กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เมื่อลองไล่เรียงรายชื่อดาวตลกแห่งยุคสมัย ชื่อของ แจ๊ส ชวนชื่น คือชื่อแรกๆ ที่ผมนึกถึง

แม้แทบทุกคนจะนิยามว่าเขาคือ ตลก แต่หากลองไล่เรียงดูจะพบว่างานที่เขาทำนั้นหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพิธีกร นักแสดง หรือนักร้องนำของวงดนตรีชื่อ แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก ที่ใครหลายคนครหาว่า ‘ก็แค่ตลกทำเพลง’ แต่ไปๆ มาๆ เพลงของเขากลับประสบความสำเร็จในโลกออนไลน์อย่างมหาศาล

เพลง มือลั่น ที่เขาเป็นคนแต่งมียอดวิวทะลุล้านภายในค่ำคืน และตอนนี้มียอดวิวกว่า 200 ล้าน เป็นหนึ่งในเพลงไทยที่ประสบความสำเร็จที่สุดในปี 2017

ล่าสุดเขาคือหนึ่งในโปรดิวเซอร์รายการ Show Me The Money Thailand รายการค้นหาแร็พสตาร์ที่ซื้อลิขสิทธิ์มาจากประเทศเกาหลีใต้ เคียงข้างแร็พเปอร์คนอื่นๆ อย่าง Buddha Bless อุ๋ย–นที เอกวิจิตร, เอ็ม–กิตติพงษ์ คำสาตร์ และ โต้ง–สุรนันต์ ชุ่มธาราธร, ดาจิม-สุวิชชา สุภาวีระ, เป้ วงมายด์-บดินทร์ เจริญราษฎร์, ป๊อก Mindset-ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์, เดย์ ไทยเทเนียม และ เอ้ สมาชิกวง BOOM BOOM CASH

หากใครติดตามเขามาตั้งแต่สมัยเป็นตลกคาเฟ่ย่อมเห็นตรงกันว่าแจ๊สคือศิลปินคนหนึ่งของวงการที่ก้าวเท้าเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยคล้ายชีวิตเป็นการอิมโพรไวซ์ที่ไม่มีถูกไม่มีผิด

เมื่อได้นั่งคุยกันหลังช่วงซักซ้อมรายการ Show Me The Money Thailand ก่อนอัดจริงในวันรุ่งขึ้น ทำให้ผมพบว่าชายผู้นี้มีความเชื่อสำคัญสองประการ หนึ่งคือ เขาเชื่อว่าตลกต้องทันสมัย และสอง เขาเชื่อในการลงมือทำ

และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ชื่อของเขายังอยู่ร่วมยุคสมัยในวันที่ตลกจำนวนไม่น้อยหล่นหายไปจากใจคน

แจ๊ส ชวนชื่น

เห็นคุณทำหลายอย่าง อยากรู้ว่าทุกวันนี้เวลากรอกช่องอาชีพในเอกสาร คุณกรอกว่าอะไร

อาชีพรับจ้าง เขียนอย่างนี้มานานแล้ว ตั้งแต่สมัยเพิ่งขนของเล่นตลกใหม่ๆ ตอนนั้นอายุ 14 ย่าง 15 พ่อเคยพูดว่าอาชีพตลกก็ไม่ต่างอะไรกับอาชีพรับจ้าง ทุกวันนี้ก็เขียนว่า รับจ้าง ไม่เคยกรอกคำว่า ศิลปิน มันเขิน

คุณทำทั้งรายการทีวี ทั้งทำเพลงของตัวเอง ทั้งเป็นโปรดิวเซอร์รายการ Show Me The Money Thailand ช่วงนี้คือช่วงที่ชีวิตยุ่งที่สุดแล้วหรือยัง

