กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

Avatar

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

7 กุมภาพันธ์ 2561
199 K

‘อันนั้นก็ดี อันนี้ก็น่ารัก’

เราสงสัยว่าคนในคลิปเขาจะรู้ตัวไหมน้า ว่าความน่ารักของเสื้อผ้า หน้าผม สิ่งละอันพันละน้อย ที่เธอชี้ชวนให้เราดูนั้น มันน่ารักขึ้นมาหลายระดับทันทีที่เธอพูด น้ำเสียงที่เธอใช้ ท่าทางที่เปลี่ยนไปจากที่เราเคยจำได้ ทำให้หญิงสาวคนนี้กลายเป็นที่รักของชาวโซเชียลในชั่วข้ามคืน

วันนี้เรามีนัดจิบน้ำชายามบ่ายกับ พี่ขวัญ-สู่ขวัญ บูลกุล ที่ The St. Regis Bar

ฝนที่ตกตลอดทั้งเช้า ทำให้เราพลาดการเดินเที่ยวชมห้างร้านใกล้เคียงกับพี่ขวัญ แบบที่เราดูในรายการ Celeb Blog รายการออนไลน์ที่พี่ขวัญทำร่วมกับนิตยสาร แพรว

ยอดผู้ชมนับล้าน คนไลก์และคนแชร์จำนวนมหาศาล ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่เรามาเจอกันในวันนี้

เราคุยกันเรื่องช้อปปิ้งกับคาถากลั้นใจสะกดเงินในกระเป๋า วาระที่พี่ขวัญกลายเป็นไอดอลของหนุ่มสาวทุกวัย ชีวิตอีกมุมที่ยิ่งทำให้พี่ขวัญเป็นผู้หญิงในอุดมคติมากขึ้น มากขึ้น เข้าไปอีก

อย่าเสียเวลาเลยค่ะ เชิญทุกคนมาล้อมวง สนทนาและจิบน้ำชายามบ่ายนี้ด้วยกัน ระหว่างนี้ขอเสิร์ฟบอสตันล็อบสเตอร์ต้มยำในขนมปัง พัฟมูสตับเป็ด นอร์วีเจียนแซลมอนมัสตาร์ดน้ำผึ้ง ชิลี่ช็อกโกแลตทาร์ต คาโนลี่ส้ม เค้กฮาเซลนัท ไปด้วย

นั่นไง พี่ขวัญเดินมานู่นแล้ว

สู่ขวัญ บูลกุล

ภาพจำในรายการ Celeb Blog พี่ขวัญจะมาพร้อมวลีว่า ‘ของมันต้องมี’ ในความเป็นจริง ทุกอย่างมันเป็น ‘ของมันต้องมี’ ขนาดนั้นเลยเหรอ

จริงๆ พี่ขวัญยังคุยกับโยหรือน้ำหวาน คนตัดต่อรายการ อยู่เลยว่า คำว่า ‘ของมันต้องมี’ มาจากไหน น้ำหวานก็บอกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่พี่ขวัญไปจตุจักร พี่ขวัญก็พูดว่า “ของมันต้องมี” ขึ้นมาจริงๆ เขาเลยจำวลีนี้และตัดต่อใส่ไปเรื่อยๆ แต่จริงๆ มันไม่ใช่คำพูดติดปากพี่ขวัญเลย ถ้าลองกลับไปดูจะเห็นว่าพี่ไม่ค่อยพูดนะ มีแค่ขึ้นแคปชัน แต่ในเมื่อตอนนี้ทุกคนจำว่า ‘ของมันต้องมี’ โดยสู่ขวัญ ถ้างั้นก็สู่ขวัญก็ได้

ลิปสติกที่ว่ามีร้อยแท่งคือร้อยแท่งจริงๆ

เกินร้อยแท่งค่ะ วันก่อนพี่ขวัญเพิ่งทำ live เรื่องนี้ไป

ต้องเล่าก่อนว่าพี่ขวัญเป็นคนโบราณ ไม่ค่อยรู้เรื่องโลกออนไลน์เท่าไหร่ สิ่งเดียวที่มีและแอ็กทีฟคือ Instagram

