กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

นี่เป็นการสัมภาษณ์ที่เรารู้สึกเกรงใจมากที่สุดครั้งหนึ่ง

บุคคลที่ปลายสายมีหน้าที่สำคัญมากมาย จนไม่แน่ใจว่าการโทรศัพท์ไปหาในเวลานี้เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่

ถึงอย่างนั้น เสียงทุ้มเข้มและจริงใจก็ตอบอย่างหนักแน่นว่ายินดีให้สัมภาษณ์

ซองดูฮี หรือ ศุกล เครือเสน คือ YouTuber สายฮาที่ The Cloud เชื่อว่าแทบไม่มีพี่น้องภาคอีสานคนไหนไม่รู้จัก

YouTuber ที่ประสบความสำเร็จส่วนมากมักทำเนื้อหาเฉพาะทาง แต่ ซองดูฮี CHANNEL กลับเลือกสิ่งที่แตกต่างอย่างการทำเนื้อหาไม่จำกัดแนว ทั้งเล่นมุก รีวิว เล่าประสบการณ์ หนังสั้น หรือกระทั่งร้องเพลง

ความตลกเฮฮาที่เริ่มต้นด้วยความเป็นกันเอง ก่อนบรรเลงด้วยภาษาอีสานชุดใหญ่กลายเป็นเสน่ห์ที่ผู้ชมหลงรัก จนทำให้หนุ่มศรีสะเกษคนนี้มีผู้ติดตามรวมทุกช่องทางทะลุ 5 ล้าน

แต่แล้วเสียงหัวเราะเริงร่ากลับแปรเปลี่ยนเป็นเสียงก่นด่าเต็มโลกโซเชียล ในวันที่ซองดูฮีกลายเป็นผู้ป่วยโควิด-19 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา บ้างตำหนิว่าไม่ระมัดระวัง บางคนกล่าวหาว่าเขาเป็นพาหะนำโรค

ตลอดระยะเวลาที่ต้องกักตัวในโรงพยาบาล หนุ่มมาดกวนผลิตผลงานให้ความรู้เกี่ยวกับโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง จนผู้ชมกลุ่มใหญ่มีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอย่างถูกต้อง

ล่าสุด ในวันที่ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งทะลุหมื่นรายต่อวัน เตียงในกรุงเทพฯ ไม่เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยรายใหม่ ซองดูฮีริเริ่มภารกิจครั้งใหญ่ เหมารถเดินทางไกลไปรับผู้ป่วยโควิด-19 กลับมารักษายังภูมิลำเนาบ้านเกิดในภาคอีสาน

ใบหน้าที่มาพร้อมรอยยิ้มติดตลกกลายเป็นท่าทีจริงจังเมื่อต้องสั่งการภารกิจช่วยเหลือ

นอกจากบทบาท YouTuber วันนี้ซองดูฮีคือหนุ่มวัย 25 ที่อาสาทำสิ่งที่ใหญ่เกินตัว หากแต่ไม่ใหญ่เกินหัวใจของผู้ที่ในวัยเด็กเคยได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้องบ้านเกิดเช่นเดียวกัน

และต่อจากนี้คือเรื่องราวของ YouTuber ที่ไม่ธรรมดา การอาสาพาผู้ป่วยกลับบ้าน ประสบการณ์ในวันที่ติดโควิด และการคืนชีวิตสู่ผืนแคว้นแดนอีสาน 

ตอนไม่ดังเป็นอย่างไร ดังแล้วต้องเป็นแบบเดิม

ชีวิตวัยรุ่นของคุณผ่านอะไรมาเยอะมาก 

ใช่ ผมขอเล่าชีวิตตั้งแต่เริ่มต้นเลยแล้วกัน อย่างหนึ่งที่คนไม่ค่อยรู้คือ ตอนนี้ผมอายุแค่ยี่สิบห้าปีเองนะ ไม่ได้มากมายอะไร ผมเกิดมาในครอบครัวที่พูดได้ว่ายากจนที่สุดในหมู่บ้าน ในเขตนี้ของศรีสะเกษ ที่โชคร้ายยิ่งกว่าคือ พ่อกับแม่ผมเป็นผู้พิการทางสายตาทั้งคู่ ยังดีหน่อยว่ามีลูกที่สมประกอบ

