The Cloud x Designer of the Year

เวลาที่เราพูดถึงสินค้าที่ได้รับการออกแบบ หลายคนมักนึกไปถึงข้าวของเครื่องใช้เลิศหรูอลังการที่อยู่ห่างไกลจากการหยิบใช้ในชีวิตประจำวันของเรากัน แต่บางทีมันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะมีนักออกแบบรุ่นใหม่ๆ หลายคนที่เริ่มหยิบจับเอาของรอบตัวในชีวิตประจำวันมาออกแบบใหม่ให้มีการใช้งานและภาพลักษณ์สอดคล้องกับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น

กฤษณ์ พุฒพิมพ์ คือหนึ่งในนักออกแบบกลุ่มนั้น ที่ทุกวันนี้ทำงานทั้งออกแบบผลิตภัณฑ์และเฟอร์นิเจอร์ โดยเนื้องานแล้วเขามีลูกค้ามากมายในหลายธุรกิจ ทำให้กฤษณ์ต้องทำงานออกแบบทั้งบรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านอย่างเตารีด พัดลม โทรทัศน์ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์อย่างเก้าอี้โซฟา ชุดโต๊ะกินข้าว เก้าอี้สนาม ยังไม่นับวัสดุหลากหลาย ตั้งแต่ไม้ดัด ไม้จริง อะลูมิเนียม พลาสติก ไปจนถึงโลหะหลากหลายประเภท

คุยกับ กฤษณ์ พุฒพิมพ์ ผู้เปลี่ยนภาพจำยาดมตลอดกาลเป็น ARMA ยาดมรักษ์โลกดีไซน์ดี

บางงานแม้จะไม่มีลูกค้ามาจ้าง เมื่อเห็นของบางอย่างที่ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งานของคนปัจจุบัน กฤษณ์ก็จะลงมือออกแบบใหม่และผลิตออกมาด้วยตัวเอง แม้บางอย่างจะเป็นของเล็กน้อย อย่างยาดมอาม่าที่ถูกจับแต่งตัวใหม่เสียจนอาม่ามาเห็นก็คงจำไม่ได้ หรือจักรยานไม้ที่เจ้าตัวอยากได้แต่ไม่เคยเห็นในท้องตลาด เลยทำขึ้นมาเอง

ไม่ใช่แค่เราที่ว่าดี รางวัลต่างๆ มากมายที่เขาได้รับล้วนแล้วแต่การันตีฝีไม้ลายมือของกฤษณ์ ทั้ง Designer of the Year 2019 สาขา Furniture Design รางวัล DEmark Design ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึงรางวัล Good Design Awards (G-mark) ของประเทศญี่ปุ่น และรางวัลงานออกแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรางวัลหนึ่งของยุโรปอย่าง Red Dot Design Award อีกด้วย

Dots Design Studio
Dots Design Studio
คุยกับ กฤษณ์ พุฒพิมพ์ ผู้เปลี่ยนภาพจำยาดมตลอดกาลเป็น ARMA ยาดมรักษ์โลกดีไซน์ดี

ถ้าจุดแต่ละจุดมาเรียงกันก่อให้เกิดเป็นเส้น และเส้นหลายเส้นประกอบเข้าด้วยกันทำให้เกิดรูปทรงต่างๆ มากมาย คงไม่เกินไปถ้าจะบอกว่าจุดที่ว่าคือจุดเริ่มต้นของงานออกแบบ

และ ‘จุด’ ยังเป็นชื่อของบริษัทที่เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของกฤษณ์ พุฒพิมพ์ นักออกแบบและผู้ก่อตั้ง Dots Design Studio

ถ้าพร้อมแล้ว เราขอเชิญให้ทุกคนมาร่วมกันลากเส้นต่อจุดเพื่อดูความคิดและวิธีทำงานของเขาไปโดยพร้อมเพรียงกัน

จุดเริ่มต้นในการเป็นนักออกแบบ

ความสนใจในการเป็นนักออกแบบของกฤษณ์เริ่มมาจากการทำของเล่นเล่นเองในวัยเด็ก เพราะตอนนั้นร้านของเล่นในจังหวัดร้อยเอ็ดแทบจะไม่มีของเล่นอะไรเลย ชีวิตวัยเด็กของกฤษณ์จึงมีแต่การวาดการ์ตูน แกะจักรยานมาพ่นสีแล้วแต่งใหม่ และเคยแม้แต่หยิบวัสดุใกล้มือมาต่อเป็นหุ่นยนต์กันดั้มกับพี่ชาย

เมื่อโตมา ทางบ้านก็สนับสนุนให้เป็นวิศวกร แต่กฤษณ์ในวัยเด็กกลับเห็นอาชีพอย่างสถาปนิกเป็นอาชีพที่เท่มาก และเกือบเลือกเรียนเป็นสถาปนิกแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเพื่อนคนหนึ่งเลือกเรียนสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ จนทำให้กฤษณ์ได้รู้จักอาชีพนักออกแบบผลิตภัณฑ์ 

หลังจากสอบเอนทรานซ์ ปรากฏว่ากฤษณ์สอบติดภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

