ณ สาธารณรัฐเกาหลี ประเทศที่มีคาเฟ่และร้านกาแฟอยู่แทบทุกหัวถนน ไม่ว่าจะร้านเล็ก ร้านใหญ่ ตกแต่งสไตล์มินิมอล ลอฟต์ หรูหรา หรือสุดแล้วแต่ว่าเจ้าของกิจการจะสรรหาวิธีเพื่อนดึงดูดให้เหล่า Cafe Hopper เลือกไปเยือน ซึ่งหนึ่งในวิธีตามที่วิชาเปิดคาเฟ่ 101 สอนไว้ คือให้อาศัยพลังรีวิวจากเหล่าคนดังหรืออินฟลูเอนเซอร์ แน่นอนว่าถ้าเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ได้ตรงเป๊ะตามกลุ่มเป้าหมาย ยอดขายและปริมาณการเช็กอิน ณ ร้านของคุณก็จะเพิ่มขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ถ้าเลือกผิด ชีวิตคาเฟ่ของคุณก็อาจเปลี่ยนไป… 

นี่คือหลักสากลที่คนทำคาเฟ่ทั่วโลกทราบดี

แต่ดูเหมือนว่าปรมาจารย์ด้านการสร้างเทรนด์อย่างประเทศเกาหลีจะคิดต่าง 

เพราะตอนนี้เกิดเทรนด์ที่บรรดาผู้ประกอบการคาเฟ่รายย่อยพักการใช้เหล่าคนดังหรืออินฟลูเอนเซอร์มาโปรโมตร้านลงไปประมาณหนึ่ง (หมายความว่าก็ยังมีบางร้านเลือกใช้วิธีนี้อยู่) และหันไปให้บาริสต้า เชฟ หรือพนักงานพาร์ตไทม์ มาทำ Cafe Vlog หรือตั้งกล้องถ่ายชีวิตการทำงานด้วยตัวเอง แล้วอัปโหลดพร้อมเพิ่มคำบรรยายกระบวนการทำงาน ซึ่งแม้บางคลิปจะถ่ายทำด้วยสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว บวกกับขาตั้งขนาดพกพา ตัดต่อด้วยโปรแกรมพื้นฐาน ใส่กราฟิกประกอบนิดหน่อย แต่เชื่อไหมว่า บางคลิปมียอดผู้ชมทะลุ 3 ล้านวิว หรือบางทีก็มียอดกดติดตามช่องทะลุหลักแสน

ความนิยมของคลิป Cafe Vlog ที่ว่าก็นำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของห่วงโซ่ คือคาเฟ่ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอนั้นๆ กลายเป็นร้านฮอตฮิตแม้ไม่ได้รับการแท็กหรือเช็กอินจากคนดังท่านไหน บางทีมีผลิตภัณฑ์มาเป็นสปอนเซอร์ให้คลิปนั้นเลยก็มี แถมยังมีกรณีที่บาริสต้าหนุ่มสาวเจ้าของแชนแนลกลายเป็นคนดังเสียเองอีกด้วย

ก่อนจะเล่าความว้าวเกี่ยวกับ Cafe Vlog ไปไกลกว่านี้ ขอพักอธิบายให้น้องใหม่ที่ไม่รู้จักคำว่า Vlog สักเล็กน้อย คำนี้มีที่มาจากคำว่า Video กับ Blog เป็นช่องทางการเล่าเรื่องราวส่วนตัวผ่านคลิปวิดีโอสั้นๆ ส่วนมากเป็นการตั้งกล้องถ่ายตัวเอง จำแนกได้หลายหมวดหมู่ สำหรับ Cafe Vlog เป็นการเล่าชีวิตการทำงานในคาเฟ่ นำเสนอผ่านบาริสต้า เชฟ หรือพนักงานพาร์ตไทม์ ซึ่งกล้องจะโฟกัสผ่านการเล่าเรื่องของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ส่วนมากเป็นวิดีโอที่เน้นภาพมากกว่าเสียง เน้นมือที่ทำงานมากกว่าใบหน้า และใช้การแทรกคำบรรยายเพิ่มความชัดเจนให้กับคลิปวิดีโอแต่ละช่วง 

แล้วเหล่า Cafe Vlogger ทำอย่างไรให้การตั้งกล้องถ่ายตัวเองขณะทำงานกลายเป็นการตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล อะไรคือใจความสำคัญของการทำ Cafe Vlog ให้ประสบความสำเร็จ บทความนี้จะตอบทุกคำถามผ่าน 5 Cafe Vlog ที่เราคัดสรรมาแล้วว่าควรค่าแก่การรับชม การันตีปริมาณด้วยยอดผู้ชมแตะหลักล้าน และการันตีด้านคุณภาพด้วยความเพลิดเพลินผสมความอินที่ทำให้เราดูต่อได้เรื่อยๆ จนตอนนี้เพิ่ม To Do Lists วัย 30 ว่าอยากมีคาเฟ่เป็นของตัวเองแล้ว

จินตนาการว่าตอนนี้คุณอยู่ในคาเฟ่สไตล์เกาหลีสักที่ มีเพลงจากเพลย์ลิสต์ในร้านกาแฟคลอประกอบ 

พร้อมแล้วเริ่ม!

