กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

สำหรับใครที่ยังไม่เคยฟังเพลง คำแพง ของ แซ็ค ชุมแพ ผมอยากแนะนำให้ลองคลิกฟังเพลงความยาว 4.19 นาทีนี้ก่อนอ่านต่อไป

เมื่อวาน, 26 มิถุนายน 2560 เพลง คำแพง เพิ่งมียอดวิวทะลุ 300 ล้าน จากข้อมูลหลังบ้าน บอกเราว่ายอดวิวของเพลงนี้เพิ่มขึ้นราว 1 ล้านวิวต่อ 1 วัน ประเมินอย่างหยาบๆ คือจะมีเพลงนี้ดังเกิน 1 ล้านครั้งในทุกวัน ยังไม่นับจำนวนครั้งที่นักร้องในโลกออนไลน์คัฟเวอร์เพลงเพลงนี้

แม้ยอดวิวจะเป็นเพียงตัวเลขแต่มันก็สะท้อนอะไรได้มากมายในยุค Big Data

นอกจาก คำแพง ก่อนหน้านี้เพลงลูกทุ่งสั่นสะเทือนโลกออนไลน์มาแล้วจากเพลง ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน ของ ก้อง ห้วยไร่ ไล่เรียงมาจนกระทั่งล่าสุด ผู้สาวขาเลาะ ของ ลำไย ไหทองคำ ที่ยอดวิวก็อยู่ที่หลักร้อยล้านเช่นเดียวกัน หากสังเกตจุดร่วมของเพลงเหล่านั้นจะพบว่าแทบทั้งหมดหาได้เป็นเพลงจากค่ายเพลงใหญ่ที่มีกระบวนการโปรโมตเหนือชั้น แต่กลับเป็นเพลงจากค่ายหรือคนตัวเล็กๆ

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าเพลง คำแพง นั้น ทำโดยค่ายเพลงขนาดกะทัดรัดในอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น อย่าง Tonmai Music & Studio เนื้อเพลงและทำนองแต่งโดยคนชุมแพ ร้องโดยคนชุมแพ ถ่ายมิวสิกวิดีโอโดยคนชุมแพ-ที่ชุมแพ

โลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงชีวิตและวิธีคิดของผู้คนในหลายวงการ ไม่เว้นแม้กระทั่งวงการลูกทุ่ง

นึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าเพลงจากชุมแพจะเป็นที่รู้จักอย่างทุกวันนี้ได้อย่างไรในวงการเพลงยุคเก่า

ผมนัดพบชาวชุมแพ 2 ชีวิตผู้อยู่เบื้องหลังเพลงเพลงนี้ในวันที่ยอดวิวกำลังจะแตะ 300 ล้านวิวในอีกไม่กี่ชั่วโมง หนึ่งคือ แซ็ค ชุมแพ นักร้องที่เคยเป็นเพียงตัวประกอบในมิวสิกวิดีโอมาก่อน อีกหนึ่งคือ เอ๊ะ-สายชล แผ่นผา โปรดิวเซอร์และผู้แต่งเพลง ซึ่งคอยเฝ้ามองปรากฏการณ์ของวงการเพลงลูกทุ่งมาตลอด

ถ้าพร้อมแล้ว ลองย้อนกลับไปฟังเรื่องราวตั้งแต่วันที่ยอดวิวยังเป็นศูนย์จากปากของเขาทั้งสอง