คุยกับ กฤษณ์ พุฒพิมพ์ ผู้เปลี่ยนภาพจำยาดมตลอดกาลเป็น ARMA ยาดมรักษ์โลกดีไซน์ดี

“พอได้เข้ามาเรียน ผมก็ชอบมาก มันสนุกเหมือนตอนที่ผมทำของเล่นเล่นเองสมัยเด็กๆ เวลาทำการบ้านคนอื่นๆ มักทำงานเสร็จกันตอนเช้า แต่ผมทำเสร็จก่อนหลายวันเสมอ เพราะสำหรับผม ทุกขั้นตอนมันสนุกไปหมดเลย ทั้งตอนสเกตช์ ทำโมเดล แม้แต่โปรแกรมออกแบบสามมิติ ผมกับเพื่อนก็เป็นกลุ่มแรกๆ ที่เอามาใช้ในทำงานส่งอาจารย์ เพราะอยากทำอะไรใหม่ๆ กับการออกแบบอยู่เสมอ ถ้ามองย้อนกลับไป เวลาผมไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม รูปที่ถ่ายมาก็จะมีแต่รูปสถาปัตยกรรมกับงานออกแบบผลิตภัณฑ์ แค่นี้เลย สะท้อนว่าเราชอบสิ่งเหล่านี้มานานแล้วจริงๆ” กฤษณ์เล่าถึงสมัยที่เรียนเป็นนักออกแบบในช่วงแรกๆ

นอกจากความสนุกในการเรียนแล้ว กฤษณ์ยังสนุกจนเริ่มต้นส่งงานประกวดออกแบบในเวทีต่างๆ มากมาย ที่สำคัญคือกฤษณ์ได้รับรางวัลจากการประกวดเหล่านี้อยู่เสมอด้วย

“ตอนเรียนผมส่งงานประกวดบ่อยๆ เพราะได้ทำงานหลากหลายมากกว่าโจทย์ที่อาจารย์ตั้งให้ และอยากได้รางวัล ผมทำงานประกวดส่งไปตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ปีสอง เข้ารอบบ้าง บางอันที่ชนะก็ทำให้ผมได้ไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตเลย เลยส่งประกวดมาตลอด” กฤษณ์เล่าถึงความสำเร็จที่ได้รับตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษา

จุดหมายในการไปใช้ชีวิตแบบนักออกแบบ

หลังจากเรียนจบ กฤษณ์ทำงานประจำอยู่ 1 ปี ก็เริ่มรู้สึกว่าอยากไปเห็น อยากมีประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน การไปเรียนต่อจึงเป็นสิ่งที่กฤษณ์สนใจ คำถามถัดมาคือ จะไปเรียนที่ไหนดี

“เรารู้ว่าแถบๆ สแกนดิเนเวียเป็นย่านที่มีการออกแบบที่ดี อย่าง Volvo IKEA Nokia Saab Ericson ผลิตภัณฑ์ที่เราชอบมักอยู่ในโซนนั้นหมดเลย จึงเลือกไปเรียนที่สวีเดน ส่วนหนึ่งคือเรียนฟรี และใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนได้” กฤษณ์เล่าถึงเหตุผลในการเลือกเรียนที่สวีเดน

หลังจากที่เรียนและใช้ชีวิตที่สวีเดน 2 ปี กฤษณ์ก็ได้ฝึกงานด้านการออกแบบทั้งที่บริษัทออกแบบในสวีเดนและในเบลเยียม

บริษัทแรกเป็นออฟฟิศออกแบบและพัฒนาสินค้าเกี่ยวกับกีฬากอล์ฟ ส่วนอีกบริษัทเป็นบริษัทออกแบบยานพาหนะขนส่งมวลชน ทั้งรถไฟ รถบัส รถราง ซึ่งภายหลังกฤษณ์ได้รับข้อเสนอให้ทำงานต่อ แต่กฤษณ์เลือกจะกลับไทยมาทำงานและเปิดสตูดิโอของตัวเองแทน

ผมสงสัยถึงสิ่งที่กฤษณ์ได้เรียนรู้จากการทำงานออกแบบในยุโรป ว่าเหมือนหรือต่างจากระบบการเรียนในไทยอย่างไรบ้าง

คุยกับ กฤษณ์ พุฒพิมพ์ ผู้เปลี่ยนภาพจำยาดมตลอดกาลเป็น ARMA ยาดมรักษ์โลกดีไซน์ดี

“รูปแบบการทำงาน การระดมความคิด การร่างไอเดีย และขั้นตอนการทำงานออกแบบ ไม่ได้ต่างจากสมัยที่เราเรียนอยู่ลาดกระบังเลย สิ่งที่ต่างกันคือเรื่องการวางแผนและบริหารจัดการเวลา เมื่อก่อนเราทำงานโดยไม่มีการวางแผนเท่าไหร่ ภาพในหัวของนักออกแบบคือแค่มีส่งงานลูกค้า เลยทำงานกันจนเลิกเที่ยงคืน ซึ่งมันไม่ใช่ การคิดเงินค่าออกแบบจากลูกค้า คิดมาจากชั่วโมงการทำงานของนักออกแบบในบริษัท ทุกคนต้องทำงานให้ได้ตามแพลนที่วางไว้ ซึ่งจะทำให้ทุกคนเลิกงานตรงเวลา นี่เป็นสิ่งที่เราเอามาใช้กับสตูดิโอของเรา” กฤษณ์ตอบ

จุดเริ่มต้นของ Dots

หลังจากกฤษณ์กลับมา เขาชวนเพื่อนๆ ที่ทำงานด้วยกันตั้งแต่สมัยเรียนมาทำสตูดิโอออกแบบอีกครั้ง โดยใช้ชื่อ Dots ซึ่งเป็นชื่อเดิมของบริษัทที่กฤษณ์กับเพื่อนๆ เปิดไว้ตั้งแต่ตอนเรียน

ผมถามกฤษณ์ว่า ถ้าให้มองย้อนไป การเปิดสตูดิโอออกแบบผลิตภัณฑ์และเฟอร์นิเจอร์ในประเทศไทยที่ไม่ได้มีงานด้านนี้มารองรับมากมาย ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงหรือเปล่า

