7 กุมภาพันธ์ 2562
15 K

ซอฟแวร์-กรกมล ลีลาวัชรกุล คือ นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาเอกวารสารสนเทศและสื่อใหม่ วัย 23 ปี แอดมินและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ KORSERIES (คอซีรีส์) เว็บไซต์อัพเดตข่าวสารวงการบันเทิงเกาหลีที่มีผู้อ่านเดือนละกว่า 2 ล้านครั้ง

มีผู้ติดตามในทวิตเตอร์ 1.52 ล้านคน และในเพจเฟซบุ๊ก 6 แสนคน

KORSERIES, คอซีรีส์

แม้จะมีทีมงานไม่ประจำแวะเวียนมาช่วยอยู่เรื่อยๆ ตลอดช่วงที่ซอฟมีเรียน แต่โดยหลักแล้วซอฟบริหารและจัดการเว็บไซต์ทั้งเว็บนี้ด้วยตัวคนเดียว

เรารู้จักซอฟและ Korseries ครั้งแรกที่งานแถลงข่าวละครชุดของ Netflix เรื่อง Kingdom เพราะเป็นสื่อมวลชนไทยเพียงเจ้าเดียวที่ทีมงานเกาหลีซึ่งขึ้นชื่อว่าเข้มงวดสุดๆ เลือกให้ Korseries สัมภาษณ์นักแสดงนำพิเศษกว่าใคร และรู้จักซอฟเพิ่มขึ้น เมื่อครั้งยืนส่งเสียงเชียร์ปนบอกรักลีแจฮุน (พระเอก Architecture 101 (2012) และ Signal (2016)) ด้วยกันในงานพรมแดงเปิดตัวละครซึ่งเขามาเป็นแขกรับเชิญ

KORSERIES, คอซีรีส์

จากที่เคยคิดว่าตัวเองแม่นซีรีส์เกาหลีเพราะติดตามดูตั้งแต่เหล่าอปป้ายังฮิตทำผมทรงตั้งๆ หรือเรนเล่นละครเรื่องแรก และกงยูยังไม่เฉิดฉายอยู่เป็นลมหายใจเฮือกสุดท้ายของภาคพื้นเอเชียอย่างวันนี้ เรารู้สึกตัวเล็กลงทุกทีที่ได้ยินชื่อคนเบื้องหน้าและเบื้องหลังที่เกี่ยวข้องกับละครสักเรื่องหนึ่ง ถึงกระนั้นซอฟก็ไม่เคยแสดงทีท่าเบื่อหน่ายเมื่อต้องอธิบายปูพื้นฐานให้เพื่อนใหม่คนนี้แต่อย่างไร ไม่ต่างจากสิ่งที่ซอฟทำกับเว็บไซต์และผู้อ่านของเธอ ที่แม้จะเป็นเว็บที่เน้นข้อมูลข่าวสารแต่เธอไม่ยอมปล่อยให้ผู้อ่านโดดเดี่ยว

นับกันจริงๆ แล้ว จุดเริ่มต้นของความชอบเล่าเรื่องซีรีส์ของซอฟมาจาก การเขียนแนะนำซีรีส์ที่มุมเล็กๆ บนกระดานหน้าชั้นเรียนห้องมัธยมศึกษาปีที่ 4 จนเพื่อนในชั้นเรียนดูตามกัน ก่อนจะย้ายไปเขียนแนะนำในทวิตเตอร์ และขยับขยายพื้นที่ไปเพจเฟซบุ๊ก ไปจนถึงจริงจังเป็นเว็บไซต์ในเวลาต่อมา

ซอฟทำได้อย่างไร และเธอคิดอะไรอยู่ มาฟังกัน

KORSERIES, คอซีรีส์

Episode 1

อยากเป็นหมอ

ก่อนจะเป็นแอดมินเพจคอซีรีส์อย่างทุกวันนี้ ซอฟผู้รู้ตัวว่าอยากเรียนนิเทศศาสตร์มาโดยตลอด แต่ไม่อยากทิ้งความรู้สายวิทย์ฯ ที่เรียนมา บวกกับมีความคิดฝันอยากจะเป็นหมออย่างซีรีส์เกาหลีที่ชอบดู

