ถึง กระติ๊บ

ยอมรับก่อนเลยว่าเราเริ่มต้นสนใจคุณ หลังจากที่คุณผันตัวเองเป็นช่างสัก คุณเองก็บอกว่าสื่อหลายสำนักติดต่อสัมภาษณ์ด้วยเหตุผลเดียวกันกับเรานี้

ถ้าแค่ชอบ ก็อาจจะธรรมดาทั่วไปแหละ แต่คุณดันคว้ารางวัลจากการประกวดรอยสักมาครอง เปิดให้จองตัวเพื่อลงเข็ม ซึ่งแปลว่าการสักสำหรับคุณไม่ใช่งานอดิเรกฆ่าเวลาอีกต่อไปแล้ว

ก่อนพบกัน เราทำการบ้านเรื่องคุณไปพอสมควรนะ พบว่ามีหลายเรื่องที่คนไม่รู้ ว่าคุณเป็น 1 ใน 3 คนสุดท้ายของรายการทำอาหาร เริ่มเข้าวงการจากการประกวดนางงาม สอบติดคณะจิตรกรรมด้วยคะแนนเต็ม 100 แล้วยังสวมหน้ากากนางเงือกร้องเพลงอีกต่างหาก

ระหว่างคุยกัน เราสัมผัสได้ถึงความขบถในตัวคุณมากมาย เป็นเหตุผลว่าทำไมบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จึงมีขนาดยาว เพื่อให้คุณได้สื่อสารในเรื่องที่อยากพูดมานาน เพื่อเปิดพื้นที่ให้คุณได้เป็นในสิ่งที่คุณใฝ่ฝัน และเพื่อบอกทุกคนว่าคุณทำเองทุกอย่าง ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย

หวังว่าผู้อ่านจะชื่นชมในสิ่งที่คุณทำมากพอ ๆ กับเรา

นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวของ กระติ๊บ-ชวัลกร วรรธนพิสิฐกุล ที่ไม่เคยมีใครรู้

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

เกิดหาดใหญ่ โตเชียงใหม่ แล้วมาใหญ่ที่กรุงเทพฯ

หลายคนเพิ่งทราบว่าคุณสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยด้วยคะแนนเต็ม คุณเริ่มสนใจศิลปะเพราะอะไร

เราเป็นเด็กสมาธิสั้น พูดไม่รู้เรื่อง นี่เรื่องจริงนะ ทุกวันนี้เรายังต้องกินยาแก้สมาธิสั้นอยู่เลย

เริ่มเห็นว่ามีปัญหาตอน ม.1 – 2 เราเรียนไม่ได้ คือคนอื่นเขานั่งเรียน แต่เรายืน พ่อเลยพาไปปรึกษาคุณหมอ เขาบอกให้ลองอ่านหนังสือเยอะ ๆ ลองทำกิจกรรมที่เพิ่มสมาธิดู ไปเล่นกีฬา ไปเล่นดนตรี แต่ไม่เข้าหัวเลย เราทำไม่ได้ พ่อก็เลยพาไปเรียนเพนต์สีน้ำมัน แล้วดันเป็นกิจกรรมแรกในชีวิตที่ เฮ้ย ทำไมเรานั่งได้นาน

เราเป็นคนที่ทำ 2 อย่างพร้อม ๆ กัน ไม่เคยอยู่นิ่ง ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เซอร์ไพรส์ตัวเอง ตอนนั้นศิลปะกับเรามันเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการบำบัด ยังเฉย ๆ ไม่รู้หรอกว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่นั่งเพนต์ได้ตั้งแต่เช้าถึงค่ำ โดยไม่รู้สึกเหนื่อย

แล้วตอนไหนที่คุณชอบศิลปะจริงจัง

เราย้ายไปเรียนที่เชียงใหม่ตอน ม.ปลาย รู้สึกว่าสถานที่เรียนหรือภาคที่เรียนมีผลในการหล่อหลอมมากเลยนะ โชคดีที่ไปอยู่ในเมืองที่มีวัฒนธรรมเยอะมาก ๆ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวัยรุ่น

แล้วก็สะระตะกับตัวเองด้วยแหละว่า เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง พ่อชอบส่งไปเรียนพิเศษตรงโอวาแป๊ะ (อนุสาวรีย์สามกษัตริย์) เราไม่คิดว่าตัวเองเรียนอะไรพวกนี้แล้วจะคุ้มค่าเงินของพ่อแม่ เลยพูดกับพ่อไปว่า ขอเรียนศิลปะได้ไหม

เรารู้ตัวเร็วกว่าคนอื่น ส่วนใหญ่เด็กจะชอบมาติวตอน ม.5 – 6 แต่เราติวตั้งแต่ ม.4 เลิกเรียนปุ๊บก็ไปฝึกพอร์เทรต ฝึกฟิกเกอร์ คนอื่นไปไหนไม่รู้ แต่เราไปเรียนพิเศษ

ตอนนั้นก็เถียงกับป๊า เพราะป๊า Conservative มาก เขาบอกว่าเราจะเรียนอาร์ตไปทำอะไร ไปวาดรูปข้างถนนเหรอ เราตอบว่า ป๊า ป๊าลองจับทุกอย่างสิ พัดลม เพดาน ตู้เย็น โคมไฟ ทุกอย่างมันเกิดมาจากศิลปะทั้งนั้น มันต้องผ่านการออกแบบ ป๊าเชื่อติ๊บเถอะ ยังไงอาชีพนี้มันก็ไม่ตาย ติ๊บตอบไม่ได้หรอกว่า โตขึ้นติ๊บจะเป็นอะไร แต่ติ๊บเรียนอย่างอื่นไม่รู้เรื่องเลย ป๊าเสียค่าเรียนฟรี ๆ สมองติ๊บรับได้แค่นี้จริง ๆ

พอ ม.6 เทอม 2 เราสอบเข้าคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้คะแนนเต็ม 100 ป๊าก็เริ่มเห็นแล้วว่า เออ มันเอาจริงว่ะ เรากลายเป็นคนแรกในโรงเรียนที่สอบติด แล้วก็คิดในใจว่าเราติดมัณฑนศิลป์แล้ว จิตรกรรมเราก็ต้องติดดิวะ ซึ่งก็ติดด้วย

จิตรกรรมกับมัณฑนศิลป์แตกต่างกันมากไหม

คนละสไตล์ แต่เราติวฟิกเกอร์มา แล้วสมัยก่อนจิตรกรรมเข้ายากจริง ๆ เขายังรับไม่เยอะ ใครเข้าได้ก็คือเฟี้ยว ตอนสอบจิตรกรรมคือมันมาก ตอนนั้นเราก็ยังตอบตัวเองไม่ได้หรอกว่า ศิลปะมันจะต่อยอดอะไรได้ รู้แค่ว่าทำอันนี้แล้วสนุก ก็เลยเลือกเรียนจิตรกรรม

จากคนที่เรียนศิลปะเพื่อบำบัดสมาธิสั้น วินาทีที่รู้ว่าสอบได้คะแนนเต็ม 100 เป็นยังไง

ถามว่าดีใจไหม ก็ไม่ได้ดีใจเวอร์ แต่รู้สึกว่า ก็กูทำมันมาหนักอะ ทุกอย่างมันไม่ใช่โชคช่วย คิดอย่างนั้นตั้งแต่แรก ที่กูได้มามันไม่ได้ฟลุ๊ก แต่เพราะว่ากูฝึกจริง ๆ

สนุกไหม การใช้ชีวิตแบบมีสมาธิสั้นเป็นเพื่อน

เราว่าสนุกดีนะ มันทำให้เราทำหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เดี๋ยวก็กินข้าว เดี๋ยวก็ลุกไปรีดผ้า เราอย่ามองให้เป็นจุดด้อย มองมันเป็นพลังพิเศษที่เราได้มา เหมือนเราเป็นยอดมนุษย์ว่ะ

ถ้าไม่เป็นสมาธิสั้นก็คงไม่เริ่มเรียนศิลปะ

ใช่ แต่ก็คงฉลาดกว่านี้ (หัวเราะ)

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง
การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

เลี้ยวขวาตรงทางแยก

ได้เรียนศิลปะสมดังใจแล้ว ทำไมอยู่ ๆ คุณกลายมาเป็นนางงามได้

ตอนนั้นอกหัก เราไปรักกับหนุ่มศิลปากรฝั่งเพชรบุรี แล้วตัวเองอยู่ท่าพระจันทร์ (หัวเราะ) ถือว่าเป็นปั๊ปปี้เลิฟเลย จุดเปลี่ยนคือเขาเรียกชื่อเราผิด

เขาเรียกเราเป็นอย่างอื่น เช่น แตงโม ส้มโอ เชอร์รี่ คือเดี๋ยวนะ มันห่างไกลชื่อกูมาก เราไปสืบจนรู้มาว่าคนนั้นเป็นดาวมหาวิทยาลัย แล้วคณะจิตรกรรมไม่มีประกวดดาวเดือน เราเกิดคำถามว่าหรือกูไม่สวยวะ หรือกูไม่ดีวะ

ช่วงนั้นเราเป็นครูสอนศิลปะ เพื่อนบอกว่ามันมีประกวดนางงามนะ เราก็คิดว่า เออ กูจะไม่มานั่งถามตัวเองแล้วว่ากูดีหรือเปล่า กูให้คนอื่นตัดสินแม่งเลย จะไม่มานั่งเวิ่นเว้ออีกแล้ว

การตัดสินใจประกวดนางงามถือว่าพลิกชีวิตคุณเลยไหม

พลิกเกมชีวิตครั้งใหญ่เลย ลงเวทีปุ๊บได้เล่น รุกฆาต เรื่องแรก เรตติ้ง 20 เยอะมากนะ ชีวิตหลังจากนั้นเรียกได้ว่าทิ้งงานศิลปะไปเลย

10 กว่าปีที่อยู่ในวงการมา คือไม่ได้แสดงแสนยานุภาพตัวเองเลย เหมือนดับตะเกียงตัวเองไป

เราว่าการเล่นละครมันคือศิลปะ แต่เรามักจะคิดตลอดว่า ไม่มีเวลา ว่างแค่เสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่อยากจะเพนต์รูปแล้ว อยากนอน อยากทำอย่างอื่น แล้วเป็นแบบนี้มา 10 ปี

จนไปเจอดาราคนหนึ่งที่เขามีนิทรรศการเป็นของตัวเอง โดยไม่ได้เรียนเกี่ยวกับอาร์ตมาด้วย เขาบอกว่า แล้วทำไมเราถึงไม่ทำ เรารู้สึกเหมือนโดนตบหน้ากลางสี่แยก

