เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า บ่อยครั้งที่บัณฑิตคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ จะทำงานไม่ตรงสายเสียทีเดียว บุคคลที่เราคุยด้วยวันนี้ก็เช่นกัน เขาออกห่างจากความเป็นสถาปนิก แต่ใช้ความรู้จากคณะเป็นพื้นฐานและไปได้ดีในหนทางที่เลือกเอง

เอก-กฤตภัค กุลบุศย์ เป็นผู้ก่อตั้งและพาร์ตเนอร์บริษัท Depth of Field (DOF) ที่ทำ 3D Visualization ทางสถาปัตยกรรม หรือถ้าอธิบายง่าย ๆ ก็คือ เป็นอาชีพที่อยู่เบื้องหลังการใช้คอมพิวเตอร์ทำภาพจำลอง 3 มิติให้ทุกคนดูก่อนที่อาคารจะสร้าง

โครงการ Sindhorn Village หลังสวน  Client : Siam Sindhorn Co., Ltd. - บริษัท Depth of Field
โครงการ Sindhorn Village หลังสวน
Client : Siam Sindhorn Co., Ltd.

นอกจากนั้น ออฟฟิศนี้ยังรับถ่ายภาพ ทำวิดีโอด้านสถาปัตยกรรม และยังมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตามยุคสมัยเพิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น VR, AR หรือแม้กระทั่งการลงไปวิ่งเล่นในโลกเสมือนอย่าง Metaverse เขาและทีม DOF เรียกได้ว่าเป็นเหล่าคนสำคัญของวงการอสังหาริมทรัพย์มาแล้วกว่า 2 ทศวรรษ

ณ ออฟฟิศที่หน้าตาเหมือนร้านเกม (ช่างภาพของเราบอกมา) เอกจะเล่าที่มาที่ไปของอาชีพเจ๋ง ๆ ของเขา และแชร์มุมมองที่เขามีต่ออนาคตให้พวกเราฟัง

เป็นตำนาน

“พี่จบภาคสถาปัตยกรรมที่จุฬาฯ จบมาน่าจะเกิน 20 ปีแล้วนะครับ” เขาต้องเริ่มเล่าตั้งแต่สมัยเรียน ตอนที่ความสนใจทางด้านการทำภาพจำลองเริ่มก่อตัว

เวลานั้นยังคงเป็นยุคเริ่มต้นมาก ๆ ของงานคอมพิวเตอร์กราฟิก ไม่ได้มีโปรแกรมหลากหลายเหมือนอย่างทุกวันนี้ เอกบอกว่าแม้ในคณะเริ่มมีการสอน AutoCAD พื้นฐาน แต่นิสิตในยุคนั้นก็ยังใช้มือในการเขียนแบบและทำโปรเจกค์ และยังไม่ได้อนุญาตให้ทำงานส่งโดยใช้คอมพิวเตอร์

“ส่วนโปรแกรม 3D ที่เริ่มมีให้ใช้ตอนนั้นเป็น 3D Studio Max version แรก ซึ่งเราต้องฝึกกันเองทั้งหมด” เขาเล่าต่ออย่างเมามัน “อาจจะสงสัยว่ายุคนั้นฝึกเองยังไงใช่ไหมครับ ตอนที่อินเทอร์เน็ตทำได้แค่รับส่งอีเมล ไม่มียูทูบ ไม่มีเว็บสอน ไม่มีโรงเรียนไหนสอน คือข้างในโปรแกรมก็จะมี Help File และ Tutorial เล็ก ๆ เขียนเป็นตัวหนังสืออยู่ในนั้นแหละ เราช่วยกันอ่านและแปลกับเพื่อน ๆ แล้วก็ลองทำตาม ซึ่งก็ต้องใช้ความพยายามมากพอดู”

เพื่อนของเราซึ่งทำงานที่ DOF เล่าตำนานให้ฟังอย่างหนึ่งว่า ‘พี่เอก’ นี่แหละ คือคนแรกที่ขออาจารย์พรีเซนต์งานทีสิสด้วยคอมพิวเตอร์

เอก-กฤตภัค กุลบุศย์ ผู้ก่อตั้งบริษัท DOF นักสร้างภาพ 3 มิติทางสถาปัตย์ที่กำลังไปไกลถึงโลกเสมือน Metaverse
กฤตภัค กุลบุศย์ ผู้ก่อตั้งและพาร์ตเนอร์บริษัท Depth of Field (DOF)

“เป็นเรื่องเล่ามาถึงรุ่นนี้เลยใช่ไหมครับ” ตำนานที่ยังมีชีวิตหัวเราะเสียงดัง “ตอนนั้นพี่เขียนมือตามมาตรฐานที่ทางคณะเขาให้ทำแหละ แต่ว่าของเราพิเศษคือมี 3D Animation เพิ่มมาด้วยตามความสนใจ ทางอาจารย์ก็ลังเลว่าควรให้พรีเซนต์ไหม เพราะเขาอยากให้เด็กทุกคนเท่าเทียมกัน แล้วก็อาจจะไม่ได้คุยกันมาก่อนว่าจะให้หรือไม่ให้ พี่เองก็ไม่ได้แจ้งก่อนด้วย สุดท้ายเลยไม่ได้พรีเซนต์

“แต่ปีถัดมาอาจารย์ก็อนุญาตให้รุ่นน้องใช้คอมพิวเตอร์ได้ เหมือนเขาได้ไปประชุมกันเรียบร้อยว่า โอเค ถึงเวลาเปลี่ยนยุคแล้วล่ะ”

เอกไม่ได้คิดจริงจังว่าต่อไปจะทำอาชีพอะไร แต่เขารับงานทำ 3D ตั้งแต่ยังเป็นนิสิต เขาได้ไปช่วยอาจารย์ ได้มีลูกค้าเป็นของตัวเอง เมื่อเรียนจบ เขาและเพื่อนสนิทที่ฝึก 3D ด้วยกันมาอีกคน ช้าง-ธัชพล เลิศวิโรจน์กุล จึงเดินเส้นทางนี้ในชื่อบริษัท Depth of Field ไปโดยปริยาย และเปิดโรงเรียนถ่ายทอดวิทยายุทธให้คนอื่น ๆ ในเวลาไล่เลี่ยกัน

ถึงจะดูมีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่งแล้ว แต่เส้นทางการเรียนของเขาก็ยังไม่จบ หลังจากนั้นเขาได้ทุนเรียนต่อปริญญาโทภาคคอมพิวเตอร์ในงานออกแบบสถาปัตยกรรมที่จุฬาฯ จบมาเป็นอาจารย์สักพัก แล้วก็ตัดสินใจไปเรียนต่อเพื่อเพิ่มทักษะอีก 1 ใบ

“ตอนนั้นในเมืองไทยเพิ่งเริ่มมีบริษัท Digital Magic (DM) เป็นบริษัทแรก ๆ เลยที่สร้างงานโฆษณาออกมาในลักษณะคอมพิวเตอร์กราฟิก ทำออกมาเป็นหิมะตกในเมืองไทย พอพี่เห็นปุ๊บก็คิดเลยว่า อันนี้แหละสิ่งที่เราอยากจะเรียน”

เอกไปแคนาดา เรียนด้าน 3D Animation และ Visual Effects อยู่ 2 ปี แล้วพบว่าตัวเองไม่ได้ชอบงานแอนิเมชันแบบการ์ตูน แต่ชอบงาน Visual Effects ที่นำ CGI ที่สร้างไปผสมกับของในโลกจริงที่เขาได้เรียนในปีที่ 2 เขาจึงนำส่วนนั้นกลับมาเป็น Service เพิ่มเติมในงาน DOF ซึ่งเป็นงานในวงการอสังหาริมทรัพย์ที่เขาสนใจมาแต่เดิม

เอก DOF : นักสร้างภาพ 3 มิติทางสถาปัตย์ที่กำลังไปไกลถึงโลกเสมือน Metaverse - โครงการ Dusit Central Park 
Client : Vimarn Suriya Company Limited
โครงการ Dusit Central Park
Client : Vimarn Suriya Company Limited
เอก DOF : นักสร้างภาพ 3 มิติทางสถาปัตย์ที่กำลังไปไกลถึงโลกเสมือน Metaverse - โครงการ Crossroads Maldives
โครงการ Crossroads Maldives
Client : Singha Estate PCL.

เป็นคนวาดรูป

DOF เป็นหนึ่งในบริษัทรุ่นบุกเบิกที่รับงาน 3D Visualization ทุกวันนี้ลูกค้าของพวกเขาคือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าหลัก ๆ ทั้งหมดของประเทศไทย บริษัทออกแบบ รวมถึงลูกค้าต่างประเทศด้วย

อาชีพนี้ใช้ทักษะที่เหมือนหรือต่างกับสถาปนิกนะ – เราถาม

“อืม…” เขาลากเสียงยาวอย่างใช้ความคิด “เราเหมือนคนวาดรูปมากกว่า สถาปนิกต้องรู้จัก Design Planning การแก้ปัญหาอะไรต่าง ๆ แต่ของเราคือการเอาแบบที่สถาปนิกทำไว้หมดแล้ว เขียนภาพออกมาให้มันสวยที่สุด เพื่อที่จะขายสิ่งนั้นให้กับลูกค้าของเขาอีกทีหนึ่ง”

เอก-กฤตภัค กุลบุศย์ ผู้ก่อตั้งบริษัท DOF นักสร้างภาพ 3 มิติทางสถาปัตย์ที่กำลังไปไกลถึงโลกเสมือน Metaverse

แม้ความสามารถที่ใช้เป็นคนละส่วนกับงานออกแบบ คนที่ DOF ส่วนใหญ่ก็จบสถาปัตย์ สถาปัตย์ภายใน ภูมิสถาปัตย์ หรือออกแบบผลิตภัณฑ์ เอกบอกว่าพวกเขาต้องทำงานกับดีไซเนอร์ ต้องอ่านแบบ หากจบสายอื่นก็คงต้องใช้ความเข้าใจเรื่องอาคารมากเป็นพิเศษ

แรกรับพนักงานใหม่เข้ามา ทุกคนจะไม่ได้เริ่มทำงานทันที แต่ต้องผ่านการเทรนแบบฉบับของ DOF ทั้งในแง่เทคนิคและความงาม ให้มีตาที่มองความงามใกล้เคียงกันก่อนจึงจะปล่อยให้เริ่มงานได้

เอก DOF : นักสร้างภาพ 3 มิติทางสถาปัตย์ที่กำลังไปไกลถึงโลกเสมือน Metaverse - โครงการ King Power MahaNakhon  Client : Pace Development - King Power 
โครงการ King Power MahaNakhon 
Client : Pace Development – King Power 

เราถามเขาว่า อะไรคือตัวตัดสินว่างานงานหนึ่งดีหรือไม่ดี

“ถ้าเป็นสมัยเริ่มแรกคนอาจจะบอกว่า งาน 3D ที่ดีคืองานที่แสงและวัสดุดูเหมือนจริง อันนั้นก็เป็นคุณภาพหนึ่งที่อาร์ติสต์จะมุ่งไป แต่ถ้าบอกว่ามันเป็นแค่อย่างเดียวที่จะตัดสินว่างานดีหรือไม่ดี มันก็ไม่ใช่ งานที่เหมือนจริงไม่ได้แปลว่างานสวย มันมีส่วนที่ประกอบกัน คือเรื่องของ Eye Training ฝึกเรื่องมุมมอง เอ๊ะ ภาพที่สวยคืออะไร การจัดองค์ประกอบเป็นยังไง คุณภาพด้านสีเป็นยังไง เราดูคุณภาพด้าน Artistic ด้วย”

หลังจากที่ Render ภาพจนหนำใจ คนขี้เบื่ออย่างเอกก็ถึงจุดอิ่มตัว พร้อมพบกับสิ่งใหม่ที่น่าตื่นเต้นอย่างการถ่ายภาพและภาพยนตร์