01 

카대남 홍준 HongJun 

เริ่มทำเมนูพื้นฐานกับพนักงานพาร์ตไทม์มือใหม่

ถ้าใครเคยติดตาม Vlog ของคนเกาหลีน่าจะคุ้นหน้าคุ้นตาเจ้าของแชนแนล 카대남 홍준 HongJun เขาคนนี้คือเฟรชชี่ที่โด่งดังจากคลิป First Day of School Vlog และ Studies with Me ที่มียอดคนดูทะลุหลักล้านภายในไม่กี่วัน ยอมรับตรงๆ ว่าเขามีแต้มต่อเป็นหน้าตาจิ้มลิ้ม และเมื่อคนดังมารับจ๊อบเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ ณ ร้านดังดีไซน์ดีอย่าง Greyt coffee ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเสริมให้แชนแนลนี้ฮอตฮิตและมีลูกค้าต่อคิวแน่นร้านอยู่ตลอด

นอกจากใช้หนุ่มผิวอมชมพูมาเป็นพนักงานพาร์ตไทม์เพิ่มความรื่นรมย์ให้กับร้านแล้ว เราว่ากิมมิกน่ารักที่เขาใส่มาเติมให้คลิปวิดีโอน่าสนใจ คือการจั่วหัวให้ทราบตั้งแต่เริ่มเลยว่า หนุ่มฮงจุนเพิ่งเคยทำงานร้านกาแฟเป็นครั้งแรก เพราะฉะนั้น เขาจะต้องฝึกฝนโดยเริ่มจากการทำเมนูพื้นฐานไปก่อน การทำแบบนี้ดีทั้งในแง่ที่ป้องกันคำครหาว่าเอาตาสีตาสาที่ไหนมาทำเครื่องดื่มให้ลูกค้า เพราะในคลิปก็โชว์ให้เห็นว่าเขาฝึกหนักและทำเสียของไปพอสมควร และความดีอีกหนึ่งเรื่องก็คือ แฟนๆ จะคอยตามลุ้น ตามเชียร์ เป็นกำลังใจให้ Cafe Vlogger ที่รักกลายเป็นมือโปรได้ในที่สุด (จากคลิปล่าสุด ฮงจุนโปรด้านเครื่องดื่มแล้ว กำลังขยับไปฝึกงานของหวานอยู่ล่ะ)

และหากคุณอยากชิมกาแฟที่ชงด้วยฝีมือฮงจุนตัวจริงเสียงจริง เรียนเชิญแวะไปที่ A to B coffee ร้านที่บาริสต้าหนุ่มหุ้นกับเพื่อนเปิดเป็นกิจการของตัวเองได้เลย

YouTube : 카대남 홍준 HongJun
02 

카페노예 jun

เล่าเบื้องหลัง การทำงานหนัก และความยากลำบากอย่างสม่ำเสมอ

카페노예 jun เป็นแชนแนลแรกที่นำเราเข้าสู่วงการนี้ แม้ว่าคนที่มารับบทเป็น Cafe Vlogger ในแชนแนลนี้จะเป็นเจ้าของร้านเอง แต่ชื่อเขากลับตั้งชื่อแชนแนลที่แปลได้ว่า cafeslave jun ด้วยความที่คาเฟ่ Good Simple เป็นร้านขนาดเล็กที่มีพนักงานประมาณ 5 คน และนอกจากคุณจุนจะมีหน้าที่บริหาร เขายังรับบทเป็นทุกอย่างให้กับคาเฟ่ของตัวเอง ทั้งชงกาแฟ อบขนม มาร์เก็ตติ้ง ทำความสะอาด ตกแต่งร้าน ไปจนถึงพนักงานส่งของ 

อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งคิดว่าแชนแนล 카페노예 jun จะหนักหนาและน่าสงสาร เพราะเขาได้ปรับ Mood and Tone ของการทำงานหนักให้เป็นความสนุกสนานและท้าทาย ผ่านคลิปวิดีโอที่ให้ความรู้สึกสบายๆ ดูแล้วเหมือนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำร้านเล็กๆ ของเขา ซึ่งข้อดีมากๆ ของการเผยให้เห็นภาพการทำงานก้นครัว ถือเป็นการโปรโมตร้านที่เวิร์กจริง เพราะนอกจากจะได้เผยภาพเบื้องหลังสู่สายตาลูกค้า ยังใช้โอกาสนี้เน้นย้ำถึงความสะอาด ความพยายาม และการใส่ใจทุกรายละเอียด ของทุกๆ เมนูก่อนเสิร์ฟได้เป็นอย่างดี 

อีกข้อดีที่ชวนให้ติดตามแชนแนลนี้ คือคุณจุนอัปโหลดคลิปวิดีโอบ่อยมาก และแต่ละคลิป เขาก็พยายามสรรหาเมนูหรือกิจวัตรใหม่ๆ มาให้ดูกันอยู่เสมอ แถมเดี๋ยวนี้ cafeslave jun ยังมีสปอนเซอร์ เช่น ลังพลาสติก น้ำดื่ม นมสด ไปจนถึงโปรเจกเตอร์พกพา ซึ่งวิธีการที่คุณจุนใช้เล่าถึงความดีงามของผู้สนับสนุนก็แนบเนียน เจ้าของคาเฟ่หรืออินฟลูเอนเซอร์มือใหม่ทั้งหลายควรจดจำและนำไปใช้ 

YouTube : 카페노예 jun 
03

BARISTAJOY 바리스타조이

สอนทักษะเหนือชั้น เพื่อแสดงว่าฉันเหนือกว่าบาริสต้าร้านไหนๆ

ไม่ว่าจะเลือกเปิด Cafe Vlog ของแชนแนลใดๆ ขึ้นมาดู สิ่งที่คุณจะได้รับชมในทันทีคือภาพเบื้องหลังการทำงานก้นครัวว่ากว่าจะมาเป็นเมนูพร้อมเสิร์ฟนั้น พนักงานในร้านต้องใช้วิธีการใดสร้างสรรค์ให้เกิดเมนูที่เพอร์เฟกต์ทั้งหน้าตาและรสชาติ และคงจะดียิ่งกว่า หากคุณแสดงเทคนิคเหนือชั้นของการทำงานผ่านคลิปวิดีโอให้ผู้ชมได้รับรู้