เออว่ะ เรามีของ ทำไมเราไม่ทำ ปล่อยมานานขนาดนี้ได้ยังไง ช่วงโควิด-19 ก็เลยถามตัวเองตลอดว่า ถ้าวันนี้เราไม่เป็นดารา เราจะเป็นอะไรวะ ถ้าวันนั้นเราเลี้ยวซ้าย ถ้าวันนั้นเราไม่เป็นนางงาม ตอนนี้จะทำอะไรอยู่

ก็ตอบตัวเองได้ลึก ๆ ว่า คงทำงานศิลปะแหละ แต่ทำอะไรอะ เป็นครูเหรอ เป็นผู้จัดการแกลเลอรี่เหรอ หรือเรียนต่อ พอมานั่งคิดไปคิดมา มันมีอาชีพหนึ่งที่เคยอยากเป็นมานานแล้ว ก็คือช่างสัก

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

เลี้ยวซ้ายตรงทางเดิม

รู้ตัวตอนไหนว่าอยากเป็นช่างสัก

เราคบกับแฟนคนปัจจุบันตั้งแต่อยู่ปี 4 ก็พูดกันตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าอยากเป็นช่างสัก แต่สมัยนั้นมันเป็นเครื่องคอยล์ไง มันหนัก แล้วก็ไม่เคยเห็นช่างผู้หญิง เลยรู้สึกว่าแม่งยากว่ะ แต่อยากเป็นนะ คิดในใจว่า ศิลปะบนหนังคนคงจะท้าทายมาก ๆ

จนวันหนึ่งก็บ่นว่าอยากเป็นช่างสัก แฟนคงรำคาญ ตอนนั้นจะขับรถไปซื้อของที่แม็คโคร แต่แฟนเราไม่พาไปแล้ว เขาเสิร์ชเลยว่าอุปกรณ์เครื่องสักขายที่ไหน

แปลว่าคุณต้องบ่นเยอะมาก

ก็อยู่ ๆ บ่นขึ้นมา แต่เราพูดเรื่องนี้มานานมากแล้ว จนครั้งนี้เขาไม่รอ ถ้าเธออยากทำ เธอทำ เดี๋ยวจะซัพพอร์ตเอง

ปกติเขาไม่เคยซื้ออะไรให้เลยนะ แต่นี่คือซื้อหนังเทียม ซื้อเครื่องสักชุด Beginner แบบที่ราคา 2,000 – 3,000 บาท ซื้อสี ซื้อสเตนซิล (แผ่นทำรอยสัก) ซื้อทุกอย่างแบบที่ต้องกลับบ้านแล้วไปฝึก พอได้ของจริงมาแล้วก็เหวอ เอาจริงดิ แต่เขาซื้อให้แล้ว จะวางเฉย ๆ ที่บ้านก็ไม่ได้

กลับถึงบ้านก็ฉีกทุกอย่างออก เสิร์ชยูทูบว่า How to tattoo เรียนจากยูทูบแล้วก็สักเป็นรูป ซัลบาดอร์ ดาลี (Salvador Dalí) ลองโพสต์เล่น ๆ ในไอจี จนทำให้เจอเจ้าของร้าน BKK INK Tattoo Studio นี่แหละ

เล่าถึงช่วงเวลาที่คุณฝึกฝนให้ฟังหน่อยว่าหนักหนาขนาดไหน

ช่วงนั้นประดังประเด แข่ง MasterChef Celebrity Thailand Season 2 ด้วย ก็ร้อยแปดพันก้าว แต่รู้สึกว่าเป็นช่วงที่สนุกสนานจังเลย ได้ทำหลายอย่างมาก ไม่เคยมีความคิดนี้มาก่อนในฐานะที่เป็นคนขี้เกียจมาก ๆ ว่าทำไมเราปล่อยเวลาให้มันเนิ่นนานขนาดนี้ ถ้าลงมือทำตั้งนานแล้วป่านนี้จะเป็นยังไง

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

จำครั้งแรกที่ลองสักลงบนตัวคนได้ไหม

อื้อหือ (ลากเสียง) ครั้งนั้นเอาแฟนตัวเองมาสัก ยังไม่ได้เรียน ยังไม่มีร้านติดต่อมา แต่เราอยากสักคนจริงแล้ว

ผ่านการฝึกมานานแค่ไหนก่อนจะสักคนจริง

2 วัน (หัวเราะ) เราทะเยอทะยาน ร้อนวิชา อ่านข้อมูลมาเยอะมากว่า Fake Skin กับ Real Skin มัน Not the same นะ ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้หรือเปล่าว่ามันต่างกันยังไง แล้วหนังเทียมจะขยี้เท่าไหร่มันก็ไม่มีความรู้สึก

คนที่มีประสบการณ์บอกเราว่า มึงต้องลองไปซื้อหมูมาก่อน มึงอย่าเพิ่งไปลงคนจริงนะ เดี๋ยวมันแหก เราก็คิดว่า อ้าว มันไม่ยอมให้กูขึ้นหนังคนจริง เลยหันหน้าไปหาแฟนแล้วถามว่า เธออยากเป็นคนแรกของเราปะ แฟนเราทำหน้าผวามาก ตัวก็ไม่เคยมีรอยสัก ขาวจั๊วะ น่าจะเป็นหนังอาจารย์ใหญ่ให้เราชั้นดีเลย (หัวเราะ)

แล้วช่วงนั้นเหมือนเขาบ้าเล่นเซิร์ฟ เอารูปทะเลไหมเธอ เซิร์ฟบอยเขาต้องมีรูปคลื่นนะ หาแบบขายลูกค้า จนไปจบที่ลายคลื่นน้ำญี่ปุ่น ย่อขนาดลงมาที่ข้อเท้า

มันเป็นการสักครั้งแรกที่ปวดหัวมาก เขารอดมาได้ถือว่าโชคดีมากนะ เก้าอี้ที่บ้านก็ไม่มี ก็ยกขาเขาพาดมาที่ขาตัวเองแล้วสักเลย ซึ่งไม่รู้ว่าตรงข้อเท้าเป็นจุดที่เจ็บอันดับต้น ๆ ของร่างกาย คือดึงชักเย่อกันไปมา เราชักมา เขาก็ชักกลับ จำได้ว่าหน้าซีดทั้งคู่ มันเหมือนฝันร้าย

สักไปได้แค่ครึ่งหนึ่ง เราถามเขาว่าจะเอายังไงต่อ จะหยุดตรงนี้หรือเอาให้จบ เขาบอกเอาให้จบ แต่ตอนนี้เลือดไม่ขึ้นสมองแล้วนะ ขอนอนพื้น เราก็ย้ายอุปกรณ์ลงมาทำที่พื้น

ตอนนั้นไม่รู้เรื่องเปิดหัวเข็ม เปิดความแรงเครื่อง ทุกอย่างผิดหมดเลย สักเสร็จเราเอาไปอวด พี่แจ็คเกอรีน คนแรก เขาบอกว่า “ติ๊บ แน่ใจนะว่าเป็นคลื่น พี่ว่ามันเหมือนกบว่ะ”

หลังจากนั้นก็เอามาให้ พี่บอล (Professional Tattoo Artist) ดู พี่บอลบอก “โอ้โห คุณทำเขาไปได้ยังไงเนี่ย เขาเป็นคนนะไม่ใช่กระดาษ ดีที่เส้นมันไม่แตก” จนผ่านการฝึกสักคนไป 10 กว่าคน ถึงค่อยกลับไปแก้ให้มันดูเป็นคลื่น

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง
การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

พี่บอลสอนอะไรคุณบ้าง

ทุกอย่าง เขาทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นนักเรียนใหม่อีกครั้ง ย่อเคล็ดลับจากประสบการณ์ชีวิตเขาเป็นทางลัดให้เรา ย่อเทคนิคจากการเป็นช่างมา 10 กว่าปี เราโชคดีมาก

ตอนไหนที่รู้ตัวว่าช่างสักเป็นอาชีพหลักของคุณได้

จริง ๆ ตอนแรกเขาไม่ยอมรับเรานะ ร้านนี้เป็นร้านที่ไม่ค่อยรับช่างเท่าไหร่ ช่างที่อยากท้าทายตัวเองจะอยากเข้าร้านนี้มาก กว่าเขาจะยอมรับว่าเราเป็นช่างของร้านเขาก็นานเหมือนกัน เกือบครึ่งปี

ต้องพิสูจน์ด้วยอะไร

ก็ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าเจ้าของร้านจะพอใจ (หัวเราะ)

อะไรเปลี่ยนไปบ้าง จากกระติ๊บในวัยเด็กที่อยากเป็นช่างสัก กับกระติ๊บในอีก 10 ปีต่อมาที่ได้เป็นช่างสักจริง ๆ

เปลี่ยนเยอะนะ จากคิดว่า โห อะไรมันก็ง่ายไปหมด พอมาทำจริง ๆ ไม่มีอะไรง่าย กลับไปกระทบกับความคิดตัวเองอันเดิมที่ว่า ไม่มีคำว่าโชคช่วย มีแต่คำว่าชั่วโมงบิน

ตอนแรกก็มีช่วงที่ถอดใจ เพราะการสักมันยาก ไม่เหมือนการวาดรูปที่เคยเรียน มันคือการยัดน้ำหมึกเข้าไปในผิวคน แล้วแต่ละผิว หัวก็เปิดเข็มอีกแบบหนึ่ง ความแรงอีกแบบหนึ่ง สีข้าง หลัง แขน ทุกอย่างไม่เหมือนกัน จังหวะที่จะลงความลึก ความหนา สามารถไปได้กี่ครั้งก่อนผิวเขาจะช้ำ มันท้าทายมาก

มีช่วงหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองแม่งโคตรไม่เก่งเลย เปรียบแบบเถื่อน ๆ คืออารมณ์เหมือนมีเซ็กส์กับใครสักคนแล้วล่มปากอ่าว จนไม่กล้ามีเซ็กส์อีกแล้ว แต่เราดันไปเจอหนังสือเล่มหนึ่ง

เขาบอกว่า ถ้าคนเราทำอะไรก็ตามเกิน 10,000 ชั่วโมง เราจะเป็น Expert ด้านนั้น ก็เลยรู้สึกว่าคนที่ใช้เวลาไม่ถึง 10,000 ชั่วโมงสักที เพราะเขาคิดแบบเราว่ะ

ระหว่างทางมีจุดที่ทำให้อยากถอดใจเยอะมาก จนพูดกับตัวเองว่า มึงอายุ 34 แล้วนะ มึงไม่ใช่เด็กแล้ว วุฒิภาวะต้องมี ต้อง Keep Going ต่อได้แล้ว