“ไม่ได้คิดไง เลยเปิดได้ (หัวเราะ) ถ้ามีหุ้นส่วนที่เป็นนักธุรกิจหรือการตลาด ไม่ได้เปิดหรอก เรามีงานก็เลยชวนเพื่อนๆ มาทำ ไม่ได้คิดเรื่องการตลาดหรือแผนธุรกิจอะไรเลย ซึ่งก็ดีที่เราเปิดสตูดิโอขึ้นมา เพราะเราไม่ใช่คนที่จะไปทำงานในบริษัทใหญ่ๆ ได้แน่ๆ” กฤษณ์อธิบายพร้อมเสียงหัวเราะ

ผมถามกฤษณ์ว่า สำหรับเขาแล้วงานออกแบบที่ดีเป็นยังไง

Dots Design Studio

“งานออกแบบที่ดีสำหรับเราคล้ายกฎการออกแบบของ Dieter Rams (นักออกแบบผลิตภัณฑ์รุ่นใหญ่ของเยอรมนี ผู้ริเริ่มผลักดันการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่แพร่หลาย และเป็นแรงบันดาลใจให้ Jonathan Ive ออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Apple ในยุคถัดมา-ผู้เขียน) เช่น การคิดงานให้เป็นนวัตกรรม คิดเรื่องความง่ายของการใช้งาน ความสวยงาม อะไรพวกนี้ ซึ่งก็มีหลักการอยู่เยอะมาก แต่งานออกแบบที่ดีในอุดมคติของผมคือ ตัวผลิตภัณฑ์อยู่ได้ยาวนาน ไม่มีใครมาออกแบบใหม่ อย่างเช่นคลิปหนีบกระดาษ ไม่มีใครมาออกแบบรูปทรงใหม่นะ แค่เปลี่ยนสีใหม่ วัสดุใหม่ แต่หน้าตาเหมือนเดิมหรือแทบไม่เปลี่ยนเลย และงานออกแบบที่ดีสำหรับผมก็น่าจะสร้างแรงบันดาลใจส่งต่อให้คนอื่นได้ด้วย เหมือนเป็นครูหรือต้นแบบ” กฤษณ์เล่าถึงงานออกแบบที่ดี

แล้วงานออกแบบของกฤษณ์เป็นแบบไหน ผมถามต่อ

“การออกแบบอยู่ที่ประสบการณ์ของคนที่ออกแบบเป็นหลักเลย นักออกแบบใช้ชีวิตแบบไหน ไปเจออะไรมา ก็เอาสิ่งนั้นมาเป็นต้นทุนในการออกแบบ ซึ่งงานออกแบบของผมมักจะใส่ Styling เข้าไปในงานด้วยเสมอ เพราะส่วนตัวชอบใช้ของที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่น หลายคนบอกว่าการออกแบบคือการแก้ปัญหา แต่ปัญหาที่เราแก้อาจจะไม่ได้มีแค่เรื่องการใช้งานอย่างเดียว ความรู้สึก ความชอบ ไลฟ์สไตล์ ก็ถือเป็นปัญหาเหมือนกัน แต่เราไม่ได้ทิ้งเรื่องการใช้งานนะ เราแค่พยายามบาลานซ์ทั้งสองฝั่ง” กฤษณ์อธิบาย

Dots Design Studio

งานหลายชิ้นของกฤษณ์เอาไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ใส่ลงไป ยกตัวอย่างเช่นยาดมอาม่า ซึ่งนอกจากจะเป็นการปรับลุคยาดมใหม่แล้ว อีกเรื่องที่ทำให้ผมตกใจไม่ต่างกันคือ หลายๆ งานที่กฤษณ์ออกแบบเป็นงานที่ไม่ได้มีลูกค้าว่าจ้างแต่อย่างใด อีกทั้งกฤษณ์ยังเป็นคนออกทุนการผลิตด้วยตัวเอง

มันคือเรื่องแพสชันน่ะ นักออกแบบทุกคนน่าจะอยากออกแบบของของตัวเองน่ะ ส่วนโอกาสและช่องทางในการตลาดเป็นเรื่องหลังจากที่ทำการบ้านหาข้อมูลแล้ว อย่างยาดม เราสงสัยว่ายาดมแบบที่เราจะใช้เป็นยังไง จักรยานก็ชอบปั่นอยู่แล้ว จึงอยากทำของตัวเอง นาฬิกาก็ชอบใส่อยู่แล้ว คิดว่าในชีวิตหนึ่งถ้าได้ทำนาฬิกายี่ห้อของตัวเองมันก็ดีนะ เลยลองทำเอง ลงทุนเองดู ซึ่งโปรเจกต์ทำนองนี้ที่ขาดทุนก็มีเยอะนะ ผมมองว่าเหมือนการไปเที่ยวแหละ เราไปเที่ยวเพราะอยากเปิดโลกใช่ไหม การทำจักรยานหรือกระโดดมาทำยาดมก็แบบเดียวกัน มันเปิดโลกให้ผมมาก เหมือนพาเราไปสู่อีกวงการหนึ่ง อย่างยาดมก็พาเราไปเจอคนในวงการสมุนไพรหรือวงการอื่นๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี” กฤษณ์เล่าให้ฟังถึงที่มาของงานออกแบบที่ไม่มีลูกค้า

จุดเริ่มต้นของงานแต่ละงาน

หลังจากเราได้ฟังขั้นตอนการทำงานของนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์อย่างกฤษณ์ ทำให้รู้สึกว่าเขาไม่เหมือนนักออกแบบที่เราคิดไว้สักเท่าไหร่ เพราะเรามีความคิดว่านักออกแบบจะต้องสเกตซ์หรือเขียนแบบเป็นหลัก แต่การสเกตช์งานดูเป็นขั้นตอนท้ายๆ ที่สั้นมากๆ ในกระบวนการด้วยซ้ำ