BARISTAJOY바리스타조이 เป็นหนึ่งในแชนแนลที่ทำคลิปวิดีโอแนวแนะนำสำหรับบาริสต้ามือใหม่ หรือใครก็ได้ที่หลงรักการทำเมนูกาแฟทุกประเภท โดยเธอคนนี้มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ Latte Art Competition from Pablo & Rusty’s 2018 จะมาอัดคลิปขณะทำงานพร้อมแทรกวิธีทำ Latte Art หรือศิลปะการแต่งหน้าฟองนมบนแก้วกาแฟตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน มีทั้งรูปทิวลิป รูปหัวใจ รูปใบไม้ Rosetta ไปจนถึงเทคนิคขั้นกว่าอย่างการทำเป็นรูปหงส์ แถมในช่วงเทศกาล คุณบาริสต้าจอยยังมีทริกวาดฟองนมใหม่ๆ มาฝากด้วย อย่างรูปกวางเรนเดียร์ตอนคริสต์มาส หรือรูปหัวใจ ดอกไม้ หน้าคน และอีกสารพัดความกุ๊กกิ๊กที่คู่ควรอยู่บนแก้วตอนวาเลนไทน์ก็มีมาฝากกันเรื่อยๆ 

https://www.youtube.com/watch?v=9FVlDk4f66Q&t=144s

สำหรับใครที่ดูคลิปแล้วเกิดความสงสัย หากทิ้งคอมเมนต์เอาไว้ ไม่นานคุณบาริสต้าก็จะมาตอบ และเธอยังไม่ลืมแนบลิงก์สำหรับให้ตามไปช้อปอุปกรณ์แบบเดียวกับที่ใช้ในคลิป ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งหมดเป็นการสนับสนุนจากแบรนด์ และข้อดีขั้นกว่าสำหรับคนรักความละเมียดละไมของเทคนิค Latte Art แต่ยังไม่พร้อมทำมันขึ้นมาด้วยตัวเอง ก็แวะเวียนไปยังคาเฟ่ของคุณบาริสต้าจอย เพื่ออุดหนุนและเติมความหวานผ่านผลงานศิลปะที่ทานได้เช่นกัน 

YouTube : BARISTAJOY바리스타조이
04

라떼파파_LATTE PAPA

ถ้าคาเฟ่ของคุณอยู่ไกล ก็ใช้ Cafe Vlog นำทางให้ลูกค้าไปหาสิ

แม้คาเฟ่ของคุณจะอยู่ไกลจากเมืองใหญ่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะ Cafe Vlog เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะพา 

พาลูกค้าให้ดั้นด้นตามหาร้านคุณจนเจอ วิธีนี้พิสูจน์แล้วว่าได้ผลโดยเจ้าของแชนแนล 라떼파파_LATTE PAPA แห่ง With Us, Travel ร้านที่เสิร์ฟทั้ง Breakfast, Brunch และเมนูอีกสารพัดเมนูเครื่องดื่ม โดยบาริสต้าพ่วงตำแหน่งคุณพ่อลูกหนึ่งเพศชาย สายพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์นามว่า ลาเต้

คลิปวิดีโอในแชนแนลนี้จะเน้นไปที่การโชว์ทักษะทำเครื่องดื่มและของหวาน ผ่านการจับภาพมุมใกล้และใช้เทคนิค ASMR เช่น เสียงเทอเมริกาโน่ร้อนลงบนนมสด เสียงน้ำแข็งก้อนที่กระทบแก้ว ไปจนถึงเสียงวิปครีมที่ค่อยๆ แทรกตัวลงบนหน้าวาฟเฟิลเคียงคู่กับสตรอว์เบอรี่สีแดงสด

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ชวนให้แชนแนลนี้มีมีคนดูคลิปแตะหลักล้านอยู่บ่อยครั้ง นั่นคือน้องลาเต้ เจ้าตูบสี่ขาที่แวะเวียนมาให้กำลังปะป๊าอยู่เสมอ ซึ่งคุณบาริสต้าเขาก็แยกส่วนทำอาหารกับส่วนที่น้องอยู่อย่างชัดเจน สบายใจเรื่องความสะอาดได้ 

With Us, Travel เป็นคาเฟ่ที่ตั้งอยู่ ณ เกาะเชจู แม้จะอยู่ไกลจากเมืองหลวงไปนิด แต่การได้เห็นบรรยากาศสบายๆ บนเกาะ ประกอบกับ Mood and Tone ของการตกแต่งร้านที่ให้ความรู้สึกสบายๆ แถมยังมีพนักงานต้อนรับกิตติมศักดิ์อย่างน้องลาเต้ด้วยแล้ว ย่อมทำให้ลูกค้าทั้งหลาย ปักหมุดเดินทางไปเยือนที่นี่ได้โดยไม่ต้องลังเล 

YouTube : 라떼파파_LATTE PAPA 
05

Zoe’s 조에

Cafe Vlog ที่เปลี่ยนบาริสต้าให้กลายเป็นคนดังในโลก YouTube

ปิดท้ายด้วย Cafe Vlog ที่มาแรงและโด่งดังแห่งยุคกับ Zoe’s 조에 บาริสต้าสาวจากร้าน Bless Roll คนนี้มีผู้ติดตามแชนแนลมากถึง 2.03 ล้านคน คลิปวิดีโอที่มีผู้เข้าชมสูงสุดของเธอมียอดสูงถึง 12 ล้านครั้ง และลามไปถึงอินสตาแกรมส่วนตัวที่มียอด Followers กว่า 111K ซึ่งทั้งหมดนี้ เริ่มต้นจากคลิปวิดีโอที่เธอตั้งกล้องถ่ายตัวเองขณะทำงานในร้านกาแฟเมื่อ ค.ศ. 2019 

