กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“กลัวมั้ย”

โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล ถามผมในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในจังหวัดยะลา ที่ซึ่งช่างภาพชาวปัตตานีบอกผมว่า ก่อนหน้าราวสัปดาห์เพิ่งมีการวางระเบิดไม่ไกลจากจุดที่เราอยู่

ผมยิ้ม ส่ายหน้า ก่อนตอบไปเพียงว่า “ไม่กลัว” แต่ในใจคิดว่า เป็นผมหรือเปล่าที่ต้องเป็นผู้ถามคำถามนี้กับเธอ

ครั้งนี้ผมและเธอเดินทางมาเยือนยะลาเพื่อร่วมเปิดตัวหนังสั้นเรื่อง คิดถึง (Still on my mind) ที่เธอเป็นผู้กำกับ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งในโครงการ ‘เที่ยวให้สุด ปักหมุด สุดแดนใต้’ ที่พยายามนำเสนอภาพของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในอีกมุมเพื่อให้ผู้คนอยากลองเดินทางมาเยือนสักครั้ง โดยเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ

ภาพที่คนนอกไม่ได้เห็น เสียงที่คนนอกไม่ได้ยิน ความงามที่คนนอกไม่ได้สัมผัส-เธอมีหน้าที่ส่งต่อสิ่งเหล่านี้

หญิงสาวตรงหน้าบอกว่าการถ่ายทำหนังสั้นเพียงครึ่งชั่วโมงเรื่องนี้ทำให้เธอต้องลงมาเยือน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถึง 4 ครั้ง-ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 และเพียงครั้งแรกเธอก็ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เธอยอมรับ เสียงระเบิดมีจริง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าที่นั่นไร้ซึ่งเสียงอื่น

เสียงชาวเมืองคุยกันเรื่องความฝันได้ยินหรือไม่ เสียงน้ำทะเลที่ซัดสาดกระทบหาดทรายสวยงามได้ฟังบ้างไหม เสียงดนตรีจากวงออร์เคสตราที่บรรเลงด้วยเด็กชายหญิงไม่แบ่งแยกศาสนาเคยฟังหรือเปล่า

เราได้นั่งคุยกันอีกครั้งยาวๆ ถึงเบื้องหลังหนังสั้นเรื่องนี้ที่ร้านกาแฟบรรยากาศดีในจังหวัดปัตตานีซึ่งข้างๆ มีป้อมทหารตั้งอยู่

คงเป็นอย่างที่เธอว่า ยังมีความงามอีกมากมายที่ยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางความไม่สงบ ซึ่งความงามที่ว่าไม่ใช่เพียงเรื่องสถานที่เท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงชีวิตต่างๆ ที่ยังเคลื่อนไหวและดำเนินต่อไป

โดนัท มนัสนันท์, หนังสั้น คิดถึง, 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ก่อนที่จะมาทำหนังสั้นเรื่องนี้ความทรงจำของคุณต่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นยังไง

ก่อนหน้านี้เราไม่เคยมา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาก่อน เราก็คิดว่ามันคงไม่ปลอดภัย เพราะเราเป็นคนอ่านข่าว เราก็เห็นข่าวตลอด เอาง่ายๆ พอตัดสินใจว่าจะลงมา ด่านแรกคือครอบครัว ทุกคนเป็นกังวลหมดว่าจะมายังไง จะไปได้เหรอ ก็ยิ่งทำให้เราคิดว่า หรือมันจะไม่โอเค

จริงๆ โปรเจกต์นี้เกิดจาก พี่เป๊ก (สัณณ์ชัย เองตระกูล) เขาทำโปรเจกต์ ‘เที่ยวให้สุด ปักหมุด สุดแดนใต้ แล้วเขาอยากให้โดนัททำอะไรให้เขาสักอย่างหนึ่ง ซึ่งเขาก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่เขาบอกว่า โดนัทต้องไปเองก่อน เพราะว่าพี่เขาเล่าให้ฟังไม่ได้ว่า 3 จังหวัดเป็นยังไง โดนัทต้องไปเห็นเอง ซึ่งส่วนตัวก็เป็นคนที่ถ้าเราไม่เห็นเองเราจะคิดไม่ออก ก็เลยลงไปนราธิวาส ยะลา และปัตตานี