แซ็ค ชุมแพ, เอ๊ะ สายชล แผ่นผา คำแพง

ทุกวันนี้แซ็คได้ลองนับไหมว่าร้องเพลง คำแพง ไปแล้วกี่รอบ

แซ็ค: นับไม่ถ้วนเลยครับ (หัวเราะ) บางงานร้องจบไปแล้วเขาก็มาขออีก

แล้วจุดเริ่มต้นของเพลงนี้เริ่มที่ไหน

เอ๊ะ: ที่ทุ่งนาเลยครับ ผมสร้างบ้านไว้ที่ทุ่งนา แล้วแซ็คก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน คือก่อนทำเพลงให้แซ็ค ค่ายเราทำเพลงมาแล้วเพลงนึง แซ็คก็มาแสดงเป็นตัวโจ๊กในมิวสิกวิดีโอเพลงนั้น ผมเลยรู้ว่าแซ็คเพิ่งแข่งชนะกลับมาจากรายการ กิ๊กดู๋ ผมเลยถามว่าไปแข่งชนะกลับมาแล้วไม่ทำอะไรต่อเหรอ ทำไมไม่ทำเพลงล่ะ ลองดูมั้ย เดี๋ยวพี่เขียนเพลงให้ หลังจากนั้นก็กลับมานั่งคิดว่า ตัวตนแบบเขา เสียงแบบเขา จะเขียนเพลงลักษณะยังไงดี ก็เลยนั่งเขียน แล้วเรียกเขามาฟัง กระบวนการง่ายๆ ไม่ได้มีกรอบอะไรมาก เราแค่อยากทำงาน ไม่มีกระบวนการอะไรที่ซับซ้อน

แซ็ค ชุมแพ คำแพง
แซ็ค ชุมแพ เมื่อครั้งแสดงเป็นตัวประกอบในมิวสิกวิดีโอเพลง ผิดที่อ้าย ของ โอ๋ อดิเทพ

กระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ทำซาวนด์ อัดเสียง ถ่ายมิวสิกวิดีโอ ทำที่ชุมแพทั้งหมด ด้วยความที่พื้นที่ชุมแพมีความพิเศษอย่างหนึ่งคือเป็นชุมชนที่มีความดั้งเดิมพอสมควร ผู้คนยังมีความผูกพันกันในพื้นที่สูง สิ่งนี้ทำให้เพลง คำแพง เกิดขึ้น เพราะเรามีทีมงานที่รู้จักกัน เราอยากได้ฝ่ายไหน หาได้ในชุมแพ ทำให้งานเพลงที่จะสร้างมันง่าย หมายความว่า เราไม่ต้องมีเงินมากเราก็สามารถสร้างงานได้ เรียกใช้กัน พี่น้องกัน

ชีวิตของแซ็คที่ชุมแพเป็นยังไงบ้างก่อนเพลง คำแพง จะเป็นที่รู้จัก

แซ็ค: ผมก็ทำงานปกติ ช่วยคุณพ่อทำเฟอร์นิเจอร์อยู่ที่บ้าน

เห็นว่าตอนเด็กๆ เคยไปประกวดร้องเพลงด้วย ตอนนั้นไปประกวดทำไม หวังอะไร

แซ็ค: คุณครูบอกว่าถ้าชนะจะได้เงินรางวัล ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่ผมไปทำงานต่างจังหวัด ผมอยู่กับยาย เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นลองประกวดดู เผื่อชนะ ตอนนั้นตั้งความหวังว่าถ้าได้เงินก็เอาให้เอาให้คุณยาย แต่ประกวดไปเรื่อยๆ ก็ไม่ชนะ ช่วงนั้นไปไหนเขาจำผมได้เกือบหมด แต่ไม่ได้ในฐานะแชมป์นะ ผมประกวดตั้งแต่ ป.5 – ป.6 ห้าหกปีไม่เคยได้แชมป์ ดีที่สุดคือได้ที่ 3

จากกี่คน

แซ็ค: 5 คน (หัวเราะ)

ตอนเด็กๆ รู้สึกว่าการเป็นนักร้องเป็นเรื่องไกลตัวไหม

แซ็ค: ไกล ไม่คิดเลย พอประกวดแพ้ผมคิดว่าจะไม่ร้องเพลงแล้วด้วย ผมหยุดร้องไป 6 ปี ไปทำงานช่วยคุณพ่อ ไม่ได้จับไมค์เลย ฟังเพลงบ้าง แต่ก็ไม่ได้พยายามที่จะกลับมาร้องเพลง ทีนี้ผมได้แรงบันดาลใจมาจากพ่อแม่และคนรอบข้างถึงกลับมาร้อง จนกระทั่งไปประกวดรายการ กิ๊กดู๋ สงครามเพลง ชนะ แล้วมาเจอพี่เอ๊ะ ได้ร้องเพลง คำแพง

