ถึง กระติ๊บ

ยอมรับก่อนเลยว่าเราเริ่มต้นสนใจคุณ หลังจากที่คุณผันตัวเองเป็นช่างสัก คุณเองก็บอกว่าสื่อหลายสำนักติดต่อสัมภาษณ์ด้วยเหตุผลเดียวกันกับเรานี้

ถ้าแค่ชอบ ก็อาจจะธรรมดาทั่วไปแหละ แต่คุณดันคว้ารางวัลจากการประกวดรอยสักมาครอง เปิดให้จองตัวเพื่อลงเข็ม ซึ่งแปลว่าการสักสำหรับคุณไม่ใช่งานอดิเรกฆ่าเวลาอีกต่อไปแล้ว

ก่อนพบกัน เราทำการบ้านเรื่องคุณไปพอสมควรนะ พบว่ามีหลายเรื่องที่คนไม่รู้ ว่าคุณเป็น 1 ใน 3 คนสุดท้ายของรายการทำอาหาร เริ่มเข้าวงการจากการประกวดนางงาม สอบติดคณะจิตรกรรมด้วยคะแนนเต็ม 100 แล้วยังสวมหน้ากากนางเงือกร้องเพลงอีกต่างหาก

ระหว่างคุยกัน เราสัมผัสได้ถึงความขบถในตัวคุณมากมาย เป็นเหตุผลว่าทำไมบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จึงมีขนาดยาว เพื่อให้คุณได้สื่อสารในเรื่องที่อยากพูดมานาน เพื่อเปิดพื้นที่ให้คุณได้เป็นในสิ่งที่คุณใฝ่ฝัน และเพื่อบอกทุกคนว่าคุณทำเองทุกอย่าง ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย

หวังว่าผู้อ่านจะชื่นชมในสิ่งที่คุณทำมากพอ ๆ กับเรา

นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวของ กระติ๊บ-ชวัลกร วรรธนพิสิฐกุล ที่ไม่เคยมีใครรู้

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

เกิดหาดใหญ่ โตเชียงใหม่ แล้วมาใหญ่ที่กรุงเทพฯ

หลายคนเพิ่งทราบว่าคุณสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยด้วยคะแนนเต็ม คุณเริ่มสนใจศิลปะเพราะอะไร

เราเป็นเด็กสมาธิสั้น พูดไม่รู้เรื่อง นี่เรื่องจริงนะ ทุกวันนี้เรายังต้องกินยาแก้สมาธิสั้นอยู่เลย

เริ่มเห็นว่ามีปัญหาตอน ม.1 – 2 เราเรียนไม่ได้ คือคนอื่นเขานั่งเรียน แต่เรายืน พ่อเลยพาไปปรึกษาคุณหมอ เขาบอกให้ลองอ่านหนังสือเยอะ ๆ ลองทำกิจกรรมที่เพิ่มสมาธิดู ไปเล่นกีฬา ไปเล่นดนตรี แต่ไม่เข้าหัวเลย เราทำไม่ได้ พ่อก็เลยพาไปเรียนเพนต์สีน้ำมัน แล้วดันเป็นกิจกรรมแรกในชีวิตที่ เฮ้ย ทำไมเรานั่งได้นาน

เราเป็นคนที่ทำ 2 อย่างพร้อม ๆ กัน ไม่เคยอยู่นิ่ง ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เซอร์ไพรส์ตัวเอง ตอนนั้นศิลปะกับเรามันเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการบำบัด ยังเฉย ๆ ไม่รู้หรอกว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่นั่งเพนต์ได้ตั้งแต่เช้าถึงค่ำ โดยไม่รู้สึกเหนื่อย

แล้วตอนไหนที่คุณชอบศิลปะจริงจัง

เราย้ายไปเรียนที่เชียงใหม่ตอน ม.ปลาย รู้สึกว่าสถานที่เรียนหรือภาคที่เรียนมีผลในการหล่อหลอมมากเลยนะ โชคดีที่ไปอยู่ในเมืองที่มีวัฒนธรรมเยอะมาก ๆ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวัยรุ่น

แล้วก็สะระตะกับตัวเองด้วยแหละว่า เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง พ่อชอบส่งไปเรียนพิเศษตรงโอวาแป๊ะ (อนุสาวรีย์สามกษัตริย์) เราไม่คิดว่าตัวเองเรียนอะไรพวกนี้แล้วจะคุ้มค่าเงินของพ่อแม่ เลยพูดกับพ่อไปว่า ขอเรียนศิลปะได้ไหม

เรารู้ตัวเร็วกว่าคนอื่น ส่วนใหญ่เด็กจะชอบมาติวตอน ม.5 – 6 แต่เราติวตั้งแต่ ม.4 เลิกเรียนปุ๊บก็ไปฝึกพอร์เทรต ฝึกฟิกเกอร์ คนอื่นไปไหนไม่รู้ แต่เราไปเรียนพิเศษ

ตอนนั้นก็เถียงกับป๊า เพราะป๊า Conservative มาก เขาบอกว่าเราจะเรียนอาร์ตไปทำอะไร ไปวาดรูปข้างถนนเหรอ เราตอบว่า ป๊า ป๊าลองจับทุกอย่างสิ พัดลม เพดาน ตู้เย็น โคมไฟ ทุกอย่างมันเกิดมาจากศิลปะทั้งนั้น มันต้องผ่านการออกแบบ ป๊าเชื่อติ๊บเถอะ ยังไงอาชีพนี้มันก็ไม่ตาย ติ๊บตอบไม่ได้หรอกว่า โตขึ้นติ๊บจะเป็นอะไร แต่ติ๊บเรียนอย่างอื่นไม่รู้เรื่องเลย ป๊าเสียค่าเรียนฟรี ๆ สมองติ๊บรับได้แค่นี้จริง ๆ

พอ ม.6 เทอม 2 เราสอบเข้าคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้คะแนนเต็ม 100 ป๊าก็เริ่มเห็นแล้วว่า เออ มันเอาจริงว่ะ เรากลายเป็นคนแรกในโรงเรียนที่สอบติด แล้วก็คิดในใจว่าเราติดมัณฑนศิลป์แล้ว จิตรกรรมเราก็ต้องติดดิวะ ซึ่งก็ติดด้วย

จิตรกรรมกับมัณฑนศิลป์แตกต่างกันมากไหม

คนละสไตล์ แต่เราติวฟิกเกอร์มา แล้วสมัยก่อนจิตรกรรมเข้ายากจริง ๆ เขายังรับไม่เยอะ ใครเข้าได้ก็คือเฟี้ยว ตอนสอบจิตรกรรมคือมันมาก ตอนนั้นเราก็ยังตอบตัวเองไม่ได้หรอกว่า ศิลปะมันจะต่อยอดอะไรได้ รู้แค่ว่าทำอันนี้แล้วสนุก ก็เลยเลือกเรียนจิตรกรรม

จากคนที่เรียนศิลปะเพื่อบำบัดสมาธิสั้น วินาทีที่รู้ว่าสอบได้คะแนนเต็ม 100 เป็นยังไง

ถามว่าดีใจไหม ก็ไม่ได้ดีใจเวอร์ แต่รู้สึกว่า ก็กูทำมันมาหนักอะ ทุกอย่างมันไม่ใช่โชคช่วย คิดอย่างนั้นตั้งแต่แรก ที่กูได้มามันไม่ได้ฟลุ๊ก แต่เพราะว่ากูฝึกจริง ๆ

สนุกไหม การใช้ชีวิตแบบมีสมาธิสั้นเป็นเพื่อน

เราว่าสนุกดีนะ มันทำให้เราทำหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เดี๋ยวก็กินข้าว เดี๋ยวก็ลุกไปรีดผ้า เราอย่ามองให้เป็นจุดด้อย มองมันเป็นพลังพิเศษที่เราได้มา เหมือนเราเป็นยอดมนุษย์ว่ะ

ถ้าไม่เป็นสมาธิสั้นก็คงไม่เริ่มเรียนศิลปะ

ใช่ แต่ก็คงฉลาดกว่านี้ (หัวเราะ)

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง
การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

เลี้ยวขวาตรงทางแยก

ได้เรียนศิลปะสมดังใจแล้ว ทำไมอยู่ ๆ คุณกลายมาเป็นนางงามได้

ตอนนั้นอกหัก เราไปรักกับหนุ่มศิลปากรฝั่งเพชรบุรี แล้วตัวเองอยู่ท่าพระจันทร์ (หัวเราะ) ถือว่าเป็นปั๊ปปี้เลิฟเลย จุดเปลี่ยนคือเขาเรียกชื่อเราผิด

เขาเรียกเราเป็นอย่างอื่น เช่น แตงโม ส้มโอ เชอร์รี่ คือเดี๋ยวนะ มันห่างไกลชื่อกูมาก เราไปสืบจนรู้มาว่าคนนั้นเป็นดาวมหาวิทยาลัย แล้วคณะจิตรกรรมไม่มีประกวดดาวเดือน เราเกิดคำถามว่าหรือกูไม่สวยวะ หรือกูไม่ดีวะ

ช่วงนั้นเราเป็นครูสอนศิลปะ เพื่อนบอกว่ามันมีประกวดนางงามนะ เราก็คิดว่า เออ กูจะไม่มานั่งถามตัวเองแล้วว่ากูดีหรือเปล่า กูให้คนอื่นตัดสินแม่งเลย จะไม่มานั่งเวิ่นเว้ออีกแล้ว

การตัดสินใจประกวดนางงามถือว่าพลิกชีวิตคุณเลยไหม

พลิกเกมชีวิตครั้งใหญ่เลย ลงเวทีปุ๊บได้เล่น รุกฆาต เรื่องแรก เรตติ้ง 20 เยอะมากนะ ชีวิตหลังจากนั้นเรียกได้ว่าทิ้งงานศิลปะไปเลย

10 กว่าปีที่อยู่ในวงการมา คือไม่ได้แสดงแสนยานุภาพตัวเองเลย เหมือนดับตะเกียงตัวเองไป