“สำหรับผม เวลาจะออกแบบอะไรสักอย่าง เราควรจะรู้กระบวนการทั้งหมดก่อน ถ้ามีลูกค้าติดต่อให้ออกแบบเก้าอี้หนึ่งตัว อย่างแรกเลยคือ เราต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าที่มาจ้างเรา โรงงานเขาทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ ผมจะเข้าไปศึกษาที่โรงงานเขาก่อน เพื่อเอาข้อจำกัดของโรงงานมาใช้ในการออกแบบ หลังจากที่ดูโรงงานเสร็จ ก็ถามหา Requirement จากลูกค้าต่อว่าเก้าอี้อะไร ให้ใครใช้ ใช้ที่ไหน วางตรงไหน ราคาเท่าไหร่ คือถ้าข้อมูลมีมากพอ ทั้งผู้ผลิต ราคา ตลาด ผู้ใช้ จะทำให้การออกแบบง่ายขึ้น แต่ถ้าเป็นดีไซเนอร์ที่ฉาบฉวยก็อาจจะหยิบจับเอาแรงบันดาลใจจากสิ่งนั้นสิ่งนี้มาวาดเป็นแบบในกระดาษ แล้วเสนอลูกค้า ซึ่งทำได้นะ แต่ผมมองว่ามันเป็นแค่กิมมิกในการเล่าเรื่องมากกว่า

Dots Design Studio

“จากนั้น เราจะศึกษาขั้นตอนการผลิตจากการเข้าไปดูในโรงงาน แล้ววางคอนเซปต์การออกแบบ เช่นลูกค้าอาจจะมีเครื่องจักรประเภทนี้อยู่คนเดียวในวงการ ถ้าเราเอามาปรับใช้ในการออกแบบก็จะทำให้เขามีสินค้าที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ในท้องตลาดและไม่มีใครทำได้เหมือนด้วย ดังนั้น คอนเซปต์อาจจะมาจากขั้นตอนการผลิตก็ได้ หรือมีเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ได้รับโจทย์มาว่าจะเน้นขายให้ร้านขนม ร้านกาแฟ เราก็วางคอนเซปต์ให้เป็นขนม ออกแบบเป็นเก้าอี้มาการองที่ทำจากไม้ ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากในตลาด” กฤษณ์อธิบายขั้นตอนการทำงานออกแบบของตัวเขาเอง

“ผมมองว่าการออกแบบคือการบาลานซ์ความต้องการของคนสองคน คือคนที่มาจ้างเรา กับคนที่มาซื้องานที่เราออกแบบ ถ้าโชคดีที่ทั้งสองคนนี้เป็นคนเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ดีไซเนอร์ก็ทำงานได้ง่าย ถ้าสองคนนี้มีความต้องการแตกต่างกันมาก อาจจะทำให้หลายๆ งานต้องล้มเลิก นักออกแบบจึงต้องเข้าใจบริบทของลูกค้าก่อน เช่นเรื่องการผลิตที่ผลิตสินค้าได้ง่ายมาก ไม่มีการเสียเศษวัสดุหรือโดนตีกลับ แล้วยังแพ็กลงกล่องแบนๆ ได้ด้วย จะยิ่งประหยัดค่าขนส่ง ซึ่งแนวความคิดที่ว่ามาทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยให้งานออกสู่ตลาดได้ และทั้งหมดนี้ผู้ใช้อาจไม่ต้องรู้เลยก็ได้” กฤษณ์เล่าเพิ่มถึงการทำงานอีกส่วนของนักออกแบบ

Dots Design Studio
Dots Design Studio

จากการสังเกตของเรา กฤษณ์เป็นดีไซเนอร์ที่ทำงานกับหลากวัสดุและหลายกระบวนการผลิต ทั้งไม้ดัด อะลูมิเนียมหล่อ งานเหล็ก ไปจนถึงพลาสติก ซึ่งวัสดุแต่ละอย่างก็มีกระบวนการและข้อจำกัดในการออกแบบที่แตกต่างกัน มองในแง่หนึ่งมันก็น่าจะสร้างความสนุกให้กับการทำงาน แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็สร้างภาระในการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ อยู่ตลอด

“เราเลือกที่จะทำงานหลากหลายเอง บางคนเขาอาจเลือกทำงานจนเป็นผู้เชี่ยวชาญในวัสดุนั้นๆ ไปเลยก็ได้ แต่เราชอบที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นอยู่ตลอด ได้รู้จักคนมากขึ้น ได้เห็นโลกกว้างกว่า” กฤษณ์ตอบ

จุดหมายของการออกแบบ

ในวันที่ได้รับรางวัลการออกแบบมามากมายจากหลายสำนักจนเหมือนเป็นหมุดหมายสำคัญในชีวิต ผมถามกฤษณ์ถึงจุดหมายในการออกแบบหลังจากนี้ว่าคืออะไร

“จุดหมายของการออกแบบในตอนนี้คืออยากเห็นของที่ตัวเองออกแบบอยู่บนชั้นวาง อยู่ในร้านขาย อยากให้คนใช้ พอเราโตขึ้นเราก็อยากออกแบบและทำของที่ดีให้อยู่ต่อไปบนโลก ถึงวันที่เราไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว ก็จะยังมีคนเห็นของที่เราออกแบบว่ามันสวย ยังใช้งานได้ดีอยู่ อยากให้คนจำเราได้จากงานของเรา ซึ่งเรายังอยากออกแบบของอีกหลายอย่างมากเลย ในอนาคตถ้ามีโอกาสก็อยากกระโดดเข้าไปทำ” กฤษณ์ตอบพร้อมรอยยิ้ม