ถ้าเกิดมีโอกาสพูด เราอยากพูดกับคนที่คิดคล้าย ๆ เรา เช่น เคยอยากทำอะไรแล้วไม่ได้ทำสักที ว่าลุกขึ้นมาทำเหอะ มาลุกตอนอายุ 34 เดี๋ยวจะเมื่อยหลัง

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

สักแต่จะพูด

พูดถึงการประกวดงานสักเพชรตัดเพชรที่คุณได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 กันบ้าง การที่คุณได้รางวัลนี้มา ส่งผลอะไร

ขอบคุณที่ให้สื่ออย่างนี้มาสัมภาษณ์เรา ถึงเวลาที่เราจะได้พูดเรื่องพวกนี้สักที

แล้วตัวคุณเองคิดยังไงที่มีรางวัลมาการันตีความสามารถ

ไม่ได้สำคัญเลยสำหรับเรา ไม่ได้แปลว่าเราเก่งกว่า 60 คน แต่เราแค่ถูกใจกรรมการ ณ ตรงนั้น

อะไรคือเป้าหมายของคุณในการลงแข่งครั้งนั้น

เป้าหมายของเราคือ Have Fun

จริง ๆ แล้วร้านนี้ชอบส่งคนไปประกวด เราเห็นเพื่อน ๆ ไปแข่ง ก็อยากแข่งบ้าง

ตกใจมากกว่าที่การประกวดแบบนี้มีทุกเดือนในเมืองไทย เพียงแต่คนไม่รู้ แล้วมันก็ไม่ใช่แค่คนกลุ่มน้อยด้วยนะที่สมัคร แค่ของเราประเภทเดียวก็ 60 กว่าคนแล้ว

ไม่ค่อยมีคนรู้เรื่องแบบนี้จริง ๆ งั้นคุณช่วยเล่าเกี่ยวกับวงการสักไทยให้ฟังหน่อย

อย่างที่รู้กัน อุปนิสัยของคนไทยเหมาะจะทำงานช่าง งานฝีมือ แต่ก่อนหน้านี้เราขาดโอกาสที่จะ Express ออกไปว่าช่างไทยเก่ง ไม่มีมาตรฐานมารองรับจริง ๆ สักทีว่าวงการนี้ควรไปในทิศทางไหน และถ้าเกิดมีเหตุการณ์ต้องไปยืนประท้วง เราก็จะไปยืนอยู่ในนั้นด้วย เพราะการสักควรมีมาตรฐานที่รับทราบทั่วกัน เราควรจะก้าวไปสู่ความเป็น Professional ได้แล้ว

การสักเป็นสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลเข้ามาในเมืองไทยนะ คุณจะมัวแต่ให้เขาอยู่ใต้ดินเหรอ ยุคนี้มันอยู่ใต้ดินกันไม่ได้แล้ว มันคือยุคของดิจิทัล คุณห้ามยังไงก็ห้ามไม่อยู่

ฉะนั้น ถ้าคุณอยากจะเข้ามาผลักดัน ตอนนี้มันคือเวลาที่เหมาะสม คุณมาจอยกับเราไหมล่ะ เพราะว่าวงการนี้มันไปได้ไกลแน่นอน

คุณเคยบอกว่า Soft Power จากต่างชาติส่งผลให้ดารา-ศิลปินไทยมีรอยสักได้ แสดงว่าสังคมไทยมีปัญหากับเรื่องนี้มาตลอด

เยอะแยะ ตลอดเวลา นักแสดงถ้าเล่นเป็นบทพระเอกหรือนางเอกที่ต้องเป็นคนดี ต้องห้ามมีรอยสัก ต้องปกปิดมันไว้ตลอด

โลกมันไปถึงไหนแล้ว คุณไม่ควรตัดสินคนที่เขาแสดงความเป็นตัวเองออกมาทางผิวหนัง ทำไมยังต้องยึดติดกับสิ่งเหล่านี้ ทั้งที่เราเป็นประเทศที่มีรอยสักเป็นวัฒนธรรม ทั้งการสักยันต์ การสักลายขาก้อม มันมีมานานมาก

รัฐมนตรีต่างประเทศที่นิวซีแลนด์ยังสักหน้าได้ด้วยซ้ำ แล้วทำไมเราถึงมองว่ามันไม่ดี

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง
การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

ตัวคุณมองคนที่มีรอยสักว่ายังไง

แต่ก่อนยอมรับว่าเราก็รู้สึกตกใจ รู้สึกกลัว แต่พอได้รู้จักกัน พวกเขาแค่เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบรอยสัก แล้วก็อยากแสดงตัวตนออกมาทางร่างกาย คนเหล่านี้รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ต้องการอะไร แต่ทำไมเราต้องไปวิจารณ์ มันไม่ใช่ร่างกายของเราด้วยซ้ำ

การสักคือเรื่องปกติธรรมดามาก มันกลายมาเป็นเรื่องผิดปกติตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือควรเลิกผิดปกติได้เมื่อไหร่

แล้วคุณคิดว่ามันจะเลิกผิดปกติได้เมื่อไหร่

โชคดีที่ได้เข้ามาในวงการนี้ มีสื่อมาติดต่อขอสัมภาษณ์ เราขอบคุณมาก เพราะเราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่พูดออกไปว่า ขอเถอะค่ะ การสักคือศิลปะอย่างหนึ่ง และศิลปะไม่มีถูกหรือผิด

โลกเราให้ความสำคัญกับเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลมากขึ้น การสักก็ควรจะเป็นพื้นที่ของเขา และเราไม่ควรตัดสินว่าคนนี้ทำงานได้ดีหรือไม่ดีผ่านการมีรอยสัก คุณควรให้โอกาสเขาหรือเปล่า

แน่นอนคุณเป็นผู้ว่าจ้าง คุณตัดสินใจได้ว่า ฉันจะรับหรือไม่รับคนนี้ แต่มันควรจะกลายเป็นเรื่องปกติไหม เพราะนี่คือโลกของ Diversity โลกของความแตกต่าง เราควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน

คุณจะทำยังไงให้รอยสักกลายเป็น Soft Power ของเมืองไทย

ก็คงมีคนไม่น้อยแหละที่เข้ามาเจอบทความนี้ อยากให้พวกเขาค่อย ๆ เปลี่ยนความคิด และมองมันเป็นเรื่องปกติได้สักวันหนึ่ง

จากภาพใหญ่ของสังคม มองแคบลงมาถึงผู้หญิงในวงการช่างสัก คุณพบเจอปัญหาอะไรบ้างไหม

ส่วนใหญ่คนจะมองว่า ช่างสักผู้ชายต้องเก่งกว่าผู้หญิงแน่เลย คิดว่าผู้ชายจะทำงานได้ยาวนานกว่าผู้หญิง จากสรีระหรือความพร้อมของการเป็นเพศชาย แต่เราว่าเรื่องศิลปะไม่ควรวัดด้วยเพศ

บางคนมีภาพจำว่า ช่างสักผู้หญิงต้องแต่งตัวโป๊ ๆ มีรอยสัก ใส่สายเดี่ยว นมโต ๆ เจาะนู่นเจาะนี่ นั่นคือคุณยัดความคิดของตัวเองเข้าไปในความคิดของคนอื่นนะ แล้วจริง ๆ เขาจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของเขา

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง
การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

ส่วนมากเราจะเห็นศิลปินชายมีชื่อเสียงมากกว่าศิลปินหญิง

ใช่ เราก็รู้สึกอย่างนั้น โลกนี้ยังหนีไม่พ้นชุดความคิดเดิม ๆ

เอาจริงนะ เหมือนคำพูดที่เราคิดเสมอ คนที่ได้ที่ 1 ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด หรือศิลปะมันให้คะแนน 1 2 3 ไม่ได้ด้วยซ้ำ เหมือนกับทำอาหาร คุณทำถูกใจคนแค่โมเมนต์นั้นแหละ แต่มันไม่ได้เป็นตัวตัดสินคุณไปตลอดชีวิตสักหน่อยว่าคุณเก่งหรือไม่เก่ง ตอนนี้ชุดความคิดเดิม ๆ ควรหมดไปได้แล้ว

คิดยังไงที่คนชอบพูดว่าการสักเป็นเรื่องของผู้ชาย

ใจหนึ่งเราอยากพูดเรื่องนี้ แต่ไม่รู้จะเรียบเรียงยังไง

คือ ช่างสักผู้หญิงหรือคนที่มีรอยสัก คุณลองดูดี ๆ ว่าอยากทำจริง ๆ หรือเปล่า อย่าให้ความคิดของคนอื่นหรือเพศอื่นมาครอบงำความคิดตัวเอง ต้องแน่ใจจริง ๆ ถึงทำมัน คุณสักตรงนี้เพื่ออะไร มองย้อนกลับมาว่าคุณแคร์ร่างกายของตัวเองมากแค่ไหน เพื่อตอบสนองความต้องการของคนอื่น หรือความต้องการของตัวคุณเอง

ก่อนหน้านี้เราก็ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย เก้ ๆ กัง ๆ เวลาถ่ายรูปก็ถ่ายแบบดาราคนอื่น ต้องแต่งตัวแบบนี้ มุมกล้องแบบนี้ รูปในไอจีต้องแบบนี้ ส่วนตอนนี้คือช่างแม่งดิ ไม่ทำก็ได้

เราไลฟ์สดเก็บลำไยได้ 4 ล้านวิว! ไลฟ์สดจุดเตาถ่านอั้งโล่ได้ 3 ล้านกว่าวิว! การเป็นตัวของตัวเองมันดีอย่างนี้นี่เอง

เพราะอะไรคุณถึงอยากผลักดันขนาดนี้ การสักสำคัญกับคุณตรงไหน

การสักทำให้เรามีความสุข เวลาที่คุยกับลูกค้าว่าทำไมต้องสักลายนี้ เขาก็จะบอกว่า อยากบันทึกไว้ มันมีความหมาย

มีคนหนึ่งเขาจะให้สักลายซาตาน เราก็คิดเป็นลายเทพกรีก-โรมันให้ เขาบอกว่า ไม่ ๆๆ ผมจะเอาซาตาน เราถามว่าทำไม เขาบอกว่า “ผมเพิ่งออกมาจากคุกครับ อยากสักเอาไว้เตือนตัวเองว่าจะไม่ทำชั่วอีก”