แซ็ค ชุมแพ คำแพง
แซ็ค ชุมแพ คำแพง

ครั้งแรกที่ฟังเพลง คำแพง แซ็ครู้สึกยังไง

แซ็ค: วันแรกที่ฟังมีพี่คนหนึ่งร้องไกด์ไว้ผมยังฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง พี่เอ๊ะก็ถามแล้วถามอีกว่าจะร้องเพลงเพลงนี้มั้ย ชอบมั้ย ผมใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะยืนยันว่าผมจะร้องเพลงนี้ เพราะผมไม่รู้ความหมายของเนื้อเพลง มันเป็นคำอีสานที่ความหมายลึก ผมเป็นเด็กวัยรุ่นยังไม่ค่อยเข้าใจ แล้วพี่ทีมงานก็ถามว่าเชื่อใจในทีมงานมั้ย ผมก็เลยบอกว่าผมเชื่อใจ โอเค ถ้าอย่างนั้นผมทำ ทุกวันนี้ทีมงานก็ยังพูดกันอยู่เลยว่าวันนั้นผมเกือบจะไม่ร้องแล้ว

แล้วพวกคุณเคยมาวิเคราะห์ไหมว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เพลง คำแพง มาไกลขนาดนี้

เอ๊ะ: โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลสูงที่สุด ในพื้นที่การรับฟัง การดู การชม ทุกวันนี้จะมีกี่คนเข้าไปดูช่องของค่ายใหญ่ คนเขาดูยูทูบ

หมายความว่าถ้าไม่มียูทูบ เพลง คำแพง อาจจะไม่มีคนรู้จักขนาดนี้

เอ๊ะ: คงไม่มีเพลง คำแพง

ขนาดนั้นเลยหรือ

เอ๊ะ: สำหรับผมคิดอย่างนั้นนะ เพราะอย่างที่บอกว่าถ้ายื่นค่ายใหญ่ก็จะไม่มีใครเอา อาจจะทำได้แค่หาวิทยุให้เขาช่วยเปิด แต่เขาก็จะไม่ค่อยอยากเปิด เพราะเปิดไปคนก็ไม่ฟัง สมัยก่อนคนฟังสื่อเขาก็มีกรอบเหมือนกัน ลูกทุ่งก็ต้องเป็นดนตรีสไตล์แกรมมี่โกลด์ อาร์สยาม คนแรกที่เปิดการฟังให้สังคม ส่วนตัวผมคิดว่าคือ ก้อง ห้วยไร่ ที่ร้องเพลง ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน

เหมือนทุกวันนี้เราสามารถทำเพลงได้โดยไม่ต้องสังกัดค่ายใหญ่แล้ว

เอ๊ะ: ใช่ นอกจากพื้นที่ในการโชว์ผลงานไม่แตกต่างกัน ต้นทุนในการสร้างงานก็ลดน้อยลง โฮมสตูดิโอที่บ้านเราก็สร้างเองได้ ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ทุกคนต้องอยู่ค่ายใหญ่ นี่เป็นปัจจัยที่ทำให้งานเพลงหลากหลายขึ้น ส่วนตัวผมคิดว่า ณ ตอนนี้คนเริ่มอยากฟังทางเลือกใหม่ๆ ทางเลือกเก่าๆ ที่แนวการเขียนเพลงเหมือนเดิม ทำนองดนตรีเหมือนเดิม เป็นเรื่องเบื่อ

ลองดูเพลงที่ติดตลาดอยู่ตอนนี้ เป็นเพลงของศิลปินอย่าง ก้อง ห้วยไร่, ลำไย ไหทองคำ, ปู่จ๋าน ลองไมค์, แร็พอีสาน หรือแซ็ค ชุมแพ ส่วนใหญ่เป็นศิลปินจากค่ายเล็ก แต่ที่ดังขึ้นมาเพราะว่าคนเหล่านี้ไม่มีกรอบครอบเขา ไม่มีกรอบว่าอย่าเขียนคำแบบนี้ คำแบบนี้ตลาดจะไม่รับ อย่างเพลง คำแพง ถ้าให้นักวิเคราะห์เพลงที่เป็นรุ่นเก่าวิเคราะห์เขาจะบอกว่าขายไม่ได้ เพราะว่าใช้คำไม่รู้เรื่อง เป็นภาษาอีสาน มันก็จะแคบ คุณไม่สามารถขายเพลงนี้ได้ทั่วประเทศ อาจจะดีแต่สินค้าคุณขายได้เฉพาะหมู่บ้านเดียว คุณไปขายหมู่บ้านอื่นไม่ได้ สมมติว่าเป็นปลาร้า คุณจะไปขายภาคใต้เขาก็ไม่กิน