ก่อนไปก็เสิร์ชคำว่า ‘ตากใบ’ ในกูเกิล โอ้โห ไม่มีรูปอื่นนอกจากรูปเหตุการณ์รุนแรง คืออินเทอร์เน็ตมันเคลียร์อะไรพวกนี้ไม่ได้ ครั้งแรกก็กังวลเหมือนกัน แต่อย่างที่บอก ถ้าเราไม่เคยเห็นเราจะไม่รู้ว่าเราอยากจะถ่ายอะไร ที่แรกที่โดนัทไปก็คือสะพานคอยร้อยปีที่ตากใบ พอไปถึงก็ยังมีป้อมทหาร แต่ไม่มีทหารที่จุดนั้น บรรยากาศก็จะเงียบๆ ไม่ค่อยมีคน

คุณไม่กลัว

ไม่กลัว เราก็บอกกับทีมว่าอยากไปตลาด อยากเห็น ซึ่งพี่อาร์ม ผู้ช่วยผู้กำกับ ก็จะบอกว่า บางจุดอาจไม่เหมาะที่จะไป ซึ่งตรงสะพานที่ไปจะเป็นแม่น้ำที่เรานั่งเรือได้ ทีมก็ถามว่า โดนัทจะดูแค่นี้ หรือว่าจะข้ามไป เราก็บอกว่าเราดูแค่นี้ พอแล้ว นึกออกแล้วว่าเป็นยังไง ซึ่งทุกคนก็กังวลมากหากเราเกิดอยากจะข้ามไปดูจริงๆ

คือ 3 จังหวัดยังมี Red Zone อยู่ ไม่ใช่ว่าทุกที่ปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างตอนที่เราตัดสินใจจะทำหนังสั้นแล้วติดต่อคนมาเล่น ทุกคนก็กลัวหมด แล้วเราก็ต้องพูดตรงๆ ว่าเราไปมาแล้ว เราพูดไม่ได้ว่ามันปลอดภัยมากๆ แต่วันนี้กับ 10 ปีที่แล้วมันไม่เหมือนเดิม แล้วสิ่งที่โดนัทเห็นคือทุกคนพยายามจะ Move On

มีกฎหรือข้อห้ามอะไรบ้างไหมตอนลงพื้นที่

ห้ามกลับเข้าโรงแรมหลัง 17.30 น. เราต้องกลับกันก่อนพระอาทิตย์ตก แต่พอมาบ่อยๆ ก็เริ่มกลับ 2 ทุ่มบ้าง เริ่มชิลล์ขึ้น แต่ถ้าคุยกับชาวบ้านเขาก็จะบอกว่า 3 ทุ่มหนูก็ยังขับรถกลับบ้านอยู่ แต่เราเป็นคนนอกพื้นที่ ต้องระวัง และเราก็คุยกันว่าเราจะไม่ไปกดเอทีเอ็ม กดกันมาให้เสร็จจากกรุงเทพฯ ป้ายสุดท้ายที่เรากดเอทีเอ็มได้คือสนามบิน เราจะไม่เดินไปไหนตอนกลางคืน ดึกๆ ไม่ต้องอยากกินอะไรกันนะ แต่มันก็เป็นแค่การระวังแหละ เราก็ต้องมีกติกากันในทีม

โดนัท มนัสนันท์, หนังสั้น คิดถึง, 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

แล้วตอนลงไปเข้าใกล้เหตุร้ายบ้างไหม

พอเสร็จจากยะลา วันที่ 2 เราเดินทางไปปัตตานีก็เจอระเบิด เขาเรียกว่าเป็นชุดระเบิดปูพรม

