เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า บ่อยครั้งที่บัณฑิตคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ จะทำงานไม่ตรงสายเสียทีเดียว บุคคลที่เราคุยด้วยวันนี้ก็เช่นกัน เขาออกห่างจากความเป็นสถาปนิก แต่ใช้ความรู้จากคณะเป็นพื้นฐานและไปได้ดีในหนทางที่เลือกเอง

เอก-กฤตภัค กุลบุศย์ เป็นผู้ก่อตั้งและพาร์ตเนอร์บริษัท Depth of Field (DOF) ที่ทำ 3D Visualization ทางสถาปัตยกรรม หรือถ้าอธิบายง่าย ๆ ก็คือ เป็นอาชีพที่อยู่เบื้องหลังการใช้คอมพิวเตอร์ทำภาพจำลอง 3 มิติให้ทุกคนดูก่อนที่อาคารจะสร้าง

โครงการ Sindhorn Village หลังสวน  Client : Siam Sindhorn Co., Ltd. - บริษัท Depth of Field
โครงการ Sindhorn Village หลังสวน
Client : Siam Sindhorn Co., Ltd.

นอกจากนั้น ออฟฟิศนี้ยังรับถ่ายภาพ ทำวิดีโอด้านสถาปัตยกรรม และยังมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตามยุคสมัยเพิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น VR, AR หรือแม้กระทั่งการลงไปวิ่งเล่นในโลกเสมือนอย่าง Metaverse เขาและทีม DOF เรียกได้ว่าเป็นเหล่าคนสำคัญของวงการอสังหาริมทรัพย์มาแล้วกว่า 2 ทศวรรษ

ณ ออฟฟิศที่หน้าตาเหมือนร้านเกม (ช่างภาพของเราบอกมา) เอกจะเล่าที่มาที่ไปของอาชีพเจ๋ง ๆ ของเขา และแชร์มุมมองที่เขามีต่ออนาคตให้พวกเราฟัง

เป็นตำนาน

“พี่จบภาคสถาปัตยกรรมที่จุฬาฯ จบมาน่าจะเกิน 20 ปีแล้วนะครับ” เขาต้องเริ่มเล่าตั้งแต่สมัยเรียน ตอนที่ความสนใจทางด้านการทำภาพจำลองเริ่มก่อตัว

เวลานั้นยังคงเป็นยุคเริ่มต้นมาก ๆ ของงานคอมพิวเตอร์กราฟิก ไม่ได้มีโปรแกรมหลากหลายเหมือนอย่างทุกวันนี้ เอกบอกว่าแม้ในคณะเริ่มมีการสอน AutoCAD พื้นฐาน แต่นิสิตในยุคนั้นก็ยังใช้มือในการเขียนแบบและทำโปรเจกค์ และยังไม่ได้อนุญาตให้ทำงานส่งโดยใช้คอมพิวเตอร์

“ส่วนโปรแกรม 3D ที่เริ่มมีให้ใช้ตอนนั้นเป็น 3D Studio Max version แรก ซึ่งเราต้องฝึกกันเองทั้งหมด” เขาเล่าต่ออย่างเมามัน “อาจจะสงสัยว่ายุคนั้นฝึกเองยังไงใช่ไหมครับ ตอนที่อินเทอร์เน็ตทำได้แค่รับส่งอีเมล ไม่มียูทูบ ไม่มีเว็บสอน ไม่มีโรงเรียนไหนสอน คือข้างในโปรแกรมก็จะมี Help File และ Tutorial เล็ก ๆ เขียนเป็นตัวหนังสืออยู่ในนั้นแหละ เราช่วยกันอ่านและแปลกับเพื่อน ๆ แล้วก็ลองทำตาม ซึ่งก็ต้องใช้ความพยายามมากพอดู”

เพื่อนของเราซึ่งทำงานที่ DOF เล่าตำนานให้ฟังอย่างหนึ่งว่า ‘พี่เอก’ นี่แหละ คือคนแรกที่ขออาจารย์พรีเซนต์งานทีสิสด้วยคอมพิวเตอร์

เอก-กฤตภัค กุลบุศย์ ผู้ก่อตั้งบริษัท DOF นักสร้างภาพ 3 มิติทางสถาปัตย์ที่กำลังไปไกลถึงโลกเสมือน Metaverse
กฤตภัค กุลบุศย์ ผู้ก่อตั้งและพาร์ตเนอร์บริษัท Depth of Field (DOF)

“เป็นเรื่องเล่ามาถึงรุ่นนี้เลยใช่ไหมครับ” ตำนานที่ยังมีชีวิตหัวเราะเสียงดัง “ตอนนั้นพี่เขียนมือตามมาตรฐานที่ทางคณะเขาให้ทำแหละ แต่ว่าของเราพิเศษคือมี 3D Animation เพิ่มมาด้วยตามความสนใจ ทางอาจารย์ก็ลังเลว่าควรให้พรีเซนต์ไหม เพราะเขาอยากให้เด็กทุกคนเท่าเทียมกัน แล้วก็อาจจะไม่ได้คุยกันมาก่อนว่าจะให้หรือไม่ให้ พี่เองก็ไม่ได้แจ้งก่อนด้วย สุดท้ายเลยไม่ได้พรีเซนต์

“แต่ปีถัดมาอาจารย์ก็อนุญาตให้รุ่นน้องใช้คอมพิวเตอร์ได้ เหมือนเขาได้ไปประชุมกันเรียบร้อยว่า โอเค ถึงเวลาเปลี่ยนยุคแล้วล่ะ”