คุณโซอีถือเป็นบาริสต้าคนแรกๆ ที่มาจับทางโปรโมตร้านผ่าน Cafe Vlog เรียกว่าเป็นครั้งแรกของการนำเสนอภาพหลังเคานต์เตอร์ที่ลูกค้าอยากรู้มาตลอด และสิ่งที่ดีงามเอาชนะทุกคู่แข่ง คือการขยันอัปโหลดคลิปอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับการเพิ่มคุณภาพของวิดีโอ ทั้งจากกล้อง โปรแกรมตัดต่อ แถมยังเพิ่มซับไตเติ้ลหลายภาษาให้แฟนต่างชาติเข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งเธอก็เลือกใช้จุดนี้เพื่อสื่อสารความตั้งใจ พร้อมกับแนะนำเมนูและร้านของตัวเองไปด้วย 

Zoe’s 조에 จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญของการพิสูจน์สมมติฐานที่ว่า เสียงบดเมล็ดกาแฟสำหรับอเมริกาโน่เพิ่มช็อต เสียงเครื่องทำฟองนมกำลังระอุ ภาพบาริสต้าบรรจงวาดหน้ากวางเรนเดียร์สำหรับเมนูลาเต้ร้อนช่วงสิ้นปี ไปจนถึงภาพและเสียงเครื่องคิดเงินพร้อมใบเสร็จที่เด้งดึ๋งพร้อมยื่นให้ลูกค้า ทั้งหมดนี้ส่งให้คนคนหนึ่งกลายเป็นผู้มีอิทธิพลในโลกออนไลน์ รวมถึงส่งให้คาเฟ่นั้นๆ กลายเป็นสถานที่ฮอตฮิตโดยไม่ต้องพึ่งพลังรีวิวเท่าใดนัก

ขอแค่ตั้งใจ ทำจริง และขยันหาวิธีที่ต่างออกไปอยู่เสมอก็พอ 

YouTube : Zoe’s 조에

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

**บทความเปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วน และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรุนแรง เพศ และการฆาตกรรม

อะไรที่น่ากลัวกว่ากันระหว่างปีศาจกับสิ่งแวดล้อมมีส่วนหล่อหลอมและอนุญาตให้ปีศาจเป็นปีศาจได้ตามใจชอบ

Dahmer คือมินิซีรีส์ 10 เอพิโซดที่สร้างมาจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องนามว่า Jeffrey Dahmer ที่ก่อคดีสะเทือนขวัญอเมริกันชนในช่วงปี 1978 – 1991 และเป็นที่พูดถึงจนมาถึงทุกวันนี้ โดยนอกจากวางยาสลบเหยื่อและฆาตกรรมรวม 17 ศพแล้ว สิ่งที่ทำให้ Dahmer เป็นฝันร้ายที่ยากจะลืมเลือนคือสิ่งที่เขาทำกับศพ ตั้งแต่หั่น ทำลายด้วยสารเคมี สะสม ประกอบกิจกรรมทางเพศ เจาะกะโหลก พยายามทดลองเปลี่ยนเหยื่อให้เป็นซอมบี้ ไปจนถึงนำเนื้อของเหยื่อเหล่านั้นมาปรุงสุกและนั่งกินอย่างไม่รู้สึกรู้สา 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

คดีของ Dahmer และตัวเขาได้รับการขนานนามว่า เป็นคดี ‘Milwaukee Cannibal’ หรือ ‘มนุษย์กินคนแห่งมิลวอกี้’ และสิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ Netflix ที่อยากแนะนำให้ดู ก็เพราะว่านี่ไม่ใช่แค่การนำฆาตกรมาฉายวนซ้ำ หรือทำหน้าที่พาคนดูไปใกล้ชิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญราวกับย้อนเวลาเกาะติด แต่มันคือการตั้งคำถามแนวจิตวิเคราะห์อย่างน่าสนใจว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนคนหนึ่งทำอะไรป่าเถื่อนโหดร้ายและเลือดเย็นเช่นนี้ อะไรคือสาเหตุที่เขาลงมือทำเรื่อย ๆ และตอนทำสิ่งนั้นกับหลังทำ Dahmer มีท่าทีอย่างไร โดยเล่าตั้งแต่ตัวบุคคลหรือตัวฆาตกรรายนี้ ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เขาเป็นปีศาจ ระบบสังคมที่ไม่เท่าเทียม และกระบวนการ (อ) ยุติธรรมที่เอื้อให้เป็น 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

หากนึกภาพไม่ออก Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story เปรียบได้กับมุมกลับของซีรีส์เจ้าเดียวกันที่ชื่อ Mindhunter ซีรีส์เรื่องนั้นสร้างมาจากเรื่องจริงเช่นกัน ว่าด้วยการก่อตั้งหน่วย FBI และการพยายามเก็บข้อมูล ศึกษา และทำความเข้าใจฆาตกรต่อเนื่องหลายราย หรือกล่าวได้ว่าทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการบัญญัติศัพท์ใหม่อย่าง ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ (Serial Killer) เพื่อนิยามคนที่ฆ่าคนอย่างต่อเนื่องและมีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ในขณะที่ Mindhunter อยู่ภายใต้ธีมที่ตัวละครพยายามทำความเข้าใจความหมายนี้จากการพูดคุยกับฆาตกรชื่อดัง และสืบสวนคดีโดยดำเนินเรื่องผ่านตัวละครเจ้าหน้าที่ 2 คน ซีรีส์ Dahmer เป็นการบอกเล่าเรื่องราวเดียวกันในมุมกลับผ่านสายตาของ Jeffrey Dahmer ตั้งแต่เล็กจนโต และชวนตั้งคำถามว่า สุดท้าย “อะไรทำให้เด็กชายคนหนึ่งโตมาชั่วร้ายได้ถึงเพียงนี้” 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

