สวัสดีอีกครั้งจากแคตตาล็อกเกอร์ (ยัง) สาวจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยคอร์แนล รัฐนิวยอร์ก อเมริกา นะคะ หลายคนอาจยังจำกันได้ว่าแคตตาล็อกเกอร์คืออะไรจากบทความเกี่ยวกับห้องสมุด ที่เคยเขียนให้กับ The Cloud เมื่อหลายเดือนก่อน พูดง่ายๆ คือ เป็นผู้จัดทำรายการหนังสือลงในแคตตาล็อกของทางห้องสมุด เพื่อให้ผู้ใช้ห้องสมุดตรวจค้นรายการหนังสือได้ โดยไม่ต้องเดินดูทีละเล่มตามชั้นเก็บหนังสือค่ะ

จากบทความแรกที่ได้เล่าเกี่ยวกับห้องสมุดและงานที่ทำโดยกว้างๆ ทำให้มีหลายคนสนใจและอยากให้เล่าเพิ่มเติม ก็เลยอยากเจาะลึกห้องสมุดเฉพาะทางที่น่าสนใจของทางมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยคอร์แนลมีห้องสมุดถึง 20 ห้องสมุด แต่ที่ตั้งอยู่ในแคมปัสหลักที่เมืองอิตาก้านี้ มีราว 17 ห้องสมุด แยกไปตามคณะ เช่น ห้องสมุดวิศวกร ห้องสมุดสัตวแพทย์ ห้องสมุดเกษตร ห้องสมุดนกและสัตวปีก (ตั้งอยู่ในป่า สามารถเดินดูนกได้ด้วย) ห้องสมุดกฎหมาย (เก่าแก่ สวยงาม ขลัง อลังการมาก) ห้องสมุดกลาง และห้องสมุดเอกสารหายาก ซึ่งคราวนี้จะขอเล่าถึงห้องสมุดเอกสารหายากนี้นะคะ เพราะมีเอกสารเก่าๆ ที่น่าสนใจจากทุกมุมโลกมากมายเลยค่ะ 

ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4
ห้องสมุดเอกสารหายาก (Kroch Library, Division of Rare & Manuscript Collections)

จริงๆ แล้วไม่ใช่ห้องสมุดแยกต่างหาก แต่เป็นแผนกหนึ่งของห้องสมุดครอค (Kroch) ซึ่งเป็นห้องสมุดเน้นด้านเอเชีย มีความสำคัญและเป็นแผนกที่ได้รับความสนใจจากผู้คนจากทั่วไป เพราะเป็นที่เก็บรวบรวมเอกสารเก่าแก่ และมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ การเมือง วัฒนธรรม สังคม ของมวลมนุษยชาติจากทุกมุมโลก ภายในพื้นที่ 97,000 ตารางฟุต Kroch Library มีห้องสำหรับเก็บหนังสือประมาณ 1 ล้านกว่าเล่ม และเอกสารต้นฉบับ สมุดข่อยโบราณ ที่เก็บรักษาในลังขนาด 1 ลูกบาศก์ฟุตอีกถึง 20,000 ลูกบาศก์ฟุต (ว้าวดังๆ ค่ะ) มีทั้งรูปภาพ ภาพเขียน ภาพถ่าย และภาพเคลื่อนไหว ไมโครฟิล์ม แถบบันทึกเสียง อีกเป็นล้านชิ้น 

อ่านมาถึงตอนนี้ผู้อ่านคงคิดภาพโกดังมืดๆ วังเวง มีชั้นเก็บของสูงจากพื้นจรดเพดาน บนชั้นเต็มไปด้วยลังเล็กใหญ่ ฝุ่นเกาะหนา ใช่ไหมคะ หยุดค่ะ หยุดความคิดไว้ตรงนั้น และลบภาพออกให้หมด แล้วมโนถึงห้องโถงกว้างขวางทันสมัย ถึงแม้ตามโครงสร้างแล้วเป็นห้องใต้ดินอยู่ลึกลงไปถึง 3 ชั้น แต่ด้วยการออกแบบที่ทันสมัย ทำให้ไม่รู้สึกเลยว่าอยู่ใต้ดิน แผนกนี้มีส่วนเก็บเอกสารซึ่งเป็นห้องควบคุมอุณหภูมิ เพราะเอกสารเก่าต้องเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อป้องกันความชื้นและเชื้อรา ส่วนนี้ไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าไปค้นเอกสารได้ แต่ทำคำร้องขอให้บรรณารักษ์นำออกมาให้ศึกษาได้นะคะ 

