กชกร วรอาคม เป็นภูมิสถาปนิกไทยซึ่งติด 1 ใน 15 Women Leading the Fight Against Climate Change ของนิตยสาร TIME เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

หลายเดือนก่อน เธอขึ้นพูดเปิดบนเวที Movin’On งานว่าด้วยการสัญจรที่ยั่งยืนซึ่งใหญ่ที่สุดในโลก ที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา เธอเรียกเสียงปรบมือได้สนั่นฮอลล์ ลงจากเวทีมาก็มีคนเข้ามาคุยกับเธอทั้งวัน และทุกวัน

กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกนักสร้างสวนที่ติดอันดับนิตยสาร TIME และพูด TED Talk ที่สหรัฐฯ

เธอเคยขึ้นเวที TED Talk ที่สหรัฐอเมริกา 2 ครั้ง ขึ้นเวทีของ NAP (National Adaptation Plan) UN Climate Change ขององค์กรสหประชาชาติที่เกาหลีใต้ เวทีของแบรนด์ Cartier ที่สหรัฐอเมริกา เวทีของเครือโรงแรม Marriott ที่คอสตาริกา เวที Resilient Cities ที่เยอรมนี เวทีของนิตยสาร The Economist ที่สิงคโปร์ และปลายปีนี้จะได้พูดปิดในงานแจกรางวัลของ American Society of Landscape Architects ที่สหรัฐอเมริกา

สื่อระดับโลกอย่าง World Economic Forum, The Guardian, CNN, NHK และ Business Insider ก็เคยสัมภาษณ์ภูมิสถาปนิกหญิงไทยคนนี้

ผลงานที่ทำให้คนมากมายสนใจนักออกแบบเจ้าของบริษัท Landprocess คนนี้ก็คือ การออกแบบ ‘อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ’ เพื่อช่วยกักเก็บน้ำให้เมือง ป้องกันน้ำท่วมที่จะเกิดจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

ผลงานที่ทำให้คนมากมายสนใจนักออกแบบเจ้าของบริษัท Landprocess คนนี้ก็คือ การออกแบบ 'อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ' เพื่อช่วยกักเก็บน้ำให้เมือง ป้องกันน้ำท่วมที่จะเกิดจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

เธอทำ ‘อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี‘ งานที่ทำสวนจนพูนขึ้นมาคลุมอาคารเรียนทั้งหลัง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต

ทำ ‘สวนบำบัดลอยฟ้า‘ บนดาดฟ้าของโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ช่วยเยียวยาทั้งคนไข้ บุคลากรทางการแพทย์ และเมือง

ทำ ‘พระปกเกล้าฯ สกายปาร์ค‘ เปลี่ยนโครงสร้างทิ้งร้างอย่างสะพานด้วนให้กลายเป็นสวนสาธารณะ

ก่อนหน้าจะมาทำงานที่แปลกใหม่เหล่านี้ เธอเคยออกจากวงการภูมิสถาปัตย์ไปใช้ชีวิตอยู่เฉยๆ ที่เชียงราย

ก่อนหน้านั้น เธอเรียนจบปริญญาโทด้านภูมิสถาปัตย์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ซึ่งถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ ในสาขานี้

ก่อนหน้านั้น ตอนเรียนปริญญาตรีที่คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ เธอเคยพักการเรียน 1 ปี เพื่อไปฝึกงานกับบริษัทภูมิสถาปัตย์ระดับ 1 ใน 5 ของสหรัฐฯ ถึง 2 บริษัท

และก่อนหน้านั้น สมัยเรียนมัธยมปลาย เธอเรียนสายศิลป์-คำนวณ

เธอว่า ทุกอย่างที่เธอทำ ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้

แต่ถ้าไม่ลอง ก็ไม่มีทางเป็นไปได้

กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกนักสร้างสวนที่ติดอันดับนิตยสาร TIME และพูด TED Talk ที่สหรัฐฯ

คุณโตมาในบ้านแบบไหน

เมื่อก่อนอยู่ในตึกแถวตรงถนนเพชรบุรีตัดใหม่ หน้าบ้านติดถนนใหญ่ หลังบ้านเป็นทุ่งนา มีทางรถไฟ คุณพ่อคุณแม่เป็นคนไทยจีนที่ไม่ได้เรียนสูง แต่ก็ขยันจนเป็นเจ้าของธุรกิจโรงงานสีทาบ้านกับกระเบื้องยาง ตื่นเช้ามาก็เห็นพ่อแม่ทำงานตลอดเวลา รู้สึกว่าเขาเก่ง ทำให้เราพยายามตั้งใจทำงานแบบนั้นบ้าง

การโตมากับธุรกิจสีทาบ้านกับกระเบื้องยางทำให้คุณอยากเป็นสถาปนิกหรือ

(หัวเราะ) พอโตมาถึงวัยหนึ่งก็เริ่มต่อต้านพ่อแม่ ทำไมต้องทำทุกอย่างเพื่อหาเงิน ทำไมต้องทำงานหนักขนาดนั้น แต่ลึกๆ ก็รู้นะว่ามันก็ทำให้เรามีอย่างที่เรามี แม่คิดว่าลูกชายต้องเรียนวิศวะ ลูกสาวต้องเรียนบัญชี ลูกคนเล็กเรียนนิติ จะได้ดูแลกิจการ พี่ชายก็เรียนวิศวะ จุฬาฯ เพื่อมาดูแลโรงงาน ส่วนเราถูกคาดหวังให้เป็นนักบัญชี ตอนอยู่เตรียมอุดมก็เรียนศิลป์-คำนวณ ขยันเรียนมาก แต่เรียนเดบิต-เครดิตไม่รู้เรื่อง ก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ ฉันต้องใช้ชีวิตแบบนี้เหรอ ตอนนั้นชอบวาดรูปนะ เพื่อนสนิทอยากเข้าคณะสถาปัตย์ เขาไปเรียนวาดรูป เราก็ไปด้วย ได้ไปดูละครถาปัด จุฬาฯ ขำมาก ขำจนอยากเรียนคณะนี้

แต่คุณเรียนศิลป์-คำนวณ

ใช่ มันจะไปเข้าสถาปัตย์ได้ไง บอกใครไปก็อายแย่ เลยแอบไปซุ่มเรียนฟิสิกส์ที่โรงเรียนกวดวิชา นั่งฟังอาจารย์พูดจนเข้าใจ ไม่ได้เข้าใจลึกนะ แต่ทำข้อสอบได้ ส่วนวิชาอื่นเราเรียนเหมือนกัน ที่โรงเรียนมีแค่เพื่อนสนิทคนเดียวที่รู้ แม่เขาคาดหวังให้เราเรียนบัญชี แต่ลึกๆ แล้วเขาก็เปิดกว้าง อยากทำอะไรก็ทำ เราก็เลยเลือกสถาปัตย์ เข้ามาด้วยคะแนนปริ่มๆ มาก (หัวเราะ)

ทำไมถึงเลือกภูมิสถาปัตย์

คะแนนเราไม่มีทางถึงสถาปัตย์-สถาปัตย์อยู่แล้ว เข้ามาแล้วรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก ที่ได้ทำอาชีพปลูกต้นไม้ ได้ทำให้เกิดอะไรดีๆ ในเชิงพื้นที่ แล้วก็ไม่ต้องคิดเรื่องหินเรื่องปูน เพราะเราไม่ชอบ ไม่อยากคิดว่าต้องใช้คานขนาดเท่าไหร่ อยากคิดเรื่องปลูกต้นไม้มากกว่า สถาปัตย์เป็นวิชาที่เราคิดว่ามีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง บ้านต้องมีจำนวนห้องเท่านี้ คนในบ้านจะมองเห็นอะไร แต่ภูมิสถาปัตย์ไม่ได้คิดแบบนั้น เป็นวิชาที่มองภาพรวมโดยมีมนุษย์เป็นแค่ส่วนหนึ่ง

มีวิชาเปลี่ยนชีวิตไหม

หลายวิชาเลย ถ้าทางการออกแบบให้ชัด ตั้งคำถามให้ถูกจุด ต้องกราบอาจารย์ฟู (ดร.พรพรรณ ฟูตระกูล) อีกวิชาที่น่าจะเปลี่ยนมากคือ วิชานิเวศ ของ อาจารย์ดนัย ทายตะคุ แกไปเรียนปริญญาเอกที่ Berkeley 10 ปี เพิ่งจบกลับมา คลาสแรกแกเขียนบนกระดานดำว่า What is landscape? มันไม่ใช่แค่การออกแบบสวยๆ แต่มันคืองานที่นำไปสู่คำตอบว่า ทำไมความสัมพันธ์ของคนและเมืองถึงเป็นแบบนี้ ทำไมสัตว์ถึงเป็นแบบนี้ วิชานั้นทำให้เรามองภูมิสถาปัตย์เปลี่ยนไป เราไม่ได้ทำงานเพื่อรับใช้คนรวย หรือทำให้สวยอย่างเดียว แต่ทุกอย่างในงานภูมิสถาปัตย์ที่เราออกแบบมีหน้าที่ของมัน แม่น้ำมีหน้าที่ของมัน นกก็มีหน้าที่ของมัน คนนี่แหละที่ไปรบกวนหน้าที่เหล่านี้

เรียนแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งมันสำคัญมาก ลึกๆ แล้วเราไม่ใช่คนที่ชอบออกแบบอะไรสวยๆ นะ ให้ทำสวนสวยๆ ในบ้านหรือในรีสอร์ตก็ทำได้ แต่เราชอบออกแบบพื้นที่สาธารณะ สวนสาธารณะ หรืองานที่เป็นชุมชนมากกว่า ยิ่งเรียนก็ยิ่งเจอประตูที่จะไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ

การทำทีสิสเรื่องการบูรณะอาคารเก่าให้เป็นสวนสาธารณะ เมื่อ 20 ปีก่อน ถือเป็นหัวข้อที่แปลกไหม

เรื่องการปรับเปลี่ยนการใช้สอย (Adaptive Reuse) ก็ถือว่าแปลกประมาณหนึ่งนะ เพราะไม่ได้ทำในที่เปล่า แต่เป็นที่ที่มีการใช้งานแบบหนึ่ง เราเปลี่ยนโรงกรองน้ำสามเสนซึ่งเป็นโรงงานผลิตน้ำประปาแห่งแรกของไทย (ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้ประปาไทย) ให้เป็น Park Museum งานวิศวกรรมเมื่อก่อนสวยมากเลย มีการตั้งชื่อให้เครื่องจักร ให้อาคาร เราเก็บโครงสร้างอาคารสมัยรัชกาลที่ห้าไว้ แล้วปรับให้เป็นพิพิธภัณฑ์และสวนสาธารณะ สนุกมาก ชอบมาก

กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกนักสร้างสวนที่ติดอันดับนิตยสาร TIME และพูด TED Talk ที่สหรัฐฯ

การไปฝึกงานที่อเมริกาในยุคนั้นถือเป็นเรื่องปกติไหม

ไม่ปกติ ตอนนั้นเราเป็นคนแรกเลย ปกติเด็กสถาปัตย์จะฝึกงานเมืองไทยกัน มีไปฝึกงานที่สิงคโปร์คนหนึ่ง ปักกิ่งบ้าง ตอนนั้นเรามีแพสชันอยากเป็น Great Landscape Architect บอกตัวเองว่า ฉันต้องฝึกงานกับบริษัทภูมิสถาปัตย์ชั้นนำของโลกให้ได้ ถ้าเป็นบริษัทสถาปัตย์ก็ประมาณ Norman Foster เลยตั้งใจทำพอร์ตฟอลิโอแล้วยื่นไปหลายที่เลย

อาจารย์ที่คณะให้คำแนะนำว่ายังไง

ตอนนั้น Senior Associate ของบริษัท Sasaki ซึ่งเป็นบริษัทภูมิสถาปัตย์ระดับหนึ่งในห้าของอเมริกา มาเลกเชอร์ที่เมืองไทย เขาให้เราลองไปขอคุย เราก็บอกเขาว่า เราตั้งใจไปฝึกงานจริงๆ นะ แต่มันต้องแข่งกับเด็กฮาร์วาร์ด เด็กจากทั่วอเมริกา ใจหนึ่งเราก็กลัวว่าจะได้เหรอ เหมือนตอนเรียนสายศิลป์แล้วสอบเข้าสถาปัตย์ เหมือนเรากำลังทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ พอมองย้อนกลับไป การเห็นพ่อแม่แก้ปัญหาธุรกิจทำให้เวลาที่เราเจอปัญหา หรืออยากได้อะไร เราจะไม่คิดว่าคงไม่ได้หรอก แล้วก็ไม่ทำ แต่เราจะคิดว่าไม่ลองไม่รู้ ถ้าไม่สมัครมันก็ไม่มีทางได้แน่ๆ ตอนนั้นเราเป็นคนเดียวในคณะที่ยื่นขอฝึกงานที่อเมริกา แล้วเราก็ได้ฝึกที่ Sasaki ตอนปิดเทอมใหญ่ปีสี่

ทำไมเขาถึงรับเด็กจากประเทศไทยไปฝึกงาน

ไม่รู้ เดาว่าเพราะพอร์ตฟอลิโอ ซึ่งเราตั้งใจทำมาก เขาไม่รู้จักเรา ไม่เคยมีเด็กจุฬาฯ ไปฝึกงาน เด็กจุฬาฯ ที่เคยไปทำงานที่นั่นก็น้อยมาก มีแค่อาจารย์ฟู (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พรพรรณ ฟูตระกูล) บรมครูซึ่งเป็นเด็กจุฬาฯ ที่จบฮาวาร์ด เมื่อสามสิบปีที่แล้ว กับอาจารย์เดชา (ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ) ตอนนั้นเราเป็นเด็กฝึกงานคนเดียวในบริษัท เพราะเมืองไทยกับเมืองนอกปิดเทอมไม่พร้อมกัน เราฝึกงานที่นั่นอยู่สามเดือน

บรรยากาศใน Sasaki เป็นยังไงบ้าง

ในออฟฟิศมีร้อยกว่าคน แต่ทีมภูมิสถาปนิกมีสักสี่สิบถึงห้าสิบคน เราเป็นเด็กฝึกงานคนเดียว ทุกคนในทีมเลยรู้จักเรา ตอนนี้กลับไปเขาก็ยังจำเราได้นะ คนที่นั่นดูแลเด็กฝึกงานดีมาก เราก็ตั้งใจมาก ไปทำงานก่อนเวลา เรานั่งตรงส่วนกลาง ข้างๆ ห้องของ Stuart O. Dawson มือรองจาก Sasaki (Hideo Sasaki) ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว เขาเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์วิชาชีพภูมิสถาปัตย์ของอเมริกา ออกแบบงานสำคัญๆ เยอะมาก ทำเนียบขาวก็ใช่ เราก็ตื่นเต้น เขาน่ารักมาก ไม่ได้มองเราเป็นเด็กฝึกงาน เขาให้ความรู้เราตลอด อาทิตย์แรกเขาให้เราลองทำโน่นทำนี่ พอเห็นว่าเราระบายสีได้ดี คือก็ไม่ได้เก่งมากนะ แต่ลายเส้นสวยกว่าฝรั่ง เขาก็เลยเอาแปลนทุกชิ้นของบริษัทมาให้เราลงสี

คุณได้อะไรจากการฝึกงานที่นั่นบ้าง

ได้อยู่ท่ามกลางคนเก่งๆ คนดีๆ ได้เห็นว่าพวกเขาถ่อมตัว เขาให้เกียรติเรา ไม่ได้ดูแลเราแบบลูกจ้าง เราได้เงินชั่วโมงละเจ็ดเหรียญ เท่าทำงานแมคโดนัลด์ เขาตั้งใจสอนเรา ให้โอกาสเรา เปิดมุมมองในวงการภูมิสถาปัตย์ของเรามากๆ โชคดีอย่างหนึ่งคือคุณอาของเราทำงานสายการบิน United Airlines เขามีตั๋วเครื่องบินเตรียมไว้ให้เราบินไปไหนก็ได้ วันหนึ่งเจ้านายเราต้องไปพรีเซนต์งานที่ University of Chicago เราก็อยากตามไปดู ไม่ต้องเข้าไปดูในห้องประชุมก็ได้ เลยบอกเขาว่า ช่วงนั้นเราไปที่นั่นพอดี มีอะไรให้เราช่วยไหม คือขอเขาไปด้วย เขาก็บอกว่า ดีเหมือนกัน จะได้ไปช่วยประกอบโมเดล ปรากฏว่าโมเดลที่ส่งไปมีความผิดพลาด แทนที่จะไปถึงก่อนคืนหนึ่ง กลายเป็นถึงก่อนประชุมแค่ชั่วโมงเดียว เราก็เลยได้ช่วยเขายก ประกอบ ติดต้นไม้ มันเป็นเรื่องเล็กๆ นะ แต่เขาบอกว่า ถ้าไม่ได้เรา ต้องแย่แน่ๆ เขาเลยรู้สึกดีกับเรา ไม่ใช่แค่เรื่องฝีมือ แต่มีเรื่องอื่นๆ ด้วย เราเป็นคนที่ให้ทำอะไรก็ทำ คนในออฟฟิศเลยรักเรามาก

พอฝึกงานจบ คุณควรจะกลับมาเรียนปีห้าต่อ

มีอีกบริษัทรับเราฝึกงานต่อ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เด็กอเมริกาเริ่มฝึกงาน บริษัท SWA (Sasaki, Walker and Associates) ซึ่งดังมาก มีโปรแกรมรับเด็กจากทั่วโลกหกคนไปฝึกงาน เราก็ลองยื่นไปเพราะอยากรู้ว่าจะได้ไหม ใช้พอร์ตฟอลิโออันเดิม ปรากฏว่าได้ เด็กฝึกงานคนอื่นๆ มาจาก Berkeley, Harvard, Cornell, Sylvania เป็นมหาลัยระดับท็อปหมดเลย แล้วก็เป็นเด็กระดับปริญญาโท เราคิดว่าจะกลับมาเรียนต่อหรือฝึกงานต่อดี ก็ว้าวุ่นแบบเด็กๆ กลัวจะจบไม่พร้อมเพื่อน สุดท้ายก็เลือกฝึกงานต่อ

คุ้มไหมที่ไม่ได้จบพร้อมเพื่อน

คุ้มมาก รอบนี้เราฝึกงานสามเดือน แต่มีการแข่งขันกันระหว่างเด็กฝึกงาน เด็กบางคนอาจจะเกี่ยงงาน แต่เราไม่เลย ให้ทำอะไรเราทำหมด เขามีเป็นโปรแกรม สัปดาห์ที่หนึ่งทำโครงการนี้ สัปดาห์ที่สองทำอีกโครงการ สัปดาห์ที่สามพรีเซนต์ เราได้ฝึกพูดฝึกอธิบายแข่งกับอีกห้าคน เลยรู้ว่าภาษาอังกฤษเราไม่ค่อยดี พูดสู้เขาไม่ได้

เราดร็อปที่จุฬาฯ ไปแล้ว พอฝึกงานจบ เราก็กลับไปฝึกงานที่ Sasaki ต่ออีกเจ็ดเดือน มันเป็นโอกาสที่ดีมาก เราได้ทำโครงการดีๆ ที่เหมือนว่าจะไม่มีทางได้ทำสำหรับเด็กไทยที่ยังเรียนไม่จบ ได้รู้จักอาจารย์ที่ฮาวาร์ด เจอภูมิสถาปนิกระดับโลก ได้ตั๋วบินฟรีจากคุณลุงทุกอาทิตย์ บินไปดูนู่นดูนี่ สนุกมาก เป็นปีหนึ่งที่เราโตขึ้นเยอะมาก แล้วเราก็พบว่าการรีบเรียนจบมันไม่มีประเด็นอะไรเลย ออกไปใช้ชีวิตแบบนี้ดีกว่า

กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกนักสร้างสวนที่ติดอันดับนิตยสาร TIME และพูด TED Talk ที่สหรัฐฯ
กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกนักสร้างสวนที่ติดอันดับนิตยสาร TIME และพูด TED Talk ที่สหรัฐฯ

หลังจากจบสถาปัตย์ จุฬาฯ ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง คุณมีทางเลือกอะไรบ้าง

อยากเรียนต่อที่ฮาวาร์ด เพราะเป็นมหาวิทยาลัยด้านภูมิสถาปัตย์อันดับหนึ่งของโลก แต่ยังไม่ได้สมัคร เพราะคิดว่ายังไงก็ได้ เริ่มมั่นใจแล้ว เลยไปฝึกงานกับบริษัท Design Workshop ที่รัฐเดนเวอร์ ตอนนั้นเริ่มรู้งานแล้วเพราะฝึกงานมาเยอะ ก่อนจะฝึกจบเจ้านายซึ่งเป็นครูที่เรารักมากบอกว่า อย่าเพิ่งเข้าฮาวาร์ดนะ เพราะความคิดเราพร้อมแล้ว แต่ปากเรายังไม่พร้อม เรายังพูดสิ่งที่คิดไม่ได้