ก่อนจะพูดถึงความน่าดู แง่มุมน่าสนใจ และเนื้อหา ต้องบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้เป็นดรีมทีมโปรเจกต์เลยทีเดียวครับ เมื่อได้ยินว่าผู้สร้างที่ติดตามผลงานแบบไม่เคยพลาดอย่าง Ryan Murphy จาก American Horror Story (กับ Stories แบบเติม s), American Crime Story, Scream Queens และ Pose จะมาจับมือกับนักแสดงคู่บุญที่ผมเองก็เป็นแฟนคลับผลงานการแสดงเช่นกันอย่าง Evan Peters ความอยากดูย่างก้าวเข้าไปขาหนึ่งแล้ว แต่เหตุผลอีกครึ่งที่ทำให้ก้าวเข้าไปยืนเต็มตัวในเขตที่ติดป้ายว่า ‘เขตคนรอชม’ ตั้งแต่ซีรีส์ยังไม่มา คือเนื้อหาที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริง ทำให้เต็มไปด้วยความสงสัยว่าชายที่ชื่อ Evan Peters จะถ่ายทอดการแสดงในบท Jeffrey Dahmer ออกมาได้น่าทึ่งขนาดไหน และมันจะเป็นอย่างไรเมื่อบอกเล่าในมือของผู้สร้างที่ขึ้นชื่อว่าฝีมือการปรุงรสจัดจ้านอย่าง Ryan Murphy 

สำหรับ Ryan Murphy ที่แจ้งเกิดด้วยซีรีส์มิวสิคัลใส ๆ อย่าง Glee ก่อนที่จะเปลี่ยนสายมาเป็นสยองขวัญยำรวมมิตรปั่นประสาทด้วยซีรีส์ American Horror Story แม้จะมีดราม่าซีเรียสและเต็มไปด้วยความครีเอทีฟชวนอึ้งเสมอ แต่ก็ยังทีเล่นทีจริงด้วยความกวนโอ๊ย และแทรกไปด้วยความขำขันในหลาย ๆ ส่วน ต่อมาเขาได้ยกระดับด้วยการสำรวจทางเลือกและทำสิ่งใหม่ ๆ ตั้งแต่ American Crime Story ที่หยิบเอาคดีสุดโด่งดังของ O.J. Simpson กับคดีฆาตกร Gianni Versace มาบอกเล่าแบบซีเรียสชนิดที่ชวนคิ้วขมวดฉีกแนวเดิม ๆ และในเวลาต่อมาก็ได้ทำซีรีส์ชีวประวัติตัวละครนางพยาบาล Ratched พร้อม ๆ กับซีรีส์ชีวประวัติ Halston และเล่าเรื่องจริงเกี่ยวกับการทะเลาะเบาะแว้งในซีรีส Feud ตอนนี้ Ryan Murphy จึงพร้อมแล้วครับที่จะทำซีรีส์ชีวประวัติดราม่าจริงจัง เรียกได้ว่าถ้าที่ผ่านมาจัดจ้าน Dahmer คงจะเป็นความเข้มข้น

และ Dahmer คือผลงานล่าสุดของเขากับ Evan Peters ที่เติบโตมาด้วยกันและแสดงแต่บทสุดโต่งตั้งแต่ American Horror Story ซีซั่นแรกจนถึงซีซั่น 8 โดยเฉพาะซีซั่น 7 หรือ Cult ที่ Evan รับบทเป็นตัวละคร 7 ตัว ตั้งแต่เจ้าลัทธิ Kai Anderson จนถึง Andy Warhol, Marshall Applewhite, David Koresh, Jim Jones และ Charles Manson กับพระเยซู จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่นักที่เขาจะเป็นตัวเลือกนัมเบอร์วันและโอนลี่วันของ Ryan Murphy ในการมารับบทหนึ่งในฆาตกรที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

ซีรีส์ถ่ายทอดให้ได้เห็นแง่มุมของฆาตกรคนนี้ผ่านการเจาะใจอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้ใหญ่ แต่แทนที่จะเล่าตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่แบบเรียงลำดับเวลา (Chronological Order) Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story กลับเลือกที่จะเล่าเหตุการณ์แบบตัดสลับไปสลับมาจนคนดูเกิดอาการ Lost in time (line) ตั้งแต่น้อยจนถึงมาก ราวกับกำลังดู Westworld ซีซั่น 2 ซึ่งพออ้างอิงซีรีส์เรื่องนั้น ก็ทำให้ฉุกคิดขึ้นได้ว่า อันที่จริงแล้ว ไม่ว่าผู้สร้างจะตั้งใจหรือไม่ การเล่าเรื่องแบบนี้ก็สะท้อนธีมเกี่ยวกับซีรีส์ฆาตกรที่มีตัวตนจริงได้เหมือนกันครับ นั่นคือเรื่องราวในชีวิตที่ทุกขณะมีส่วนหล่อหลอมและประกอบสร้างต่อชีวิตปัจจุบันของ Jeffrey Dahmer และเช่นเดียวกัน เขาไม่ได้เพียงแค่ก่อความสยดสยองในอดีตแล้วเรื่องจบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือแผลและเรื่องเล่าที่ยังคงหลอกหลอนมาถึงปัจจุบัน ในฐานะส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์อเมริกาจนถึงปัจจุบันและต่อจากนี้