“เราได้ไปเห็นคลิปวิดีโอพรีเซนต์งานสถาปัตย์ของต่างประเทศ อยู่ชิ้นนึง เป็นงานถ่ายจากอาคารจริงทั้งหมด แล้วก็ร้องโอ้โห 3D Animation หรือ 3D Rendering น่ะเราไม่เคยทำอะไรแบบนั้นได้” DOF Sky|Ground พาร์ตใหม่ของ DOF ที่ให้บริการ จึงถือกำเนิดขึ้น

เอก-กฤตภัค กุลบุศย์ ผู้ก่อตั้งบริษัท DOF นักสร้างภาพ 3 มิติทางสถาปัตย์ที่กำลังไปไกลถึงโลกเสมือน Metaverse

“บางทีชีวิตเราดำเนินไป เราค่อย ๆ เจอเหมือนกันนะว่าเราอยากทำอะไรอีก หรือว่ามันน่าจะพอขยายอะไรได้ กับอีกส่วนหนึ่งคือลูกค้า บางทีลูกค้าก็จะถามว่าคุณทำอันนี้ได้ไหม เราก็เริ่มขยายไปตามความต้องการ”

ถือเป็นความขี้เบื่อที่มีประโยชน์และมีไฟจริง ๆ

เอก DOF : นักสร้างภาพ 3 มิติทางสถาปัตย์ที่กำลังไปไกลถึงโลกเสมือน Metaverse - ภาพถ่ายโครงการ Gaysorn Village  Client : Gaysorn Group
ภาพถ่ายโครงการ Gaysorn Village
Client : Gaysorn Group

เป็นความตื่นเต้น

พาร์ตใหม่ล่าสุดที่เอกประจำอยู่ตอนนี้ก็คือ DOF VR ตั้งแต่ 3 – 4 ปีก่อนที่เทคโนโลยี VR, AR เข้ามาในประเทศไทย เหล่าลูกค้าผู้น่ารักก็ถามเขาอีกว่าทำได้ไหม

มีหรือที่คนชอบความท้าทายอย่างเขาจะตอบว่าไม่ได้

สิ่งที่เขาทำคือไปศึกษาต่อว่า DOF จะทำในส่วนนี้ได้มากน้อยแค่ไหน แล้วเริ่มลุยอีกตั้ง ปัจจุบันนี้เขามีพาร์ตเนอร์ที่จบทาง Computer Science และมี Programmer มาดูแลงานส่วนนี้ให้ลูกค้าเป็นที่เรียบร้อย

VR คือเหมือนเราเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง คล้าย ๆ กับเวลาที่เราฝันแล้วตัดขาดจากโลกจริง แต่ AR คือการซ้อนภาพที่สร้างขึ้นลงบนโลกจริง ซึ่ง DOF ก็นำทั้ง VR ทั้ง AR มาใช้กับวงการสถาปัตย์และอสังหาฯ

“สมัยเป็นนักเรียนเราใช้จินตนาการอย่างเดียว ที่เราออกแบบมันดีรึยัง แล้วเข้าไปอยู่จะเป็นยังไง ไม่มีใครรู้หรอก ถ้าเป็น 3D Render มันก็เห็นอยู่ในจอนั้น ๆ แต่พอเป็น VR มันเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเข้าไปเดินในชิ้นงานออกแบบได้ก่อนที่จะสร้างขึ้นจริง”

เอกบอกว่า VR นั้นใกล้เคียงความจริงเหลือเกิน โดยเฉพาะเรื่อง Sense of Scale หากเราเข้าไปเดินใน VR จะรู้ว่าห้องกว้างหรือแคบขนาดไหน เดินกี่ก้าวถึงตรงไหน ยังไม่มี Media อื่นที่มาแทนตรงนี้ได้

เราเองก็เคยลองใส่แว่น VR ดูงานสถาปัตยกรรมอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้น DOF ไปออกบูทร่วมกับคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ที่งานสถาปนิก นำงาน 3D ของนิสิตมาสัมผัสแบบ VR นับเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่มาก แค่เดินไปใกล้ระเบียงก็รู้สึกใจหวิวกลัวตกราวกับว่าภาพตรงหน้าเป็นของจริง

DOF VR : Interactive 3D Hologram - เอก-กฤตภัค กุลบุศย์ แห่ง DOF
DOF VR : Interactive 3D Hologram
DOF VR : Immersive Theater - เอก-กฤตภัค กุลบุศย์ แห่ง DOF
DOF VR : Immersive Theater

มากไปกว่านั้น หลังจากที่กระแส Metaverse เป็นที่พูดถึงในโลกเมื่อปลายปี 2021 หรือต้นปี 2022 ที่ผ่านมา ล่าสุดเอกและทีม DOF ก็ได้พยายามก้าวเข้าไปในโลกเสมือนใบนั้นกับเขาด้วย

“VR เป็นประสบการณ์ส่วนตัว เราเข้าไปเหงา ๆ คนเดียว ไม่เจอใคร เข้าไปแล้วก็ออกมา เราคิดตั้งแต่ตอน VR เริ่มแล้วว่า คงจะดีมากเลยถ้าเราเข้าไปกันได้หลาย ๆ คน” เอกพูด “แต่พอมี Metaverse มันทำได้ ใส่แว่น VR จากที่ไหนก็ได้ แล้วก็เข้าไปเจอกัน”

เขายกตัวอย่างการใช้งานด้วยการสมมติว่าตัวเองเป็นสถาปนิกภายใน หากมีโลกเสมือนนี้เขาก็จะพาลูกค้าที่อยู่ไกลไปดูแบบด้วยกัน แล้วอยากลองวางเฟอร์นิเจอร์ตัวไหนก็เรียกออกมาแสดงตรงนั้นได้เลย