แต่คุณไม่คิดอย่างนั้น

เอ๊ะ: ไม่คิด เราคิดว่าเราจะสร้างงานที่มันแตกต่าง ที่เหลือให้คนเสพเขาเป็นคนตัดสิน พอกระแสมันเริ่มขึ้นมา คนที่ฟังก็เริ่มเปิดกว้าง

เอ๊ะ สายชล แผ่นผา คำแพง

กลายเป็นว่าตอนนี้ คำแพง ก็ไม่ได้ดังแค่ในอีสานใช่ไหม

เอ๊ะ: เราเพิ่งกลับจากชุมพรเมื่อเช้า ก่อนหน้านั้นก็ไปสุราษฎร์ธานี

ทำไมคนทุกภาคถึงเปิดรับเพลงภาษาอีสาน

เอ๊ะ: ผมว่าเพราะเทคโนโลยีอย่างโลกออนไลน์มันกว้างขึ้น คนเลยเสพอะไรเยอะมากขึ้น สมัยก่อนคนฟังก็มีแค่ช่องค่ายเพลงใหญ่ เขาก็รับสื่อแค่นั้น ไม่ใช่ว่าตอนนั้นเขาไม่อยากรับสื่อใหม่ แต่มันไม่มีสื่ออื่น ทุกวันนี้พอมีสื่ออื่น คนก็เลยเริ่มหาสิ่งใหม่ๆ ฟัง เราลงไปใต้เราก็หวั่นๆ แต่เขาร้องได้หมด คนใต้คัฟเวอร์เพลง คำแพง เยอะด้วยในยูทูบ และตอนนี้งานหลักอยู่ที่ภาคกลาง เทคโนโลยีมันทำให้ทุกอย่างเปลี่ยน ศิลปินมีโอกาสมากขึ้น

พูดได้ไหมว่าโลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงวงการลูกทุ่งไป

เอ๊ะ: สำคัญ สมัยก่อนเทคโนโลยียังไม่ทั่วถึงอย่างทุกวันนี้ การผลิตเพลงอยู่ที่ค่ายใหญ่หมด พอการผลิตเพลงอยู่ที่ค่ายใหญ่ ศิลปินที่เข้าไปเป็นนักร้องในค่ายใหญ่ก็จะถูกกรอบครอบไว้ ผู้ใหญ่เลือกเพลงให้ ทีมงานเลือกเพลงให้ เพลงต้องเป็นแบบนี้ ดนตรีต้องแบบนี้ถึงมีความเป็นไปได้ที่จะดัง แต่พอเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นมาเร็ว แล้วต้นทุนต่ำ คนก็เรียนรู้จะสร้างงานเองที่บ้าน ทำให้ไม่มีกรอบ ไม่มีใครบอกว่าดนตรียังไงดี ไม่มีใครบอกว่าการเขียนแบบไหนดี พอปล่อยออกมาแล้วสังคมยอมรับ มันก็เป็นกระแสใหม่ที่น่าจับตามอง

ถ้าอย่างนั้นการเปิดกว้างของเทคโนโลยี ของโลกออนไลน์มีข้อเสียไหม

เอ๊ะ: ข้อเสียมันก็มี เราสามารถทำงานอะไรก็ได้อย่างรวดเร็วแล้วปล่อยออกไป แต่เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมันก็จะลงอย่างรวดเร็วถ้าคุณภาพเราไม่ดี พูดภาษาชาวบ้านก็คือถ้าคุณดังเพราะโชค คุณก็จะอยู่ได้ไม่นาน เราต้องผลิตงานที่มีคุณภาพไปเรื่อยๆ

แล้วการที่เพลง คำแพง มียอดวิวสูงถึง 300 ล้าน เป็นเพราะโชคหรือเปล่า

เอ๊ะ: สำหรับผม ผมคิดว่าไม่ใช่เพราะโชค ทุกอย่างเป็นไปด้วยผู้ฟังเขาแชร์กันเอง ปากต่อปาก และเราไม่มีกระบวนการปั่น ไม่มีการซื้อโฆษณา ไม่มีการจ้าง ไม่มีการสร้างกระแส เราแค่ผลิตงานที่เราตั้งใจเต็มที่ ปล่อยออกไป แต่ถามว่าเราหวังแค่ไหน เราไม่ได้หวังแน่นอน ถือว่าเพลงทำงานของมันได้ดีมาก เราไม่ใช่เพลงประกอบหนังใหญ่แล้วได้ 300 ล้าน