คุยกับ กฤษณ์ พุฒพิมพ์ ผู้เปลี่ยนภาพจำยาดมตลอดกาลเป็น ARMA ยาดมรักษ์โลกดีไซน์ดี

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี อาจเป็นที่รู้จักในนามสะใภ้หวั่งหลีผู้อยู่เบื้องหลังการแปลงโฉม ‘ฮวย จุ่ง ล้ง’ ท่าเรือกลไฟโบราณของตระกูลหวั่งหลี เป็นพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา ‘ล้ง 1919’ ซึ่งเป็นที่ฮือฮาตั้งแต่แรกเผยโฉมสู่สายตาสาธารณชน ทั้งเพราะคงเสน่ห์งานศิลปะจีนได้อย่างน่าประทับใจ และมีจุดประสงค์การใช้งานอันน่าชื่นชม

พาไปรู้จักเธอมากขึ้นอีกสักหน่อย 

คุณเปี๊ยะคือผู้คร่ำหวอดในวงการอินทีเรียร์ดีไซน์มากว่า 40 ปี เป็นแม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior บริษัทออกแบบภายในไซส์เบิ้มที่เจนเกมและมีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้นๆ ในไทย มีรางวัลระดับนานาชาติและความไว้วางใจจากบริษัทเครือใหญ่ๆ ทั้งไทยและเทศมากมายเป็นเครื่องการันตี

ในโอกาสที่ได้รางวัลนักออกแบบแห่งปี (Designer of the Year) สาขา Honor Award ประจำปี 2021 เราจึงขอนัดหมายพูดคุยกับเธอถึงเส้นทางชีวิต แนวคิดในการทำงาน และประวัติศาสตร์วงการออกแบบฉบับกระชับ ตั้งแต่ยุคที่มัณฑนากรไม่มีปากมีเสียงในทีม สู่วันที่เธอเชื่อว่า “อาชีพนี้ไม่มีวันตกงาน”

อินทีเรียร์ดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ย้ำกับเรา 2 เรื่องตั้งแต่ต้นบทสนทนา

เรื่องแรก แม้รูปคำของบริษัท ‘PIA Interior’ จะถอดตามชื่อเล่น ‘เปี๊ยะ’ ในภาษาอังกฤษเป๊ะๆ แต่เธอกลับยืนกรานให้อ่านว่า ‘พี-ไอ-เอ อินทีเรียร์’ ซึ่งย่อจากชื่อเต็ม P INTERIOR AND ASSOCIATE COMPANY LIMITED

ด้วยองค์กรนี้ประกอบไปด้วยองคาพยพมากมาย เธอเป็นเพียงกลไกชิ้นหนึ่งเท่านั้น และนั่นทำให้ PIA Interior เป็นบริษัทออกแบบภายในที่จงใจไม่มีลวดลายเชิงดีไซน์เฉพาะตัว เป็นเหมือนน้ำที่เปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะบรรจุได้อย่างไร้กระบวนท่า ส่วนสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทคือ ‘วัฒนธรรมการทำงาน’ ต่างหาก

เรื่องที่สอง เธอบอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด ไม่ได้ครอบครองวิชาลับในเชิงออกแบบ แต่ความเป็นเป็ดซึ่งเดินได้ไม่คล่องแคล่ว ว่ายน้ำได้ไม่เชี่ยวชาญ และบินได้ไม่สูงนี้เอง ทำให้เธอกลายมาเป็นมัณฑนากรผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย พา PIA Interior มายืนอยู่แถวหน้าในวงการตกแต่งภายในได้ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

คุณเปี๊ยะถ่ายถอดตัวตนแบบเป็ดของเธอสู่ PIA Interior อย่างแนบเนียน และสร้างวัฒนธรรมการทำงานไม่เหมือนใครได้อย่างไร

เรื่องเล่าต่อไปนี้จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักเธอมากยิ่งขึ้น

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

01 “อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย”

“อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย เป็นลูกไล่เขาด้วยซ้ำไป”

คุณเปี๊ยะเกริ่นถึงบรรยากาศแวดวงวิชาชีพสมัยเพิ่งเป็นมัณฑนากรป้ายแดง หลังเรียนจบด้านออกแบบภายในจาก Inchbald School of Design ประเทศอังกฤษ

หมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไป 40 กว่าปีก่อน ตอนนั้นงานอินทีเรียร์ดีไซน์ยังไม่เข้าครองพื้นที่ในใจผู้คนมากนัก จำนวนผู้เล่นก็ไม่ได้เหลือประมาณจนล้นตลาด ประกอบกับโชคดีที่มีญาติพี่น้องกระจายตัวอยู่ตามห้างร้านองค์กรต่างๆ มัณฑนากรคนเก่งจึงได้โอกาสโชว์ฝีมือ แผ้วทางเดินให้เรียบเตียน และหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวได้ไม่ยาก

เริ่มต้นลับเขี้ยวเล็บจากงานเล็กๆ อย่างออกแบบร้านกาแฟ ร้านอาหาร แก่กล้าเพียงพอจึงขันอาสาตกแต่งห้องประชุมสำนักงานใหญ่ ให้กับ คุณบัญชา ล่ำซำ อดีตหัวเรือใหญ่แห่งธนาคารกสิกรไทย