ซอฟใช้เวลาเพียง 1 ภาคเรียนที่คณะสหเวชศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ค้นพบตัวเองว่างานในห้องแล็บอาจจะไม่ใช่ตัวตน จึงตัดสินใจสอบเข้าคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จนกระทั้งวันที่เพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ‘คอซีรีส์’ ของเธอเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีรายการโทรทัศน์เข้ามาติดต่อถามความเห็นที่มีต่อละครเกาหลี เริ่มมีโอกาสใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเรียนในชั้นปีต่อๆ มา

“แต่ละวันจะมีคำถามเข้ามาในกล่องข้อความซ้ำๆ ถึงพล็อตเรื่อง ดารา การทำงานเบื้องหลัง เราก็เริ่มอยากทำเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลเหล่านี้ให้คนเข้ามาอ่านเมื่อไหร่ก็ได้ ยังจำได้ดีถึงวันที่ผ่าตัดหมาในชั้นเรียน อาจารย์ที่ติดตามเราอยู่ก็เดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วบอกว่า ปีหน้าเราอาจจะใช้เวลาว่างที่มีทำเพจแบบนี้ไม่ได้แล้วนะ” จากที่คิดว่าทำสิ่งที่ชอบได้ดีทั้งสองทาง ซอฟแน่ใจแล้วอะไรคือสิ่งที่เธอต้องการในชีวิต

Episode 2

การเดิมพันอีกครั้ง และอีกครั้ง

เมื่อตัดสินใจไม่เรียนต่อชั้นปีที่ 3 เพื่อเตรียมสอบเข้านิเทศศาสตร์อย่างตั้งใจ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เว็บไซต์  KORSERIES ถือกำเนิดขึ้น

มาถึงตรงนี้คุณคงกำลังตัดสินซอฟอยู่ในใจแน่ๆ ว่าเด็กรุ่นใหม่อย่างพวกเราอดทนไม่มากพอ หรือให้ค่ากับการค้นหาตัวเองจนลืมว่าโลกหมุนไปถึงไหนต่อถึงไหนแล้ว

ใช่ พวกเราให้ค่ากับการค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบทำ และทำมันได้ดี จนรู้ว่าเราจะได้ดีจากมัน

เราถามซอฟว่า อะไรทำให้เธอกล้าเดิมพันกับการตัดสินใจครั้งนี้ แม้จะรู้ดีว่าจะต้องเจอสายตาไม่เข้าใจของคนรอบตัว

“ในวันที่บอกพ่อว่าจะขอย้ายไปเรียนนิเทศศาสตร์ ไม่เพียงอนุญาต พ่อยังบอกว่ารู้มาตั้งนานแล้วว่าเราทำอะไรได้ดี เพียงรอให้เรายอมพูดออกมาเท่านั้น เมื่อคนที่รักมากที่สุดยอมรับและเคารพการตัดสินใจ สิ่งที่ทำได้ก็มีแค่ทำอย่างเต็มที่และไปให้สุดทาง เราเองก็อยากเรียนรู้งานในสายงานนี้ เท่าๆ กับที่อยากมีเวลาทุ่มเทให้กับสิ่งที่สร้างมากับมือ” ซอฟเล่า

Episode 3

ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุและผลของมัน

เดิมที เราตั้งใจจะไม่พูดถึงคำว่าแพสชันมากเกินไปจนคุณรู้สึกหมั่นไส้ แต่เรื่องของซอฟบอกเราว่าแพสชันพาเราไปต่อจุดจนเจอสิ่งที่เกินขีดความสามารถของตัวเองแค่ไหน

“สำหรับคนอื่นๆ ชีวิตเขาอาจจะเรียงลำดับ A B C ขณะที่ของเราเป็น A C B ถ้าเราเข้านิเทศฯ ตั้งแต่แรก เราอาจจะไม่ได้มีแรงจูงใจหรือแบ่งเวลามาทำจนเป็นเว็บขนาดนี้ก็ได้ เราอาจจะลุยกิจกรรมจริงจังไปเลยก็ได้ เราแค่รู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุและผลของมัน”

KORSERIES, คอซีรีส์ KORSERIES, คอซีรีส์

Episode 4

ที่มาของชื่อ ‘ซอฟแวร์’