ที่สุด ยุ่งสุดๆ ทำเกือบทุกวัน เดือนที่ไม่ได้หยุดเลยก็มี เดือนหนึ่งหยุดวันเดียวก็มี ส่วนใหญ่จะหยุดเต็มที่ไม่เกิน 3 วันต่อเดือน ซึ่งสำหรับเรานี่คือยุ่งแล้ว ไม่ได้อยู่กับตัวเองเหมือนเมื่อก่อน สมัยก่อนเราถ่ายรายการหรือถ่ายหนังเราจะรู้เวลาที่เราจะกลับ คือเราเเค่ไปทำงานให้เขาโดยที่เราไม่ต้องคิดอะไร เเต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ เราเริ่มสร้างงานแล้ว ทีนี้กลายเป็นว่าพอกลับมาจะต้องนั่งคิดว่ายังไงดีวะ เพลงหน้าโชว์หน้าจะเป็นแบบไหนดี เฮ้ย ไอ้เพลงนี้น่าเอามาเล่นมาใช้ในโชว์ได้ ทำอย่างนี้ตอนเล่นคอนเสิร์ตน่าจะสนุกดีนะ เหมือนต้องมาคุยงานกับตัวเอง กลับกลายเป็นว่าพอเสร็จจากงานทีวี เราต้องมาคิดงานตรงนี้อีก ซึ่งเมื่อก่อนไม่ต้องคิดอะไรเลย กลับบ้านนั่งกินเบียร์ ดูนู่นดูนี่ไปเรื่อย ได้พักผ่อน

ฟังดูเหมือนดนตรีเป็นภาระของชีวิต เเล้วทำไปทำไม

เราอยากให้คิดกลับกัน สำหรับคนอื่นไม่รู้เป็นยังไง เราเริ่มทำงานวงการบันเทิงมา เรามีตังค์ เเต่ว่ามันไม่เยอะ นี่พูดจากใจเลย เเต่พอเรามาทำวงดนตรีมันได้ครบเลย หนึ่ง เรารัก สอง เหนื่อยเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร สาม ได้เงินดี สี่ ได้ทำงานที่ตัวเองวางไว้ทั้งหมด เราขายงานเราไป เราไม่ต้องถูกบังคับว่าเราต้องเล่นแบบนั้นเเบบนี้ พอเราได้มาเจอดนตรีกลับกลายเป็นว่างานในวงการบันเทิงต่างหากที่เหมือนเป็นภาระ วงการดนตรีเหมือนเป็นงานของเราเเล้ว มันทำให้เรารู้ว่านี่เเหละคือกู ตอนทำงานบันเทิงมันเหมือนกับเราสู้รบว่าจะทำยังไงให้คนได้เห็นตัวตนของเรา เเต่อันนี้คือโหมดที่ทุกคนไม่เคยเห็นในตัวเรา เราชอบฟังเพลง เราชอบร้องเพลง อยากเป็นนักร้องตั้งเเต่เด็กเเต่ไม่มีใครรู้ พอได้ทำแล้วมันยิ่งเข้าตีน ยิ่งเข้าคอ กลับกลายเป็นเเบบนั้น

Show Me The Money Thailand Show Me The Money Thailand

คุณดูมีแพสชันกับดนตรีมาก เวลาได้ยินคนดูถูกว่า ก็แค่ตลกมาร้องเพลง คุณรู้สึกยังไง

เราเถียงในใจ เราคิดอย่างเดียวว่าคำพวกนี้เป็นเเรงผลักดัน เราจะไม่ถือโทษโกรธ คิดอย่างเดียวเลยว่ากูจะทำให้มึงเห็น ทำให้ดูว่ากูไม่ใช่เเค่ตลก คือด้วยอาชีพตลกเราว่าต้องมีคนคิดแหละ บางทีเป็นคนในวงการด้วยที่คิดว่า ตลกเชย ตลกล้าสมัย ตลกไปวันๆ ตลกเเต่งตัวหรือมีบุคลิกสู้ดาราไม่ได้ เเต่เราคิดปลดเเอกกับตัวเองว่า กูจะทำให้ทุกคนเห็นให้ได้ว่าตลกไม่ใช่อย่างที่คุณคิด มันไม่ได้เป็นการเอาชนะแต่เป็นการพิสูจน์

ทุกวันนี้เรายังมีงานจ้าง อย่างน้อยทำเพลงก็ยังมีคนฟัง เราพยายามทำให้ทุกคนเห็น เราจะเอางานของเราเป็นตัวพิสูจน์ เหมือนตอนที่ทำเพลงช้า มันสุ่มเสี่ยงมาก เพราะมองเผินๆ มันไม่ใช่มึง เเต่เราจะพิสูจน์ยังไงให้คนมองว่าจริงๆ เเล้วคือกู คือจริงๆ เราทำได้หมดเเหละ เเต่ดีไม่ดีไม่รู้นะ จะมีใครรู้บ้างว่าเราฟังเพลงหมดทุกเเนว ไม่มีใครรู้ ตั้งเเต่วันเเรกที่ทำวงคนมองเราว่าเราทำอะไร เจอคนนิ่งใส่ คนไม่เอากับเรา แต่เราสู้จนมันได้มา