ถ้าเป็นคนทั่วไปคงใช้วิธีลงเรียนภาษาอังกฤษ

แต่เราเลือกทำงานต่ออีกสองปี ที่ Design Workshop ซึ่งอยู่ในเมืองที่ไม่ได้เจริญมาก แต่มีคนขาว ก็ดีนะ เหมือนได้ไปสำรวจวัฒนธรรมอเมริกันแท้ๆ ทำให้เราบอกเด็กทุกคนที่สอนว่า ให้ทำงานก่อน ค้นพบตัวเองก่อน ฝึกพูดเพื่อพรีเซนต์ให้ได้ แล้วค่อยไปเรียนต่อ เป็นการลงทุนเมื่อคุณพร้อม

การทำงานต่างจากฝึกงานยังไง

ตอนฝึกงานได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ช่วยคนโน้นทีคนนี้ที แต่ตอนทำงานต้องอยู่กับงานหนึ่งนานๆ เด็กทุกคนใช้ชีวิตแบบเทอมมาตลอดสิบสองปี เรียนมหาวิทยาลัยอีกห้าปี เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนคิดว่าสิ้นเทอมเราจะได้เกรดแล้วจบ แต่ชีวิตจริงไม่ใช่แบบนั้น งานหนึ่งทำไปสองปี อ้าว ลูกค้าไม่ทำต่อแล้ว หรือทำไปปีครึ่งแล้วเปลี่ยน เราเริ่มเห็นสเกลของเวลาในชีวิตจริง นี่อาจจะเป็นปัญหาการศึกษาและเด็กจบใหม่บางคนที่อาจไม่มีความอดทนมากพอเมื่อต้องอยู่กับเวลาจริงของการทำงาน เป็นช่วงเวลาสองปีที่ดีนะ ถ้าเราเรียนโดยไม่ได้ฝึกทำจริงเลย เราก็จะทำอะไรเดิมๆ แต่นี่เหมือนเรามีเวลาได้ตกตะกอนความคิดออกมาเป็นงาน

มีช่วงเวลาที่ไม่ดีไหม

เราได้เห็นโครงการต่างๆ เช่น ออกแบบวังให้เจ้าชายซาอุฯ ออกแบบบ้านที่ไม่บอกว่าเจ้าของเป็นใคร แต่มีห้องนอนเพื่อนลูกสาวสิบสองห้อง ออกแบบคาสิโนที่ลาสเวกัส เขาห้ามคนรู้วันรู้คืน ห้ามเห็นแสงอาทิตย์ ต้องออกแบบสิ่งที่ไม่โดนแดด เป็นงานที่ไม่ต้องการภูมิสถาปัตย์ คิดแค่ลานจอดรถกับทำข้างหน้าให้สวย ดูเป็นงานที่หลายๆ คนอยากทำ แต่เราไม่อยากทำเลย เราไม่รู้หรอกว่าเราชอบอะไรเพราะเรายังเด็กมาก แต่เราใช้วิธีดึงสิ่งที่ไม่ชอบออก เราไม่อยากทำให้คนที่รวยอยู่แล้วรวยขึ้นไปอีก ไม่อยากทำบ้านให้คนที่ปีหนึ่งมาใช้แค่สองสัปดาห์ เราไม่อยากทำงานที่ไม่ได้เพิ่มคุณค่าอะไรให้สถานที่ เราคิดว่าถ้าเข้าไปเรียนแล้ว เราจะไม่ออกมาทำอะไรแบบนี้อีก

ฮาวาร์ดสอนอะไรคุณ

สอนให้คิดเป็นระบบ สอนให้เข้าใจผลกระทบจากงานภูมิสถาปัตย์ในระดับที่ส่งผลต่อเมือง ต่อระบบนิเวศวิทยา และต่อโลก หลักสูตรของเขาเข้มข้นมากเพราะผ่านการเคี่ยวมาหลายสิบปีจนรู้แล้วว่าต้องสอนอะไร คนสอนก็เป็น Great Architect ที่บินมาจากทั่วโลก เวลาที่พวกเขาชมงานเราว่า This is brilliant. แค่ประโยคเดียว แต่มันคุ้มแล้วที่ไม่ได้นอนมาเจ็ดวัน ประโยคเดียวเท่านั้น เราดีใจมากที่ไม่เรียนต่อทันที ไม่งั้นเราคงเด็กไป พอเรียนตอนอายุยี่สิบเจ็ดก็เริ่มมั่นใจ คุยกับเขารู้เรื่อง อะไรที่ไม่ชอบก็พอจะเถียงได้

เราจับกลุ่มกับเพื่อนฮาวาร์ดที่คิดคล้ายๆ กัน เราบอกพวกเขาว่า ไม่อยากกลับไปทำงานที่ไม่อยากทำแล้ว พวกเราเลยตั้งกิจการเพื่อสังคมเมื่อสิบปีก่อน ชื่อ KOUNKUEY Design Initiative (KDI) (คุ้น-เคย) ตอนนี้ที่อเมริกาก็ยังมีอยู่นะ

พวกคุณไปทำโปรเจกต์ที่ไหน

เคนยา ทีมเรามีอเมริกันสี่คน คนไทย แล้วก็เคนยา ตอนนั้นมีกลุ่ม Doctor without borders, Engineer without borders เป็นกลุ่มหมอ กลุ่มวิศวกร ที่เข้าไปทำงานในประเทศกำลังพัฒนา เราก็สงสัยว่าอาชีพฉันทำอะไรไม่ได้เหรอ เลยบินไปคิเบร่า สลัมที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองในแอฟริกาในเมืองไนโรบี ที่เคนยา มีคนอยู่ตรงนั้นหลายแสนคน ทุกบ้านไม่มีส้วม ถ่ายใส่ถุงแล้วโยนทิ้งตอนเช้า ฮาวาร์ดให้เงินมาก้อนหนึ่ง เราใช้เงินตัวเองด้วย ไปทำงานกับชุมชน ดึงคนในชุมชนให้ออกมาช่วยกันสร้างศูนย์ชุมชน ส้วม สนามเด็กเล่น โดยมีเราเป็นพี่เลี้ยง ทำอยู่สองปีเราก็กลับเมืองไทย ส่วนเพื่อนๆ ยังทำกันต่อ

กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกนักสร้างสวนที่ติดอันดับนิตยสาร TIME และพูด TED Talk ที่สหรัฐฯ

ทำไมถึงเลือกกลับเมืองไทย

อย่างแรก เราไม่เรียนต่อ ไม่ชอบเรียนแล้ว อยากทำงาน เรายังรักงานภูมิสถาปัตย์อยู่นะ แต่ก็ไม่อยากทำงานภูมิสถาปัตย์แล้ว เพราะเบื่อ คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างแล้ว ซึ่งมันไม่จริง พอเรารู้ว่าต้องเข้าออฟฟิศก็เห็นภาพว่าชีวิตต่อไปจะเป็นยังไง ถ้าอยู่อเมริกาก็จะไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ เป็น Senior Associate เป็น Principle แล้วก็แก่ เราคงเป็นวัยรุ่นที่กลัวเมื่อเห็นอนาคตที่ชัดแต่ไม่ใช่ กลัวว่าจะต้องแก่มาเป็นแบบนี้

ชีวิตในอเมริกาก็ไม่ได้สวยหรูนะ ถึงแม้ว่าที่นั่นจะให้เกียรติเราที่สุดแล้ว แต่เราก็ยังเป็นเหมือนพลเมืองชั้นสอง ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรในออฟฟิศ ไม่มีทางได้ไปหาลูกค้า เรามีโอกาสทำงานออกแบบได้ดีขึ้น แต่เราไม่มีโอกาสที่จะรู้งานด้านธุรกิจเลย

สุดท้ายก็ไม่ได้คิดอะไรมาก พอดีช่วงนั้นมีปัญหาเรื่องความรักเลยเลือกความรักและกลับเมืองไทยเพื่อแต่งงาน แล้วย้ายไปอยู่เชียงราย ใช้ชีวิต Slow Life อยู่พักหนึ่ง พอไปอยู่อย่างนั้นจริงๆ มันก็ไม่ค่อยเวิร์กนะ คิดว่าเป็นชีวิตที่ตามหา แต่ไม่ใช่ เป็นชีวิตที่ว่างเปล่ามาก แต่งงานได้ไม่นานก็แยกทางขณะกำลังมีลูกสาว แล้วก็กลับกรุงเทพฯ มาบำบัดจิตใจตัวเอง เลยเลือกทำงานเกี่ยวกับศิลปะบำบัด

บำบัดคนอื่นหรือบำบัดตัวเอง

บำบัดคนอื่น แต่ผลพลอยได้ทำให้เราได้บำบัดตัวเองด้วย

ไปเอาทักษะทางด้านนี้มาจากไหน

เราชอบศิลปะอยู่แล้ว ตอนอยู่อเมริกาก็สนใจเรื่องนี้ ถ้าไม่เรียนสถาปัตย์ ก็คงไปเรียนศิลปะบำบัดที่ Naropa University เป็นแนวพุทธธิเบต ตอนเรียนที่ฮาวาร์ดเราไปเข้าคลาสศิลปะ คลาสพุทธธิเบต ทำงานศิลปะตลอด เห็นเขาทำ Sand Mandala ซึ่งก็เป็นศิลปะบำบัดรูปแบบหนึ่ง

พอดีเพื่อนสนิท (พริม พิศลยบุตร) เรียน Fine Arts กลับมาจากอังกฤษพอดี เขามองว่าศิลปะช่วยคนได้เหมือนหมอ ในอเมริกางานศิลปะบำบัดไม่ใช่จิตอาสา แต่เป็นอาชีพที่ใช้ศิลปะ ดนตรี หรือ Creative Art มาช่วยคน เราเลยรวมกลุ่มกันชื่อ Artfield ไปขอทำศิลปะบำบัดให้โรงพยาบาลฟรีๆ ส่งไปทุกโรงพยาบาล ตอนแรกไม่ที่ไหนตอบรับเลย ยกเว้นสถาบันมะเร็งที่มีคนทำวิจัยเรื่องนี้อยู่ กับโรงพยาบาลศิริราช เพราะเพื่อนคุณแม่สงสารเลยช่วยคุยกับคณบดีให้ พอไปทำจริงๆ เขาก็มีค่าตอบแทนให้เล็กๆ น้อยๆ นะ ทำเดือนละครั้ง

