ผมเริ่มต้นด้วยอคติต่ออุทยานแห่งชาติ Kruger

ทันทีที่รู้ว่า ผมต้องไปประจำการที่สถานทูตในกรุงมาปูโต ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศโมซัมบิก แวบหนึ่งผมก็แอบเพ้อฝันไปว่า ผมจะได้อยู่ใกล้ๆ ดินแดนซาฟารี ซึ่งเป็นที่อาศัยในธรรมชาติของสัตว์ป่าในแอฟริกา เพราะเมืองที่ผมจะไปอยู่นั้นใกล้กับอุทยานแห่งชาติ Kruger ของประเทศแอฟริกาใต้ซึ่งมีพรมแดนติดกัน

อุทยานแห่งชาติ Kruger แอฟริกาใต้ หนึ่งในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่บริหารจัดการดีที่สุดในโลก

ใจหนึ่งก็กระหยิ่มยิ้มย่องว่า เราคงจะได้ใช้ชีวิตอย่างที่ฝัน คือเมื่อว่าง ก็ขับรถไปดูสัตว์ป่าแอฟริกาในธรรมชาติได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องเตรียมตัวและเสียสตางค์แพง ไม่ต้องซื้อทัวร์ไปซาฟารี พักโรงแรมหรูหรากลางป่าเหมือนในเคนยาที่ผมเคยอยู่เคยทำเมื่อหลายปีก่อนเมื่อครั้งไปทำงานที่นั่น แถมระยะทางใกล้จนเดินทางไปเช้าเย็นกลับได้สบาย

อีกใจหนึ่งก็แอบรู้สึกเสียดาย อาจเป็นเพราะอคติในใจว่า อุทยานแห่งชาติ Kruger อาจไม่ให้บรรยากาศและความรู้สึกแบบธรรมชาติแบบดั้งเดิมตามที่ผมคิด คือไม่เสแสร้ง ไม่สร้างขึ้น ยังคงดิบๆ คล้ายๆ ที่ผมเคยไปมาในเคนยาหรือแทนซาเนีย เนื่องจากถนนหนทางรอบอุทยานแห่งชาติ Kruger เป็นถนนลาดยางหรือถนนลูกรังอย่างดี มีการบริหารจัดการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ทำให้ผมไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเท่าไรนัก

อุทยานแห่งชาติ Kruger แอฟริกาใต้ หนึ่งในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่บริหารจัดการดีที่สุดในโลก

แต่เมื่อใกล้จะกลับประเทศไทยและเริ่มหวนคำนึงถึงสิ่งที่กำลังจากไป ผมมีโอกาสพาครอบครัวไปดูสัตว์อย่างสนุกสนาน อคติที่เคยคิดว่าอุทยาน Kruger ไม่เป็นธรรมชาติแท้หายไปโดยไม่รู้ตัว แทนที่ด้วยความรู้สึกชื่นชมและทึ่งในการบริหารจัดการของเขา

สมแล้วที่อุทยานแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเก่าแก่และมีการบริหารจัดการที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

จากเขตล่าสัตว์เป็นเขตอนุรักษ์เพื่อการอนุรักษ์และท่องเที่ยว

ราว 100 กว่าปีก่อน ใน ค.ศ. 1898 รัฐบาลคนขาวที่ปกครองประเทศแอฟริกาใต้กำหนดให้เขตพื้นที่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ตั้งอุทยานแห่งชาติ Kruger ในปัจจุบันเป็นเขตสำหรับล่าสัตว์ป่า ซึ่งเป็นความบันเทิงที่เจ้าอาณานิคมนิยมชมชอบ การกั้นรั้วแนวเขตป่าให้เป็นพื้นที่เฉพาะ ยืนยันความพิเศษที่มีคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คนขาวล่าสัตว์ป่ากันสนุกสนาน สัตว์ขนาดใหญ่ 5 ชนิด คือ สิงโต ช้าง แรด ควายป่า และเสือดาว ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า Big Five ซึ่งหมายถึงสัตว์ที่ล่ายากลำบาก ความคิดที่ว่าใครพิชิตสัตว์เหล่านี้ได้ถือว่าเก่งกาจเยี่ยงวีรบุรุษ ก็มาจากสันทนาการล่าสัตว์ของคนขาวนี่เอง การจัดให้มีเขตล่าสัตว์ป่าเช่นนี้ ก็เพื่อควบคุมดูแลไม่ให้มีการล่าสัตว์มากเกินไปจนเหี้ยนหายสูญพันธุ์ไปหมด ยังพอเหลือให้ลูกหลานของพวกเขาได้มีสัตว์ป่าไว้ล่าชุบชูใจไปอีกเรื่อยๆ

