ณ สาธารณรัฐเกาหลี ประเทศที่มีคาเฟ่และร้านกาแฟอยู่แทบทุกหัวถนน ไม่ว่าจะร้านเล็ก ร้านใหญ่ ตกแต่งสไตล์มินิมอล ลอฟต์ หรูหรา หรือสุดแล้วแต่ว่าเจ้าของกิจการจะสรรหาวิธีเพื่อนดึงดูดให้เหล่า Cafe Hopper เลือกไปเยือน ซึ่งหนึ่งในวิธีตามที่วิชาเปิดคาเฟ่ 101 สอนไว้ คือให้อาศัยพลังรีวิวจากเหล่าคนดังหรืออินฟลูเอนเซอร์ แน่นอนว่าถ้าเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ได้ตรงเป๊ะตามกลุ่มเป้าหมาย ยอดขายและปริมาณการเช็กอิน ณ ร้านของคุณก็จะเพิ่มขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ถ้าเลือกผิด ชีวิตคาเฟ่ของคุณก็อาจเปลี่ยนไป… 

นี่คือหลักสากลที่คนทำคาเฟ่ทั่วโลกทราบดี

แต่ดูเหมือนว่าปรมาจารย์ด้านการสร้างเทรนด์อย่างประเทศเกาหลีจะคิดต่าง 

เพราะตอนนี้เกิดเทรนด์ที่บรรดาผู้ประกอบการคาเฟ่รายย่อยพักการใช้เหล่าคนดังหรืออินฟลูเอนเซอร์มาโปรโมตร้านลงไปประมาณหนึ่ง (หมายความว่าก็ยังมีบางร้านเลือกใช้วิธีนี้อยู่) และหันไปให้บาริสต้า เชฟ หรือพนักงานพาร์ตไทม์ มาทำ Cafe Vlog หรือตั้งกล้องถ่ายชีวิตการทำงานด้วยตัวเอง แล้วอัปโหลดพร้อมเพิ่มคำบรรยายกระบวนการทำงาน ซึ่งแม้บางคลิปจะถ่ายทำด้วยสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว บวกกับขาตั้งขนาดพกพา ตัดต่อด้วยโปรแกรมพื้นฐาน ใส่กราฟิกประกอบนิดหน่อย แต่เชื่อไหมว่า บางคลิปมียอดผู้ชมทะลุ 3 ล้านวิว หรือบางทีก็มียอดกดติดตามช่องทะลุหลักแสน

ความนิยมของคลิป Cafe Vlog ที่ว่าก็นำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของห่วงโซ่ คือคาเฟ่ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอนั้นๆ กลายเป็นร้านฮอตฮิตแม้ไม่ได้รับการแท็กหรือเช็กอินจากคนดังท่านไหน บางทีมีผลิตภัณฑ์มาเป็นสปอนเซอร์ให้คลิปนั้นเลยก็มี แถมยังมีกรณีที่บาริสต้าหนุ่มสาวเจ้าของแชนแนลกลายเป็นคนดังเสียเองอีกด้วย

ก่อนจะเล่าความว้าวเกี่ยวกับ Cafe Vlog ไปไกลกว่านี้ ขอพักอธิบายให้น้องใหม่ที่ไม่รู้จักคำว่า Vlog สักเล็กน้อย คำนี้มีที่มาจากคำว่า Video กับ Blog เป็นช่องทางการเล่าเรื่องราวส่วนตัวผ่านคลิปวิดีโอสั้นๆ ส่วนมากเป็นการตั้งกล้องถ่ายตัวเอง จำแนกได้หลายหมวดหมู่ สำหรับ Cafe Vlog เป็นการเล่าชีวิตการทำงานในคาเฟ่ นำเสนอผ่านบาริสต้า เชฟ หรือพนักงานพาร์ตไทม์ ซึ่งกล้องจะโฟกัสผ่านการเล่าเรื่องของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ส่วนมากเป็นวิดีโอที่เน้นภาพมากกว่าเสียง เน้นมือที่ทำงานมากกว่าใบหน้า และใช้การแทรกคำบรรยายเพิ่มความชัดเจนให้กับคลิปวิดีโอแต่ละช่วง 