ทำกับคนไข้กลุ่มไหน

เราไม่ได้สนใจกลุ่มออทิสติกเพราะมีคนทำเยอะแล้ว เราเลือกคนที่เป็นมะเร็ง เพราะเป็นโรคที่ทำให้คนไทยตายอันดับหนึ่งสิบปีรวด ผู้ป่วยกลุ่มนี้น่าจะต้องการเหมือนกัน เราทำกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แล้วก็เริ่มลงลึกทำกับกลุ่มคนใกล้ตาย ช่วยให้เขาทุกข์น้อยลง ให้เขาได้ปลดปล่อย บางทีเขากับคนดูแลอาจจะตึงๆ ใส่กัน เราอยากให้พวกเขาหยุดดูแลกัน แล้วหันมาทำความเข้าใจกัน ไหนลองจ้องหน้าแล้ววาดหน้ากันและกันโดยไม่พูดสิ เวลาคุณจะวาดอะไร มันต้องเป็นสิ่งที่คุณรัก ไม่งั้นคุณจะวาดไม่ได้ ความสัมพันธ์ก็จะเปลี่ยน จากคนที่ต้องคอยมาเช็ดน้ำลายก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่เท่ากัน คนป่วยก็วาดคนที่นั่งเฝ้า ศิลปะจะช่วยทำลายความรู้สึกเดิมๆ ที่มีต่อกันได้

หรืออย่างแม่กับลูก แม่ทำงานตลอดเวลา มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับลูก เขาบอกว่า ไม่ได้มองหน้าลูกนานแล้ว พอได้มานั่งวาดรูปกันแบบนี้เขาก็รู้สึกว่ามันดีจังเลย

ผลออกมาแบบนี้แล้วหมอยอมรับมากขึ้นไหม

เราใช้ทั้งดนตรีและ Creative Art ไปบำบัดผู้ป่วยในโรงพยาบาลเดือนละครั้ง ทำเสร็จก็เก็บข้อมูลให้หมอ หมอเห็นว่าคนไข้ดีขึ้นเลยไปหาทุนมาช่วยกันวิจัย ผลออกมาว่าช่วยลดความเศร้าหมองของคนที่เป็นเส้นเลือดในสมองตีบ อัมพาต อัมพฤกษ์ได้ คนไข้ที่อายห้าสิบปีขึ้นไปก็ช่วยลดความกังวลได้ ถ้าไม่ทำวิจัยหมอจะไม่เชื่อเลย ตอนนี้เราก็ยังทำอยู่นะ เป็นงานที่ทำมานานกว่าบริษัท Landprocess อีก

แล้วคุณกลับคืนสู่วงการภูมิสถาปัตย์ได้ยังไง

ตอนนั้นพี่ปุ๋ย (สมิตร โอบายะวาทย์) ชนะประกวดแบบ Siam Square One แกรู้ว่าเราจบกลับมาจากฮาวาร์ด เลยชวนมาช่วยทำสวน Siam Green Sky บน Siam Square One พอได้ออกแบบพื้นที่สาธารณะกลางสยามสแควร์ก็สนุกดีนะ ตอนนั้นยังทำในชื่อตัวเอง ยังไม่มีบริษัท เราตั้งบริษัท Landprocess เพื่อส่งประกวดแบบของอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ

กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกนักสร้างสวนที่ติดอันดับนิตยสาร TIME และพูด TED Talk ที่สหรัฐฯ

คุณตีโจทย์อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ ยังไงถึงชนะใจกรรมการ

พอเรามีประสบการณ์มากขึ้น เราเริ่มต้นคิดจากจุฬาฯ อยากได้อะไร แล้วตอบสิ่งนั้นก่อน สิ่งที่จุฬาฯ ต้องการคือ สวนสาธารณะที่เรียบ ดูดี ไม่เยอะ สร้างได้จริง ทำโจทย์นั้นให้ได้ก่อนแล้วค่อยใส่สิ่งที่เราอยากใส่ลงไป สิ่งที่ทำให้เราชนะน่าจะเป็นการทำพื้นที่กลางสวนให้โล่ง เพราะมันยืดหยุ่นที่สุด แล้วมาแอคทีฟที่ขอบรอบๆ เน้นโล่งๆ เรียบง่ายที่สุด งานของทีมอื่นเน้นใส่ตรงกลาง บางทีมเป็นโครงสร้างตรงกลาง บางทีมทำถนนผ่ากลางแล้วแบ่งสวนเป็นสองก้อน

พอตอบโจทย์จุฬาฯ แล้ว อะไรคือสิ่งที่คุณตอบโจทย์ตัวเอง

สวนควรตอบโจทย์มากกว่าเรื่องส่วนตัว เราไม่ควรมาเฉลิมฉลองด้วยการทำสวนสีชมพู แต่เราอยากพูดถึงจุฬาฯ ในอีก 100 ปีข้างหน้า เราว่าจุฬาฯ ต้องมองไปข้างหน้า เราอยากพูดเรื่องปัญหา Climate Change ให้คนเมืองเห็น แล้วก็อยากให้คนเห็นว่าภูมิสถาปัตย์เป็นสิ่งที่จำเป็นกับเมือง เมืองไม่มีพื้นที่สีเขียวไม่ได้ นี่คือการสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่กลางเมืองครั้งแรกในรอบเกือบสามสิบปี ซึ่งมันก็ดีนะ มันคือการทำให้คนเห็นความเป็นไปได้ การชนะแบบเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะไม่รู้ว่าแบบนี้จะถูกนำไปสร้างหรือเปล่า ความท้าทายคือ ทำยังไงให้กระดาษที่ออกแบบถูกนำไปสร้างจริง โดยไม่ถูกเปลี่ยนแบบ

คุณก็เลยพยายามพูดคอนเซปต์ของสวนนี้ในพื้นที่สื่อ

สื่อไทยสนใจสวนนี้ในมุมหนึ่งอย่างที่เราเห็นกัน เราเลยวิ่งไปหาสื่อเมืองนอก ที่ลง The Guardian, CNN, TED นี่เราวิ่งไปหาเองนะ เราค่อยๆ ทำทีละขั้น ไปสมัครเป็น Fellow ของ Asean Foundation, Echoing Green Fellews ค่อยๆ ไต่ไปเรื่อยๆ พอมั่นใจก็สมัคร Ted Fellows เป็นการเอาคนทำงานด้านสังคมของแต่ละประเทศมาพบกัน ไปดูงานกันแต่ละประเทศ ข้อดีคือ เขามีทุนให้ขอมาทำโครงการได้ เราก็ขอมาทำ Porous City Network หรือ ปฏิบัติการเมืองพรุน ตอนนี้เงินหมดแล้ว เรากำลังขอจาก Climate Fellows ซึ่งยากมาก ต้องแข่งกับคนเยอะมาก ก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ

กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกนักสร้างสวนที่ติดอันดับนิตยสาร TIME และพูด TED Talk ที่สหรัฐฯ

ได้ขึ้นเวที TED Talk ได้ยังไง

ถ้าอยากพูด TED ต้องสมัครก่อนอายุสี่สิบปี เราเหลือสองปีสุดท้ายแล้ว ก็ลองดู ไม่คิดว่าจะได้เหมือนกันนะ งานแรกคือ TED Conference พูดสี่นาที อัตราการได้พูดนี่ยากกว่าเข้าฮาวาร์ดอีก ต้องผ่านสัมภาษณ์ ผ่านอะไรเยอะแยะ จนเหลือยี่สิบคน ทุกคนทำเรื่องที่น่าสนใจหมดเลย เราตั้งใจสุดๆ เลย พูดเรื่องน้ำท่วม เรื่องอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ นี่แหละ พอพูดเสร็จเขาก็บอกว่า ช่วงที่เราพูดจะไม่ได้ออนไลน์นะ ทั้งที่เราว่าเราทำดีแล้วนะ ก็โอเค

สามเดือนต่อมา TED ติดต่อมาบอกว่าจะมีเวที TEDWomen ที่ Palm Springs คราวนี้สิบสองนาที ก็เครียดนะ สี่นาทียังไม่รอดเลย เราทำการบ้านเยอะมาก จนเขามาบอกว่า คราวที่แล้วหัวข้อเราดีมากเลย แต่เวลาแค่สี่นาทีเราพูดไม่รู้เรื่อง เขาอยากให้เราได้พูดนานขึ้น และถ้าปล่อยวิดีโอออกมาแล้วจะเอากลับมาทำใหม่ไม่ได้ คลิป TED ที่ได้ออนไลน์ก็คือจากเวทีนี้ สื่อมวลชนต่างประเทศสนใจเรื่องนี้มากเลย เรายังงงเลยว่ามันเป็นเรื่องใหม่เหรอ รู้สึกเขินด้วยซ้ำที่จะพูดถึงสวนนี้ แต่ก็ต้องพูด เพราะถ้าเราไม่พูด สื่อไม่พูดให้สังคมรับรู้ แล้ววันหนึ่งสวนเราถูกเปลี่ยน วิสัยทัศน์เรื่อง Climate Change หายไป จะทำยังไง

คุณหยิบจับอะไรก็ดูจะสำเร็จไปหมด คิดว่าตัวเองโชคดีเรื่องงานไหม

ไม่ได้โชคดีนะ เพราะเราไม่ได้นั่งเฉยๆ แต่เราลงมือทำ เราเอาเรื่องที่สำเร็จมาเล่าให้ฟังไง กว่าแต่ละอย่างจะสำเร็จเบื้องหลังมีเรื่องล้มแล้วล้มอีกหลายสิบครั้งนะ ตอนฝึกงานเราทำพอร์ตฟอลิโอเป็นปีนะ ในชีวิตที่ผ่านมาเราไม่เคยชนะประกวดแบบอะไรเลย อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ เป็นงานแรกที่ชนะ ทำศิลปะบำบัด ก็โดนปฏิเสธกว่าห้าสิบโรงพยาบาล ตอบกลับมาสอง และสิ่งนั้นเป็นเพียงการเปิดโอกาส เราจะทำสำเร็จไหม อยู่ที่เราทำ เราไม่เลิกทำไปเสียก่อน

พอคนเข้าใจคอนเซปต์ของสวนมากขึ้น บางคนก็มองว่าแค่สวนเดียวมันแก้ปัญหาได้ขนาดนั้นเลยเหรอ คุณมีคำอธิบายไหม

