เชฟก้อง-ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร เป็นทั้งเชฟและนักดนตรี นอกจากมุมของเชฟที่ทำอาหารแบบล้านนาในรูปแบบไฟน์ไดนิ่ง จนมีคนยอมบินไปชิมรสมือและฟังเรื่องเล่าของเขาถึงเชียงรายแล้ว 

อีกมุมหนึ่งที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้ คือเขาเป็นคนที่คลั่งไคล้ดนตรีและเครื่องดนตรี โดยเฉพาะเครื่องดนตรีที่ทำจากไม้ อย่างเช่นกีตาร์ หรือเครื่องดนตรีไทยอย่างขลุ่ยไม้

เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง

ความพิเศษคือเชฟก้องเป็นคนรักไม้ เข้าใจไม้ เลยอยากเก็บไม้หายากต่างๆ ไว้ในรูปแบบขลุ่ย เรื่องราวการได้ไม้หายากแต่ละชนิดมา บางชิ้นไม่ต้องตามหา แต่ได้มาด้วยความน่าประหลาดใจ บางชิ้นเป็นไม้ที่มีคุณสมบัติพิเศษจนอยากให้มันกลายเป็นขลุ่ย เพราะมีคุณสมบัติของไม้ที่ดี ประกอบกับฝีมือของช่างขลุ่ยระดับครู ที่เป็นคนแปลงไม้หายากให้เป็นขลุ่ยชนิดพิเศษ ทำให้ขลุ่ยแต่ละเลาฝังแน่นไปด้วยเรื่องราวในเนื้อไม้และมีความงดงามเฉพาะตัว 

คนรักไม้

เชฟก้องเล่าว่า เขาชอบไม้ตั้งแต่เด็กอย่างไม่มีเหตุผล ตอนเด็กเขานั่งอ่านหนังสือไม้ประเภทต่างๆ เล่น พอมาเล่นดนตรีสากลเชฟก้องเลือกเล่นเบสและกีตาร์ อุปกรณ์ที่มีส่วนประกอบของไม้ 

“ผมเป็นคนที่เข้าใจว่าถ้าเสียงไม้แบบนี้ บวกไม้แบบนี้ เสียงน่าจะออกมาประมาณนี้นะ ผมซื้อเบส ซื้อกีตาร์จากไม้ 

“เคยมีคนโพสต์ขายกีตาร์ตัวหนึ่ง ผมเห็นลายไม้แล้วผมโทรไปจองเลย ลายไม้ที่ว่าไม่ใช่สวยหรือไม่สวยนะ แต่ผมเห็นแนวของการตัดไม้ของกีตาร์ตัวนั้นว่าเขาตัดทางไหน พอเห็นว่าเขาตัดตามขวางของลายไม้ผมรีบโทรไปเลย มีเงินหรือเปล่ายังไม่รู้ แต่ทำทุกอย่างให้มันมาเป็นของผมให้ได้ (หัวเราะ)”

เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง

เขาอธิบายให้ฟังง่ายๆ ว่า วัตถุที่มีมวลหนาแน่นจะนำเสียงให้กังวานกว่าชัดเจน เช่นเหล็กย่อมดีกว่าไม้ แต่การตัดไม้ ไม้แข็งย่อมดีกว่าไม้อ่อน แล้วถ้าตัดตามลายไม้ เนื้อไม้จะอ่อนมากและหักง่าย ถ้าตัดตามแนวขวาง ไม้ชิ้นนั้นจะแกร่งและให้ความกังวานได้มากกว่า

“แต่การตัดไม้ตามลายขวาง แปลว่าไม้ชิ้นนั้นต้องชิ้นใหญ่มาก ผมเห็นคอกีตาร์ตัวนั้นแล้วชอบเลย ที่ดูคอเพราะว่าเราเล่นกีตาร์ที่คอ ไม้เนื้อแน่นดีเฉยๆ ก็ดังกว่าแน่ๆ” เชฟก้องเล่าให้เห็นภาพราวกับหั่นเนื้อสัตว์

รักดนตรี

น้อยคนรู้ว่าเชฟก้องเป็นนักดนตรี และน้อยคนที่จะรู้ว่านอกจากดนตรีสากล เชฟก้องยังหลงใหลดนตรีไทยมาตั้งแต่เด็ก

 “ก่อนเล่นดนตรีทั้งหมด ผมเล่นดนตรีไทยมาก่อน ผมตีกลองแขก ฆ้องวงกับซอ ตอนหลังก็เริ่มเล่นขลุ่ย รู้สึกผูกพันกับเครื่องดนตรีไทยมาก ตอนแรกเราก็เริ่มต้นด้วยขลุ่ยพีวีซี พอโตขึ้น ทำงาน มีเงินเราก็ซื้อขลุ่ยให้ตัวเอง” เชฟก้องเล่าว่าเขาชอบสะสมขลุ่ยพอๆ กับกีตาร์ 

เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง

ที่บ้านของเขามีห้องเก็บกีตาร์โดยเฉพาะและมีหิ้งสำหรับเก็บขลุ่ย

ใช่แล้ว ขลุ่ยเป็นของขึ้นหิ้งสำหรับเขา 

หากใครเคยมีโอกาสไปที่ร้าน Locus ของเขาที่เชียงราย น่าจะเคยสังเกตเห็นหิ้งวางขลุ่ยตั้งอยู่ในร้าน

ขลุ่ย 6 เลาถูกวางเรียงอย่างมีลำดับ 3 ใน 6 เลาเป็นขลุ่ยสีดำขลับ แปะทอง และมีที่มาที่ไม่ธรรมดา