“ซอฟแวร์เป็นชื่อที่พ่อตั้งให้ตั้งแต่เกิด เพราะคุณพ่อเป็นโปรแกรมเมอร์ แต่เราไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับการทำเว็บไซต์ใดๆ เลย เราใช้เวลาช่วงที่หยุดพักจากการเรียนต่อเพื่อเตรียมตัวสอบเข้านิเทศ ทุกอย่างเป็นการเริ่มเรียนรู้ใหม่หมด ลองผิดลองถูก ตั้งแต่ซื้อพื้นที่เซอร์เวอร์ ปัญหาเว็บล่มเพราะคนจำนวนมากเข้าเว็บพร้อมกัน มีอะไรหลายอย่างที่ได้เรียนรู้”

นอกไปจากความรู้เชิงเทคนิค ซอฟบอกว่า KORSERIES ทำให้เธอค้นพบแพสชันการถ่ายทอดเรื่องราว

Episode 5

ผู้อ่านที่รัก

ท่ามกลางเว็บไซต์ที่รายข่าวสารวงการเกาหลีที่มีอยู่มากมาย

ความตั้งใจของซอฟ เธอไม่ได้ต้องการเป็นแค่คนแปลข่าวจากสำนักข่าวเกาหลี แต่อยากเล่าเรื่องราวชวนรู้ที่อยู่เหนือไปจากข่าวนั้นๆ “เราคิดถึงหน้าคนที่เข้ามาอ่านเสมอ อยากให้ผู้อ่านเข้าใจและตามเนื้อหาทันแม้พวกเราจะไม่เคยรู้เรื่องราวมาก่อน เช่น ใต้บทความที่เล่าข่าวนักแสดงคนนั้นจะมีรายละเอียดเบื้องหลังหรือเส้นทางความเป็นมาเพื่อให้คนอ่านตามทัน”

Episode 6

ยืดหยุ่น

ซอฟเล่าว่า กระบวนการทำงานสร้างสรรค์ซีรีส์เกาหลีมียุคใหม่นี้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

จากเดิมที่นิยมถ่ายทำไปพร้อมๆ กับออกอากาศ แต่กระแสจากเรื่อง Descendants of the Sun ทำให้ผู้ผลิตเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการถ่ายทำให้เสร็จเรียบร้อยก่อน ซึ่งไม่เพียงส่งผลดีต่อการถ่ายทำที่ไม่เร่งรัดแข่งกับเวลามากเกิน ยังทำให้ทีมงานมีเวลาพิถีพิถันกับการตัดต่อเรื่องราว แต่มีข้อเสียก็คือ หากกระแสตอบรับเกี่ยวกับละครไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ ทีมงานก็อาจจะกลับไปถ่ายทำใหม่ไม่ทัน

ขณะที่รูปแบบการทำงานแบบเดิม หากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างถ่ายทำก็จะส่งผลต่อเรื่องราวทั้งหมด แต่ข้อดีคือปรับบทให้ทันกับกระแสตอบรับของผู้ชมได้

KORSERIES, คอซีรีส์ KORSERIES, คอซีรีส์

Episode 7

วิธีเติมอรรถรส

“การติดตามเรื่องราวของซีรีส์ไปพร้อมๆ กับรู้เรื่องราวเบื้องหลังการสร้างละคร เพิ่มอรรสรสในการรับชมซีรีส์เกาหลีมากแค่ไหน” เราถาม

“แน่นอนว่าทั้งอินตามและคาดหวัง เราติดตามตั้งแต่สถานีโทรทัศน์ประกาศพล็อตเรื่องออกมา ลองเดาว่าใครน่าจะเหมาะสมกับบทบาทนั้น แต่ก็คงเดาไม่ถูกหรอกเพราะวงการเขาใหญ่มากๆ จนกระทั้งวันที่ประกาศนักแสดง เราก็จะพอจับทางได้ว่าเรื่องจะปังแค่ไหน ผู้กำกับและคนเขียนบทเคยทำหนังหรือละครแนวไหนหรือเรื่องอะไรมาก่อน จนถึงวันที่ออกอากาศก็รู้สึกว่านี่แหละลายเซ็นของเขา” ซอฟรีบตอบ