คุณมีชื่อเสียงอยู่ก่อนแล้ว มาทำวงดนตรีมันไม่ง่ายกว่าคนอื่นหรอ

มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย เราขายวงตั้งเเต่ค่าตัว 4 หมื่นบาททั้งวง เพราะว่าบางงานเขาอยากจ้างเแค่เรา แต่เราไม่เอาเพราะเรามีวง เราเจอมาหมด ไม่ได้หมายความว่า มึงมีชื่อเสียงแล้วเขาจะมาเฮกับมึงเพราะคนเขามาฟังเพลง

เราทำมาทุกอย่างจนวันหนึ่งแม้มันไม่ได้ดีที่สุด เเต่มันเป็นที่พูดถึง เราได้มีตัวตนในวงการว่าเป็นวงที่เอนเตอร์เทน ได้ขึ้นเวทีใหญ่ ซึ่งเราเป็นวงห่าอะไรก็ไม่รู้ ดัง แว้นฟ้อหล่อเฟี้ยว เพลงเดียวเเต่ได้ขึ้นเวทีนั้นเวทีนี้ เราก็ทดสอบมาเรื่อยๆ จนมาหลังๆ เริ่มมีเพลงเราก็รู้สึกมีไฟ คิดว่ากูต้องทำ อยากสร้างงาน

เห็นว่ากีตาร์คุณก็เล่นไม่เป็น พื้นฐานการทำเพลงก็ไม่มี ทำไมถึงทำเพลงจนมียอดวิว 200 ล้านถึง 2 เพลงได้

เราเล่นกีตาร์ไม่เป็น เล่นดนตรีไม่ได้ เเต่เราฟังเพลงมาตั้งเเต่เด็ก ฟังเพลงมาทุกเเนว ลิเกเรารู้ ลำตัดเรารู้ ฐานทุกฐานเรารู้หมดเลย เราก็เป็นคนหนึ่งที่เข้าใจดนตรี เข้าใจคีย์ เข้าใจจังหวะ เข้าใจแนวดนตรี ดนตรีแนวนี้อารมณ์ประมาณนี้ เราเสพงานเยอะ และเรากล้าลงมือที่จะทำ เมื่อก่อนเราก็ไม่กล้านะ ขนาดทำวงก็ไม่กล้าแต่งเพลงเอง แต่เราฟังคำคำหนึ่งของใครสักคน เขาบอกว่า ‘มึงต้องลงมือทำ อย่ามัวแต่คิด ทำผิดถูกช่างมัน’ เออเว้ย จริง ลงมือทำ พลาดช่างมัน พอมันเกิดขึ้นมาแล้วไฟมันจะมา ไฟมาแล้วก็ทำอีก ทำอีก ทำอีก

เราดันโชคดี ยุคนี้ช่องทางมันง่ายขึ้น มียูทูบ เเล้วยุคนี้ใครเเปลกได้เปรียบ เพราะฉะนั้น เราคิดอะไรไม่เหมือนคนอื่นอยู่เเล้ว บางคนเขาอาจจะเขียนคำสละสลวย แต่เรามีภาษาของเรา อย่างคนอื่นเขาใช้ฉันกับเธอ เราเอาความเป็นลูกทุุ่งเข้าไปด้วย เป็นพี่กับเอ็ง อย่างเพลง มือลั่น คำมันแปลกกว่าคนอื่น แล้วมันเป็นสิ่งที่พี่ตั้งใจจะทำอยู่แล้ว

Show Me The Money Thailand

Show Me The Money Thailand

แล้วคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการแร็พอย่างคุณมาเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์อย่างรายการ Show Me The Money Thailand ได้ยังไง