พญาไม้

เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง

“คนสมัยก่อนเวลาปลูกบ้าน เขาต้องปลูกต้นไม้ที่เรียกว่าพญาไม้ไว้หน้าบ้านด้วย พญาไม้หรือขุนไม้เป็นนายของไม้ทั้งหมด เวลาสร้างบ้านไม่รู้ว่าที่มาของไม้มาจากไหนบ้าง ความเชื่อว่าในไม้มีผู้ดูแลยังมีอยู่ เขาเลยเชื่อกันว่าให้ปลูกพญาไม้เพื่อข่มกันไว้

“พญาไม้เป็นไม้ยืนต้น แปลกตรงที่ไม่มีใจไม้ ใบก็แปลก ไม่มีเส้นใบ ในแสนต้นจะมีสักต้นหนึ่งที่มีใจไม้ แล้วถ้าต้นไหนมีใจไม้ก็ขนาดไม่ใหญ่มาก

“ผมมีขลุ่ยอยู่สามเลาที่ทำมาจากใจไม้ของพญาไม้ และเป็นใจไม้ของต้นเดียวกันด้วย

ใจไม้ทั้ง 3 ชิ้นที่มาจากต้นเดียวกันนี้แยกกันอยู่ 3 ที่ 3 จังหวัด กับพระ 3 รูป แต่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบขลุ่ย ไม้ทั้ง 3 ชิ้นใช้เป็นไม้สำหรับเคาะให้พรของพระที่อยู่ทางภาคใต้ทั้ง 3 วัด

“ที่รู้เพราะครูของผมเป็นคนนำไม้ไปถวายเอง เมื่อเวลาผ่านไปพระท่านก็ให้กลับคืนมา บอกให้เอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ เลยกลายเป็นขลุ่ยทั้งสามเลานี้”

ครูขลุ่ย

“ผมเจอครูรุ่งด้วยเหตุการณ์ค่อนข้างประหลาด” เชฟก้องเกริ่นขึ้นมาอย่างน่าสนใจ

“ผมไปเจอขลุ่ยเลาหนึ่งที่คนตาบอดขาย ได้ยินเสียงแล้วเสียงดี เนื้อไม้ก็สวย เลยขอเบอร์เขาไว้ บอกว่าเดี๋ยววันหนึ่งจะขอไปดูขลุ่ยที่บ้าน แล้วผมก็ตามไปที่บ้านเขา ผมก็ถามเขาว่า ใครเป็นคนทำขลุ่ย เลยได้รู้มาว่าชื่อครูรุ่ง

“ผมซื้อมาแล้ววันหนึ่งมันเกิดแตกร้าว แล้วขลุ่ยแตกขลุ่ยร้าวเขาถือกัน ต้องซ่อม ผมโทรถามคนขายว่าอยากติดต่อครูรุ่งเพื่อจะให้ซ่อมขลุ่ยให้ เลยได้รู้จักกับครู แกเป็นคนใต้ แต่มามีครอบครัวอยู่ที่เชียงราย เป็นคนสันโดษ 

“ผมชอบไปที่บ้านครู ไปหา ไปนั่งดูไม้ ดูของ บ้านแกมีขลุ่ยเป็นพันๆ เลาเรียงกันเต็มไปหมด แต่มีอยู่หนึ่งเลาที่ผมหยิบขึ้นมา ถามครูว่าเลานี้คือของใคร

เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง

“ครูถามผมว่า ทำไมถึงเลือกขลุ่ยเลานี้ขึ้นมา ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แล้วครูก็บอกว่าให้เอาขลุ่ยนี้ไปเลย เพราะครูเป็นคนที่ไม่เก็บ ไม่ถือว่าอะไรเป็นของแก” เชฟก้องเล่าที่มาของขลุ่ยพญาไม้เลาแรกที่ได้มา 

หลังจากนั้นครูรุ่งก็บอกให้เชฟก้องมารับขลุ่ยอีก 2 เลากลับไปด้วยให้อยู่ด้วยกันทั้ง 3 เลา พร้อมกับยังให้ขลุ่ยอีก 3 เลาที่ทำขึ้นจากไม้ต่างชนิดกันมาด้วย

คือไม้พะยูง ไม้ตาเสือ และไม้งิ้วดำตัวเมีย แล้วบอกให้เชิญขึ้นหิ้ง พร้อมเคล็ดการวางบนหิ้งโดยให้ขลุ่ยพญาไม้ 3 เลาวางด้านบน ไม้พะยูงวางลำดับถัดมาเพื่อพยุง ค้ำจุน ตามชื่อ ตาเสือให้ป้องกันเภทภัย ส่วนงิ้วดำตัวเมียเขาจะแบ่งไม้เป็นเพศ ไม้นี้เป็นเพศเมีย เลยจะให้ความงดงาม ความอ่อนช้อย เป็นศิลปะ ครูบอกว่าขลุ่ยเหล่านี้เหมาะเอาไว้บูชา

ไม้เป็นขลุ่ย

เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง

“ผมเป็นคนชอบไม้ แต่ถ้าเก็บไว้เฉยๆ ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร พอมาเก็บไม้เก่าในรูปแบบขลุ่ย เราก็เป็นคนดนตรี ชอบเครื่องดนตรีอยู่แล้ว มันก็เลยเหมือนได้ประโยชน์ทั้งสองอย่าง” เชฟก้องเล่าเหตุผลที่ทำให้เขาเก็บของสะสมที่ได้มาแต่ละชิ้น