แล้วเหล่า Cafe Vlogger ทำอย่างไรให้การตั้งกล้องถ่ายตัวเองขณะทำงานกลายเป็นการตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล อะไรคือใจความสำคัญของการทำ Cafe Vlog ให้ประสบความสำเร็จ บทความนี้จะตอบทุกคำถามผ่าน 5 Cafe Vlog ที่เราคัดสรรมาแล้วว่าควรค่าแก่การรับชม การันตีปริมาณด้วยยอดผู้ชมแตะหลักล้าน และการันตีด้านคุณภาพด้วยความเพลิดเพลินผสมความอินที่ทำให้เราดูต่อได้เรื่อยๆ จนตอนนี้เพิ่ม To Do Lists วัย 30 ว่าอยากมีคาเฟ่เป็นของตัวเองแล้ว

จินตนาการว่าตอนนี้คุณอยู่ในคาเฟ่สไตล์เกาหลีสักที่ มีเพลงจากเพลย์ลิสต์ในร้านกาแฟคลอประกอบ 

พร้อมแล้วเริ่ม!

01 

카대남 홍준 HongJun 

เริ่มทำเมนูพื้นฐานกับพนักงานพาร์ตไทม์มือใหม่

ถ้าใครเคยติดตาม Vlog ของคนเกาหลีน่าจะคุ้นหน้าคุ้นตาเจ้าของแชนแนล 카대남 홍준 HongJun เขาคนนี้คือเฟรชชี่ที่โด่งดังจากคลิป First Day of School Vlog และ Studies with Me ที่มียอดคนดูทะลุหลักล้านภายในไม่กี่วัน ยอมรับตรงๆ ว่าเขามีแต้มต่อเป็นหน้าตาจิ้มลิ้ม และเมื่อคนดังมารับจ๊อบเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ ณ ร้านดังดีไซน์ดีอย่าง Greyt coffee ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเสริมให้แชนแนลนี้ฮอตฮิตและมีลูกค้าต่อคิวแน่นร้านอยู่ตลอด

นอกจากใช้หนุ่มผิวอมชมพูมาเป็นพนักงานพาร์ตไทม์เพิ่มความรื่นรมย์ให้กับร้านแล้ว เราว่ากิมมิกน่ารักที่เขาใส่มาเติมให้คลิปวิดีโอน่าสนใจ คือการจั่วหัวให้ทราบตั้งแต่เริ่มเลยว่า หนุ่มฮงจุนเพิ่งเคยทำงานร้านกาแฟเป็นครั้งแรก เพราะฉะนั้น เขาจะต้องฝึกฝนโดยเริ่มจากการทำเมนูพื้นฐานไปก่อน การทำแบบนี้ดีทั้งในแง่ที่ป้องกันคำครหาว่าเอาตาสีตาสาที่ไหนมาทำเครื่องดื่มให้ลูกค้า เพราะในคลิปก็โชว์ให้เห็นว่าเขาฝึกหนักและทำเสียของไปพอสมควร และความดีอีกหนึ่งเรื่องก็คือ แฟนๆ จะคอยตามลุ้น ตามเชียร์ เป็นกำลังใจให้ Cafe Vlogger ที่รักกลายเป็นมือโปรได้ในที่สุด (จากคลิปล่าสุด ฮงจุนโปรด้านเครื่องดื่มแล้ว กำลังขยับไปฝึกงานของหวานอยู่ล่ะ)

และหากคุณอยากชิมกาแฟที่ชงด้วยฝีมือฮงจุนตัวจริงเสียงจริง เรียนเชิญแวะไปที่ A to B coffee ร้านที่บาริสต้าหนุ่มหุ้นกับเพื่อนเปิดเป็นกิจการของตัวเองได้เลย

YouTube : 카대남 홍준 HongJun
02 

카페노예 jun

เล่าเบื้องหลัง การทำงานหนัก และความยากลำบากอย่างสม่ำเสมอ

카페노예 jun เป็นแชนแนลแรกที่นำเราเข้าสู่วงการนี้ แม้ว่าคนที่มารับบทเป็น Cafe Vlogger ในแชนแนลนี้จะเป็นเจ้าของร้านเอง แต่ชื่อเขากลับตั้งชื่อแชนแนลที่แปลได้ว่า cafeslave jun ด้วยความที่คาเฟ่ Good Simple เป็นร้านขนาดเล็กที่มีพนักงานประมาณ 5 คน และนอกจากคุณจุนจะมีหน้าที่บริหาร เขายังรับบทเป็นทุกอย่างให้กับคาเฟ่ของตัวเอง ทั้งชงกาแฟ อบขนม มาร์เก็ตติ้ง ทำความสะอาด ตกแต่งร้าน ไปจนถึงพนักงานส่งของ 

อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งคิดว่าแชนแนล 카페노예 jun จะหนักหนาและน่าสงสาร เพราะเขาได้ปรับ Mood and Tone ของการทำงานหนักให้เป็นความสนุกสนานและท้าทาย ผ่านคลิปวิดีโอที่ให้ความรู้สึกสบายๆ ดูแล้วเหมือนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำร้านเล็กๆ ของเขา ซึ่งข้อดีมากๆ ของการเผยให้เห็นภาพการทำงานก้นครัว ถือเป็นการโปรโมตร้านที่เวิร์กจริง เพราะนอกจากจะได้เผยภาพเบื้องหลังสู่สายตาลูกค้า ยังใช้โอกาสนี้เน้นย้ำถึงความสะอาด ความพยายาม และการใส่ใจทุกรายละเอียด ของทุกๆ เมนูก่อนเสิร์ฟได้เป็นอย่างดี 

อีกข้อดีที่ชวนให้ติดตามแชนแนลนี้ คือคุณจุนอัปโหลดคลิปวิดีโอบ่อยมาก และแต่ละคลิป เขาก็พยายามสรรหาเมนูหรือกิจวัตรใหม่ๆ มาให้ดูกันอยู่เสมอ แถมเดี๋ยวนี้ cafeslave jun ยังมีสปอนเซอร์ เช่น ลังพลาสติก น้ำดื่ม นมสด ไปจนถึงโปรเจกเตอร์พกพา ซึ่งวิธีการที่คุณจุนใช้เล่าถึงความดีงามของผู้สนับสนุนก็แนบเนียน เจ้าของคาเฟ่หรืออินฟลูเอนเซอร์มือใหม่ทั้งหลายควรจดจำและนำไปใช้ 

YouTube : 카페노예 jun 
03

BARISTAJOY 바리스타조이

สอนทักษะเหนือชั้น เพื่อแสดงว่าฉันเหนือกว่าบาริสต้าร้านไหนๆ

ไม่ว่าจะเลือกเปิด Cafe Vlog ของแชนแนลใดๆ ขึ้นมาดู สิ่งที่คุณจะได้รับชมในทันทีคือภาพเบื้องหลังการทำงานก้นครัวว่ากว่าจะมาเป็นเมนูพร้อมเสิร์ฟนั้น พนักงานในร้านต้องใช้วิธีการใดสร้างสรรค์ให้เกิดเมนูที่เพอร์เฟกต์ทั้งหน้าตาและรสชาติ และคงจะดียิ่งกว่า หากคุณแสดงเทคนิคเหนือชั้นของการทำงานผ่านคลิปวิดีโอให้ผู้ชมได้รับรู้

BARISTAJOY바리스타조이 เป็นหนึ่งในแชนแนลที่ทำคลิปวิดีโอแนวแนะนำสำหรับบาริสต้ามือใหม่ หรือใครก็ได้ที่หลงรักการทำเมนูกาแฟทุกประเภท โดยเธอคนนี้มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ Latte Art Competition from Pablo & Rusty’s 2018 จะมาอัดคลิปขณะทำงานพร้อมแทรกวิธีทำ Latte Art หรือศิลปะการแต่งหน้าฟองนมบนแก้วกาแฟตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน มีทั้งรูปทิวลิป รูปหัวใจ รูปใบไม้ Rosetta ไปจนถึงเทคนิคขั้นกว่าอย่างการทำเป็นรูปหงส์ แถมในช่วงเทศกาล คุณบาริสต้าจอยยังมีทริกวาดฟองนมใหม่ๆ มาฝากด้วย อย่างรูปกวางเรนเดียร์ตอนคริสต์มาส หรือรูปหัวใจ ดอกไม้ หน้าคน และอีกสารพัดความกุ๊กกิ๊กที่คู่ควรอยู่บนแก้วตอนวาเลนไทน์ก็มีมาฝากกันเรื่อยๆ 

https://www.youtube.com/watch?v=9FVlDk4f66Q&t=144s

สำหรับใครที่ดูคลิปแล้วเกิดความสงสัย หากทิ้งคอมเมนต์เอาไว้ ไม่นานคุณบาริสต้าก็จะมาตอบ และเธอยังไม่ลืมแนบลิงก์สำหรับให้ตามไปช้อปอุปกรณ์แบบเดียวกับที่ใช้ในคลิป ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งหมดเป็นการสนับสนุนจากแบรนด์ และข้อดีขั้นกว่าสำหรับคนรักความละเมียดละไมของเทคนิค Latte Art แต่ยังไม่พร้อมทำมันขึ้นมาด้วยตัวเอง ก็แวะเวียนไปยังคาเฟ่ของคุณบาริสต้าจอย เพื่ออุดหนุนและเติมความหวานผ่านผลงานศิลปะที่ทานได้เช่นกัน 

