรวงข้าว 3 รวง

หนังสือเล่มนี้มีความหมายสำหรับผมในแง่มุมที่ว่า เป็นงานเขียนของคุณชายคึกฤทธิ์ ที่เขียนขึ้นด้วยความมุ่งหมายทางการเมืองแบบแจ้งชัด ถึงแม้ท่านมีงานเขียนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองมาแล้วบ้าง เช่น ไผ่แดง หรือ โจโฉนายกตลอดกาล แต่หนังสือเหล่านั้นก็มีแบบแผนการนำเสนอที่แตกต่างไปจากหนังสือ ทุนนิยมคืออะไร ที่เขียนขึ้นเพื่อการเมืองอย่างเห็นได้ชัด

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

การเขียนหนังสือแสดงความคิดความอ่านของบุคคลสำคัญในพรรคออกขาย เป็นวิธีหาเงินหรือระดมทุนเข้าพรรคแบบกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว ความคิดก็ขายได้ เงินก็ได้รับ ผู้ที่เป็นกำลังสำคัญในการจัดจำหน่ายหนังสือของพรรคแสป คือ คุณพงษ์ สารสิน คุณชายหัวหน้าพรรคให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ประชาชาติว่า

“…เรื่องนี้ยกให้คุณพงษ์ สารสิน แกขายหนังสือเก่ง ตอนแรกไม่รู้ฝีมือแก ไม่งั้นผมให้แกเป็นสายส่งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ได้รวยกันตายป่านนี้”

หนังสือหนาเพียงแต่ 30 หน้าเศษที่ผมยังเก็บงำไว้ในคอลเลกชันหนังสือของผมเล่มนี้ ถึงแม้แก่นของเรื่องจะเป็นเรื่องหนัก เป็นเรื่องทางวิชาการ แต่ด้วยฝีมือของผู้เขียนผู้เป็นมือหนึ่งในการอธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ทำให้หนังสือเล่มนี้มิได้มีฐานะเป็นยาขมที่กินแล้วขื่นคอแต่อย่างใด

ขออนุญาตยกตัวอย่างบางตอนจากหน้าแรก มาแสดงพอให้เห็นรสชาติของหนังสือนะครับ

“… คำว่านิยมนั้น ในภาษาไทยปัจจุบันใช้แทนอักษรฝรั่ง สะกดตัวว่า ism ซึ่งมักจะมีอยู่ในชื่อลัทธิหรือความเชื่อต่างๆ ตลอดจนศาสนา เช่น ศาสนาพุทธนั้น ฝรั่งก็เรียกว่า Buddhism ซึ่งเคราะห์ดีที่คนไทยเรารู้จักมาก่อนรู้จักภาษาฝรั่งจึงเรียกว่า พระพุทธศาสนา แทนที่จะเรียกว่า “พุทธนิยม” แต่ความจริงอักษรสามตัวที่ว่า ism นั้น จะแปลว่า นิยมในทุกกรณีไปเห็นจะไม่ได้

“ท่านผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือท่านหนึ่งได้เคยแสดงความเห็นในทำนองนี้ไว้นานแล้ว ท่านบอกว่า ถ้าจะถือว่า ism แปลว่านิยมแล้ว โรคปวดเมื่อยอย่างหนึ่งซึ่งฝรั่งเรียกว่า Rheumatism จะไม่ต้องเรียกในภาษาไทยว่า “โรคปวดเมื่อยนิยม” หรือ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะใครเลยจะไปนิยมความปวดเมื่อยได้ลงคอ?

“อย่างไรก็ตาม อักษรสามตัวที่ว่า ism ในภาษาฝรั่งนั้นหมายถึงสิ่งที่เป็นใหญ่หรือเป็นอินทรีย์ ในลัทธิความเชื่อหรือในระบบนั้นๆ เช่น Buddhism ก็หมายว่า พุทธะ หรือปัญญาเป็นใหญ่ เป็นอินทรีย์แห่งศาสนาพุทธ…”