ทางแผนกมีโต๊ะและห้องให้ผู้ใช้นั่งอ่านและศึกษาเอกสารได้ แต่นำออกนอกสถานที่ไม่ได้ เอกสารบางอย่างที่เก่าแก่และเปราะบาง ผู้หยิบจับต้องใส่ถุงมือ และเวลาจดบันทึกต้องใช้ดินสอ (หรือคอมพิวเตอร์) เท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้ปากกา นอกจากนี้ ทางแผนกยังมีพื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการ ห้องเรียน และห้องประชุมด้วย โดยมีนิทรรศการน่าสนใจเป็นประจำตลอดปี เปิดให้สาธารณะเข้าชมได้ฟรีโดยไม่ต้องขออนุญาต และยังมีนิทรรศการที่ผู้สนใจเข้าชมได้ทางอินเทอร์เน็ตตลอดปีด้วย 

เขียนมาถึงตอนนี้ต้องขอเล่าเรื่องฉาวที่เกิดขึ้นในแผนกนี้เมื่อสัก 10 กว่าปีที่แล้ว คือมีเจ้าหน้าที่ของแผนกคนหนึ่งทยอยขโมยเอกสารหายากออกไปขายทางทางอีเบย์ ทำมานานพอสมควรโดยที่ไม่มีใครรู้ จนกระทั่งบังเอิญมีเจ้าหน้าที่อีกคนไปเจอรายการหนังสือที่ขายบนอีเบย์และรู้ว่าเป็นหนังสือหายาก ความเลยแตก เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ถูกเชิญออกโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเป็นตำนานเล่าขานมาจนทุกวันนี้ค่ะ (ความลับนะคะอย่าพูดดังไป)

เอาล่ะคะ เกริ่นบรรยายคร่าวๆ เกี่ยวกับแผนกแล้ว คงอยากจะลงไปชมกันแล้วใช่ไหมคะ จะพาไปชมพร้อมๆ กัน ตามปกติแล้วห้องสมุดของเราเปิดให้นักศึกษาและนักวิชาการและบุคคลทั่วไปเข้าออกได้ค่อนข้างเสรี แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่มีการระบาดของโรค COVID-19 ทุกตึกทุกแผนกของทางมหาวิทยาลัยก็ต้องปิดตัวลง ห้องสมุดเองก็ปิดร้างไปหลายเดือน แม้แต่พนักงานก็เข้าไม่ได้ จนกระทั่งประมาณต้น พ.ศ. 2564 ก็ได้เปิดให้พนักงานบางส่วนเข้าไปทำงานได้เท่าที่จำเป็น และเข้าได้แค่วันละไม่กี่คน เพื่อลดความหนาแน่นของคนในอาคาร ส่วนนักศึกษากับนักวิชาการที่ต้องการใช้บริการห้องสมุดจะต้องจองล่วงหน้าทางอินเทอร์เน็ต ทุกคนที่จะเข้าในอาคารต้องได้รับการตรวจเชื้อ COVID-19 เพื่อรับรองว่าไม่มีเชื้อ และต้องใส่มาส์กตลอดเวลาที่อยู่ในห้องสมุด 