“ครั้งหนึ่งดิฉันทำห้องประชุมทั้งชั้นใกล้เสร็จแล้ว เกิดกังวลว่าเรียบง่ายเกินไปเพราะเป็นสีเดียวกันหมด ซึ่งก็ควรเป็นแบบนั้น จะได้ไม่รบกวนสายตาและไปทิศทางเดียวกัน แต่เนื่องจากตอนนั้นยังวิทยายุทธยังไม่แก่กล้า จึงตระหนก กลัวโดนตำหนิว่าทำงานน้อย เลยตัดสินใจเพิ่มสีสันให้แตกต่างกัน แต่เมื่อย้อนไปดู กลับทำให้คิดได้ว่าเรายังอ่อนหัดนัก นี่สอนให้รู้ว่าประสบการณ์เท่านั้นที่ทำให้เราเดินและอยู่ในเส้นทางอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง

“สิ่งสำคัญคือการที่ต้องเข้าใจโจทย์ให้ถ่องแท้ ถ้าไม่รู้ก็ต้องยอมรับก่อนว่าไม่รู้ แล้วขวนขวายหามา ไม่อายที่จะถามเพื่อให้องค์ความรู้ที่ถูกต้อง

“สำคัญยิ่งกว่าการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น คือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว การที่เอาปัญหาไปซุกไว้ใต้พรม ทำให้ความวุ่นวายไม่จบสิ้น ดีไซเนอร์ต้องไม่ทำให้อะไรให้ซับซ้อน อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่”

ซีอีโอรุ่นเก๋าเล่าบทเรียนสนุกๆ ในวัยกำลังหัดเดินอย่างฉะฉาน พร้อมกำชับถึงความเชื่อตัวเองที่ยังยึดถือมาถึงปัจจุบัน ก่อนเฉลยอย่างภูมิใจว่า ประสบการณ์ตลอดหลายสิบปีนั้นทำให้เธอมองตัวเองเป็น ‘เป็ด’

“ดิฉันยอมรับว่าตัวเองเป็นเป็ด เพราะไม่ได้เก่งทุกอย่าง การเป็นผู้บริหารองค์กรที่มีแต่คนเก่งมาร่วมงานด้วย เราต้องไม่มีอัตตา ใจกว้างเพียงพอที่จะยอมรับความเห็นผู้อื่น รับความแตกต่างทุกแง่มุม มองเห็นสิ่งรอบตัวได้รอบด้านขึ้น และเรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่น จากแต่ก่อนที่ดุมากจนลูกชายบอกว่า ตุ๊กตุ๊กหน้าปากซอยยังกลัวเลย” พวกเราระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกัน ก่อนเธอจะเสริมต่อว่า

“เป็นเป็ดแบบนี้แหละดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด ขอเป็นคนธรรมดาที่มองภาพรวมออก และแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปสู่ความสำเร็จได้ทุกขั้นตอนดีกว่า”

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

02 จาก ‘เป็ด’ สู่ ‘PIA’

เส้นทางอาชีพของคุณเปี๊ยะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเมื่อเปิดบริษัท P49DESIGN AND ASSOCIATES ร่วมกับเพื่อนมัณฑนากรมากฝีมือ เป้า-วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล ก่อนก่อตั้ง PIA Interior ของตัวเองใน ค.ศ. 1999 

แม้ว่าตามชื่อจะยังมีตัวตนของดิฉันอยู่ แต่องค์กรนี้ไม่ได้เป็นของดิฉันคนเดียว พาร์ตเนอร์ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของ PIA ลูกค้าจึงไม่ได้เข้ามาเพราะชื่อดิฉัน ไม่ได้ยึดติดว่าต้องเจอดิฉันเท่านั้น แต่เข้ามาเพราะความเป็น PIA ต่างหาก

“PIA เป็นเหมือนโรงพยาบาลซึ่งมีหมอผู้เชี่ยวชาญต่างแขนงกันไป กระจายงานออกไปสู่พาร์ตเนอร์แต่ละคนตามความเหมาะสม แต่ละทีมมีความเก่งเฉพาะตัว ทั้งทีมออกแบบโรงแรมที่พักระดับหกดาว อย่าง The Ritz-Carlton หรือ Hyatt ทีมทำงานระดับสี่ดาวอย่าง Courtyard by Marriott หรือ Novotel หรือทีมดูแลงานองค์กร คอนโดมิเนียม โรงพยาบาล หากอยากได้แบบเทิร์นคีย์รวดเร็วก็เป็นทีมหนึ่ง ไม่ได้ใช้อินทีเรียร์ดีไซเนอร์คนเดียวทำทุกอย่าง”

หัวใจอย่างหนึ่งขององค์กรใหญ่เช่น PIA Interior คือการบาลานซ์สัดส่วนผลงานด้านต่างๆ ให้ครบถ้วนและรอบด้าน ตั้งแต่โรงแรมที่พัก โรงพยาบาล ที่อยู่อาศัย บริษัทหน่วยงานและสถาบันการเงิน จนถึงร้านอาหาร บาร์ และหอศิลป์ 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

อย่างโรงแรมห้าดาว Trident Gurgoan ที่เมืองคุรุคราม ประเทศอินเดีย เป็นงานต่างประเทศที่ PIA Interior ได้ประสานพลังกับสถาปนิกคนเก่ง เล็ก-เมธา บุนนาค แห่ง Bunnag Architects และภูมิสถาปนิก ปุ้ย-วรรณพร พรประภา จาก P Landscape คุณเปี๊ยะบอกว่าโปรเจกต์นี้ให้ประสบการณ์ครั้งสำคัญทั้งในเชิงการออกแบบและทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม เปิดประตูแห่งโอกาสให้บริษัทเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