ตอนอายุสิบสองผมตัดสินใจบวชเรียนที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา บวชเรียนจนจบเปรียญธรรมสามประโยค จบมัธยมศึกษาปีที่สาม แล้วก็ข้ามไปเรียนปริญญาตรีที่ มจร. (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)

หลังจากนั้นผมสอบติดนักเรียนช่างกรมอู่ทหารเรือ ก็เลยสิกขาลาเพศไปเป็นทหาร ตอนนั้นขับแท็กซี่ด้วย ก็คือตอนเช้าไปเรียน กลางคืนไปขับรถ ต้องแอบขับเพราะอายุไม่ถึงสิบแปด ยังไม่มีใบขับขี่ประเภทสอง

ผมเรียนไม่จบนะ เป็นนักเรียนช่างกรมอู่ทหารเรือได้ปีเดียวก็รู้สึกอยากเปลี่ยนตัวเองใหม่ คราวนี้ผมไปไกลเลย ไปถึงเกาหลี เป็นผีน้อยโดดทัวร์อยู่ที่นั่น ไม่มีวีซ่า ทำงานได้ปีสองปีก็ถูกจับส่งตัวกลับมาไทย 

พอกลับมาก็ถามตัวเองว่า กูจะทำงานอะไรให้ได้เงินเยอะๆ เท่าที่ได้ตอนอยู่เกาหลีดี ตอบตัวเองว่า เอ้อ นี่ไง เราชอบขับรถ ไปขับรถก่อนเลยครับ ทีแรกก็ขับแท็กซี่ สักพักไปขับรถฉุกเฉินของโรงพยาบาล จากนั้นก็ขับรถให้ผู้บริหาร เป็นงานสุดท้ายก่อนจะผันตัวมาเป็น YouTuber

จากที่ขับรถให้ผู้บริหาร คุณผันตัวเองมาเป็น YouTuber ได้ยังไง

(หัวเราะ) ตอนผมขับรถให้ผู้บริหารยังไม่มี YouTuber มากนัก สิ่งที่กำลังมาแรงในตอนนั้นคือเฟซบุ๊ก ผมดังจากเฟซบุ๊กก่อน ตอนนั้นมีข่าวเจ้าของสวนทุเรียนประกาศรับสมัครลูกเขย เป็นกระแสดังมาก ผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทำคลิปสมัครเป็นลูกเขยลงเฟซบุ๊ก ก็ทำเล่นๆ ตลก เฮฮา แต่คนกดถูกใจเป็นแสน ก็เริ่มดังตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คิดว่า เออ เราก็เอาดีทางนี้ได้นะ

ชื่อ ‘ซองดูฮี’ นี่ใครตั้งให้

ชื่อนี้มาจากเกาหลีนะครับ ชื่อเล่นผมคือ ‘ปั่น’ แต่ตอนไปเกาหลี เขาไม่เรียกปั่น แต่ดันเรียกว่า ‘ปั๊ก’ ปั๊กมันชื่อหมานะเว่ย (หัวเราะ) 

เถ้าแก่ก็เลยตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ‘ซองดูงี’ ผมชอบนะ แต่รู้สึกว่าถ้าเปลี่ยนนิดหนึ่งเป็น ‘ซองดูฮี’ ก็เท่ดีเหมือนกัน เลยตัดสินใจใช้ชื่อซองดูฮีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กระทั่งมีชื่อเสียงก็ยังใช้ชื่อนี้อยู่ เอาจริงๆ ถ้าใช้ชื่อปั่น ป่านนี้ไม่รู้จะมีคนจำได้รึเปล่า

เนื้อหาที่คุณทำใน YouTube มีความหลากหลาย ทั้งร้องเพลง รีวิวสิ่งของ ไปจนถึงเล่าประสบการณ์ชีวิต จริงๆ แล้ว คุณอยากเล่าอะไรผ่านเนื้อหาเหล่านี้