ตอนที่ทำรายการ เราไม่ได้คิดว่าจะมีคนดูมากมายขนาดนี้ ไม่คิดมาก่อนว่าทุกคนอยากจะมีลิปสติกสีเดียวกับพี่ขวัญ หรืออยากได้สิ่งที่พี่ขวัญคิดว่ามันน่ารัก แต่พอเรารู้ว่าสิ่งที่ทำส่งผลต่อคนอื่น เช่น เครื่องสำอางเคาน์เตอร์ขายหมด เราก็ตกใจ หรือเข้าไปอ่านคอมเมนต์น้องๆ ที่บอกว่า “เห็นมั้ยพี่ขวัญยังมีถึง 100 แท่งได้ เราก็ซื้อต่อไป” จริงๆ ถ้าเราไม่ลำบาก การช้อปปิ้งเป็นเรื่องสนุกของผู้หญิง เพราะบางอย่างไม่ได้มีราคาแพงมาก แต่มันแพงแน่ๆ สำหรับเด็กที่ยังไม่ได้มีงานทำ หรือเพิ่งเริ่มต้นทำงาน

พี่ขวัญจึงขอทีมงานทำ live เพื่อบอกทุกคนว่าที่มาของลิปสติกหลายร้อยแท่งมาจากแบรนด์ต่างๆ ส่งมาให้ใช้ รวมกับที่ตัวเองซื้อเองบ้าง และพี่ไม่ได้ซื้อของทุกอย่างที่เห็นในรายการ

แต่แฟนรายการทุกคนเข้าใจว่าพี่ขวัญซื้อทุกอย่าง

พี่ขวัญยังถามเพื่อนเลยว่าอะไรทำให้คนรู้สึกว่าพี่ซื้อของทุกชิ้น อาจจะเป็นเพราะคลิปที่ไปร้านพี่เป็ด เป็นร้านวินเทจ แล้วพี่พูดว่า อันนี้เราเอา อันนี้เก็บนะ อันนี้ของพี่ขวัญ อันนั้นซื้อจริง เพราะว่าการหาชุดไปงานเลี้ยงของผู้ใหญ่ซึ่งชอบจัดธีม Gatsby (การแต่งตัวสไตล์วินเทจยุค 1920) เป็นปัญหาระดับชาติของพี่ขวัญเหมือนกัน หรืออย่างคลิปที่ไปเซ็นทรัล ชิดลม เขาให้บัตรกำนัลมาซื้อของแจกผู้ชมเป็นของขวัญปีใหม่ คนก็อาจจะเข้าใจว่าพี่ขวัญซื้อของทุกอย่าง

ในชีวิตจริงพี่ขวัญไม่ได้ซื้อทุกอย่างที่อยากได้ พี่ขวัญคิดว่าเราก็ไม่ควรใช้เงินแบบนั้น พี่เลยรู้สึกว่าข้อดีของการทำออนไลน์คือความคล่องตัวมันสูง เมื่อรายการออกอากาศไปแล้ว มีกระแสตอบรับที่ทำให้เข้าใจผิด เราก็พยายามสื่อสารอธิบายสิ่งที่อยากให้เข้าใจได้ อย่างเช่นเรื่องลิปสติกและการช้อปปิ้งของพี่

ความสุขของการช้อปปิ้งไม่ใช่การได้มานะ พี่ขวัญเชื่อว่าทุกคนไม่ได้ซื้อทุกอย่างที่อยากได้หรอก ความสนุกมันอยู่ที่การเดินดูของ บางอย่างมันอาจจะน่ารัก แต่ไม่รู้จะใส่ไปไหน น่ารัก แต่ไม่เหมาะกับเรา น่ารัก แต่มันแพงเกินไป เหมือนพาไปดูของมากกว่าที่จะบอกว่าซื้อสิ อันนี้ดีนะซื้อเลย

ขอกลับมาที่เรื่องลิปสติกอีกนิดหนึ่งค่ะ คุณโชค (สามี) เข้าใจมั้ยคะว่าสีแดงนี้ต่างกับสีแดงนั้นยังไง สงสัยมั้ยว่าทำไมพี่ขวัญต้องมีลิปสติกหลายแท่ง