ไม้แต่ละชนิดที่เชฟก้องสะสมและเอาไปให้ครูรุ่งทำเป็นขลุ่ยให้ล้วนแต่เป็นไม้เก่า บางท่อนเป็นไม้ที่มันถูกฝังอยู่ในดิน บางท่อนก็เคยเป็นขาเก้าอี้ก็มี ไม้บางชนิดไม่มีอีกแล้ว เชฟก้องสะสมขลุ่ยที่ทำจากไม้หลายชนิดนับไม่ถ้วน 

เขาเลือกบางเลาที่เขามีเรื่องราวผูกพันมาเล่าให้ฟัง

01

ขลุ่ยไม้พะยูงแดง

เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง
เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง

ขลุ่ย 3 เลาแรกเป็นขลุ่ยที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงแล้ว เป็นขลุ่ยที่ครูรุ่งทำถวาย ท่านพระองค์ท่านทรงขลุ่ยแล้วก็ประทานกลับคืนมาให้ครูรุ่ง ครูรุ่งก็เป็นคนไม่เก็บของ เลยส่งต่อมาถึงผม 

ผมไม่เคยได้ยินเสียงของเลานี้เลย เพราะกรมสมเด็จพระเทพฯ ท่านทรงแล้ว ผมเก็บเอาไว้จะไม่เป่า เก็บไว้บูชา 

ผมถือว่าขลุ่ยทุกเลามีครู แล้วเป็นขลุ่ยที่เป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินทรงผมก็เก็บเอาไว้เพื่อความเป็นมงคล

ลวดลายของขลุ่ยเลานี้ถือว่าสุดยอดมาก มีหลายสีมาก เหลือง ม่วง แดง ดำ มันอยู่ในท่อนเดียวกันหมด 

เป็นขลุ่ยเพียงออไทยแท้ เลาใหญ่มาก เมื่อก่อนคนเขาพกขลุ่ยไปนาไปไร่กัน เขาใช้เป็นอาวุธกันได้ด้วยนะ หัวขลุ่ยมันหนักมาก ใช้ตี ใช้ฟาดกันได้เลย

02

ขลุ่ยไม้พญางิ้วดำรัดเขาควาย

เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง
เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง

“เลานี้เป็นเลาแรกที่ผมเก็บเงินซื้อเอง เขาเรียกว่าพญางิ้วดำรัดเขาควาย พญางิ้วดำคือชื่อของไม้ สีดำสนิท ส่วนขาวๆ ที่รัดอยู่เขาเรียกเขาควาย จริงๆ แล้วมันเป็นกระดูก แต่เมื่อก่อนเขาอาจจะใช้เขาควาย หรือไม่ถ้าคนเก็บแบบหรูหราหน่อยก็จะใช้งาช้าง แต่ผมไม่สนับสนุนการใช้งาช้าง”

“เลานี้ทำโดยช่างทำขลุ่ยจากชุมชนบ้านลาว แถวเชิงสะพานพุทธ ต้องขอเล่าด้วยว่า เมื่อก่อนชุมชนบ้านลาวถือว่าเป็นศูนย์กลางของการทำขลุ่ย มีช่างทำขลุ่ยฝีมือดีอยู่ที่นี่ ขลุ่ยเทลายปรอทถือเป็นขลุ่ยที่มีชื่อเสียงของบ้านลาว เขาเอาไม้รวกมาเทปรอทร้อนเป็นลาย อันตรายต่อสุขภาพคนทำมาก ต้องดมปรอทอยู่ตลอด

“ใครที่มีถือขลุ่ยแบบนี้ต้องถือว่าสุดยอดมากแล้ว เพราะตอนนี้น่าจะไม่มีใครทำแล้ว”

03

ขลุ่ยเพียงออ ไม้มะขามโปร่งฟ้า

เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง
เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง

“ไม้ที่ทำขลุ่ยนี้คือแก่นของต้นมะขามโปร่งฟ้า เป็นมะขามที่ยืนต้นตายพราย ขลุ่ยเลานี้หนักมืออย่างเห็นได้ชัด เสี้ยนไม้คล้ายๆ กับเสี้ยนต้นปาล์ม ถ้าดูลายจะเห็นว่าเป็นการตัดขวางลาย เนื้อแน่น เสียงกังวาน หัวท้ายก็เลี่ยมด้วยเงินแกะลาย”

04

ขลุ่ยไม้ Vite Licknum

เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง
เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง

“ขลุ่ยเลานี้ทำขึ้นจากไม้ที่ชื่อว่า Vite Licknum จากอาร์เจนตินา เป็นไม้ที่มีมวลเนื้อไม้แข็งเป็นอันดับสองของโลกรองจาก Ironwood 

“ผมเอามาให้ครูรุ่งลองทำเป็นขลุ่ย สิ่งที่ครูรุ่งบอกมาคือ ไม้นี้กระดาษทรายยังขัดไม่เข้า และไม้มันจะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตอนที่ผมเพิ่งได้ไม้มาใหม่ๆ มันยังเป็นสีเขียว ตอนนี้มันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

“เสียงมันหนักแน่นและพุ่ง ขลุ่ยเลานี้เป่าเพลงเร็วจะสนุก สู้กับวงได้ แต่ถ้าเล่นเพลงช้าหรือเพลงที่มีอารมณ์เศร้าๆ ก็ต้องเลือกเลาอื่นแทน”

05

ขลุ่ยไม้คชสารประดู่

เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง
เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง

“เลานี้ผมเลือกใช้สำหรับเป่าเพลงช้า เสียงมันเบา ลอย เรียกว่าคชสารประดูหรือประดู่ตอช้าง ขลุ่ยเลานี้มาจากตอประดู่ ไม่ใช่ต้นประดู่นะครับ เป็นตอไม้ เวลาเขาผูกช้าง เขาจะผูกไว้กับตอไม้ แล้วเวลาเขาจะทำที่ใหม่เขาก็จะเอารถขุดขุดเอาตอขึ้นมา