เราว่าการเล่นละครมันคือศิลปะ แต่เรามักจะคิดตลอดว่า ไม่มีเวลา ว่างแค่เสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่อยากจะเพนต์รูปแล้ว อยากนอน อยากทำอย่างอื่น แล้วเป็นแบบนี้มา 10 ปี

จนไปเจอดาราคนหนึ่งที่เขามีนิทรรศการเป็นของตัวเอง โดยไม่ได้เรียนเกี่ยวกับอาร์ตมาด้วย เขาบอกว่า แล้วทำไมเราถึงไม่ทำ เรารู้สึกเหมือนโดนตบหน้ากลางสี่แยก

เออว่ะ เรามีของ ทำไมเราไม่ทำ ปล่อยมานานขนาดนี้ได้ยังไง ช่วงโควิด-19 ก็เลยถามตัวเองตลอดว่า ถ้าวันนี้เราไม่เป็นดารา เราจะเป็นอะไรวะ ถ้าวันนั้นเราเลี้ยวซ้าย ถ้าวันนั้นเราไม่เป็นนางงาม ตอนนี้จะทำอะไรอยู่

ก็ตอบตัวเองได้ลึก ๆ ว่า คงทำงานศิลปะแหละ แต่ทำอะไรอะ เป็นครูเหรอ เป็นผู้จัดการแกลเลอรี่เหรอ หรือเรียนต่อ พอมานั่งคิดไปคิดมา มันมีอาชีพหนึ่งที่เคยอยากเป็นมานานแล้ว ก็คือช่างสัก

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

เลี้ยวซ้ายตรงทางเดิม

รู้ตัวตอนไหนว่าอยากเป็นช่างสัก

เราคบกับแฟนคนปัจจุบันตั้งแต่อยู่ปี 4 ก็พูดกันตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าอยากเป็นช่างสัก แต่สมัยนั้นมันเป็นเครื่องคอยล์ไง มันหนัก แล้วก็ไม่เคยเห็นช่างผู้หญิง เลยรู้สึกว่าแม่งยากว่ะ แต่อยากเป็นนะ คิดในใจว่า ศิลปะบนหนังคนคงจะท้าทายมาก ๆ

จนวันหนึ่งก็บ่นว่าอยากเป็นช่างสัก แฟนคงรำคาญ ตอนนั้นจะขับรถไปซื้อของที่แม็คโคร แต่แฟนเราไม่พาไปแล้ว เขาเสิร์ชเลยว่าอุปกรณ์เครื่องสักขายที่ไหน

แปลว่าคุณต้องบ่นเยอะมาก

ก็อยู่ ๆ บ่นขึ้นมา แต่เราพูดเรื่องนี้มานานมากแล้ว จนครั้งนี้เขาไม่รอ ถ้าเธออยากทำ เธอทำ เดี๋ยวจะซัพพอร์ตเอง

ปกติเขาไม่เคยซื้ออะไรให้เลยนะ แต่นี่คือซื้อหนังเทียม ซื้อเครื่องสักชุด Beginner แบบที่ราคา 2,000 – 3,000 บาท ซื้อสี ซื้อสเตนซิล (แผ่นทำรอยสัก) ซื้อทุกอย่างแบบที่ต้องกลับบ้านแล้วไปฝึก พอได้ของจริงมาแล้วก็เหวอ เอาจริงดิ แต่เขาซื้อให้แล้ว จะวางเฉย ๆ ที่บ้านก็ไม่ได้

กลับถึงบ้านก็ฉีกทุกอย่างออก เสิร์ชยูทูบว่า How to tattoo เรียนจากยูทูบแล้วก็สักเป็นรูป ซัลบาดอร์ ดาลี (Salvador Dalí) ลองโพสต์เล่น ๆ ในไอจี จนทำให้เจอเจ้าของร้าน BKK INK Tattoo Studio นี่แหละ

เล่าถึงช่วงเวลาที่คุณฝึกฝนให้ฟังหน่อยว่าหนักหนาขนาดไหน

ช่วงนั้นประดังประเด แข่ง MasterChef Celebrity Thailand Season 2 ด้วย ก็ร้อยแปดพันก้าว แต่รู้สึกว่าเป็นช่วงที่สนุกสนานจังเลย ได้ทำหลายอย่างมาก ไม่เคยมีความคิดนี้มาก่อนในฐานะที่เป็นคนขี้เกียจมาก ๆ ว่าทำไมเราปล่อยเวลาให้มันเนิ่นนานขนาดนี้ ถ้าลงมือทำตั้งนานแล้วป่านนี้จะเป็นยังไง

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

จำครั้งแรกที่ลองสักลงบนตัวคนได้ไหม

อื้อหือ (ลากเสียง) ครั้งนั้นเอาแฟนตัวเองมาสัก ยังไม่ได้เรียน ยังไม่มีร้านติดต่อมา แต่เราอยากสักคนจริงแล้ว

ผ่านการฝึกมานานแค่ไหนก่อนจะสักคนจริง

2 วัน (หัวเราะ) เราทะเยอทะยาน ร้อนวิชา อ่านข้อมูลมาเยอะมากว่า Fake Skin กับ Real Skin มัน Not the same นะ ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้หรือเปล่าว่ามันต่างกันยังไง แล้วหนังเทียมจะขยี้เท่าไหร่มันก็ไม่มีความรู้สึก

คนที่มีประสบการณ์บอกเราว่า มึงต้องลองไปซื้อหมูมาก่อน มึงอย่าเพิ่งไปลงคนจริงนะ เดี๋ยวมันแหก เราก็คิดว่า อ้าว มันไม่ยอมให้กูขึ้นหนังคนจริง เลยหันหน้าไปหาแฟนแล้วถามว่า เธออยากเป็นคนแรกของเราปะ แฟนเราทำหน้าผวามาก ตัวก็ไม่เคยมีรอยสัก ขาวจั๊วะ น่าจะเป็นหนังอาจารย์ใหญ่ให้เราชั้นดีเลย (หัวเราะ)

แล้วช่วงนั้นเหมือนเขาบ้าเล่นเซิร์ฟ เอารูปทะเลไหมเธอ เซิร์ฟบอยเขาต้องมีรูปคลื่นนะ หาแบบขายลูกค้า จนไปจบที่ลายคลื่นน้ำญี่ปุ่น ย่อขนาดลงมาที่ข้อเท้า

มันเป็นการสักครั้งแรกที่ปวดหัวมาก เขารอดมาได้ถือว่าโชคดีมากนะ เก้าอี้ที่บ้านก็ไม่มี ก็ยกขาเขาพาดมาที่ขาตัวเองแล้วสักเลย ซึ่งไม่รู้ว่าตรงข้อเท้าเป็นจุดที่เจ็บอันดับต้น ๆ ของร่างกาย คือดึงชักเย่อกันไปมา เราชักมา เขาก็ชักกลับ จำได้ว่าหน้าซีดทั้งคู่ มันเหมือนฝันร้าย

สักไปได้แค่ครึ่งหนึ่ง เราถามเขาว่าจะเอายังไงต่อ จะหยุดตรงนี้หรือเอาให้จบ เขาบอกเอาให้จบ แต่ตอนนี้เลือดไม่ขึ้นสมองแล้วนะ ขอนอนพื้น เราก็ย้ายอุปกรณ์ลงมาทำที่พื้น

ตอนนั้นไม่รู้เรื่องเปิดหัวเข็ม เปิดความแรงเครื่อง ทุกอย่างผิดหมดเลย สักเสร็จเราเอาไปอวด พี่แจ็คเกอรีน คนแรก เขาบอกว่า “ติ๊บ แน่ใจนะว่าเป็นคลื่น พี่ว่ามันเหมือนกบว่ะ”

หลังจากนั้นก็เอามาให้ พี่บอล (Professional Tattoo Artist) ดู พี่บอลบอก “โอ้โห คุณทำเขาไปได้ยังไงเนี่ย เขาเป็นคนนะไม่ใช่กระดาษ ดีที่เส้นมันไม่แตก” จนผ่านการฝึกสักคนไป 10 กว่าคน ถึงค่อยกลับไปแก้ให้มันดูเป็นคลื่น

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง
การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

พี่บอลสอนอะไรคุณบ้าง

ทุกอย่าง เขาทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นนักเรียนใหม่อีกครั้ง ย่อเคล็ดลับจากประสบการณ์ชีวิตเขาเป็นทางลัดให้เรา ย่อเทคนิคจากการเป็นช่างมา 10 กว่าปี เราโชคดีมาก

ตอนไหนที่รู้ตัวว่าช่างสักเป็นอาชีพหลักของคุณได้

จริง ๆ ตอนแรกเขาไม่ยอมรับเรานะ ร้านนี้เป็นร้านที่ไม่ค่อยรับช่างเท่าไหร่ ช่างที่อยากท้าทายตัวเองจะอยากเข้าร้านนี้มาก กว่าเขาจะยอมรับว่าเราเป็นช่างของร้านเขาก็นานเหมือนกัน เกือบครึ่งปี

ต้องพิสูจน์ด้วยอะไร

ก็ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าเจ้าของร้านจะพอใจ (หัวเราะ)

อะไรเปลี่ยนไปบ้าง จากกระติ๊บในวัยเด็กที่อยากเป็นช่างสัก กับกระติ๊บในอีก 10 ปีต่อมาที่ได้เป็นช่างสักจริง ๆ

เปลี่ยนเยอะนะ จากคิดว่า โห อะไรมันก็ง่ายไปหมด พอมาทำจริง ๆ ไม่มีอะไรง่าย กลับไปกระทบกับความคิดตัวเองอันเดิมที่ว่า ไม่มีคำว่าโชคช่วย มีแต่คำว่าชั่วโมงบิน