แต่หากพูดถึง PIA Interior ไม่พ้นต้องเอ่ยถึงโปรเจกต์สร้างชื่ออย่างพื้นที่ริมเจ้าพระยายอดฮิต-ล้ง1919 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

“เรายึดหลักการบูรณะเชิงอนุรักษ์ รักษาสถาปัตยกรรมให้งดงามตามจริงอย่างประณีต ระมัดระวัง และเคารพสถานที่ ส่วนภายในก็เปลี่ยนไปตามบริบทการใช้งานปัจจุบัน ต้องการคงสภาพให้อาคารเก่าเหล่านี้เป็นหมุดเวลาในประวัติศาสตร์ และบอกเล่าอดีตให้คนรุ่นใหม่ทราบที่มาและวิถีชีวิตของบรรพบุรุษ” แรงบันดาลใจเดินทางออกมาอย่างพรั่งพรูพร้อมกับแนวคิดในการอนุรักษ์ แววตาส่อประกายภาคภูมิจนเจ้าตัวเก็บไว้ไม่อยู่

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

วิถีการบริหารของเธอคล้ายกับการจำลองตัวตนแบบเป็ดของเธอที่มีความถนัดหลากหลาย ลงไปสู่องค์กรอย่างแนบเนียน แต่ PIA คงไม่ใช่เป็ดที่ ‘พอจะทำอะไรๆ ได้บ้าง’ อย่างที่คิด ทว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งมีพาร์ตเนอร์คอยเป็นแขนขา ขันอาสาทำงานที่ถนัด โดยมีคุณเปี๊ยะคอยคุมทิศคุมหางเสือเรืออยู่ไม่ห่าง ให้ทีมได้เต้นระบำไปกับงานออกแบบอย่างอย่างสนุกสนานเต็มความสามารถ

03 No Problem!

“เราไม่หยุดยืนกับที่เพื่อมีสไตล์ของตัวเอง เพราะความชอบของลูกค้ามีหลากหลาย ลางเนื้อชอบลางยา เหมือนคำพูดว่า ‘Beauty is in the eyes of the beholder.’ แต่อยากให้ขึ้นชื่อว่า ทำกับ PIA แล้วจะไม่มีปัญหา” คุณเปี๊ยะอธิบายฉะฉานเมื่อเราถามถึงลายเส้นเอกลักษณ์ขององค์กรพี่ใหญ่ซึ่งมีรยางค์มากมาย

“Commitment คือหัวใจในการทำงานของ PIA” เธอเฉลยกุญแจดอกสำคัญ

“โครงการแต่ละโครงการกินเวลาไม่น้อย สามปีบ้าง ห้าปีบ้าง บางครั้งยาวถึงแปดปี แต่เราไม่เคยทิ้ง งานอินทีเรียร์ไม่ใช่เพียงออกแบบสวยๆ แล้วจบ เราต้องเป็นตัวกลางที่มั่นคงเพื่อเชื่อมคนอื่นๆ เข้าด้วยกัน ให้เขาเชื่อมันได้ว่าเราอยู่ตรงนี้เสมอเพื่อช่วยเหลือ ปัญหาเกิดจากใครไม่ใช่สิ่งที่เราควรไปหา แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น

“อีกอย่างที่ดิฉันคิดว่าสำคัญมากคือคุณธรรม เราถือเป็นกฎเหล็กเลยว่าไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เป็นอันขาด เพราะเมื่อไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้”

ลายเซ็นของ PIA จึงไม่ใช่เอกลักษณ์ในเชิงการออกแบบอย่างที่ใครๆ ต่างพยายามสร้างขึ้นหรือตามหา แต่เป็นวัฒนธรรมและความเชื่อในการทำงานอันแข็งแกร่ง ซึ่งคนในองค์กรยึดถือเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

“การหาลูกค้าใหม่ไม่ยาก แต่ความสำเร็จของ PIA อยู่ตรงที่เราเก็บลูกค้าเก่าไว้ได้ มืออาชีพเขาจะรู้ว่า การแต่งให้ออกมาสวยงามนั้น ไม่ใช่ของยาก แต่ระหว่างทางนั้นคือความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นหากขาดประสบการณ์ ดิฉันจึงเน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก ให้โครงการแล้วเสร็จลุล่วงไปด้วยดี”

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

04 “นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป”

“สมัยนี้ งานออกแบบภายในสำคัญมาก ถึงขนาดขอสถาปนิกแก้ไขพื้นที่ได้เลย หากอินทีเรียร์ดีไซเนอร์คิดว่าดีกว่า เพราะเราคือคนสร้างความสุขแก่ผู้ใช้สถานที่นั้นจริงๆ”

จากวันวานที่มีหน้าที่เพียงเลือกลายวอลเปเปอร์และกลอนประตู คุณเปี๊ยะพาเรากลับมาสู่บทบาทนักออกแบบภายในยุคปัจจุบัน

“ไม่ใช่แค่ออกแบบให้สวยงาม แต่เราต้องสร้างประสบการณ์เพื่อดึงผู้ใช้งานให้กลับมาอีก จึงกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้วว่า อินทีเรียร์ดีไซเนอร์ต้องเข้าร่วมทีมก่อสร้างตั้งแต่วันแรกเสมอ ถึงขั้นบอกความต้องการกับสถาปนิกได้ เช่น ตรงส่วนล็อบบี้ขอความสูงอย่าต่ำกว่าแปดเมตร ขอเจาะตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย จากแต่ก่อนนี่อยู่หางแถว สิ่งเหล่านี้เราแนะนำไม่ได้เลย

“แต่นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป” เราเลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้น ชวนคู่สนทนาให้อธิบายต่อไป