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเสมอไป ซอฟบอกว่าปีที่ผ่านมามีซีรีส์จำนวนไม่น้อยที่ไม่สนุกอย่างที่คิด แต่นั่นก็ทำให้เธอรู้สึกมีปฏิสัมพันธ์กับซีรีส์เรื่องนั้น ไม่ใช่แค่ดูแล้วจบไป

Episode 8

คำแนะนำสำหรับผู้มีเวลาจำกัด

“เราไม่อยากแนะนำให้ใครเลือกดูจากหน้าปกหนัง” ซอฟรีบบอก

รายชื่อนักแสดงและพล็อตเรื่องอาจจะสำคัญ แต่หากอยากลองเปิดใจดูละครน้ำดีเราและซอฟขอแนะนำให้คุณเลือกเสียเวลาจากสถานีโทรทัศน์ที่อำนวยการสร้าง โดยเฉพาะ TvN ที่มาแรงแซงทุกโค้ง วัดจากเรตติ้งและกระแสสังคมที่พูดถึงในทางที่ดี

“ขณะที่ช่องสถานียักษ์ใหญ่อย่าง SBS MBC KBS มีการดูแลเข้มงวด มีกรอบมากไป ช่องเคเบิลอย่าง TvN นั้นเปิดกว้างและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จากการตั้งโจทย์ว่าทำเรื่องอย่างไรให้น่าสนใจ ก่อนจะติดต่อนักแสดงที่เหมาะกับบทบาทนั้นจริงๆ ไม่ใช่นักแสดงที่กำลังโด่งดังเป็นกระแส เราจึงจะเห็นการกลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งของนักแสดงชื่อดังในปัจจุบัน ตัวอย่างซีรีส์ตระกูล Reply มันเต็มไปด้วยความละมุนแม้จะไม่ได้อยู่วัยเดียวกันหรือเกิดทันเรื่องราวในยุคนั้น แต่เราก็ผูกพันกับตัวทุกละครไม่ใช่แค่พระเอกนางเอก ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในซีรีส์เกาหลีเรื่องอื่นๆ” ซอฟเล่าด้วยตาเป็นประกาย

Episode 9

เวลาเปิดทำการ 00:00 – 03:00

ซอฟใช้เวลาช่วงเที่ยงคืนถึงตี 3 ของทุกวันดูซีรีส์เกาหลี

KORSERIES, คอซีรีส์ KORSERIES, คอซีรีส์

Episode 10

Soft Power

หลังจากแดจังกึมทำให้คนทั้งโลกอยากกินกิมจิ มาสู่การที่วง BTS ขึ้นปก TIME เดินสายร่วมรายการวาไรตี้ดังๆ ทั่วอเมริกา และการที่ Blackpink และ Hyukoh ได้รับเชิญให้แสดงในงานเทศกาลดนตรี Coachella ช่างสวนทางกระแสที่ใครต่อใครบอกว่าวงการบันเทิงเกาหลีเข้าสู่ขาลง

เราคงไปห้ามความคิดใครไม่ได้ เช่นเดียวกับซอฟที่มองว่าวัฒนธรรมเกาหลีไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป “เกาหลีไม่ได้มีแค่อปป้าบ้าผู้ชาย แต่มีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม หรือแม้แต่กระบวนการทำงานอย่างมืออาชีพ กว่าจะเป็นละครสักเรื่องหนึ่งผ่านขั้นตอนและการทำงานอย่างหนักมากมาย”

Episode 11

ไอดอลนักแสดงและการได้รับการยอมรับ

“อะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในวงการซีรีส์ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา” เราถาม

“คนหันไปสนใจไอดอลกันมากขึ้น ดังนั้น เพื่อดึงให้คนกลับมาดูละคร และดึงดูดผู้ชมกลุ่มใหม่ๆ เราจะเห็นนักร้องไอดอลมาแสดงละครกันมาขึ้น ซึ่งมาจากการเปลี่ยนแผนงานของผู้จัดและสถานีโทรทัศน์” ซอฟเล่าข้อสังเกต ซึ่งมองเผินๆ เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะเพิ่มโอกาสและชื่อเสียงให้ไอดอลคนนั้น แต่เธอกลับบอกว่า น้อยคนจะรู้ว่าการมารับงานแสดงของเหล่าไอดอลทำให้เขาและเธอต้องเจอความท้าทายและแรงกดดันจากเพื่อนร่วมวงการและชาวเน็ตมากแค่ไหน