แค่นี้ก็กระจ่างใจไปเรื่องหนึ่งแล้วครับ คุ้มราคา 5 บาทมาก

ในหนังสือเล่มเดียวกัน เพื่อให้เข้าใจความหมายของทุนนิยมโดยถ่องแท้ ผู้เขียนได้อธิบายลัทธิทางเศรษฐกิจอีกหลายเรื่อง ไว้เพื่อประโยชน์ในการเทียบเคียงด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคมนิยม (Socialism) วานิชนิยม (Mercantalism) หรือระบบศักดินา (Feudalism) ข้อสำคัญที่ท่านได้ฝากข้อสังเกตไว้ให้ผู้อ่านได้คิดคือ ระบบระบอบทั้งหลายไม่ใช่ของที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ตอนแรกคิดขึ้นมาเป็นอย่างไร ก็จะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอดกาล ตรงกันข้าม ความคิดในเรื่องระบบเศรษฐกิจนี้ก็มีพัฒนาการในตัวเองอยู่เสมอ ตราบใดที่ยังคงรักษาหลักสำคัญไว้ได้ ถึงแม้รายละเอียดจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย การจำแนกระบบว่าประเทศใด สังกัดอยู่ในระบบเศรษฐกิจชนิดใด ก็ต้องดูที่หลักการเรื่องนั้นเป็นสำคัญ ถึงแม้จะมีเรื่องอื่นเพิ่มเข้ามาผสมปนเปบ้างก็ตาม

ท่านบอกไว้อย่างนี้ครับ

“…ทุนนิยมนั้นก็เหมือนกับสังคมนิยมในข้อที่ว่าเป็นของอย่างหนึ่งในกาลสมัยหนึ่ง พอกาลสมัยเปลี่ยนไปเป็นอีกกาลสมัยหนึ่ง ระบบทั้งสองนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงในแนวคิดของทุนนิยม เช่น ให้รัฐเข้าเกี่ยวข้องในการเศรษฐกิจมากขึ้น และให้รัฐมีอำนาจควบคุมการเศรษฐกิจมากขึ้นนั้น ทำให้คนต้องรู้สึกเป็นธรรมดาว่า ประเทศทุนนิยมกำลังจะมีลักษณะเป็นประเทศสังคมนิยมมากขึ้นทุกที ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะมีความจริงเป็นบางส่วน แต่ตราบใดที่ธาตุแท้ของระบบทุนนิยมยังคงอยู่ กล่าวคือ สิทธิของบุคคลที่จะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์เหลือใช้หรือทรัพย์ที่งอกเงยขึ้น เพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ตนได้แล้ว ตราบนั้นก็เห็นจะยังพอชี้ได้ว่า ระบบใดเป็นทุนนิยม ระบบใดเป็นสังคมนิยม”

ผมสนุกมากที่ได้อ่านข้อวิเคราะห์ของผู้เขียนว่าอะไรคือจุดแข็ง อะไรคือจุดอ่อนของระบบทุนนิยม รวมทั้งการเปรียบเทียบว่าระบบใดจะดีกว่ากันระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอ่านหนังสือในช่วงเวลาที่การเมืองของประเทศไทยเรากำลังเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน และประเทศเพื่อนบ้านถึง 3 ประเทศ คือลาว กัมพูชา และเวียดนาม เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจและระบบการปกครองไปอยู่ในค่ายสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ในช่วงเวลานั้น

เมื่อย้อนกลับมาอ่านหนังสือเล่มนี้อีกครั้งหนึ่งในวันนี้ หนังสือเก่ามากขึ้น คนอ่านได้เปลี่ยนฐานะจากการเป็นนิสิตวัยหนุ่มมาเป็นข้าราชการเกษียณอายุวัยชราไปแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผมเวลานี้กลับกลายเป็นเรื่องจุดอ่อนของระบบทุนนิยมว่ามีอะไรบ้าง