ไม่เลย เขาดูไม่ออก พี่เลิกอธิบายไปแล้วเพราะรู้ธรรมชาติของเขา แต่เขาก็จะถามพี่ว่า เขารู้ว่าพี่ช้อปปิ้งจนเสื้อผ้าล้นห้องไปหมด แต่ทำไมพี่ขวัญชอบใส่เสื้อผ้าเดิมๆ

‘เดิมที่ไหนคะ ใหม่ตลอดเลย นี่พี่แยกไม่ออกหรอคะเนี่ย นี่เราอุตส่าห์ซื้อไปขนาดนี้พี่แยกไม่ออกเลยหรอคะ’

ขนาดเสื้อผ้ายังแยกไม่ออกเลย พี่ขวัญเลยไม่หวังอะไรกับการแยกสีลิปสติก เขาแยกไม่ออกหรอกค่ะ มีแต่เราเท่านั้นที่เป็นพันธุ์พิเศษ เราแยกสีออกค่ะ พวกนั้นเขาอาจจะไม่ได้พัฒนาเต็มที่เหมือนเรา

สู่ขวัญ บูลกุล สู่ขวัญ บูลกุล

พี่ขวัญมีคำแนะนำเรื่องงบประมาณช้อปปิ้งในแต่ละเดือนมั้ยคะ พวกเราค่อนข้างควบคุมไม่อยู่

พี่ขวัญว่าเราพิจารณาจากข้อผูกมัดในชีวิตความจำเป็นของชีวิตดีกว่า ความฟุ่มเฟือยไม่ใช่สิ่งที่ดีอยู่แล้ว ถ้าเงินมันซื้อความสุขได้ก็ซื้อ แต่ถ้าซื้อแล้วมันเป็นทุกข์ในชีวิต เป็นภาระในชีวิตทำให้ตัวเองเดือดร้อน หรือทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็อย่าทำ

อย่างที่บอกเราไม่คิดว่าคนจะมาอยากได้สิ่งที่เรามีขนาดนี้ เราน่ะสี่สิบกว่าแล้ว ก็เข้าใจว่าช่วงอายุของคนที่ติดตามรายการก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน นั่นคือมีหน้าที่การงานและมีกำลังซื้อพอสมควร แต่เมื่อพบว่ามีเด็กๆ ติดตามรายการด้วย พี่ขวัญก็รู้สึกเป็นห่วง

เป็นห่วงว่า…

พี่ขวัญไม่อยากจะเป็นต้นแบบว่าเราซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า

ถ้าคุณมีเงินเดือน 12,000 บาท มีรายจ่าย ได้แก่ ค่าโทรศัพท์มือถือ ค่ากิน ค่าอยู่ มันก็แทบจะไม่เหลือเก็บอยู่แล้วนะคะ เพราะฉะนั้น ช้อปปิ้งแทบไม่ได้เลย อาจจะได้เสื้อเชิ้ตสักตัวหนึ่งหรืออะไรที่เราจะใส่ไปที่ทำงาน เราอาจจะต้องพิจารณาสถานภาพทางการเงินของเราว่าอยู่ประมาณไหน ภาระที่เราจะต้องรับผิดชอบเป็นยังไง

วิถีช้อปปิ้งอย่างแหลกลาญนั้นมีอยู่ วิธีการก็คือ ถ้าเรียนหนังสืออยู่ ขอให้ตั้งใจเรียนอย่างดีที่สุด ถ้าเริ่มต้นทำงาน ก็ขอให้ทุ่มเท ขยัน อดทน ขวนขวายให้มากที่สุด ช่วงอายุ 20 ปีขึ้นไป เราควรทำงานชนิดที่ไม่มีเวลาว่างไปช้อปปิ้ง นี่คือวิถีชีวิตที่ถูกต้อง และเมื่ออายุ 35 ทุกอย่างจะเหมาะสมและถูกต้องแก่การจับจ่าย แล้วเมื่อวันนั้นมาถึงคุณจะช้อปปิ้งสนุกมากที่สุด เทียบไม่ได้กับวันนี้ที่ต้องคิดแล้วคิดอีกหากจะซื้อของสักชิ้น