การทำเนื้อหาที่หลากหลายเป็นจุดด้อยของผมนะ พูดง่ายๆ ผมไม่เอาดีสักอย่าง เหมือนยังหาตัวตนไม่เจอ แต่ผมว่าบางทีชีวิตก็ไม่ต้องจมอยู่กับสิ่งเดียวหรอก เราลองหาสิ่งแปลกใหม่เข้ามาบ้างก็สนุกดี สิ่งที่ถ่ายทอดออกไปในทุกคลิป ผมอยากให้คนดูเห็นว่าชีวิตผมไม่ได้มีแค่มุมเดียว แต่มีหลายมุมที่เราต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ

ก็มีทั้งมุมตลก เฮฮา เศร้า ปะปนกันไป แต่จุดประสงค์จริงๆ อยากให้ผู้ชมของซองดูฮีทุกคนได้คลายเครียด ได้ยิ้มและหัวเราะ

เคล็ดลับในการทำคลิปภาษาอีสานให้ดังได้ขนาดนี้คืออะไร

ก็น่าจะเป็นคำภาษาอีสานนี่แหละ บางคำเขาอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน บางคำอาจจะรู้จัก แต่ไม่ได้ฟังมานานแล้ว ผมว่าภาษาอีสานมีความเป็นกันเองมากๆ มีเสน่ห์มาก

อีกอย่างหนึ่ง ไม่รู้เรียกเคล็ดลับได้มั้ย แต่ผมมักจะพูดในคลิปเสมอว่า ทุกวันนี้ผมได้ดีเพราะความกตัญญู คนที่เสพชีวิตผมก็รู้ว่าผมเกิดมาในครอบครัวแบบไหน ต่อสู้ชีวิตมาอย่างไร ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคลิปแบบไหน คนดูก็ติดตามและสนับสนุนผมมาตลอด นั่นแปลว่าแฟนๆ ของซองดูฮีติดตามที่ชีวิต ที่ตัวตนของผม ไม่ใช่ประเภทของเนื้อหา

คุณรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าตัวเองดัง

ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ตัวด้วยนะครับ (หัวเราะ) จริงเหรอ ดังเหรอ ผมยังไม่ได้สำคัญตัวหรือรู้ว่าตัวเองดังนะครับ คนที่ไม่รู้จักผมก็มีตั้งเยอะ

งั้นถามใหม่ คุณรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าตัวเองเริ่มมีชื่อเสียง และชื่อเสียงเปลี่ยนชีวิตคุณยังไงบ้าง

ก็ปีกว่าๆ สองปีนี่แหละ มีช่วงที่แปลกใจว่าทำไมคนรู้จักเราเยอะขึ้น ปกติไปไหนก็จะมีแค่เพื่อนทัก แต่ตอนนี้ไปไหนใครๆ ก็ทักเรา

ยอมรับว่าชื่อเสียงเปลี่ยนชีวิตเราหลายอย่าง จากคนธรรมดาก็มีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างชีวิตได้มากขึ้น แต่ข้อเสียก็มีหลายอย่างเช่นกัน ทำอะไรโจ่งแจ้งไม่ได้ ห้ามเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี และต้องเตือนตัวเองเสมอว่า เราดังได้ก็ดับได้เหมือนกัน สำคัญที่สุดคือตอนไม่ดัง ทำตัวยังไง ตอนที่ดังแล้ว เราต้องทำตัวให้เหมือนเดิม

ซองดูฮี จากคนขับรถสู่ YouTuber เงินล้านวัย 25 ผู้พาคนอีสานนับพันกลับบ้านไปรักษาโควิด

วันนั้นผมดีใจที่มีคนช่วย วันนี้คนที่ผมช่วยก็คงดีใจ

อาสาสมัครช่วงโควิด-19 ส่วนมากจะบริจาคเงิน ถังออกซิเจน หรืออาหาร ทำไม YouTuber อย่างคุณจึงเลือกรับผู้ป่วยไปรักษายังภูมิลำเนา

เบื้องต้นเคยบริจาคเงินแล้วครับ ถังออกซิเจนกับสิ่งของก็เคยบริจาค แต่ผมมองว่ายังไปไม่ถึงมือคนที่เดือดร้อนหรือประสบกับโรคภัยไข้เจ็บจริงๆ ก็เลยตัดสินใจเอาเงินตรงนี้มาทำเองดีกว่า