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

คุณชายคึกฤทธิ์บอกว่า

“…จุดอ่อนที่สุดจุดหนึ่งของระบบทุนนิยมคือ ภายใต้ระบบนี้ คนรวยมักจะมีทางที่จะรวยยิ่งขึ้นไปได้มาก ทำให้ช่องว่างระหว่าง “คนมี” กับ “คนจน” นั้น ยิ่งกว้างขึ้นไปอีก… ทรัพย์ส่วนตัวนั้นทำให้เกิดทรัพย์ส่วนตัวมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งทำให้รายได้ของคนในประเทศแตกต่างห่างไกลกันได้อย่างกว้างขวางที่สุด…. จุดอ่อนอีกอย่างหนึ่งของทุนนิยม… คือภายใต้ระบบทุนนิยมนั้นทรัพยากรของชาติไม่จำต้องถูกใช้ไปในทางที่ดีที่สุด ถึงแม้ว่าระบบทุนนิยมจะเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูง ระบบนี้ก็ยังเป็นระบบที่ก่อให้เกิดความเสียเปล่ามากอยู่… ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเอกชนได้กำไร ชาติก็ต้องขาดทุน ป่าไม้เมืองไทยเป็นตัวอย่างอันดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้”

อ่านแล้วแสบๆ คันๆ สมฐานะที่เป็นหนังสือเผยแพร่ของพรรคแสปทุกประการ

เวลานี้ทุกประเทศทั่วโลกกำลังพบเผชิญกับสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ความแตกต่างระหว่าง คนมีกับคนจน ในประเทศของเราก็ยิ่งมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น มาตรการของภาครัฐหลายอย่างส่งผลกระทบกับคนมี-คนจน ไม่เหมือนกัน ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ แค่โทรศัพท์มือถือที่จะสมัครแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล คุณตาคุณยายในชุมชนแออัดริมคลองน้ำเน่าของเรา แกก็ไม่มีปัญญาจะซื้อมาใช้เสียแล้ว ในขณะที่ผู้มีฐานะมั่นคง ไม่ต้องห่วงกังวลกับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเลย เพราะลำพังที่มีอยู่ก็กินใช้ไม่หมดแล้ว

หนังสืออายุเกือบครึ่งศตวรรษ หนา 33 หน้า เขียนโดยอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถึงแก่อสัญกรรมไปแล้วกว่า 25 ปี ยังน่าอ่านอยู่เสมอ

เสียดายที่หนังสือนี้ไม่เคยพิมพ์ซ้ำอีกเลย เสียดายจริงๆ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ธงทองของเยอะ

ประวัติศาสตร์ที่ทันพบเห็นในช่วงอายุของคนอายุ 65

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพท่านผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือและคุ้นเคยมานานปีท่านหนึ่ง คืออดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ ตามประวัติท่านเรียนมาทางด้านจิตรกรรมจากมหาวิทยาลัยศิลปากร แล้วไปเรียนต่อที่ประเทศอิตาลี มีความรู้โดยเฉพาะในเรื่องการทำฉากละครเป็นอย่างดี แล้วจึงกลับมารับราชการอยู่ที่กรมศิลปากร จนได้เป็นผู้อำนวยการสำนักการสังคีตและอธิบดีกรมศิลปากรตามลำดับ จากนั้นท่านมีหน้าที่ราชการก้าวหน้าขึ้น และได้เป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการในที่สุด ได้ฝากฝีมือไว้ในราชการที่ท่านรับผิดชอบเป็นอันมาก

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
ภาพ : www.archives.su.ac.th/senior/sen36/Thawisak.pdf
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
ภาพ : www.thairath.co.th/lifestyle/woman/313678

ระหว่างนั่งรอเวลาพระราชทานเพลิงอยู่นั้น ผมได้สนทนากับหลานอาของท่านคนหนึ่ง ซึ่งคุณคนที่ว่านี้เป็นหลานยายโดยตรงของ ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี บรมครูในเรื่องนาฏยศิลป์ของประเทศไทยด้วย 

สรุปความโดยย่อว่า ท่านผู้วายชนม์กับท่านผู้หญิงแผ้วเป็นญาติเกี่ยวดองกัน ผมได้ทราบว่าเมื่อครั้งที่ท่านไปรับราชการที่กองการสังคีต ซึ่งท่านผู้หญิงแผ้วเป็นบรมครูอยู่นั้น ท่านได้ออกแบบฉากโขนในโรงละครแห่งชาติ มีฉากตอนหน้าและตอนหลังซ้อนกันอยู่ โดยใช้ฉากตอนหน้าเป็นเรื่องราวขณะที่ตัวละครเอกกำลังนอนหลับฝันไป แล้วมีความฝันปรากฏขึ้นที่ฉากตอนหลัง คนดูแลเห็นความฝันอยู่ไกลๆ และเลือนลาง เป็นที่สมความปรารถนาของท่านผู้หญิงแผ้วเป็นอย่างยิ่ง เรื่องเล่านี้ผู้เล่าได้ฟังมาจากถ้อยคำของท่านผู้หญิงแผ้วเองโดยตรง