ทำงานชนิดที่ไม่มีเวลาไปช้อปปิ้งของพี่ขวัญเป็นยังไง

สมัยเริ่มทำงานที่เนชั่น พี่ต้องใช้กระเป๋าใบใหญ่เพราะในนั้นมีทั้งหนังสือพิมพ์ มีหนังสือ มีทุกอย่าง ช่วงนั้นพี่ไม่หยุดอ่าน ฟัง และรับรู้ข้อมูลเลย เพราะงานนักข่าวสายเศรษฐกิจที่พี่เริ่มต้น พี่ไม่ได้เริ่มต้นจาก 0 แต่พี่ติดลบที่ 100 กว่าที่พี่มาถึงจุดที่ 0 และไต่ระดับขึ้นไป พี่ต้องทำงานกับตัวเองหนักมาก ตอนทำงานอย่าว่าแต่ช้อปปิ้งเลย มันไม่ว่างจริงๆ จากที่เคยกินข้าวกับเพื่อนทุกวันศุกร์ ลืมเรื่องนั้นไปได้เลย เพราะทำงานตลอดเวลาจริงๆ

ในความรู้สึกพี่งานเรามันยากมาก เราไม่สามารถที่จะคิดว่า ‘เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน’ ได้เลย เพราะพรุ่งนี้เราสัมภาษณ์ CEO ธนาคาร เราจะไปแบบไม่รู้อะไรเลยในหัว เราจะถามคำถามท่านว่าอะไร มันก็ต้องอ่านทุกอย่างใหม่หมด

พี่ขวัญมีความเชื่ออย่างหนึ่งที่เชื่อเสมอนะ และเจอใครพี่ขวัญก็จะบอกตลอด ว่าช่วงตั้งต้นของชีวิตจงทำงานให้หนัก ถ้ามันจะต้องอดหลับอดนอนบ้าง ธรรมชาติเขาใจดีกับเรา อนุโลมให้เราหามรุ่งหามค่ำได้โดยที่ร่างกายโอเค และแม้สังคมจะเปลี่ยนไป เด็กๆ อยากได้เงินเยอะๆ ไม่อยากทำงานที่หนักและได้เงินเดือนน้อยๆ ในยุคสมัยพี่ขวัญไม่ใช่แบบนี้ ไม่มีใครทำงานรวยในช่วงอายุยี่สิบปีกว่าๆ แต่เป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตจริงๆ สำคัญมากนะ เพราะวันหนึ่งที่คุณพร้อมทุกอย่าง เราทุ่มเทกับมัน เราขยัน เราพยายาม เราอดทน พอถึงจุดหนึ่งชีวิตเปลี่ยนไป มันตอบแทนอะไรเรามากกว่าเรื่องของเงิน

และเมื่อจะซื้อของสักชิ้น พี่ขวัญจะ…

ถ้าพี่อยากจะซื้อของบ้าๆ บอๆ แพงๆ ต้องเป็นเงินของพี่ขวัญเองเท่านั้น สามีจะดูแลจ่ายค่ายา ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนลูก ค่ากินอยู่ สิ่งนั้นเป็นสิ่งจำเป็น พี่ยินดีถ้าเขาจะเป็นคนออกค่าใช้จ่าย แต่ถ้าพี่อยากได้อะไรบ้าบอพี่จะไม่ใช้เงินสามีเลย เพราะพี่รู้ว่าเขาทำงานหนักและสิ่งที่เขาทำมันไม่ใช่ธุรกิจที่มีส่วนต่างกำไรมหาศาล แต่เป็นงานที่เขาทำเพราะรัก เพราะผูกพัน และคือความภาคภูมิใจ ทำเพราะอยากให้รู้ว่าเกษตรกรไทยอยู่รอดในสังคมโลกได้ เพราะฉะนั้น พี่จะไม่ใช้เงินเขาซื้อของราคาแพงที่พี่อยากได้