แซ็ค ชุมแพ คำแพง

คุณคิดว่าถ้าไม่ใช่แซ็คร้อง เพลงนี้จะทำงานขนาดนี้ไหม

เอ๊ะ: เสียงคนร้องเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง เพลงมี 3 ส่วนหลัก คือตัวเพลง ดนตรี และเสียงร้อง ทั้งสามส่วนนี้ต้องเข้ากัน ขาดอันใดอันหนึ่งไม่ได้ เพลงดี เสียงร้องดี ดนตรีคุณทำไม่ดี ก็ไม่ได้ หรือดนตรีดี เพลงดี คนร้องเสียงไม่ดี ไม่ส่งอารมณ์เพลง ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพลงนี้ทุกอย่างมันลงตัวพอดี

คนทำเพลงจะมีประโยคนึงว่า ‘เพลงเพลงนึงมันเกิดมาเพื่อคนคนนึง’ คือมันไม่ใช่เพลงเพลงนึงจะให้ใครร้องก็ได้ ทำไมคนเขียนเพลงสมัยก่อนเขาถึงต้องเลือกว่าเพลงนี้จะให้ใคร เพราะเขาจะดูว่าคนไหนน่าจะใช่ที่สุด

คุณเคยเล่าว่าแซ็คใช้เวลา 3 เดือนกว่าจะร้องเพลง คำแพง ได้ ทำไมถึงนานขนาดนั้น

เอ๊ะ: เพราะตอนแรกเขาก็จะร้องเหมือน ไมค์ ภิรมย์พร เหมือนไหมไทย ใจตะวัน ซึ่งเป็นไอดอลเขา เราก็บอกเขาว่าร้องแบบนี้ไม่ได้ เราจะไปร้องทับศิลปินที่เขาดังอยู่แล้วไม่ได้ ต้องหาตัวเองให้เจอ ผมมีหลักการสร้างงานอย่างนึง สำหรับตัวเองคือเราจะไม่สร้างงานที่เหมือนใคร แม้แต่การเขียนเพลง การทำดนตรี การร้อง เพราะอย่างนั้นมันไม่ใช่การสร้างศิลปะ มันเป็นการก๊อปปี้ เหมือนคนที่ซื้อภาพก๊อปปี้ไปติดบ้าน ถามว่ามันสวยมั้ย สวย แต่มันมีค่ามั้ย ศิลปินที่สร้างงานที่แตกต่างอาจจะขายได้ยาก แต่ถ้ามีคนเห็นคุณค่า มันจะมีคุณค่ามากกว่า

แล้วแซ็คมีอะไรที่แตกต่างจากนักร้องลูกทุ่งคนอื่น

เอ๊ะ: แซ็คไม่มีความเป็นลูกทุ่ง เขาจะไม่ค่อยมีลูกเอื้อน ลูกโหน เขาจะมีแค่วิธีการร้องด้วยธรรมชาติของเขา จากการที่มีคนนั้นคนนี้เป็นไอดอล แล้วร้องบ่อยๆ ไม่มีกรอบในการฝึก เพราะฉะนั้น เขาก็จะไม่ได้เป็นลูกทุ่ง เพราะเขาไม่ได้เรียนลูกทุ่ง สิ่งที่อยู่ในตัวเขาคือสิ่งที่เขาได้ฟังมาจากชีวิตเขา

มันเป็นข้อดีหรือข้อเสีย

เอ๊ะ: เป็นสิ่งที่ดี ศิลปะควรเป็นอย่างนั้น ควรเป็นธรรมชาติ ผมเจอนักร้องรุ่นน้องเยอะมากที่ร้องเพลงแบบแซ็คอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน พอถึงวัยหนึ่งเขาไปเรียนเอกดนตรี กลับมาเขาจะร้องเพลงไม่เหมือนเดิม สำหรับผมไม่ดีเลย มันขาดความเป็นธรรมชาติ ไปเอาทฤษฎีเข้าตัวเอง พอทฤษฎีมากทำให้เราขาดความเป็นอิสระ ถ้าเราเรียนรู้ทฤษฎีเพื่อสร้างธรรมชาติเราให้ดี อันนี้โอเค แต่ส่วนมากพอไปรับทฤษฎีก็เอามาใช้หมด ธรรมชาติหายไป ธรรมชาติเกิดก่อนทฤษฎี แต่เราเอาทฤษฎีมาคุมธรรมชาติไว้ มนุษย์ไม่ได้เรียนทฤษฎีมาก่อนร้องเพลงใช่มั้ย เขาร้องกันมาตั้งแต่โบราณ แล้วเราค่อยเอาทฤษฎีไปครอบมันไว้ ผมจะบอกแซ็คแค่ว่า ร้องแบบนี้จะเพราะกว่า โหนเสียงตรงนี้ ตรงนี้น่าจะดึงลงมา แต่ไม่บอกว่าถูกหรือผิด