พี่น้องภาคอีสานหลายคนทำงานในกรุงเทพฯ พอโควิดระบาดก็เดือดร้อนกันเยอะมาก ยิ่งสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ด้วย ติดโรค ตกงาน ไม่มีเงิน ที่สำคัญคือไม่มีเตียงรักษา สิ่งที่เราทำคือการอาสาลำเลียงผู้ป่วยที่ติดโควิด-19 กลับมารักษายังภูมิลำเนาตามที่อยู่ในบัตรประชาชน พวกเขามีสิทธิ์รักษาที่นี่ มีเตียงและหมอรอให้การรักษาอยู่

ซองดูฮี จากคนขับรถสู่ YouTuber เงินล้านวัย 25 ผู้พาคนอีสานนับพันกลับบ้านไปรักษาโควิด

รับผู้ป่วยจากกรุงเทพฯ กลับมาภาคอีสานดูไม่ใช่งานง่ายๆ เลย คุณเริ่มต้นยังไง

เริ่มแรกผมสละรถตู้ศิลปินประจำตัวสองคันมาทำเป็นรถพยาบาล ขออนุญาตจากสภาการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อให้รถคันนี้ได้ใช้เป็นรถฉุกเฉินพิเศษตอบโต้โควิด-19 เฉพาะค่าทำรถก็แสนกว่าบาทแล้ว ผมก็เอาเงินจากยอดวิวกับโฆษณาใน YouTube และเพจเฟซบุ๊กมาเป็นค่าน้ำมันรถในการลำเลียงผู้ป่วย มีพรรคพวกที่เป็นศิลปิน เน็ตไอดอล ช่วยสนับสนุนบ้าง คนละเล็กละน้อย

หลังจากรับส่งได้สามสี่รอบ ยอดผู้ติดเชื้อก็สูงขึ้น คนรอความช่วยเหลือเยอะมาก ผมเลยตัดสินใจประกาศหารถทัวร์ทางเพจ ก็ได้รถทัวร์จากพี่จิตอาสาท่านหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ เขาขอแค่ค่าน้ำมันรถกับค่าสึกหรอนิดหน่อย พอได้รถมาแล้วเราก็รับเต็มพิกัดเลย วิ่งรถทัวร์รับส่ง ไปกลับกรุงเทพฯ พักหนึ่งวัน ถึงวันนี้ก็ทำมาเดือนหนึ่งแล้ว ค่าใช้จ่ายแต่ละรอบตกอยู่ที่ห้าหมื่นกว่าบาท

รอบละห้าหมื่นแบบนี้ ทุนไม่หมดเหรอ หรือคุณเปิดรับบริจาคด้วย

เรายืนยันกับตัวเองเสมอมาว่าจะไม่ประกาศรับบริจาค เรามาทำตรงนี้ด้วยความจริงใจและอยากช่วยเหลือคนที่ลำบากจริงๆ เมื่อทำแล้วก็ไม่อยากโดนกล่าวหาว่าเป็นนักบุญทุนคนอื่น ขอใช้แค่เงินตัวเองและพรรคพวกดีกว่า แต่ก็เคยมีกลุ่มแฟนคลับที่ไม่ประสงค์ออกนามสนับสนุนมาหลังไมค์บ้างเหมือนกัน

ถามว่ามีช่วงที่ทุนหมดมั้ย มีครับ งานนี้ใช้ทุนเยอะ แต่ปกติผมทำบริษัทเสื้อกีฬา เป็นพ่อค้าออนไลน์อยู่แล้ว ก็เลยทำเป็นโครงการ ‘จากเสื้อผ้ากีฬาเปลี่ยนเป็นค่าน้ำมันรถ’ ให้คนที่อยากช่วยเหลือค่าน้ำมัน สนับสนุนผ่านการซื้อเสื้อกีฬา จะไม่มีใครโอนเงินมาให้เฉยๆ โดยเปล่าประโยชน์ อย่างน้อยต้องได้ของเป็นสิ่งตอบแทน