สู่ขวัญ บูลกุล สู่ขวัญ บูลกุล

เวลาเดินดูของพี่ขวัญมักจะโดนดึงดูดหรือพ่ายแพ้ให้กับของแบบไหน

ไม่มีของที่ดึงดูดเป็นพิเศษชนิดที่กลับบ้านไปแล้วนอนไม่หลับนะ เราผ่านการช้อปปิ้งมายาวนานแล้ว ถ้าคำถามนี้เกิดขึ้นในช่วงเด็กพี่คงตอบได้ อ๋อ โอเค พี่รู้แล้ว ก่อนหน้านี้พี่เป็นคนที่ช้อปปิ้งแบบซื้อๆๆๆ ซื้อจนมีกางเกงซ้ำกัน มีเสื้อซ้ำกัน มีเครื่องสำอางซ้ำ จนถึงจุดหนึ่งเราพบว่าห้องเสื้อผ้าจะถล่มแล้ว และพี่ขวัญไปเจอหนังสือ ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว เราก็เริ่มตัดสินใจเคลียร์ของ

แล้วพี่ขวัญกล้าทิ้งจริงๆ หรอคะ

อย่าใช้คำว่าทิ้ง เพราะไม่เคยทิ้งอะไรเลย พี่ขวัญเอาไปบริจาค ความรู้สึกเปลี่ยนเลยนะ บางอย่างเรารักของเราแล้วเราไม่อยากทิ้งและมันยังดูดี และถ้าเปลี่ยนจากคำว่าทิ้งมาเป็นคำว่าบริจาคให้แก่คนที่เขาไม่มี เราจะสามารถดึงมันออกจากราวแล้วกองได้ทันที

อันนี้เป็นคำที่มาจากหนังสือ หรือเป็นความคิดพี่ขวัญเองคะ

เป็นความรู้สึกพี่เอง พี่ก็จะแยกเป็นกอง จะมีกองที่บริจาคไปยังที่ต่างๆ ง่ายๆ อย่างเช่นพวกเสื้อยืดกางเกงขาสั้น กางเกงยีนส์ กางเกงยืดๆ ใส่สบายที่เรามีความรู้สึกว่ามันเหมาะสำหรับสถานที่นั้นๆ ส่วนชุดราตรีก็จะไว้อีกกองหนึ่ง แต่ทุกอย่างไม่มีคำว่าทิ้งค่ะ พี่ขวัญเอามาให้น้องที่ออฟฟิศเลือกหยิบแล้วให้เขาบริจาคตามกำลังศรัทธา

สิ่งที่ดีมันไม่ใช่แค่ตู้โล่ง หลังจากที่เราจัดตู้เสื้อผ้าเราแล้ว เราจะเริ่มเห็นว่าเรามีอะไร เรามีกางเกงสีดำมากพอที่จะใส่ไปจนตาย มีทุกแบบ จะห้าส่วน หกส่วน ยาว บาน ลีบ สกินนี่ เอวสูง เอวต่ำ ซิปหน้า ซิปหนัง กำมะหยี่ ผ้าไหม ผ้าลินิน สีดำไม่ต้องซื้อแล้วเนอะ จนกว่าจะแก่ตายกันไป ต่อมาที่สีขาว ทำไมซื้อกางเกงลินินสีขาวมากขนาดนี้ ไม่ต้องซื้อแล้วนะ สีน้ำเงินซื้อทำไมเยอะมาก เคยใส่มั้ยกางเกงสีน้ำเงิน ไม่ค่อยใส่เลย หยุดซื้อได้แล้วนะ ชัดเจนมากขึ้น

สรุปแล้วพี่ขวัญเคลียร์เสื้อผ้าในตู้ไปเท่าไหร่คะ

30% ค่ะ

เหลือ 30% เหรอคะ

เคลียร์ออกไป 30% ค่ะ

พี่ขวัญเคยบอกว่าการเลือกซื้อของบอกคาแรกเตอร์บางอย่างของคนได้ อย่างนี้เราควรไปเดตกันที่ร้านเสื้อผ้าไหม