ผู้เขียนเองได้รับอนุญาตให้เข้าออฟฟิศได้อาทิตย์ละ 1 วัน เพื่อเข้าไปขนหนังสือมาแคตตาล็อกที่บ้าน ตอนเช้าของวันที่จะเข้าไป ก็ต้องกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ว่าไม่มีอาการหนึ่งอาการใดของโรค COVID-19 และไม่ได้ไปสุงสิงพบปะกับผู้ติดเชื้อ เมื่อส่งฟอร์มแล้วถึงจะได้รับอนุญาตให้เข้าออฟฟิศได้ นอกจากนี้ยังต้องไปตรวจเชื้อก่อนเข้าออฟฟิศด้วย (ทั้งหมดเป็นบริการของมหาวิทยาลัยที่สะดวกรวดเร็วมาก)

ส่วนแผนกหนังสือหายากนั้น เป็นที่น่าเสียดายว่าตอนนี้คนทั่วลงไปชมนิทรรศการไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน และไม่มีนิทรรศการจัดให้ชม ตอนนี้มีเพียงบริการให้นักวิชาการ นักศึกษาตรวจดูรายการจากแคตตาล็อกออนไลน์ได้ว่าต้องการดูอะไร แล้วกรอกฟอร์มทำคำร้องขอชม ซึ่งเจ้าหน้าที่ประจำแผนกจะนำออกมาให้ค้นคว้าข้อมูล ยุ่งยากนิดหนึ่งแต่ไม่เป็นไรค่ะ จัดการทำเรื่องขอชมเอกสารเก่าของไทยเราไว้แล้ว นัดวันลงไปชมเรียบร้อย ใครอยากชมรีบตีตั๋วเกาะหลังแคตตาล็อกเกอร์สาวคนนี้มาได้เลยค่ะ 

ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4
คุณเกรก กรีน ผู้รับผิดชอบดูแลแผนกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แผนกนี้อาจจะหายากนิดหนึ่งเพราะอยู่ในห้องสมุดครอค แล้วห้องสมุดครอคก็แฝงตัวอยู่ด้านหลังของห้องสมุดโอลิน แถมแผนกนี้ยังอยู่ลึกลงไปใต้ดินอีกถึง 3 ชั้น สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับแผนกเอกสารหายากทางด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องการข้อมูลเพื่อการค้นคว้าทางวิชาการหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม แนะนำให้ติดต่อภัณฑรักษ์ (Curator) หนุ่มใหญ่ใจดีผู้ดูแลแผนกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา คุณเกรก กรีน (Greg Green) ก่อนใครเลยนะคะ เพราะคุณเกรกให้ข้อมูลเกี่ยวกับคอลเลกชัน และชี้แนะแนวทางในการค้นหาข้อมูลให้เราได้ คุณเกรกพูดภาษาไทยและลาวได้คล่องแคล่วอีกด้วยค่ะ 

ห้องสมุดครอคเป็นห้องสมุดพิเศษ สะสมสารนิเทศของทางทวีปเอเชีย ชื่อเต็มๆ ของห้องสมุดครอค คือ Karl A.Kroch Library หรือเป็นที่รู้จักกันว่า Kroch-Asia Library หรือ Kroch Library พอผ่านประตูเข้ามาก็เป็นโถงทางเดินยาว ซึ่งทางด้านซ้ายมือเป็นห้องอ่านหนังสือขนาดใหญ่ ตกแต่งทันสมัย ส่วนบริเวณโถงทางเดินเป็นพื้นที่จัดนิทรรศการเกี่ยวกับทวีปเอเชีย ช่วงนี้จัดแสดงเกี่ยวกับหนังสือการ์ตูนค่ะ โอ้ย ตื่นเต้น น่าสนใจมาก แค่ยืนอ่าน ดูรูปบนฝา กับดูตัวอย่างหนังสือในตู้โชว์นี้ก็ใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมงได้ล่ะค่ะ ตอนที่นำออกมาตั้งวันแรกๆ รู้สึกปลื้มปริ่มที่ได้เห็นตัวการ์ตูนต่างๆ ที่เคยหลงใหลสมัยเป็นนักเรียน ออกมาโลดแล่นอยู่บนข้างฝาและในตู้โชว์ ความรู้สึกเหมือนได้พบเพื่อนสนิทที่พลัดหลงกันไปนานยังไงยังงั้น ดูเอาเองนะคะ ใครจำตัวการ์ตูนตัวไหนได้บ้างเอ่ย 

ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4
ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4
ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4

ในห้องอ่านหนังสือของครอค ในช่วงเวลาปกติจะมีนักศึกษามานั่งทำงานและอ่านหนังสือกันอย่างคึกคัก แต่เพราสถานการณ์โรคระบาดก็เลยว่างเปล่าเงียบเหงา บริเวณกลางโถงเจาะโล่ง จากหลังคาห้องสมุดลงไปถึงชั้นใต้ดิน มองเห็นบริเวณโถงห้องจัดนิทรรศการของแผนกเอกสารหายาก ซึ่งอยู่ต่ำลงไปถึง 3 ชั้นได้จากจุดนี้ การออกแบบอย่างชาญฉลาดแบบนี้ทำให้ห้องสมุดได้รับแสงสว่างธรรมชาติจากหลังคาทั่วถึงทุกชั้น และทำให้ดูโปร่งโล่งกว้างขวางอีกด้วยค่ะ

ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4

พอผ่านด่านทั้งหมดมาได้แล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะอธิบายวิธีการใช้บริการให้เรา เริ่มจากให้เราเอากระเป๋าและของส่วนตัวฝากในล็อกเกอร์ หลังจากนั้นก็จะให้เราไปเข้าห้องน้ำเพื่อให้ไปล้างมือค่ะ ด้วยเหตุผล 2 ประการ หนึ่งนั้นเพราะ COVID-19 นั่นเอง และอีกหนึ่งก็เนื่องจากเอกสารที่เรากำลังจะเข้าไปจับต้องนั้นบางชิ้นเก่าและเปราะบาง ถ้ามือเรามีเศษขนม เลอะช็อกโกแลต เหงื่อ หรืออะไรก็ตามแต่ อาจทำให้เอกสารเสียหายได้ ล้างมือเสร็จเจ้าหน้าที่ก็จะพาเราเข้าไปในห้องที่เขาเตรียมเอกสารที่เราต้องการไว้ให้ ในห้องก็จะมีโต๊ะยาวๆ 10 โต๊ะ แต่เนื่องจาก COVID-19 (อีกแล้ว) เขาอนุญาตให้มีคนเข้าใช้ได้ครั้งละแค่ 2 โต๊ะเท่านั้น จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะแจกถุงมือ ดินสอ และกระดาษสำหรับจดบันทึกให้ เอาแลปท็อปหรือดินสอของตัวเองเข้าไปได้ แต่ไม่อนุญาตให้เอาปากกาหรือสมุดบันทึกเข้าไปนะคะ 

ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4

ที่โต๊ะของเราจะมีกล่องเอกสารที่เราขอวางรอไว้ จริงๆ แล้ววันนี้มีหลายอย่างที่อยากดู เช่น เอกสาร รูปภาพ โปสเตอร์เก่าเกี่ยวกับการเมืองไทยหรือการเลือกตั้ง แต่เนื่องจากเวลามีจำกัดแค่ 2 ชั่วโมง เลยขอดูแค่สมุดข่อยเก่าที่เป็นหนังสือแบบเรียนภาษาไทยเล่มแรก และภาพโบราณสมัยรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2408) ที่ถ่ายโดย จอห์น ทอมสัน (John Thomson) ผู้เป็นช่างภาพส่วนพระองค์

กล่องแรกที่เปิดเป็นสมุดข่อยแบบเรียนภาษาไทย ต้นปถม ก กา จารบนใบลาน ขึ้นต้นว่า “มโนข้าจะไหว้ วรไตรรัดตะนา…” มีใครเกิดทันได้เรียนกลอนบทนี้ไหมคะ ตัวคนเขียนเคยเรียน เคยท่องได้คล่อง (แต่ไม่ใช่จากสมุดข่อยนะคะ ไม่แก่ขนาดนั้น ฮ่าฮ่า) ไม่น่าเชื่อว่ายังจำกลอนได้หลายบาทเลย 

ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4
ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4

ส่วนอีกกล่องเป็นสมุดข่อยเก่าแก่เล่าเรื่องราวอะไรสักอย่าง ลองพยายามอ่านกันดูเอาเองนะคะ จริงๆ ทางแผนกมีสมุดข่อยและใบลานเยอะมาก ส่วนใหญ่เกี่ยวกับพุทธศาสนา และยังมีแผ่นพิมพ์ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงอีกด้วย

ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4

และภาพเก่าทั้งภาพผู้คน บ้านเรือน วัดวาต่างๆ ซี่งเป็นภาพโบราณสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ถ่ายโดย John Thomson มีเยอะมาก ดูเพลินเลยค่ะ ได้เห็นความเป็นอยู่ ผู้คน เหมือนได้หลุดเข้าไปอยู่ในห้วงเวลาพ.ศ. 2408 เลยล่ะค่ะ น่าเสียดายที่ไม่สามารถนำรูปมาให้ชมได้ทั้งหมด เอาแค่ตัวอย่างนะคะ

ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4
รูปภาพถูกจัดเก็บอย่างดี ด้วยกรอบกระดาษพิเศษกันการสึกกร่อนหรือสีจืดจาง
ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4
รูปนี้ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีสมัยใหม่อาจจะคันหัวใจนิดๆ นะคะ 

ดูเพลิน 2 ชั่วโมงผ่านไปเร็วมาก เลยจำต้องจากลา แต่บังเอิญว่าบรรณารักษ์เวรที่คอยให้บริการเป็นสาวสวยเพื่อนของผู้เขียนเอง เลยได้บริการพิเศษ ทัวร์ห้องเก็บเอกสารเลยค่ะ ตื่นเต้นจัง นับว่าเป็นบุญตาของผู้เขียนมาก เพราห้องนี้เป็นเสมือนขุมทรัพย์ที่เก็บสมบัติมูลค่ามหาศาล

ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4
ตามคุณ Eisha ไปเลยค่ะ
ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4
ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4
ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4
นอกจากเอกสาร แล้วก็ยังมีวัตถุโบราณที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ด้วย
หนังสือขลิบทองแท้
ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4
Eisha โชว์สมุดพับโบราณ
ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4
แบบจำลอง Globe Theartre โรงละครของเชกสเปียร์ สร้างโดย John Cranford Adams ใน ค.ศ. 1935

จอห์น แครนฟอร์ด อดัมส์ (John Cranford Adams) เป็นนักศึกษาปริญญาเอกภาควิชาวรรณคดีอังกฤษของมหาวิทยาลัยคอร์แนล และได้เป็นอาจารย์ประจำภาควิชา ต่อมามีการถกเถียงรายละเอียดและปรับปรุงหลายครั้ง จนได้ใช้ในการเรียนการสอนวรรณคดีเชกสเปียร์ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล แบบจำลองของ Adams ชิ้นนี้แม้ว่าจะไม่ใช่ชิ้นแรกต้นฉบับที่สร้างใน ค.ศ. 1935 และมีรายละเอียดที่ได้รับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจากชิ้นดั้งเดิมหลายจุด แต่ก็เป็นฝีมือของ Adams เอง และต่อมาได้กลายเป็นพื้นฐานการศึกษาค้นคว้าด้านการละครมาจนถึงปัจจุบัน 

ต้องขอขอบคุณ คุณ Eisha Neely บรรณารักษ์แสนสวยและใจดีที่สุดของแผนกนี้ที่กรุณาพาเราเข้าไปชม ขอกราบงามๆ เลยค่ะ แต่ตอนนี้ขอหยุดทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของมหาวิทยาลัยคอร์แนลไว้แค่นี้ก่อน หวังว่าผู้อ่านจะได้รับความรู้และความเพลิดเพลินไม่มากก็น้อยนะคะ สวัสดีค่ะ