YouTube : BARISTAJOY바리스타조이
04

라떼파파_LATTE PAPA

ถ้าคาเฟ่ของคุณอยู่ไกล ก็ใช้ Cafe Vlog นำทางให้ลูกค้าไปหาสิ

แม้คาเฟ่ของคุณจะอยู่ไกลจากเมืองใหญ่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะ Cafe Vlog เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะพา 

พาลูกค้าให้ดั้นด้นตามหาร้านคุณจนเจอ วิธีนี้พิสูจน์แล้วว่าได้ผลโดยเจ้าของแชนแนล 라떼파파_LATTE PAPA แห่ง With Us, Travel ร้านที่เสิร์ฟทั้ง Breakfast, Brunch และเมนูอีกสารพัดเมนูเครื่องดื่ม โดยบาริสต้าพ่วงตำแหน่งคุณพ่อลูกหนึ่งเพศชาย สายพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์นามว่า ลาเต้

คลิปวิดีโอในแชนแนลนี้จะเน้นไปที่การโชว์ทักษะทำเครื่องดื่มและของหวาน ผ่านการจับภาพมุมใกล้และใช้เทคนิค ASMR เช่น เสียงเทอเมริกาโน่ร้อนลงบนนมสด เสียงน้ำแข็งก้อนที่กระทบแก้ว ไปจนถึงเสียงวิปครีมที่ค่อยๆ แทรกตัวลงบนหน้าวาฟเฟิลเคียงคู่กับสตรอว์เบอรี่สีแดงสด

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ชวนให้แชนแนลนี้มีมีคนดูคลิปแตะหลักล้านอยู่บ่อยครั้ง นั่นคือน้องลาเต้ เจ้าตูบสี่ขาที่แวะเวียนมาให้กำลังปะป๊าอยู่เสมอ ซึ่งคุณบาริสต้าเขาก็แยกส่วนทำอาหารกับส่วนที่น้องอยู่อย่างชัดเจน สบายใจเรื่องความสะอาดได้ 

With Us, Travel เป็นคาเฟ่ที่ตั้งอยู่ ณ เกาะเชจู แม้จะอยู่ไกลจากเมืองหลวงไปนิด แต่การได้เห็นบรรยากาศสบายๆ บนเกาะ ประกอบกับ Mood and Tone ของการตกแต่งร้านที่ให้ความรู้สึกสบายๆ แถมยังมีพนักงานต้อนรับกิตติมศักดิ์อย่างน้องลาเต้ด้วยแล้ว ย่อมทำให้ลูกค้าทั้งหลาย ปักหมุดเดินทางไปเยือนที่นี่ได้โดยไม่ต้องลังเล 

YouTube : 라떼파파_LATTE PAPA 
05

Zoe’s 조에

Cafe Vlog ที่เปลี่ยนบาริสต้าให้กลายเป็นคนดังในโลก YouTube

ปิดท้ายด้วย Cafe Vlog ที่มาแรงและโด่งดังแห่งยุคกับ Zoe’s 조에 บาริสต้าสาวจากร้าน Bless Roll คนนี้มีผู้ติดตามแชนแนลมากถึง 2.03 ล้านคน คลิปวิดีโอที่มีผู้เข้าชมสูงสุดของเธอมียอดสูงถึง 12 ล้านครั้ง และลามไปถึงอินสตาแกรมส่วนตัวที่มียอด Followers กว่า 111K ซึ่งทั้งหมดนี้ เริ่มต้นจากคลิปวิดีโอที่เธอตั้งกล้องถ่ายตัวเองขณะทำงานในร้านกาแฟเมื่อ ค.ศ. 2019 