“ถ้าเทคโนโลยีนี้สำเร็จจริง ๆ มันจะช่วยเรื่องของการออกแบบและการพรีเซนต์งานออกแบบได้เยอะมาก วิธีสื่อสารจะเปลี่ยนไปทั้งหมด ”

ตอนนี้ DOF กำลังร่วมมือกับ 3D Creator เบอร์ต้น ๆ ของไทยอย่าง DEC Media, OWL Studio และ Jom3D พัฒนาโปรเจกต์ Metaverse หนึ่งที่เรียกว่า Bangkokverse โดยพาร์ตแรกคือการทำโชว์เคส ‘First Space’ ซึ่งเป็น Virtual Space แรกบนโลกเสมือน มีบริษัทดีไซน์ที่มีชื่อเสียง อย่าง Design 103, Plan Architect และบริษัทสถาปนิกเจ้าอื่น ๆ มาร่วมสร้างผลงานออกแบบ แล้วให้ผู้คนจากทุกที่เข้ามาสัมผัส Space ร่วมกับคนอื่น จะเข้าผ่านมือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแว่น VR ก็แล้วแต่สะดวก

BANGKOKVERSE : metaverse for real-estate & design industry
BANGKOKVERSE : metaverse for real-estate & design industry

เป็นไปได้ไหม?

แล้วก็มาถึงประเด็นสำคัญที่เราอยากรู้เป็นการส่วนตัว ช่วงเดือนที่ผ่านมามีกระแส AI วาดรูปตามคำสั่งได้อย่างน่าทึ่ง เราเลยตั้งใจมาถามว่าเขาคิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง

“จริง ๆ Midjourney ออกมานี่ สายงานที่เป็น Concept Artist เขาก็ต้องสะดุ้งบ้างแหละ ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่ง AI จะวาดรูปได้แล้วออกมาได้ขนาดนี้” เอกตอบพร้อมบอกว่าตนเองก็ลองเล่นแล้วเหมือนกัน “เขาคงต้องฉีกตัวว่ามีอะไรที่จะทำได้ดีกว่า AI”

แล้วถ้าถามถึงวงการที่เขาอยู่ล่ะ หากป้อนไปว่าอยากได้ห้องแบบไหน แล้ว AI ประมวลผลออกมาเป็นภาพที่ต้องการ คุณคิดว่าเป็นไปได้ไหม – เราถามอย่างคนไม่รู้

“เป็นไปได้ แต่เราเชื่อว่ามันมีขอบเขตบางอย่าง สุดท้าย AI อาจจะช่วยไกด์ได้ประมาณหนึ่ง แล้วเราใช้ตัวนั้นมาพัฒนาต่อดีกว่า เพราะว่าสุดท้ายก็ได้แบบไม่ตรงกับสิ่งที่เรากับลูกค้าคิด 100 เปอร์เซนต์หรอก ขนาดลูกค้าตรวจงานกับเรายังแก้แล้วแก้อีก กว่าจะได้สิ่งที่ถูกใจจริง ๆ

“งาน AI สวยก็จริง แต่พอเราต้องการอะไรที่เฉพาะเจาะจงมาก ๆ มันเริ่มไม่ได้แล้ว”

เอกบอกว่า เทรนด์ที่จะเป็นอนาคตของ Architectural Presentation จริง ๆ เลยก็คือ Metaverse ช่วงสิบปีที่ข้างหน้านี้ สถาปนิกคงต้องขยับไปดีไซน์สถาปัตยกรรมในโลกเสมือนมากขึ้น ถึงแม้ตอนนี้จะยังดูเหมือนว่าเป็นส่วนเสริม แต่เทคโนโลยีทุกอย่างก็กำลังเติบโต สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันปกติ

“ถ้าพูดถึงการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย” ผู้เชี่ยวชาญพูดต่อ “คิดว่าส่วนที่เราเรียนกันมาอยู่แล้ว การออกแบบสถาปัตยกรรม การสร้างสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกจริงก็ยังต้องมีเหมือนเดิมไปตลอด แต่คงมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างการสร้างโลกเสมือนเพิ่มมา

“เพิ่มแค่เป็นรายวิชาก็ได้ สมมติว่าถ้าคุณได้ไปออกแบบงานในโลกเสมือนที่ไม่ได้อยู่ในโลกจริง ๆ หลักการจะเป็นยังไงบ้าง ต้อง Concern เรื่องอะไรบ้าง ลองทำงานกันจริง ๆ ก็น่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีให้กับนักเรียนเหมือนกัน”

ก่อนจะจบการสัมภาษณ์ เราถามว่าเขารู้สึกยังไงกับชีวิตที่ได้ทำงานแบบนี้ ซึ่ง ‘สนุก’ และ ‘ภูมิใจ’ ก็เป็น 2 คำตอบที่เขาให้มา

สนุก เพราะเป็นสิ่งที่เขาสนใจ อยากจะทำให้ได้ ตลอดชีวิตการทำงานของเขา เขาสนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่และทำออกมาให้สำเร็จ

ภูมิใจ ที่ DOF ได้อยู่ในระดับต้น ๆ ของประเทศและมีความน่าเชื่อถือในกลุ่มลูกค้า ได้ทำโปรเจกต์สเกลใหญ่ ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ใหม่, คิงเพาเวอร์ มหานคร, ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค, ทรู ดิจิทัล พาร์ค หรือสนามบินอู่ตะเภาใหม่ รวมถึงได้ทำงานบ้านส่วนตัวให้คนมีชื่อเสียงระดับโลก

ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเอก และ Depth of Field

เอก-กฤตภัค กุลบุศย์ แห่ง DOF เกี่ยวกับที่มาที่ไปของอดีต งานปัจจุบัน และอนาคตของวงการ 3D Visualization

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

กระดาษแผ่นใหญ่กางพืดอยู่บนโต๊ะไม้กะทัดรัด แท่งไม้ปลายแหลมนับสิบเรียงรันกันเป็นระเบียบในกระเป๋าซึ่งออกแบบมาเพื่อเก็บพวกมันโดยเฉพาะ เคียงคู่คัตเตอร์ที่วางไว้ใกล้มือให้หยิบใช้ได้ทันใจ