ซองดูฮี จากคนขับรถสู่ YouTuber เงินล้านวัย 25 ผู้พาคนอีสานนับพันกลับบ้านไปรักษาโควิด

หนึ่งเดือนที่ผ่านมาคุณรับผู้ป่วยมารักษาแล้วกี่คน

เฉพาะในเขตจังหวัดศรีสะเกษก็เกือบๆ สี่ร้อยคน แต่นี่ยังไม่รวมจังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสานที่ผมไปส่ง รวมทั้งหมดเกินพันคนแน่ๆ มีไปส่งทั้งบุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี ยโสธร และร้อยเอ็ด

คุณต้องทำงานร่วมกับใครบ้าง

เราเป็นจิตอาสา ก็ช่วยได้ในจุดหนึ่ง แต่ทั้งหมดทั้งมวลของการช่วยเหลือก็เป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่และโรงพยาบาลรัฐ ดังนั้น เราต้องทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ เรารับผู้ป่วยมารักษาเองไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือการแบ่งเบาภาระ อย่างน้อยเขาไม่ต้องเหนื่อยรับส่ง เรารับมาให้ เขาก็รักษาต่อไป

ซองดูฮี จากคนขับรถสู่ YouTuber เงินล้านวัย 25 ผู้พาคนอีสานนับพันกลับบ้านไปรักษาโควิด

ช่วยเล่าขั้นตอนการรับส่งผู้ป่วยให้ฟังหน่อย

เบื้องต้น เมื่อผู้ป่วยตรวจพบเชื้อก็ต้องติดต่อไปที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือโรงพยาบาลตามภูมิลำเนาเดิมของตัวเองว่ามีเตียงรักษาหรือไม่ ถ้าได้เตียง ตอบรับกันเรียบร้อย เราจะให้ผู้ป่วยกรอกข้อมูลในเพจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้การช่วยเหลือ โดยต้องกรอกที่อยู่ที่จะให้เราไปรับที่กรุงเทพฯ และปลายทางที่เราต้องไปส่ง เสร็จปั๊บเราก็จะจัดคิว นำรถทัวร์หรือรถตู้ไปรับ เพื่อลำเลียงพวกเขากลับมารักษายังภูมิลำเนาเดิม

พอมาถึงก็จะคัดแยกอาการ ถ้ามีใครอาการหนัก ต่อให้เขาเป็นคนนอกจังหวัด เราก็จะรีบส่งไปรักษาด่วนในโรงพยาบาลที่นี่ก่อน แต่คนไหนที่อาการไม่หนัก เราก็จะไปส่งถึงภูมิลำเนา ซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่เขาติดต่อรักษาไว้

พูดง่ายๆ คือมีสามขา จากศรีสะเกษไปกรุงเทพฯ รับจากกรุงเทพฯ กลับมาศรีสะเกษ และส่งต่อจากศรีสะเกษไปยังภูมิลำเนาเดิมของผู้ป่วย

บางคนรับมารักษาเสร็จ ผมต้องกลับไปส่งเขาที่กรุงเทพฯ อีกนะครับ เขาทำงานอยู่ที่นั่น แต่ไม่มีรถ เดินทางไม่ได้ เราก็ให้เขาติดรถที่จะเข้าไปรับผู้ป่วยที่กรุงเทพฯ รอบถัดไป

ซองดูฮี จากคนขับรถสู่ YouTuber เงินล้านวัย 25 ผู้พาคนอีสานนับพันกลับบ้านไปรักษาโควิด

ก่อนหน้านี้คุณก็เคยช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนหลายครั้ง ทั้งเหตุน้ำท่วมภาคใต้และจังหวัดเลย ความตั้งใจของคุณคืออะไร

อย่างที่บอก ผมเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้าน พ่อแม่เป็นผู้พิการทางสายตาทั้งคู่ ความยากจนนี้เป็นสิ่งที่ผมจดจำตั้งแต่เด็กจนโต ผมรู้ดีถึงความยากลำบาก จำได้ทุกวินาทีว่าชีวิตตอนนั้นเป็นยังไง