วันนึงพี่เป๋า (อิทธิพล อำพา) เขามาถามว่า แจ๊สฟังฮิปฮอปมาบ้างมั้ย เราก็บอกว่า ฟังมานาน เพลงไทยเทเนียมหรือเพลงไหนผมฟังหมด เขาก็บอกว่า พี่จะให้แจ๊สมาเป็นโปรดิวเซอร์ในรายการ ผมก็บอกปัดไป 2 รอบก่อนจะรับ คือรายการนี้มันคือมหากาพย์ของเกาหลีเลยนะเว้ย เราไม่กล้าเข้าไป เพราะว่ารู้วงการแร็พเปอร์มันเซนซิทีฟ มึงเป็นใคร มาจากไหน มึงมาอยู่ในพื้นที่ของพวกกูได้ยังไง มึงเจ๋งขนาดไหน เรากลัวสิ่งนี้ ซึ่งเรารู้ว่าต้องมีแน่ๆ

แล้วได้ถามตัวเองมั้ยว่า กูมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง

คิดเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วฮิปฮอปมันอยู่ในหัวเราอยู่แล้ว แค่เราโง่ เราเขียนภาษาอังกฤษไม่เป็นพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่เราฟังเพลง Pharrell Williams ฟัง Snoop Dogg ฟัง Eminem ฟังหมด ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เราจับจังหวะได้ จับสำเนียงได้ เข้าใจตรงนี้ รู้ว่าฮิปฮอปมันก็จะมีจังหวะหลายแบบ อยู่ที่จะเลือกเอาแบบไหน แล้วแต่ก่อนเราเคยลองเขียนไรม์แร็พเองด้วย ช่วงที่ไทยเทเนียมกำลังดัง ช่วงที่ดาจิมกำลังดัง ซึ่งความชอบของเราไม่มีใครเห็นหรอก อย่างท่อนหนึ่งที่เราร้องในเพลง TOGETHER เราก็เขียนเอง

ถามว่าตรงนั้นมันเป็นที่ของเรามั้ย ก็ไม่ใช่ แต่เราก็บอกตัวเองว่า รายการนี้เราเปิดโอกาสให้กับผู้เข้าร่วมแข่งขันที่เขาอยากพิสูจน์ตัวเองใช่มั้ย ซึ่งงานนี้กูก็เช่นกัน กูก็ต้องพิสูจน์ตัวเองเหมือนกัน ไม่ต่างจากพวกเขา ผมพูดกับน้าเน็กและทุกคนก่อนอัดรายการว่ากลัวมาก แต่ที่ทุกคนพูดกลับมาคือ แจ๊สคุณทำได้ คุณผ่านความสำเร็จมาแล้ว คุณทำเพลงได้ คุณมีวงดนตรีของคุณ ซึ่งเราต้องขอบคุณพวกเขา เขาให้กำลังใจเรา

แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่มันทำให้เราลบความกลัวไป คือชีวิตเราครอบครัวเราขลุกกับลิเกมาก่อน ใช้กลอน เขียนกลอนมาก่อน ซึ่งสำหรับเรามันไม่ต่างกันเว่ย สัมผัสนอกสัมผัสใน เราพูดภาษาอังกฤษไม่เป็นแต่เราก็จะเอาความเป็นแบบนี้ของเราของครอบครัวเรามาใช้ คือเราใส่รองเท้าเหมือนเขาแหละ อาจจะใส่คนละข้าง แต่เราเดินได้ ถ้าถามว่าทำได้มั้ย ยังไม่รู้นะ แต่เราอยากจะทำมันให้ได้

ดูเหมือนชีวิตที่ผ่านมาคุณจะไม่กลัวในการกระโดดไปยังพื้นที่ใหม่ๆ

เรากลัว แต่เราผ่านมาทุกอย่างแล้ว สมัยก่อนเราไม่ได้มีความมั่นใจมากขนาดนี้นะ เมื่อก่อนก็เหมือนเด็กคนหนึ่ง เข้าสตูดิโอทีหนึ่งก็หงอๆ สวัสดีครับ สวัสดีครับ ไม่กล้าจะเป็นตัวเอง เบอร์มันไม่ได้ เราอยู่ในวงการเรารู้ว่าอะไรมันคืออะไร จนผ่านมาเรื่อยๆ เรากลับคิดว่ามันเป็นวัฏจักร มองอะไรทุกอย่างเฉยๆ ไปหมด ทุกคนเกิดมาเพื่อสู้ สู้เสร็จปุ๊บมึงก็จะได้บารมี มึงได้บารมีคนก็จะมาสนใจเป็นธรรมดา พอมึงหมดค่าก็ไม่มีใครสนใจ