นอกจากการเล่าแบบตัดสลับอดีตปัจจุบันจะทำหน้าที่เพิ่มความน่าติดตามด้วยที่มาที่ไปก่อนจะลงเอยในฉากนั้นแล้ว อีกหนึ่งหน้าที่ของการเล่าด้วยวิธีนี้ คือการเผยให้เห็นมุมมองอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งพ่อแม่ของ Jeffrey Dahmer เพื่อนบ้าน/ป้าข้างห้องที่ชื่อ Glenda Cleveland ที่ประสบพบเจอกับสิ่งที่ Jeffrey ทำอย่างใกล้ชิด ซีรีส์แสดงให้เห็นว่า เหยื่อของเขาไม่ใช่แค่คนที่ผ่านมาแล้วต้องจากไปโดยเงื้อมมือของฆาตกรกินเนื้อคนรายนี้ แต่พวกเขาเป็นคน มีความรู้สึก มีเพื่อน มีภาระ มีความฝัน และมีครอบครัวหรือคนที่รอให้พวกเขาเหล่านั้นรับสาย กลับมาบ้านมากินข้าว หรือนอนเตียงเดียวกัน รวมไปถึงครอบครัวของเหยื่อและท่าทีหลังจากสูญเสียคนที่รักไปเพราะชายคนนี้

แม้การเล่าเรื่องจะหน่วงช้าค่อยเป็นค่อยไปไปบ้าง และอาจทำให้รู้สึกว่าใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะรู้สึกว่าเครื่องติด แต่ดูเหมือนจุดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้จะไม่ใช่การจบค้างให้อยากดูต่อ แต่เป็นการพาไปติดตามหวาดผวาเพื่อเข้าใจในเหตุผลมากกว่าติดตามเพื่อมองหาปลายทาง (ในเมื่อเรารู้ว่าเขาจะลงเอยด้วยการเป็น Dahmer คนที่ติดคุกและลงเอยด้วยการสังหารโหด 17 ศพ) เน้นการเก็บข้อมูล ปะติดปะต่อ ทำความเข้าใจอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนพอจิ๊กซอว์มาประกอบครบ ก็จะพบว่าเราทั้งเข้าใจ Jeffrey Dahmer ในขณะเดียวกันก็รู้สึกตรงกันข้ามว่า เราไม่มีทางเข้าใจเขาได้เลยเช่นเดียวกัน เหมือนที่ FBI หรือวิทยาศาสตร์และนักจิตวิทยาทำได้เพียงศึกษา ค้นคว้า สัมภาษณ์ และหาข้อสรุปเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง จนค้นพบว่าข้อสรุปที่ชัดเจนที่สุดคือ เราไม่อาจเข้าใจคนพวกนี้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือระบุได้อย่างชัดเจนว่าคนไหนจะโตมาเป็น Serial Killer หรือไม่ หรือเลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้เป็น Serial Killer

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

สิ่งที่ค้นพบจากการดูซีรีส์เรื่องนี้คือประโยคสรุปสั้น ๆ ว่า “ปีศาจทุกตนล้วนเคยเป็นเด็ก” และเช่นเดียวกับ Jeffrey Dahmer ครับ เขาเองก็เคยเป็นเด็กที่ไม่รู้ประสีประสามาก่อน Jeffrey เป็นเด็กที่ดูจะพยายามทำความเข้าใจกับความหมายและวิธีการอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างราบรื่น เพียงแต่ความราบรื่นและการได้มาซึ่งความพึงพอใจที่ทำให้เขามีชีวิตต่อไป อยู่บนน้ำตาและหยดเลือดของผู้อื่น

คำว่า ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ (Serial Killer) เป็นคำศัพท์ที่บัญญัติขึ้นพร้อม ๆ กับการก่อตั้งหน่วย FBI เพื่อนิยามการฆาตกรรมผู้อื่นที่เกิดขึ้นจากคนคนเดียว สาเหตุอาจเกิดได้จากทั้งการแสดงหาความพึงพอใจและความตื่นเต้น การระบายโทสะ เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ และการเรียกร้องความสนใจ ซึ่งเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องพวกนี้จะมีจุดร่วมกันบางอย่าง อาจเป็นเรื่องของเพศ อายุ รูปร่าง หน้าตา ส่วนสูง อวัยวะบน/ในร่างกาย นิสัยใจคอ ไปจนถึงสีผิวและชาติพันธุ์ 

แม้สาเหตุของการเป็นฆาตกรต่อเนื่องจะไม่แน่ชัด แต่ข้อสรุปเท่าที่มีกับที่พบเห็นบ่อยคือ คนเหล่านี้มักมีอาการผิดปกติทางจิต ซึ่งหากไม่ใช่ความผิดปกติของสมอง ก็เกิดจากความทรงจำที่เลวร้ายและกระทบกระเทือนจิตใจในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นขาดความอบอุ่น เห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน โตมากับการเห็นความรุนแรง ถูกทำร้ายร่างกาย และปมอื่น ๆ ที่ทั้งขาดทั้งเกิน นำไปสู่ความอยากได้อยากมีในครอบครอง ความต้องการรู้สึกบางอย่าง และความกลัวถูกปฏิเสธ แต่ก็มีบางเคสที่พบว่าฆาตกรต่อเนื่องเริ่มต้นหลังจากได้ลิ้มรสของการกระทำบางอย่างที่เกินขอบเขตที่พึงจะทำจนนำไปสู่การเสพติด และคนบางคนก็แค่เกิดมาเป็นปีศาจฆาตกรแต่กำเนิด (Natural Born Pure Evil)

