กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

10 พฤศจิกายน 2560
7.73 K

อติล่าเป็นชื่อของกษัตริย์นักรบผู้ครองจักรวรรดิฮัน ผู้แผ่การปกครองจากเอเชียไปสู่ยุโรป

ชื่อที่ยิ่งใหญ่นี้กลายเป็นชื่อแรกของ อติล่า-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์ ชายหนุ่มลูกครึ่งไทย-สวิสวัย 25 ปี ผู้จากยุโรปมาตามเส้นทางวงการบันเทิงบนแผ่นดินของแม่อยู่หลายปี ก่อนจะโด่งดังเป็นพลุแตกจากการประกวดและเข้ารอบสุดท้ายของ The Face Men Thailand ซีซั่นแรก

นายแบบหนุ่มผิวขาว ตัวสูงใหญ่ นอกจากผมสีเข้ม แทบไม่มีเค้าโครงเอเชียอยู่ในรูปร่างหน้าตา ความโดดเด่นทำให้เขาดูแปลกหน้า แต่เมื่อนั่งลงสนทนากันเพียง 5 นาทีแรก ฉันรู้ทันทีว่าเขามีความเป็นตะวันตกที่น่าค้นหา และมีความเป็นตะวันออกที่เราคุ้นเคยอยู่ในคนคนเดียว

เราพบกันที่หน้าโรงเรียนสอนกังฟู ประตูสู่โลกอีกใบของเขาเปิดออก ให้เราได้มองเห็นชีวิตนอกแสงไฟเจิดจ้าบนรันเวย์

มันไม่สวยหรูงดงาม แต่จริงใจและลึกซึ้ง เหมือนแววตาของเขานั่นแหละ

อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์

แมวโดดเดี่ยว

“ผมไม่ได้บ้าแมวนะ”

เจ้าของฉายา ‘แมวยักษ์’ ยืนยันแข็งขัน แต่แววตาเป็นประกายเมื่อพูดถึงสัตว์เลี้ยงขนฟูขาว

“ผมมีแมวตัวหนึ่งชื่อหมิวหมิว มันเป็นแมวที่ไม่ต้อนรับแขก นิสัยไม่ดีเอาซะเลย มันไม่ต้องการใคร ทั้งที่เราให้อาหารมัน พอมันกินอิ่มก็จะเดินหนีไปไม่สนใจ แต่พอหิวก็จะเข้ามาแม้วๆ (ทำเสียงเลียนแบบแมว) มันน่าจะสะท้อนตัวเรา ผมเป็นคน independent ตั้งแต่ไหนแต่ไร ใช้ชีวิตคนเดียว ดูแลตัวเองตั้งแต่อายุ 14 ผมทำอาหารให้ตัวเอง ไปโรงเรียนเอง เงินค่าเลี้ยงดูก็ต้องบริหารเองหลังจากจ่ายค่าเช่าบ้าน

“พ่อกับแม่ทะเลาะกันแล้วแยกกันอยู่ ในความรู้สึกของผม ที่นี่สะท้อนชีวิตคู่ที่เขาเคยอยู่ด้วยกัน แม่มีความสุขมากกว่าเมื่อไปทำงานอยู่ร้านอาหารไทยกับเพื่อนๆ คนไทย และจะกลับมาแค่อาทิตย์ละครั้ง ผมเลยอยู่ที่บ้านนั้นกับแฟนสมัยเรียนจนอายุ 18”

เด็กหนุ่มลูกครึ่งพยายามดูแลตัวเองอย่างผู้ใหญ่ เขาเรียนหนังสือเก่ง ได้เกรดดีมาตลอด แต่เก็บซ่อนความน้อยใจ โกรธเกรี้ยว กังวลกับการใช้ชีวิตด้วยตัวเองไว้ข้างใน ทุกอย่างระเบิดออกมาหลังการสอบเลข ม.ปลาย ได้คะแนนน้อยเพียงครั้งเดียว

“ผมร้องไห้ออกไปจากห้องเรียนแล้วไม่ยอมกลับไป คนโทรตามก็ไม่รับ หายไปเลย มันทำให้เรารู้ว่าชีวิตไม่โอเค ผมไม่มีความสุข”

หลังจากนั้นหลายปี ความทุกข์จากการอยู่โดดเดี่ยวยังคงตามติดตัวเขา “ตอนนี้โตขึ้น ผมเข้าใจแม่แล้วว่าเขาให้เราทุกอย่างเท่าที่ทำได้ แต่ตอนนั้นเป็นเด็ก เด็กมันไม่เข้าใจหรอก”