เอกไม่ได้คิดจริงจังว่าต่อไปจะทำอาชีพอะไร แต่เขารับงานทำ 3D ตั้งแต่ยังเป็นนิสิต เขาได้ไปช่วยอาจารย์ ได้มีลูกค้าเป็นของตัวเอง เมื่อเรียนจบ เขาและเพื่อนสนิทที่ฝึก 3D ด้วยกันมาอีกคน ช้าง-ธัชพล เลิศวิโรจน์กุล จึงเดินเส้นทางนี้ในชื่อบริษัท Depth of Field ไปโดยปริยาย และเปิดโรงเรียนถ่ายทอดวิทยายุทธให้คนอื่น ๆ ในเวลาไล่เลี่ยกัน

ถึงจะดูมีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่งแล้ว แต่เส้นทางการเรียนของเขาก็ยังไม่จบ หลังจากนั้นเขาได้ทุนเรียนต่อปริญญาโทภาคคอมพิวเตอร์ในงานออกแบบสถาปัตยกรรมที่จุฬาฯ จบมาเป็นอาจารย์สักพัก แล้วก็ตัดสินใจไปเรียนต่อเพื่อเพิ่มทักษะอีก 1 ใบ

“ตอนนั้นในเมืองไทยเพิ่งเริ่มมีบริษัท Digital Magic (DM) เป็นบริษัทแรก ๆ เลยที่สร้างงานโฆษณาออกมาในลักษณะคอมพิวเตอร์กราฟิก ทำออกมาเป็นหิมะตกในเมืองไทย พอพี่เห็นปุ๊บก็คิดเลยว่า อันนี้แหละสิ่งที่เราอยากจะเรียน”

เอกไปแคนาดา เรียนด้าน 3D Animation และ Visual Effects อยู่ 2 ปี แล้วพบว่าตัวเองไม่ได้ชอบงานแอนิเมชันแบบการ์ตูน แต่ชอบงาน Visual Effects ที่นำ CGI ที่สร้างไปผสมกับของในโลกจริงที่เขาได้เรียนในปีที่ 2 เขาจึงนำส่วนนั้นกลับมาเป็น Service เพิ่มเติมในงาน DOF ซึ่งเป็นงานในวงการอสังหาริมทรัพย์ที่เขาสนใจมาแต่เดิม

เอก DOF : นักสร้างภาพ 3 มิติทางสถาปัตย์ที่กำลังไปไกลถึงโลกเสมือน Metaverse - โครงการ Dusit Central Park 
Client : Vimarn Suriya Company Limited
โครงการ Dusit Central Park
Client : Vimarn Suriya Company Limited
เอก DOF : นักสร้างภาพ 3 มิติทางสถาปัตย์ที่กำลังไปไกลถึงโลกเสมือน Metaverse - โครงการ Crossroads Maldives
โครงการ Crossroads Maldives
Client : Singha Estate PCL.

เป็นคนวาดรูป

DOF เป็นหนึ่งในบริษัทรุ่นบุกเบิกที่รับงาน 3D Visualization ทุกวันนี้ลูกค้าของพวกเขาคือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าหลัก ๆ ทั้งหมดของประเทศไทย บริษัทออกแบบ รวมถึงลูกค้าต่างประเทศด้วย

อาชีพนี้ใช้ทักษะที่เหมือนหรือต่างกับสถาปนิกนะ – เราถาม

“อืม…” เขาลากเสียงยาวอย่างใช้ความคิด “เราเหมือนคนวาดรูปมากกว่า สถาปนิกต้องรู้จัก Design Planning การแก้ปัญหาอะไรต่าง ๆ แต่ของเราคือการเอาแบบที่สถาปนิกทำไว้หมดแล้ว เขียนภาพออกมาให้มันสวยที่สุด เพื่อที่จะขายสิ่งนั้นให้กับลูกค้าของเขาอีกทีหนึ่ง”

เอก-กฤตภัค กุลบุศย์ ผู้ก่อตั้งบริษัท DOF นักสร้างภาพ 3 มิติทางสถาปัตย์ที่กำลังไปไกลถึงโลกเสมือน Metaverse

แม้ความสามารถที่ใช้เป็นคนละส่วนกับงานออกแบบ คนที่ DOF ส่วนใหญ่ก็จบสถาปัตย์ สถาปัตย์ภายใน ภูมิสถาปัตย์ หรือออกแบบผลิตภัณฑ์ เอกบอกว่าพวกเขาต้องทำงานกับดีไซเนอร์ ต้องอ่านแบบ หากจบสายอื่นก็คงต้องใช้ความเข้าใจเรื่องอาคารมากเป็นพิเศษ

แรกรับพนักงานใหม่เข้ามา ทุกคนจะไม่ได้เริ่มทำงานทันที แต่ต้องผ่านการเทรนแบบฉบับของ DOF ทั้งในแง่เทคนิคและความงาม ให้มีตาที่มองความงามใกล้เคียงกันก่อนจึงจะปล่อยให้เริ่มงานได้

เอก DOF : นักสร้างภาพ 3 มิติทางสถาปัตย์ที่กำลังไปไกลถึงโลกเสมือน Metaverse - โครงการ King Power MahaNakhon  Client : Pace Development - King Power 
โครงการ King Power MahaNakhon 
Client : Pace Development – King Power 