ก่อนอื่นต้องบอกว่า ขอบคุณมากค่ะที่ให้ความสนใจในประเด็นเหล่านี้ เรื่องการเก็บน้ำมันมีหลักการอยู่แล้ว แต่บางทีอ่านแค่หัวข้อข่าวแบบ This park helps sinking city หรือ Tackle climate change throughs one architecture แล้วสงสัยว่ามันจะเป็นไปได้เหรอ สื่อเขียนแบบนั้นเพราะเขาอยากให้คนเข้าไปอ่านเนื้อหาข้างใน พอเข้าไปอ่านก็จะเห็นข้อมูลว่าเราไม่ได้อ้างเกินจริงว่ากำลังช่วย Climate Change แต่สวนก็มีข้อจำกัดของมัน ทุกบทความเขียนไว้หมดนะว่าสวนนี้รับน้ำได้แค่ล้านแกลลอน แต่ถ้าเราไม่ออกแบบแบบนี้ มันก็เป็นแค่สวนที่เก็บน้ำได้ตามพื้นที่ แต่เราออกแบบให้เอียงเพื่อเก็บน้ำทุกหยด เราเอาถังเก็บน้ำฝนซ้อนไว้ใต้ตึก เอาการไหลของการเอียงมาทำ wetland กรองน้ำได้ด้วย แล้วโครงการนี้เราก็ปลูกต้นไม้พื้นถิ่นห้าพันต้นกลางกรุงเทพฯ พบนกกว่าสามสิบชนิดในสวน ก็ถือว่าเยอะนะ

ในงาน Movin’On ที่แคนาดา มีคนเดินเข้ามาชมสิ่งที่คุณทำเยอะมาก พวกเขาบอกอะไรคุณ

เขามาชื่นชม ให้กำลังใจ เรื่องการออกแบบสวนก็ส่วนหนึ่ง การเป็นผู้หญิงเอเชียก็ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่คือเขาชอบตรง สวนนี้ไม่ได้รอผู้กำหนดนโยบายหรือผู้ว่าฯ สั่งการลงมา คนตัวเล็กๆ ลงมือทำได้เอง ถึงอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาก็ลงมือแก้ปัญหา Climante Changeได้ สิ่งนี้น่าจะโดนใจคนมากที่สุด ก็ดีใจค่ะ

คำพูดเหล่านี้มีความหมายกับคุณยังไง

ในมุมของคนทำ เราผลักดันเต็มที่จนมันเกิด พอเกิดแล้วไม่มีใครพูดถึง เราก็ผลักดันไปเรื่อยๆ แต่คนไทยก็แทบไม่รู้จักเลย ทำไมสวนเอียง สวนอะไรช่วยน้ำท่วมเมือง เราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า มันดีจริงหรือเปล่า หรือมันก็เป็นแค่สวนสาธารณะอีกแห่งหนึ่ง แต่พอได้ยินฟีดแบ็กจากชาวต่างชาติก็รู้สึกว่าเรามาถูกทางแล้ว ได้กำลังใจ มั่นใจขึ้น จากที่เคยรู้สึกว่าโดดเดี่ยว งานนี้ทำให้เห็นว่ามีคนพร้อมให้โอกาสอีกตั้งเยอะ แค่เรายังไม่ได้เจอกันเท่านั้นเอง อย่างงานนี้เรารู้ว่ามิชลินมียางรถยนต์เก่าเหลือเยอะ เราถามเขาว่า ขอมาทำพื้นได้ไหม เขาบอกเอาไปเลย ปัญหาทุกอย่างมันมีทางออกนะ พอได้มาอยู่ในมวลแบบนี้แล้วก็คงดีถ้าอีกสามสี่ปีข้างหน้าเราจะได้กลับมาเล่างานที่เราทำเรื่องพื้นที่สีเขียวในเมืองอีก

กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกนักสร้างสวนที่ติดอันดับนิตยสาร TIME และพูด TED Talk ที่สหรัฐฯ

วันนี้คุณยังอยากเป็น Great Architect อยู่ไหม

ไม่แล้วค่ะ ความรู้สึกนั้นมันหายไปตอนทำศิลปะบำบัด รู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญในชีวิต เห็น Great ใช้ชีวิตแล้วก็สงสัยทำไมทำงานหนักจัง ไม่มีชีวิตด้านอื่นเลยเหรอ เรายังอยากทำงานให้ดีเหมือนเดิม อยากใช้ชีวิต อยากทำงานศิลปะบำบัด แต่แค่รู้สึกว่าไม่ต้องเป็น Great ก็ได้ ความอยากเป็น Great นี่มันทุกข์มากเลย เพราะจะเหนื่อยกับทุกอย่างเพื่ออย่างเดียว ใช้ชีวิตแบบเราดีกว่า เราอยากมีความสุขกับตัวเองแบบที่เราเป็น

คุณไม่แสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ แล้วหรือ

ส่วนนั้นก็ยังมีอยู่ มันเป็นแพสชัน แต่การทำงานของเราไม่ได้มีแรงขับจากความอยากเป็น Great แรงขับของเราคือ อยากทำงานที่ดี อยากให้คนเห็นว่าเมืองไทยก็ทำได้ มีเงินดูแลทีมงาน ฝึกคนรุ่นใหม่ให้เก่ง สนุกกับการคิดว่ามันเป็นไปได้มากกว่านี้ไหม สวนสาธารณะเป็นโอ่งเก็บน้ำให้เมืองได้ไหม ตึกที่ตั้งอยู่กลางสวน ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของสวนได้ไหม เป็นการนิยามพื้นที่สีเขียวที่กว้างกว่าที่คนเข้าใจ

ทุกวันนี้คุณทำงานประเภทไหน

เราชอบทำพื้นที่สาธารณะ งานที่ไม่ได้ใช้คนเดียว แต่มีคนหลากหลายมาใช้ แล้วก็ไม่ได้ตอบโจทย์แค่ตัวพื้นที่นั้น แต่ยังช่วยเมือง หรือช่วยอะไรให้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ทำพื้นที่สีเขียวไว้ดู วิ่ง หรือตีแบด แต่ยังช่วยแก้ปัญหาของเมือง ช่วยแก้ฝุ่น PM2.5 เป็นความคุ้มค่าในแง่นิเวศบริการ (Landscape Ecological service) ใช้ธรรมชาติให้คุ้มค่ากว่าเป็นแค่วัตถุของมนุษย์ เราอยากทำสวนสาธารณะที่เข้ากับบริบทของเมือง หรือเอาโครงสร้างที่ทิ้งร้างกลับมาใช้ประโยชน์ มันท้าทายกว่าทำบนพื้นที่เปล่าๆ

ทำไมเราถึงไม่มีพื้นที่สีเขียวในเมืองมากเท่าประเทศอื่นๆ

หนึ่ง เราไม่ได้คิดว่ามันจำเป็น แต่จริงๆ แล้วมันจำเป็น เรามาจากภาคเกษตรเลยให้ค่ากับพื้นที่สีเขียวในเมืองน้อย แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว พื้นที่สีเขียวในเมืองตอบโจทย์มิติของสุขภาพ อาหาร และเมือง แต่เราไม่ได้มองมิติเหล่านี้เลย สอง มีแค่เสียงของคนที่ต้องการก็ยังไม่พอ เราต้องการผู้นำที่ให้คุณค่ากับสิ่งนี้ ต้องการกฎหมายช่วย

จากงานแรกถึงงานปัจจุบัน มุมมองที่มีต่อพื้นที่สีเขียวของคุณเปลี่ยนไปไหม

ไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เรียกว่ารสจัดขึ้นดีกว่า เราคิดว่าทำยังไงให้มันทำงานได้มากกว่าเดิม เช่น มีน้ำไหลตรงผนังที่จอดรถ เราใช้ผนังนั้นกรองน้ำได้ไหม หรือเราเอาพื้นที่วางคอยล์ร้อนมาทำสวนได้ไหม สวนดาดฟ้าก็เอามาทำเป็นนาขั้นบันได หรือใช้สวนเป็นที่เก็บน้ำ

กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกนักสร้างสวนที่ติดอันดับนิตยสาร TIME และพูด TED Talk ที่สหรัฐฯ

คุณค่าของอาชีพภูมิสถาปนิกคืออะไร

ทำให้สถานที่ดีขึ้น แต่ถ้าดีขึ้นสำหรับคนอย่างเดียวถือว่าไม่พอนะ อาชีพนี้สร้างสมดุลย์ให้เมือง สร้าง Second Nature ให้มนุษย์ที่ต้องการธรรมชาติ ถึงจะเป็น Fake Nature แต่เราก็ต้องสร้างให้ถูกนะ ไม่งั้นจะเป็น Fake over fake ที่เน้นสวยอย่างเดียว แต่ใช้วิธีไปล้อมต้นไม้เส้นผ่านศูนย์กลางสิบนิ้วมาจากป่า ถึงเราจะมีหน้าที่สร้างธรรมชาติขึ้นมาใหม่ แต่เราก็ไม่ควรไปทำลายธรรมชาติที่มีอยู่ เราไม่ต้องล้อมต้นไม้ขนาดใหญ่มาก็ได้ เราพูดให้เจ้าของโครงการเข้าใจได้ไหมว่า ไม่ต้องสวยตั้งแต่วันแรกก็ได้ วันแรกแค่สวยกำลังดี เรามีหน้าที่ทำให้มันดี และเรามีบทบาทที่มากกว่าหน้าที่ ที่จะสร้างธรรมชาติให้เมืองให้ดีขึ้นอีก

บอกเจ้าของโครงการว่ายังไง ให้เขายอมรออีก 2 ปี ถึงจะเห็นมันสวย

ภูมิสถาปัตย์ไม่เหมือนงานสถาปัตย์ที่สวยตั้งแต่วันแรก งานภูมิสถาปัตย์เป็นเรื่องของศิลปะที่มากับเวลา ยิ่งแก่ยิ่งสวย ต้นไม้ยิ่งโตยิ่งสวย ถ้าคุณเร่งให้สวยตั้งแต่วันแรก คุณจะได้คนแก่มา เขาจะสวยได้เท่านั้นแหละ ไม่สวยไปกว่านั้นอีกแล้ว เพราะเขาปรับตัวเองให้โตกว่านั้นไม่ได้แล้ว แถมยังไปลดพื้นที่สีเขียวที่อื่นอีก