ทัวร์แผนกเอกสารเก่าและหายากของของ ม.คอร์แนล ชมสมุดข่อยและภาพเมืองไทยสมัย ร.4

Writer & Photographer

Avatar

อภิกัญญา แมคคาร์ที่

แคตตาล็อกเกอร์ (ยัง) สาวแห่งห้องสมุดโอลิน มหาวิทยาลัยคอร์เนล ที่รับผิดชอบหนังสือหมวดภาษาไทย ลาวและเขมร ทำงานในตำแหน่งนี้มา 21 ปีเต็ม โดยไม่คิดจะขยับขึ้นหรือลงเพราะอยู่แบบนี้ก็สบายดี เป็นแม่ของลูกสาว 2 คน ชีวิตทุกวันนี้มีความสุขกับคนรัก แมว 2 ตัว การทำสวน และการโพสต์รูปอาหารบนเฟซบุ๊กทุกวันให้เพื่อนๆ น้ำลายสอเล่นๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

อ่านบทความภาษาไทยได้ที่นี่

As an educator who has the opportunity to give students a number of learning experiences, I strongly believe that the most important evidence of success in education management has to come from the students – how they reflect what they have learnt and felt.  

Looking into Thai education at the moment, I found that there is very little attention paid to the voices of the students despite the broad array of reflections that they give. Those of us who call ourselves ‘adults’ do not care enough about their opinions, while still believing in that old adage, ‘Children are the future of the nation.’

That is why today’s conversation with King’s College International School Bangkok (King’s Bangkok) is interesting because we would discuss with them over their event named ‘King’s Bangkok Education Forum 2022,’ a forum that invites leaders from various fields of work to come together to pass on their experiences to their audience of students along the theme ‘Career. Life. Social Values.’ The event includes Professor Sakorn Suksriwong DBA, Chairman of the Executive Committee of this international school, together with Mr. Ben-Vittawat Panpanich, an Executive Vice President of the school, and two of the Year 11 students ‘Marty’ Yosphat Srithanasakulchai and ‘Japper’ Chanudom Impat. They sat in a circle, side by side, to share what they had learned.

ถอดบทเรียน King’s Bangkok Education Forum ที่จัดโดยนักเรียน เพื่อตั้งใจส่งต่อโอกาสการศึกษาให้กับนักเรียนอีกกลุ่มในสังคม
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

The two students joining us were, in fact, not just attendees of this first ever Education Forum for students at this young age, but also helped to organize the event and were highly involved from start to finish. Thus, the Education Forum is an event hosted by students, for students, that intends to create opportunities for other students in society which is novel approach. From the conception of the event and the selection of the speakers to the publicising of the event and the reception of reflections and feedback from the event, students were involved at every stage of the process.

We would like to invite you to consider and explore with us, ‘What kind of seeds did King’s Bangkok plant in the hearts of their pupils at this event?’

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Career

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

A primary definition of success in life for many people would inevitably be professional success.

Over 30 years in Prof. Sakorn’s career, be it in teaching or business, his career can without doubt be considered one of success. Although in the heart of this teacher, there was one hole that needed to be filled.

“In Thailand, we have quite a few talents and experienced thought leaders, who are highly successful in academic, educational and professional fields. Some of them work in multinational organizations, many of them already have calendars filled with speaking engagements, but the only groups of people who have the opportunity to listen to those successful people speak are those at university or already working. The senior school student audiences do not have the opportunity to hear from these successful professionals, so this is something that I have always wanted to push for.” – Prof. Sakorn who opened our conversation helped us see the big picture and the original idea behind the Education Forum.

 “While I was teaching at Chulalongkorn University, I had the opportunity to initiate a Mentoring Program that connects successful and talented executives with tertiary learners to exchange ideas for the first time, and this mentoring program received the Innovation of the Year award from the Association to Advance Collegiate Schools of Business (AASCB), USA. That got me thinking ‘why can’t high school students have the same opportunities?’”