เราถามเขาว่า อะไรคือตัวตัดสินว่างานงานหนึ่งดีหรือไม่ดี

“ถ้าเป็นสมัยเริ่มแรกคนอาจจะบอกว่า งาน 3D ที่ดีคืองานที่แสงและวัสดุดูเหมือนจริง อันนั้นก็เป็นคุณภาพหนึ่งที่อาร์ติสต์จะมุ่งไป แต่ถ้าบอกว่ามันเป็นแค่อย่างเดียวที่จะตัดสินว่างานดีหรือไม่ดี มันก็ไม่ใช่ งานที่เหมือนจริงไม่ได้แปลว่างานสวย มันมีส่วนที่ประกอบกัน คือเรื่องของ Eye Training ฝึกเรื่องมุมมอง เอ๊ะ ภาพที่สวยคืออะไร การจัดองค์ประกอบเป็นยังไง คุณภาพด้านสีเป็นยังไง เราดูคุณภาพด้าน Artistic ด้วย”

หลังจากที่ Render ภาพจนหนำใจ คนขี้เบื่ออย่างเอกก็ถึงจุดอิ่มตัว พร้อมพบกับสิ่งใหม่ที่น่าตื่นเต้นอย่างการถ่ายภาพและภาพยนตร์

“เราได้ไปเห็นคลิปวิดีโอพรีเซนต์งานสถาปัตย์ของต่างประเทศ อยู่ชิ้นนึง เป็นงานถ่ายจากอาคารจริงทั้งหมด แล้วก็ร้องโอ้โห 3D Animation หรือ 3D Rendering น่ะเราไม่เคยทำอะไรแบบนั้นได้” DOF Sky|Ground พาร์ตใหม่ของ DOF ที่ให้บริการ จึงถือกำเนิดขึ้น

เอก-กฤตภัค กุลบุศย์ ผู้ก่อตั้งบริษัท DOF นักสร้างภาพ 3 มิติทางสถาปัตย์ที่กำลังไปไกลถึงโลกเสมือน Metaverse

“บางทีชีวิตเราดำเนินไป เราค่อย ๆ เจอเหมือนกันนะว่าเราอยากทำอะไรอีก หรือว่ามันน่าจะพอขยายอะไรได้ กับอีกส่วนหนึ่งคือลูกค้า บางทีลูกค้าก็จะถามว่าคุณทำอันนี้ได้ไหม เราก็เริ่มขยายไปตามความต้องการ”

ถือเป็นความขี้เบื่อที่มีประโยชน์และมีไฟจริง ๆ

เอก DOF : นักสร้างภาพ 3 มิติทางสถาปัตย์ที่กำลังไปไกลถึงโลกเสมือน Metaverse - ภาพถ่ายโครงการ Gaysorn Village  Client : Gaysorn Group
ภาพถ่ายโครงการ Gaysorn Village
Client : Gaysorn Group

เป็นความตื่นเต้น

พาร์ตใหม่ล่าสุดที่เอกประจำอยู่ตอนนี้ก็คือ DOF VR ตั้งแต่ 3 – 4 ปีก่อนที่เทคโนโลยี VR, AR เข้ามาในประเทศไทย เหล่าลูกค้าผู้น่ารักก็ถามเขาอีกว่าทำได้ไหม

มีหรือที่คนชอบความท้าทายอย่างเขาจะตอบว่าไม่ได้

สิ่งที่เขาทำคือไปศึกษาต่อว่า DOF จะทำในส่วนนี้ได้มากน้อยแค่ไหน แล้วเริ่มลุยอีกตั้ง ปัจจุบันนี้เขามีพาร์ตเนอร์ที่จบทาง Computer Science และมี Programmer มาดูแลงานส่วนนี้ให้ลูกค้าเป็นที่เรียบร้อย

VR คือเหมือนเราเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง คล้าย ๆ กับเวลาที่เราฝันแล้วตัดขาดจากโลกจริง แต่ AR คือการซ้อนภาพที่สร้างขึ้นลงบนโลกจริง ซึ่ง DOF ก็นำทั้ง VR ทั้ง AR มาใช้กับวงการสถาปัตย์และอสังหาฯ

“สมัยเป็นนักเรียนเราใช้จินตนาการอย่างเดียว ที่เราออกแบบมันดีรึยัง แล้วเข้าไปอยู่จะเป็นยังไง ไม่มีใครรู้หรอก ถ้าเป็น 3D Render มันก็เห็นอยู่ในจอนั้น ๆ แต่พอเป็น VR มันเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเข้าไปเดินในชิ้นงานออกแบบได้ก่อนที่จะสร้างขึ้นจริง”

เอกบอกว่า VR นั้นใกล้เคียงความจริงเหลือเกิน โดยเฉพาะเรื่อง Sense of Scale หากเราเข้าไปเดินใน VR จะรู้ว่าห้องกว้างหรือแคบขนาดไหน เดินกี่ก้าวถึงตรงไหน ยังไม่มี Media อื่นที่มาแทนตรงนี้ได้

เราเองก็เคยลองใส่แว่น VR ดูงานสถาปัตยกรรมอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้น DOF ไปออกบูทร่วมกับคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ที่งานสถาปนิก นำงาน 3D ของนิสิตมาสัมผัสแบบ VR นับเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่มาก แค่เดินไปใกล้ระเบียงก็รู้สึกใจหวิวกลัวตกราวกับว่าภาพตรงหน้าเป็นของจริง

DOF VR : Interactive 3D Hologram - เอก-กฤตภัค กุลบุศย์ แห่ง DOF
DOF VR : Interactive 3D Hologram
DOF VR : Immersive Theater - เอก-กฤตภัค กุลบุศย์ แห่ง DOF
DOF VR : Immersive Theater