หญิงสาวในอาภรณ์มิดชิดทาบสันมืออันเป็นอวัยวะเพียงไม่กี่ส่วนที่อยู่นอกร่มผ้า เพื่อให้ได้ท่าทางถนัดถนี่ พลันกดปลายไม้เปื้อนหมึกลงกลางกระดาษตรงหน้า มิช้าแผ่นวัตถุบางที่ว่างเปล่าก็ถูกร่างร่ายด้วยน้ำหมึกเป็นอักษรอันวิจิตรบรรจง และจากอักษรไม่กี่ตัวก็รวมกันเป็นรูปร่างได้อย่างน่าอัศจรรย์

นูรฮายาตี วาโด มือเขียนอักษรวิจิตรอาหรับจากปัตตานี ดีกรีท็อป 10 ของโลก

นูร-นูรฮายาตี วาโด เงยใบหน้าใต้กรอบผ้าคลุมผมขึ้นสบตาผู้มาเยือน ก่อนอวดผลงานอักษรวิจิตรอาหรับ หรือ ‘ค็อต (Khat)’ ที่เพิ่งเขียนเสร็จด้วยฝีมือระดับ 1 ใน 10 ผู้เข้าแข่งขันเขียนค็อตระดับโลกซึ่งจัดขึ้นเพียง 3 ปีครั้ง เป็นผู้หญิงน้อยคน และเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้ยืนเด่นบนเวทีดังกล่าว

ระหว่างรอให้นูรฮายาตีพักมือจากค็อตที่เขียนให้เราอย่างสุดความสามารถ เราจึงชวนเธอมานั่งคุยสบาย ๆ เพื่อขีดเขียนเรื่องราวของเธอผู้ร่างเส้นทางชีวิตตนเองด้วยค็อต

ขีด 1
ลอกเลียนที่ยะหริ่ง

พูดถึงอักษรอาหรับ ภาพแรกที่ทุกคนนึกถึงคงเป็นตัวอักษรยึกยือ มีหัวกลม มีจุด ลากยาวติดต่อกันจากขวามาซ้าย ละม้ายแม้นงูที่ลากเลื้อยไปมา

ด้วยเส้นสายลายลวดอันพลิ้วไหวดังรูปวาด ผนวกกับคำสอนในศาสนาอิสลามที่ไม่ส่งเสริมให้ผู้นับถือวาดภาพคน สัตว์ จนถึงสิ่งมีชีวิตใด ๆ ในงานศิลป์ ชาวมุสลิมตั้งแต่อดีตกาลนานเนาจึงนำอักษรอาหรับมาผูกเป็นลวดลายที่สวยงาม ก่อเกิดเป็น ‘ค็อต’ ซึ่งแพร่หลายไปทั่วโลกอิสลาม ไม่ว่าในคาบสมุทรอาระเบีย แอฟริกาเหนือ ตุรกี อินเดีย หรือแม้แต่คาบสมุทรมลายูซึ่งเป็นที่ตั้งของจังหวัดปัตตานี

นูรฮายาตี วาโด มือเขียนอักษรวิจิตรอาหรับจากปัตตานี ดีกรีท็อป 10 ของโลก

งานค็อตนั้นพบได้ในทุก ๆ สถานที่ของชาวมุสลิม ตามมัสยิด สุสาน โรงเรียนสอนศาสนา จนกระทั่งตามบ้านคน บนข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ถือเป็นทัศนศิลป์ชั้นสูง เพราะมักเขียนเป็นพระนามหรือวจนะของพระผู้เป็นเจ้า ชื่อศาสดา บันทึกความรู้หรือข้อความอันเป็นประโยชน์ทั้งหลาย

ทั้งหมดนี้ล้วนผ่านตานูรฮายาตีมาตั้งแต่เพิ่งเริ่มรู้ความ

“นูรมาจากบ้านพังกับ ตำบลราตาปันยัง อำเภอยะหริ่ง” เธอแนะนำตัวเป็นไทยปนสำเนียงมลายู 

“ในครอบครัวก็ไม่มีใครเขียนค็อตนะ แต่ว่าคุณปู่มีเขียนบนกระจกค่ะ ชอบอยู่แล้ว ชอบด้านนี้ ตัวหนังสือสวย ก็ลองเขียนตามดู ตอนเด็ก ๆ ก็ได้แค่เลียนแบบน่ะค่ะ”

ขีด 2
เรียนจริงที่ไคโร

หลายปีล่วงผ่าน เมื่อนูรฮายาตีเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนรัศมีสถาปนา อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เด็กสาวชาวบ้านพังกับนำวุฒิ ม.6 ขึ้นกรุงเทพฯ ไปสอบชิงทุนของมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร มหาวิทยาลัยเก่าแก่ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เปิดสอนการศึกษาอิสลามมานานกว่า 1,000 ปี

ผลปรากฏว่าเธอสอบได้ สาวยะหริ่งจึงต้องห่างบ้านเกิดเมืองนอนไปใช้ชีวิตอยู่ที่อียิปต์นานหลายปี ในฐานะนักเรียนทุนอัลอัซฮัรที่ทรงเกียรติ

นูรฮายาตีเลือกเข้ารับการศึกษาที่คณะอักษรศาสตร์ แม้ว่าหลักสูตรของคณะที่เธอเรียนจะไม่บังคับให้เรียนด้านอักษรวิจิตร แต่ความชอบที่บ่มเพาะมาแต่วัยเยาว์ กลับผลักดันให้เธอไปพบกับจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ ที่กำหนดความเป็นไปของชีวิตเธอนับแต่นั้น

นูรฮายาตี วาโด มือเขียนอักษรวิจิตรอาหรับจากปัตตานี ดีกรีท็อป 10 ของโลก

“ที่อัลอัซฮัรมีเปิดสอนพิเศษวิชาค็อต เรียนช่วงบ่ายจนถึงประมาณ 2 ทุ่ม เรียน 3 วันต่อสัปดาห์ เราก็ไปเรียน ก็ยิ่งดีเลย เพราะได้รู้ว่ากฎเกณฑ์ในการเขียนค็อตเป็นยังไง