อุทยานแห่งชาติ Kruger แอฟริกาใต้ หนึ่งในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่บริหารจัดการดีที่สุดในโลก

ราว 10 กว่าปีหลังจากนั้น ใน ค.ศ. 1902 เขตล่าสัตว์ป่าแห่งนี้มีผู้ดูแลคนใหม่ แม้เป็นคนขาว แต่ก็มีความตั้งใจทำให้เขตล่าสัตว์นี้กลายเป็นที่อนุรักษ์อย่างที่ควรจะเป็น และผู้ดูแลคนเดียวกันนี้ก็มองเห็นอนาคตที่จะเปิดให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาดูสัตว์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เขาใช้เวลาอีกกว่า 20 ปีต่อมา จนกระทั่งถึง ค.ศ. 1926 รัฐบาลคนขาวของประเทศแอฟริกาใต้ประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ Kruger ตามชื่อของ นายพอล ครูเกอร์ (Paul Kruger) ประธานาธิบดีผู้จัดตั้งให้พื้นที่เป็นเขตควบคุมการล่าสัตว์ โดยผนวกเอาเขตอนุรักษ์สัตว์ข้างเคียงกับเขตอนุรักษ์ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ของเอกชนสำหรับล่าสัตว์หรือทำฟาร์ม ให้เป็นส่วนหนึ่งของเขตอุทยานแห่งชาติแห่งนี้ด้วย

ว่ากันว่า ปีแรกที่อุทยานแห่งชาติ Kruger เปิดให้คนมาท่องเที่ยว มีรถนักเที่ยวเพียงแค่ 3 คัน แต่พอใน ค.ศ. 1928 ต่อมา รถนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 180 คัน และเพิ่มเป็น 850 คันใน ค.ศ. 1928

อุทยานแห่งชาติ Kruger แอฟริกาใต้ หนึ่งในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่บริหารจัดการดีที่สุดในโลก

ค.ศ. 2018 ผมมีโอกาสเข้าไปเที่ยวอุทยาน Kruger บ่อยๆ หากไปในวันหยุดยาวหรือช่วงเทศกาล ผมต้องจองคิวซื้อบัตรล่วงหน้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของอุทยาน เพราะเขาจำกัดจำนวนรถเข้าในอุทยานให้ไม่เกินประตูละ 180 คันต่อวัน รวมทุกประตูแล้วไม่ให้เกิน 2,270 คัน

ครั้งหนึ่งเราเคยพาแขกไปโดยไม่ได้จองคิวมาก่อน ออกจากกรุงมาปูโตแต่เช้าตรู่ แต่เมื่อไปถึงประตูทางเข้าริมชายแดนในตอนสายกลับเข้าไม่ได้ เพราะโควต้านักท่องเที่ยวเต็ม ต้องรอจนกระทั่งบ่ายที่จะเข้าได้

เรารอนานกว่าประตูจะเปิด เมื่อเข้าไปแล้วแขกจากประเทศไทยต่างประทับใจทุกคน เพราะในระยะเวลาเพียงครึ่งบ่าย พวกเราได้เห็นสัตว์และธรรมชาติของแอฟริกาอย่างใกล้ชิด

เสียอย่างเดียวที่เราน่าจะมีเวลามากกว่านี้

อุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่พอๆ กับประเทศอิสราเอล

อุทยานแห่งชาติ Kruger มีพื้นที่ 19,485 ตารางกิโลเมตร มีขนาดพอๆ กับประเทศอิสราเอลที่มีขนาด 22,145 ตารางกิโลเมตร

ในปัจจุบัน ประเทศแอฟริกาใต้ โมซัมบิก และซิมบับเว กำลังอยู่ระหว่างการรวมพื้นที่ที่อยู่ติดกัน ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ Limpopo ของโมซัมบิก อุทยานแห่งชาติ Gonarezhou และเขตอนุรักษ์อีก 2 แห่งในซิมบับเว กับอุทยานแห่งชาติ  Kruger ของแอฟริกาใต้ ให้เป็นเขตอุทยานระหว่างประเทศที่มีชื่อว่า Great Limpopo Transfrontier Park  

อุทยานแห่งชาติ Kruger แอฟริกาใต้ หนึ่งในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่บริหารจัดการดีที่สุดในโลก
อุทยานแห่งชาติ Kruger แอฟริกาใต้ หนึ่งในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่บริหารจัดการดีที่สุดในโลก