คุณโซอีถือเป็นบาริสต้าคนแรกๆ ที่มาจับทางโปรโมตร้านผ่าน Cafe Vlog เรียกว่าเป็นครั้งแรกของการนำเสนอภาพหลังเคานต์เตอร์ที่ลูกค้าอยากรู้มาตลอด และสิ่งที่ดีงามเอาชนะทุกคู่แข่ง คือการขยันอัปโหลดคลิปอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับการเพิ่มคุณภาพของวิดีโอ ทั้งจากกล้อง โปรแกรมตัดต่อ แถมยังเพิ่มซับไตเติ้ลหลายภาษาให้แฟนต่างชาติเข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งเธอก็เลือกใช้จุดนี้เพื่อสื่อสารความตั้งใจ พร้อมกับแนะนำเมนูและร้านของตัวเองไปด้วย 

Zoe’s 조에 จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญของการพิสูจน์สมมติฐานที่ว่า เสียงบดเมล็ดกาแฟสำหรับอเมริกาโน่เพิ่มช็อต เสียงเครื่องทำฟองนมกำลังระอุ ภาพบาริสต้าบรรจงวาดหน้ากวางเรนเดียร์สำหรับเมนูลาเต้ร้อนช่วงสิ้นปี ไปจนถึงภาพและเสียงเครื่องคิดเงินพร้อมใบเสร็จที่เด้งดึ๋งพร้อมยื่นให้ลูกค้า ทั้งหมดนี้ส่งให้คนคนหนึ่งกลายเป็นผู้มีอิทธิพลในโลกออนไลน์ รวมถึงส่งให้คาเฟ่นั้นๆ กลายเป็นสถานที่ฮอตฮิตโดยไม่ต้องพึ่งพลังรีวิวเท่าใดนัก

ขอแค่ตั้งใจ ทำจริง และขยันหาวิธีที่ต่างออกไปอยู่เสมอก็พอ 

YouTube : Zoe’s 조에

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

* บทความเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ Petite Maman

Petite Maman มีความหมายตรงตัวว่า ‘Little Mama’ หรือคุณแม่ตัวน้อย ก่อนที่ผู้กำกับ เซลีน เซียมมา (Céline Sciamma) จะได้ฝากผลงานอันตราตรึงอย่าง Portrait of a Lady on Fire ไปเมื่อปี 2019 ไอเดียสร้างหนัง Petite Maman นั้นมีมาก่อนครับ มันว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหญิง 2 คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ช่วยกันสร้างกระท่อมเล็ก ๆ กลางป่า ก่อนที่ทั้งสองจะพบว่า คนหนึ่งเป็นแม่ และคนหนึ่งเป็นลูกของอีกคน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อยายของเด็กหญิง Nelly วัย 8 ขวบเสียชีวิต เธอและ Marion ผู้เป็นแม่กับพ่อของเธอต้องไปเคลียร์ข้าวของในบ้านที่แม่โตมา แต่แล้วหลังจากที่จู่ ๆ แม่ของเธอหายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว กลับเกิดการบิดเบือนของ Time & Space ด้วยสาเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้ Nelly ได้ย้อนเวลาไปพบกับ Marion ตอนอายุเท่ากัน เกิดเป็นสายใยของเด็กหญิง 2 คนที่กาลเวลาไม่อาจสั่นคลอนได้

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หนังเรื่องนี้กับผลงานของผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง Portrait of a Lady on Fire คล้ายกันในเรื่องการพูดถึงสายสัมพันธ์ของเพศหญิง แม้เรื่องหนึ่งจะเล่าเรื่องความรักเชิงสวาทของหญิง 2 คน ส่วนอีกเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักเชิงครอบครัว แต่หนังทั้งสองเรื่องเหมือนกันตรงที่ ‘รักโดยไม่มีเงื่อนไขและอยู่นอกกฎเกณฑ์ที่ตีกรอบ’ และความรักของเด็กหญิง Nelly และ Marion ใน Petite Maman ก็ดูจะเป็นเช่นนั้นครับ แต่เป็นกรอบเวลาสถานที่ที่ไม่ถูกตีเส้นและเขียนเองได้ด้วยสีเทียน ในขณะที่ Portrait of a Lady on Fire พูดถึงกรอบค่านิยม แนวคิด และจารีต ที่ถูกตีเส้นโดยสังคม