“วิธีการเขียนค็อตมี 2 ประเภท คือแบบดั้งเดิมกับแบบประยุกต์ ถ้าแบบดั้งเดิมก็คือเขียนตามกฎเกณฑ์เป๊ะ ๆ เลย แต่ถ้าแบบประยุกต์ก็ออกนอกกฎเกณฑ์ได้ เขียนตามที่เราสื่อถึงรูปร่างต่าง ๆ ได้หมด”

ซึ่งในการเรียนเขียนค็อตแบบมืออาชีพ นักเรียนทุกคนต้องเริ่มจากค็อตชนิดพื้นฐานก่อนเสมอ

“ค็อตมีเป็นร้อย ๆ แบบค่ะ แต่ว่าคนนิยมใช้นิยมเขียนกันมีแค่ 7 แบบเท่านั้น” นูรฮายาตีเผยความน่าทึ่งของศิลปะการเขียนในโลกอิสลาม พลางแจกแจงให้รู้จักค็อตทีละแบบ

“7 แบบก็มี 1) ริกอะห์ (Riq’ah) 2) ดีวานี (Diwani) 3) ดีวานีญะลีย์ (Diwani Jali) 4) ตะอ์ลีค (Ta’liq) 5) นาซัค (Naskh) 6) กูฟีย์ (Kufic) แล้วก็ ษุลุษ (Thuluth)” ชื่ออาหรับพรั่งพรูมาทีละชื่อ ขณะที่เจ้าของผลงานควานหาตัวอย่างให้เรายลความแตกต่างของอักษรวิจิตรแต่ละชนิด ซึ่งเกิดขึ้นต่างสถานที่ ต่างยุคสมัย ต่างความนิยมใช้กัน

“อย่างค็อตดีวานีจะนิยมแถบประเทศตุรกี ส่วนตะอ์ลีคก็นิยมในอิหร่าน เลยมีอีกชื่อว่าค็อต ‘ฟารีซี’ ที่แปลว่า เปอร์เซีย (อิหร่าน)”

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

“ตอนเรียนก็จะเริ่มจากจุดแรก คือจุด ‘นุกเตาะห์’ เป็นตัวสี่เหลี่ยม พอผ่านอันนี้ก็ทีละตัว ทีละตัว จนจบขั้นแรก แล้วก็เข้าขั้นที่สอง จบขั้นที่สองก็เข้าขั้นที่สาม อะไรประมาณนี้ค่ะ”

เมื่อจบค็อตริกอะห์ที่เรียนเป็นลำดับแรกแล้ว จึงจะเริ่มหัดเขียนค็อตดีวานีซึ่งยากขึ้น ต่อด้วยค็อตดีวานีญะลีย์ ตะอ์ลีค ไปตามความยาก

นูรฮายาตีฝึกปรือจนเชี่ยวชาญทีละค็อต ไล่มาจากริกอะห์ ดีวานี ดีวานีญะลีย์ ตะอ์ลีค เพิ่งจะได้เริ่มเรียนเขียนนาซัคที่เป็นบทเรียนที่ 5 ไม่นาน ก็มีเหตุให้เธอต้องกลับไทย

ขีด 3
ประกวดที่ตุรกี

“ทีแรกนูรเรียนกับอาจารย์ชื่อ อาจารย์ฮะซะนี เป็นคนอาหรับ แต่เกิดการประท้วงที่อียิปต์ นุุรก็เลยกลับมา พอกลับไปอีกครั้งหนึ่ง อาจารย์เขาไม่สอนแล้ว เลยย้ายไปเรียนกับ อาจารย์อะฮ์มัด อัลฮัซนี

จะเป็นเพราะฝีไม้ลายมือที่พัฒนาจนเข้าขั้น หรือด้วยแววตาที่แหลมคมของอาจารย์คนใหม่ก็ตามแต่ ในวันนั้นเพชรเม็ดงามจากเมืองไทยที่ชื่อนูรฮายาตีได้เปล่งประกายแวววาม จนอาจารย์อัลฮัซนีแลเห็นอนาคตที่รุ่งเรืองในตัวเธอ

“เขาบอกว่าเด็กคนนี้จะไปได้ไกล ก็มาบอกว่า เธอ ๆ ต้องย้ายมาเรียนกับเรานะ เราจะต่อยอดแล้วก็ทำให้เธอส่งประกวดได้เลยนะ”

นั่นคือความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตนักศึกษาสาวชาวจังหวัดปัตตานี เพราะอาจารย์ผู้นี้เคี่ยวเข็ญให้เธอมุ่งไปสายประกวดเต็มพิกัด หากวันใดไม่ว่างมาเรียนพิเศษกับอาจารย์ เขาก็จะบังคับให้เธอเขียนค็อตสำหรับส่งประกวด นูรฮายาตีมักใช้เวลาค่ำคืนที่หอพักนักศึกษานานาชาติประดิษฐ์ค็อต พอเสร็จก็นำไปส่งตรวจ หากมีข้อผิดพลาดก็ต้องกลับมาแก้ใหม่ แก้แล้วแก้เล่าอยู่เป็นแรมเดือน

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

“อันที่แข่งไม่ได้ทำแค่ 2 วัน หรือ 2 เดือนนะ ต่อ 1 ชิ้นใช้เวลา 7 เดือนได้ค่ะ”

มิเท่านั้น โจทย์ในการส่งประกวดยังเต็มไปด้วยข้อกฎเกณฑ์หยุมหยิมอีกเป็นพะเรอเกวียน

“เขาให้โจทย์มาเป็นตัวหนังสือธรรมดา เป็นฟอนต์ธรรมดา ระบุว่าต้องเป็นค็อตชนิดนี้ ไม้ที่เขียนก็ระบุไว้ด้วยว่าต้องเขียนด้วยไม้กี่มิลลิเมตร หมึกต้องสีดำ ขนาดของกระดาษด้วย”