เมื่อรวมพื้นที่กันแล้ว เขตอนุรักษ์ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาแห่งนี้จะครอบคลุมพื้นที่ 3 ประเทศ มีขนาดรวมกันกว้างขวางถึง 35,000 ตารางกิโลเมตรหรือมีขนาดพื้นที่เท่ากับไต้หวัน

พื้นที่ใหญ่ขนาดนี้ เราคงไม่สามารถไปเข้าไปดูสัตว์ในอุทยานแห่งชาติ Kruger ทั้งหมดในเวลาเดียวกัน ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเลือกเดินทางเข้าไปทางประตูทางเข้า 1 ใน 9 ประตูที่อยู่รอบอุทยาน ขึ้นอยู่กับว่าจะใกล้กับประตูไหนที่สุด คนที่เดินทางมาจากนครโจฮันเนสเบิร์กหรือกรุงพริทอเรียเมืองหลวงของประเทศแอฟริกาใต้ มักจะเข้าทางประตู Melelene และหากมาจากกรุงมาปูโตในประเทศโมซัมบิกแบบผม เราก็มักจะเข้าอุทยานทางประตู Crocodile Bridge ซึ่งถือเป็นทางเข้าชุดแรกตั้งแต่เริ่มก่อตั้งอุทยานเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน

ทางเข้าแห่งนี้อยู่แทบติดกับจุดผ่านแดนโมซัมบิกกับแอฟริกาใต้ เราขับรถมาเพียง 100 กว่ากิโลเมตรจากกรุงมาปูโต หรือราวชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงแล้ว

อุทยานแห่งชาติ Kruger แอฟริกาใต้ หนึ่งในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่บริหารจัดการดีที่สุดในโลก

อคติที่เคยมีกับถนนลาดยางตัดผ่าน ร้านอาหารหรูหราที่ตั้งอยู่ท่ามกลางอุทยาน ห้องน้ำสบายๆ ตรงจุดพักนักท่องเที่ยว ลบบรรยากาศความลำบากของการเข้าป่าให้เริ่มหายไป

ในปีสุดท้ายที่ผมอยู่ที่โมซัมบิก ผมมีโอกาสได้พาครอบครัวไปเที่ยวดูสัตว์ที่อุทยานแห่งชาติ Kruger แห่งนี้บ่อยครั้งขึ้น

เที่ยวดูสัตว์แบบง่ายๆ สบายๆ

อาจเคยมองผ่านและดูแคลน แต่อุทยานแห่งชาติ Kruger เป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่ผมที่ชอบที่สุด โดยเฉพาะความเรียบและความง่าย เราขับรถส่วนตัวไปดูสัตว์เพลินๆ ได้สบาย จะพกข้าวเหนียวหมูทอดไปกินในรถ ไปกับลูกเล็กที่ร้องไห้หรือง่วงนอนง่ายก็ไม่ใช่ปัญหา

ทันทีที่เราเดินทางผ่านประตูทางเข้า ผมจอดรถโดยใช้บัตรเดบิตของธนาคารท้องถิ่นในโมซัมบิกจ่ายสตางค์ค่าเข้า ผู้ใหญ่ชาวต่างชาติคนละราว 800 กว่าบาท เด็กราคาลดลงครึ่งหนึ่ง แล้วก็ไม่รีรอบึ่งรถออกไปดูสัตว์ตามเส้นทางหลากหลายเส้นทางที่มีป้ายบอกทางชัดเจน

อุทยานแห่งชาติ Kruger แอฟริกาใต้ หนึ่งในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่บริหารจัดการดีที่สุดในโลก

ผ่านประตูทางเข้าไปไม่ทันไร เราก็เห็นฝูงกวางอิมพาลาหลายร้อยตัวผสมปนเปอยู่กับม้าลายที่ยืนเล็กหญ้าอยู่ในทุ่งหญ้าป่าริมอุทยาน ขับรถไปบนถนนลาดยางต่อสักพัก ก็เห็นฝูงยีราฟกำลังเงยคอเล็มกิ่งไม้อยู่ไกลๆ เรามักเลี้ยวออกไปบนถนนเส้นรองที่เป็นถนนดินลูกรัง เส้นหนึ่งแยกไปทางแม่น้ำ มีที่จอดรถให้หยุดดูฝูงฮิปโปกำลังลอยน้ำเห็นแต่หลังโผล่ขึ้นมาไหวๆ เหมือนขาหมูลอยอยู่ในหม้อทองเหลือง ตรงริมฝั่งแม่น้ำบนก้อนหินก็เห็นจระเข้กำลังนอนผึ่งแดดอ้าปากสบายใจ บางครั้งเราก็เห็นเต่าตัวเล็กเดินเนิบช้าๆ จากแอ่งน้ำที่กำลังแห้งยอดไปที่แอ่งน้ำอีกแห่งหนึ่ง