มากไปกว่านั้น หลังจากที่กระแส Metaverse เป็นที่พูดถึงในโลกเมื่อปลายปี 2021 หรือต้นปี 2022 ที่ผ่านมา ล่าสุดเอกและทีม DOF ก็ได้พยายามก้าวเข้าไปในโลกเสมือนใบนั้นกับเขาด้วย

“VR เป็นประสบการณ์ส่วนตัว เราเข้าไปเหงา ๆ คนเดียว ไม่เจอใคร เข้าไปแล้วก็ออกมา เราคิดตั้งแต่ตอน VR เริ่มแล้วว่า คงจะดีมากเลยถ้าเราเข้าไปกันได้หลาย ๆ คน” เอกพูด “แต่พอมี Metaverse มันทำได้ ใส่แว่น VR จากที่ไหนก็ได้ แล้วก็เข้าไปเจอกัน”

เขายกตัวอย่างการใช้งานด้วยการสมมติว่าตัวเองเป็นสถาปนิกภายใน หากมีโลกเสมือนนี้เขาก็จะพาลูกค้าที่อยู่ไกลไปดูแบบด้วยกัน แล้วอยากลองวางเฟอร์นิเจอร์ตัวไหนก็เรียกออกมาแสดงตรงนั้นได้เลย

“ถ้าเทคโนโลยีนี้สำเร็จจริง ๆ มันจะช่วยเรื่องของการออกแบบและการพรีเซนต์งานออกแบบได้เยอะมาก วิธีสื่อสารจะเปลี่ยนไปทั้งหมด ”

ตอนนี้ DOF กำลังร่วมมือกับ 3D Creator เบอร์ต้น ๆ ของไทยอย่าง DEC Media, OWL Studio และ Jom3D พัฒนาโปรเจกต์ Metaverse หนึ่งที่เรียกว่า Bangkokverse โดยพาร์ตแรกคือการทำโชว์เคส ‘First Space’ ซึ่งเป็น Virtual Space แรกบนโลกเสมือน มีบริษัทดีไซน์ที่มีชื่อเสียง อย่าง Design 103, Plan Architect และบริษัทสถาปนิกเจ้าอื่น ๆ มาร่วมสร้างผลงานออกแบบ แล้วให้ผู้คนจากทุกที่เข้ามาสัมผัส Space ร่วมกับคนอื่น จะเข้าผ่านมือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแว่น VR ก็แล้วแต่สะดวก

BANGKOKVERSE : metaverse for real-estate & design industry
BANGKOKVERSE : metaverse for real-estate & design industry

เป็นไปได้ไหม?

แล้วก็มาถึงประเด็นสำคัญที่เราอยากรู้เป็นการส่วนตัว ช่วงเดือนที่ผ่านมามีกระแส AI วาดรูปตามคำสั่งได้อย่างน่าทึ่ง เราเลยตั้งใจมาถามว่าเขาคิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง

“จริง ๆ Midjourney ออกมานี่ สายงานที่เป็น Concept Artist เขาก็ต้องสะดุ้งบ้างแหละ ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่ง AI จะวาดรูปได้แล้วออกมาได้ขนาดนี้” เอกตอบพร้อมบอกว่าตนเองก็ลองเล่นแล้วเหมือนกัน “เขาคงต้องฉีกตัวว่ามีอะไรที่จะทำได้ดีกว่า AI”

แล้วถ้าถามถึงวงการที่เขาอยู่ล่ะ หากป้อนไปว่าอยากได้ห้องแบบไหน แล้ว AI ประมวลผลออกมาเป็นภาพที่ต้องการ คุณคิดว่าเป็นไปได้ไหม – เราถามอย่างคนไม่รู้

“เป็นไปได้ แต่เราเชื่อว่ามันมีขอบเขตบางอย่าง สุดท้าย AI อาจจะช่วยไกด์ได้ประมาณหนึ่ง แล้วเราใช้ตัวนั้นมาพัฒนาต่อดีกว่า เพราะว่าสุดท้ายก็ได้แบบไม่ตรงกับสิ่งที่เรากับลูกค้าคิด 100 เปอร์เซนต์หรอก ขนาดลูกค้าตรวจงานกับเรายังแก้แล้วแก้อีก กว่าจะได้สิ่งที่ถูกใจจริง ๆ

“งาน AI สวยก็จริง แต่พอเราต้องการอะไรที่เฉพาะเจาะจงมาก ๆ มันเริ่มไม่ได้แล้ว”

เอกบอกว่า เทรนด์ที่จะเป็นอนาคตของ Architectural Presentation จริง ๆ เลยก็คือ Metaverse ช่วงสิบปีที่ข้างหน้านี้ สถาปนิกคงต้องขยับไปดีไซน์สถาปัตยกรรมในโลกเสมือนมากขึ้น ถึงแม้ตอนนี้จะยังดูเหมือนว่าเป็นส่วนเสริม แต่เทคโนโลยีทุกอย่างก็กำลังเติบโต สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันปกติ

“ถ้าพูดถึงการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย” ผู้เชี่ยวชาญพูดต่อ “คิดว่าส่วนที่เราเรียนกันมาอยู่แล้ว การออกแบบสถาปัตยกรรม การสร้างสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกจริงก็ยังต้องมีเหมือนเดิมไปตลอด แต่คงมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างการสร้างโลกเสมือนเพิ่มมา