เมื่อย้ายออกจากบ้านหลังเรียนจบ ความกดดันที่จะทำงานหาเลี้ยงตัวเองและเรียนมหาวิทยาลัยไปด้วยพร้อมกันเป็นเรื่องหนักเกินรับไหวสำหรับวัยรุ่นคนหนึ่ง ในที่สุดอติล่าตัดสินใจจากสวิตเซอร์แลนด์มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อีกฟากหนึ่งของโลก เมื่อมีคนแนะนำให้เขาไปลองทำงานที่เมืองไทย

“ไปเป็นดารามั้ย”

อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์ อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์

นายแบบไทย

“ดาราคืออะไร ผมอยู่ที่นั่นก็เป็นคนธรรมดา ไม่ใช่คนพิเศษอะไร แต่มีคนบอกว่าทำได้นะ ผมถูกส่งมาอยู่โมเดลลิง ตอนนั้นผมเกลียดกล้องมากๆ ไม่เป็นเหมือนที่เห็นทุกวันนี้ ผมเห็นกล้องแล้วตัวแข็ง ถ้าดูรูปช่วงแรกๆ จะเห็นว่าสายตาผมเป็นศูนย์ ไม่มีอารมณ์อยู่ในนั้นเลย”

นายแบบหนุ่มพูดตรงๆ ว่าในอดีตเขาไม่ได้ตั้งใจกับงานเดินแบบเท่าไหร่นัก ไปสายบ้าง ไม่ดูแลตัวเองเท่าที่ควรบ้าง การทำงานจำเป็นสำหรับการเอาตัวรอด แต่ไม่ได้หล่อเลี้ยงไฟฝันหรือจิตวิญญาณ

“มาถึงเมืองไทยแล้วผมก็ยังดื้อเหมือนเดิม ผมยังไม่ปล่อยวาง ไม่เข้าใจชีวิต ทำไมเราต้องดูแลตัวเองเร็วขนาดนี้ ทำไมชีวิตมันไม่ง่าย ผมคิดว่ามาเมืองนอกแล้วจะหนีปัญหา ได้เริ่มต้นใหม่ แต่มันไม่อยู่ที่สถานที่ มันอยู่ที่ตัวเราเอง ต่อให้ย้ายไปอีกฝั่งหนึ่งของโลก ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม คนที่ต้องเปลี่ยนคือเรา”

อติล่าชี้ที่หัวใจ เด็กหนุ่มที่โกรธชีวิตคนนั้นได้เติบโตและมุ่งมั่นกับเส้นทางนายแบบขนาดไหน คุณมองเห็นได้จากความพยายามของเขาใน The Face Men Thailand จากวันแรกถึง Final Walk

อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์

นักบวชวัดป่า

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว อติล่าเลิกกับแฟนสาว คอนโดหมดสัญญาเช่า หลังจากใช้ชีวิตเป็นนายแบบอยู่ 3 ปีเต็มในกรุงเทพฯ ชีวิตเขากลับมาไม่มีใครและไม่มีบ้านอีกครั้ง

ความว่างเปล่าที่ถาโถมทำให้ชายหนุ่มเดินทางออกจากเมืองหลวง ไปเรียนรู้และค้นหาตัวเองที่วัดป่าสุวรรณโณ จังหวัดชัยภูมิ ตามที่ญาติทางแม่แนะนำมา

“ก่อนผมมาเมืองไทยผมได้อ่านเรื่องพระพุทธเจ้า แล้วศึกษาธรรมะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ผมอยากรู้จัก เข้าใจ ศาสตร์นี้มากขึ้น อยากบวชมาตลอด มันเป็นจังหวะพอดี ตอนนั้นใกล้เบญจเพส และต้องหาที่อยู่ใหม่ก็เลยเอาวะ ลองดู”

อีกเรื่องที่ทำให้หนุ่มลูกครึ่งตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์คือเหตุผลทางไสยศาสตร์ อติล่าสนใจเรื่องการถอดจิต เขาเล่าให้ฟังว่าถูกผีอำและเห็นภาพหลอนที่ไม่น่าเชื่อหลายครั้ง

“ผมแพนิกมาก กลัวมาก เป็นปรากฏการณ์ที่เด็กฝรั่งไม่เข้าใจ ทุกคนไม่เข้าใจ เราหลงไปกับมันมาก จนเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของจิต พอปิดหน้าต่างไม่สนิท เห็นเงาดำตลอด แล้วก็กลัว รู้สึกว่าต้องไปศึกษาเรื่องนี้แล้วต้องควบคุมมันให้ได้