“ลักษณะไม้ชิ้นนี้มันจะมีปุ่มไม้ เขามีความเชื่อว่ามันเกิดจากโซ่ช้างที่รั้งไปรั้งมาทำให้เกิดลายไม้เบี้ยวๆ แต่นั่นคือความเชื่อ 

“ที่จริงแล้วไม้ที่เกิดปุ่มคือไม้ที่ติดเชื้อ แทนที่จะโตออกข้างนอก มันดันโตเข้าข้างใน มันก็เลยก็เป็นความขดม้วน สิ่งนี้เป็นความผิดปกติของไม้ แต่คนเห็นว่าเป็นความสวยงาม

“ไม้แบบนี้เขาจะเรียกว่า Burl Wood ผมเป็นคนที่ชอบไม้ลักษณะนี้เป็นพิเศษ แอฟริกาก็มีไม้ลักษณะใกล้เคียงกันชื่อ Curly Bubinga Wood”

06

ขลุ่ยไม้พญางิ้วดำเสี้ยนทอง

เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง
เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง

“ไม้ชิ้นนี้เป็นไม้ชิ้นเดียวกันกับขลุ่ยของกรมสมเด็จพระเทพฯ ครูรุ่งเคยถวายขลุ่ยพญางิ้วดำเสี้ยนทองถวายให้กับพระองค์ท่าน ไม้ท่อนที่ทำขลุ่ยชิ้นนี้ก็เป็นไม้จากท่อนเดียวกันที่ครูรุ่งทำขึ้นอีกเลาหนึ่งให้ผมเก็บไว้

“ขลุ่ยเพียงออเลานี้ในทางการเล่นเพลง ผมเรียกว่ามันมีพิษสงเยอะ แต่มันมีบางอย่างในสุ้มเสียงที่ผมอธิบายไม่ได้ ถ้าเป็นคนที่เป่าขลุ่ยถึงจะเข้าใจ ต้องเล่นแล้วถึงจะรู้สึก เสียงมีเสน่ห์ และคนฟังฟังสนุกกว่าคนเป่า

“ผมมีพญางิ้วดำอยู่หลายเลา เลาหนึ่งอยู่บนหิ้งที่ร้าน เป็นพญางิ้วดำตัวเมีย ส่วนที่บ้านก็จะมีพญางิ้วดำเสี้ยนทองเลานี้ แล้วก็พญางิ้วดำตัวเมียอีกเลา ที่ผมให้ลูก เพราะลูกสาวผมเลือกเลานี้เอง แล้วถือไม่ยอมปล่อย อีกเลาเป็นพญางิ้วดำธรรมดา”

07

ขลุ่ยไม้มะริดและพะยูงแดง

เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง
เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง

“ขลุ่ยเลานี้เป็นขลุ่ยคีย์สากล ทำจากไม้มะริดที่ผมไม่เคยมีมาก่อน หามานานมาก จนสุดท้ายก็ได้มา เสียงโปร่งมาก ขลุ่ยแบบนี้ต้องเป่าหน้าหนาว นั่งข้างทุ่งนาจะสบายสุดๆ เลยครับ 

เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง
เชฟก้อง นักสะสมขลุ่ยไม้ที่มีตั้งแต่ขลุ่ยจากไม้ประจำตัวพระ ไปจนถึงตอไม้ล่ามโซ่ช้าง

“ส่วนอีกเลาคือไม้พะยูงแดง เหมือนพะยูงที่ไว้บนหิ้งที่ร้าน ผมเจอมาพร้อมกับเลาที่เป็นไม้มะริด เลยขอซื้อมาไว้ให้ลูก ผมมีขลุ่ยที่เก็บไว้ให้ลูก มีทุกแบบ ขลุ่ยคีย์สากล ขลุ่ยไทยแท้มีครบ เผื่อสักวันหนึ่งเขาอยากจะลองเริ่มหัดเล่น”

Writer & Photographer

Avatar

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

คำว่า ‘หลงรัก’ อาจอธิบายความรู้สึกได้น้อยไป แต่ถ้า ‘หลงใหล’ คงพออธิบายได้ว่าทำไมคอนโดของ เอก-ทวีป ฤทธินภากร จึงได้ให้ความรู้สึกเหมือนพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมที่มีคลังสมบัติอายุเฉลี่ยนับร้อยปีวางดาษดื่นขนาดนี้

เอก ทวีป ไม่ใช่แค่ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าลุนตยา แต่เขาคือนักสะสมผู้ใช้ความหลงใหลและเวลากว่า 20 ปี ทุ่มเทเก็บเกี่ยวทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับพม่า ตั้งใจร่ำเรียนตำราด้วยตัวเอง และถึงขั้นเรียนภาษาพม่านาน 3 ปี เพื่อให้อ่านหลักฐานที่พบได้เข้าใจ

วันนี้ ความชอบไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้เขาได้ต้อนรับแขกผู้สนใจมากถึง 5 คนในคราวเดียว แต่เพราะเอกเป็นทั้งภัณฑารักษ์ผู้รอบรู้ (สำหรับเรา) นักเรียนดีเด่นผู้ไม่เคยหยุดศึกษา และนักเล่าเรื่องที่เชื่อมโยงสิ่งของทุกชิ้นเข้าหากันด้วยประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม และชีวิตของเขา

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี

เอกเติบโตมาในปี 1980 มีบ้านอยู่ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ขับรถไปไม่เกินชั่วโมงก็จะข้ามพรมแดนสู่ดินแดนแห่งทองคำ เขาเล่าว่าตอนเด็กเคยได้ยินเสียงคนยิงกันดังไกลถึงอำเภอฝาง เมื่อถามผู้ใหญ่ก็ได้คำตอบว่าเป็นชาวไทใหญ่ ไม่ก็ชาวเขา 