พอพูดแบบนี้แล้วหลายคนอาจเข้าใจว่า Céline Sciamma เป็นคนหัวขบถที่อยากท้าทายการถูกตีกรอบในอะไรบางอย่างเสมอ เมื่อดูจากทั้งสองเรื่องและผลงานที่เธอเคยเขียนบทอย่าง Tomboy แล้วก็คงต้องบอกว่า ค่อนข้างธรรมชาติในการท้าทายธรรมเนียมพอสมควรครับ แต่เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่าเป็น ‘ความปรารถนาภายใน’ อันไม่พึ่งพิงและไม่อ้างอิงต่อกรอบใด ๆ มากกว่า 

นี่คือข้อสรุปจากการสังเกตว่าตัวละครในหนังของผู้กำกับคนนี้ ไม่ได้เป็นตัวละครที่ต้องการเอาชนะหรือโค่นล้มระบบ เป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องการใช้ชีวิตด้วยสัญชาตญาณและเชื่อในความรู้สึกตัวเอง เท่านั้นเองครับ

ทำให้เดาว่านี่แหละมั้งครับ ที่ทำให้ผมถึงแม้จะเป็นมนุษย์เพศชาย แต่ด้วยการนำเสนอความต้องการของตัวละครที่แค่อยากเป็น ‘คนธรรมดาที่มีความสุข’ ผ่านการเรียงร้อยด้วยการเล่าเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป การถ่ายทอดด้วยการเขียนและกำกับที่กำลังดี ไม่ขาด ไม่เกิน ผ่านไดอะล็อกและฉากที่เรียบง่าย และการให้ความสำคัญกับการแคสต์นักแสดง ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครที่เป็นแม่กับลูกสาวคู่นี้ได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมีชีวิตอยู่ และการที่มันถูกสะบั้นลงด้วยความตาย ซึ่งเราทุกคนต่างก็ต้องเผชิญด้วยแล้ว

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หลังจากดูจบไปส่องหาข้อมูลมา พบว่ามีการระบุว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่า-แฟนตาซี แต่ผมกลับมองว่า มันเป็นหนังไซไฟที่ใช้เรื่องกาลเวลาและสถานที่มาบอกเล่าประเด็นความสัมพันธ์ของสองแม่ลูก ราวกับต้องการจะบ่งบอกว่าสิ่งนี้อยู่เหนือกาลเวลาและเงื่อนไข หรือเป็นประโยคที่เราเคยได้ยินกันมานักต่อนักแล้วอย่าง ‘รักเหนือกาลเวลา’ ด้วยฟิลเตอร์หน้าเลนส์ที่เป็นเด็กหญิงสุดน่ารัก 2 คน น่ารักเสียจนดูไปเผลอยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนหนังจะเกี่ยวกับอดีตของอีกคนและอนาคตของอีกคน แต่ที่จริงแล้ว ทั้งหมดคือปัจจุบันที่ส่งผลถึงกันและกัน เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง โมเมนต์หนึ่งที่ได้เผชิญ

ก่อนที่อีกไม่ช้ามันก็จะผ่านไป

Petite Maman จึงเป็นการบอกเล่ากรณีที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ทั้งสายสัมพันธ์ 2 ทาง หรือ ‘ความสัมพันธ์ประเภทแม่-ลูก’ โดยจับทั้งคู่มาอยู่ในสถานะที่เท่ากัน เหลือแต่ความรู้สึกที่มีให้กันแบบบริสุทธิ์แบบที่เด็ก ๆ มีให้กัน กับความสัมพันธ์ 3 ทาง คือ ‘แม่-ลูก-ยาย’ ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน และยายผู้ล่วงลับที่ยังมีชีวิตอยู่ (ในขณะนั้นมีสถานะเป็นแม่) โดยพูดถึงการกอบโกยช่วงเวลาที่มี เพื่อคิด เพื่อทำ เพื่อรู้สึก ก่อนจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้อีก เพื่อให้ช่วงเวลาที่กำลังจะกลายเป็นอดีตนี้ เป็นช่วงเวลาที่มีค่า มีความหมาย และไม่ได้เป็นช่วงเวลาปัจจุบันของทั้งคู่ที่แค่ผ่านมาและผ่านไป

ซึ่งนั่นทำให้ความสงสัยในเงื่อนไขของการมาเจอกันอันผิดธรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่ถูกรองไว้ด้านล่างและจางหายไปโดยปริยาย เพราะหนังค่อนข้างชัดเจนมาก ๆ ครับว่า ต้องการให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