จริงๆ เขาแต่งตัวมายังไงก็รู้แล้วนะ ไม่ต้องไปถึงห้างหรอก

สู่ขวัญ บูลกุล สู่ขวัญ บูลกุล

แล้วถ้าเขาเป็นคนดีทุกอย่าง แต่สไตล์การแต่งตัวเข้ากันไม่ได้จริงๆ จะทำยังไง

ถ้าคนสองคนคบกัน สิ่งสำคัญคือความรักความเข้าใจ เรื่องอื่นอย่าเอามาเป็นประเด็นใหญ่

‘คนนี้น่ารักมากเลยนะ ดีทุกอย่าง แต่แต่งตัวเชย’ คุณคะ คุณหาคนดีๆ แบบนี้ยาก เสื้อผ้าค่อยๆ เปลี่ยนได้ อย่าลืมว่าความรักคือการให้เกียรติกันและกัน ถ้าเราไม่ชอบสไตล์เขา ไม่ชอบทรงผมเขา ทำไมใช้รองเท้าแบบนี้ เหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ตอนเราอายุน้อยกว่านี้เราก็ไม่ได้แต่งตัวแบบนี้จริงมั้ย สไตล์และเครื่องประดับภายนอกมันเปลี่ยนกันได้ ถ้าเจอคนที่ดีจงรักษาเขาไว้ อย่าเอาแต่ใจ

อย่างคลิปรายการ Celeb Blog ของพี่ขวัญที่กำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ขณะนี้ มีที่มาที่ไปยังไง

จริงๆ แล้วเป็นความตั้งใจลึกๆ ของพี่ขวัญว่าถ้าหนังสือหรือสิ่งพิมพ์มาขอความร่วมมือใดๆ จากพี่ พี่ยินดีจะทำให้ เพราะเราโตมาในยุคหนังสือ นิตยสาร สิ่งพิมพ์ เฟื่องฟู และในปัจจุบันที่สิ่งเหล่านี้กำลังจะค่อยๆ หายไปตามกาลเวลา สังคมเปลี่ยน เครื่องมือและวิธีการสื่อสารเปลี่ยนไป พี่ก็รู้ว่าพี่คงช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่หากเราช่วยอะไรได้เราก็จะทำ แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่ง พอดีกับที่แพรวออนไลน์มาชวนพี่ขวัญเขียนคอลัมน์ ตอนนั้นโจทย์แรกเป็นเรื่อง Beauty ซึ่งพี่ก็บอกทีมงานว่าไม่ถนัดมากพอจะให้คำแนะนำใครได้ จึงกลายมาเป็นคอลัมน์ที่จะมีโจทย์แต่ละตอนให้พี่ขวัญตอบ เช่น การจัดตู้เสื้อผ้า ทฤษฎีเลือกเสื้อยืดสีขาว เป็นต้น

ระหว่างที่เขียนคอลัมน์ เอ๋ ทีมงาน จะติดต่อขอนัดถ่ายคลิปสั้นๆ เพื่อเป็นตัวอย่างแนะนำบทความตอนต่อไป พี่ขวัญก็แอบรู้สึกว่าเราทำอะไรมากกว่านี้ได้ไหมที่จะสนุกขึ้น ก็เลยชวนทีมงานออกไปถ่ายคลิปกันที่ห้าง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นที่เอ็มโพเรียม ก่อนจะไปตลาดนัดจัตุจักร ยิ่งทำคลิปก็ยิ่งสนุก เพราะทีมงานก็ปล่อยให้พี่ขวัญทำสิ่งที่อยากทำ ซึ่งก็ยิ่งทำให้พี่ขวัญมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งนี้อย่างแรง เราไปตามหาจริงๆ สงสัยจริงๆ อยากได้จริงๆ อย่างที่บอกไปเมื่อตอนต้นว่าเราก็ไม่คิดมาก่อนว่าคนจะชอบดูพวกเราช้อปปิ้งขนาดนี้

สี่งที่รายการนี้ตั้งใจจะบอกคนดูก็คือ

จริงๆ ไม่ได้ต้องการอะไรจากสิ่งนี้เลย ไม่ได้ต้องการให้มีคนติดตามมาก แค่ทำแล้วมันสนุกดี คนดูดูแล้วอาจจะรู้สึกเพลินๆ ขำๆ อาจจะต่อยอดหรือว่าสร้างแรงบันดาลใจแก่คนที่ดูอยู่ได้ บางคนอาจจะกำลังตามหาลิปสติกอยู่พอดี ไหนไปลองสีแบบพี่ขวัญซิ เหมือนเพื่อนหญิงปรึกษากันมากกว่า เบื่อปากสีนู้ดแล้วควรจะแดงไหนดีนะ พี่ก็หวังแค่นี้