ตอนแรกก็มีช่วงที่ถอดใจ เพราะการสักมันยาก ไม่เหมือนการวาดรูปที่เคยเรียน มันคือการยัดน้ำหมึกเข้าไปในผิวคน แล้วแต่ละผิว หัวก็เปิดเข็มอีกแบบหนึ่ง ความแรงอีกแบบหนึ่ง สีข้าง หลัง แขน ทุกอย่างไม่เหมือนกัน จังหวะที่จะลงความลึก ความหนา สามารถไปได้กี่ครั้งก่อนผิวเขาจะช้ำ มันท้าทายมาก

มีช่วงหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองแม่งโคตรไม่เก่งเลย เปรียบแบบเถื่อน ๆ คืออารมณ์เหมือนมีเซ็กส์กับใครสักคนแล้วล่มปากอ่าว จนไม่กล้ามีเซ็กส์อีกแล้ว แต่เราดันไปเจอหนังสือเล่มหนึ่ง

เขาบอกว่า ถ้าคนเราทำอะไรก็ตามเกิน 10,000 ชั่วโมง เราจะเป็น Expert ด้านนั้น ก็เลยรู้สึกว่าคนที่ใช้เวลาไม่ถึง 10,000 ชั่วโมงสักที เพราะเขาคิดแบบเราว่ะ

ระหว่างทางมีจุดที่ทำให้อยากถอดใจเยอะมาก จนพูดกับตัวเองว่า มึงอายุ 34 แล้วนะ มึงไม่ใช่เด็กแล้ว วุฒิภาวะต้องมี ต้อง Keep Going ต่อได้แล้ว

ถ้าเกิดมีโอกาสพูด เราอยากพูดกับคนที่คิดคล้าย ๆ เรา เช่น เคยอยากทำอะไรแล้วไม่ได้ทำสักที ว่าลุกขึ้นมาทำเหอะ มาลุกตอนอายุ 34 เดี๋ยวจะเมื่อยหลัง

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

สักแต่จะพูด

พูดถึงการประกวดงานสักเพชรตัดเพชรที่คุณได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 กันบ้าง การที่คุณได้รางวัลนี้มา ส่งผลอะไร

ขอบคุณที่ให้สื่ออย่างนี้มาสัมภาษณ์เรา ถึงเวลาที่เราจะได้พูดเรื่องพวกนี้สักที

แล้วตัวคุณเองคิดยังไงที่มีรางวัลมาการันตีความสามารถ

ไม่ได้สำคัญเลยสำหรับเรา ไม่ได้แปลว่าเราเก่งกว่า 60 คน แต่เราแค่ถูกใจกรรมการ ณ ตรงนั้น

อะไรคือเป้าหมายของคุณในการลงแข่งครั้งนั้น

เป้าหมายของเราคือ Have Fun

จริง ๆ แล้วร้านนี้ชอบส่งคนไปประกวด เราเห็นเพื่อน ๆ ไปแข่ง ก็อยากแข่งบ้าง

ตกใจมากกว่าที่การประกวดแบบนี้มีทุกเดือนในเมืองไทย เพียงแต่คนไม่รู้ แล้วมันก็ไม่ใช่แค่คนกลุ่มน้อยด้วยนะที่สมัคร แค่ของเราประเภทเดียวก็ 60 กว่าคนแล้ว

ไม่ค่อยมีคนรู้เรื่องแบบนี้จริง ๆ งั้นคุณช่วยเล่าเกี่ยวกับวงการสักไทยให้ฟังหน่อย

อย่างที่รู้กัน อุปนิสัยของคนไทยเหมาะจะทำงานช่าง งานฝีมือ แต่ก่อนหน้านี้เราขาดโอกาสที่จะ Express ออกไปว่าช่างไทยเก่ง ไม่มีมาตรฐานมารองรับจริง ๆ สักทีว่าวงการนี้ควรไปในทิศทางไหน และถ้าเกิดมีเหตุการณ์ต้องไปยืนประท้วง เราก็จะไปยืนอยู่ในนั้นด้วย เพราะการสักควรมีมาตรฐานที่รับทราบทั่วกัน เราควรจะก้าวไปสู่ความเป็น Professional ได้แล้ว

การสักเป็นสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลเข้ามาในเมืองไทยนะ คุณจะมัวแต่ให้เขาอยู่ใต้ดินเหรอ ยุคนี้มันอยู่ใต้ดินกันไม่ได้แล้ว มันคือยุคของดิจิทัล คุณห้ามยังไงก็ห้ามไม่อยู่

ฉะนั้น ถ้าคุณอยากจะเข้ามาผลักดัน ตอนนี้มันคือเวลาที่เหมาะสม คุณมาจอยกับเราไหมล่ะ เพราะว่าวงการนี้มันไปได้ไกลแน่นอน

คุณเคยบอกว่า Soft Power จากต่างชาติส่งผลให้ดารา-ศิลปินไทยมีรอยสักได้ แสดงว่าสังคมไทยมีปัญหากับเรื่องนี้มาตลอด

เยอะแยะ ตลอดเวลา นักแสดงถ้าเล่นเป็นบทพระเอกหรือนางเอกที่ต้องเป็นคนดี ต้องห้ามมีรอยสัก ต้องปกปิดมันไว้ตลอด

โลกมันไปถึงไหนแล้ว คุณไม่ควรตัดสินคนที่เขาแสดงความเป็นตัวเองออกมาทางผิวหนัง ทำไมยังต้องยึดติดกับสิ่งเหล่านี้ ทั้งที่เราเป็นประเทศที่มีรอยสักเป็นวัฒนธรรม ทั้งการสักยันต์ การสักลายขาก้อม มันมีมานานมาก

รัฐมนตรีต่างประเทศที่นิวซีแลนด์ยังสักหน้าได้ด้วยซ้ำ แล้วทำไมเราถึงมองว่ามันไม่ดี

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง
การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

ตัวคุณมองคนที่มีรอยสักว่ายังไง

แต่ก่อนยอมรับว่าเราก็รู้สึกตกใจ รู้สึกกลัว แต่พอได้รู้จักกัน พวกเขาแค่เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบรอยสัก แล้วก็อยากแสดงตัวตนออกมาทางร่างกาย คนเหล่านี้รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ต้องการอะไร แต่ทำไมเราต้องไปวิจารณ์ มันไม่ใช่ร่างกายของเราด้วยซ้ำ

การสักคือเรื่องปกติธรรมดามาก มันกลายมาเป็นเรื่องผิดปกติตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือควรเลิกผิดปกติได้เมื่อไหร่

แล้วคุณคิดว่ามันจะเลิกผิดปกติได้เมื่อไหร่

โชคดีที่ได้เข้ามาในวงการนี้ มีสื่อมาติดต่อขอสัมภาษณ์ เราขอบคุณมาก เพราะเราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่พูดออกไปว่า ขอเถอะค่ะ การสักคือศิลปะอย่างหนึ่ง และศิลปะไม่มีถูกหรือผิด

โลกเราให้ความสำคัญกับเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลมากขึ้น การสักก็ควรจะเป็นพื้นที่ของเขา และเราไม่ควรตัดสินว่าคนนี้ทำงานได้ดีหรือไม่ดีผ่านการมีรอยสัก คุณควรให้โอกาสเขาหรือเปล่า

แน่นอนคุณเป็นผู้ว่าจ้าง คุณตัดสินใจได้ว่า ฉันจะรับหรือไม่รับคนนี้ แต่มันควรจะกลายเป็นเรื่องปกติไหม เพราะนี่คือโลกของ Diversity โลกของความแตกต่าง เราควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน

คุณจะทำยังไงให้รอยสักกลายเป็น Soft Power ของเมืองไทย

ก็คงมีคนไม่น้อยแหละที่เข้ามาเจอบทความนี้ อยากให้พวกเขาค่อย ๆ เปลี่ยนความคิด และมองมันเป็นเรื่องปกติได้สักวันหนึ่ง

จากภาพใหญ่ของสังคม มองแคบลงมาถึงผู้หญิงในวงการช่างสัก คุณพบเจอปัญหาอะไรบ้างไหม

ส่วนใหญ่คนจะมองว่า ช่างสักผู้ชายต้องเก่งกว่าผู้หญิงแน่เลย คิดว่าผู้ชายจะทำงานได้ยาวนานกว่าผู้หญิง จากสรีระหรือความพร้อมของการเป็นเพศชาย แต่เราว่าเรื่องศิลปะไม่ควรวัดด้วยเพศ

บางคนมีภาพจำว่า ช่างสักผู้หญิงต้องแต่งตัวโป๊ ๆ มีรอยสัก ใส่สายเดี่ยว นมโต ๆ เจาะนู่นเจาะนี่ นั่นคือคุณยัดความคิดของตัวเองเข้าไปในความคิดของคนอื่นนะ แล้วจริง ๆ เขาจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของเขา

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง
การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

ส่วนมากเราจะเห็นศิลปินชายมีชื่อเสียงมากกว่าศิลปินหญิง

ใช่ เราก็รู้สึกอย่างนั้น โลกนี้ยังหนีไม่พ้นชุดความคิดเดิม ๆ

เอาจริงนะ เหมือนคำพูดที่เราคิดเสมอ คนที่ได้ที่ 1 ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด หรือศิลปะมันให้คะแนน 1 2 3 ไม่ได้ด้วยซ้ำ เหมือนกับทำอาหาร คุณทำถูกใจคนแค่โมเมนต์นั้นแหละ แต่มันไม่ได้เป็นตัวตัดสินคุณไปตลอดชีวิตสักหน่อยว่าคุณเก่งหรือไม่เก่ง ตอนนี้ชุดความคิดเดิม ๆ ควรหมดไปได้แล้ว

คิดยังไงที่คนชอบพูดว่าการสักเป็นเรื่องของผู้ชาย

ใจหนึ่งเราอยากพูดเรื่องนี้ แต่ไม่รู้จะเรียบเรียงยังไง

คือ ช่างสักผู้หญิงหรือคนที่มีรอยสัก คุณลองดูดี ๆ ว่าอยากทำจริง ๆ หรือเปล่า อย่าให้ความคิดของคนอื่นหรือเพศอื่นมาครอบงำความคิดตัวเอง ต้องแน่ใจจริง ๆ ถึงทำมัน คุณสักตรงนี้เพื่ออะไร มองย้อนกลับมาว่าคุณแคร์ร่างกายของตัวเองมากแค่ไหน เพื่อตอบสนองความต้องการของคนอื่น หรือความต้องการของตัวคุณเอง