ประกายความคิดจากเรื่องนี้ ทำให้ผมกลับมารื้อค้นบ้านของผม และพบสูจิบัตรการแสดงจำนวนหลายเล่มที่เก็บไว้แต่เก่าก่อน เล่มเก่าที่สุดย้อนหลังขึ้นไปได้จนถึงพุทธศักราช 2511 เป็นการแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ชุดปล่อยม้าอุปการ ผู้ควบคุมและฝึกหัดนาฏศิลปิน คือ ท่านผู้หญิงแผ้วฯ ขณะที่ผู้ออกแบบและสร้างสรรค์คือ นายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ ตรงกันกับยุคสมัยที่เรากำลังพูดถึงพอดี

เรื่องการเล่นโขนเล่นละครในโรงละคร ที่สร้างขึ้นเพื่อการแสดงโดยเฉพาะนี้ เป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทยนะครับ แต่คำว่า ‘ใหม่’ ที่ว่าในที่นี้ มิได้หมายความว่าใหม่สดๆ ร้อนๆ แต่ใหม่อยู่ในราวรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือประมาณ 150 ปีหรืออะไรประมาณนั้น 

ความเดิมมีอยู่ว่า แต่ไหนแต่ไรมาการแสดงโขนและละครของเรามักเป็นการแสดงในที่แจ้ง หรือแม้แสดงในอาคาร ก็มิได้เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อการแสดงโดยเฉพาะ เรื่องการมีไฟส่องสว่างเฉพาะตำแหน่งก็ดี การมีฉากประกอบการแสดงก็ดี ดูจะเป็นเรื่องไกลจากความคุ้นเคยของเรา ไม่ต้องดูอื่นไกล ลองนึกถึงการแสดงหนังใหญ่หรือหนังตะลุงดูก็ได้

การแสดงมหรสพของเราในอดีตส่วนใหญ่เป็นการแสดงกลางแจ้ง จากภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดวาอารามต่างๆ เวลามีพิธีสำคัญและมีมหรสพสมโภชเฉลิมฉลอง ก็ปรากฏเพียงภาพการปลูกลงชั่วคราวขึ้นกลางแจ้ง แล้วชาวบ้านก็นั่งดูอยู่ที่สนามหน้าโรงชั่วคราวนั้นเอง วงดนตรีก็ตั้งวงเล่นอยู่ข้างๆ ส่งเสียงดังกึกก้องครึกครื้นกันไป ตามที่เคยปฏิบัติกันมาแต่ไหนแต่ไร

ถ้าผมเข้าใจไม่เคลื่อนคลาด โรงละครที่ปลูกขึ้นเพื่อการแสดงโดยเฉพาะน่าจะมีขึ้นในรัชกาลที่ 5 และเป็นโรงละครของเอกชน แต่เอกชนที่ว่าไม่ใช่ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป หากแต่ผมหมายถึง เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ได้สร้างโรงละครขึ้นที่บ้านของท่านใกล้กันกับปากคลองตลาด เพื่อจัดการแสดงที่ท่านปรุงขึ้นใหม่ โดยได้ต้นทางความคิดมาจากละครโอเปร่าของฝรั่ง 

กล่าวคือ ผู้แสดงเป็นตัวละคร นอกจากทำหน้าที่ร่ายรำแล้ว ยังเป็นผู้ร้องเพลงดำเนินเนื้อเรื่องด้วย คู่คิดคนสำคัญของท่านในการจัดการแสดงที่ในที่สุดแล้วคนเลยเรียกว่า ‘ละครดึกดำบรรพ์’ ตามชื่อของโรงละคร คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กำหนดอายุโรงละครที่ว่านี้อยู่ประมาณพุทธศักราช 2442 และได้เคยแสดงหน้าที่นั่งรับเสด็จเจ้าชายเฮนรี่ พระราชอนุชาสมเด็จพระเจ้ากรุงปรัสเซีย ซึ่งเสด็จเข้ามาเป็นพระราชอาคันตุกะในปีเดียวกันนั้น