“การบวชเหมือนมาเรียนบทที่สอง มันสมเหตุสมผลไปหมด ผมใส่ชุดขาวเป็นนาคประมาณเดือนครึ่ง แล้วบวชประมาณสี่เดือนครึ่ง ระหว่างอยู่ชัยภูมิผมก็แสวงหาคำตอบ ยังอยู่ไม่สุข เลยไปหาหลวงพ่อที่อุดรฯ อีกเดือนครึ่ง ที่นั่นเป็นวัดป่าที่ป่ากว่าชัยภูมิอีก บิณฑบาตรได้แต่ข้าวเหนียวกับแกงหน่อไม้ โมเมนต์นี้ทำให้ผมชอบหน่อไม้มาก (หัวเราะ) กินหน่อไม้ทุกอย่าง และส้มตำทุกวัน เป็นช่วงเวลาที่ดี ผมชอบมาก ได้อยู่กับตัวเองเยอะ”

เมื่อเดินออกจากการเป็นนักบวช สิ่งที่ได้รับจากโรงเรียนพุทธคือคำตอบว่าเขาทำสิ่งที่ทำอยู่เพื่ออะไร

“ผมไม่ชอบวงการมายา เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมเคยไม่ค่อยตั้งใจกับงานนายแบบ ผมไม่เข้าใจ ไม่ชอบ ไม่ใช่เรา ไม่อยากทำ หลังจากบวชแล้วผมถึงเข้าใจว่าผมโชคดี มีคนอยากให้เราไปถ่ายแบบแล้วพรีเซนต์สินค้าให้เขา ทำไมเราไม่หยิบโอกาสตรงนี้มาเอาไปช่วยคนที่ไม่มีโอกาส ทำไมไม่สร้างอะไรสักอย่างให้คนที่เขาต้องการ ผมอยากใช้โอกาสนี้ช่วยเหลือคนให้มากที่สุด มันไม่ยากเลย อย่างน้อยแค่พูดคุย ขอบคุณ ชมกัน กอดกัน มันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราทำได้ ข้างหลังความยิ้มแย้มแจ่มใสของเรามีคนที่ทุกข์อยู่ แย่กว่าเราอยู่เสมอ”

อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์

นักสู้กังฟู

บทบาทล่าสุดของ อติล่า-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์ ไม่ใช่แค่นายแบบ แต่เป็นนักสู้กังฟูรุ่นที่ 5 ต่อจาก Patrick Gee อาจารย์สอนกังฟูที่เปิดโรงเรียนสอนศิลปะป้องกันตัว FMMA Bangkok ในซอยสุขุมวิท 61 นายแบบหนุ่มเดินนำฉันเข้าไปในห้องเรียนเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสาวๆ ผู้ศึกษาศาสตร์ที่มีต้นกำเนิดจากแม่ชีวัดเส้าหลิน อติล่าอุทิศช่วงเวลาตอนเย็นและค่ำให้กับการสอนมวยหย่งชุนผสมไทเก๊ก กีฬาที่ดึงพลังในร่างกายมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

“หลังจากบวช ผมคิดว่าตัวเองปลงแล้ว แต่ยังคิดมาก กังวลกับอนาคต ความกังวลทำให้เราไม่เคลื่อนไหว ไม่ไปข้างหน้า แล้วก็มาเจออาจารย์ตัวเล็กๆ ที่ซัดผมปลิวเลย

“ตอนแรกผมไม่รู้จักกังฟู เคยดูแต่ในหนังยิปมัน พอได้เรียนถึงพบว่ามันทำให้เราได้อยู่กับตัวเองเยอะ เหมือนการวิปัสนากรรมฐานที่เราไม่ต้องนั่งนิ่งๆ พุทโธๆ สำหรับบางคน การได้เคลื่อนไหวทำให้เราสบายใจขึ้น เจอสมาธิในการฝึกศิลปะป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอ ผมได้ใช้มันในชีวิตประจำวันเมื่อเจอปัญหา แล้วผมก็รู้สึกว่ายังมีคนอื่นที่เป็นแบบผม เจอปัญหาเล็กๆ น้อยๆ แล้วเครียดมากๆ เลยปัดมันออก ไม่เผชิญกับมัน ปัญหาก็ยังตามเรามาอยู่ จนถึงวันที่เราเครียดจนร้องไห้ ระเบิดใส่คนอื่น ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เราลากปัญหามาเยอะมากเพราะเราไม่เคยเคลียร์กับมัน”

อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์

“กังฟูสอนให้ผมมองปัญหาให้ชัดเจนเหมือนธรรมะ มองในสิ่งที่มันเป็น ปัญหาแก้ไขได้มั้ย ทางแก้ปัญหาไหนดีที่สุด ลองทำดู แก้ไขได้จบเรื่อง แก้ไม่ได้ ลองเปลี่ยนวิธี ปัญหาก็จบ ใจก็ว่างลง ในศิลปะป้องกันตัวมันมีแค่นี้ คนต่อยมา มันมีวิธีตั้งรับไม่กี่วิธี 1,2,3 จบ อันไหนเวิร์กกับเราก็เลือกอันนั้น ทุกวันนี้ผมดีลกับสิ่งที่เข้ามาในชีวิต อยู่กับมันได้เพราะผมแยกแยะว่ามันอยู่ตรงไหน ผมมาถึงตรงนี้แล้ว สเต็ปหน้าคืออะไร ต้องติดต่อใคร เราทำทุกอย่างไปพร้อมกันได้เพราะมองเห็นภาพรวม

“ความมุ่งมั่นที่ผมมีในรายการ The Face Men Thailand ผมได้จากกังฟูหมด มาถึงแคมเปญนี้แล้วผมต้องพัฒนาอะไร ทำเลย ไม่ขัดแย้ง กังฟูสอนผมว่าอย่าต่อต้านสถานการณ์ ไหลไปตามน้ำ เวลาเจอคำถามที่ไม่ชอบ ผมจะย้อนกลับไปคิดว่าทำไมไม่ชอบคำถามนั้น ผมยังไม่พร้อมจะยอมรับอะไรในตัวเอง ที่เราอึดอัดเพราะเราตีความเองแทนเขารึเปล่า”

อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์

อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์

ในห้องเรียนศิลปะป้องกันตัว ความเป็นนายแบบถูกทิ้งไว้ด้านนอก เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังเรียนรู้การเป็นครู

“ผมอยากแชร์ประสบการณ์ที่ผมได้จากกังฟูให้คนอื่น ทั้งสมาธิและการเผชิญหน้า มันสอนความมุ่งมั่นและวินัย ผมเคยเป็นคนที่ทำอะไรสำเร็จจริงๆ ในชีวิตน้อยมาก เอาแต่วิ่งหนีปัญหา ท้อ และโทษคนอื่น แต่ความสำเร็จมากับคนที่ทำวันละเล็กละน้อยโดยไม่หยุด ผมได้เปิดคลาสนี้แล้วภูมิใจมากๆ กับการสอน”

อติล่าจับข้อมือฉันแน่น บทเรียนแรกของการฝึกกังฟูคือการสะบัดให้หลุดจากการจับกุม

“พลิกมือมาจับข้อมือผม แล้วทิ้งน้ำหนักแขนไปข้างหลังพร้อมๆ กับก้าวถอยหลัง”

ฉันทำตามที่บอกอย่างสิ้นหวัง ตามประสาคนเล่นกีฬาไม่เป็น ความพยายามไร้ผล เขาพยายามอธิบายอีกครั้งอย่างใจเย็น

“คุณต้องเข้าใจการทำงานของร่างกาย เมื่อคุณพลิกข้อมือแบบนี้ แขนผมจะถูกบิดจนล็อก จากนั้นค่อยดึงตัวไปข้างหลังโดยไม่ขยับข้อศอก”

ฉันลองอีกครั้ง น่าประหลาดใจที่คราวนี้เขาเสียการทรงตัวจนต้องปล่อยมือ ครูฝึกกังฟูยิ้มกว้าง

“ผมมีนักเรียนที่สูงแค่ 150 – 160 เซนติเมตร แต่ทำผมล้มได้ ฝึกการวางตัว ทิ้งน้ำหนักให้เกิดประโยชน์ เราพยายามสอนทีละก้าวให้เหมาะกับร่างกายเขา ยิ่งฝึกก็ยิ่งพัฒนา ใครอยากลดน้ำหนักแนะนำให้มาอย่างน้อย 3 ครั้งต่ออาทิตย์ ส่วนคนผอมก็แนะนำให้กินข้าวมันไก่เยอะๆ จะได้มีแรง”

อติล่าหัวเราะ วินาทีนั้นฉันคิดว่าตัวตนที่น่ารู้จักที่สุดของเขาอยู่ที่นี่

อติลา-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load