เรานี่ โอ้โห เราเป็นนักบันทึกเรื่องราวบนผิวหนังของเขา ทุก ๆ อย่างมันมีเหตุและผล เหมือนเราได้รับมอบหมายหน้าที่ที่เขาไว้ใจ อาชีพช่างสักสำหรับเราเลยหมายถึงนักบันทึกเรื่องราวให้คนอื่น เราว่ามันเป็นอาชีพที่อบอุ่นและน่ารัก

นอกจากทักษะแล้ว นักบันทึกเรื่องราวต้องมีอะไรอีก

ต้องมีทุกอย่างที่ศิลปินคนหนึ่งควรจะมี

คุณจะบอกว่าช่างสักคือศิลปินคนหนึ่งเหรอ

แน่นอน ช่างสักคือ Artist ถึงได้มีคำว่า Tattoo Artist ไง

แต่ก็ยังมีคนในสังคมที่ไม่ได้มองแบบนั้นในตอนนี้

คงจะเป็นคนที่โลกแคบมาก ๆ ไปอยู่ไหนมา มือถือก็มี กูเกิลสิคะ ตอบแบบนี้แสบไปไหม กรี๊ดออกมาเลยค่า (หัวเราะ)

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

กระติ๊บเก่งมาก

นอกจากแฟนที่สนับสนุน ตอนที่จะเรียนศิลปะคุณยังทะเลาะกับพ่อ ครอบครัวว่ายังไงบ้างที่คุณมาเป็นช่างสัก

เขาก็รู้พร้อม ๆ กับที่ออกข่าว พ่อโทรมาบอกคำแรกเลย “มึงอย่าไปสักนะ สกปรก”

เราก็ โอ๊ย พ่อ Conservative อีกแล้ว ค่อย ๆ เปลี่ยนเขา จนล่าสุดกลับไปเช็กความคิดเขาอีกทีหนึ่ง ถามว่า “ป๊า เดี๋ยวนี้ติ๊บเริ่มเก่งแล้วนะ ป๊าไม่อยากได้รูปอาม่าเหรอ” คำตอบที่ได้มาคือเซอร์ไพรส์มาก ป๊าตอบว่า “ก็น่าสนใจนะ” เรารู้สึก โห ในที่สุดก็ได้ยินคำนี้

วันก่อนเราก็ถามแม่ว่า “ม้า ติ๊บจะสักนะ” แม่บอก “โตแล้วคิดเอาเอง แต่ดูแล้วกันว่ามันกระทบกับงานหรือเปล่า”

แปลว่าตอนนี้คุณยังไม่มีรอยสักบนร่างกาย

ใช่ ไม่มี

ทำไม

เราอยากสักตัวเอง

เราไม่ได้แคร์เรื่องการแสดงเลยนะ เพราะเดี๋ยวนี้มันค่อนข้างเปิดกว้างแล้ว ดาราก็สักได้ ต้องขอบคุณพลังของเกาหลีหรือประเทศอื่น ๆ แต่เรายังไม่เจอลายที่ใช่จริง ๆ ลายที่เราอยากได้มันมาก ๆ ลายที่เราไม่ลังเลเลยว่าเราจะแสดงตัวตนด้วยสิ่งนี้ มันยังหาไม่เจอ

บางคนเขาก็ไม่ได้คิดมาก แต่เราคิดเยอะไง เป็นคนขี้เบื่อ

ถ้าไปสักตรงที่มองไม่เห็นจะทำให้เบื่อน้อยลงไหม

ก็อาจจะ แต่มันต้องเป็นลายที่มีคุณค่ามากพอกับเราจริง ๆ

อายุ 34 แล้ว ยังไม่เจอลายที่ให้คุณค่ากับคุณมากขนาดนั้นอีกเหรอ

เราคิดว่าอาจจะต้องมีลูกหรือเปล่านะ

งั้นคุณมองตัวเองตอนนี้ว่ายังไง

มองว่าทำไมเพิ่งมาเริ่มทำอะไรตอนที่คนอื่นเขาเริ่มมีลูกมีเต้า ช่วงนี้ของเราเป็นช่วงที่สนุกกับชีวิตตัวเองโคตร ๆ เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัก เรื่องทำอาหาร สนุกมาก ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน แต่ดันมาเป็นตอนที่ตัวเองอายุเท่านี้

เหมือนเพิ่งได้ลองใช้ชีวิตจริง ๆ ตอนอายุ 30

ใช่ รู้สึกว่ายังไม่อยากมีลูกเลย แต่วันก่อนไปถามหมอ หมอบอกคุณต้องคิดแล้วนะ ตามอายุขัยของมดลูกคุณอายุไม่น้อยแล้ว แต่ตอนนี้เรากำลังมันกับการใช้ชีวิตมาก ๆ

เราขอบคุณตัวเองที่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เพราะถ้าไม่ลุกขึ้นมา ก็ไม่เจอสังคม ไม่เจอคน แล้วก็ไม่เจอทางสว่างที่อาจจะเป็นไปได้ในอนาคต

คุณคิดว่าจะสักไปอีกนานแค่ไหน

คงทำไปเรื่อย ๆ เพราะเราทำอาชีพนักแสดง ด้วยความคิดว่าต้องมีอาชีพสำรอง ส่วนอาชีพช่างสักเป็นประตูทางออกที่โอบอุ้มเราได้

ทำจนกว่าจะไม่ไหว

ใช่ จนกว่าเจ้านายไล่ออก (มีเสียงสะท้อนมาว่า ไม่กล้าไล่ มันด่าเก่ง) วันหนึ่งถ้าจะไปอยู่มุมไหนของโลก เราว่าอาชีพนี้ก็พาเราไปได้

มีอะไรอีกที่คุณอยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ

ก็คงเป็นการสักกับการทำอาหารนี่แหละที่เราอยากไปให้สุดทาง

ได้ยินมาว่าคุณเคยไม่ชอบที่แม่ทำอาหารเลย เป็นมายังไงถึงได้มาทำอาหารซะเอง

เมื่อก่อนแม่เปิดร้านอาหาร แต่เปิดที่กัวลาลัมเปอร์ ส่วนเราเรียนหาดใหญ่ ห่างกับแม่ตั้งแต่ 3 ขวบ ช่วงวันพ่อวันแม่ก็ไม่เคยมีใครมา จนโดนเพื่อนล้อ

เรารู้สึกว่าอาชีพนี้มันขโมยแม่เราไป เราไม่ชอบ แต่ทุกครั้งที่ปิดเทอม ก็ต้องไปช่วยงานเขาที่ร้าน แล้วถ้าอยากนั่งใกล้ ๆ แม่ ก็ต้องไปช่วยทำอาหาร ช่วยขอดเกล็ดปลา ช่วยหั่นหอม ช่วยเด็ดผัก แต่เราคิดว่าทำไมต้องทำ เราแค่อยากอยู่กับแม่เฉย ๆ แค่อยากให้แม่พาไปเที่ยว

พอเป็นนักแสดงก็ลืมเรื่องนี้ไป รู้สึกว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายในชีวิตฉัน จนรายการทำอาหารติดต่อเข้ามา จำได้ว่าแม่ดีใจมาก แม่บอกว่าดีใจยิ่งกว่าเราไปประกวดนางงามอีก

ระหว่างการแข่งขันเราผูกพันกับแม่มาก แม่จะคอยโทรมาบอกทุกอย่าง อันนี้ทำอย่างนี้นะ คอยดูเทปที่เราไปแข่งว่าต้องเจออะไร เขาดูมีความสุขมากจนพูดว่า ติ๊บรู้ไหมว่าติ๊บได้ทำความฝันของหม่าม้าเลยนะ

ตอนแข่งก็คิดว่าทำไมเราปอกหอมเก่งจังวะ ทำไมขอดเกล็ดปลา สับไก่ หรือชำแหละได้ดี อ๋อ มันเป็นสกิลที่เราได้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เพียงแต่เราไม่รู้ตัว

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณยืนระยะในวงการได้เป็น 10 ปี

ความสวยคงไม่ใช่เนอะ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะทุกครั้งที่เราเล่น เราคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย จะบอกตัวเองตลอดเลยว่า วันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายที่มึงจะได้อยู่ในวงการ เราไม่รู้อนาคตหรอก

แต่วันนี้ บทนี้มันอยู่ในมือ เราแต่งตัวมาแล้ว เป็นตัวละครนั้นแล้ว เราไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น เราจะคิดแบบนี้เสมอ

คุณไม่ได้แค่ชอบทำอาหาร แต่คุณไปแข่งรายการอาหาร คุณไม่ได้แค่ชอบสัก แต่คุณมาเป็นช่างสัก การแสดง คุณก็ทำเหมือนเป็นวันสุดท้าย ทำไมถึงต้องเป็นคนที่ไปสุดในทุก ๆ อย่าง

เราเป็นคริสเตียน เราไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า เราเชื่อว่าวันนี้มีได้แค่ครั้งเดียว แล้วเราลองทำอะไรสุดจิตสุดใจจริง ๆ หรือยัง

ช่วงเวลาที่เป็นนักแสดง เราทำมันดีที่สุดไปแล้ว แต่ตอนนี้เราขอโอกาสลองเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ มันถึงเวลาที่จะต้องออกไปหาตัวเองใหม่อีกครั้งหนึ่ง เราอยากเป็นคนแก่อายุ 60 – 70 ที่คิดย้อนกลับมาแล้วกูไม่เสียใจเลยสักอย่าง เพราะได้ทำมันแล้ว เรารู้สึกอย่างนั้น

แต่แทนที่จะเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งอย่างจริงจัง คุณกลับทำหลายอย่างพร้อมกันหมด

เราก็กวาดแค่ 2 อย่างนะ ถ้าวันหนึ่งเราไม่ได้เป็นดาราแล้ว 2 อย่างนี้แหละที่จะทำให้เราไม่อดตายแน่นอน

คุณได้นิสัยทะเยอทะยานมาจากไหน

เราชอบเล่นเกม ชอบแข่ง ต้องชนะ ซึ่งการแข่งขันทำให้เราถ่อมตัวลงทุกครั้ง

ถ้าแพ้ขึ้นมาล่ะ

ถามตัวเองว่าสู้สุดหรือยัง ถ้าสู้สุดแล้วก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไปแข่งโดยที่ยังไม่ได้พยายามเลย เราก็ไม่ต้องมาโวยวายปะ การแข่งโดยที่รู้ดีว่าเราเต็มที่แล้ว มันก็เหมือนเป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ของตัวเอง