“จริงอยู่ที่มัณฑนากรมีหน้าที่ให้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ ห้ามยัดเยียดความคิดเราลงไป แต่หากลูกค้ายังไม่ชัดเจนในแนวทางที่อยากได้ เราก็ควรเป็นผู้นำเสนอ และต้องไม่กลัวที่จะบอกว่าผิดหากแนวทางของลูกค้านั้นไม่ใช่” 

หญิงเก่งตรงข้ามปรับโทนเสียงประโยคสุดท้ายเพื่อปาดไฮไลต์เน้นความสำคัญ ก่อนพูดต่อ

“ถ้ามัวแต่กลัวจะไม่ได้งานจนไม่กล้าถามหรือเสนอแนะลูกค้า ก็จะออกแบบผิดด้วยการตีความผิดๆ เหมือนติดกระดุมเสื้อผิดตั้งแต่เม็ดแรก กระดุมเม็ดต่อไปก็จะผิดเรื่อยๆ เราต้องสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าให้ได้ ห้ามโลเล เขามาหาเราเพราะต้องการความช่วยเหลือ เหมือนไปหาหมอก็ต้องเชื่อหมอ ประสบการณ์จะสอนให้ฟังและพิจารณาได้เองว่าอะไรดีที่สุดสำหรับลูกค้า”

ผลจากการวางตัวดีมีความมั่นใจคือเป็นที่น่าเชื่อถือ ผลจากการเป็นที่น่าเชื่อถือคือดีไซเนอร์กล้าสร้างสรรค์งานโดยไม่คิดคำนึงว่าลูกค้าคือพระเจ้า พร้อมชี้ข้อบกพร่องออกไปอย่างห้าวหาญ

“บางคนเป็นอาร์ทิสต์มาก ใส่อะไรก็ได้ไปหาลูกค้า แต่ดิฉันสอนเด็กเสมอว่า สินค้าเหมือนกัน ถ้าคนหนึ่งแต่งตัวเรียบร้อยมาขาย อีกคนปล่อยชายเสื้อหัวยุ่งฟู คุณจะซื้อของจากคนไหน การนำเสนอตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องมั่นใจ พูดจาถูกกาลเทศะ พอสร้างความมั่นใจให้ได้แต่แรก เขาก็จะเชื่อที่เราแนะนำ” กลเม็ดเด็ดพรายข้อนี้ยังใช้การได้ดีเสมอ 

แม้ในวัยใกล้ 70 เป็ดอย่างคุณเปี๊ยะจะไม่ได้ลงไปลุยงานทุกโปรเจกต์เช่นวันวาน คอยนั่งเก้าอี้บริหารงานอยู่ไกลๆ แต่นั่นเปิดที่ว่างให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้อาศัยร่มไทรใบบังของ PIA Interior ได้แสดงฝีไม้ลายมือและเติบโตตามวิถีแห่งตน

มัณฑนากรชั้นเซียนใช้ประสบการณ์หลายสิบปีถ่ายทอดกระบวนการคิด กลวิธีในการบริหาร และภาพกว้างของอาชีพอินทีเรียร์ดีไซน์ได้ครบถ้วนกระบวนความ

“ดิฉันเชื่อว่าเราควรเขยิบออกมาบ้างและบริษัทก็ควรจะเติบโตขึ้น เพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้มีเส้นทางอาชีพ เหมือนเราวางทางเดินให้เด็กกับรุ่นใหม่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าอยู่แค่นี้แล้วทำได้แบบนี้ก็ดีมากแล้ว ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่ได้มองอนาคตไกลเกินไป เติบโตไปอย่างช้าๆ และมั่นคงดีกว่า อย่าตั้งความหวังมากเกินไป จะทำให้ผิดหวังได้” เธอทิ้งท้าย 

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

หัวเรือใหญ่แห่ง PIA Interior แบไต๋ 5 เคล็ดลับสำหรับมัณฑนากรรุ่นน้องให้เติบใหญ่อย่างมืออาชีพ

01 อัตตา (Ego)

“การยึดมั่นและถือตนเองเป็นใหญ่ที่เรียกว่า ‘อัตตา’ นั้น เป็นกับดักในการมองเห็นที่สำคัญ เราควรลดหรือละอัตตาลง ฝึกให้ใจกว้างยอมรับทุกความเห็นที่แตกต่างจากเรา แล้วนำมาคัดกรองเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี”

02 ความมุ่งมั่น (Commitment)

“การทุ่มเทมุ่งมั่นเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ทำให้เราสร้างสรรค์งานได้ดีขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าให้ตัวเราได้ในทุกวัน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสก้าวหน้าสู่ความสำเร็จ”

03 การนำเสนอตัวเอง

“ภาพลักษณ์เปรียบเสมือนด่านแรก เราต้องนำเสนอตัวเองจากบุคลิกที่น่าเชื่อถือ วางตัวเหมาะสม รวมถึงทักษะในการสื่อสารทั้งด้วยคำพูดและภาษากาย เพื่อสร้างความสนใจ ความมั่นใจ และความไว้วางใจให้ลูกค้าและทุกฝ่าย”

04 ความซื่อสัตย์สุจริต 

“จรรยาบรรณพื้นฐานในทุกวิชาชีพคือความซื่อสัตย์สุจริต การซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ เป็นมืออาชีพที่รับผิดชอบงานได้ดี ความสุจริตด้วยการไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เพราะหากไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้” 

05 เน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก

“ปัญหาเกิดจากใครไม่สำคัญ แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องยุติปัญหาด้วยเหตุผล ห้ามใช้อารมณ์หรือความเห็นเฉพาะตัว”

ขอบคุณภาพผลงานจาก PIA Interior

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load