ในกรณีของ Jeffrey Dahmer สิ่งที่ประกอบสร้างให้เขาเป็นเขามีองค์ประกอบหลายอย่างตามสาเหตุที่ได้กล่าวไป ในซีรีส์เรื่องนี้ เราจะได้เห็นทั้งวัยเด็กที่เขาโตมากับพ่อแม่ที่ทะเลาะกัน การขาดความอบอุ่น พ่อแม่ไม่สนใจเท่าที่ควร การถูกแม่ทิ้งในช่วงเวลาที่กำลังสับสน การได้ทดลองผ่าซากสัตว์กับพ่อจนรู้สึกติดใจ และเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาได้ใกล้ชิดพ่อ จนวันหนึ่งใครจะรู้ว่ามันนำไปสู่การทดลองกับมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ 

และมีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดที่มักจะได้ยินขึ้นมาเสมอ คือ “จะไปแล้วหรอ?” “อยู่ต่อได้มั้ย?” “ทำไมทุกคนชอบทิ้งฉัน?” นั่นก็เพราะเขาขาดความอบอุ่นและต้องการคนอยู่ข้าง ๆ เสมอ แต่สิ่งที่เขาทำคือไม่ได้หาคนรัก แต่กลับเกินเลยจนเป็นการพรากชีวิตพวกเขา แล้วเก็บประดูกไว้เพื่อให้รู้สึกว่าคนคนนั้นยังอยู่ใกล้ ๆ ไม่ไปไหน บ้างก็ทดลองให้คนเป็นซอมบี้เพื่อที่จะอยู่กับตัวเองไปตลอด และหลายครั้งเขาก็กินเหยื่อเพื่อที่จะได้รู้สึกว่าคนคนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขาแล้ว 

สิ่งเหล่านี้ดูจะบ่งชี้ว่า Jeffrey Dahmer ขาด 2 สิ่ง คือ 1) ชีวิตวัยเด็กที่สมบูรณ์พร้อม และ 2) ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ

เลยมาถึงประเด็นที่พาดหัวไว้บรรทัดแรก และเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ซีรีส์เรื่องนี้เน้นย้ำ นั่นก็คือ “อะไรชั่วร้ายกว่ากัน ระหว่างปีศาจและสังคมที่เอื้อให้ปีศาจมีตัวตนอยู่ได้” 

เหยื่อที่ Jeffrey Dahmer เลือกมักเป็นเกย์และคนผิวดำ สาเหตุที่เลือกเกย์เพราะรสนิยมทางเพศของเขาที่มีแรงดึงดูดกับเพศเดียวกัน และทั้งหมดเกิดมาจากความพิศวาสกับแรงปรารถนา ไม่ก็คำหลอกลวงว่าจะถ่ายแบบด้วยกล้องโพลารอยด์เพื่อแลกกับเงินจำนวนหนึ่ง ก่อนที่จะลงเอยด้วยการฆาตกรรม ส่วนสาเหตุที่เหลือคนผิวดำ นั่นก็เพราะว่าเขาทำได้ เพราะช่วงเวลานั้นคือช่วงเวลาที่คนผิวดำเป็นพลเมืองชั้นสอง และการเป็นเกย์ยังไม่ได้รับการยอมรับในสังคมเหมือนทุกวันนี้ เรื่องเพศวิถีกับสีผิวจึงนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งเอื้อให้ Jeffrey Dahmer ทำสิ่งที่เขาทำอยู่ได้และต่อเนื่อง 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

ดูซีรีส์เรื่องนี้แล้วจึงทำให้เห็นความจริงอันน่าสยดสยองในยุคสมัยนั้นคือ “การเป็นเกย์และคนผิวดำในยุคนั้นว่าไม่ปลอดภัย และต้องต่อสู้กับทั้งสายตา คำดูถูก และได้รับโอกาสในชีวิตที่น้อยกว่าและยากกว่า จากบรรทัดฐานและสังคม ยังไม่พอ พวกเขายังรู้สึกปลอดภัยในชีวิตน้อยลงเพราะ Jeffrey Dahmer อีก”

การได้ดูซีรีส์เรื่องนี้ เราจะสังเกตเห็นได้ชัดว่า แม้ Jeffrey Dahmer ทำสิ่งนี้ และหวังจะทำมันไปเรื่อย ๆ ก็จริง แต่เป็นเรื่อง Ironic ไม่น้อยครับที่เขาทำตัวเหมือนไม่แคร์ว่าตัวเองจะโดนจับขนาดนั้น การโกหกและปกปิดหลักฐานก็ข้าง ๆ คู ๆ ไม่หนักแน่นและไม่เคยเนียน ทำบางอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ฉลาด ไม่มีแผนซับซ้อน และคล้ายกับว่าลึก ๆ เขาก็ต้องการที่จะหยุดสิ่งนี้ หรือต้องการให้ใครสักคนมาหยุดเหมือนกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อมีคนดำโทรไปแจ้งตำรวจผิวขาว ผ่านไปเป็นเดือนตำรวจก็ยังไม่สนใจ ไม่ยอมมาดู หรือมาดูตอนที่สายไปแล้ว หรือหากมีหลักฐาน พาไปดู ก็ยังเอาผิดไม่ได้ เพียงเพราะคนก่อเหตุผิวขาวและคนแจ้งเป็นคนผิวดำ และมีเคสหนึ่งที่แย่ที่สุด คือเหยื่อหนีออกไปได้ แล้วตำรวจก็พาเหยื่อกลับมาส่งถึงที่ 