นั่นคือภาพจำในยุคที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักประเทศพม่า นอกจากคำอธิบายว่าเป็น ‘เพื่อนบ้านที่ยากจนและมีปัญหาการเมือง’ เมื่อโตขึ้นเข้าระบบการศึกษา พม่าก็เปลี่ยนเป็นคู่แค้นที่เผากรุงศรีอยุธยาและขนทองกลับไป

ไม่ผิดที่มีการถ่ายทอดให้คนจดจำเช่นนั้น เพราะเป็นเรื่องของการเล่าประวัติศาสตร์ในยุคหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วบ้านใกล้เรือนเคียงมีอะไรให้ศึกษาและทำความเข้าใจมากกว่านั้น ใครจะรู้ว่าครั้งหนึ่งพม่าเคยรุ่งเรืองเป็นเมืองท่าที่ไฮโซไม่ต่างจากสิงคโปร์ และผู้ดีเมืองไทยต้องเดินทางไปช้อปปิ้งถึงที่นั่น

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี

“ผมจึงอยากแสดงให้คนเห็นมุมที่หลากหลายขึ้นจากสิ่งของที่สะสม โดยเริ่มศึกษาจากสิ่งที่เก็บ เพราะอยากรู้ว่าสิ่งที่มีคืออะไร มีที่มาอย่างไร ใครเป็นคนใช้ ทำไมต้องสีนี้ มีความเชื่ออะไรอยู่ในนั้น” เจ้าของห้องบอกต่อว่า ความเข้าใจน้อยและเข้าใจผิดที่เคยมีคือปมที่ทำให้เขาขวนขวายศึกษา

โดยทั้งหมดเริ่มจากเพียงความชอบใน ‘ผ้าลุนตยาอเชะ’ แต่เมื่ออ่านเอกสารมากเข้า กลับพบว่าข้อมูลยังไม่พอแก่ใจที่ต้องการ เขาจึงตีตั๋วลงพื้นที่ถึงโรงทอที่พม่าเพื่อทำการวิจัยขั้นปฐมภูมิ ขยันไปหาเหล่าช่างทอ 4 – 5 ครั้ง แม้จะพูดภาษาเขาไม่ได้ จนในที่สุดกำแพงแห่งความไม่ไว้ใจก็ถูกทลาย กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ให้ทั้งมิตรภาพและความรู้

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
ช่วงปี 1980 – 1990 ผ้าลุนตยาอเชะเข้ามาในไทยผ่านทางแม่สายเป็นจำนวนมาก เพราะมีตลาดทางเชียงใหม่ที่ต้องการ
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี

ลุน แปลว่า กระสวย ตยา (ตะ-ยา) แปลว่า หนึ่งร้อย รวมกัน ลุนตยา แปลว่า ร้อยกระสวย อเชะ (อะ-เชะ) แปลว่า เกาะเกี่ยว มาจากวิธีการทอผ้าที่ใช้กระสวยพุ่ง สีละกระสวย เมื่อพุ่งไปถึงจุดที่ต้องการจึงผูกปมเอาไว้ แล้วพุ่งกระสวยอันถัดไปต่อ หากผ้ามีสีมากก็ยิ่งใช้กระสวยเยอะ สมมติ เรากางผ้าออกมาดู มีลายที่ใช้สีแดงสลับกับสีเหลือง 40 ครั้ง แปลว่า มีกระสวยสีแดง 20 อัน และกระสวยสีเหลือง 20 อัน รวมเป็น 40 อัน แต่ผ้าจริงที่เราเห็นมีรายละเอียดเยอะกว่านั้น

เรามองผ้าลุนตยาอเชะทั้งเก่าและใหม่ที่เอกเปิดให้ดู นี่คืองานหัตถกรรมชั้นครูที่น่าภูมิใจของพม่า

“เส้นที่โค้งสวยแปลว่าคนทอเก่งมาก บางทีสีเดียวกันจะใช้กระสวยอันเดียวก็ได้ แต่คนทอต้องไขว้เส้นให้เป็น ไม่อย่างนั้นพันกันยุ่งเหยิง ระดับครูเก่ง ๆ ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน เป็นผ้าชั้นสูงจึงมีราคาแพงมาแต่โบราณ ปัจจุบันราคาหลายหมื่นต่อผืน”

เมื่อต้นทางถูกสงวนให้ใช้แค่ในราชสำนัก เหล่าช่างทอจึงได้รับการปูนบำเหน็จเสร็จสรรพ แต่เมื่อราชสำนักล่มสลาย มียุคหนึ่งที่ช่างทอต้องเผชิญปัญหา เพราะทำอาชีพอื่นไม่เป็น ขายเองก็ไม่เคยคิดเรื่องต้นทุนมาก่อน แต่หลังจากนั้นผ้าลุนตยากลายเป็นสินค้าไฮโซสำหรับคนที่อยากมีไว้ประดับบารมี ช่างทอจึงกลับมามีอาชีพอีกครั้ง

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
ผ้าลุนตยาอเชะอาจถูกตัดหลังเจ้าของเสียเพื่อทำเป็นผ้าห่อคัมภีร์ถวายวัด
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
เนื่องจากเป็นของแพง บางคนจึงมีเพียงผืนเดียวทั้งชีวิตเพื่อใช้ใส่ตอนออกเรือนหรือในพิธีสำคัญ ใช้ได้ทั้งชายและหญิง ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศ สี และลาย