เราเคยลำบากมากที่สุดถึงขั้นไม่มีเงินติดตัว พ่อแม่พาไปขอข้าวขอน้ำจากบ้านคนอื่น ตอนที่เขาให้ข้าวให้น้ำเรา เรารู้สึกพิเศษมาก เขามีพระคุณกับเรา โตขึ้นเราอยากตอบแทนพวกเขาเหล่านั้น 

ความช่วยเหลือที่ได้รับ ทำให้ผมอยากช่วยคนอื่นเป็นชีวิตจิตใจตั้งแต่เด็ก พอวันหนึ่งเรากลายเป็นคนดัง มีชื่อเสียงเงินทอง มีสิ่งที่พอเหลือ จริงๆ ก็ไม่ถึงกับเหลือหรอกครับ ทุกวันนี้ผมก็ไม่ได้มีถึงร้อยล้าน พันล้าน ยังคงเป็นหนี้เหมือนคนอื่นที่ทะเยอทะยาน อยากให้ชีวิตตัวเองประสบความสำเร็จ แต่ผมก็อยากแบ่งปันสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราช่วยได้ อยากช่วยคนที่ลำบากมากกว่าเรา คนที่เขายังไม่ได้รับความช่วยเหลือ บางคนไม่มีคือไม่มีเลยจริงๆ นะครับ 

เราอยากช่วยเขาเหมือนที่ครั้งหนึ่งก็มีคนช่วยเรา วันนั้นผมดีใจที่มีคนช่วย วันนี้คนที่ผมได้ช่วยก็คงดีใจเหมือนกับผมตอนนั้น

ทุกคนรู้จัก ‘ซองดูฮี’ ในบทบาทนักร้องและ YouTuber การที่คุณทำงานอาสาแบบนี้ กังวลไหมว่าคนจะมองว่าคุณทำเพื่อภาพลักษณ์

นาทีนี้ไม่มีความกังวลใดๆ ครับ ไม่มีวีรบุรุษที่ไหนจะสร้างภาพท่ามกลางวิกฤตแบบนี้หรอก ผมปฏิบัติหน้าที่เอง รับส่งผู้ป่วยเอง ใกล้ชิดโรคตลอดเวลา แต่ผมไม่เคยรังเกียจ ต่อให้ใครบอกว่าผมสร้างภาพหรือทำเพื่อภาพลักษณ์อะไรก็ตาม อย่างน้อยก็เป็นภาพที่ดีไม่ใช่เหรอครับ เป็นภาพที่เราได้ช่วยเหลือคนอื่นจริงๆ เราไม่สามารถบังคับความคิดคนอื่นได้ แต่เรารู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองทำอะไรอยู่ รู้ว่าสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์จริงๆ

ซองดูฮีจากคนจนสุดในหมู่บ้าน สู่ YouTuber ศรีสะเกษเงินล้าน เคยติดโควิด และอาสาพาผู้ป่วยโควิดกลับอีสานไปรักษาตัว
ซองดูฮีจากคนจนสุดในหมู่บ้าน สู่ YouTuber ศรีสะเกษเงินล้าน เคยติดโควิด และอาสาพาผู้ป่วยโควิดกลับอีสานไปรักษาตัว

อยู่กับมันให้เป็น เย็นกับมันให้พอ

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา คุณเป็นหนึ่งคนที่โชคร้ายติดโควิด-19 ช่วยเล่าเหตุการณ์นั้นให้ฟังหน่อย

วันนั้นผมไปถ่ายมิวสิกวิดีโอที่ขอนแก่นแล้วพบว่าในกองมีคนติดโควิด ทีนี้ก็ถึงทีของเรา คืนนั้นรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว นอนหลับไม่สบาย จึงรีบไปตรวจก่อนออกกองรอบที่สอง ก็เจอเลยครับ เป็นเชื้อโควิด-19 