ออกมาจากริมฝั่งแม่น้ำ ลัดเลาะต่อไปบนถนนดิน สองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าผสมกับต้นไม้ในเขตแห้งแล้ง เมื่อมองดีๆ จะเห็นฝูงหมูป่าพ่อแม่ลูกวิ่งหางชี้ร้องออดๆ วิ่งหนีรถที่วิ่งมาแล้วหยุดจอดไปทางหนึ่ง

ขณะกำลังขับรถอยู่เพลินๆ ผมต้องแตะเบรกทันที เพราะเห็นฝูงช้างป่าแอฟริกันหูใหญ่ยาวรวมกันเป็นโขลงกำลังอาบโคลนกันอยู่ หรือไม่ก็กำลังใช้งวงตวัดกิ่งไม้โน้มใบไม้เขียวมากิน ในตอนแรกเรามักหาแรดไม่เจอ แต่พอไปสักพัก แรดก็ไม่ใช่สัตว์หายากอีกต่อไป เพราะเราพอจะจับได้ว่าฝูงแรดเหล่านี้ชอบที่ที่มีแอ่งน้ำและโป่งดิน และเป็นที่ที่ไม่มีสัตว์พวกกวางอิมพาลาหรือม้าลายๆ เพราะมันอาจจะขี้รำคาญ เช่นเดียวกับควายป่าซึ่งเป็น Big Five อีกชนิดที่เราตามหากันหลายครั้ง แต่พอได้เจอ ก็เจอเป็นฝูงทีเดียวนับร้อยๆ ตัว เดินตัดหน้ารถของเราไปอย่างไม่ไยดี

อุทยานแห่งชาติ Kruger แอฟริกาใต้ หนึ่งในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่บริหารจัดการดีที่สุดในโลก

แต่ที่เห็นจะไม่มีวันได้เจอเหมือนคนอื่นเขาเสียที คงเป็นเสือดาว เราอาจไม่มีโชคหรือพวกเราสังเกตกันไม่ดีพอก็เป็นได้ เพื่อนคนไทยซึ่งมีสามีชาวอเมริกันและอยู่ด้วยกันที่มาปูโตบอกว่า เสือดาวไม่ใช่สัตว์ที่เห็นยากเย็น เขาไปทีไรก็ได้เห็นทุกครั้ง ครั้งหนึ่งเราเห็นรถจอดดูสัตว์ติดกันเป็นขบวนยาว เปิดกระจกสอบถามดูได้ความว่า เสือดาวเพิ่งผ่านมาทางนี้ แต่ก็ไม่มีโชคได้เห็น เพียงแค่ฉิวเฉียด

ส่วนการได้เห็นสัตว์แปลกที่คนอื่นไม่ค่อยเห็นกันก็น่าจะเป็นหมาป่าแอฟริกา (African Wild Dog) เราตื่นเต้นที่ได้เห็น เอาไปโม้ต่อได้เป็นคุ้งเป็นแคว แม้ว่าจะไม่เคยเห็นเสือดาวสักที ลูกชายเห็นทีจะชอบนก Secretary Bird มากที่สุด เพราะอาจชอบเรื่องราวและเรื่องเล่าของมัน เช่น ขนที่หัวของมันคล้ายปลายพู่กันสมัยโบราณ ตัวของมันใหญ่และหากินอยู่บนพื้นดินท่ามกลางทุ่งหญ้า จ้องมองหางูและสัตว์เลื้อยคลายอื่นๆ กินเป็นอาหาร

อุทยานแห่งชาติ Kruger แอฟริกาใต้ หนึ่งในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่บริหารจัดการดีที่สุดในโลก

ส่วนสิงโตที่ดูเหมือนจะหายาก กลับเป็นสัตว์ที่หาดูง่ายที่สุด หลายครั้งพวกมันชอบมานอนผึ่งพุงบนถนนลูกรังที่นักท่องเที่ยวขับผ่านไปผ่านมา หลายครั้งก็เดินไปเดินทางไปตามทางรถที่อุทยานตัดไว้นี่แหละ

จนบางครั้งเราก็แอบสงสัยว่า ทำไมสิงโตเหล่านี้รู้งานเสียจริง

อุทยานแห่งชาติ Kruger แอฟริกาใต้ หนึ่งในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่บริหารจัดการดีที่สุดในโลก