เป็นทั้งนางงาม ดารา เชฟ นักร้อง ช่างสัก ตอนนี้ชอบบทบาทไหนที่สุด

เราชอบตัวเอง ณ วันนี้ที่สุดแล้ว รู้สึกว่าเราเท่มาก

แล้วรู้ไหมว่ามีใครหลายคนชอบคุณเหมือนกัน

เราไม่แปลกใจเลยที่วันก่อนมีคนถามว่า ทำไมช่วงนี้ดังขึ้นวะ ก่อนหน้านี้เราไม่ทำอะไรจริง ๆ นะ โซเชียลก็ไม่เล่น ไอจีก็เพิ่งมาเปิดสาธารณะได้ไม่นาน

เพราะเรารู้ว่าทุกวันนี้เราลุกขึ้นมาสู้แล้วจริง ๆ เรามีความคิดลึก ๆ ตั้งแต่ปีที่แล้ว ว่าจะลองทำทุกอย่างอย่างสุดกำลัง ถ้าไม่ประสบความสำเร็จก็ให้แม่งรู้ไปดิ

การทำทุกอย่างอย่างสุดกำลังมันให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เหนื่อยว่ะ อยากนอน (หัวเราะ) เหนื่อยจริง ๆ เหนื่อยจนแบบ ชีวิตฉันไม่เคยเหนื่อยขนาดนี้มาก่อนเลย เหนื่อยจนบางทีนอนแล้วก็ยังเหนื่อย หรือบางคืนนอนยังฝันว่าถมดำ นั่งสักอยู่เลย แต่ก็ได้ความคิดมาว่า เหนื่อยมึงก็แค่นอน ไม่งั้นมึงก็ไม่ครบ 10,000 ชั่วโมงสักอย่างสักที

ในฐานะที่ใครหลายคนยกให้คุณเป็นไอดอล นิสัยอะไรในตัวคุณที่ไม่อยากให้คนทำตาม

อย่ารอเวลาเหมือนเรา จนวันหนึ่งมาเหนื่อยตอนแก่ คิดอะไรให้ทำเลย คนที่อายุเท่าเราหรือมากกว่าเรา เราอยากให้กำลังใจว่ามันไม่มีอะไรสายหรอกที่จะทำอะไรได้ครบ 10,000 ชั่วโมง

เราไม่เชื่อหรอกว่า ความพยายาม ความจริงใจ หรือความมุ่งมั่นมันจะทำร้ายเราลง เราไม่เชื่อคำนี้จริง ๆ

ทั้งชีวิตไม่เคยเชื่อเลยนะว่า คนเราต้องมีพรสวรรค์หรือต้องเก่ง เราเชื่อแต่คำว่าพรแสวง ก็กูพยายาม ก็กูตั้งใจ มันจะมีอะไรบ้างที่เขาทำได้แล้วกูทำไม่ได้

จากทั้งหมดที่ทำมา อยากให้คนจดจำคุณว่าอะไร

อยากให้คนจดจำว่า เราเป็นคนที่เฟรนด์ลี่ แล้วก็พร้อมให้กำลังใจทุกคนเหมือนกัน จากคนธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกัน

อยากเป็นกระจกสะท้อนว่า เด็กไม่ปกติอย่างเรายังทำอะไรได้ เราก็เชื่อว่าทุกอย่างมันเป็นไปได้ พูดแล้วน้ำตาจะไหลนะ เพราะบางทีเราก็ไม่เชื่อตัวเอง

บางทีอ่านคอมเมนต์ยังแบบ เราเป็นไอดอลให้คุณได้ขนาดนั้นเลยเหรอ ยิ่งรู้สึกว่าอยากทำให้มันดี เหมือนเรื่องวงการสัก เราอยากเป็นคนเปิดประตูคำว่า Soft Power เพราะเป้าหมายของเรามันใหญ่กว่าแค่การเป็นช่างที่เก่ง

เหนื่อยบ้างไหม

เหนื่อยก็แค่นอน ตื่นมาก็หาย นี่คือคติประจำใจตอนนี้เลย

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

คุณเคยรู้สึกว่าศิลปินบางคนมีความสามารถ และควรจะได้รับความสนใจมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม?

ต้น-ธนษิต จตุรภุช คือคนนั้นสำหรับเรา

ต้นเข้าวงการมาด้วย Academy Fantasia (AF) ซีซันที่ 8 รายการประกวดร้องเพลงเรียลลิตี้โชว์ที่บูมมากในยุคนั้น และออกจากบ้านมาพร้อมกับถ้วยรางวัลชนะเลิศติดไม้ติดมือ

แต่รางวัลก็ไม่ได้การันตีทุกอย่าง ไม่ได้การันตีว่าศิลปินคนนั้นจะดังเปรี้ยงปร้างหรืออยู่ค้างฟ้าไปตลอด จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 11 ปีผ่านไป เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายรอบ เพราะนี่คือวงการบันเทิง วงการแห่งความไม่แน่นอน

“สวัสดีคร้าบ” เสียงทักทายสดใสดังขึ้นมาจากด้านหลัง แล้วเจ้าของเสียงนั้นก็เดินมานั่งลงข้าง ๆ เรา บนโซฟาในห้องซ้อมค่ายเพลง LOVEiS เห็นหน้าในทีวีมาตั้งนาน อยู่ดี ๆ มาอยู่ตรงหน้านี่ก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันนะ!

วันนี้เรามาพูดคุยกับแชมป์คนนี้ด้วยวาระที่เขาย้ายมาบ้านหลังใหม่ และออกเพลงใหม่แสนเปรี้ยวซ่า ในแนวเพลงที่เขาเรียกว่า Queer Pop ฉายภาพความหลากหลายทางเพศของ LGBTQIA+

เขาผ่านอะไรมาบ้าง แล้วทำไมเพิ่งมาเปลี่ยนลุคเอาป่านนี้ เราไปฟัง ต้น ธนษิต เปิดใจกันที่ Talk of The Cloud

ดวง / โอกาส / ไทม์มิ่ง
3 เสาหลักของนักร้อง

สวัสดีค่ะ!

สวัสดีครับ! ต้น ธนษิต ครับ (เสียงกระตือรือร้น) ตอนนี้เพิ่งย้ายมาอยู่ที่ LOVEiS ครับ เพิ่งปล่อยเพลงไป ถือว่าเป็น Debut Single ภายใต้บ้านหลังใหม่

AF8 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของคุณเลยใช่ไหม

ใช่ครับ 11 ปีแล้ว 

เร็วมากเลย! ทางนี้ก็ได้ดูเหมือนกัน

จริงเหรอ พี่ยังรู้สึกเลยว่า เฮ้ย! 11 ปีแล้วหรอวะ รู้สึกเหมือนกันว่ามันเร็วจัง 

คุณมีความฝันคืออยากเป็นนักร้องตั้งแต่แรกเลยรึเปล่า

ใช่ครับ อยากเป็นนักร้อง จริง ๆ ตอนแรกไม่ได้เป็นเด็กเดินสายประกวดนะ เราก็แค่ชอบร้องเพลงแล้วก็มีไปเรียนบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ว่าตอนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกา มันมีวิชาให้เลือกเรียนเยอะแยะ เรารู้สึกว่าเรียนวิชาการไปเยอะแล้ว ก็เลยเลือกเรียนอาร์ต เรียนปั้นหม้อ เรียนเซรามิก และเรียน Choir (ร้องประสานเสียง) ด้วย พอทำแล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราชอบร้องเพลงว่ะ เราทำได้ดี แล้วก็มีคนชมว่า ยูร้องเพลงดีนะ พอกลับมาเมืองไทยแล้วมันเป็นช่วงที่รายการ AF6 มาพอดี เราก็เลยตัดสินใจไปประกวด

ไปมาตั้งแต่ AF6 เลยเหรอ

ใช่ ไปหลายรอบด้วยนะ การออดิชันเริ่มที่ต่างจังหวัดก่อน เราก็ไปต่างจังหวัดก่อน แล้วค่อยมาที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้อะไรเลย ร้องไปแป๊บเดียวกรรมการก็พูด ขอบคุณค่ะ เชิญค่ะ (กลั้วหัวเราะ) เศร้ามาก ขอบคุณค่ะ เชิญค่ะตลอด จนกระทั่งมาได้ตอนซีซันที่ 8 ตอนนั้นพี่เพิ่งขึ้นปี 3 วารสาร อินเตอร์ ธรรมศาสตร์

ทำไมถึงเรียนวารสาร ไม่คิดจะเรียนสายดนตรีเลยเหรอ

เคยคิดเหมือนกันว่าจะเรียนดนตรีไปเลย เรียน Voice ไปเลย แต่ด้วยความที่พี่เล่นดนตรีไม่เป็น แล้วเราก็ไปสืบทราบมาว่าการสอนไม่ได้มีแค่ร้องอย่างเดียวนะ ต้องรู้ทฤษฎีดนตรี ต้องอ่านโน้ตได้ ต้อง Sight Singing ได้ เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย ไม่ถนัดว่ะ เราไม่มีเวลาเตรียมพร้อมขนาดนั้น

แล้วก็มีคนเตือนเราว่า ถ้าชอบอย่าไปเรียนเลย เขาบอกว่าคนที่ไปเรียน Voice คือเหมือนคนที่ต้องการเป็น Professor แต่อย่างเราร้องเพื่อความบันเทิง พอไปเรียนตรงนั้นจะกลายเป็นวิเคราะห์ทุกอย่างทุกเม็ด ทำให้ความเพลิดเพลินในการฟังเพลงลดน้อยลงไป เราก็เลยรู้สึกว่าอยากเก็บการร้องเพลงเอาไว้ให้เป็นกิจกรรมสนุก ๆ ดีกว่า ไม่อยากไปซีเรียสกับมัน และตัดสินใจเรียนอย่างอื่น

แต่อาชีพในฝันก็คือนักร้องนะ

(นิ่งคิด) จริง ๆ ตอนแรกพี่ไม่ได้มีอาชีพในฝันว่าจะเป็นนักร้อง แต่ก่อนก็คิดถึงอาชีพอื่น ๆ เป็นหมอ เป็นสจ๊วต เพราะเราชอบเที่ยว ชอบเดินทาง จนกระทั่งกลับมาจากอเมริกาตอน ม.6 ถึงอยากเป็นนักร้อง