ก่อนหน้านี้เราก็ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย เก้ ๆ กัง ๆ เวลาถ่ายรูปก็ถ่ายแบบดาราคนอื่น ต้องแต่งตัวแบบนี้ มุมกล้องแบบนี้ รูปในไอจีต้องแบบนี้ ส่วนตอนนี้คือช่างแม่งดิ ไม่ทำก็ได้

เราไลฟ์สดเก็บลำไยได้ 4 ล้านวิว! ไลฟ์สดจุดเตาถ่านอั้งโล่ได้ 3 ล้านกว่าวิว! การเป็นตัวของตัวเองมันดีอย่างนี้นี่เอง

เพราะอะไรคุณถึงอยากผลักดันขนาดนี้ การสักสำคัญกับคุณตรงไหน

การสักทำให้เรามีความสุข เวลาที่คุยกับลูกค้าว่าทำไมต้องสักลายนี้ เขาก็จะบอกว่า อยากบันทึกไว้ มันมีความหมาย

มีคนหนึ่งเขาจะให้สักลายซาตาน เราก็คิดเป็นลายเทพกรีก-โรมันให้ เขาบอกว่า ไม่ ๆๆ ผมจะเอาซาตาน เราถามว่าทำไม เขาบอกว่า “ผมเพิ่งออกมาจากคุกครับ อยากสักเอาไว้เตือนตัวเองว่าจะไม่ทำชั่วอีก”

เรานี่ โอ้โห เราเป็นนักบันทึกเรื่องราวบนผิวหนังของเขา ทุก ๆ อย่างมันมีเหตุและผล เหมือนเราได้รับมอบหมายหน้าที่ที่เขาไว้ใจ อาชีพช่างสักสำหรับเราเลยหมายถึงนักบันทึกเรื่องราวให้คนอื่น เราว่ามันเป็นอาชีพที่อบอุ่นและน่ารัก

นอกจากทักษะแล้ว นักบันทึกเรื่องราวต้องมีอะไรอีก

ต้องมีทุกอย่างที่ศิลปินคนหนึ่งควรจะมี

คุณจะบอกว่าช่างสักคือศิลปินคนหนึ่งเหรอ

แน่นอน ช่างสักคือ Artist ถึงได้มีคำว่า Tattoo Artist ไง

แต่ก็ยังมีคนในสังคมที่ไม่ได้มองแบบนั้นในตอนนี้

คงจะเป็นคนที่โลกแคบมาก ๆ ไปอยู่ไหนมา มือถือก็มี กูเกิลสิคะ ตอบแบบนี้แสบไปไหม กรี๊ดออกมาเลยค่า (หัวเราะ)

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

กระติ๊บเก่งมาก

นอกจากแฟนที่สนับสนุน ตอนที่จะเรียนศิลปะคุณยังทะเลาะกับพ่อ ครอบครัวว่ายังไงบ้างที่คุณมาเป็นช่างสัก

เขาก็รู้พร้อม ๆ กับที่ออกข่าว พ่อโทรมาบอกคำแรกเลย “มึงอย่าไปสักนะ สกปรก”

เราก็ โอ๊ย พ่อ Conservative อีกแล้ว ค่อย ๆ เปลี่ยนเขา จนล่าสุดกลับไปเช็กความคิดเขาอีกทีหนึ่ง ถามว่า “ป๊า เดี๋ยวนี้ติ๊บเริ่มเก่งแล้วนะ ป๊าไม่อยากได้รูปอาม่าเหรอ” คำตอบที่ได้มาคือเซอร์ไพรส์มาก ป๊าตอบว่า “ก็น่าสนใจนะ” เรารู้สึก โห ในที่สุดก็ได้ยินคำนี้

วันก่อนเราก็ถามแม่ว่า “ม้า ติ๊บจะสักนะ” แม่บอก “โตแล้วคิดเอาเอง แต่ดูแล้วกันว่ามันกระทบกับงานหรือเปล่า”

แปลว่าตอนนี้คุณยังไม่มีรอยสักบนร่างกาย

ใช่ ไม่มี

ทำไม

เราอยากสักตัวเอง

เราไม่ได้แคร์เรื่องการแสดงเลยนะ เพราะเดี๋ยวนี้มันค่อนข้างเปิดกว้างแล้ว ดาราก็สักได้ ต้องขอบคุณพลังของเกาหลีหรือประเทศอื่น ๆ แต่เรายังไม่เจอลายที่ใช่จริง ๆ ลายที่เราอยากได้มันมาก ๆ ลายที่เราไม่ลังเลเลยว่าเราจะแสดงตัวตนด้วยสิ่งนี้ มันยังหาไม่เจอ

บางคนเขาก็ไม่ได้คิดมาก แต่เราคิดเยอะไง เป็นคนขี้เบื่อ

ถ้าไปสักตรงที่มองไม่เห็นจะทำให้เบื่อน้อยลงไหม

ก็อาจจะ แต่มันต้องเป็นลายที่มีคุณค่ามากพอกับเราจริง ๆ

อายุ 34 แล้ว ยังไม่เจอลายที่ให้คุณค่ากับคุณมากขนาดนั้นอีกเหรอ

เราคิดว่าอาจจะต้องมีลูกหรือเปล่านะ

งั้นคุณมองตัวเองตอนนี้ว่ายังไง

มองว่าทำไมเพิ่งมาเริ่มทำอะไรตอนที่คนอื่นเขาเริ่มมีลูกมีเต้า ช่วงนี้ของเราเป็นช่วงที่สนุกกับชีวิตตัวเองโคตร ๆ เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัก เรื่องทำอาหาร สนุกมาก ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน แต่ดันมาเป็นตอนที่ตัวเองอายุเท่านี้

เหมือนเพิ่งได้ลองใช้ชีวิตจริง ๆ ตอนอายุ 30

ใช่ รู้สึกว่ายังไม่อยากมีลูกเลย แต่วันก่อนไปถามหมอ หมอบอกคุณต้องคิดแล้วนะ ตามอายุขัยของมดลูกคุณอายุไม่น้อยแล้ว แต่ตอนนี้เรากำลังมันกับการใช้ชีวิตมาก ๆ

เราขอบคุณตัวเองที่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เพราะถ้าไม่ลุกขึ้นมา ก็ไม่เจอสังคม ไม่เจอคน แล้วก็ไม่เจอทางสว่างที่อาจจะเป็นไปได้ในอนาคต

คุณคิดว่าจะสักไปอีกนานแค่ไหน

คงทำไปเรื่อย ๆ เพราะเราทำอาชีพนักแสดง ด้วยความคิดว่าต้องมีอาชีพสำรอง ส่วนอาชีพช่างสักเป็นประตูทางออกที่โอบอุ้มเราได้

ทำจนกว่าจะไม่ไหว

ใช่ จนกว่าเจ้านายไล่ออก (มีเสียงสะท้อนมาว่า ไม่กล้าไล่ มันด่าเก่ง) วันหนึ่งถ้าจะไปอยู่มุมไหนของโลก เราว่าอาชีพนี้ก็พาเราไปได้

มีอะไรอีกที่คุณอยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ

ก็คงเป็นการสักกับการทำอาหารนี่แหละที่เราอยากไปให้สุดทาง

ได้ยินมาว่าคุณเคยไม่ชอบที่แม่ทำอาหารเลย เป็นมายังไงถึงได้มาทำอาหารซะเอง

เมื่อก่อนแม่เปิดร้านอาหาร แต่เปิดที่กัวลาลัมเปอร์ ส่วนเราเรียนหาดใหญ่ ห่างกับแม่ตั้งแต่ 3 ขวบ ช่วงวันพ่อวันแม่ก็ไม่เคยมีใครมา จนโดนเพื่อนล้อ

เรารู้สึกว่าอาชีพนี้มันขโมยแม่เราไป เราไม่ชอบ แต่ทุกครั้งที่ปิดเทอม ก็ต้องไปช่วยงานเขาที่ร้าน แล้วถ้าอยากนั่งใกล้ ๆ แม่ ก็ต้องไปช่วยทำอาหาร ช่วยขอดเกล็ดปลา ช่วยหั่นหอม ช่วยเด็ดผัก แต่เราคิดว่าทำไมต้องทำ เราแค่อยากอยู่กับแม่เฉย ๆ แค่อยากให้แม่พาไปเที่ยว

พอเป็นนักแสดงก็ลืมเรื่องนี้ไป รู้สึกว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายในชีวิตฉัน จนรายการทำอาหารติดต่อเข้ามา จำได้ว่าแม่ดีใจมาก แม่บอกว่าดีใจยิ่งกว่าเราไปประกวดนางงามอีก

ระหว่างการแข่งขันเราผูกพันกับแม่มาก แม่จะคอยโทรมาบอกทุกอย่าง อันนี้ทำอย่างนี้นะ คอยดูเทปที่เราไปแข่งว่าต้องเจออะไร เขาดูมีความสุขมากจนพูดว่า ติ๊บรู้ไหมว่าติ๊บได้ทำความฝันของหม่าม้าเลยนะ

ตอนแข่งก็คิดว่าทำไมเราปอกหอมเก่งจังวะ ทำไมขอดเกล็ดปลา สับไก่ หรือชำแหละได้ดี อ๋อ มันเป็นสกิลที่เราได้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เพียงแต่เราไม่รู้ตัว

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณยืนระยะในวงการได้เป็น 10 ปี

ความสวยคงไม่ใช่เนอะ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะทุกครั้งที่เราเล่น เราคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย จะบอกตัวเองตลอดเลยว่า วันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายที่มึงจะได้อยู่ในวงการ เราไม่รู้อนาคตหรอก