โรงละครที่มีชื่อเสียงและมีกำเนิดขึ้นในยุคไล่เลี่ยกันยังมีอีก 2 โรง โรงหนึ่งคือ ‘โรงละครคณะละครบุศย์มหินทร์’ ที่มีชื่อเรียกแปลกถึงเพียงนี้ เพราะเจ้าของโรงละครหรือคณะละครชื่อ นายบุศย์ เป็นลูกชายของ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ราชเสวก คนสนิทของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช 

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
ภาพ : www.reurnthai.com

ส่วนอีกโรงหนึ่งคือ ‘โรงละครปรีดาลัย’ ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ โรงหลังนี้มีแฟนคลับจำนวนมาก ผลงานที่ขึ้นชื่อเรื่องหรือมากคือเรื่อง สาวเครือฟ้า ซึ่งดัดแปลงมาจากอุปรากรเรื่อง มาดามบัตเตอร์ฟลาย ของฝรั่งนั่นเอง

ที่เล่ามาถึงเพียงนี้คงเห็นแล้วนะครับว่า โรงละครที่ปลูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการแสดงโดยเฉพาะ แม้ได้รับความนิยมมากเพียงใด แต่ก็ยังไม่เคยมีโรงละครของหลวงเกิดขึ้นเป็นของทางราชการเอง จนล่วงเข้ารัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเกิดมีโรงละครของหลวงขึ้น ได้แก่ ‘โรงละครหลวงสวนมิสกวัน’ (เมื่อตอนแรกสร้างเรียกว่าโรงโขนหลวงสวนมิสกวัน) ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ตรงกองทัพภาคที่ 1 หันหลังชนกันกับวัดเบญจมบพิตรฯ ใกล้กันกับพระลานพระราชวังดุสิต ว่ากันว่าภายในโรงละครตกแต่งอย่างงดงามสมกับฐานะความเป็นโรงละครหลวงเป็นอย่างยิ่ง 

โรงละครหลวงนี้ได้รับราชการอยู่ช้านานตลอดรัชกาลที่ 6 และเรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 7 ผมเดาว่าโรงละครที่แม่พลอย ตัวเอกในหนังสือเรื่อง สี่แผ่นดิน ไปชมละครพูดบทพระราชนิพนธ์ในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็คงจะเป็นที่โรงละครนี้นี่เอง จนช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ความสนใจในเรื่องมหรสพที่เป็นของหลวงลดน้อยถอยลง โรงละครหลวงสวนมิสกวันมิได้รับการดูแลเอาใจใส่และใช้ประโยชน์อย่างเดิม จึงชำรุดทรุดโทรมและต้องรื้อลงในที่สุด

สมควรกล่าวด้วยว่า ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีโรงมหรสพหลวงเกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่ง แต่ด้วยความตั้งใจหลักที่จะเป็นโรงฉายภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสื่อสมัยใหม่ที่รับความนิยมในยุคนั้น นั่นคือโรงภาพยนตร์ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘ศาลาเฉลิมกรุง’ ซึ่งสร้างขึ้นในคราวฉลองพระนคร 150 ปี เมื่อพุทธศักราช 2475 ยุคนั้นเป็นที่ฮือฮาตื่นเต้นกันมาก เพราะเป็นโรงภาพยนตร์ที่มีเครื่องปรับอากาศหรือแอร์คอนดิชั่นเป็นแห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ในภายหลัง ศาลาเฉลิมกรุงได้ทำหน้าที่เป็นโรงละครสำหรับการแสดงละครร้องและละครเวทีอีกหลายเรื่อง ที่โด่งดังและมีชื่อเสียงมากคือละครเรื่อง พันท้ายนรสิงห์ ออกแสดงเมื่อพุทธศักราช 2488 พระเอกชื่อ สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ ส่วนนางเอกที่ตามท้องเรื่องมีชื่อว่า นวล แสดงโดย สุพรรณ บูรณะพิมพ์ เพลงประกอบเรื่องที่ยังได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ คือเพลง น้ำตาแสงใต้