ตอนได้แชมป์ AF รู้สึกยังไงบ้าง

ตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นคาแรกเตอร์ที่คนชอบ คนจะชอบคนหน้าลุคขาว ตี๋ เกาหลี เราก็ไม่รู้ว่าคนเขาโหวตกันยังไง เท่าที่ดูมารายการก็ไม่ได้ดูแค่เฉพาะเสียงร้อง มันต้องดูอย่างอื่นด้วย ดูหน้าตา ดูบุคลิกอะไรหลาย ๆ อย่าง แล้วเราก็หน้าไทย ๆ เรามีดีอย่างเดียวคือเสียงร้องเรา อันนี้ไม่ได้นางเอกนะ แต่ไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองจะเป็นแชมป์ ตอนแข่งหวังแค่ได้เป็นตัวจริง ได้เซ็นสัญญา แต่พออยู่ไปเรื่อย ๆ ก็มีวูบหนึ่งเหมือนกันที่คิดว่า เฮ้ย หรือว่าจะเป็นเราวะ

แล้วเส้นทางการทำงานหลังจากได้แชมป์เป็นอย่างที่หวังไว้ไหม

มันก็ไม่ได้ 100% ขนาดนั้น คือมันก็ได้ทำงานเหมือนที่เราเคยดูในทีวี แล้วเราเห็นนักร้องเขาอัดเสียง ถ่าย MV ไปออกคอนเสิร์ตนู่นนี่นั่น มันก็ได้ทำตรงนั้น เหมือนที่เราใฝ่ฝัน ดู MTV ดู ChannelV มาตอนเด็ก ๆ แต่ถามว่ามันดังแบบเปรี้ยงเป็นซูเปอร์สตาร์อะไรแบบนั้นเลยไหม มันก็ไม่

สำหรับพี่นะ รายการจบก็คือจบ คือเริ่มต้นกันใหม่หมด ไม่มีอะไรการันตีว่าเราเป็นแชมป์แล้วจะต้องดัง

ความโหดของการอยู่ในวงการนี้คืออะไร

ความโหดของวงการนี้คือมันเป็นเรื่องของดวง โอกาส แล้วก็ไทม์มิ่งที่เหมาะสม เก่งไม่เก่งมันก็ไม่ได้มีส่วนวัดความสำเร็จ เก่งให้ตาย ถ้าดวงไม่ดีมันก็ไม่เวิร์ก เก่งประมาณหนึ่ง แต่ดวงดี โอกาสได้ มันก็มา 

วงการบันเทิงมันไม่มีสูตรตายตัว ไม่เหมือนวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ที่มีสูตรตายตัวว่าเอาอันนี้บวกอันนี้ได้อันนี้ ไม่มีใครรู้เลยว่าทำอะไรแล้วจะประสบความสำเร็จ อยู่ดี ๆ อันนี้จะมาก็มา

แล้วดวงของนักร้องชื่อ ต้น ธนษิต เป็นยังไงบ้าง

ดวงพี่เหรอ (นิ่งคิด) พี่ว่ามันได้ไปเยอะแล้วตอนที่เป็นแชมป์ พี่รู้สึกว่ามันหมดลงแล้ว (ยิ้ม) ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก จริง ๆ ก็โอเค ได้ทำเพลง เพลงก็มีฮิตบ้าง และมี ‘รู้ยัง’ ที่ฮิตมาก ๆ แต่ว่าก่อนหน้านั้นเราก็ออกเพลงมา 7 – 8 เพลงเลยนะ แต่ก็ต้องเป็นคนที่เป็นแฟนคลับจริง ๆ ถึงจะได้ฟัง

‘รู้ยัง’ แมสตอนปล่อยเพลง หรือว่าตอนเข้ารายการ The Mask Singer

พี่ว่าแมสเพราะเข้ารายการ The Mask Singer ด้วย ไม่ได้แมสตอนแรกที่ออกมา แต่มันทำงานของมันมาเรื่อย ๆ ก็ดวงดีด้วยแหละเพลงนี้ วงการนี้มันคือดวงนะน้อง มันคือจังหวะ มันคือเวลาที่เหมาะสม 

ทุกวันนี้มันกลายเป็นเพลงซิกเนเจอร์ของเรา ไปที่ไหนก็มีแต่คนนึกถึงเพลงนี้ ซึ่งเราดีใจนะ แต่ก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย กูก็มีหลายเพลงเนาะ ลองไปฟังเพลงอื่นดูบ้าง (หัวเราะ) ตอนนี้มีอยู่เพลงเดียวที่คนจำได้ แต่พี่อยากมีมากกว่านั้นไง

การที่ดังอยู่เพลงเดียวทำให้ท้อบ้างไหม

ท้อ! มัน Up and Down, Up and Down, Up and Down ตลอดเวลา เดี๋ยวก็คิดว่าหรือจะไปทำอย่างอื่นดีวะ เพลงไม่มาเลยอะ กลับไปกลับมา เหมือนเป็นคนบ้า บ้าแล้วก็หายด้วยตัวเอง เฮ้ย ก็ต้องอดทนไปก่อนดิ คือมันจะมีอะไรอย่างนี้ในหัวตลอดเวลาครับ

แต่ถึงเวลา มันก็จะมาฮึบด้วยคำว่า ไม่ทำอันนี้แล้วจะทำอะไร หล่อนร้องเพลงมาตลอด ตั้งแต่ปี 3 ไม่เคยไปทำงานอะไรอย่างอื่น ละครก็ไม่เคยเล่น พิธีกรก็ไม่ได้ทำ อาหารก็ทำไม่เป็น จะไปขายอาหารเหรอ ในที่สุดก็ต้องกลับมาร้องเพลง ต้องกัดฟันสู้กันต่อไป ซึ่งถ้าเกิดวันหนึ่งร้องเพลงไม่ปัง ก็อาจจะทำอย่างอื่นครับ ก็มีคิดไว้เหมือนกันแหละ เพราะอายุเราก็ไม่ใช่น้อยแล้ว

เวลาจิตตกทีนึงเราก็คุยกับแฟน เขาเป็นคนให้คำปรึกษาที่ดี เป็นผู้ใหญ่ไง โตกว่าเรา เขาก็จะคอยให้กำลังใจ

หลังจากเพลงฮิต 1 เพลง คุณก็เป็นที่พูดถึงอีกครั้งตอนเปิดตัวแฟน

ใช่

เห็นบอกว่าตอนเปิดตัวแฟน คนพูดถึงเยอะกว่าตอนออกอัลบั้ม 10 ปีรวมกัน

ใช่! พี่ไม่เคยมีนักข่าวมาสัมภาษณ์เรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเองเยอะขนาดวันนั้นเลย ตอนเราออกเพลงคนก็สนใจประมาณหนึ่ง ก็ไปตามคลื่นวิทยุบ้าง แต่ไม่มีใครเคยมานั่งถามว่า เฮ้ย เพลงใหม่เป็นยังไงบ้าง พอมีข่าวเปิดตัวกับแฟนออกไป นักข่าวมากันเยอะมาก ตกใจเลย เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย งงเหมือนกันนะครับ

คิดยังไงที่คนเขาสนใจเรื่องแบบนั้นมากกว่าเพลงที่เราตั้งใจร้อง

เอาจริง ๆ ไม่ได้ชอบนะ อยากให้เขาสนใจเพลงเรามากกว่า ไม่ได้อยากเป็นคนที่มีชื่อเสียงว่าเป็นเกย์แล้วเปิดตัวแฟน อยากมีชื่อเสียงว่า เพลงเขาดีว่ะ เพลงเขาฮิตหลายเพลงเลย เขามีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเองแล้ว อยากให้คนสนใจในเรื่องแบบนั้นมากกว่า

เราก็เข้าใจแหละ มันเป็นธรรมชาติของวงการ แต่ด้วยความที่เราไม่ได้ถือว่าตัวเองเป็นดารา เรามองว่าเราเป็นนักร้อง เพราะฉะนั้นก็เลยงงว่าทำไมมาสนใจเรื่องส่วนตัวเราขนาดนี้วะ (หัวเราะ)

จริง ๆ แต่ก่อนเปิดตัวไหมว่าเป็นเกย์

ไม่ได้เปิดกับสื่อ แต่ว่ากับเพื่อนหรือชีวิตปกติทั่วไปเราก็ไปเที่ยวบาร์เกย์นะ แค่ไม่ได้บอกใคร เพราะพี่รู้สึกว่า หนึ่งคือคนที่ติดตามอะรู้อยู่แล้ว คนที่ดู AF ดูเรามา 3 เดือน ถ้าเราแอ๊บได้เนียนขนาดนั้น ฉันก็จะได้รางวัลออสการ์แล้ว สองคือเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นดาราดัง เราไม่ได้อยู่ใน Position ที่จะลุกขึ้นมาแถลงว่า เฮ้ย ผมเป็นเกย์ครับ เราก็จะรู้สึกตลกกับตัวเองนิดหนึ่งถ้าทำแบบนั้น แล้วก็คงจะตลกกับคนที่รู้อยู่แล้วด้วย เขาก็คงแบบ พูดทำไมอะ รู้อยู่แล้ว

ก็เปรี้ยวซ่าอยู่พอตัว

เป็นไงมาไงถึงย้ายมา LOVEiS ได้

จริง ๆ แล้วเพื่อนพี่อยู่ที่นี่เยอะ วง MEAN ทั้งวงเป็นเพื่อนเราตั้งแต่สมัยมหาลัย ทีมงานก็เป็นน้องสมัยมหาลัย พี่มีคนรู้จักอยู่ในนี้เยอะ แล้ววง MEAN นั่นแหละเป็นคนชวนมา เพราะว่าเห็นเราหมดสัญญาแล้ว

ที่นี่ก็แฮปปี้ครับ มันเป็นบรรยากาศค่ายเพลงจริง ๆ มีห้องซ้อม ทุกคนแอคทีฟมากๆ แล้วก็ให้อิสระเราเยอะมากเลย จะทำเพลงอะไรใด ๆ อยากได้ซาวนด์แบบไหน Reference เป็นยังไง ทุกคนให้เกียรติเรามาก ๆ แม้กระทั่งเลือกฟอนต์ เลือกรูป ทุกขั้นตอนผ่านเราหมด แฮปปี้มาก

คุยกับทางค่ายว่าอยากทำเพลงแบบไหน

อืม คือจริง ๆ เพลงแรกที่ออกไปอะครับ อยากให้มันเป็นเหมือน ต้น ธนษิต New Era อยากให้คนเห็นมุมใหม่ ๆ ของเราบ้าง ที่ผ่านมาคนก็จะเห็นมุมคูล ๆ นิ่ง ๆ แต่จริง ๆ แล้วตัวเองเป็นคนสนุกมาก ไม่ได้คูล ไม่ได้นิ่งเลย (เน้นเสียง) แต่ว่าด้วยตัวเพลงมันเป็นแบบนั้น ก็เลยทำเป็น Sound Electronic เปรี้ยว ๆ การแต่งตัวก็เป็นภาพลักษณ์ใหม่ เปรี้ยวขึ้น