แต่วันนี้ บทนี้มันอยู่ในมือ เราแต่งตัวมาแล้ว เป็นตัวละครนั้นแล้ว เราไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น เราจะคิดแบบนี้เสมอ

คุณไม่ได้แค่ชอบทำอาหาร แต่คุณไปแข่งรายการอาหาร คุณไม่ได้แค่ชอบสัก แต่คุณมาเป็นช่างสัก การแสดง คุณก็ทำเหมือนเป็นวันสุดท้าย ทำไมถึงต้องเป็นคนที่ไปสุดในทุก ๆ อย่าง

เราเป็นคริสเตียน เราไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า เราเชื่อว่าวันนี้มีได้แค่ครั้งเดียว แล้วเราลองทำอะไรสุดจิตสุดใจจริง ๆ หรือยัง

ช่วงเวลาที่เป็นนักแสดง เราทำมันดีที่สุดไปแล้ว แต่ตอนนี้เราขอโอกาสลองเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ มันถึงเวลาที่จะต้องออกไปหาตัวเองใหม่อีกครั้งหนึ่ง เราอยากเป็นคนแก่อายุ 60 – 70 ที่คิดย้อนกลับมาแล้วกูไม่เสียใจเลยสักอย่าง เพราะได้ทำมันแล้ว เรารู้สึกอย่างนั้น

แต่แทนที่จะเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งอย่างจริงจัง คุณกลับทำหลายอย่างพร้อมกันหมด

เราก็กวาดแค่ 2 อย่างนะ ถ้าวันหนึ่งเราไม่ได้เป็นดาราแล้ว 2 อย่างนี้แหละที่จะทำให้เราไม่อดตายแน่นอน

คุณได้นิสัยทะเยอทะยานมาจากไหน

เราชอบเล่นเกม ชอบแข่ง ต้องชนะ ซึ่งการแข่งขันทำให้เราถ่อมตัวลงทุกครั้ง

ถ้าแพ้ขึ้นมาล่ะ

ถามตัวเองว่าสู้สุดหรือยัง ถ้าสู้สุดแล้วก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไปแข่งโดยที่ยังไม่ได้พยายามเลย เราก็ไม่ต้องมาโวยวายปะ การแข่งโดยที่รู้ดีว่าเราเต็มที่แล้ว มันก็เหมือนเป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ของตัวเอง

เป็นทั้งนางงาม ดารา เชฟ นักร้อง ช่างสัก ตอนนี้ชอบบทบาทไหนที่สุด

เราชอบตัวเอง ณ วันนี้ที่สุดแล้ว รู้สึกว่าเราเท่มาก

แล้วรู้ไหมว่ามีใครหลายคนชอบคุณเหมือนกัน

เราไม่แปลกใจเลยที่วันก่อนมีคนถามว่า ทำไมช่วงนี้ดังขึ้นวะ ก่อนหน้านี้เราไม่ทำอะไรจริง ๆ นะ โซเชียลก็ไม่เล่น ไอจีก็เพิ่งมาเปิดสาธารณะได้ไม่นาน

เพราะเรารู้ว่าทุกวันนี้เราลุกขึ้นมาสู้แล้วจริง ๆ เรามีความคิดลึก ๆ ตั้งแต่ปีที่แล้ว ว่าจะลองทำทุกอย่างอย่างสุดกำลัง ถ้าไม่ประสบความสำเร็จก็ให้แม่งรู้ไปดิ

การทำทุกอย่างอย่างสุดกำลังมันให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เหนื่อยว่ะ อยากนอน (หัวเราะ) เหนื่อยจริง ๆ เหนื่อยจนแบบ ชีวิตฉันไม่เคยเหนื่อยขนาดนี้มาก่อนเลย เหนื่อยจนบางทีนอนแล้วก็ยังเหนื่อย หรือบางคืนนอนยังฝันว่าถมดำ นั่งสักอยู่เลย แต่ก็ได้ความคิดมาว่า เหนื่อยมึงก็แค่นอน ไม่งั้นมึงก็ไม่ครบ 10,000 ชั่วโมงสักอย่างสักที

ในฐานะที่ใครหลายคนยกให้คุณเป็นไอดอล นิสัยอะไรในตัวคุณที่ไม่อยากให้คนทำตาม

อย่ารอเวลาเหมือนเรา จนวันหนึ่งมาเหนื่อยตอนแก่ คิดอะไรให้ทำเลย คนที่อายุเท่าเราหรือมากกว่าเรา เราอยากให้กำลังใจว่ามันไม่มีอะไรสายหรอกที่จะทำอะไรได้ครบ 10,000 ชั่วโมง

เราไม่เชื่อหรอกว่า ความพยายาม ความจริงใจ หรือความมุ่งมั่นมันจะทำร้ายเราลง เราไม่เชื่อคำนี้จริง ๆ

ทั้งชีวิตไม่เคยเชื่อเลยนะว่า คนเราต้องมีพรสวรรค์หรือต้องเก่ง เราเชื่อแต่คำว่าพรแสวง ก็กูพยายาม ก็กูตั้งใจ มันจะมีอะไรบ้างที่เขาทำได้แล้วกูทำไม่ได้

จากทั้งหมดที่ทำมา อยากให้คนจดจำคุณว่าอะไร

อยากให้คนจดจำว่า เราเป็นคนที่เฟรนด์ลี่ แล้วก็พร้อมให้กำลังใจทุกคนเหมือนกัน จากคนธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกัน

อยากเป็นกระจกสะท้อนว่า เด็กไม่ปกติอย่างเรายังทำอะไรได้ เราก็เชื่อว่าทุกอย่างมันเป็นไปได้ พูดแล้วน้ำตาจะไหลนะ เพราะบางทีเราก็ไม่เชื่อตัวเอง

บางทีอ่านคอมเมนต์ยังแบบ เราเป็นไอดอลให้คุณได้ขนาดนั้นเลยเหรอ ยิ่งรู้สึกว่าอยากทำให้มันดี เหมือนเรื่องวงการสัก เราอยากเป็นคนเปิดประตูคำว่า Soft Power เพราะเป้าหมายของเรามันใหญ่กว่าแค่การเป็นช่างที่เก่ง

เหนื่อยบ้างไหม

เหนื่อยก็แค่นอน ตื่นมาก็หาย นี่คือคติประจำใจตอนนี้เลย

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“มวยไทยเป็นกีฬาที่เจ็บตัว ต้องปะทะร่างกาย แต่สิ่งที่เจ็บมากกว่าร่างกาย คือจิตใจ คือแผลที่รักษาไม่ได้ มันเลยเจ็บเจียนตายเหมือนนรก”

เสียงของ เมย์-ศิวัช เดชารัตน์ อธิบายที่มาที่ไปให้เราฟัง ว่าทำไมลิมิเต็ดซีรีส์ตีแผ่วงการมวยไทยของเน็ตฟลิกซ์ถึงมีชื่อว่า ‘Hurts like Hell’ เจ็บเจียนตาย

เรานัดพบเขาที่ร้านลิขิตไก่ย่าง นอกเหนือจากความอร่อยอันเลื่องชื่อลือชา คือร้านนี้ตั้งตระหง่านอยู่หลังเวทีมวยราชดำเนินมานานกว่า 50 ปี

บทเพลงสมัยคุณแม่ยังสาว ดังคลอบทสนทนาที่ว่าด้วยมวยไทยเป็นสำคัญ สลับกับการซดน้ำต้มยำรสจัด และผลัดกันตักส้มตำปูปลาร้าสุดแซ่บ ประหนึ่งพูดคุยเรื่องจิปาถะทั่วไปในบ่ายวันเสาร์

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

อาจฟังดูแล้วไม่เข้ากัน ถ้ามองว่ามวยเป็นกีฬาดุเดือด เต็มไปด้วยความรุนแรงเพียงเท่านั้น มือเขียนบทผู้ทุ่มเทเวลาทั้งปีศึกษามวย กำลังจะเปิดเผยเบื้องหลังให้เราฟังในไม่ช้า ว่าอะไรทำให้น้องใหม่ในวงการภาพยนตร์ หมกมุ่นกับการเขียนบทอย่างเอาเป็นเอาตาย ตั้งแต่วันแรกที่ยังออกอาวุธไม่เป็นเหมือนใครเขา จนถึงวันที่ก้าวขาขึ้นบนสังเวียนต่อหน้าคนกว่า 190 ประเทศอย่างสมศักดิ์ศรี

ไม่ใช่ไหว้ครู แต่เมย์เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ มีเพลง ด้วยรักและผูกพัน ของ เบิร์ด ธงไชย เป็นแทร็กเปิดตัว สนับสนุนโดยร้านลิขิตไก่ย่าง

ก่อนเสียงระฆังจะดัง เกร๊ง

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

หักปากกาเซียน

ปัจจุบันเมย์เป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ควบโปรดิวเซอร์บางเวลาที่วันนี้วันดี สตูดิโอ โปรดักชันเฮาส์ล้านนา จ.เชียงใหม่ จากความชอบส่วนตัวทำให้เขาคลุกคลีอยู่กับการเขียนบทมานาน ทั้งรายการโทรทัศน์ สารคดี วาไรตี้ หนังสั้น นำเสนอผ่านหลากหลายช่องทาง โดยงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นประเด็นปัญหาที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ เมย์บอกว่ามันทำให้เขาเป็นคนรู้เยอะ

“พอได้ลองหาข้อมูลเยอะ ๆ ได้เจาะประเด็นหลาย ๆ อย่าง ทำให้เราเข้าใจโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย รู้สึกว่ายังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะ ซึ่งเป็นประโยชน์กับเรามาก ๆ 

“เคยทำรายการเกี่ยวกับชาวนาทั้งปี 70 เทป เรารู้เลยว่าถ้าลาออก เราไปทำนาได้เลย เพราะรู้ขั้นตอนทุกอย่างหมด พันธุ์ข้าว เวลาปลูก เคล็ดลับ เราเชี่ยวชาญด้านข้าวไปแล้ว (หัวเราะ)”