แม้จะได้ข้อมูลมากกว่าในตำรา แต่ชายคนนี้ยังไม่คลายความสงสัย เขาอยากรู้ว่าคนสมัยก่อนนุ่งห่มผ้ากันอย่างไรจึงไปหาภาพถ่ายโบราณมาชม เมื่อเจอแล้วก็อยากเห็นอีก กลายเป็นเก็บมาเรื่อย ๆ กว่า 1,000 ใบ ส่วนใหญ่ได้มาจากโลกออนไลน์ส่งตรงจากยุโรป ซึ่งบางทีมีปีและสถานที่เขียนด้วย

“ที่พม่ามีภาพน้อย เพราะสภาพอากาศไม่ดี รูปพังไปเยอะ ดังนั้น ที่เราเจอในประเทศจะถอยกลับไปแค่ยุค 30 – 50 แต่เก่ากว่านั้นจะไม่เจอ”

เอกเล่าว่าสมัยโบราณการถ่ายภาพเป็นเรื่องยาก ผู้ที่ถือกล้องจึงต้องเป็นช่างภาพผู้เชี่ยวชาญหาใช่มือสมัครเล่น โดยคอลเลกชันแรกที่เขาหยิบออกจากกล่องไม้มาให้ชมเป็นของช่างภาพชาวเยอรมันชื่อ Philip Adolphe Klier ถ่ายไว้ประมาณปี 1870 – 1890 

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี

“ในยุคแรกเขาถ่ายเพราะเป็นของแปลก เพื่อนำรูปไปทำการค้า Klier จะนำฟิล์มกระจกที่ถ่ายภาพรวบรวมไว้เป็นคอลเลกชันของสตูดิโอตัวเอง เขามีที่มะละแหม่งก่อนย้ายไปย่างกุ้ง เวลามีนักท่องเที่ยวมาก็จะได้อัดภาพขายตามออเดอร์เป็นของที่ระลึก”

ชาวพม่ามีความหวาดกลัวกล้องถ่ายรูปไม่ต่างจากชาวไทยโบราณที่กลัวถ่ายแล้ววิญญาณหลุดออกจากร่าง ในยุคแรกที่กล้องเข้ามาจึงมีแต่ชาวต่างชาติเข้าไปใช้บริการ แต่เมื่อผ่านไปเป็นปี ชาวบ้านเรียนรู้ว่าคนที่เคยถูกถ่ายยังไม่มีใครเสียชีวิต ประกอบกับเริ่มมีรายได้ที่ดีขึ้น พวกเขาจึงเริ่มนิยมถ่ายภาพกันมากขึ้น

กระทั่งเข้าสู่ช่วงปี 1900 – 1920 ฟิล์ม Kodak เริ่มเป็นที่แพร่หลาย กล้องขนาดเล็กมาพร้อมช่างภาพมือสมัครเล่นที่เผยแพร่ภาพแนว Candid กดชัตเตอร์ตามความสนใจ ไม่มีการเซ็ตอัป

“อันนี้ผมได้ฟิล์มมาจากอังกฤษ เป็นการซื้อออนไลน์โดยไม่รู้ว่าเป็นรูปอะไร คนขายบอกแค่เป็นภาพพม่า ผมก็เลยเอาฟิล์มไปอัดที่ร้านฉายาจิตรกร”

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
อัลบัมที่เอกนำฟิล์มไปล้างและอัดออกมาเป็นรูป

“นี่คือ หม่องชอว์ลู อยู่ที่มะละแหม่ง แล้วไปเข้ารีตได้ทุนไปกัลกัตตาและไปเรียนต่อถึงอเมริกา เรียนจบเป็นแพทย์คนแรกของพม่า ภาพนี้เขียนไว้ว่าถ่ายที่คลีฟแลนด์ โอไฮโอ สหรัฐอเมริกา 

“ส่วนอันนี้เป็นเสนาบดีพม่าที่ถูกส่งไปเป็นเอกอัครราชทูตที่ยุโรปแล้วถ่ายภาพที่อิตาลี ผมไปเจอภาพนี้ที่ร้านขายหนังสือเก่าที่อิตาลี เขาเขียนอธิบายไว้ว่า Exotic asian gentleman in costume แต่เราเห็นแล้วรู้เลยว่านี่คนพม่าระดับสูง หาข้อมูลเพิ่มก็พบว่าพระเจ้ามินดงส่งเขาไปเรียนเมืองนอกเป็นคนแรก ๆ จบวิศวกรที่ฝรั่งเศส ตำแหน่งเขาชื่อ บัน แชะก์ หวุ่น ฝรั่งเขียนเอาไว้ว่า เขาเป็นคนที่เก่งมาก พูดฝรั่งเศสเก่ง อังกฤษดี เวลามีฝรั่งมา คนนี้เป็นคนรับแขกหมดเลย เห็นแต่งตัวแบบพม่า แต่กริยาเป็นตะวันตก”

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
บัน แชะก์ หวุ่น

“พม่าน่าสนใจเพราะทุกวันนี้เรายังรู้จักเขาแบบผิว ๆ สิ่งที่ผมสะสมส่วนใหญ่เป็นศิลปะที่ใช้ประดับตกแต่งได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพหรือผ้า มันน่าสนใจเพราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคน เราเหมือนเรียนรู้ชีวิตและสังคมของเขาไปด้วย”