เป็นคนเปรี้ยว ๆ เหรอ

ก็เปรี้ยวอยู่นะ เออ ก็เปรี้ยวซ่าอยู่พอตัว (ยิ้มกว้าง)

ที่บอกว่าเป็นแนว Queer Pop นั่นเป็นแนวเพลงไหม หรือว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่คิดขึ้นมา

คือพี่อะ เคยไปเห็นคำนี้ตามบทความในเว็บไซต์เพลงฝรั่ง แล้วเราก็รู้สึกว่า เออชอบจังเลย มันยังไม่ค่อยมีในเมืองไทย เก๋ดี ก็เลยเลือกมาเป็นกิมมิกของเรา Queer มันก็แทนความหลากหลายอะเนอะ 

อยากให้ Queer Pop เป็นหนึ่งในสับเซตของ T-POP พื้นที่ที่ให้นักร้อง LGBTQIA+ ในเมืองไทยยังน้อย ควรมีที่ยืนให้พวกเราบ้าง เราอยากออกมาประกาศว่า มีพวกเราอยู่ในอุตสาหกรรมนี้นะ และบอกพวกเรากันเองว่า ฉันอยู่ในกลุ่มพวกเธอนะ เราเป็น Ally กัน

สำหรับคุณ ความเป็น Queer คืออะไร

สำหรับพี่ความเป็น Queer คือการที่ไม่ต้องอยู่ในกรอบกำหนดในเรื่องเพศ ทั้งเรื่องอัตลักษณ์หรือเรื่องรสนิยม ซึ่งจริง ๆ เรื่องนี้ค่อนข้างลึก เราก็ยอมรับว่าไม่ได้รู้มากขนาดนั้น แต่อาศัยที่อ่านมาคร่าว ๆ Queer คือความที่เราไม่ได้ต้องยึดติดกับสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ทางเพศ อย่างเช่นผู้หญิงต้องใส่กระโปรงเท่านั้น ผู้ชายต้องใส่กางเกง หรือว่าฉันชอบเธอเพราะว่าฉันชอบเธอ ไม่ใช่ชอบเธอเพราะเธอเป็นผู้หญิงหรือเพราะเธอเป็นผู้ชาย เราก็เลยรู้สึกว่ามันเก๋ดี มันทลายทุกขอบออกไป อยากทำอะไรก็ทำ

ซึ่งแนวเพลง Queer Pop ก็เป็นการทำลายกรอบแบบนั้นด้วยไหม

จริง ๆ ตัวเพลงไม่ได้ต่างกันมากครับ เพลงมันก็คือเพลงป๊อปนี่แหละ ดนตรีมันก็อาจจะเป็นซาวนด์ยังไงก็ได้ และทุกคนก็ฟังได้ คนเป็น Straight ก็ฟังได้ เพียงแค่วิธีพรีเซนต์ภาพออกไป เราอยากให้ภาพมันออกมาเป็น Queer เน้นความหลากหลาย เป็นจุดยืนของเราอย่างหนึ่งว่าฉันจะแต่งตัวแบบนี้ 

พี่ว่ามันสำคัญที่ตัวคนพรีเซนต์น่ะว่าอยากพรีเซนต์อะไร As a Gay Artist เรารู้สึกว่าอยากพรีเซนต์ภาพตรงนี้ออกไป

รู้สึกว่าได้เป็นตัวเองมากกว่าเดิมไหม

ก็เป็นตัวเองครับ อย่างเช่นการแต่งตัวก็เปรี้ยวขึ้น แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้แต่งตัวเปรี้ยวแบบนั้นทุกวันหรอกนะ แต่มันก็เป็นภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ที่ให้คนได้เห็นว่า จริง ๆ เราก็มีด้านนี้เหมือนกัน

จริง ๆ แล้วอยากทำอย่างนี้มานานแล้วหรือเปล่า 10 กว่าปีที่ผ่านมา

(นิ่งไป) เออ ก็จริงนะ อยากทำมานานแล้วแหละ แต่ว่ามันไม่กล้าทำน่ะ

ทำไมถึงไม่กล้าทำล่ะ

ตอนนั้นเรายังกลัวที่จะเป็นตัวเอง เพราะรู้สึกว่าสังคมยังไม่ได้ยอมรับความแตกต่างหลากหลายเท่าไหร่ เรื่อง LGBTQIA+ เพิ่งเริ่มได้รับการยอมรับเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง

ตอนนี้ก็คิดว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่เราจะได้พรีเซนต์ตัวเองในแง่ที่เป็นตัวเราจริง ๆ ถ้าไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน อีกนิดเดียวก็แก่แล้ว (หัวเราะเบาๆ)

‘ขอบคุณที่เคยใจร้ายกับฉัน’ เพลงแรกที่ปล่อยออกมาในฐานะ ต้น ธนษิต เวอร์ชันเปรี้ยวซ่า มีแรงบันดาลใจในการทำเพลงยังไงบ้าง

ข้าว Fellow Fellow เป็นคนแต่ง แรงบันดาลใจมันคือเรื่องราวของเราเลย คือปัจจุบันนี้พี่มีแฟนคบกันมา 4 ปี แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นความรักที่ดี เราอยากทำเพลงอวยแฟนนั่นแหละ แต่ว่าอวยอย่างเดียวก็ไม่เก๋ไง เราเลยมีกิมมิกเป็นการขอบคุณคนที่เคยเทเรา เลยทำให้เรามาเจอคนนี้ ก็เป็น 2 in 1 ไปเลย

คุณบรีฟ ข้าว Fellow Fellow ไปยังไงบ้าง

พี่เขียนเป็น Essay เลย ยาวมาก เล่าให้ฟังเลยว่าเคยเจออะไรบ้าง เหตุการณ์มันเป็นยังไงบ้าง คนอ่านยังบอกเลยว่าสนุกมาก (หัวเราะ) เราว่าถ้าบอกเป็นข้อ ๆ มันก็ได้ประมาณหนึ่ง ก็เลยเขียนไปให้เขาเลยดีกว่า เผื่อเขาจะได้เอาคำอะไรที่มาจากสตอรี่ของเราไปใช้งานได้

ไอเดียแรกเลยคืออยากออกเพลง Positive มีบรรยากาศสนุกสนาน เปิดแบบ Gay Pride หรือ Pride Parade ได้ ดนตรีให้มันเปรี้ยว ๆ หน่อย ให้มันจอย ๆ โยกได้ ฟังแล้ว Feel Good ก็เลยเขียนเป็นเพลงรักแบบนี้ออกมา

เมจเสจของเพลงนี้คืออะไร

เมสเสจคือการขอบคุณสิ่งร้าย ๆ ที่เคยเกิดขึ้น ถ้าฉันไม่เคยเสียใจ ถ้าฉันไม่เคยโดนทำร้าย ฉันก็อาจจะไม่รู้ว่าการที่มีคนดี ๆ เข้ามาในชีวิตมันดีขนาดไหน เราจะ Appreciate เขาขนาดไหน 

ถ้าเรามองว่า เฮ้ย ทำไมต้องเข้ามาใจร้ายกับฉัน ฉันทรมานเหลือเกิน เธอใจร้ายกับฉันจังเลย มันก็เป็นแง่ที่ห่อเหี่ยว เราเลยรู้สึกว่าอยากให้มามองมุมนี้ดีกว่า อยากให้คนที่เคยเจออะไรแบบนี้หันมารักตัวเองให้มาก ๆ

ทำไมดู MV แล้ว บางทีก็เหมือนไม่ได้พูดเรื่องความรัก แต่พูดเรื่องคนในสังคม ตั้งใจให้ตีความ 2 แบบรึเปล่า

ใช่ มีทั้งเรื่องความสัมพันธ์ เราใช้ผู้กำกับใน MV แทนคนที่เป็นแฟนเก่าเรา ที่เขาเคยตีกรอบเรา จนตอนสุดท้ายพี่นั่งเก้าอี้ผู้กำกับเอง หยิบโทรโข่งขึ้นมาสั่งคัต อันนั้นก็เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าตอนนี้ฉันเป็นผู้กำกับของตัวเองแล้ว

แล้วเราก็อยากพูดเรื่อง LGBTQIA+ ว่ามันมีหลายคาแรกเตอร์ มีเลสเบี้ยน มีเกย์ อยากจะส่งเมสเสจว่าเราอยู่ในกลุ่มพวกคุณนะ เรารับรู้การมีอยู่ของทุกคน เรื่องสมรสเท่าเทียมเราก็พยายามจะใส่เข้าไป อยากให้ทุกคนรู้สึกเชื่อมโยงได้

เรียนผู้อ่านที่เคารพ
ความสาวไม่ใช่เรื่องบาปกรรม

คิดยังไงกับการเป็น LGBTQIA+ ในวงการบันเทิงบ้าง

…ยาก ถ้าไม่ได้เกิดจากซีรีส์วายนะ โคตรยากเลย

ตอนนี้ซีรีส์วายกำลังมา มีเด็ก ๆ น้อง ๆ นักแสดงรุ่นใหม่ที่มาจากซีรีส์วาย โอ้โห แฟนคลับล้นหลามทั่วประเทศ มันเป็นจังหวะที่ดีด้วยแหละ แต่อย่างที่พี่บอกลำพังตัวคนที่เป็น LGBTQIA+ อย่างเดียว ถ้าเข้ามาในวงการนี้โดยที่ไม่ได้มีแบกกราวนด์มาจากซีรีส์วาย ยากมากเลยนะ 

แล้วในวงการก็มีเรื่องสเตอริโอไทป์อะไรต่าง ๆ อีกเยอะมาก เราไม่เคยเล่นละครนะ นี่เป็นความเห็นล้วน ๆ เราสงสัยว่าทำไมบทเกย์ เกย์ไม่ค่อยได้เล่น ส่วนใหญ่ผู้ชายแท้เล่น หรือถ้าเป็นบทเกย์ก็จะเป็นบทตลก เป็นเพื่อนนางเอกตลก ๆ ต้องจีบปากจีบคอ จัดจ้าน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเกย์มีหลากหลายมาก (เน้นคำ) เกย์เรียบร้อยก็มี เกย์เนิร์ดก็มี เกย์เล่นกีฬาก็มี พระเจ้าช่วย! เกย์เล่นบอลก็มี เกย์เป็นทนายก็มี! 