ทุกวันนี้มีช่วงเวลาไหนบ้างมั้ยที่มานั่งคุยกัน รำลึกกันถึงวันแรกๆ

เอ๊ะ: คุยกันแทบทุกวัน เพราะทีมงานอยู่ด้วยกันทุกวัน เป็นบรรยากาศที่ดี และเราพูดคุยกันเพื่อให้เราเข้าใจว่าเรามาจากตรงไหน ในเมื่อมีชื่อเสียง เงินทอง เข้ามา เราก็ต้องมั่นคงในวิธีคิดในการทำงาน การใช้ชีวิต การใช้เงินทอง ใช้ชื่อเสียงที่มีไม่ให้มันทำลายเรา

แซ็ค ชุมแพ, คำแพง

สำหรับพวกคุณ ยอดวิวมีความหมายแค่ไหน

แซ็ค: ผมเชื่อในทีมงานและเชื่อในงานมากกว่า ยอดวิวเป็นแค่สิ่งที่ทำให้คนรู้จักเพลง คำแพง และ แซ็ค ชุมแพ เฉยๆ

เอ๊ะ: สำหรับตัวผม ยอดวิวมันมีคุณค่าน้อยกว่าตัวงาน เพลงที่ผมทำมาทั้งหมด มีอยู่เพลงนึงที่มีคุณค่ากับผมมาก มากกว่าทุกเพลง แต่ยอดวิวน้อยกว่าทุกเพลง แล้วผมก็ยังเข้าไปฟัง และยังชื่นชอบมันอยู่

คือเมื่อจุดยืนเริ่มต้นเราไม่ได้ตั้งมาตรฐานความสำเร็จว่าเราต้องดังนะ เราต้องมีเงินนะ จุดยืนเราตั้งแต่ครั้งแรกเราบอกว่าเราสร้างงานเรามีความสุขนะ แซ็คร้องมีความสุขนะ ทีมงานทำเอ็มวี ทำดนตรี ทำเพลงพวกพี่มีความสุข พอจุดยืนเราอยู่ตรงนั้น ครั้งต่อไปเราก็ยังยืนจุดเดิม แล้วมันก็จะไม่กดดัน ถ้าเราไปยืนบอกว่าเราต้องดัง แล้วพอวันนึงเราดัง จุดยืนต่อไปมันจะบอกว่ามึงต้องดังกว่าเดิม มันจะไม่มีความสุขในงาน เราต้องมีความสุขในการทำงานเหมือนเดิม แล้วก็เลือกงานที่ดีที่สุดของเรา คัดกันมาเหมือนเดิม อย่างที่ผมบอก มันไม่มีทฤษฎีอะไรมาบอกว่าเพลงไหนจะดังไม่ดัง มันมีแค่มาตรฐานตัวเราว่าเราต้องสร้างงานให้ดีที่สุด ถ้าจะไม่ได้ 300 ล้านวิวอีกแล้วก็ไม่ซีเรียส

ทุกวันนี้เวลาแซ็คกลับไปชุมแพ เวลาเดินไปบนท้องถนนคนอื่นมองคุณเปลี่ยนไปบ้างไหม

แซ็ค: ชุมแพเป็นบ้าน ก็มีแต่พี่น้อง รู้จักกันหมดตั้งแต่เด็กๆ จะมีก็แค่โดนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ แซวว่าลืมชุมแพแล้วมั้ง ไปอยู่กรุงเทพฯ ผมก็บอกว่าไม่ได้ลืม แค่ต้องทำงาน ไม่มีเวลากลับบ้าน

เคยคิดเล่นๆ ไหมว่าถ้าวันนี้เพลง คำแพง ไม่ดังขนาดนี้วันนี้คุณจะทำอะไรอยู่

แซ็ค: ผมก็คงทำงานช่วยคุณพ่อทำเฟอร์นิเจอร์อยู่ที่บ้าน

 
แซ็ค ชุมแพ คำแพง

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load