ผมไม่โกรธคนที่ทำให้ผมติดเลยนะ แต่พอตรวจเจอตอนนั้น ทัวร์ลงผมเลย ทั้งประเทศด่าผมสารพัด โดนกล่าวหาว่าไม่ระมัดระวังตัว เป็นพาหะนำเชื้อไปติดคนอื่น ตอนที่เข้ารับการรักษา ผมจึงพยายามทำคลิปออกมาเพื่อสร้างความกระจ่างแก่ประชาชนและคนที่ยังไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นจริง อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าโรคโควิดเป็นยังไง รักษาแบบไหน ใช้เวลาเพาะเชื้อถึงเชื้อตายกี่วัน ผมอยากให้คนที่ยังไม่ติดคลายความกังวลลง

หมายความว่าหลายคนที่คุณช่วยเหลือ ก็อาจเป็นคนเดียวกับที่ครั้งหนึ่งเคยกล่าวหาคุณ

คนเราจะรู้จักเห็นอกเห็นใจก็ในวันที่เราเจอมันด้วยตัวเอง เมื่อเราหรือคนในครอบครัวติดโควิด เมื่อนั้น เราจึงจะเข้าใจคนที่เคยติดมาก่อน ผมว่าวันนี้หลายคนคงเข้าใจผมแล้ว คนที่เคยติฉินนินทาผม ผมได้ช่วยลูกหลานเขาเกือบหมด อย่างน้อยผมใช้สิ่งนี้เป็นความดีให้เขาดู ว่าผมไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองที่เขาเคยว่าผมเลย สิ่งที่เขาพูดถึงผมในวันนั้นกับสิ่งที่ผมทำในวันนี้ไม่เกี่ยวกัน

ซองดูฮีจากคนจนสุดในหมู่บ้าน สู่ YouTuber ศรีสะเกษเงินล้าน เคยติดโควิด และอาสาพาผู้ป่วยโควิดกลับอีสานไปรักษาตัว

การป่วยเป็นโควิด-19 ให้อะไรและเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

อย่างแรกมันสอนให้เราอดทน ทำให้เรารู้จักสังคมมากขึ้น จะรู้ได้ว่าใครจริงใจ ใครรังเกียจก็ต่อเมื่อเราติดโควิดนี่แหละ เอาจริงๆ ติดโควิดก็ดีนะ ได้หลายอย่างเลย รู้บทบาทชีวิต รู้ว่าต่อจากนี้ควรทำยังไง

ถามว่าเอาอะไรไปบ้าง นอกจากโควิดจะคัดกรองโรคแล้ว ยังคัดกรองคนออกจากชีวิตเราด้วย โควิดช่วยเอาคนไม่ดีออกไปจากชีวิต นอกจากนั้นมันก็ทำให้เสียโอกาสบ้าง ไม่ได้ทำงานสิบสี่ สิบห้าวัน ก็คิดซะว่าเป็นการพักผ่อนร่างกายก็แล้วกัน

สิ่งที่หลายคนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับโควิด-19 คืออะไร

ผมอยากบอกทุกคนว่าโควิดเป็นโรคที่รักษาหาย และทุกโรคมีคนตายทั้งนั้น โรคมะเร็งหรือเบาหวานวันนี้ก็ทำให้คนตาย แต่ที่ข่าวไม่ได้นำเสนอเพราะโรคเหล่านี้อยู่กับเรามานานแล้ว คนชินแล้ว 

แต่โควิด-19 เป็นโรคที่เกิดขึ้นใหม่ เมื่อยังไม่มีวิธีรักษาหรือป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โรคนี้จึงเป็นที่พูดถึงเยอะในสังคม ถามว่าน่ากลัวไหม ก็น่ากลัว เพียงแต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เราต้องรังเกียจกัน โรคนี้รักษาหาย อยู่ในร่างกายแค่เจ็ดถึงสิบสี่วัน หลังจากนั้นก็ทำอันตรายต่อร่างกายเราไม่ได้ ตอนที่ผมรักษาก็ไม่ได้ใช้อะไร นอกจากยาแก้ไข้ แก้ไอธรรมดา แต่ที่น่ากลัวคือ โควิดมักไปกระตุ้นคนที่มีโรคประจำตัวให้กำเริบมากขึ้น และเป็นโรคระบบทางเดินหายใจด้วย ก็เลยถูกวิพากษ์วิจารณ์มากในตอนนี้