อย่างที่เราบอก เราเห็นโลกในวงการบันเทิง จนเรารู้ว่ามันไม่มีอะไร เรารู้แล้วว่าโลกนี้เป็นโลกที่คนมโน คนที่เสพเราเขาก็มโน ออกทีวี หน้าตาดี เขาก็มโนว่าคือเทพบุตร ทั้งๆ ที่กูก็เหมือนพวกมึง ไม่ได้แตกต่างกัน มันแค่นี้แหละ อยู่ที่ว่าเราจะยังไงต่อ วันนี้เป็นอย่างนี้แล้วยังไงต่อ ยามมีชื่อเสียงมีคนมาถ่ายรูปแล้วยังไงต่อ

Show Me The Money Thailand Show Me The Money Thailand

คือไม่ได้เหลิงกับสิ่งที่เข้ามา

ไม่ได้ตื่นเต้น เพราะเราอยู่ในทุกจุดมาแล้ว อยู่ในจุดที่คิดว่าเมื่อไหร่จะมีคนเรียกชื่อกูได้วะ ขอให้เรียกแจ๊สสักครั้งหนึ่ง จำชื่อกูได้บ้างแค่นั้นพอ แล้ววันหนึ่งมันเลยมาแล้ว คือสิ่งที่ตั้งเป้าไว้มีแค่นี้ ขอให้มีคนเรียกกูว่าแจ๊ส รู้จักแจ๊ส จนพอมาถึงตอนนี้ ที่เหลือถือว่ากำไรหมดแล้ว มันเกินตรงนั้นมาแล้ว

เราเลยคิดไง ว่าแล้วยังไงต่อ พอชีวิตคนเรามีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตา พอมาอยู่แบบนี้ ก็คิดว่า เออ เมื่อก่อนไม่เห็นมีใครอะไรกับกูแบบนี้เลย เรามองเป็นปม คือแล้วยังไงต่อ เราถึงใช้ชีวิตของเราแบบไม่อยากเป็นคนที่รักษาภาพลักษณ์ตัวเอง เรากลายเป็นคนคิดต่างไปเลย

เท่าที่ดูคุณเป็นตลกคาเฟ่ไม่กี่คนนะที่สามารถปรับตัวในยุคนี้ได้

อย่างที่บอก ว่ามันเป็นปม เราคิดว่าตลกต้องทันสมัย ต้องรู้ทุกเรื่อง ยิ่งเป็นวัยรุ่นด้วย มึงจะมาแต่งตัวแบบแก่ๆ ไม่ได้ เราต้องอยู่ให้ได้ทุกโลก คือเล่นขำอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่ามึงจะอยู่ได้ทุกที่นะ ถ้าคุณไม่สร้างพื้นที่ของคุณไว้ ต่อไปวงการทีวีจะตายนะ วงการหนังสือก็เหมือนกัน ถูกมั้ย คุณก็น่าจะรู้ เดี๋ยวนี้มีอะไรมากกว่านั้นอะ เราก็คิดว่าดาราถ้าวันหนึ่งทีวีมันหายไปอะ ตายเลยนะ ถ้าคุณไม่ได้สร้างพื้นที่ของตัวเอง

คิดว่าตัวเองเป็นคนทะเยอทะยานมั้ย เลยมาถึงจุดนี้

ไม่เคย เราเป็นคนไม่เบียดใคร ไม่เหยียบหัวใครเพื่อจะขึ้นมา สมมติตลก 4 – 5 คนไปเล่นกันบนเวที เราสามารถจับไมค์เฉยๆ แล้วไม่เล่นอะไรก็ได้นะ แต่ด้วยความจำเป็น เราเป็นตลกจะไม่เล่นอะไรเลยเหรอ ก็ต้องเล่น บอกไม่ถูกเหมือนกัน เมียก็ด่าเราว่า ‘แจ๊ส ทำไมมึงเป็นคนแบบนี้ เจอผู้ใหญ่มึงไม่ไหว้’ เราก็บอกว่า เฮ้ย เราไหว้ คือเจอหน้าเราก็สวัสดีแล้วก็ไป แต่ว่าเราแค่ไม่เข้าไปแบบ ‘ผมฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ’ หรือ ‘พี่มีอะไรเรียกใช้ผมได้นะครับ’ เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นเว่ย มึงแค่เป็นเด็กที่มีสัมมาคารวะ ทำงานให้เต็มที่ แล้วเขาจะนึกถึงมึงเอ