ในการประกวดครั้งแรกในชีวิต นูรฮายาตีส่งผลงานเข้าประกวดในรายการประกวดค็อตที่สมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเธอได้รับรางวัลรองชนะเลิศมาเชยชม แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเหรียญเงินคือความมั่นใจที่ส่งเธอก้าวขึ้นไปแข่งขันในระดับโลก

รายการที่สองจัดโดย Research Centre for Islamic History, Art and Culture (IRCICA) ของประเทศตุรกี เป็นการประกวดเวทีใหญ่ของโลกที่มีผู้เข้าแข่งขันมาจากทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นตุรกี ลิเบีย อิหร่าน จอร์แดน อินโดนีเซีย ซีเรีย และอีกหลายชาติมุสลิมเท่าที่พวกเราจะนึกชื่อออก

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

ในรายการนี้ สมุดคำสั่งระบุชัดเจนว่าต้องใช้หมึกสีดำ ชนิดกระดาษต้องใช้กระดาษมุกอฮัร (Muqahar Paper) ที่ทำจากแป้งมันผสมไข่ขาว ขนาด 40 x 60 เท่านั้น หากโดนใบมีดฉีกขาดหรือบิ่นเพียงนิดเดียวก็ถูกคัดออกจากการแข่งขันทันที

“สมมติว่าเราทำกระดาษไม่เท่าขนาดที่เขาวางไว้หรือสีผิดก็ถูกตัดออกได้ แล้วก็ปลายของไม้ ถ้าเขาก็ระบุว่า 2 มิลลิเมตร ถ้าเราเขียนด้วยไม้ 3 มิลลิเมตรก็ผิด เขาตัดออกจากการแข่งขันได้เลย โดยที่ไม่ได้ดูว่าเราเขียนถูกเขียนสวยนะ”

ขีด 4
โชว์ผลงานที่ดูไบ

นูรฮายาตีอุทิศกายใจในชั้นปีสุดท้ายที่อียิปต์เพื่อส่งประกวดค็อตระดับโลก และแล้วความตั้งใจสุดชีวิตของเธอก็สร้างสรรค์ผลงานออกมาจนแล้วเสร็จ เป็นค็อตดีวานีกับค็อตตะอ์ลีคอย่างละชิ้นงาน

“พอทำเสร็จแล้ว ก็คิดว่าโอเค เราภูมิใจในสิ่งที่เราทำ คิดว่าเราทำออกมาได้ดีที่สุดแล้ว ผลจะออกมาแบบไหนนั้น เราก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะว่าเป็นครั้งแรกของการเข้าประกวด ไม่รู้ว่าระดับโลกเขาตรวจยังไง เขาคิดอะไรบ้าง ก็ไม่รู้ เราทำออกมาให้รูปร่าง ความหมาย ให้ดีที่สุดเท่านั้น”

แล้วสิ่งเหนือความคาดหมายก็มาเยือน เมื่อเธอกลับไทยในเดือนเมษายนปีเดียวกันนั้น ทางตุรกีได้ประกาศผลว่าผลงานชิ้นหนึ่งของเธอติดอันดับแน่นอน ส่วนอีกชิ้นผ่านเข้ารอบ แต่ไม่การันตีอันดับ

นูรฮายาตี วาโด มือเขียนอักษรวิจิตรอาหรับจากปัตตานี ดีกรีท็อป 10 ของโลก

“อัลฮัมดุลิลลาฮ์” บัณฑิตสาวเปล่งคำขอบคุณพระเจ้าออกมา “ไม่คิดเลยว่าจะติด”

ผลที่ออกมาคือค็อตดีวานีของเธอได้รับอันดับ 6 จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด ขณะที่ค็อตตะอ์ลีคนั้นได้รับเพียงอันดับ 19 ถูกคัดออกในภายหลัง หากนั่นก็นับว่าเกินฝันแล้ว สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งลงแข่งระดับโลก

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้หญิงสักคนจะได้รับรางวัลจากเวทีใหญ่ระดับนี้ และเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าที่ผู้เข้าแข่งขันจากประเทศที่มีประชากรมุสลิมเพียงร้อยละ 5 เช่นไทยจะผงาดขึ้นไปรั้งอันดับเลขตัวเดียว

ความสำเร็จนั้นส่งผลให้นูรฮายาตีกลายเป็นคนคุ้นเคยของเวทีประกวดค็อต เธอหมั่นส่งผลงานไปยังรายการแข่งขันอื่น ๆ เรื่อยมา โดยเพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศที่สิงคโปร์เมื่อไม่นานมานี้

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของยอดฝีมือด้านค็อตรายนี้ คือการที่เธอได้รับเชิญให้นำผลงานไปแสดงในมหกรรมค็อตโลกที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อ พ.ศ. 2559

“อันนี้ไม่ใช่ประกวด เป็นมหกรรมไปโชว์ผลงาน เขาให้ตั๋วมา เราก็นำผลงานไป 8 ชิ้นค่ะ” นูรฮายาตีเล่าพร้อมกับหยิบรูปถ่ายให้เราดู “แรก ๆ ก็ไม่มั่นใจ ไปคนเดียว เขาเชิญเราไปคนเดียว ก็รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อนร่วมทาง ก็เชื่อใจตัวเองว่าเราต้องทำได้ เราต้องไม่กลัว”

ขีด 5
สอนนักเรียนที่ปักษ์ใต้

แม้ว่าวันนี้นูรฮายาตีจะกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดในอำเภอยะหริ่งเหมือนก่อน แต่ชีวิตเธอเปลี่ยนไปจากสมัยวัยรุ่นที่เพิ่งเข้ากรุงไปสอบชิงทุนโดยสิ้นเชิง เมื่อเธอกลับมาบ้านพร้อมศาสตร์และศิลป์ในการเขียนลายอักษรวิจิตรอาหรับที่ได้ฝึกฝนมานานหลายปี พ่วงด้วยรางวัลในการประกวดระดับโลก