ต่อมาเอกหยิบภาพที่หลายคนอาจคุ้นตา เพราะถูกนำไปเปรียบเทียบกับภาพจากละครโทรทัศน์เรื่อง เพลิงพระนาง นั่นคือภาพของพระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัต ถ่ายในพระราชวังที่มัณฑะเลย์ ด้านหลังเขียนอธิบายไว้โดยลูกหลานเจ้าของภาพที่นำมาขาย ความว่า ต้นตระกูลเป็นชาวอังกฤษ ประกอบอาชีพทนายอยู่ที่รัตนคีรีและกัลกัตตา เป็นผู้เจรจาเรื่องเงินบำเหน็จให้กับพระเจ้าสีป่อและรัฐบาลอังกฤษ พระเจ้าสีป่อจึงพระราชภาพนี้ให้

“การที่ท่านพระราชทานให้ เราก็เดาว่าภาพนี้ถ่ายในประเทศและนำติดตัวไปตอนเนรเทศ” เอกเสริม โดยพระเจ้าสีป่อคือพระมหากษัตริย์พม่าองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์คองบองหรืออลองพญา ถูกเนรเทศไปอินเดียหลังจบสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่ 3 

พระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัต
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
ภาพผู้มีภาวะขนดกในอดีต

“ความเศร้าคือเวลาที่เจ้าของเดิมเสียไป ลูกหลานขายภาพออกมา พ่อค้าส่วนมากมักจะตัดภาพจากอัลบั้มมาขายแยกทีละแผ่น อย่างอันนี้คาดว่าเป็นอัลบัมหรือ Scrapbook (สมุดติดรูปหรือข่าวที่ตัดมาจากสื่อสิ่งพิมพ์) แต่เราได้มาแค่ 2 แผ่น แล้วมีเอกสารติดมาด้วย

“สมัยนั้นมีสมาคมยานยนต์ของพม่า นี่คือเอกสารบอกเส้นทางสำหรับคนขับรถไปเอง เมืองไหนห่างไปกี่กิโลเมตร จะเจออะไรบ้าง ต้องเลี้ยวซ้ายหรือขวา”

เรียกว่านี่คือ Google Maps เมื่อ 100 ปีก่อนที่พม่ามีออกไปจนถึงชายแดนก็คงได้

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี

นอกจากภาพทิวทัศน์ภายนอก เอกหยิบภาพเด็กชาวต่างชาติคนหนึ่งในชุดพม่าขึ้นมาให้ชม ดูแล้วก็พอทราบได้ว่าพ่อแม่คงพาไปถ่ายรูปในสตูดิโอ 

เขาเสริมว่า ภาพถ่ายในสตูดิโอหลายต่อหลายใบในยุคแรก ๆ คนในภาพอาจไม่เคยเห็นก็ได้ เพราะพวกเขาอาจถูกจ้างมาเป็นแบบ และนำภาพไปทำโปสการ์ดส่งขาย เนื่องจากสมัยก่อนเป็นช่องทางที่คนสื่อสารถึงกันอย่างแพร่หลาย 

อีกคอลเลกชันที่นำมาให้ชมคือซีรีส์ขายดีของโปสการ์ดปี 1900 – 1910 จัดทำโดย D.A.Ahuja (ห้างแขกที่ทั้งถ่ายรูป ทำสตูดิโอ และผลิตโปสการ์ด) ซึ่งร่วมมือกับเยอรมนี โดยส่งไปพิมพ์และลงสีที่เยอรมนี แต่ด้วยความที่คนทางนั้นไม่เคยเห็นว่าผ้านุ่งที่แท้จริงสีอะไร บางภาพจึงมีสีสดใสให้พวกเราแปลกใจเล่น เพราะไม่เหมือนจริงเลย

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ

“พวกนี้เป็นบัตรเชิญสมัยโบราณ นามบัตร หนังสือแนะนำทัวร์ด้วยรถไฟ ลามไปจนถึงเอกสาร หนังสือของที่ระลึกสมัยโบราณ โบรชัวร์เที่ยวพม่าของ โทมัส คุก บริษัทท่องเที่ยวสัญชาติอังกฤษ อันนี้ปี 1933 – 1934 ซึ่งยุคทองของโลกคือหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเทคโนโลยีดี เดินทางง่าย ไม่ลำบาก โลกเชื่อมโยงกัน โปรแกรมทัวร์จึงเกิดขึ้น ทำให้เห็นว่าร้อยปีที่แล้วเขาเที่ยวกันอย่างไร”

เจ้าของห้องเล่าต่อว่า แต่เดิมพม่าใช้เกวียนในการคมนาคม แม่น้ำอิรวดีมีเรือพื้นบ้านลอยล่อง เมื่ออังกฤษเข้ามาจึงเกิดกาารพัฒนาระบบคมนาคม สร้างรางรถไฟ และระบบขนส่งทางน้ำ มีเรือกลไฟเข้ามา ช่วงแรกบริษัทอิรวดี โฟลทิลล่า (Irrawaddy Flotilla) ตั้งขึ้นเพื่อขนยุทธภัณฑ์ จากนั้นจึงพัฒนาเป็นการค้าจริงจัง ขนตั้งแต่ย่างกุ้งขึ้นไปถึงต้นแม่น้ำมราติดกับชายแดนเมืองจีน เกิดเป็นระบบไปรษณีย์ขึ้นมา เรือบางลำเป็นเหมือนตลาดนัดที่มีคนขายของด้านบน เมื่อมาเทียบท่า ชาวบ้านก็แห่ลงไปซื้อของ

คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ
คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ

“ทุกครั้งที่ศึกษาวัฒนธรรมของคนอื่นลึกซึ้งขึ้น มันทำให้เราไม่ตัดสินและเข้าใจเขาในแบบที่เป็นเขามากกว่าเดิม ยกตัวอย่าง พี่น้องชาวพม่าที่มาทำงานบ้านเรา เขาไม่ใช่เชื้อชาติพม่า แค่ถือสัญชาติเมียนมา ในแง่ชาติพันธุ์อาจเป็นไทใหญ่ มอญ กะเหรี่ยง ซึ่งเราไม่ได้สนใจ แถมยังมองเป็นก้อนเดียว