“เพิ่มแค่เป็นรายวิชาก็ได้ สมมติว่าถ้าคุณได้ไปออกแบบงานในโลกเสมือนที่ไม่ได้อยู่ในโลกจริง ๆ หลักการจะเป็นยังไงบ้าง ต้อง Concern เรื่องอะไรบ้าง ลองทำงานกันจริง ๆ ก็น่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีให้กับนักเรียนเหมือนกัน”

ก่อนจะจบการสัมภาษณ์ เราถามว่าเขารู้สึกยังไงกับชีวิตที่ได้ทำงานแบบนี้ ซึ่ง ‘สนุก’ และ ‘ภูมิใจ’ ก็เป็น 2 คำตอบที่เขาให้มา

สนุก เพราะเป็นสิ่งที่เขาสนใจ อยากจะทำให้ได้ ตลอดชีวิตการทำงานของเขา เขาสนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่และทำออกมาให้สำเร็จ

ภูมิใจ ที่ DOF ได้อยู่ในระดับต้น ๆ ของประเทศและมีความน่าเชื่อถือในกลุ่มลูกค้า ได้ทำโปรเจกต์สเกลใหญ่ ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ใหม่, คิงเพาเวอร์ มหานคร, ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค, ทรู ดิจิทัล พาร์ค หรือสนามบินอู่ตะเภาใหม่ รวมถึงได้ทำงานบ้านส่วนตัวให้คนมีชื่อเสียงระดับโลก

ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเอก และ Depth of Field

เอก-กฤตภัค กุลบุศย์ แห่ง DOF เกี่ยวกับที่มาที่ไปของอดีต งานปัจจุบัน และอนาคตของวงการ 3D Visualization

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

ภาษาจีนวันละคำวันนี้ ขอเสนอคำว่า หลงจู้ (廊主) แปลว่า ผู้จัดการ

ถึงแม้คนไทยจะเรียกเพี้ยนวรรณยุกต์เป็น ‘หลงจู๊’ แต่การใช้งานยังคงเดิม คือไว้เรียกผู้จัดการดูแลธุรกิจหรือโรงงานของชาวจีน

และเป็นคำที่ชาวบ้านร้านถิ่นในละแวกบางโพใช้เรียกแทนชื่อจริงของ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ชายสูงวัยเชื้อสายจีนไหหลำที่อยู่เบื้องหลังงานเลื่อยไม้สักของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง มานานหลายสิบปี จนเป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเลื่อยไม้เก่าแก่แห่งนี้ก็ว่าได้

หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์

“เขาทำมาตั้งแต่เรียนจบ อายุมากกว่าผม ด้วยความที่เป็นญาติกัน เขาก็มาเรียนรู้จากเถ้าแก่รุ่นแรก เป็นคนตีหน้าไม้เอง เลื่อยไม้เอง” เก่ง-ดุสิต เสนาภู่พิทักษ์ เจ้าของโรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงคนปัจจุบันกล่าวถึงญาติผู้พี่ของตนด้วยความเคารพ ก่อนพาเราไปทัศนาจรในอาณาจักรไม้ซุงของเขา

บางโพเป็นชื่อย่านหนึ่งในเขตบางซื่อ พิกัดที่แน่ชัดคือบริเวณจุดตัดระหว่างถนนประชาราษฎร์สาย 1 กับประชาราษฎร์สาย 2 อันเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘สี่แยกบางโพ’ โดยถนนสายแรกนี้ตัดขนานไปกับแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงมาจากภาคเหนือ เป็นเส้นทางลำเลียงไม้ซุงจากหัวเมืองเหนือลงมากรุงเทพฯ ช้านาน

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ว่ากันว่าชาวจีนไหหลำมีความชำนาญในการประกอบอาชีพอยู่ 3 – 4 อย่าง ถ้าไม่ขายอาหารหรือทำการโรงแรม ก็จะทำโรงไม้และโรงเลื่อย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ อุทัยธานี ปทุมธานี นนทบุรี จนเข้าเขตกรุงเทพมหานครที่บางโพ ไปถึงสามเสน บางรัก จึงถูกจับจองโดยกลุ่มชาวจีนไหหลำผู้สันทัดช่ำชองด้านการค้าไม้และแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ทว่าโรงเลื่อยไม้ส่วนใหญ่ในย่านบางโพไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก หากย้ายมาจากแถววัดสระเกศราชวรวิหาร ละแวกคลองมหานาค คลองรอบกรุง และคลองผดุงกรุงเกษม ที่เป็นถิ่นการค้าไม้ของชาวจีนมาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 สาเหตุหลักที่ต้องย้ายออกมาก็เพราะเขตเมืองชั้นในเริ่มคับแคบ เต็มไปด้วยมลภาวะ ผู้ประกอบการโรงเลื่อยจึงต้องแสวงหาย่านใหม่ในการดำเนินกิจการของตน บางโพซึ่งจัดว่าอยู่ชานเมืองจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงก็เป็นหนึ่งในนั้น

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

“เริ่มแรกเราไม่ได้อยู่ตรงนี้ อยู่แถววัดคอกหมู (วัดสิตาราม) ช่วงแถวซอยตรงข้ามวัดสระเกศ ด้วยเมืองพัฒนาและเติบโตขึ้น หลวงไม่อนุญาตให้ขนไม้ซุงผ่านคลองมหานาค ทำให้การขนส่งวัตถุดิบยากลำบาก ก็เปลี่ยนมาใช้รถจอหนังขนไม้ซุงเข้าไป แล้วสักระยะหนึ่งก็ไม่ให้รถผ่านเข้าไปในเขตเมือง ต้องออกมานอกเมือง เล็งเห็นว่าทำเลตรงนี้สะดวกในการขนวัตถุดิบ โรงเลื่อยไม้ส่วนมากเลยย้ายมาบางโพ”