แต่หากสิ่งนี้กำลังส่งผลต่อคน ทำให้เขารู้สึกต้องซื้อหาตามพี่ขวัญ พี่ก็ต้องระวังมากขึ้น ทั้งอธิบายและแนะนำ

ที่มาของทุกสรรพสิ่งล้วนน่ารัก

มาจากน้ำหวานแหละ นอกจากถ่ายแล้วยังเป็นคนตัดต่อด้วย น้ำหวานเล่าว่าต้องดูฟุตเทจก่อนตัดอย่างน้อย 5 รอบเพื่อดูว่าพี่พูดว่าอะไรบ้าง และเจอจักรวาลคำว่าน่ารักเต็มไปหมด พี่ไม่รู้ตัวว่าพี่เป็นคนชอบพูดคำว่าน่ารัก เลยเป็นที่มาของทุกสรรพสิ่งล้วนน่ารัก วลีคำว่า ‘ของมันต้องมี’ ก็เหมือนกัน เกิดจากน้ำหวานใส่แคปชันลงไปในรายการ

สู่ขวัญ บูลกุล สู่ขวัญ บูลกุล

ถ้ารายการนี้มีพี่ขวัญเวอร์ชันผู้ชาย ผู้ชายคนนั้นจะเป็นใคร และเขาจะพาไปดูอะไร

พี่คนนั้นมีในใจแล้ว แต่ขออุบไว้ก่อนได้มั้ย

คิดยังไงเวลาคนมาชื่นชมพี่ขวัญ และยกให้เป็นไอดอล

พี่ไม่ได้ดีกว่าคนอื่นหรอก พี่ก็เหมือนทุกคน พี่เกิดมาพร้อมกับการไม่มีพรสวรรค์ใดๆ เลย เป็นเด็กไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เป็นเด็กที่ธรรมดาที่สุดในโลกคนหนึ่ง พี่รู้แค่ว่าพี่ไม่เก่ง ดังนั้น พี่ต้องพยายาม

พี่ขวัญบอกเด็กๆ เสมอว่า การที่เรามีความรู้สึกแปลกแยกเล็กๆ ว่าไม่มีความฝันจะเป็นหมอ ทนาย สถาปนิก นักออกแบบ หรือมีเป้าหมายชัดเจนเหมือนคนอื่น แล้วสงสัยว่าเราหลักลอยหรือเปล่า พี่ขวัญอยากบอกว่า อย่ารู้สึกตกใจ มันไม่ใช่เรื่องแปลก พี่ขวัญก็เป็นหนึ่งในนั้น ไม่แปลก และก็ไม่ผิด แต่ขอแค่ว่าจงทุ่มกับสิ่งตรงให้ถึงที่สุด ชนิดที่ว่าเมื่อมองย้อนกลับมาจะต้องไม่มีคำว่าเสียดาย เช่น ตอน ม.5 ฉันน่าจะตั้งใจเรียน หรือตอน ม.6 ฉันน่าจะเลือกเรียนคณะนี้ แต่ทำให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน แค่นั้นเอง

มันน่าตื่นเต้นดีนะ ที่จะลองดูกันว่าผลจากการทำสิ่งนี้อย่างดีที่สุดนั้นจะพาเราไปถึงจุดไหน

จนถึงวันนี้ พี่ขวัญยังมีสิ่งที่อยากทำมากๆ อยู่มั้ยคะ

มีนะ แม้จะผ่านมานานแล้วพี่ขวัญก็ยังอยากไปสมัครทำงานเป็นผู้ช่วยนักโบราณคดี แผนกขุดปัดโบราณสถาน โบราณวัตถุ อยู่เลย เป็นความฝันวัยเด็กที่อยากเลือกเรียนโบราณคดีมาก จริงๆ พ่อก็ไม่ได้ห้าม แต่ท่านชวนให้คิดถึงอนาคต ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอาชีพที่ทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้ ท่านจะสอนเสมอว่าต่อให้เป็นผู้หญิงก็ต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้