แต่ถ้าเราเข้าใจ อยู่กับมันให้เป็น เย็นกับมันให้พอ ผมเชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้แน่ๆ

ซองดูฮีจากคนจนสุดในหมู่บ้าน สู่ YouTuber ศรีสะเกษเงินล้าน เคยติดโควิด และอาสาพาผู้ป่วยโควิดกลับอีสานไปรักษาตัว

อยู่อีสานไม่อดตาย

หลายคนมองว่า จังหวัดเล็กๆ ในภาคอีสานไม่ค่อยมีโอกาส ไม่น่าอยู่ ไม่น่าทำงาน ไปอยู่เมืองใหญ่ดีกว่า คุณเห็นด้วยไหม

มันก็แล้วแต่มุมมองของคนนะครับ คนภาคกลางบางคนหรือคนกรุงเทพฯ แท้ๆ ก็มาซื้อที่ในภาคอีสานหรือในต่างจังหวัดเยอะ กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ แออัด ไม่ได้มีธรรมชาติและอากาศดีๆ

ที่สำคัญ ภาคอีสานน่าอยู่นะ คนอีสานปลูกฝังตั้งแต่เป็นเด็ก วัฒนธรรมต่างๆ จะสอนให้เรามีน้ำใจ คนที่นี่ต่อให้ไม่มีข้าวกิน เดินไปบ้านหลังโน้น บ้านหลังโน้นก็เรียกกินข้าว เดินไปบ้านหลังนี้ บ้านหลังนี้ก็เรียกกินน้ำ อยู่ภาคอีสาน ต่อให้สิ้นเนื้อประดาตัว เราก็จะมีข้าวและน้ำกินทุกวันจากน้ำใจของคนภาคเดียวกัน

คุณขับรถอยู่กรุงเทพฯ ทำไมตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด

ผมเป็นโรคภูมิแพ้ แพ้อากาศ ตัดสินใจกลับอีสานเพราะเจอฝุ่น PM 2.5 ตอนนั้นผมมีรถคันหนึ่ง ไม่มีหนี้สิน และพอมีเงินติดตัวอยู่บ้าง ก็เลยตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน อยากดูแลพ่อด้วย ก็กลับมาทำ YouTube อย่างจริงจังที่บ้านไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้คือไม่อยากไปไหนเลย ขออยู่ที่ภาคอีสาน ใช้ชีวิตที่จังหวัดบ้านเกิดดีกว่า

ซองดูฮีจากคนจนสุดในหมู่บ้าน สู่ YouTuber ศรีสะเกษเงินล้าน เคยติดโควิด และอาสาพาผู้ป่วยโควิดกลับอีสานไปรักษาตัว

ความสุขของการได้อยู่ในภูมิลำเนา ได้ใช้ชีวิตในบ้านเกิดของคุณคืออะไร 

ความสุขของผมคือการได้อยู่กับสิ่งที่เราสร้างให้เติบโต ได้อยู่กับหมู่บ้าน อยู่กับพี่น้องและสังคมที่เราเกิดมา อยู่กับคนที่เราควรอยู่ บางคนไปทำงานกรุงเทพฯ กลับมาอีกทีก็คือพ่อตายแม่ตาย มาได้แค่งานศพหรืองานเทศกาล แต่นี่เราได้อยู่กับเขา ได้คลุกคลีกับครอบครัวเราตลอด ก็เป็นความสุขแบบหนึ่ง ได้ใช้ลมหายใจไปกับการตอบแทนคนที่เรารัก ตอบแทนคุณบ้านเกิด

ถ้าหมดโควิดแล้ว ผู้อ่านอยากไปเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษบ้านคุณ คุณอยากแนะนำให้ไปเที่ยวที่ไหน

มาศรีสะเกษก็อยากให้มาชิมทุเรียนภูเขาไฟ ขึ้นชื่อและอร่อยมาก ส่วนสถานที่ วัดวาอารามที่นี่ก็น่าเที่ยว น้ำตกก็มี ลองมาเที่ยวดูครับ หรือว่างๆ แวะมาหาซองดูฮีก็ได้นะ (หัวเราะ)

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load