ด้านหลังไม้สักแปรรูปที่ตั้งสุมกันเป็นภูเขาเลากา เสียงคมเลื่อยเสียดสีเนื้อไม้ดังขึ้นทุกขณะจิต เราหยีตาป้องกันฝุ่นไม้ที่ฟุ้งตลบ เท้าก้าวไปตามพื้นโรงงานที่ปกคลุมด้วยเศษไม้หนาเตอะราวผืนทรายบนชายหาด พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับชายร่างเล็กที่กำลังสั่งงานลูกน้องอย่างแข็งขันบนท่อนซุง

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

หลงจู๊อ่างรับไหว้ผู้มาใหม่ แล้วโดดลงจากซุงที่ยืนอยู่ด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วเกินคนวัยเดียวกัน

“ชื่อ ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ นี่เปลี่ยนเอง ตั้งเอง” ถ้อยคำแนะนำตัวภาษาไทยที่ติดสำเนียงไหหลำหน่อย ๆ ฟ้องว่าชื่อเกิดของเขาต้องเป็นภาษาจีนเป็นแน่ 

“ตอนนี้อายุ 69 ย่าง 70 ปี กุมภาพันธ์ 2566 นี่ก็จะครบ 70 แล้ว”

ไท้เชียง ก่อตั้งขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ ชาวจีนโพ้นทะเลผู้ทิ้งบ้านเกิดบนเกาะไหหลำมาแสวงโชคที่เมืองไทย นอกจากท่านผู้นี้จะเป็นคนบุกเบิกกิจการโรงเลื่อยของครอบครัวแล้ว นายไต้ถ่งยังส่งต่อวิชาการเลื่อยไม้สู่หลงจู๊อ่าง หลานลุงผู้เอาการเอางานด้วย

“นายไต้ถ่งเป็นพี่ชายของแม่ผม ผมเรียก ‘เบ๊เด’ แปลว่า ลุงฝั่งแม่” หลงจู๊ลำดับศักดิ์ให้เราฟัง 

“ตัวผมเกิดที่ศาลาแดง ตอนอายุ 15 เรียนชั้น มศ. 3 ที่เทคโนโลยีสหะพาณิชย์ เขตบางรัก เมื่อก่อนผมไม่ค่อยอยู่บ้าน แม่เลยเอามาอยู่กับเบ๊เด วันธรรมดาเรียนหนังสือ พอวันพฤหัสได้หยุด ผมก็มาช่วยงานเบ๊เด สมัยก่อนจะมีไม้ส่งออก ตีหน้าไม้โปรดักส์เข้าประเทศไทย ผมก็มาช่วยทำส่งออก”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

สินค้าหลักของโรงเลื่อยแห่งนี้คือไม้กระดาน คนงานที่นี่ต้องเลื่อยซุงไม้สักท่อนใหญ่ ๆ แปรรูปเป็นไม้กระดาน เพื่อขายให้กับร้านค้าไม้แปรรูปและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ทั้งหลาย ไปจนถึงคิ้วบัว

ช่วงที่เป็นวัยรุ่น ถึงจะเป็นหลานเถ้าแก่คนแรก แต่เด็กใหม่อย่างอ่างไม่มีสิทธิ์เลือกงานที่อยากทำ เขาต้องทำทุกอย่างตามที่ผู้เป็นลุงหรือคนอื่นสั่ง ใครเรียกใช้งานอะไรก็ต้องทำ

“แต่ก่อนก็ต้องตีหน้าไม้ส่งออก มันจะมีแผ่น แล้วคอยวัดไม้ เช็กไม้ดูว่าสวยหรือไม่สวย แล้วก็ต้องจำ พอคนไหนขาดลูกน้อง เราก็จะไปช่วยทำทุกอย่าง ต้องได้ทุกหน้าที่ครับ”

ในช่วงการฝึกงานของเขา อ่างจำได้ดีทีเดียวว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการตีหน้าไม้

“การตีหน้าไม้ คือการแปรรูปจากซุงขึ้นมา เราต้องรู้ว่าซุงต้นนี้สวยไม่สวย แล้วต้องใช้ความจำ จำว่าเมื่อไหร่จะถึงรูถึงตา ใกล้ไส้เราต้องรู้ ต้องเนี้ยบพอดี เพราะไม้สักมันเลื่อยยาก ไม่เหมือนไม้เบญจพรรณ ไม้เบญจพรรณไม่ค่อยมีรูมีตา เขาเลื่อยยังไงก็ได้ แต่ไม้สักต้องเป๊ะ แล้วต้องดูสภาพป่าด้วย

“ในโรงเลื่อยต้องทำหน้าที่หลายอย่าง อย่างผมต้องแปรรูปไม้ ยกซุงขึ้นมาแล้วตัด นั่งดูว่าลูกค้าต้องการขนาดไหน เราก็ตัดขนาดนั้นแล้วเลื่อยเอา ถ้าไม้มันงอก็ต้องตัดให้มันพอดี”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

ขั้นตอนการเลื่อยซุงสมัยก่อนกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก ผู้มากประสบการณ์เล่าด้วยสีหน้าที่บอกว่ายังไม่ลืมความเสียวไส้ เมื่อนึกถึงอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงานของเขา

“สมัยก่อนลำบากนะ เวลาจะเลื่อยไม้ เราต้องใช้เลื่อยวงเดือน เป็นเลื่อยกลม ๆ มันอันตรายนะ ถ้าบางคนทำไม่เป็น มันตีไส้แตกเลย แต่เลื่อยวงเดือนนี่ไม่เท่าไหร่ เคยโดนเหมือนกัน สมัยนี้ปลอดภัยกว่าสมัยก่อนเยอะ สมัยก่อนถ้าไม่ป้องกันแย่เลย เคยมีลูกน้องนิ้วขาด”

แม้จะต้องทำงานท่ามกลางเสียงดังแสบแก้วหูของเลื่อยจักร ความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องปีนขึ้นปีนลงทั้งวัน ตลอดจนความอันตรายที่อาจได้รับจากใบเลื่อย แต่อ่างก็ยังรักงานนี้ยิ่งชีวิต

“ไม่เคยกังวลเลย สนุกดี ยิ่งวัดไม้ส่งออกยิ่งสนุก วันหนึ่งเหงื่อออกน่าดูเลย เล่นขนกันเป็นคันรถ วันหนึ่ง ๆ ทำทั้งวัน วัดไม้ส่งออกไปเมืองนอกดีมาก สมัยก่อนทำงานสนุก ไม่เครียด ได้ออกแรง เมื่อก่อนนี้ขายดี เมืองนอกใช้เยอะ เขาเอาไม้สักเราไปทำเรือยอชต์ เพราะไม้สักมันทน โดนน้ำเกลือไม่เป็นไร”

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียง หลงจู๊อ่าง ผู้ควบคุมการเลื่อยไม้สักมานานกว่า 5 ทศวรรษในโรงเลื่อยแห่งท้าย ๆ ของบางโพ

เพราะความสนุกนี่กระมังที่ทำให้อ่างไม่เคยคิดจากโรงเลื่อยของเบ๊เดไปไหน แม้ตัวเขาจะจบ มศ. 3 ไปต่อช่างกลมาแล้ว ก็ยังเลือกที่จะทำงานและเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับโรงเลื่อยต่อไป จนกระทั่งเขามีอายุได้ 30 ปีเศษ หลงจู๊คนเก่าอำลาโรง เขาจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหลงจู๊คนใหม่

แล้วเมื่อ ไต้ถ่ง แซ่ผู่ หมดอายุขัย งานเลื่อยของที่นี่จึงตกอยู่ในการดูแลของหลงจู๊อ่าง

“สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานโรงเลื่อยคือความจำ ต้องมีคนสอน ไม่มีคนสอนก็ทำไม่ได้ คนจะเป็นหลงจู๊นี่สำคัญที่สุดคือเราต้องรู้ไม้ ไม้ต้นนี้สวยหรือไม่สวย เมื่อไหร่จะถึงไส้ถึงรู ลูกค้าต้องการขนาดไหน ต้องเลือก” ผู้จัดการกล่าวและอวดเนื้อไม้ซุงท่อนล่าสุดที่กำลังเลื่อยด้วยความเสียดาย “เห็นต้นนี้ไหมครับ ไม้มันโพรงมากเพราะหนอนไช แบบนี้ลงทุนมาเป็นแสนก็ขาดทุนหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

ในขั้นตอนการเลื่อยซุงทุกต้น หลงจู๊สำทับว่า สมาธิเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องมี

“เราเลื่อยมาเราต้องรู้ด้วยว่าเราเลื่อยตรงไม่ตรง เราต้องใช้ความคิดเราเอง เราทำทุกอย่าง ใช้สมองเกิดจากสมาธิ ใช้สมาธิช่วยได้เยอะ เพราะผมสวดมนต์ การสวดมนต์ทำให้จิตใจเราดี ทำให้งานเราไม่เครียด มีประโยชน์มาก เพราะสมัยเราอายุน้อย ๆ เราต้องใช้ การสวดมนต์ช่วยได้ทุกอย่าง”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

การทำงานของหลงจู๊และทุกคนในที่นี้กินเวลาถึง 6 วันต่อสัปดาห์ เริ่ม 8.00 นาฬิกา และเลิก 17.00 นาฬิกา ลูกน้องคนอื่นอาจมีทั้งที่พักอยู่ในรั้วโรงเลื่อยนี้ และมีบ้านพักอยู่ด้านนอก แต่หลงจู๊กินนอนอยู่ที่นี่ ยึดโรงเลื่อยเป็นบ้านของตนเอง

“พักอยู่ที่เลย โรงงานเป็นเหมือนบ้าน เฝ้าโรงงานให้เขา”

ทุกวัน หลงจู๊อ่างจะนุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเข่าเพื่อง่ายต่อการปีนป่ายขึ้นบนกองซุงและเครื่องจักร นำสำลีมาอุดรูหูเพื่อป้องกันเสียงดังระหว่างเลื่อย รวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยเพื่อกรองฝุ่นและเศษไม้

“บางทีใช้เสียงก็ไม่ได้ เพราะเสียงมันดัง ต้องตะโกนแข่งกับเลื่อยสายพาน” เขาว่า แล้วชูนิ้วมือส่งสัญญาณให้คนงานแผนกคุมเครื่องจักรทำตามข้อตกลงร่วมกัน “ต้องใช้มือแบบนี้ ดูง่ายกว่า”