ดีซะอีกถ้าคุณไปบอกลูกบ้านคุณหรือคนที่มาซื้อโครงการคุณว่า ต้นไม้ที่นี่แข็งแรงมากนะ มีระบบรากสมบูรณ์ เพราะไม่ได้ไปตัดรากเขามา คนเขาก็เข้าใจนะ คนยุคนี้ให้ค่ากับตรงนี้มากขึ้น ถ้าเลือกได้เราพยายามใช้ไม้ที่มาจากแปลงเพาะชำ เส้นผ่านศูนย์กลางสองถึงสามนิ้ว อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ ก็ถูกบ่นว่าทำไมถึงร้อน เราก็บอกให้ใจเย็นๆ เราต้องการอะไรที่ยั่งยืน เราไม่ต้องการอะไรที่แบบ อีกสิบปีข้างหน้าต้องมาเปลี่ยนต้นไม้ใหม่เพราะต้นไม้ตาย ถ้าเราล้อมมามันไม่ได้แข็งแรงนะ บางต้นตายปีที่ห้า บางต้นปีที่หกก็ไม่โตแล้ว แต่อุทยานจะสวยไปเรื่อยๆ จนอีกร้อยปีข้างหน้า เราไม่ได้ทำให้มันสวยอย่างเดียว แต่มีหน้าที่สร้างคุณค่าให้มันด้วย เป็นอาชีพที่ดีมากเลย

สำหรับคุณ งานที่ดีคืออะไร

งานที่ตอบโจทย์มากกว่าการตอบเดิมเดิม สวนสาธาณะฉลองจุฬาฯ 100 ปี เฮ้ย มันจะทำแค่นั้นได้ไง ภูมิสถาปัตย์ต้องตอบโจทย์มากกว่านั้น มากกว่าที่คนต้องการสิ ฟังก์ชันของภูมิสถาปัตย์ต้องไม่ต้องโจทย์คนอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นก็จะได้แค่สวนที่สวยแบบเดิมๆ เท่านั้นเอง

กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกนักสร้างสวนที่ติดอันดับนิตยสาร TIME และพูด TED Talk ที่สหรัฐฯ

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

‘โรงแรมดุสิตธานีที่อาจจะถูกทุบ, ตึกศรีเฟื่องฟุ้งมี facade เหมือนหนามทุเรียน, ตรงบีทีเอสศาลาแดงมีตึกที่สวยแต่ไฟไหม้ไปแล้ว, ธนาคารกรุงเทพรูปร่างเหมือนคอมพิวเตอร์, ในซอยคอนแวนต์มีตึกแถวสวยๆ อีก 2 – 3 ตึก’

ข้างต้นคือข้อความที่ เบียร์-วีระพล สิงห์น้อย ส่งมาในกล่องข้อความเมื่อผมถามว่าในย่านที่เรานัดพบกันมีอาคารใดน่าสนใจ

ผมรู้จักช่างภาพสถาปัตยกรรมผู้นี้ครั้งแรกจากเพจที่รวบรวมภาพถ่ายสถาปัตยกรรมเก่าๆ ชื่อ Foto_momo ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง

ภาพอาคารที่เขาถ่ายส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมโมเดิร์นหลากหลายประเภท ไล่ตั้งแต่อาคารสำนักงาน ธนาคาร โรงภาพยนตร์ โรงแรม และอื่นๆ อีกมากมาย โดยแทบทุกภาพที่เขาถ่ายล้วนมีรายละเอียดกำกับ ทั้งที่ตั้งอาคาร ปีที่สร้าง หรือชื่อสถาปนิกผู้ออกแบบ

เรานัดพบกันใกล้โรงแรมที่เสี่ยงต่อการถูกทุบที่เขาบอกมาในกล่องข้อความ เพื่อพูดคุยกันเรื่องอาคารเก่าที่เขาหลงใหล จากบทสนทนาทำให้ผมรู้ว่าแม้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะมีกระแสที่คนเริ่มหันมาสนใจสถาปัตยกรรมยุคเก่ากันมากขึ้น แต่อาคารเก่าๆ ก็ยังเสี่ยงต่อการถูกทุบทำลายอยู่ดี

บางอาคารที่หายไปทำเอาหัวใจผู้คนที่เกี่ยวข้องเจ็บปวดคล้ายถูกทุบไปด้วย ขณะที่บางอาคารก็ตายไปอย่างเงียบเชียบคล้ายไม่เคยมีอยู่

“ความผูกพันเป็นตัวที่ทำให้คนออกมาเรียกร้อง ถ้าเป็นอาคารที่ไม่ได้ผูกพันกับคน มันจะถูกทุบหายไปในกาลเวลาอย่างเงียบๆ” ผู้ถ่ายภาพสถาปัตยกรรมจนนับจำนวนภาพไม่ถ้วนบอกผม

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาพยายามตระเวนถ่ายภาพสถาปัตยกรรมเก่าๆ ให้ได้มากที่สุด-ให้เร็วที่สุด ไว้เพื่อเป็นภาพที่ระลึก

ทั้งไว้ระลึกว่าอาคารเหล่านี้มีความสำคัญ รวมถึงไว้ระลึกในวันพวกมันหายไป

และบรรทัดถัดจากนี้คือบทสนทนาที่ระลึกถึงอาคารเก่าเหล่านั้น

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

คุณสนใจการถ่ายภาพตั้งแต่ตอนไหน

ตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว แต่ตอนนั้นเรายังไม่ได้ถูกจำกัดว่าต้องถ่ายสถาปัตย์ เวลาเรียนเราก็มีไปเปิดหนังสือดู ก็จะเห็นรูปอาคารสวยๆ ของต่างประเทศ เราก็สงสัยว่า เฮ้ย ทำไมสวยจัง เราอยากถ่ายให้ได้อย่างนี้ แต่ตอนนั้นยังไม่มีความรู้อะไร แค่รู้สึกว่าแล้วทำไมสถาปัตย์บ้านเราถ่ายไม่สวยเลย ถ่ายรูปไม่ขึ้น ก็โทษดินฟ้าอากาศ เมืองนอกฟ้าเขาสวย โทษอุณหภูมิ เราถ่ายสไตล์นี้ไม่สวยหรอก เสาไฟฟ้าเยอะแยะ สายไฟก็รก

แล้ววันหนึ่งอาจารย์ก็เชิญพี่สมคิด เปี่ยมปิยชาติ ช่างภาพสถาปัตย์ที่ตอนนี้เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ Fullstop มาบรรยาย พี่เขาก็เปิดสไลด์รูปสถาปัตย์ที่เขาถ่ายให้ดู มันเป็นรูปอาคารในยุโรปอาคารหนึ่ง ฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีน้ำเงิน มีเนินหญ้าสีเขียวเป็นฉากหน้า อาคารโผล่มานิดนึงเป็นยอดแหลม มีผู้ชายใส่สูทเดินอยู่ 3 คน แล้วภาพนี้มันพิเศษตรงที่บนท้องฟ้าด้านหลังมีเครื่องบินกำลังพุ่งทะยาน ปล่อยไอพ่นสีขาว

ภาพนั้นประทับอยู่ในความทรงจำนานมาก พี่สมคิดบอกว่า ภาพนี้มันพิเศษตรงที่เป็นจังหวะช่วงโมเมนต์เดียวที่เขาไปตั้งกล้องรอ บวกกับความบังเอิญ ดวง และประสบการณ์ คือถ้าภาพนี้มีแค่อาคารกับคนสามคนมันก็ธรรมดา แต่พอมีโมเมนต์วูบเดียวที่เครื่องบินบินผ่าน มันกลายเป็นหนึ่งวินาทีที่เกิดขึ้นแล้วรูปเพอร์เฟกต์ที่สุด และมันอาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เราก็เลยเข้าใจความเจ๋งของการจับช่วงเวลาดีๆ นี่คือสิ่งที่รู้สึกว่าเราน่าจะเรียนรู้ น่าจะทำได้ มันเหมาะกับเรา เรามีความรู้ทางสถาปัตย์ มีคุณสมบัติที่จะทำได้

บางคนเข้าใจว่าถ่ายภาพสถาปัตยกรรมไม่น่ามีอะไรยาก แค่ตั้งกล้องแล้วก็กดชัตเตอร์ ความจริงมันง่ายขนาดนั้นไหม

อยู่ที่การวางแผน อย่างน้อยเราต้องทำการบ้านมาก่อนว่าเราคิดยังไงกับตึกนี้ แล้วจะถ่ายมันออกมายังไง ทิศทางแสงเราต้องรู้ มันจะมีช่วงจังหวะที่เพอร์เฟกต์ ซึ่งเราจะคาดเดาได้ถ้าเราใส่ใจมัน แล้วพอทำงานไปเยอะขึ้น เราจะพอเดาได้ว่าเดี๋ยวสักพักมันจะเกิดอะไรขึ้น เช่น แสงตอนเช้าช่วงหกโมงเจ็ดโมงสวยกว่าอยู่แล้ว ตอนเย็นต้องช่วงแสงแบบ twilight ตอนกลางวันถ้าเราคิดว่าแสงมันไม่ได้บ่งบอกอะไร ไม่สวย ก็ไม่จำเป็นต้องถ่าย สิ่งพวกนี้เราคาดเดาได้ เราก็ไปตั้งกล้องรอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

คุณเชื่อในการรอคอย

ทุกวันนี้ก็รอคอยอยู่ คนมักเข้าใจว่าไปถึงจะถ่ายได้เลย บางทีมันไม่ง่ายขนาดนั้น มันจะเจอปัญหา เช่น รถมาจอด มีถังขยะ ป้ายโฆษณา ไฟไม่ติด กระจกไม่เช็ด ของที่เกินจากดีไซน์ของเขา เราต้องย้ายออกเพื่อความสมบูรณ์ มันเป็นงานใช้แรงงานเลยแหละ ถังขยะนี่ยกกันเป็นประจำ

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

คุณเริ่มสนใจสถาปัตยกรรมเก่าๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่

เราเป็นเด็กต่างจังหวัด ผูกพันกับพวกวัด พวกฝีมือช่าง ก็เลยเลือกเรียนสถาปัตย์ไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งจะเรียนต่างกับสถาปัตยกรรมหลักที่จะเรียนพวกอาคารโมเดิร์น พอเรียนจบสถาปัตย์ไทยมา ตอนใกล้จบเราก็ค้นหาว่าตัวเองอยากเป็นอะไร เพราะมันก็เลือกได้หลายทาง ไปเป็นอาจารย์ เป็นนักออกแบบ เป็นสถาปนิก ซึ่งคนที่จบสถาปัตย์ไทยในยุคนั้นหางานค่อนข้างยาก ใครจะไปจ้างออกแบบเรือนไทย มันน้อย แต่มันมีอีกทางที่ผมคิดว่าน่าสนใจคือ พวกทำงานอนุรักษ์