เล่าแถมไว้ตรงนี้สักนิดหนึ่งว่า การสร้างศาลพันท้ายนรสิงห์ตามตำนานที่มีมาเก่าก่อนก็เห็นมีอยู่ แต่ถ้าในศาลพันท้ายนรสิงห์นั้นจะมีรูปย่านวลอยู่คู่กันบ้าง แบบนี้ต้องเฉลยว่า นวลนั้นเป็นตัวละครที่ผู้ประพันธ์ละครร้องเรื่องดังกล่าว คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ทรงจินตนาการและผูกเรื่องขึ้น แบบนี้ห้ามทำเด็ดขาดนะครับ เชยแสนเชยไม่รู้ด้วย

กลับมาพูดถึงเรื่องโรงละครของหลวงต่อครับ อย่างที่เล่าแล้วว่าหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ไม่นาน โรงละครหลวงสวนมิสกวันก็ถูกรื้อลง กิจการมหรสพของหลวงตกไปอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมศิลปากร เมื่อมีคณะโขนมีคณะละครแล้วไม่มีเวทีแสดงก็เปลี่ยวใจครับ กรมศิลปากรเองก็ไม่มีงบประมาณอะไรมากมาย ได้แต่เพียงแค่ปรับปรุงอาคารที่ใช้เป็นหอประชุมของกรมศิลปากร ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร ทุกวันนี้ทำหน้าที่เป็นโรงละครกรมศิลปากร

ตำแหน่งโรงละครที่ว่านี้ อย่าไปสับสนกับโรงละครแห่งชาติปัจจุบันนะครับ โรงละครที่ว่านี้เป็นอาคารไม้ หลังคามุงสังกะสี ตั้งอยู่ชิดกันกับพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ตรงตำแหน่งที่เป็นที่ตั้งของอาคารที่มีห้องประชุมดำรงราชานุภาพ ซึ่งผมเคยได้รับเชิญไปพูดนู่นพูดนี่อยู่บ่อยๆ นั่นแหละ ตั้งอยู่ชิดไปทางรั้วของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมไม่ทันได้ดูโขนละครที่โรงละครแห่งนี้ เคยเห็นแต่ภาพครับ ผู้ที่ทันยุคสมัยบอกว่า เวลาฤดูฝน ฝนตกหนัก เสียงฝนตกใส่หลังคาสังกะสีดังกราวใหญ่ สลับกับเสียงดนตรีปี่พาทย์ต่างๆ เป็นความบันเทิงแบบไทยๆ ครับ 

จากรูปภาพที่ผมเคยเห็น ฝาผนังโรงละครนี้ประดับด้วยหนังใหญ่ชุดสำคัญของเมืองไทย มีชื่อว่าหนังพระนครไหว สร้างขึ้นในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นที่สวยงามตื่นตาตื่นใจของผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายยิ่งที่ต่อมาในวันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2503 ใกล้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่โรงละครกรมศิลปากรหลังนี้ เพลิงไหม้จนสูญสิ้นทั้งอาคาร หนังพระนครไหวจำนวนไม่น้อยสูญสลายไปในกองเพลิง ขนย้ายหนีไฟมาได้เพียงจำนวนหนึ่ง และจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครจนทุกวันนี้

คราวนี้ก็เดือดร้อนสิครับว่า ประเทศไทยไม่มีโรงละครหลวงเหลืออยู่เลย ท่านที่เคยเดินทางไปต่างประเทศย่อมเคยสังเกตเห็นนะครับว่า ชาติเก่าแก่ที่มีอารยธรรมทั้งหลาย จะต้องมีโรงละครหรือโรงโอเปร่าเป็นศรีสง่าประดับบ้านเมือง เมื่อมีแขกเมืองมา ก็ต้องจัดการแสดงที่เป็นวัฒนธรรมประจำชาติให้แขกเมืองได้รับชม 

ในเวลาใกล้เคียงกันนั่นเอง เป็นช่วงเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกาและทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับมาแล้ว ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าพระประมุขและประมุขจากต่างประเทศจะต้องมาเยือนประเทศไทยเราบ้างเป็นการตอบแทน ความจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงละครของหลวงหรือโรงละครที่เป็นหลักฐานของบ้านเมืองขึ้นสักแห่งหนึ่งจึงปรากฏขึ้นชัดเจน 