กับบทบาทแม่ พี่ขวัญเป็นแม่แบบไหน

ถ้าเป็นเรื่องเรียน พี่ให้ความสำคัญกับคอมเมนต์จากครูมากกว่าผลการเรียนของปราบ (ลูกชาย) ถ้าครูบอกว่าปราบไม่ส่งการบ้าน อันนี้พี่จะต้องเรียกมาคุยกันยาวว่าทำไมไม่รับผิดชอบ แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆ ตราบใดที่เรารู้สึกว่าลูกเรามีเหตุมีผล มีความคิดเป็นระบบ ปัญหาต่างๆ ก็จะผ่านไป เพียงรอให้เขาโตพอหรือมีประสบการณ์ชีวิตมากพอ แล้วเราค่อยๆ แนะนำเขา

สู่ขวัญ บูลกุล สู่ขวัญ บูลกุล

พี่ขวัญอยากให้ลูกชายจดจำพี่ขวัญในแบบไหน

จดจำว่าแม่ไม่ใช่คนเก่ง แต่แม่เป็นคนที่พยายาม ปราบชอบบอกว่าเขาไม่เก่ง พี่ก็จะบอกว่า ไม่เป็นไร ขอให้ปราบรู้ว่าปราบพยายามถึงที่สุดแล้ว แม่โอเค ตอนแม่เด็กๆ แม่ก็สอบตก แม่ไม่ใช่คนเก่ง แต่ที่แม่มีทุกอย่างวันนี้ แม่แค่พยายามทำทุกอย่างในมือให้ถึงที่สุด ทำให้สุดความสามารถ

พี่ไม่อยากให้ลูกรู้สึกว่าทุกคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นคนเก่ง แต่เป็นคนที่ไม่ยอมแพ้มากกว่า

ถ้าลูกชายมีของที่อยากได้มากๆ แล้วบอกพี่ขวัญว่า “ของมันต้องมี” พี่ขวัญจะบอกลูกว่ายังไง

ด้วยความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมรอบตัว เขาพอจะรู้ว่าที่บ้านสามารถซื้อหาสิ่งที่เขาอยากได้ได้ แต่มันคงจะไม่เหมาะสมที่เด็กอายุ 12 ขวบซื้อของราคาแพง เขาเข้าใจนะ เพราะเราเลี้ยงเขาในฟาร์ม เขาจะสนิทกับพี่ๆ ที่ทำงานในฟาร์ม ได้เห็นว่าทุกคนต้องทำงานตั้งแต่เช้าถึงเย็น และได้รับค่าจ้างขั้นต่ำรายวันเท่าไหร่ รองเท้าราคา 6,000 บาท เท่ากับรายได้เกือบทั้งเดือนของพี่ๆ ซึ่งมีภรรยา ลูก และพ่อแม่ ที่ต้องดูแล

พี่ก็บอกว่า แม่จะซื้อรองเท้าเตะบอลคู่นั้นให้ปราบ ถ้าปราบเป็นนักฟุตบอลที่ซ้อมทุกวันเพื่อไปแข่ง แต่ถ้าปราบมีไว้ใช้เตะฟุตบอลเล่นๆ หลังบ้านสัปดาห์ละครั้ง แม่ไม่ซื้อให้

ยิ่งคุยยิ่งเห็นความอุดมคติจากพี่ขวัญ

จริงๆ ตอนนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่พี่ตั้งเป้าหมายให้ตัวเอง วันที่เรารู้แล้วว่าอะไรคือความสุขของชีวิต เราต้องการใช้ชีวิตอย่างไร นั่นก็คือ ชีวิตที่ไม่ยึดติดกับชื่อเสียง ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และการได้รู้ว่าตัวเองพอจะเป็นประโยชน์ ก็ทำให้เรารู้สึกมีค่า พี่ไม่ได้คิดว่าจะมีคนสนใจพี่ขนาดนี้ แต่ถ้าการที่พี่อยู่ในจุดนี้แล้วพี่สามารถเป็นประโยชน์ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ใครได้ พี่ก็จะอยู่

สู่ขวัญ บูลกุล

ขอขอบคุณสถานที่: The St. Regis Bar
The St. Regis Bangkok
www.stregisbangkok.com

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load