“เมื่อไอดอลผู้มีฐานแฟนคลับที่รักและคอยสนับสนุนผลงาน อยู่ๆ ก็ได้รับบทบาทสำคัญ ในเกาหลีเขามองว่าเป็นการข้ามหน้าข้ามตานักแสดงทั่วไปที่ใช้ความสามารถค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมา แต่นั่นก็คุ้มหากไอดอลคนนั้นได้รับการยอมรับในฐานะ ‘ไอดอลนักแสดง’ เช่น อิมชีวาน วง ZE:A และโดคยองซู วง EXO” ซอฟยิ้ม และทันทีที่เอ่ยชื่อนักแสดงหนุ่มทั้งสอง เราทั้งคู่ก็เผลอนอกเรื่องออกทะเลไปไกล

Episode 12

การปรับตัวของซีรีส์เกาหลีในช่วงหลัง

นอกจากเรื่องนักแสดงแล้ว การปรับตัวของซีรีส์เกาหลีในช่วงหลัง เห็นชัดเจนจากแนวของละครที่รวมเรื่องหลายๆ แนวเข้าด้วยกัน ต่างจากเมื่อก่อนที่ละครสืบสวนก็จะตื่นเต้นลุ้นระทึกอย่างเดียว ไม่มีเรื่องความรักหรือใส่ความดราม่าลงไป ส่วนหนึ่งเพื่อดึงกลุ่มคนดูที่กว้างขึ้น

ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไร เกาหลีก็ยังคงเป็นชาติที่ดูซีรีส์อย่างขมักเขม้น

“ทุกวันนี้เรายังต้องรายงานข่าวประกาศนักแสดงหรือเปิดกล้องละครอยู่เลย จะเห็นได้จาก Time Slot ที่เยอะมากจากการแบ่งย่อยวันและเวลา โดยละครที่คนไทยรู้จักเป็นเพียงละครที่อยู่ในช่วง Prime Time ยังมีละครแม่บ้านที่ฉายอีกมากมายไปตลอดทั้งวัน ซึ่งถ้าเป็นละครแม่บ้านอาจจะไม่ค่อยถูกใจคอละครบ้านเราเท่าไหร่ เพราะยืดเยื้อหรือน้ำเน่าเกินไป” ซอฟเล่า ก่อนที่เราทั้งคู่จะพากันนอกเรื่อง ชวนเม้าถึงซีรีส์เรื่อง SKY Castle ที่เพิ่งออกอากาศตอนจบไป

KORSERIES, คอซีรีส์

Episode 13

ซีรีส์เกาหลีและชาวเน็ต

วิธีการได้มาซึ่งเรื่องเล่าที่พิเศษกว่าเว็บข่าวสารซีรีส์และบันเทิงเกาหลีเจ้าอื่นของซอฟ ไม่ได้มาจากการอ่านข่าวให้มากเข้าไว้เท่านั้น แต่เธอดูไปถึงกระแสสังคมจากการแสดงความคิดเห็น เพื่อพยายามทำความเข้าใจพฤติกรรมของคนในสังคมที่มีต่อเรื่องนั้นๆ

“อย่างที่เรารู้กันว่าชาวเน็ตเกาหลีขึ้นชื่อเรื่องความโหด ทั้งจากภาษาที่ใช้ ทัศนคติที่ออกมาผ่านคำที่ใช้ บางทีเราก็สงสัยว่าเขาทำงานเครียดขนาดนั้นเลยหรอ ต่อให้นักแสดงคนนั้นแสดงดีแค่ไหน ชาวเน็ตก็จะไปขุดเรื่องเก่าเขามาพูดเสียๆ หายๆ ซึ่งเราไม่ชอบเลย” ซอฟเล่า

โชคดีที่ชาวเน็ตบ้านเราน่ารัก

Episode 14

รุนแรงหรือไม่ ทำเกินไปหรือเปล่า

ซอฟบอกว่าเธอเป็นคนคิดเยอะ กว่าจะเป็นบทความสัก 1 บทความ เธอจะอ่านทบทวนข้อเขียนของตัวเองอีกหลายรอบ ทั้งคิดภาพตามว่าหากผู้อ่านเป็นคนที่ไม่เคยรู้เรื่องราวมาก่อน อ่านบทความนี้แล้วจะเข้าใจเรื่องราวมากน้อยแค่ไหน ไปจนถึงคำที่ใช้รุนแรงเกินไปหรือกระทบถึงใครโดยไม่ตั้งใจหรือไม่