หลังจากประชุมปรึกษาหารือกันหลายรอบ ก็ตกลงได้สถานที่ตรงตำแหน่งที่เป็นโรงละครแห่งชาติทุกวันนี้ บริเวณดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังบวรสถานมงคลมาแต่เดิม และอยู่ในปกครองดูแลของทางราชการมาโดยตลอด ไม่ต้องซื้อหาจากใคร คงใช้งบประมาณแผ่นดินแต่เพียงเรื่องของการสร้างอาคารขึ้นเท่านั้น

การสร้างโรงละครแห่งชาตินี้ดำเนินการตั้งแต่ช่วงปีพุทธศักราช 2504 จนถึง 2508 ใช้งบประมาณก่อสร้าง 41 ล้านบาท ระหว่างการก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินก่อนได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการดำเนินการเมื่อวันที่ 9 มกราคม พุทธศักราช 2507 กับทั้งได้พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยบางประการ เพื่อให้โรงละครแห่งนี้สามารถใช้งานรับแขกบ้านแขกเมืองได้สมความมุ่งหมาย 

เมื่อโรงละครสร้างเสร็จและมีพิธีเปิดในช่วงกลางวัน วันที่ 23 ธันวาคมพุทธศักราช 2508 โดยนายกรัฐมนตรีขณะนั้นคือ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นประธานในพิธีแล้ว เวลาค่ำวันเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดงนาฏศิลป์ไทยที่โรงละครแห่งนี้เป็นปฐมฤกษ์ และในเวลาต่อมา เมื่อมีพระราชอาคันตุกะมาเยือนประเทศไทย หลายพระองค์หลายท่านก็ได้มาทอดพระเนตร และชมการแสดงทางวัฒนธรรมที่โรงละครแห่งชาตินี้อยู่เป็นประจำ

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า

นอกจากหน้าที่รับแขกบ้านแขกเมืองแล้ว โรงละครแห่งชาติแห่งนี้ก็ยังเป็นสถานที่นำความบันเทิงเริงใจและความรู้ต่างๆ มาสู่ประชาชนชาวไทยของเราเองด้วย ผมเองก็เป็นแฟนคลับประจำของโรงละครแห่งชาตินี้มาตั้งแต่เด็กครับ เฉพาะสูจิบัตรที่เก็บงำเอาไว้ได้อยู่ในคลังของตัวเองก็มี 4 ฉบับด้วยกัน เป็นสูจิบัตรการแสดงโขน 2 ชุด คือ ชุดปล่อยม้าอุปการ แสดงเมื่อพุทธศักราช 2511 ที่ว่ามาแล้วข้างต้นเล่มหนึ่ง และ ชุดพาลีสอนน้อง แสดงเมื่อพุทธศักราช 2517 อีกเล่มหนึ่ง ส่วนอีก 2 เล่มเป็นสูจิบัตรละครเรื่อง ศรีธรรมาโศกราช และเรื่อง ศึกเก้าทัพ ตามลำดับ 

สูจิบัตรแต่ละเล่มอายุไม่น้อยกว่า 40 – 50 ปีทั้งนั้นครับ ราคาบัตรเข้าชมการแสดงสมัยผมเป็น ‘เยาวรุ่น’ นั้น แบ่งเป็น 3 ราคา ตามระยะใกล้ไกลกับเวที คือราคา 10 บาท 20 บาท และ 30 บาท

ฐานานุรูปของผมเวลานั้นดูราคาอื่นไม่ได้แน่นอน ต้อง 10 บาทอย่างเดียวเท่านั้น ฮา!

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า

ทุกวันนี้โรงละครแห่งชาติที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ก็ยังคงเป็นมหรสพสถานที่ให้บริการความบันเทิงแก่ประชาชน และรับราชการในโอกาสสำคัญหลายวาระต่อเนื่อง บางยุคสมัย แฟนคลับต้องแย่งชิงกันซื้อตั๋วเข้าชมการแสดงเป็นสามารถเชียวนะครับ พ่อยกแม่ยกมากันพร้อมหน้า ทั้งหมดเหล่านี้เป็นความทรงจำอันงดงามและพิมพ์ใจคนจำนวนมาก

วันหลังเรานัดกันไปดูโขนดูละครที่โรงละครแห่งชาติด้วยกันนะครับ

Writer & Photographer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load