จึงกล่าวได้ว่า Jeffrey Dahmer ทำสิ่งที่ชั่วร้าย และตัวระบบสังคมอเมริกันที่เชิดชูคนผิวขาว กับเคยมีประวัติมองและปฏิบัติกับคนผิวดำในฐานะทาส อาจไม่ได้เห็นดีเห็นงาม แต่ปล่อยเลยตามเลย ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่สนใจ จนหลายชีวิตต้องถูกสังเวย นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ Jeffrey เลือกอาศัยที่ Oxford Apartment ในย่านที่คนดำอาศัยอยู่ เพราะมันเป็นสถานที่ที่เอื้ออำนวย และเขาเกิดในเซิร์ฟเวอร์อเมริกาในช่วงเวลาที่เอื้อต่อการเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ในประเทศที่ Jeffrey Dahmer ทำเรื่องนี้ได้โดยกินข้าวในร้านอาหาร ทักทายเพื่อนบ้าน เต้นในผับบาร์ และเดินถนนอย่างปกติท่ามกลางพวกเรา แบบที่ไม่มีใครแยกออกเลยว่าชายคนนี้กำลังทำเรื่องชั่วร้ายเกินจินตนาการ ซึ่งนำไปสู่อีกข้อสรุปที่ต่อเนื่องกันว่า หากสังคมมีระบบที่แข็งแรง ยุติธรรม และมีคุณภาพ เรื่องพวกนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก ๆ จนถึงไม่เกิดเลยครับ

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

สิ่งที่อยากกล่าวชมคือซีรีส์ Dahmer เป็นซีรีส์ที่ค่อนข้างถ่ายทอดรายละเอียดผ่านการกำกับ การแคสต์ เซ็ตฉาก การแต่งหน้า ทำผม บทพูด และการแสดงออกมาได้น่าเชื่อถือ ชัดเจน และตรงกับความจริง ด้วยการรีเสิร์ชที่แน่นพอและนำเสนอเรื่องราวที่ผ่านการลำดับความคิดมาอย่างดี เพื่อให้เกิดอิมแพคต่ออารมณ์และการรับรู้ 

และแม้ซีรีส์ Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story จะมาทีหลังภาพยนตร์ ซีรีส์ และสารคดีที่รวมกันได้ 10 – 20 เรื่องที่มีมาก่อนหน้า แต่การที่เรื่องนี้ทำออกมาได้เหมือนที่ผมเพิ่งบรรยายไปก็เป็นดาบสองคม และเกิดเป็นเสียงที่แตกในหมู่ผู้ชมเช่นกัน เพราะฝั่งครอบครัวเหยื่อมองว่าเรื่องนี้เป็นการฉายภาพความรุนแรงและโศกนาฏกรรมซ้ำ อีกทั้งตอกย้ำสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่จำเป็น ในขณะที่อีกฝั่งมองว่าซีรีส์ถ่ายทอดมันได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เข้าใจสิ่งที่อยู่ในหัวและสิ่งที่หล่อหลอม Jeffrey Dahmer ได้ดีที่สุดในฐานะ Case Study ที่ไม่ได้เป็นสารคดี รวมถึงมองว่าซีรีส์เรื่องนี้ไม่ใช่การย้ำเตือน แต่เป็นการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นครอบครัวและเด็ก และยังเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อแสดงความอาลัยจากผู้จากไปด้วยเงื้อมมือฆาตกรรายนี้ได้อีกด้วย

เรื่องสุดท้ายที่อยากพูดถึงและกล่าวชม คือการแสดงของ Evan Peters ที่ต้องบอกว่าไม่ผิดหวังเลยครับ เขาดูจะเตรียมตัวในการรับบทนี้มาอย่างดี และถ่ายทอดการแสดงด้วยสีหน้า แววตา น้ำเสียงได้เหมือนอย่างน่ารังเกียจ น่าโกรธแค้น แต่ก็เข้าใจได้ว่าถูกสร้างมาจากอะไร และอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Jeffrey Dahmer ลงเอยด้วยการเสียชีวิตในคุก หลังถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต 15 – 16 รอบเป็นเวลา 957 ปี (โดยประมาณ) เช่นกัน ดูจบแล้วเชื่อครับว่า งานประกาศรางวัลใดที่มีซีรีส์เรื่องนี้เข้าชิง จะต้องมี Even ที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญ ไม่ก็เป็นผู้คว้ารางวัลนักแสดงนำชายในเวทีนั้นซะเอง

“ผมดูและฟังคลิปสัมภาษณ์ของ Jeffrey Dahmer จากนั้นก็ไล่อ่านข่าวกับชีวประวัติของเขา และผมยังค้นพบคลิปเสียงที่นักจิตวิทยาสัมภาษณ์เขา หรือนักสืบถามเค้นเพื่อสืบสวนด้วยครับ ชายคนนี้พูดจาอย่างจริงใจไม่ปิดบัง และเป็นปกติ เรียบเฉยมากๆ นั่นทำให้ผมอ้าปากค้างเลยครับถึงการมีอยู่ของชายคนนี้และสิ่งที่เขาทำลงไป มันจึงสำคัญที่การแสดงของผมจะต้องเคารพต่อเหยื่อ ครอบครัวเหยื่อ และผมจะต้องบอกเล่าเรื่องราวนี้ออกมาให้สมจริงที่สุดเท่าที่เราจะทำได้” Evan Peters พูดถึงการเตรียมตัวมารับบทนี้ 

Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story คือซีรีส์เจาะในฆาตกรที่ไม่อยากให้พลาด มีให้ชมแล้วครับวันนี้ 10 อีพี ทาง Netflix 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

ข้อมูลอ้างอิง 

stylecaster.com/how-jeffrey-dahmer-caught/?fbclid=IwAR1oNh6Dx8PTWdkqOad0k4Xp4JKh-lGdKGatX4FuMVV_C-kTQR9AGjAnplc

www.psychologytoday.com/us/blog/wicked-deeds/201909/understanding-what-drives-serial-killers

www.indiewire.com/2022/09/jeffrey-dahmer-victims-families-slam-netflix-series-1234766373/

www.nme.com/news/tv/evan-peters-watched-this-jeffrey-dahmer-interview-before-playing-him-3317931

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load