ธรรมชาติอยู่รอบๆ ตัวเรา

การไปเที่ยวดูสัตว์ในทุ่งหญ้าแบบสะวันนา (Savannah) แบบง่ายๆ เหมือนป่าอยู่หลังบ้านแบบนี้ ทำให้เรากับลูกชายในวัย 4 ขวบได้เห็นและเข้าใจธรรมชาติอย่างที่เป็น เราได้เห็นสัตว์หากินและพฤติกรรมในธรรมชาติ ได้เห็นห่วงโซ่อาหาร ได้เห็นแดดจ้าจนคล้อยลับหายไปต่อหน้าเมื่อยามพระอาทิตย์ตก ล้วนเป็นโชคดีที่เราได้รับจากการไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติแห่งนี้

อุทยานแห่งชาติ Kruger แอฟริกาใต้ หนึ่งในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่บริหารจัดการดีที่สุดในโลก

ผมรู้สึกดีที่ได้พาครอบครัวไปใกล้ชิดธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้สตางค์จำนวนมากมาย ไม่ต้องเสียค่าโรงแรมหรูๆ เราห่อข้าวเหนียวหมูทอดไปกินได้แบบไม่ต้องมีพิธีรีตอง และเป็นกิจกรรมที่เราเป็นผู้ดำเนินได้เองโดยไม่ต้องไปรบกวนหรือจ้างคนอื่นให้มาเป็นไกด์เล่าให้เราฟัง ในเวลานั้น แม้เขายังจะไม่ค่อยรู้เรื่องนักเพราะยังเล็กอยู่ แต่ลูกชายชอบพลิกดูรูปสัตว์และนกต่างๆ ในคู่มือเยี่ยมชนอุทยานแห่งชาติ Kruger และใช้นิ้วชี้บอกชื่อสัตว์บางชนิดที่เขาเคยเห็นและพอรู้จักได้อย่างคุ้นเคย เราพูดถึงประตูทางเข้า Crocodile Bridge ที่เราใช้ประจำเพราะเป็นทางเข้าอุทยานที่ใกล้ที่สุดจนเขาคุ้นหู นำมาตั้งเป็นชื่อเพื่อนในจินตนาการของเขาจวบจนทุกวันนี้

ผมมานั่งย้อนคิดกลับไปถึงการไปท่องเที่ยวดูสัตว์ดูธรรมชาติแบบนี้ ก็ทำให้พอนึกได้ว่า หลายครั้ง เราอาจไม่ต้องขวนขวายหรือพยายามเข้าไปหาธรรมชาติเลย เพราะธรรมชาตินั้น จริงๆ แล้วก็อยู่รอบตัวเรานี่แหละ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนหรือแม้จะอยู่ในเมืองใหญ่อย่างในกรุงเทพฯ ก็ตาม

สิ่งสำคัญที่สุดอาจอยู่ที่โจทย์และคำถามที่ว่า เราจะทำอย่างไร เพื่อสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมแบบที่แอฟริกาใต้เขาทำ และบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ Kruger แห่งนี้ ให้ทุกคนเข้าถึงสัตว์ป่าและธรรมชาติรอบตัวได้ง่ายๆ แบบนี้ต่างหาก

Writer & Photographer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

แอฟริกันเอง

เรื่องราวเกี่ยวกับแอฟริกาที่จะทำให้รู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่ไกลกันอย่างที่คิด

ในวันที่ยังอ่อนต่อแอฟริกา ในวันที่แอฟริกายังเหมือนเป็นคนแปลกหน้า ผลงานของ ชาร์ลส์ เซกาโน (Charles Sekano) ศิลปินชาวแอฟริกาใต้ที่หนีภัยการเมืองของการแบ่งแยกสีผิวทำให้ผม ในขณะเป็นเจ้าหน้าที่การทูตวัยละอ่อน ทั้งอ่อนวัยและอ่อนต่อโลก ได้เข้าใจและรู้จักประเทศและทวีปที่ห่างไกลกับความรู้สึกเช่นนี้

ในอดีต ทุกประเทศที่อยู่ในทวีปแอฟริกาอาจเหมือนดั่งถูกคำสาป แม้มีทรัพยากรธรรมชาติล้ำค่ามหาศาล ตั้งแต่ของป่า เพชรพลอย จนกระทั่งถึงหินแร่มีค่าที่ถูกขนออกไปทั่วโลกในช่วงประวัติศาสตร์สมัยที่ผ่านมา แต่ก็ถูกกดขี่ข่มเหงจากผู้คนที่มาจากภายนอกทวีป ยุคที่น่าเห็นใจที่สุดเห็นจะไม่พ้นช่วงอาณานิคม ที่ประเทศมหาอำนาจในยุโรปเข้ามาประชันขันแข่งขยายอาณานิคมกันจ้าละหวั่น