“ถึงจะเป็นการรายงานข่าว เราก็อยากให้เขาเข้ามาอ่านเพราะบทความนั้นดี การที่คนตามเราเยอะ ก็เพราะเราจริงใจกับผู้ที่ติดตามเว็บไซต์เราจริงๆ รายงานข่าวสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้อ่านคิดแยกแยะกันเองโดยไม่ใส่ความคิดส่วนตัวลงไปในข่าว โดยเฉพาะการไม่หยิบเรื่องดราม่ามาขายเพื่อหวังยอดผู้ชม” ซอฟเล่าเหตุผลที่ผู้อ่านสัมผัสได้ถึงความจริงใจเมื่อเข้ามาในเว็บไซต์ KORSERIES

Episode 15

พัฒนาการ

ซอฟเล่าว่า สิ่งที่ได้จากการเรียนนิเทศศาสตร์ช่วยให้บทความของเธอดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ “ก่อนหน้านี้เราเขียนข่าวด้วยภาษาปานกลางไม่ได้สละสวยงาม พอได้เรียนวิชาที่ทำให้ฝึกเขียนเยอะก็ทำให้เราคิดก่อนเขียนมากขึ้น เมื่อก่อนเราแค่เกริ่นเรื่องนิดๆ แล้วเข้าเรื่องเลย แต่ตอนนี้มาอ่านจะเห็นว่ามีการเท้าความ มีพัฒนาการมากขึ้น”

Episode 16

ตอนจบที่ยังไม่จบ

จากเด็กที่ติดตามซีรีส์ขนาดที่ไม่ยอมพลาดการดูคลิปงานแถลงข่าวละครเกาหลี

วันหนึ่งเธอได้อยู่ ณ ตรงนั้น ทำหน้าที่สื่อมวลชนคนหนึ่ง มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้กำกับ คนเขียนบท และทีมนักแสดง “ครั้งหนึ่งได้พบคังดงวอนซึ่งเราชอบเขามากๆ แม้จะไม่ได้โด่งดังในไทย เลยได้มีโอกาสบอกเขาว่าชอบและติดตามเขามานานแค่ไหน”

ซอฟบอกว่าเธอก็เหมือนทุกคนที่มี Dream Lists ของตัวเอง ความรู้สึกของการได้ขีดฆ่ารายการที่เกิดขึ้นจริงซึ่งเป็นผลมาจากการทำ Korseries ยิ่งทำให้เธออยากทำงานให้ดียิ่งขึ้น โดยอนาคตตั้งใจจะทำคอนเทนต์รูปแบบวิดีโอให้มากขึ้น รวมถึงอยากได้รับความไว้วางใจ เพื่อที่ติดต่อขอสัมภาษณ์นักแสดงและทีมงานคนไหนก็ทำได้เลย

“เท่าที่ได้รับโอกาสเข้าร่วมงานต่างๆ ก็เกินความคิดฝันมากแล้ว แต่เราก็ยังอยากจะพัฒนาต่อ แม้ Korseries จะเริ่มต้นจากความชอบซีรีส์เกาหลี แต่ต่อไปจะมีเนื้อหาที่หลากหลายขึ้น นั่นคือ มี KorIdol KorEvent KorMovie KorBeauty KorTravelซอฟเล่า ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการเล่าความฝันต่อไปของเธอ อย่างการทำเว็บไซต์ Korseries เวอร์ชันภาษาอังกฤษด้วย “จริงๆ ก็มีเว็บข่าวเกาหลีที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่การถ่ายทอดเรื่องราวที่ไม่เหมือนกันเราก็อยากท้าทายตัวเองดู ตอนนี้เรียนภาษาเกาหลีจริงจังขึ้น”

และโปรติดตามรอซีซันที่ 2 เร็วๆ นี้

KORSERIES, คอซีรีส์ KORSERIES, คอซีรีส์

ขอบคุณสถานที่

Studio Stinky
33 Space อาคาร B ประดิพัทธิ์ 17
www.facebook.com/stinkybkk
Tel: 094-998-6644

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load