“วันนี้กลับบ้านไป ลองถามพวกเขาดูสิว่าเป็นคนที่ไหน ถ้าเราเริ่มสนใจเรื่องเหล่านี้ของเขา เขาก็จะดีใจว่าเราไม่ได้เหมารวม”

พม่ามีกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย กลุ่มหลักชื่อว่า บะม๊า (Bamar) อาศัยอยู่เยอะทางตอนกลางของประเทศ แถมลุ่มแม่น้ำอิรวดี ตั้งแต่มัณฑะเลย์ลงมาถึงพุกาม หากลงไปย่างกุ้งหรือต่ำกว่านั้นเป็นพื้นที่ของชาวมอญ ส่วนพื้นที่ทางกาญจนบุรีเป็นชาวกะเหรี่ยง และทางเชียงใหม่ เชียงราย เป็นของชาวรัฐฉานหรือชาวไทใหญ่ อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ กระจายอยู่ทั่วไป

“ของที่ผมเก็บจะชอบของมอญ บะม๊า ไทใหญ่ และสนใจเป็นพิเศษกับสิ่งของช่วงสมัยอาณานิคม เพราะเห็นภาพของโลกาภิวัตน์ว่ามีมานานแล้ว ไหนจะเรื่องการเชื่อมโลก การค้าขาย แลกเปลี่ยน อย่างภาพถ่ายที่ผมเก็บ ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากจักรวรรดินิยมที่นำเทคโนโลยีการถ่ายภาพเข้ามา”

ที่เคยกล่าวว่าคอนโดของเอกไม่ต่างจากพิพิธภัณฑ์นั้นไม่เกินจริง เพราะเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องล้วนเป็นของสะสมจากต่างชาติทั้งสิ้น เช่น เก้าอี้ที่ฝรั่งสั่งทำโดยผสมผสานสไตล์ยุโรปเข้ากับศิลปะพม่า เอกเปรียบว่าเป็น La-Z-Boy เมื่อ 100 ปีก่อน

คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ

“ฝรั่งมักอินกับเรื่องท้องถิ่นเหล่านี้ พอเข้าไปประเทศไหนก็สั่งทำหมด” เขาเปิดตู้ (ที่มาจากพม่า) โชว์เครื่องเงินลายนูนสูงให้ชม

คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ
คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ

เราค้นพบว่าเครื่องเงินเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ชาวพม่าทำขายคนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นเหยือกนม กาน้ำชา แก้วเบียร์ ถาดใส่อาหาร จิ๊กเกอร์ค็อกเทล ที่เสียบเมนู หรือกล่องใส่บุหรี่ ส่วนสิ่งที่คนพม่าทำมาใช้งานจริงคือขัน โดยลายที่นิยมก็หนีไม่พ้นเรื่อง รามเกียรติ์ พระเวสสันดร รวมไปถึงชาดกต่าง ๆ

ลายบนขันที่เอกหยิบขึ้นมาคือเรื่องราวของภิกษุณี พระปฏาจาราเถรี เดิมนางเป็นธิดาของเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถี วันหนึ่งหลงรักคนรับใช้จึงหนีออกจากบ้านไปใช้ชีวิตด้วยกัน แต่หลังจากนั้นชีวิตของนางกลับทุกข์ทรมานแสนสาหัส สามีถูกงูกัดตาย ลูก 2 คนและบิดามารดาเสียชีวิต สุดท้ายนางเสียสติวิ่งแก้ผ้าอย่างไม่รู้ตัวจนพบพระพุทธเจ้า ภายหลังจึงได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ศึกษาพระธรรมจนสำเร็จเป็นภิกษุณี

คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ
คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ
J. & M. P. Bell & Co.Ltd. จานจากสกอตแลนด์ส่งมาขายที่พม่า โดยทำลายตามที่ชาวเอเชียนิยม

สมบัติใจทั้งหมดในห้องเริ่มต้นจากความต้องการรู้ สานต่อด้วยความใฝ่รู้ที่ไม่มีทางสิ้นสุดของเจ้าตัว 

เอกบอกว่าประเทศไทยไม่มีวัฒนธรรมของการสะสมมาตั้งแต่ต้น ขณะที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตลอดจนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เริ่มเก็บสิ่งของตามแนวคิดของต่างชาติที่ปลูกฝังเรื่องนี้มานานแล้ว เช่น เริ่มสอนให้เด็กรู้จักสะสมอะไรก็ได้ เพราะการสะสมสร้างนิสัยของความอยากรู้ อยากศึกษาอะไรบางอย่างให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

หลังใช้เวลา 4 ชั่วโมงลงลึกไปกับพม่าอย่างสนุกสนาน เราบอกลาเจ้าของห้องด้วยความอิ่มเอมใจ และตั้งใจกลับบ้านให้เร็ว เพื่อไปเปิดบทสนทนากับพี่สาวข้างบ้านว่า เล่าเรื่องที่บ้านของพี่ให้ฟังหน่อยสิ

การสะสมคือการต่อยอดการเรียนรู้ ความสงสัยพาเราไปหาผู้คนและค้นพบโลกกว้าง บางครั้งก็พาคนที่สนใจมาหาเพื่อให้เราส่งต่อความรู้ 

ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับพม่าและชมภาพโบราณเพิ่มเติมได้ในหนังสือ Unseen Burma โดย เอก-ทวีป ฤทธินภากร จัดจำหน่ายโดย สำนักพิมพ์ ริเวอร์บุ๊คส์

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load