เราแค่รู้สึกว่า ทำไมวะ ทำไมในซีรีย์หรือในละครไทยไม่มีการนำเสนออะไรพวกนี้เลย จะมีแต่พวกบทผู้จัดการดารา บทช่างแต่งหน้า บทตลก เวลาเราดูเราก็ค่อนข้างมีปัญหาตรงนี้นิดหนึ่ง 

แล้วก็อย่างที่บอกครับ บทเกย์ก็ใช้ผู้ชายสเตรทเล่น นักแสดงเกย์อย่างเราไม่ได้เล่นหรอก เขาก็จะมองว่าสาวไป อย่างพี่ก็เคยโดนคนพูดว่า พูดไดอะล็อกยาว ๆ ไม่ได้หรอก เดี๋ยวออกสาว ติดสาว เราก็จะมองไปอีกทางว่า เขายังไม่ทันให้เราได้ลองเลย เขามองจากคาแรกเตอร์แล้วเขาก็ตัดสินเราไปแล้ว เราอาจจะทำได้ก็ได้ หรือถ้าเราทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็อาจจะทำได้สักวันหนึ่งก็ได้

ที่พูดถึงคือบทชายแท้เหรอ

พี่ไม่รู้ว่าบทที่เขาจะให้เล่นคือบทอะไร ยังไม่ทันได้พูดถึงบทกันเลยน้องเอ๋ย แค่เราเมนชันขึ้นมาว่า เฮ้ย อยากลองเล่นซีรีส์ เล่นละครดูบ้าง เราก็จะโดนบล็อกทันที โอ๊ย! เล่นไม่ได้หรอก เธอพูดไดอะล็อกแล้วออกสาว

เขาพูดจริง ๆ หรือเขาพูดขำ ๆ

เขาพูดจริง! ไม่ได้พูดขำ ๆ เพราะฉะนั้นพี่ก็ไม่เคยได้ไปออดิชันละครหรือซีรีส์อะไรทั้งสิ้น ละครเวทียังมีอยู่บ้าง เพราะว่า เออ เดชะบุญยังร้องเพลงได้อยู่

แล้วเขามีปัญหาอะไรกับความสาวเนี่ย

ไม่รู้สิ เราก็งงเหมือนกันว่าทำไมต้องทำให้ความสาวมันดูเป็นเรื่องบาปกรรมวะ ทุกวันนี้พอมีใครสาวทุกคนก็ยอมรับนะ ถือว่าเป็นตัวของตัวเอง แต่ตอนที่เราเข้าวงการมาใหม่ ๆ มันไม่ใช่แบบนั้นไง

คิดว่าอนาคตควรจะมีที่ทางให้คนที่เป็น LGBTQIA+ ในวงการบันเทิงยังไงบ้าง

พี่คิดว่าทุกคนก็ควรเป็นตัวเองนี่แหละ ทำสิ่งที่อยากทำ ใครเป็นนักร้องก็ร้องเพลงไป ร้องให้ดีที่สุด ใครเป็นนักแสดงก็ตั้งใจทำไป

เร็ว ๆ นี้เราได้ไปฟังสัมภาษณ์ของคนคนนึงมา เขาชื่อ Billy Eichner เขาทำหนังรอมคอมชื่อ Bros ที่ตัวเอกเป็นเกย์ 2 คน ฟังเขาพูดก็รู้สึกว่ามันก็คล้าย ๆ บ้านเราเหมือนกันนะ เขาบอกว่าวงการฮอลลีวูด คนที่ได้รับบทเกย์ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Straight Guy ซึ่งเขาก็บอกว่าจริง ๆ แล้วก็อยากให้โอกาสนี้กับเกย์บ้าง แล้วนักแสดงที่เป็นเกย์ ก็ไม่จำเป็นต้องเล่นแต่บทเกย์ ก็ไปเล่นบท Straight ด้วยก็ได้ ไม่ควรแบ่งแยกว่าคนนี้เป็นเกย์ เล่นได้แต่เกย์

เราก็ทำไปเต็มที่ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันได้รับการยอมรับมากขึ้น หวังว่ามันจะดีขึ้นเรื่อย ๆ

ในแง่ของบท พี่ก็ว่ามันดีขึ้นนะ สังเกตว่าในทุกซีรีส์ของฝรั่ง มันก็จะมีคนที่เป็น LGBTQIA+ อยู่เยอะ ทำให้คนรู้สึกว่าทุก ๆ สังคมมีคนเหล่านี้อยู่ เราก็อยากให้ซีรีส์หรือละครในไทยสร้างคาแรกเตอร์ใหม่ ๆ ให้กลุ่มเกย์บ้าง ตอนนี้พี่ก็เริ่มเห็นนะ ประเทศไทยก็มีซีรีส์วายที่เล่าถึงวงการแพทย์ ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี

จริง ๆ แล้วในต่างประเทศก็มีคนวิจารณ์นะ ว่าหนังหรือซีรีส์ตอนนี้ยัดเยียดบทเกย์เกินไป

ก็นานาจิตตัง แต่เราว่าไม่หรอก คนจะมองว่ายัดเยียดก็มองได้ แต่คนที่ไม่ได้รับการ Represent มากพอ เขาก็จะมองว่านี่เป็นโอกาสที่ดีครับ ก็แล้วแต่คนมอง

พูดถึงวงการบันเทิงไทย ตอนนี้ก็มี พีพี กฤษณ์ มี 4MIX ที่กำลังดังอยู่ รู้จักไหม

รู้จัก! 4MIX ก็รู้จัก! ไอเลิฟน้องนินจา ชอบมาก

คิดยังไงที่อยู่ดี ๆ คนก็ชอบเกย์ออกสาว

รู้สึกดี อย่างที่เราพูดไป สมัยก่อนความสาวมันเป็นตราบาป เราก็คิดว่า อะ ก็กูสาว แล้วทำไมล่ะ ก็เลยรู้สึกดีที่คนชอบน้องเขา เราก็ชอบมาก ยัง DM ไปหาอยู่เลยว่าเยี่ยวมาก เริ่ดมาก ดีใจที่น้องเขามีแฟนคลับยิ่งใหญ่ที่เม็กซิโก

ถ้าเกิดช้ากว่านี้สัก 10 ปี คิดว่าตัวเองจะดวงดีกว่านี้ไหม

ดีกว่านี้แน่นอน! เออ เราเกิดเร็วไปหน่อย (หัวเราะ)

ฮึบ!

แล้วตอนนี้จะทำยังไงกับชีวิตต่อไป

(หัวเราะดัง) เป็นคำถามที่ดีมาก

ก็ยังคงร้องเพลงต่อไปเรื่อย ๆ ครับ เป้าหมายเราคืออยากมีเพลงฮิตหลายเพลง ตอนนี้มันมีแค่ ‘รู้ยัง’ เพลงเดียวที่คนรู้จัก ไม่อยากเป็นนักร้องที่ตกอยู่ในหมวด One-hit Wonder เกลียดคำนี้มาก เพราะฉะนั้นก็ยังคงก้าวเดินทางต่อไป หวังว่าสักวันหนึ่งจะมีเพลงที่เปรี้ยงเท่า รู้ยัง หรือมากกว่า

อยากประสบความสำเร็จมากพอที่จะมีคอนเสิร์ตเดี๋ยวของตัวเองได้ เป็นความฝันมาก ๆ เลย ตอนนี้ทำก็ไม่มีใครดูหรอก (หัวเราะ) นั่นแหละ ต้องมีเพลงฮิตเยอะ ๆ มีคนดูมาเยอะๆ

พอใจกับเพลงแรกที่ออกมาไหม

พอใจนะ แต่ยอดวิวก็ไม่ได้ขึ้นเร็วอย่างที่เราหวังไว้ (หัวเราะ) เราเป็นคนใจร้อนอะ เพื่อนก็บอกว่า มึงใจเย็น ๆ ดิวะ เพิ่งออกมา

จะมีโอกาสได้เห็นคุณเล่นละครรึเปล่า

ถ้าเขาติดต่อมาก็อยากเล่นนะครับ เพราะเป็นอะไรที่ไม่เคยเล่นมาก่อนเลย เล่นแต่ละครเวที ส่วนใหญ่งานเราจะเกี่ยวข้องกับการร้องเพลง 100% คนก็จะบอกว่า เธอดูเป็นนักร้องมากรึเปล่า เขาก็เลยไม่เรียกไปเล่น เราก็ไม่รู้ จริง ๆ เราก็อยากลองหลาย ๆ งานนะ ไม่ได้จำกัดตัวเองว่าจะต้องร้องเพลงอย่างเดียว

ในที่สุดยุคใหม่ของ ต้น ธนษิต ก็มาถึง คุณอยากจะบอกทุกคนว่าคุณเป็นใครกันนะ

อยากบอกทุกคนว่า ตอนนี้ฉันเป็นคนที่มีความสุขกับตัวเองแล้ว แต่ก่อนฉันอาจจะเคยกลัวที่จะเป็นตัวเอง แต่ว่าตอนนี้ฉันไม่กลัวแล้ว ฉันมีความสุขกับชีวิตดี นี่เป็นสิ่งที่รู้สึกจริงๆ I’m a happy gay man. ที่ยังทำตามความฝันอยู่ เพลงมันคือเป้าหมายอันดับ 1 ของเราอยู่แล้ว มันคือแพสชันที่รุนแรงที่สุด

ฝากไปฟังเพลงกันเยอะ ๆ ช่วยแชร์กันเยอะ ๆ นะครับ ‘ขอบคุณที่เคยใจร้ายกับฉัน’ ตั้งใจทำมาก ๆ (ยิ้ม)

บทสนทนากว่า 1 ชั่วโมงของเราจบลงด้วยความราบรื่น

เราเป็นมือใหม่ในวงการนักเขียนและนักสัมภาษณ์ สารภาพตรง ๆ ว่าทุกครั้งที่กำลังจะเจอคนใหม่ ๆ จะต้องแอบหวั่นในใจเล็ก ๆ เสมอ

เขาจะดีไหม จะให้ความร่วมมือดีรึเปล่า

แต่การที่ได้มาเจอ ‘พี่ต้น’ ผู้เฟรนด์ลี่ในวันนี้ ในฐานะคนทำงาน เรากลับอิ่มเอมใจ คลายความกังวลที่มีไปได้ทั้งหมด และมากไปกว่านั้น ในฐานะที่เราเป็นคนในชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ เรารู้สึกราวกับความหวังที่จะได้อยู่ในสังคมที่เป็นมิตรต่อพวกเราได้ถูกจุดขึ้นมาอีกนิด จากทัศนคติของผู้ถ่ายทอดเสียงเพลงคนหนี่งในวงการ

ขอให้ Queer Pop ที่เขาตั้งใจร้อง ส่งผลดีต่อคนอื่น ๆ ที่ได้รับชมรับฟังเช่นกัน

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load