ปัจจุบันนูรฮายาตีเป็นทั้งครูและวิทยากรรับเชิญตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เป็นต้นว่า มหาวิทยาลัยสุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ลงไปถึงตามโรงเรียนมัธยม ตาดีกา (ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด) รวมถึงเปิดสอนพิเศษที่บ้านทุกวันศุกร์ เพื่อมอบวิชาการเขียนค็อตแก่เยาวชนรุ่นหลัง

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

วิธีการเขียนค็อตของเธอจะเป็นแบบโบราณ คือเขียนด้วยไม้ ไม่ใช่ปากกาหรือพู่กัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านค็อตแห่งอำเภอยะหริ่งกล่าวว่าจะเขียนให้ดีได้ ต้องเลือกเฟ้นให้ดีตั้งแต่ไม้ที่ใช้แล้ว

“ไม้ที่ใช้เขียน เรียกว่าไม้โชน ถ้าภาษาอาหรับเขาเรียกว่า ‘ฮันดาม (Handam Pen)’ เป็นไม้เนื้อดีในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ส่งไปขายให้อาหรับได้ด้วยค่ะ

“ตอนเลือกไม้ก็ต้องเหลาไม้ ถ้าปลายของไม้หนาก็จะเขียนไม่สวย พวกเด็กไม่เคยเรียน เขาก็จะกดแรง ๆ บางทีก็จะติด เขียนไม่ได้ ต้องเบามือก่อน ค่อย ๆ ไป ปลายของมันก็ต้องให้เรียบบนกระดาษ สมมติว่าเรายกไม่เท่ากัน ก็เขียนไม่ติด จะติดด้านหนึ่ง แล้วก็ไม่ติดด้านหนึ่ง มันก็จะไม่สวย”

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

หมึกที่ใช้ก็ต้องเป็นหมึกเฉพาะซึ่งมีคุณสมบัติแห้งเร็ว แห้งง่าย ส่วนกระดาษก็ต้องใช้กระดาษอาร์ตมัน 160 แกรมเขียนเท่านั้น โดยที่นูรฮายาตีให้เหตุผลว่า “กระดาษ A4 หรือกระดาษอะไรก็เขียนได้ แต่หมึกจะซึมนิดหนึ่ง ถ้าจะให้เขียนลื่น ๆ ก็กระดาษอาร์ตมัน”

ถ้าอยากเขียนค็อตให้งามนั้น จำเป็นจะต้องร่างแบบและทำความเข้าใจกับมุม องศา ตลอดจนลักษณะค็อตชนิดที่จะเขียนก่อนเสมอ

“ก่อนจะมาเป็นลายสวย ๆ ก็ต้องเริ่มจากจุดสี่เหลี่ยม เรียกว่า ‘นุกเตาะห์’ ก่อน จุดสี่เหลี่ยมนี้ก็ต้องรู้ว่ามาจากมุมกี่องศา เราจะต้องวางไม้กี่องศา มุมฉาก 90 องศา มุมแหลม 90 องศา เพื่อเชื่อมอักษรไปด้วยกัน เวลาเขียนก็ต้องเริ่มจากตัวใหญ่ก่อน แล้วค่อยเติมตัวแต่ง เติมจุดลงไป”

“ระหว่างเขียนก็ต้องพยายามไม่ให้หมึกโดนมือ และไม่จุ่มหมึกบ่อยไป เวลาประกวดจุ่มหมึกบ่อย ๆ ก็โดนกรรมการหักคะแนนได้นะคะ”

นูรฮายาตีคุยว่านอกจากอักษรอาหรับที่ช่ำชองแล้ว จะให้เธอเขียนอักษรยาวีซึ่งดัดแปลงมาจากอาหรับ หรืออักษรไทยก็ย่อมได้เหมือนกัน

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

ผลงานจากปลายไม้ของ นูรฮายาตี วาโด ส่วนใหญ่จะอยู่ในกรอบรูป เธอไม่ได้เขียนให้มัสยิด เนื่องจากค็อตในมัสยิดต้องเขียนด้วยพู่กันซึ่งไม่ใช่อุปกรณ์ถนัดของเธอ อีกทั้งการให้สุภาพสตรีปีนป่ายนั่งร้านขึ้นไปวาดลวดลายบนที่สูง ยังแลดูไม่เหมาะสมในมุมมองของอิสลามิกชน

แต่นั่นไม่เป็นปัญหา เพราะอาจารย์นูรฮายาตีได้ฝากฝังวิชาของเธอแก่สานุศิษย์แล้ว

“พวกผู้ชายทำได้ ลูกศิษย์ที่เรียนไปจากเราก็ขายชิ้นงานได้ ทำป้ายผ้าแขวนตามงานต่าง ๆ งานวัฒนธรรม ป้ายโรงเรียน ป้ายมัสยิด อะไรก็ได้หมด”

ส่วนใครที่อยากทดลองเขียนค็อตด้วยตัวเอง ผู้ครองรางวัลที่ 6 ในการประกวดเขียนค็อตโลกเมื่อหลายปีก่อน มีอุปกรณ์จำหน่ายครบชุดที่เพจ เสน่ห์หมึกปลายไม้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใฝ่ใจด้านนี้

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

นูรฮายาตีหยิบไม้โชนขึ้นมาเหลาปลายต่อ ก่อนจุ่มปลายของมันลงในขวดหมึก

หมึกปลายไม้แท่งนี้ไม่เพียงวาดอักษรประดิษฐ์เป็นรูปทรงต่าง ๆ หากยังสร้างเยาวชนรุ่นใหม่อีกมากมายที่พร้อมสานต่อศิลปะชั้นสูงแขนงนี้แก่สังคมมุสลิมไทยสืบไป

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ไรวินทร์ วันทวีทรัพย์

ช่างภาพผู้หลงรักกล้องเก่าและชอบเสียงชัตเตอร์เป็นชีวิตจิตใจ IG : 551mm

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load