แม้หนังจะยาวเพียง 1 ชั่วโมง 12 นาที แบบที่เรียกได้ว่าสั้นกว่าซีรีส์บางเรื่องในสมัยนี้เสียอีก แต่ก็ใช้เวลาได้คุ้มค่าและสื่อเนื้อหาสำคัญอย่างครบถ้วนแบบไม่อืดไม่ยืด หรือจริง ๆ คงต้องพูดว่า Run Time เท่านี้ของหนัง หมายความว่า ผู้กำกับรู้ว่าตัวเองต้องการจะเล่าอะไร เมื่อเนื้อหามีเท่านี้ ใช้เวลาเท่านี้ก็พูดได้ครบแล้ว Petite Maman จึงเป็นหนังที่กินแล้วอิ่มท้องแบบกำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่จุกหรือไม่รู้สึกหิวจนต้องหาขนมขบเคี้ยวมาเสริมพื้นที่ว่างของกระเพาะอีก

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าประทับใจคือความน่ารักของสองฝาแฝด Identical Twins คือน้อง Joséphine Sanz ที่รับบทเป็น Nelly และ Gabrielle Sanz ที่รับบทเป็น Marion ทั้งสองคนเลือกมาจากการที่ Céline Sciamma ตั้งโจทย์ไว้อย่างหนักแน่นว่า ทั้งสองตัวละครต้องรับบทโดยนักแสดงที่เป็นพี่น้องกันเท่านั้น เพราะสายใยพี่น้องจากนอกจอหรือชีวิตจริง หรือเคมีของผู้ข้องเกี่ยวกันทางสายเลือดของเด็กหญิงทั้งสอง จะแปรเปลี่ยนมาเป็นเคมีแม่ลูกที่น่าเชื่อถือบนหน้าจอได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

นอกจากนี้แล้ว ความน่าสนใจที่สุดของ Petite Maman คือการที่เรามองหนังได้ 2 แบบครับ

แบบแรกคือมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็น คือเด็กหญิง Nelly หลุดเข้าไปในป่า เจอแม่ตัวเอง และเกิดเป็นสายสัมพันธ์แม่-ลูก ที่กลายเป็นเพื่อนกัน โดยมีรายละเอียดที่ผมอยากให้ผู้อ่านไปสัมผัสความอบอุ่นหัวใจกันเอง แต่อีกแบบคือแบบที่ผมมองว่าน่าสนใจไปอีกทาง นั่นคือมองแบบสัญลักษณ์ ว่าทั้งหมดเป็นการเดินทางภายในจิตใจ เป็นการ Revisit Good Old Memories และที่เราเห็นคือภาพจำลองสายสัมพันธ์ของการที่ ‘แม่ลูกเปิดอกคุยกันถึงอดีต สนิทกันมากขึ้น หลังความตายของยาย’ เท่านั้นเอง

หากมองแบบที่ 2 จะกลายเป็นว่า การที่สองแม่ลูกเดินทางไประลึกความหลังในบ้านที่ Marion (แม่) เติบโตมา คือการที่แม่เริ่มเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวัยเด็กของเธอ จากการนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้กับแม่ตัวเอง (ยาย) และเล่าให้ลูกฟัง จนก่อร่างสร้างตัวในหัวของเด็กน้อยอย่างชัดเจนว่า ที่บ้านแม่ตรงนี้เป็นแบบนี้ ยายตอนยังมีชีวิตอยู่เป็นแบบนี้ สมุดการบ้านแม่เป็นแบบนี้ และกลายเป็นว่าคนแม่ไม่เคยจากไปไหนเลยตลอดทั้งเรื่อง เพียงแต่พอเล่าย้อนกลับไป เธอเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กตอนวัยเท่า Nelly (คนลูก) อีกครั้ง

ทั้งหมดนี้จะทำให้สำหรับ Marion แล้ว ตัวละครพ่อที่ไปด้วยและพบเจอ Nelly คือการวาดภาพสามีและลูกในอนาคตของ Marion เอง ว่าอยากมีลูกตอนอายุเท่านี้ สามีหน้าตาประมาณนี้ และได้ลูกสาววัยเท่านี้ ในขณะเดียวกัน ฝั่งของ Nelly มีการเปิดอกนำไปสู่การสนิทกันมากขึ้นของสองแม่ลูก จนทั้งคู่สนิทกันเหมือน ‘เพื่อน’