ผมเคยดูหนังญี่ปุ่นเรื่อง Calmi Cuori Appassionati พระเอกทำอาชีพอนุรักษ์ภาพเขียน เราก็อยากจะเท่อย่างพระเอก อนุรักษ์อาคารที่มันจะตายแล้วให้ฟื้นขึ้นมา ซึ่งยังเป็นอาชีพที่ใหม่มากสำหรับคนไทยในยุคประมาณเมื่อปี 2545 ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์อาคารเท่าไหร่ แล้วพอดีตอนทำงานผมได้จับพลัดจับผลูไปอยู่ในทางของฝ่ายผู้รับเหมา ช่วงนั้นธนาคารไทยพาณิชย์กำลังเห็นความสำคัญของอาคารเก่า เขาเป็นเจ้าของอาคารเก่าหลายอาคาร เป็นพวกตึกที่มีบัวหัวเสาหรือที่เรียกว่าเป็นตึก Colonial ตึกพวกนี้เขามีกรรมสิทธิ์รีโนเวตขึ้นมาเป็นสาขา ผมก็ไปเป็นสถาปนิกประจำไซต์งาน คุมช่าง ตอนนั้นก็ใฝ่ฝันอยากจะไปเรียนต่อด้านอนุรักษ์ แต่ว่าก็ไม่ทะเยอทะยานพอ ไม่สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจอาคารเก่าๆ

แล้วตอนไหนที่เริ่มถ่ายภาพอาคารเก่าสะสมจนกลายเป็นโปรเจกต์ Foto_momo

เริ่มมาจากเราไปถ่ายให้สมาคมสถาปนิกสยามฯ ทุกๆ ปีเขาจะมีการมอบรางวัลให้อาคารอนุรักษ์ดีเด่น เราก็ไปถ่ายมาหลายปี แรกๆ จะเป็นพวกอาคาร วัด ต่างๆ ที่ได้รับรางวัล พอปีหลังๆ สมาคมเริ่มจะให้ความสำคัญกับอาคารโมเดิร์นมากขึ้น ทีนี้เราก็ไปถ่ายตามต่างจังหวัด โคราช หาดใหญ่ แล้วก็รู้สึกประทับใจว่า เฮ้ย ต่างจังหวัดไกลๆ ยังมีอาคารเจ๋งๆ แบบนี้ซ่อนอยู่ พอเริ่มประทับใจ ไปไหนสายตามันก็จะเริ่มมองหา แล้วก็เลยถ่ายสะสมมาเรื่อยๆ เก็บเป็นคอลเลกชัน ที่จริงไอ้คำว่า Foto_momo มันก็ล้อมาจากชื่อองค์กรองค์กรหนึ่งด้วย คือ DOCOMOMO (Documentation and Conservation of Buildings, Sites and Neighbourhoods of the Modern Movement) องค์กรนี้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์อาคารช่วงโมเดิร์น ส่วนเรามีฝีมือแค่ถ่ายรูป เราก็เลยล้อเลียนว่าเป็น Foto_momo แล้วกัน เป็น Fotograph of the Modern Movement

ตอนแรกๆ ก็ไม่ได้จริงจัง มาเริ่มจริงจังเมื่อข้อมูลเยอะขึ้น เพราะนอกจากไปถ่ายเรายังรีเสิร์ชข้อมูล ทั้งจากหนังสือเก่าๆ และจากการพูดคุย ทำให้เรารู้ว่าตึกนี้ใครออกแบบ สร้างปีไหน ข้อมูลพวกนี้ตอนแรกๆ เราจดเป็นแค่ short note ไว้ แต่พอมันมากขึ้นเป็นร้อยอาคาร เราต้องจัดระเบียบข้อมูลใหม่หมดถึงขนาดมานั่งพิมพ์เป็นตาราง แล้วเราก็จะเห็นภาพระดับหนึ่งว่าสถาปนิกคนนี้สไตล์จะเป็นอย่างนี้ เห็นลายเซ็นของเขา เห็นว่าตึกไหนสร้างก่อนหลัง แล้วลำดับพัฒนาการของการออกแบบเป็นยังไง นี่คือเบื้องหลังการทำงานที่มันหนักหนากว่าการออกไปถ่าย

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

จากที่รีเสิร์ชมาคุณคิดว่าอาคารยุคโมเดิร์นพิเศษตรงไหน

มันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนจากรัฐสมัยเก่าไปเป็นรัฐสมัยใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านในยุคก่อน ยุคนั้นเมืองเริ่มขยาย เมืองเริ่มวางแผนเศรษฐกิจแห่งชาติว่าอยากให้เมืองเติบโตไปยังไง มันเป็นการสร้างเมืองในอีกยุคหนึ่งของไทย เหมือนเป็นหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งที่ถูกทำไว้

ถ้าสังเกตเราจะเห็นพัฒนาการของเมืองว่าเป็นอย่างไร เราจะเห็นเลยว่าตามถนนสุขุมวิท สีลม สุรวงศ์ เพชรบุรีตัดใหม่ จะมีตึกพวกนี้ แล้วกระจายอยู่แค่นี้ มันจะไม่ออกไปถึงบางนา เพราะว่ายุคนั้นเมืองเจริญเท่านี้ ส่วนตามต่างจังหวัดก็ดูง่ายเลย มันจะเกาะกลุ่มกันตามตัวเมือง ตามถนนหลัก แม่น้ำสายหลัก ธนาคาร โรงภาพยนตร์ สถานที่ราชการ จะอยู่เป็นเครือข่าย พวกนี้มักจะต้องแย่งชิงทำเลที่ดี เช่น สี่แยก วงเวียนของเมือง ซึ่งถ้าวันหนึ่งอาคารเหล่านี้หายไป เราก็จะไม่เห็นอดีตที่เคยเจริญตรงนี้

แล้วคุณตระเวนถ่ายรูปอาคารเก่าๆ เหล่านั้นไปทำไม มันมีประโยชน์อะไร

ตอนแรกก็ถ่ายเอาสวยอย่างเดียว แต่พอทำไปทำมาก็รู้สึกว่าภาพถ่ายมันมีพลังบางอย่างที่กระตุ้นให้คนเข้ามาดูแล้วเห็นคุณค่าของสิ่งที่ถูกมองข้ามในชีวิตประจำวัน บางทีเราก็ถ่ายตึกที่ทุกๆ คนเห็นแล้วก็มองผ่านมันไป เราก็อาศัยพลังภาพที่ถ่ายออกมาแล้วสวย ทำให้คนที่มาดูฉุกคิด เห็นรูปแล้วอยากจะมาดูด้วยตาตัวเองจริงๆ ตระหนักขึ้นมาจริงๆ ว่ายังมีของพวกนี้อยู่รอบตัวถ้าเราสังเกต ผมคิดว่านี่คือพลังของภาพถ่าย

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

เพราะอะไรเราถึงมองข้ามความพิเศษของอาคารที่คุณว่าในชีวิตประจำวัน

อาจจะเป็นเพราะถ้าเราเห็นมันที่เดียวอาจจะไม่พิเศษด้วยมั้ง ทีนี้พอเราทำเป็นคอลเลกชัน มันจะเห็นความหลากหลาย เรื่องจำนวนเป็นเครื่องช่วยกระตุ้นพลังของมันได้ ผมเลยอยากจะรวบรวมเป็นบันทึกเป็นคอลเลกชันให้ได้มากที่สุด เพราะคิดว่ายังไม่ค่อยมีใครรวบรวมเอาไว้ ตึกยุคโมเดิร์นถูกมองข้ามไปพอสมควร เรื่องการอนุรักษ์มันเริ่มมีกระแสไม่กี่ปีนี้เอง อย่างวัดหรือวังการอนุรักษ์นั้นเต็มที่อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงแล้ว แต่อาคารที่ผมถ่ายพวกนี้มันก้ำกึ่ง อยากจะบอกว่ามันเป็นรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่สมัยใหม่

บางตึกมันอาจจะไม่ได้สวยงามวิจิตรเหมือนวัดเหมือนวัง มันเรียบๆ กล่องๆ ไม่มีสิ่งประดับประดา ไม่ได้ทาสีด้วย ดูเหมือนทุบทิ้งไปก็ไม่เสียหาย แต่หลังๆ พอมันเริ่มทุบมากเข้ามันก็น่าเสียดายนะ เลยเป็นแรงให้ผมอยากรีบถ่ายรีบบันทึกไว้ ไม่ต้องถึงขั้นถูกทุบหรอก แค่ถูกเปลี่ยนหน้าตาต่อเติมผมก็เสียดายแล้ว

เสียดายอะไร

เสียดายความแท้ เสียดายความออริจินัลของมัน

สำคัญใช่ไหม ความแท้ ความออริจินัล

สำคัญสำหรับวงการสถาปัตย์ อย่างน้อยเราก็มีตัวอย่างให้คนรุ่นหลังดูได้ ถ้าเราไปต่อเติมดัดแปลงเสียหมด พอคนรุ่นหลังอยากจะดูก็หาดูไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องของยุคสมัยด้วยนะ บางทีตึกในยุคโมเดิร์นที่เขาทำมันก็มีเหตุผลในเรื่องของยุคสมัย เช่น เรื่องของฟาซาด (Facade) สมัยก่อนมีไว้กันแดดตามสภาพภูมิอากาศที่เราเป็น ทีนี้พอผ่านยุคนั้นมาแล้ว การกันแดดแบบนั้นมันมีปัญหา มันไม่ตอบโจทย์กับยุคนี้แล้ว ทำให้อาคารข้างในมืด หรือพอติดแอร์ก็ไม่รู้จะเอาแอร์ไปวางไว้ไหน

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อาคารเก่าถูกดัดแปลง

เขาก็ดัดแปลงไปเรื่อย หรือถ้าไม่คุ้มค่าในด้านเศรษฐกิจเขาก็ทุบทิ้ง

ถ้าไม่ทุบทิ้ง เราควรทำอย่างไรกับอาคารที่ไม่เชื่อมโยงกับยุคสมัยแล้ว

อันดับแรก ก็น่าจะเปลี่ยนฟังก์ชันของมัน อย่างเคสพวกโรงภาพยนตร์แสตนด์อโลนเก่าที่ไม่ตอบโจทย์ยุคสมัยแล้ว บางที่เขาก็ปิดไป บางที่ก็ปรับปรุงเป็นมีเวทีข้างใน สองคือ ถ้าไม่เปลี่ยนฟังก์ชันก็ทำฐานข้อมูลเก็บไว้ มีการสำรวจรังวัด การบันทึกภาพ การทำโมเดลจำลองไว้ เพื่อที่ว่าถึงแม้จะทุบไปแล้ว อีกกี่ร้อยปีจะย้อนกลับมาดูมันก็ยังมีข้อมูลให้ระลึกถึง เราก็ทำในฐานะของเรา คือการบันทึกข้อมูลนี่แหละ เพราะเราไม่มีสิทธิ์ไปบอกเขาให้หยุดทุบ