ยิ่งในแง่ภาพยนตร์ เมย์เป็นคนหนุ่มอายุ 30 ที่ยังคงสนุกกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเขียนบทไปเรื่อย ๆ เสพงานเยอะเท่าไร ก็อยากรู้อยากลองทำมากขึ้นเท่านั้น สำหรับคนที่ไม่ชอบทำอะไรจำเจแบบเขา อาชีพเขียนบทที่ต้องศึกษาเรื่องราวใหม่ ๆ ให้รู้อย่างถ่องแท้ จึงเปรียบได้กับความท้าทายในการทำงาน และถือว่าตอบโจทย์การใช้ชีวิต

จนถึงวันที่ นิ้ง-ภัทนะ จันทร์เจริญสุข (โปรดิวเซอร์ Hurts Like Hell) และ แชมป์-กิตติชัย วรรณ์ประเสริฐ (ผู้กำกับ Hurts Like hell) ปรากฏตัวพร้อมกับไอเดียการทำหนังเกี่ยวกับมวยไทย มี 2 ความรู้สึกเกิดขึ้นกับเขา อย่างแรกคือดีใจ เพราะความใฝ่ฝันของเมย์ในฐานะคนเขียนบท คือการที่บทของตัวเองจะถูกทำเป็นภาพยนตร์ ติดตรงที่พอเรื่องมวยฮุคเข้าที่กกหู เขาก็ใช้คำว่า “แบลงก์ไปเลย”

“เราไม่รู้เรื่อง ไม่ถึงกับศูนย์นะ แต่รู้ในแง่ของคนทั่วไปว่ามวยเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง เราโตมากับปู่ที่ชอบดูมวยมาก แต่ไม่เคยรู้ว่ามวยเป็นยังไง เราเห็นสารคดีมวยไทยเยอะ มีการนำเสนอหลายแบบ แต่ก็ไม่อินเท่าไร”

ถึงอย่างนั้นเขาก็พร้อมที่จะหมกมุ่นและเจาะลึกมัน เหมือนที่เขาศึกษาจนมั่นใจว่าทำนาเป็นแล้วนั่นแหละ

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

คลุกวงใน

ครอบครัวของนิ้งเคยทำกิจการค่ายมวยมาก่อน ทำให้รู้เรื่องลับ ๆ หลายอย่างในวงการที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยรู้ ความตั้งใจของหัวเรือทั้งสองแห่งวันนี้วันดีสตูดิโอ จึงเป็นการนำเสนอเรื่องมวยในมุมมองที่แตกต่างออกไป 

เล่าอย่างย่อใน 2 บรรทัดสำหรับคนที่ยังไม่มีโอกาสได้ดู Hurts Like Hell เจ็บเจียนตาย เป็นซีรีส์กึ่งสารคดีที่หยิบเอาปัญหาที่ซุกไว้ใต้เวทีมวยมาเปิดเผย ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง อัดแน่นด้วยนักแสดงมากฝีมือและโปรดักชันมากคุณภาพ

แต่กว่าจะเป็นซีรีส์น้ำดีที่ควรค่าแก่การรับชม บอกเลยว่าคนทำงานเบื้องหลังที่เรียกตัวเองว่า ทีมโนเนม ก็เลือดตกยางออกไม่แพ้นักแสดงในหนัง โดยเฉพาะคนสร้างเรื่องอย่างเมย์ ถึงขนาดออกปากมาว่า “ถ้าไม่ศึกษาเรื่องนี้ เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าในสนามเขา ‘เล่น’ อะไรกัน”

“เราเริ่มหาข้อมูลตามสื่อ หนังสือ ใกล้ ๆ ตัวเราก่อน มันจะนำไปสู่ข้อมูลบางอย่าง มีคนบางคนอยู่ในนั้น คนที่เราอยากไปสัมผัสจริง ๆ และมีใครบ้าง มีกี่ประเภท เพราะต้องหาตัวละครมาทำหนัง เราติดต่อคนในวงการจากคนใกล้ตัว ขอไปคุยกับเจ้าของค่ายนี้ได้ไหม อ่านข่าวไหนน่าสนใจก็ขอไปคุยกับเขา ทั้งเซียนมวย โปรโมเตอร์ นักมวย เทรนเนอร์ คนขายตั๋ว เยอะมาก 

“ถ้าจำไม่ผิด เราคุยไปเกือบ 50 คน เพราะเราไม่ได้อยากรู้แค่ข้อมูล เราอยากรู้ความรู้สึก พฤติกรรม ความเข้าใจของเขา ยิ่งถ้าเหตุการณ์รุนแรง เราก็อยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในข่าวนั้น ๆ”

หลังผ่านการหว่านหาข้อมูลจากทั่วทุกสารทิศ ได้ข่าวมาเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง ก็ถึงเวลาต้องเลือกว่าข่าวไหนจะกลายเป็นหมัดเด็ด เป็นข่าวที่ตอบโจทย์กับสิ่งที่เขาอยากเขียน ครอบคลุมประเด็นที่ต้องการทั้งหมด สำคัญคือต้องพิจารณาว่าผู้คนรอบ ๆ ข่าวนี้มีใครบ้าง และพฤติกรรมไหนที่ต่อยอดเป็น Conflict ของหนังได้

ความโชคดีคือทุกคนในวงการมวยไทยให้ความร่วมมือกับเขาทั้งสิ้น ไม่มีใครกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลให้ฟัง แม้บางเรื่องราวจะกระทบกระเทือนกับจิตใจมากก็ตาม (และอาจกระทบกระทั่งกับคนบางกลุ่ม) แตกต่างจากงานสารคดีชิ้นก่อน ๆ ที่เมย์บอกว่าหลายคนก็เลือกที่จะเก็บเงียบ

สิ่งที่ทีมงานให้ความสำคัญ คือไม่ใช่แค่หยิบยกข่าวที่น่าสนใจขึ้นมาเท่านั้น แต่พวกเขาจำเป็นต้องเข้าไปคุยกับบุคคลในข่าวจริง ๆ และเรื่องราวทั้งหมดต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของเรื่อง 

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

หากใครได้ดูแล้วจะพบว่าหนึ่งในเหตุการณ์ที่พวกเขาเลือก คือข่าวของ ฟ้าใหม่ ว.สุดประเสริฐ (พุฒ ลูกร่มเกล้า) นักมวยเด็กที่ต้องเสียคู่ชกไปจากการแพ้น็อกในยกที่ 3 นับเป็นข่าวที่สร้างความเศร้าสะเทือนใจแก่สังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งเมย์มีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับทั้งเจ้าของค่ายมวย ผู้ปกครอง และตัวพุฒเอง

“ด้วยความที่เหตุการณ์มันยังใหม่มาก กลายเป็นว่าความรู้สึกของพุฒมันยังอยู่ เขาเองก็รู้สึกเหมือนได้ระบาย ได้พูดคุยกับเรา ไม่ได้อยากเก็บมันไว้คนเดียว ใจจริงของเขาก็อยากให้คนอื่นเข้าใจเหมือนกัน ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 

เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกเขา ว่ามันคือกีฬา เขาทำตามหน้าที่ เขาแทบจะรู้สึกอึดอัดด้วยซ้ำที่ไม่ได้พูดกับใครเลย นั่นยิ่งทำให้คอนเทนต์ของเราหนักแน่นขึ้น”

ด้วยกระบวนการถ่ายทำ ต้นเรื่องทุกคนจะได้รับรู้ว่าข้อมูลที่ให้เมย์ไปจะถูกใช้ไปทำอะไรบ้าง ฟีดแบ็กของทุกคนเป็นไปในทางเดียวกันว่า ถึงแม้จะถูกเล่าในแง่มุมดำมืด แต่ซีรีส์เรื่องนี้ก็เต็มไปด้วยความปรารถนาดีต่อวงการมวยไทย 

วัตถุประสงค์ของพวกเขา ไม่ได้ตั้งใจตีแผ่วงการมวยไทยจนคนดูรู้สึกในแง่ลบ เพียงแต่อยากนำเสนอให้เข้าใจว่า ทุก ๆ อย่างดำเนินเช่นนี้มาโดยตลอด ทุกเหตุการณ์ที่มีความร้ายแรง ก็ไม่ได้แปลว่าจะลงเอยด้วยความเจ็บปวดเสมอไป เมย์ในตอนแรกก็เคยจำลองว่าโลกของมวยต้องโหดร้ายรุนแรงเช่นนั้น แต่ยิ่งศึกษาลึกลงไปในแต่ละด้านมากเท่าไร จากคนที่เคยมองเพียงผิวเผยก็เริ่มเข้าใจบริบท ความเป็นไปต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ติดกับดักสีเทาที่วางไว้

“เราไม่ได้อยากตีแผ่ แต่อยากให้เข้าใจมากขึ้น ทุกคนก็แค่พยายามจะอยู่ในวงการนี้ให้ได้”

เหมือนนักมวยที่โดนซัดจนน่วมขอโอกาสชกในยกต่อไปก็ไม่ปาน

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

นักชกข้ามรุ่น

จากคำถามที่เตรียมมาจากบ้าน ยังไงวันนี้ก็ต้องทราบให้ได้ ว่าทำไมการเล่าเรื่องของ Hurts Like Hell จึงเป็นกึ่งสารคดี คือสัมภาษณ์บุคคลจริงครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งเป็นพลังของการแสดง ทั้งที่วงการมวยไทยมีอะไรให้เล่าอีกเป็นมหากาพย์ เมย์ตอบว่าเขาไม่ต้องการให้คนดูเกิดคำถามกับหนัง ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริงจากการดูจบเพียง EP แรก

“ถ้าเราดูหนังแล้วตั้งคำถามตลอดว่ามันคืออะไรเหรอ เราจะเริ่มงง แล้วจะดูไม่สนุก สิ่งที่ทีมโปรดักชันกังวลคือ คนดูจะรู้เรื่องไหม เราเล่าดีพอรึยัง จำเป็นจะต้องเลือกวิธีการที่ทำให้คนดูเข้าใจและสนุกด้วย เป้าหมายของเราคือการทำยังไงให้ไปสู่จุดนั้นให้ได้”