การเข้ามาของคนต่างถิ่น โดยเฉพาะคนผิวขาวเช่นชาวยุโรป ทำให้เกิดการแบ่งแย่งสีผิว แบ่งแย่งชนชั้น ในรูปแบบทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แต่ที่เห็นจะแย่ที่สุด คงไม่พ้นการแบ่งแยกซึ่งทำให้เหมือนถูกต้องด้วยกฎหมายและการปกครอง ตัวอย่างชัดที่สุดเห็นจะไม่พ้นการปกครองแบบแบ่งแยกสีผิว หรือ Apartheid ในแอฟริกาใต้ที่ผ่านมา

แรงกดดันและความร้ายกาจของการแบ่งแยกที่กดขี่คนผิวดำให้ต่ำต้อยกว่าคนผิวขาว ดั่งเรื่องเล่าที่ถูกนำมายกตัวอย่างบ่อยๆ ว่า หมาของคนขาวยังมีสิทธิมากกว่าคนผิวดำ ซึ่งเดินอยู่บนท้องถนนในยุคสมัยรัฐบาลแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้

นั่นคือเรื่องราว Charles Sekano ศิลปินที่ทำให้ผมได้รู้จักและเข้าใจแอฟริกาเป็นคนแรก

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
1

ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรือง มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของทวีป มีภูมิประเทศสวยงาม เต็มไปด้วยทุ่งโล่งสลับกับที่ราบสูงและเทือกเขาเป็นทิวริมชายฝั่งทะเล นอกจากจะโด่งดังเรื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีเมืองเคปทาวน์ เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว ยังมีอุตสาหกรรมหลักอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ ซึ่งรวมถึงเพชร ทองคำ และทองคำขาว การผลิตชิ้นส่วนและประกอบรถยนต์ การต่อเรือพาณิชย์ ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้เมืองหนาวด้วย

รูปแบบการปกครองบนแนวคิดแบ่งแยกชนชั้นจากสีผิวที่เรียกว่า Apartheid (อะพาไทด์) เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1948 และเพิ่งจบลงไปเมื่อไม่ถึง 30 ปีก่อน ในต้นทศวรรษ 1990 ถือเป็นฝันร้ายของชาวแอฟริกาใต้และตราบาปของโลก

การปกครองแบบแบ่งแยกที่ผู้ปกครองเป็นคนผิวขาว และใช้อำนาจปกครองแบบเผด็จการ บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า คนผิวขาวแม้จะเป็นเพียงคนส่วนน้อยที่มีอยู่เพียงหยิบมือ จะต้องเป็นใหญ่ในประเทศแอฟริกาใต้ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เหนือคนท้องถิ่นที่เป็นคนผิวดำที่มีอยู่เดิม และคนผิวสีมาจากชนเผ่าต่างๆ ในแอฟริกา รวมทั้งคนอินเดียที่เดินทางมาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยอาณานิคมอังกฤษ หรือคนจีน

ในภาษาอาฟรีกานส์ (Afrikaan) ซึ่งเป็นภาษาของคนขาวที่มีรากศัพท์มาจากภาษาดัตช์ Apartheid แปลว่า การแบ่งแยก (Separateness หรือ Apart-hood)

ในช่วง ค.ศ. 1948 – 1950 รัฐบาลของคนขาวใช้แนวคิดนี้ในการปกครอง โดยเฉพาะการออกกฎหมายแบ่งแยกชนชั้นตามสีผิว กฎหมายแรกๆ ที่เริ่มแสดงให้เห็นเป้าประสงค์ทางการเมืองของผู้ปกครอง คือการออกกฎหมายห้ามแต่งงานกันข้ามสีผิว และกฎหมายที่กำหนดว่าการมีสัมพันธ์ข้ามสีผิวถือเป็นการผิดศีลธรรม

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รัฐบาลคนขาวเจ้าของลัทธิการแบ่งแยกก็ได้ออกกฎหมายมาอีกฉบับ เพื่อให้มีการสำรวจและทำสำมะโนประชากร แต่นั่นมิได้เพื่อให้เกิดการจัดเก็บข้อมูล หรือช่วยให้รัฐบาลกระจายทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงตามที่ควรจะเป็น แต่มีไว้แบ่งคนให้ชัดเจนตามสีผิว บนพื้นฐานของรูปลักษณ์ บรรพบุรุษที่สืบเสาะหาได้ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และรูปแบบการใช้ชีวิต โดยแบ่งเป็นคนผิวดำ คนผิวขาว คนผิวสี และคนอินเดีย ซึ่งมีสถานะย่อยๆ อีกมาก