When the time was right, Prof. Sakorn and King’s Bangkok’s team did not hesitate and gathered student representatives like Marty and friends to form a special student committee to organize a joint Education Forum where all revenue from ticket sales without deducting expenses would be given to high school students in need as a scholarship, under the condition that King’s Bangkok’s students were fully involved in the process from start to finish.

“An event like this would not be too difficult for the school staff to organize themselves,” said Prof. Sakorn with a slight smile. “Our school pays attention to the three core values, namely; good manners, kindness, and wisdom. The main purpose of this event is to provide high school students with firsthand learning experience from the top-notch leaders about their future careers, work and life,  as well as giving  our students the opportunity to work and learn about organizing events at the same time.”

“Moreover, this is also a great opportunity to learn the value of compassion. We want to teach our children to be kind to themselves and to others in society as well.”

“Frankly, this kind of thing cannot be learned by rote, right?” Prof. Sakorn asks. “Children must absorb that feeling with their hearts and reflect by themselves. That is the reason why this Education Forum  was created as an experiment to let them experience kindness with their own hearts.”

“Another essential point is the content that the speakers shared. Whether it is about Ikigai; living with values according to Japanese philosophy; creating value for life through understanding cultures, taking a leadership role in world-class organizations; or discussions on learning, working and living a valuable life. The talks have helped pave the way for children having a strong foundation before moving forward in their working life”

Marty was the first to be invited to the team. Then, he was tasked with finding friends who shared the same ideology, managing to assemble a team of 22 people. One of the team members is Japper, another participant in this conversation who acted as an MC taking to the stage and dealing with the four experienced speakers.

The world of Year 11 students is about to change through the process of working as an adult for the first time in their life.

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Life

“At first, I thought that the opportunity to listen to world-class educated people from Harvard, Stanford, Chicago, Yale and other really successful people on the global stage was very rare for me and my friends. So, I thought that I would like to try and take part, then I invited my friends to come with me not knowing what sort of responsibility I would have or how much I would learn.” Marty recalled his first impression having learned about the  school’s project.

“At the first meeting, they sit very blindly.” Mr. Ben, a graduate of the University of Cambridge and one of King’s Bangkok’s executives who is in charge of coordinating with the student committee, told the story jokingly. “The staff tried to explain to the children how the event would benefit them, but it wasn’t until I described how the event would benefit others. From that moment, I could see the sparkles in their eyes.”

“We tried to plan well, with support from Prof.Sakorn and the marketing team, so I felt confident,” Marty recalls the feeling when he and his friends saw the benefits of organizing the event. “But Japper was super excited.”

“Of course!” Japper jumps in with vigour at this point. “I was going to be an MC on stage. Who wouldn’t be excited? It is a great opportunity for me and all the students who have joined the team to become role models for the younger generation as well. The event is very powerful.”

Participating in the event means setting fundraising goals, creating strategies for selling tickets, promoting the event, and running queues on the event day itself.

For adults like us, it may sound very normal. Now, let’s take a time machine and go back to the first time we had to manage a big event involving a large number of people, such as; sporting events, or a prom. Then imagine how big this experience would be for high school kids?

“It was hard in the beginning to find the team.” Marty began. “We started by designing logos and art works together with the school’s marketing team. Though, finding time to work together is not so easy because we only have free time during lunch and after school. Thus, we often meet during breaks and have lunch together.”

“I like lunch meetings. When we sat in a circle, eating delicious food, and talking about work. For me, it’s much better than online meetings because there’s good food.” Japper cheerfully continued after his friend.

“Selling tickets was challenging. We posted online content. Even the invited speakers helped us promote. Additionally, our parents also helped us with this. Although we set the funding goal for supporting scholarships for 7 students because the number was pretty, we are all very happy that we exceeded our goal.”

Of course, the difficulty did not end at the planning stage. When it came to the day itself, both the people in public-facing positions like Japper, and behind the scenes, Marty, had to solve many problems head-on.