ด้วยความที่วันนี้วันดีผ่านการทำสารคดีมามากมาย ความถนัดจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งสำหรับนักชกมวยที่ยังไม่พร้อมข้ามรุ่น เพราะโปรเจกต์นี้ถือเป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ของทุกคน ต้องอาศัยความมั่นใจเป็นอย่างมาก ถัดมาคือแพสชันเต็มเปี่ยมของนิ้งและแชมป์ สองเพื่อนซี้ผู้อยากมีภาพยนตร์ของตัวเองสักวัน รวมถึงตัวเมย์ที่ก็เพิ่งเคยเขียนบทหนังขนาดยาวเป็นครั้งแรก

“ทีมโปรดิวเซอร์และผู้กำกับเขามีความตั้งใจสูงมาก เราไม่อยากให้ความตั้งใจนั้นเสียไปเพราะเรา อะไรที่มีเรางัดออกมาหมดเลย ต้องใส่ให้สุด ถ้าคุณใส่ไม่สุด คุณก็อย่าใส่เลยดีกว่า

ตอนแรกที่เริ่มเขียน เรารีวิวกับทีมทุกคน คนที่ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน นั่งคุยกับเขา เล่าให้ฟัง แล้วให้เขาสะท้อนมาว่างงตรงไหน ควรปรับอะไรบ้าง เหมือนเป็นการทำสำรวจและพัฒนาบทตัวเองไปด้วย”

ทำไปทำมา ก็เนิ่นนานจนกินเวลามากกว่า 2 ปีที่เมย์หมกมุ่นกับการทำบทให้เสร็จสมบูรณ์ แบ่งเป็นการทำข้อมูลและลงมือเขียนอย่างละครึ่ง สิริรวมแล้ว 21 ดราฟต์ พัฒนาลากยาวมาจนถึงช่วงโปรดักชันแบบที่ซือแป๋ยังต้องเรียกอาจารย์

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

ออกอาวุธลับ

“เทคนิคการเล่าของเรามันมีเหตุการณ์หลายอย่างซ่อนอยู่ มุมมองทุกตอนแตกต่างกัน แต่มีความเชื่อมโยงถึงกัน มีคำหนึ่งที่พี่แชมป์กับพี่นิ้งพูดตลอดว่า ทำยังไงให้หนังมันดูมีอะไร ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันต้องมีอะไร” เมย์เล่าพร้อมกับเสียงหัวเราะ เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนทำบทช่วงแรก ๆ

แน่นอนว่าระยะเวลาทำให้กระแสสังคมเปลี่ยนไป มีข่าวเกิดขึ้นอีกมากมายในวงการมวยนับตั้งแต่วันแรก เมย์เองก็รอบรู้มากขึ้น มีไดเรกชันหลาย ๆ อย่างที่อยากใส่ ความยากคือการปะติดปะต่อเรื่องราวที่สลับซับซ้อนพวกนี้ให้ร้อยเรียงกันไปได้ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยตลอด 21 ดราฟต์ คือโครงเรื่องและคอนเทนต์ในแต่ละตอนที่มั่นใจแล้วว่าเต็มอิ่ม เป็นเหตุผลว่าทำไมซีรีส์เรื่องนี้ถึงมีแค่ 4 ตอน อาศัยเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง และเต็มไปด้วยนัยยะสำคัญแอบแฝง 

คล้ายจะเป็นไฟลต์บังคับให้คนดูดูครบทุกตอนใช่ไหม – เราแย็บไปที

“ใช่ครับ” เมย์ขอโอกาสอธิบาย

“สิ่งหนึ่งที่คนเขียนบททุกคนต้องมี คือการวาง Easter Egg ที่ทำให้คนดูอยากติดตามต่อ เกิดความสงสัยว่าตอนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น บางครั้งเราก็ลุ้นนะว่าจะมีใครที่จับสังเกตเราได้ไหม ไม่ใช่ใส่ไปแล้วคนดูงง”

แอบกระซิบหนึ่งอย่างให้รู้กันเท่านี้ ว่ามีอะไรซ่อนอยู่บนโต๊ะทำงานของพัดใน EP แรก ขอเพียงกวาดสายตาดูดี ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังทำบทเสร็จคือการสร้างตัวละคร ที่เราจะพูดคุยกันต่อในยกถัดไป นักแสดงเองก็มีส่วนร่วมในการพัฒนาบทร่วมกันกับเมย์ ผ่านการเวิร์กชอปเป็นจำนวนมาก ด้วยความที่มวยเป็นเรื่องใหม่สำหรับทุกคน คำพูด คาแรกเตอร์ ท่วงท่าต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นบทบาทที่จำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมของคนเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง เช่น เซียนมวยจะมีสัญลักษณ์ในการเล่นพนันที่คนนอกดูแล้วไม่เข้าใจ และจะเล่นกันไวมาก เป็นงานหนักของเมย์ที่ต้องเขียนบทเพื่อให้คนดูตามทันภายในเวลาไม่กี่วินาที

“ระหว่างเวิร์กชอปกับนักแสดง เราเอาตัวคนจริง ๆ มาเทรนกันจริง ๆ พอคุยกัน 3 มุมก็เริ่มเห็นไดเรกชันใหม่ ๆ เกิดการปรับเปลี่ยนแก้ไขบท พัฒนาจนชัวร์ ว่านี่คือบทที่พร้อมถ่าย

“ถึงแม้พี่นิ้งกับพี่แชมป์จะบอกว่า พี่อยากถ่ายแล้วนะ แต่ด้วยความที่เราอยากทำให้มันดี เราก็จะไม่ปล่อยผ่าน ก็เอาวะ ขออีกหน่อยแล้วกัน เราว่ามันยังไม่พร้อม”

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

ลงสนาม

พาร์ตของการสัมภาษณ์คนจริง พวกเขาคัดเลือกจากการสืบถามคนในวงการว่าใครคือตัวจริงที่สุดในเรื่องนั้น ๆ แต่พาร์ตของการแสดง พวกเขาเลือกคนจากแววตา เพราะตั้งใจให้สื่อสารผ่านสีหน้า และคิดว่าจะมีบทสนทนาเพียงหยิบมือในเรื่องนี้

แค่ปล่อยใบปิดของซีรีส์ก็สร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก เมื่อนักแสดงมากฝีมือเบียดเสียดกันอยู่บนโปสเตอร์ จนยากจะเชื่อว่านี่คือผลงานของโปรดักชันเฮาส์ขนาดเล็กที่ไม่เคยทำหนัง

ย้อนกลับไปตอนทำบทเสร็จ 

“ทุก ๆ การสร้างตัวละคร มันจะมีหลักในใจว่าเรามองเห็นภาพนักแสดงคนไหน”

จินตนาการของเขาประกอบด้วย ปู-วิทยา ปานศรีงาม, เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ และ ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม 3 ทหารเสือตัวจริงที่กระโจนออกมาจากบทภาพยนตร์ราวกับฝันไป 

“โอ้โห หน้าหนังเราจะใหญ่มากนะ แล้วเราต้องทำยังไงดีวะ” เมย์กุมขมับ

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

มวยถูกคู่

จิ๊กซอว์ชิ้นแรกที่เมย์ได้มาคือพี่ปูในบทบาท วิรัตน์ กรรมการมวย นักแสดงรุ่นใหญ่ที่มีผลงานการแสดงหนังต่างประเทศมามากมาย หลังได้เห็น Proposal และหน้าตาทีมงานวัยรุ่น พี่ปูก็ตบปากรับคำทันที

เมย์เล่าว่าพี่ปูต้องเรียนรู้ภาษามวยทุกอย่าง การเป็นกรรมการไม่ใช่แค่นับ 1 2 3 หรือจะสั่งให้ชกตอนไหนก็ได้ ทีมงานจึงจัดให้พี่ปูไปเทรนกับกรรมการห้ามมวยจริง ๆ จนได้การเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ ถึงขนาดให้พี่ปูลองขึ้นไปเป็นกรรมการตัวจริงในการแข่งขันมวยจริง ๆ ด้วยซ้ำไป 

จิ๊กซอว์ชิ้นต่อมาคือพี่เอกในบทบาท เสี่ยคม เซียนใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล เมย์บอกว่าเป็นการติดต่อพูดคุยที่งงมาก เพราะจากที่เกริ่นนำเพียงสั้น ๆ พี่เอกกลับต้องการให้เขาเล่าเรื่องราวให้ฟังทั้งหมดเกือบ 1 ชั่วโมงเต็ม ต่อมาจึงเป็นการนัดเจอที่ทีมงานต้องบินลัดฟ้าเหมือนเชียงใหม่อยู่ใกล้แค่ปากซอย

พวกเขาร่วมกันสร้างปูมหลังของเสี่ยคมตั้งแต่วัยหนุ่มจนเข้าวงการมวย ระหว่างทางมีอุปสรรคอะไรที่ต้องฟันฝ่ามาบ้าง กระเป๋าใบเล็กที่แนบกายไว้ตลอดเวลาคงไม่ได้บรรจุแค่เงินจำนวนมาก แต่คนอย่างเสี่ยคมที่ดูอันตรายแม้เพียงสบตา พี่เอกคิดว่ากระเป๋าใบนี้ควรต้องมีปืน 

ทีมงานเตรียมปืนถ่ายหนัง 9 มม.ให้ตามคำขอ แม้ไม่ปรากฏให้เห็น แต่สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนออกมาผ่านสีหน้าท่าทางของเสี่ยคมจนคนดูรู้สึกได้

ถัดมาคือพี่ปีเตอร์ในบทบาท ต้อย ครูมวย แม้จะเป็นนักแสดงในดวงใจของเมย์ แต่เขาก็ขออนุญาตเปลี่ยนลุคให้พี่ปีเตอร์ด้วยการทำแผลเป็นและตัดผมสั้น 