ในขณะที่ลูกจ้างคนงานในโรงเลื่อยแห่งอื่นอาจมีแรงงานต่างด้าว ชาวประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้แรงงานบ้าง แต่คนงานที่ไท้เชียงทุกคนเป็นคนไทย โดยมากมาจากต่างจังหวัด ทุกคนที่เป็นลูกมือในการแปรรูปไม้กระดานอยู่ในตอนนี้ล้วนผ่านการถ่ายทอดวิชาจากหลงจู๊อ่างมาแล้วทั้งสิ้น

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“เราต้องสอนเขา เขาต้องหัดมาจากตัดไม้บ้าง ซอยไม้บ้าง”

แต่เมื่อถูกถามว่าจะมีใครที่หน่วยก้านดี มีแววขึ้นมาสืบต่องานหลงจู๊ได้บ้าง หลงจู๊คนปัจจุบันก็ส่ายหน้าแล้วตอบอย่างไม่ต้องคิดว่า

“หายาก ไม่มีคนทำ เพราะปัญหาคือหลงจู๊โรงเลื่อยต้องชำนาญเรื่องไม้ ต้องหัดตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าไม้มันสวยไหม หมดยุคผมก็คงหมดแล้ว ไม่มีใครสืบ นอกจากตามต่างจังหวัดที่เขาผ่าเหมือนกัน พวกไม้สวนป่า ไม้เล็ก ๆ มันเลื่อยง่าย ไม่แข็งไม่ทนแบบไม้สัก”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

จากข้อมูลของ ‘โกเก่ง’ ญาติผู้น้องของหลงจู๊อ่าง โรงเลื่อยที่ยังเหลืออยู่เพียง 4 – 5 แห่งในย่านบางโพต้องประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การขาดแคลนวัตถุดิบและตลาดที่ต้องการสินค้า เพราะหลังจากการปิดป่า ห้ามตัดไม้ในภาคเหนือเมื่อ พ.ศ. 2532 เจ้าของโรงเลื่อยต้องหันไปซื้อไม้ซุงจากต่างประเทศเข้ามาเลื่อยแทน อย่างที่ไท้เชียงก็ได้จากการประมูลสัมปทานไม้สักในเมียนมา ขณะที่คนรุ่นใหม่มองว่าไม้สักเป็นของโบราณล้าสมัย หันไปใช้วัสดุชนิดอื่น ๆ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก่อสร้างแทน

งานที่โรงเลื่อยจึงลดฮวบฮาบจากสมัยที่หลงจู๊อ่างเพิ่งขึ้นรับตำแหน่งหลงจู๊ใหม่ ๆ มาก จากเคยมีงานเลื่อยทุกวัน บางวันต้องเลื่อยไม้กันจนดึกดื่น ได้ส่งออกไม้แปรรูปไปยังต่างประเทศ กลายเป็นเลื่อยเฉพาะเมื่อมีออร์เดอร์จากลูกค้า บางวันก็ไม่ต้องเลื่อยซุง แต่แปรรูปทำเครื่องเรือนหรือพื้นบ้านแทน

แต่นั่นไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่เลื่อยไม้มาตั้งแต่วัยฉกรรจ์ยันวัยชรา เพราะเขาพร้อมทำงานทุกชิ้นด้วยพละกำลังที่ยังเหลือแหล่ แม้ไม่รู้ว่าจะทำต่อไปอีกนานเท่าไรก็ตาม

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

“สนุกและท้าทายดี ยังมีความสุข งานหลงจู๊ไม่มีใครทำ หายาก เราจะสอนคนก็สอนไม่ได้ ไม่มีใครหัด เคยสอนลูกน้อง ลูกน้องมันใช้ไม่ได้ มันไม่เก่ง เพราะเขาไม่เข้าใจหลักการ สอนแล้วก็ไม่จำ แต่สอนแล้วไม่ไหว คนงานต้องเชิญออก เหลือแต่เราอย่างเดียว” หลงจู๊อ่างหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ถึงจะไม่มีคนมาสืบสานงานของเขา แต่เขาก็ยินดีที่จะถ่ายทอดข้อมูลความรู้ที่ตนเองมีให้กับเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาที่มักจะแวะเวียนมาขอความรู้ที่โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงอยู่เนือง ๆ

“ทำจนกว่าจะไม่ไหวนั่นแหละ ตำแหน่งนี้ไม่ได้ก็มาทำตำแหน่งเบา ๆ ทำกันไปจนตาย ถ้าเราแข็งแรงก็ทำได้ตลอด เราอาศัยสวดมนต์ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เพราะเรารู้หมดทุกอย่าง ร่างกายแข็งแรง เดี๋ยวนี้ต้องทำเองหมด เราออกกำลังจะได้แข็งแรง แต่อย่าเครียดเท่านั้น เครียดทุกอย่างก็เสร็จหมด”

หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน
หลงจู๊อ่าง อดีตเด็กหนุ่มที่ถูกลุงเรียกมาช่วยงานในโรงเลื่อยไม้ สู่ผู้จัดการโรงเลื่อยวัยชราที่ยังสนุกกับการทำงานทุกวัน

วันที่ 4 – 15 กุมภาพันธ์ 2566 ในช่วงสัปดาห์ Bangkok Design Week 2023 โรงเลื่อยจักร์ไท้เชียงเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม The Tour of Wood ทริปที่จะพาผู้เข้าร่วมไปรู้จักไม้ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ไปพบกับ หลงจู๊อ่าง-ชาญสิทธิ์ มีอุดมศักดิ์ ตัวจริงเสียงจริงได้ในทัวร์นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เฟซบุ๊ก Bangphowoodstreet หรือเว็บไซต์ Bangphowoodstreet.com

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load