“Today my main task is taking care of the speakers,” Marty explains. “But while taking care of honoured speakers who will be sharing their valuable stories with us, I also have to take care of my team at the same time. I have to make sure each person performs his or her own duty and carry the event off successfully.”

Although this task is not an easy one; a taxing undertaking from start to finish; they both said that it was a great taste of life.

This event covers a broad range of subjects, with speakers coming to give a sense of their lives. They discussed ideas directly valuable to student audiences, from the issue of finding the meaning of life through the Ikigai principle and understanding life through cultural diversity to providing first-hand experience from successful role models and including how they prepared for university to how to find yourself and how to find the right career for you. More than the content, students like them get to practise exerting force to open the first door to adult life with the process behind the event itself.

“This event gives us a taste of adult life,” Japper commented. “As one of our speakers said on stage, the barrier between his ideal and real life came crashing down when he was attending university abroad for the first time. That was the first time he felt the need to face reality. It was very emotional. Luckily, his honesty also helps us to be less afraid of real life as well.”

“When looking superficially, we may see that a duck floats comfortably in the water, although under the water, that duck has to kick its feet vigorously to stay afloat.” Marty talked about what one of the speakers said “To me, it was as if every speaker presenting today was that duck, because underneath the surface of everyone’s success, there always is a story of determination, hard work, and unyielding focus.”

“Another interesting thing is that we got to work closely with our marketing team as well,” adds Japper. “At first, I wondered how adults could work so much, though I understand now.”

 “Where else can we find opportunities to do real work like this if it’s not given to me by the school?” Marty nods in agreement. “I think many of our team members have grown through this process. Initially, they were already good, but they improved even more.”

“Even though you keep complaining that you ran the whole event until your legs almost broke?” Japper teases causing the whole group to laugh heartily.

Social Values

While Marty and Japper only spoke to us for a short time it was clear to see that their experience had altered their outlook on life and that they had both grown as people and moved towards being functioning adult members of society.

Growth comes through a process of learning by doing, surrounded by supportive educators who watched as their students blossomed.

 Additionally, Prof.Sakorn finishes with a reflection on the big picture of how this event for small groups of people can play a role in the education system and for the overall benefit of this country.

 “If we step back and look at the big picture, our group of children are the lucky ones. They have the potential to achieve so much, thus, we have to sow the seeds of creating value for society, so that they have the opportunity to think about this as they grow older. The speakers who come to present at this forum are living proof that when we give something to others, we will receive that back in return.”

Because education is not just about enhancing intellectual power, providing students with a sense of fulfilment allowing them to realize their role in society is equally important.

“We are trying to create a new generation with leaders of change using a new learning process to create people who see the right goal and hold on to the right values. That is what Thai education should offer to the learners, not just academic excellence.”

“Education Philosophy in England, the model of which King’s Bangkok  follows, tells us that in addition to academic excellence, there are two other ingredients that are essential to shaping young people into well-rounded individuals: diligence and a blended curriculum, including music, art, sports, and more. While complementary activities help build social and personal preferences, comprehensive attention will support children to grow up to be happy adults, and learn to overcome obstacles.” The executive lecturer concluded.

But the energetic Japper couldn’t help but add,

“I think many children don’t even know how important social values are. Though, after listening to the experiences of all speakers on stage, I understand that success is not just the matter of being respected, it is also about giving something back to others.”

This conclusion from Japper showed us that learning methods that do not focus on memorisation, but instead on hands-on work help to make  someone’s heart to really grow in a fantastic direction

Moreover, giving children the opportunity to speak, act, and make changes, as teachers and staff at King’s Bangkok have done and shared their results with us through this interview. This would be a good example for adults and even teachers around the country to be open, to listen more, and to give opportunities for their own learners to take action, stand up, and learn from their mistakes.

It matters not what the results will be, the hands-on learning that takes place throughout the process is also an important foundation for preparing students moving towards their dream university and life with goals and early success that is not just about “receiving” but also “giving.”

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load