การปกครองแบบ Apartheid ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติมากมาย และเป็นการเลือกปฏิบัติที่ได้รับการรับรองหรือดำเนินการโดยรัฐบาลด้วยซ้ำ โดยผ่านการออกกฎหมายและการออกกฎระเบียบหยุมหยิมมากมาย เช่น คนผิวดำจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินเข้ามาในถิ่นที่อยู่อาศัยหรือศูนย์กลางธุรกิจของคนขาว ไม่นับรวมว่าคนผิวดำจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจหรือเปิดกิจการใดๆ ในถิ่นคนขาวได้

…หากคนผิวสีดำจะต้องเข้าไปทำงานในถิ่นของคนผิวสีขาว ต้องมีบัตรแสดงตัวที่ออกให้กับเฉพาะคนผิวสีดำเท่านั้น และจะต้องทำงานเฉพาะงานรับใช้เท่านั้น

…คนผิวดำไม่สามารถเข้าโรงหนังที่อยู่ในเขตคนผิวขาวได้ (แต่ในเขตคนผิวดำก็ไม่มีโรงหนังตั้งอยู่สักโรง) หรือชายทะเลก็มีการแบ่งว่าหาดนี้เล่นได้เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น ไม่นับว่าห้องน้ำยังต้องมีการแบ่งแยกกันเป็นธรรมดา

ปมในใจ การเลือกปฏิบัติ และการถูกกดขี่ภายใต้ระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ เริ่มแรกอาจจะเป็นที่ยอมรับและเกิดขึ้นได้ เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่ใต้การปกครองยังไม่รับรู้หรือรู้เรื่อง แต่เมื่อคนผิวดำเริ่มได้รับการศึกษา อ่านออกเขียนได้ และเข้าถึงระบบและกระบวนการทางความคิดต่างๆ ก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่เท่าเทียมและความไม่เป็นธรรม ที่เกิดขึ้นจากการเลือกปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นสิบๆ ปี

คงไม่ต้องบอกว่า ความรู้สึกไม่เท่าเทียมกันโดยเฉพาะที่คนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นคนผิวขาวที่เป็นประชากรเพียงกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวได้รับโอกาสมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ ในสังคมเช่นนี้จะลงเอยอย่างไร

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
2

Charles Sekano เป็นคนแอฟริกาใต้โดยกำเนิด หนีความย่ำแย่ของประเทศตัวเองที่ปกครองด้วยรัฐบาลคนขาวซึ่งชูนโยบาย Apartheid หรือการปกครองแบบแบ่งแยกเป็นหลัก ไปยังหลายประเทศทั่วแอฟริกา ก่อนจะมาลงหลักปักฐานในเคนยา

ที่นั่น ในทศวรรษ 1990 เขาได้ใช้ชีวิตดั่งฝัน ในสังคมที่เต็มไปด้วยความหวัง เพราะเคนยาเพิ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษ และการทะเลาะเบาะแว้งในประเทศได้สิ้นสุดไปแล้ว มีรัฐบาลนำโดยประธาธิบดีผิวดำที่ประชาชนเลือกตั้งขึ้นมาเอง

Charles Sekano ใช้ชีวิตแบบ Bohemian คนที่รู้จักเขาอธิบายได้ด้วยคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร P 3 คำในภาษาอังกฤษ

Pianist เขาเล่นเปียโนที่ผับบาร์ในกรุงไนโรบี เป็นอาชีพหลักที่ทำให้เขาอยู่อาศัยในเมืองใหญ่แห่งนี้ได้โดยไม่ขัดสน

Painter เขาเป็นศิลปินที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาจากโรงเรียนศิลปะ สีและลายเส้นที่เขาวาดลงบนกระดาษ อธิบายสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ อันโหยหาความเท่าเทียมและไม่แบ่งแยก และหญิงสาว

Poet ความเป็นศิลปินของเขาทำให้รู้จักพูดจา และเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน

เขาได้รับทั้งเงินเจือจุนชีวิตในฝัน และความสุขที่จุนเจือชีวิตบนความเป็นจริง

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
3

ภาพวาดของ Charles Sekano ละม้ายงานของ ปิกัสโซ (Picasso) ที่ทุกคนรู้จัก

ลายเส้นแบบ Cubism ผสมกับเส้นสีเทียน ร่ายม้วนเลี้ยวไปมาบนกระดาษ การลงสีสดใสและภาพที่ปรากฏออกมาชวนให้คิดถึงความจริงบนโลก โลกที่เต็มไปด้วยความสวยงาม ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเท่าเทียมและความหลากหลาย ซึ่งเขาได้แสดงออกมาผ่านภาพของหญิงสาวต่างสีผิว ความรู้สึกรักใคร่ชอบพอกันของหญิงชาย ความฝัน ความหวัง และความจริง