แจ๊ส ชวนชื่น แจ๊ส ชวนชื่น

ถึงวันนี้คุณรู้สูตรหรือยังว่าทำยังไงให้เพลงดัง

ไม่รู้ แล้วเราจะเบื่อมากที่ใครหลายคนมาถามว่าทำไมเพลงถึงดัง เป็นคำถามที่โง่มาก ความรู้สึกเราคือมึงไม่รู้หรอก มึงมีหน้าที่ทำ พี่เอกชัย ศรีวิชัย เคยบอกเราประโยคหนึ่ง เขาบอกว่า ‘แจ๊ส เราทำเพลงมา มันมีเพลงที่เราชอบตั้งเยอะ แต่มันไม่ดัง แล้วก็มีเพลงที่ไม่ได้ชอบหลายเพลง แต่ดัง เพราะฉะนั้น เรามีหน้าที่ทำ คนฟังจะเป็นคนตัดสิน’ เราฟังแล้วเข้าใจเลย ดีก็คือดี ไม่ดีก็ทำต่อ หน้าที่เรามีเท่านี้ อยู่ที่ว่าพวกคุณไปยึดติดกับมันหรือเปล่าแค่นั้นเอง ซึ่งบางคนยึดติด แต่ในความรู้สึกของเรา เราต้องหัวเราะให้กับชื่อเสียง โอเค 200 ล้านแล้ว ไปต่อสิ อย่างนี้สนุกกว่า ไม่ใช่ว่ามานั่งชื่นชมกับ 200 ล้านวิว นั่งมองทุกวันมึงจะได้อะไรกลับมา ทำต่อสิ สนุกกว่า ไม่ใช่จะมายืนแอ็คอยู่ ทำให้มันได้อีก

เราจำคำคำหนึ่งมา เขาบอกต่อยได้เข็มขัดมันง่าย แต่รักษาแชมป์แม่งยาก ซึ่งมันก็จริง รักษาแชมป์มันยากกว่า เราก็ไม่รู้หรอกว่าจะอยู่ได้นานขนาดไหน แต่เราทำด้วยความเต็มที่อย่างนี้ตลอด ไม่มีเฟก ไม่มีแกล้งทำ ไม่มีใส่หัวโขน กูจะทำในสิ่งที่เป็นกู แค่นั้น จนวันหนึ่งหมดชื่อเสียงแล้ว คนไม่ชอบมึงแล้ว เพราะว่าสุดท้ายแล้วคำว่าใหม่มาเก่าไปมันมีจริงๆ นะ คำคำนี้มันมีจริง

คือวันหนึ่งคุณก็จะหมดอายุ

สุดท้ายแล้ววันหนึ่ง พี่ตูน บอดี้สแลม ก็จะเป็นแบบ พี่หนุ่ย อำพล ความแก่มันไม่เข้าใครออกใครหรอก ถูกไหม คือมันก็จะมีเด็กรุ่นใหม่ขึ้นมา เพลงพี่หนุ่ย อำพล ก็ยังมีคนชอบ เราก็ชอบ แต่สุดท้ายแล้ว ถามว่าเราเป็นวัยรุ่นเราก็อยากเสพเพลงรุ่นเดียวกัน เราว่ามันเป็นวัฏจักร มันมีวันหมดอายุ มีหมดไฟ มีอิ่มตัว มีหมด

กลัวมั้ยว่าวันหนึ่งจะหมดเวลาของคุณแล้ว

เราเป็นคนไม่คิดถึงอนาคต เราคิดแค่วันต่อวัน อย่างที่เขาบอก แน่นอนคือไม่แน่นอน มันไม่มีอะไรแน่นอนเลยเว่ย เราคิดตลอดว่าคนข้างบนเขาขีดมาให้แล้ว ว่ามึงจะต้องเป็นแบบนี้ มึงแค่มีหน้าที่สู้ สู้ สู้ คำเดียวคือสู้ วันหนึ่งไม่มีแดกก็ต้องสู้ คุ้ยขยะก็ต้องสู้ ดีกว่าอยู่เฉยๆ

แจ๊ส ชวนชื่น

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load