ในหนังจะเห็นว่าครูต้อยต้องเข้าฉากกับวิเชียร (น้องภู-ภูริภัทร พูลสุข) ค่อนข้างเยอะ ซึ่งน้องภูเป็นนักมวยเด็กตัวจริง ส่วนพี่ปีเตอร์เป็นครูมวยที่ต่อยมวยยังไม่เป็นด้วยซ้ำ ตอนถ่ายทำจึงเป็นน้องภูเสียมากกว่าที่คอยบอกคิวว่าครูมวยคนนี้ควรจะตั้งรับลำแข้งของเขายังไง 

ทีมงานพาพี่ปีเตอร์ไปซึมซับบรรยากาศการต่อยมวยเด็กจริง ๆ พาไปดูการฝึกซ้อมที่ค่ายมวยของพ่อน้องภู ฝึกฝนจนมีลักษณะเหมือนครูมวยทุกประการ และเป็นคู่ซ้อมจริงด้วย โดยเฉพาะการเห็นครูมวยส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างเวทีด้วยตา ทำให้เข้าใจว่าทำไมต้องลุ้นระทึกขนาดนั้น

ส่วน ณัฏฐ์ กิจจริต ในบทบาท พัด เซียนมวยผู้ทะเยอทะยาน ถูกตามหาในเวลาต่อมา เพียงบอกณัฏฐ์ว่าจะได้แสดงกับใครบ้าง เขาก็มาแคสต์ทันทีโดยไม่ต้องคิดให้มากความ

“ประจวบเหมาะกับเขาเพิ่งสึก ผมก็สกินเฮดเลย ลุคนี้เท่มาก พอเขามาแคสต์ บทนี้มันไม่มีทางหลุดจากณัฏฐ์ไปแน่นอน”

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

ท่าไม้ตาย

เมื่อบทประพันธ์พร้อมใช้ นักแสดงพร้อมลงสนาม ก็ถึงคราวเปิดกล้องถ่ายทำ 

หนึ่งในซีนที่ทรงพลังที่สุด และเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ไทยสำหรับเรา คือการพบกันระหว่างพี่ปูและพี่เอกบนรถแท็กซี่ เราถือโอกาสขอบคุณเมย์ที่คืนกำไรให้กับคนดูโดยไม่ต้องขอ

“ซีนนี้เป็นซีนที่… “ เขาเว้นวรรค “พูดแล้วขนลุกนะ”

“ในครั้งแรกที่เราได้ 2 คนนี้มา ทีมเราคิดกันเลยว่าทำยังไงให้เสือ 2 ตัวนี้มาอยู่ในที่เดียวกัน

“เราไม่อยากให้เขาเถียงกัน แต่อยากให้เขาเฉือนกันด้วยคำพูด ด้วยความรู้สึก ด้วยการแสดง ซึ่งเป็นซีนที่เวิร์กชอปบ่อยมาก แก้แล้วแก้อีก เคลียร์กันทีละไดอะล็อกเลยว่าพูดทำไม พูดเพราะอะไร มันไม่ใช่แค่สื่อสารกันเอง แต่มันกำลังสื่อสารกับคนดูทั้งหมด 

ตอนที่ถ่ายทำเสร็จคือ เชี่ย พวกพี่แม่งคมว่ะ ผมจะตัดยังไงให้คมเหมือนที่พี่เล่นกันได้วะ” 

รวมไปถึงซีนระเบิดอารมณ์ระหว่างณัฏฐ์และเม้ง (ภัทรพล ทองสุขา รับบท วิโรจน์) ที่ใช้วิธีถ่ายแบบลองเทคยาวเกือบ 2 นาที เป็นอีกซีนที่เมย์รู้สึกทึ่ง เพราะการแสดงที่ดึงพลังกันได้ตลอดเวลา การตัดสลับของสีหน้า ท่าทาง อารมณ์ ต้องเฉียบคมเพื่อขับเน้นให้คนดูรู้สึกได้ 

เช่นเดียวกับบรรดาซีนชกมวยทั้งหลาย แค่ดูก็รู้สึกถึงหมัดหนัก ๆ ที่ 2 ฝ่ายสาวใส่กันไม่ยั้งมือ แต่ใครจะรู้ว่าความเป็นจริงเจ็บปวดมากกว่านั้น

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์
เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

พวกเขาถูกโควิด-19 เล่นงานจนอ่วม พักกองถ่ายไป 8 เดือนจนนักแสดงต้องขอรื้อฟื้นด้วยการเวิร์กชอปใหม่ หลังถ่ายทำกันไปแล้วเกินครึ่ง

บาดแผลใหญ่เกิดขึ้นระหว่าง 8 เดือนที่หายหน้าไปตัดต่อนี้เอง เมื่อพบว่าฉากต่อยมวยบนเวทีทั้งหมดดูเหลาะแหละไม่สมจริง จากการขอให้นักมวยออกหมัดแค่ 60 เปอร์เซ็นต์ เพื่อมีแรงถ่ายทำทั้งวันให้ได้

พวกเขาตัดสินใจถ่ายฉากต่อยมวยทั้งหมดใหม่ในปีที่ 3 ของการทำซีรีส์ ใช่ อ่านไม่ผิด

คราวนี้เมย์ขอให้นักมวยออกแรงเพิ่มเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ และเป็นไปได้ก็ขอให้ต่อยหมัด ตีเข่า ฟันศอก กันจริง ๆ จนนักมวยฝ่ายแดงร้องโอด ว่าการถ่ายทำเพื่อความสมจริงวันนี้เหนื่อยยากกว่าการฟิตซ้อมทั้งเดือนเสียอีก 

หัวใจใหญ่กว่าตับ

นึกขอโทษเมย์ในใจที่อาหารบนโต๊ะพร่องลงไม่มาก จากการพูดคุยกันเมามันจนเดินทางมาถึงยกสุดท้ายในที่สุด 

คุณรู้สึกยังไงเวลาคนพูดว่า Hurts Like Hell เป็น Original Series ที่ดีที่สุดของเน็ตฟลิกซ์ไทย – เราแย็บไปอีกทีจากคำชื่นชมที่ได้ยินมาหนาหู 

“ช่วงแรกรู้สึก 2 อย่าง หนึ่ง กลัว สอง ดีใจ 

“ดีใจเพราะมันเป็นหนังเรา แม้มันจะไม่ดีแต่เราได้ฉายแล้ว เหมือนความรู้สึกของการส่งลูกเรียนจบ ขอบคุณทุกอย่างที่สู้มา 4 ปีกว่าจะเสร็จ ทำให้เราใจฟูในการพัฒนาตัวเองในวงการนี้ต่อไป จากที่เคยพยายามเดินเข้าไปหาแสง จากที่เขาเคยยืนหันหลังให้ ตอนนี้เขายืนขึ้นแล้วหยิบกล้องมาหาเรา 

“แต่ก็กลัวว่าที่เขาชมมามันดีจริงใช่ไหม เรารับฟีดแบ็กจากสื่อเยอะมาก แต่เราก็อยากได้ฟีดแบ็กจากคนดูจริง ๆ แม้กระทั่งของคนในวงการมวย จะดีหรือไม่ดีก็ได้นะ เพราะการสะท้อนของคนดูจะทำให้โปรเจกต์ต่อไปดีขึ้น” 

ประสบการณ์คือเชิงมวยที่เมย์ได้จากสังเวียนแรกในวงการภาพยนตร์ พร้อมกับทักษะที่ไม่มีทางเข้าใจด้วยการอ่านในหนังสือ ผ่านการแก้ปัญหาที่ดาหน้าเข้ามาหานักมวยสมัครเล่นอย่างเขา

เราชวนเมย์ย้อนกลับไปตอนต้นของบทสนทนา ว่าเขาใช้เวลาศึกษาเรื่องการทำนาจนเชื่อว่าตัวเองปลูกข้าวเป็น หากเทียบกันหมัดต่อหมัด การคลุกคลีอยู่กับวงการมวยไทยนานหลายปี เราเองก็อยากรู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังอยู่ในยกที่เท่าไรของชีวิต

“เราเพิ่งก้าวขึ้นมาบนเวที และต่อยให้คนดูเห็นว่า เฮ้ย ไอ้คนนี้เชิงมวยแม่งดีว่ะยกแรก แต่จริง ๆ แล้ว เราว่ามันเพิ่งจบไฟต์ที่หนึ่ง 

“นักมวยคนหนึ่งมีไฟต์ต่อเป็นร้อย ๆ นี่คือไฟต์แรกของเราและทีมงาน นี่คือไฟต์แรกที่เราต่อยกัน 5 ยกจนคะแนนมันออกแล้ว ชนะหรือเสมอไม่รู้ขึ้นอยู่กับคนดู เราได้ประสบการณ์จากไฟต์นี้ และไฟต์ต่อไปเราจะเตรียมร่างกาย จะฟิตซ้อมยังไง จะข้ามรุ่นได้ไหม มันคือหลังจากนี้ 

“ขึ้นอยู่กับคนดู เซียนมวย เขาจะตามดูเราต่อไปไหม ส่วนคู่ต่อสู้คนต่อไปของเรา คือเราต้องชนะใจคนดูในไฟต์หน้าให้ได้”

แม้คนไทยบางส่วนจะไม่นิยมชมชอบหนังไทย แต่ความรู้สึกของเราหลังได้รับชมผลงานคนไทย ได้สนทนากับเลือดใหม่ของวงการตรงหน้า และได้ตั้งตารอเสียงลั่นระฆังในไฟต์ต่อไปอย่างมีความหวัง

พาลให้นึกถึงประโยคหนึ่งที่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับหนังไทยในเวทีโลก เคยกล่าวไว้ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 74 ทีมงานเบื้องหลังทุกคนทำให้เรายังคงเชื่อมั่นในประโยคเดียวกันนี้ 

Long live cinema 

ภาพยนตร์จงเจริญ

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load