เหล่านี้แม้เป็นความรู้สึก เป็นธรรมชาติ เป็นสัญชาตญาณของคนทั้งโลก แต่เราอาจพอจะนึกต่อไปได้ว่า คนที่อาศัยอยู่ในแอฟริกาช่วงนั้นจะรู้สึกแบบเดียวกัน แต่คงรู้สึกอย่างแรงกล้ากว่ามาก สภาพแวดล้อมที่รายล้อมไปด้วยการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่กดดัน จะรู้สึกมากกว่าคนที่อยู่ที่อื่นมากมายเช่นไร

ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
4

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ในวันแรกๆ ที่เดินทางถึงเคนยาใหม่ๆ

ผมรู้จักกับ Charles Sekano ศิลปินผู้ทำให้ผมเข้าใจอดีตของแอฟริกาที่นำมาสู่ปัจจุบัน จากแกลเลอรี่ชื่อดังใจกลางกรุงไนโรบี ในยุคสมัยใกล้ร่วงโรย

เศรษฐกิจโดยรวมของเคนยาไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อน สงครามกลางเมืองที่เกิดจากความไม่ลงรอยกันของชนเผ่าในเคนยา หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีไม่กี่ปี ไม่นับเหตุการณ์การวางระเบิดสถานทูตอเมริกันโดยกลุ่มก่อการร้าย ทำให้กรุงไนโรบีในวันนั้น วันที่ผมเดินทางถึง ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ไม่ได้ครึกครึ้นและครื้นเครงเหมือนแต่ก่อน

ผมเดินเข้าไปในแกลเลอรี่ที่ดูหงอยๆ พนักงานเก่าแก่พาผมไปชมรูปที่ฝุ่นจับเกรอะกองซ้อนๆ กันอยู่ สายตาและความรู้สึกของผมในแวบนั้น สะดุดกับรูปภาพหลายภาพที่ทำให้บรรยากาศความหงอยเหงาของตัวเองที่ไปถึงไปทำงานใหม่ๆ ในสถานที่แห่งใหม่สดชื่นขึ้นมาทันทา

สนนราคาหลายพันดอลลาร์ ทำให้ผมไม่กล้าที่จะซื้อภาพที่ผมชอบ เพราะผมยังจะต้องซื้อรถ ซื้อของเข้าบ้าน และยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้สตางค์ที่นำมาจากประเทศไทยทำอะไรอีกไหม ผมทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้กับพนักงานเฝ้าแกลเลอรี่คนนั้นอย่างแกนๆ

แล้วก็ไม่คิดว่าจะได้งานของเขามาครอบครอง

จนกระทั่งวันหนึ่งเกือบ 2 ปีผ่านไป ขณะที่ผมกำลังนั่งรถไปสนามบิน เพื่อไปพักร้อนที่ประเทศแอฟริกาใต้ ผมได้รับโทรศัพท์จากสุภาพสตรีที่ผมไม่รู้จัก

เธอแนะนำตัวว่า เธอเป็นลูกสาวของหุ้นส่วนเจ้าของแกลเลอรี่แห่งนั้น เธอได้เบอร์โทรศัพท์ผมมาจากพนักงาน และโทรมาถามว่าผมยังสนใจในงานของ Charles Sekano อยู่ไหม เธอต้องการขายภาพทั้งหมดที่อยู่ในแกลเลอรี่ของพ่ออย่างรวดเร็วที่สุด เพราะกำลังมีเรื่องที่ยังตกลงไม่ได้กับหุ้นส่วนอีกคน ซึ่งดูเหมือนกำลังจะพยายามฮุบทุกอย่างเอาไว้ เธอร้อนรนและร้อนใจมาก

เครื่องบินกำลังจะออกไปยังนครโจฮันเนสเบิร์ก-บ้านของ Charles Sakano ในแอฟริกาก็คงอยู่แถวๆ นั้น

คงเดาออกว่า ผมตอบและพูดคุยกับเสียงสุภาพสตรีปลายสายนั้นว่าอย่างไร

ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
5

ปัจจุบัน Charles Sekano อายุใกล้ 80 ปีแล้ว

เขากลับไปแอฟริกาใต้อยู่ในเมืองเล็กๆ ใกล้กรุงพริทอเรีย เมืองหลวงของแอฟริกาใต้ ได้เป็นสิบปีแล้ว

เขาเลิกเล่นเปียโน เลิกวาดรูป และเลิกแต่งกลอนแล้ว

Writer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load