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

สิ่งที่ทำให้คิดเช่นนั้น เพราะในเรื่องจะมีฉากหนึ่งที่ Marion บอก Nelly ว่า “หากต้องการเห็นอะไรในความมืด ปิดไฟ จากนั้นรอสายตาปรับตัวก่อน เราจึงจะเห็นเสือดำที่ปลายเตียง” อาจฟังดูย้อนแย้งที่มืดแล้วเห็น แต่เพราะความมืดช่วงแรกมีแต่ความมืดที่มืดสนิท แต่พอสายตาปรับตัว แม้ยังมืดอยู่ เราก็จะสามารถ ‘จินตนาการ’ และคิดเป็นตุเป็นตะได้มากขึ้น การสูญเสียยายเองก็คงไม่ต่างอะไรกับการเผชิญกับความมืด และสายตาที่ค่อย ๆ ปรับตัวได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อมองแบบนี้แล้ว อาจตอบคำถามได้ว่า ทำไมแทนที่จะเป็น ‘ไซไฟ’ หนังกลับถูกระบุว่าเป็น ‘แฟนตาซี’ ที่บ่อยครั้งมักจะเป็นคำนิยามหนังที่เกี่ยวกับจินตนาการ สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องตีความเป็นการเดินทางภายในหัวของเด็กคนหนึ่ง โดยสะท้อนถึงความคิด ความตั้งใจ ความกลัว และความปรารถนาเบื้องลึก อย่างหนังเรื่อง Bridge to Terabithia (2007) หรือ Where the Wild Things Are (2009)

การมองว่าเป็นหนังแฟนตาซี จินตนาการยังชวนคิดเชิงสัญลักษณ์ในรูปแบบนี้ได้เช่นกันครับว่า บ้านหลังนั้นคือบ้านจริง ๆ ที่ไปขนของ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในป่ากับบ้านในช่วงเวลาอดีต คือสัญลักษณ์ของความจริงและความทรงจำตามลำดับ โดยมีสถานที่ตรงกลางคือกระท่อมกลางป่าที่เด็กหญิงทั้งสองช่วยกันสร้างขึ้นให้เป็นเรื่องราว ที่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักจนสนิทสนมกันมากขึ้น หรือมองว่ากระท่อมคือบ้านขนาดเล็ก ที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ของเด็กก็ได้เหมือนกัน

เมื่อมีผู้จากไป การเคลียร์ข้าวของคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ว่า เราต้องใช้แรงและเวลาขนาดไหนในการทำสิ่งนี้ แต่มันคือเรื่องที่ว่าในระหว่างทาง ข้าวของพวกนั้นมีความหมายแค่ไหนและทำให้เราระลึกถึงอดีตได้มากน้อยเพียงใด การกลับไปหาสิ่งเหล่านี้อีกครั้งและการจัดบ้าน กระตุ้นให้เรานึกถึงและพูดถึงว่า กาลเวลากับตัวเราที่ไหลผ่านรอบ ๆ มันไม่ต่างอะไรกับการย้อนอดีตด้วยจิตใจ ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Mental Time Travel’

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมองหนังเป็นแบบไหน ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ให้คุณค่าแบบ Double Cheese Burger ครับ คือกัดไป 1 คำ ได้กินเนื้อและชีสทั้งสองชั้นพร้อมกัน (น่าจะมีคนคิดว่าผมเป็นสายหิวแน่ ๆ เพราะเปรียบเทียบด้วยการกินตั้ง 2 ครั้ง แต่แบบนี้จะเห็นภาพที่สุด) โดยเบอร์เกอร์มีชื่อเมนูว่า ‘Petite Maman’ ที่รังสรรค์โดย Céline Sciamma เชฟเมืองน้ำหอม และมีความอร่อยที่ Juicy กำลังดีด้วยเนื้อ ผักและซอสที่มีชื่อว่า ‘บท ไดอะล็อก และการกำกับ’ และเมื่อนำชื่อเมนูมาแปลและแยกเป็น 2 คำ จะได้เป็น Little หรือ เจ้าหนู Nelly กับ Mama หรือเจ้าหนู Marionดูจบแล้ว เป็น 1 ชั่วโมงกว่าที่ทำให้อมยิ้มและอิ่มเอมมาก ๆ ครับ สำหรับผมแล้ว Petite Maman ไม่ใช่หนังดราม่าเลย แต่คือหนัง Coming of Age ของคำว่าแม่-ลูก ที่ต้องเติบโตขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อจะมูฟออนและใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load