คุณรู้สึกยังไงเวลาเห็นตึกเก่าถูกทุบทำลาย

จริงๆ ก็เสียดาย แต่คงไปพูดอะไรมากไม่ได้เพราะเราไม่ใช่เจ้าของตึก คือถ้าทุบแล้วยังมีตัวอย่างอาคารประเภทนั้นให้ดูอีกก็ไม่เสียดายเท่าไหร่ แต่ถ้ามันเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ผมจะเสียดายมากเลย เช่น โรงหนังสกาลา ถ้ามันมีโรงภาพยนตร์แบบนั้นหน้าตาอย่างนั้นที่บางนา หรือในอีกหลายๆ ที่ก็ทุบไปเถอะ ไม่เป็นไร แต่ถ้ามันเหลือหนึ่งเดียวแล้วเรายังทุบทิ้ง มันน่าเสียดาย

เราเองก็พยายามคิดในหลายๆ แง่ หลายๆ บทบาท เช่น ถ้าคนที่เป็นเจ้าของต้องมานั่งจมอยู่กับต้นทุนที่ไม่เกิดกำไรแบบนี้ เขาก็คงต้องปรับเปลี่ยน ทุบทิ้งไปสร้างอะไรที่มันคุ้มค่ากับตัวเงินมากกว่า แต่ความคุ้มค่ามันมองกันได้หลายวิธี อันนี้เรามองในแง่ที่เราเกี่ยวข้องกับสถาปัตย์ ภาพถ่าย ความงาม เราก็ตอบประมาณนี้ แต่ถ้าในแง่นักลงทุนเขาคงมองอีกอย่าง ในแง่ชาวบ้านที่เขาผูกพันกับอาคารนั้น เขาก็อาจตอบอีกอย่าง บางทีเขาอาจจะรู้สึกว่า เออ ตึกนี้ขยะเยอะเว้ย ทุบทิ้งไปได้ก็ดี คุณค่าพวกนี้มันตอบได้หลายอย่าง

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ถ้ามันตอบได้หลายอย่าง เราควรจะตัดสินคุณค่าของอาคารเหล่านั้นจากมุมของใคร

ถ้าเป็นอาคารที่มีบทบาทกับสังคม บทบาทกับชุมชน ก็น่าจะให้คนในชุมชนนั้นเป็นคนร่วมการตัดสินใจ เช่น โรงภาพยนตร์หรืออาคารในมหาวิทยาลัย ถ้ามันจะถูกทุบหรือถูกปรับปรุงอะไรก็น่าจะรับฟังความเห็นของคนที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้ากรณีที่เป็นอาคารเอกชน เช่น ตึกสำนักงาน หมู่บ้าน เราคงไปยุ่งเกี่ยวกับเขาได้ยาก เขาก็มีสิทธิ์ของเขา ยกตัวอย่างเรื่องสถานทูตออสเตรเลียตรงสาทร มันสวยมากเลย ถือว่าสมบูรณ์มาก ถ้าถามถึงอาคารที่ประทับใจ สถานทูตออสเตรเลียคือหนึ่งในนั้น เป็นอาคารที่มีเซรามิกสีเหลือง ติดกระเบื้องโทนเขียว แต่ตอนนี้เขาย้ายสถานทูตออกไปแล้ว และจะขายที่ดินแปลงนี้ ซึ่งเราก็ยังไม่รู้ว่าคนที่ซื้อจะเอาไปทำอะไรต่อไป ขึ้นอยู่กับทัศนคติของเจ้าของใหม่ คนที่รับช่วงต่อไป แต่ถ้าคิดในแง่การลงทุนแล้วมันคงต้องขึ้นเป็นตึกสูง เป็นคอนโดมิเนียม เพราะทำเลตรงนั้นมันดีมาก

แล้วมีเหตุผลไหนไหมที่เราควรเก็บอาคารเก่าไว้แทนที่จะสร้างอาคารที่ใหม่กว่า ทันสมัยกว่า

มันเป็นความหลากหลายของเมืองนะ ไม่ใช่เมืองมีอาคารใหม่เต็มไปหมดโดยไม่มีรากฐานประวัติศาสตร์เดิม การมีอยู่ของอาคารเก่าๆ จะเสริมประวัติศาสตร์ตรงนี้ให้ชัดเจน เเข็งเเรงขึ้น บางตึกยังก้ำๆ กึ่งๆ ระหว่างใหม่กับเก่า อายุมันยังแค่ 40 – 50 ปี มันไม่ได้เก่าแบบสมัยอยุธยาเลย แต่มันก็ไม่ได้ใหม่ มันถูกละเลย แต่ถ้ามันถูกยืดอายุไปอีก 50 – 100 ปี มันจะกลายเป็นของเก่าอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

แล้วคุณตั้งใจให้ Foto_momo เป็นส่วนหนึ่งในการยืดอายุให้สถาปัตยกรรมเก่าๆ ไหม

อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้คนหันมาสนใจ เราก็ไม่รู้ว่าพอทำแล้วมันได้ผลมากน้อยแค่ไหนนะ แต่ถ้าในมโนคติ เราก็อยากให้มันยืดอายุไปนั่นแหละ เราก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ตามดู เวลาที่เราโพสต์ไป บางที่ที่เขาอยากให้เราไปถ่าย เขาก็จะบอกมา ก็มีหลังไมค์มาว่าตึกนี้สวยนะพี่ น่าจะถ่ายเก็บไว้หน่อย หรืออย่างบางทีก็มีบอกว่าตึกนี้จะทุบแล้วนะ

โปรเจกต์นี้คุณถ่ายอาคารเก่าไปแล้วกี่ที่ ได้นับไหม

ตอนนี้น่าจะร้อยห้าสิบกว่าแล้วนะ แต่ถ้าในลิสต์ที่ตั้งใจจะไปถ่ายรวมๆ แล้วน่าจะอยู่ที่ราว 200 เรามีกำลังแค่นี้ แค่ถ่ายภาพกับรีเสิร์ชเบื้องต้น จริงๆ เราอยากจะได้ข้อมูลที่ลึกกว่าที่เห็นในเพจ อยากจะไปเจาะประวัติในแต่ละอาคารให้ลึกๆ แต่เรายังไม่มีแรงหรือพลังมากพอ มันต้องอาศัยเครือข่ายเยอะเหมือนกัน เราก็ทำเท่าที่ทำได้ แต่ที่ผ่านมาเราทำแล้วมันสนุกด้วย เลยไม่รู้สึกว่ามันเหนื่อยอะไร

ทุกวันนี้คุณถ่ายรูปตึกใหม่ที่สวยบ้างหรือเปล่า

ก็มีแอบถ่ายเก็บไว้ อีก 10 ปี มันอาจจะเก่าก็ได้ แล้วรูปที่เราถ่ายอาจจะมีคุณค่าระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

แล้วอนาคตของโปรเจกต์ Foto_momo จะถูกต่อยอดไปเป็นอะไรบ้างไหมนอกจากลงรูปในเพจ

ถ้ามีคนขอความร่วมมือ ขอไปแชร์ หรือขอใช้รูป ผมก็ยินดี เพราะมีนักศึกษาไทยที่เรียนปริญญาโทอยู่ที่ญี่ปุ่นติดต่อมาเหมือนกันว่าเขากำลังรีเสิร์ชเรื่องนี้อยู่ พอดีเขาเห็นรูปที่เราไปถ่ายมามันดึงดูดกว่าที่เขาถ่าย แล้วที่เขาเรียนมันต้องมีการจัดแสดง exhibition เลยมาขออนุญาตว่าจะนำรูปไปใช้ได้ไหม นี่แหละ ข้อได้เปรียบของการที่เรามีทักษะในการถ่ายตึก คิดว่าถ้าเป็นช่างภาพแบบอื่นอาจจะไม่ได้มุมมองแบบสถาปัตย์ขนาดนี้ เราก็ยินดีเต็มที่ถ้ามันจะถูกเผยแพร่แล้วเป็นประโยชน์อะไรบ้าง แล้ววันหนึ่งก็อยากจะรวบรวมทำเป็นหนังสือให้มันถูกเก็บไว้เป็นเรื่องเป็นราว

การทำโปรเจกต์นี้สอนอะไรคุณบ้าง

สอนว่าอยากทำอะไรต้องทำเลย คือความเสียดายนี่มันเป็นความฝังใจนะ แบบว่า เฮ้ย ไม่ทันแล้วว่ะ ตึกนี้ถูกทุบไปแล้ว อย่างเช่นโรงแรม Siam Intercontinental ที่เป็นสยามพารากอนในปัจจุบัน อันนี้ผมไปถ่ายไม่ทัน น่าเสียดาย สมัยนั้นยังไม่ได้เป็นช่างภาพเต็มตัว แต่เพื่อนบอกเราแล้วว่าเขาจะทุบ ไปถ่ายเก็บไว้สิ สวยดี แล้วสมัยนั้นมีรถไฟฟ้าแล้ว มุมจากข้างบนสวยเลย แต่ผมก็ไม่ได้ถ่าย ผัดวันประกันพรุ่ง ผ่านไปอีกทีกลายเป็นห้างสรรพสินค้าแล้ว มันก็เลยเป็นแรงผลักดันว่าถ้าเราอยากทำอะไรให้รีบทำ ผมเลยทุ่มเวลาและเร่งค้นคว้าหาข้อมูลอาคารที่ใกล้จะถูกทุบแล้วรีบไปถ่าย

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

มีอาคารไหนที่เคยไปถ่ายแล้วทุกวันนี้มันถูกทุบไปแล้วบ้างไหม

มีธนาคารกรุงศรีฯ ตรงสี่แยกเพลินจิต ตอนนั้นถ่ายเก็บไว้เล่นๆ ยังไม่ได้คิดว่าจะเป็นโปรเจกต์อะไร เพียงแต่ว่าเราบังเอิญได้ถ่ายมา แต่ก็ไม่เคยเข้าไปถ่ายข้างใน ตอนนั้นชะล่าใจ รู้ว่าจะทุบก็ยังไม่อะไร ผ่านไปเดือนสองเดือน ทุบเกลี้ยงแล้ว

เวลาดูรูปอาคารเก่าๆ ที่ถูกทุบทำลายไปแล้วรู้สึกยังไง

เหมือนกลับไปดูรูปญาติโกโหติกาที่เสียไปแล้ว อยากจะกลับไปเดินวนถ่ายอีกทีก็ไม่มีโอกาสแล้ว

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo
ขอขอบคุณ : วีระพล สิงห์น้อย

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load