ตอนที่รู้ว่ามีระเบิดคิดอะไร

ตกใจ ตอนนั้นเราอยู่ในโรงแรมก็ยังไม่ได้คิดอะไร พอดีเป็นช่วงถือศีลอด ก่อนจะมีระเบิดเราก็ได้เห็นว่าเราะมะฎอนที่นี่เป็นยังไง เราก็รู้สึกดี แต่พอนั่งกินข้าวอยู่สักพักก็มีเสียงดังคล้ายพุ ห่างประมาณ 1 กิโลเมตร ข่าวก็เริ่มออกว่ามีระเบิดที่ไหนบ้าง เราก็ดูปฏิกิริยาคน เจ้าหน้าที่ในโรงแรมก็เดินมาบอกว่า มีระเบิดนะครับ ให้อยู่ในนี้ก่อนอย่าเพิ่งไปไหน เดี๋ยวจะบอกอีกทีหนึ่งตอนที่เรียบร้อย ทุกคนก็กินข้าวกัน ใช้ชีวิตกันปกติ

พอทุกอย่างเริ่มคลี่คลาย เราก็ออกมาจากโรงแรม มานั่งคุยกันว่าพรุ่งนี้เราจะไปไหน แล้วก็มีระเบิดดังใกล้เรามาก เหมือนอยู่ข้างหลังเลย เราก็ตกใจมาก แล้วมีคุณลุงคนหนึ่งนั่งซ่อมจักรยานอยู่ข้างๆ เขาหันมาบอกว่า โดนัทไม่ต้องตกใจลูก เขากู้ระเบิด ไม่มีอะไร แล้วแกก็ซ่อมจักรยานแกต่อ

ตอนที่ระเบิดรู้สึกมั้ยว่าเมืองก็ยังมีปัญหาอยู่

เรารู้อยู่แล้วว่าเมืองยังมีปัญหาอยู่ เราก็อ่านข่าว แล้วคนในพื้นที่เขาก็บอกว่า มันก็เป็นปกติในช่วงเวลานี้ และเราก็เห็นว่าทุกคนยังไปต่อ ยังใช้ชีวิตอยู่

อย่างที่เราคุยกันตอนนี้คือในร้านกาแฟที่ปัตตานี ถัดจากร้านเรามีป้อมตำรวจ ทหาร ตอนเราถ่ายทำที่ร้านนี้ มอนิเตอร์เราอยู่ข้างทาง ทหารก็ถือปืนเดินกันเต็มไปหมด สิ่งเหล่านี้มันคือส่วนหนึ่งของที่นี่ มันแค่นั้นเอง แล้วอย่างที่บอกว่าเราไม่ได้โลกสวย ถามว่ามันปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์มั้ย มันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่ามันดีขึ้น แล้วมันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

เราบอกทุกคนเหมือนกันหมดว่า เราพูดไม่ได้ว่ามันโคตรปลอดภัย เรารู้ว่ามันมีอยู่ แต่ทุกที่มีปัญหา แค่ที่นี่อาจจะชัดหน่อย เราก็มีเรื่องตลกที่พูดแซวกับเพื่อนกับทีมว่า เราก็ห้อยพระมา แต่ว่ารอบนี้เราไม่ได้ห้อยแล้ว

โดนัท มนัสนันท์, หนังสั้น คิดถึง, 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
โดนัท มนัสนันท์, หนังสั้น คิดถึง, 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

แล้วเจออะไรที่น่าสนใจตอนลงพื้นที่

จริงๆ เราชอบนราธิวาสนะ หาดนราทัศน์สวยมาก โคตรสวย ตอนเย็นเราเห็นแม่ลูก เห็นครอบครัว พากันมานั่งริมทะเล เห็นชีวิตของคน แล้วในเมืองก็มีแกลเลอรี่ เป็นเมืองที่น่ารักมาก เราไปตลาดมุสลิมทุกคนรู้จักเราหมด ให้น้ำให้ขนมจนเราสงสัยว่าพวกเขาดูทีวีกันด้วยเหรอ เขายังดูเราได้อยู่อีกเหรอ พี่เขาดูเราตอนไหนถึงรู้จักเรา สำหรับเรา ภาพจำที่เป็นเหตุการณ์รุนแรงมันก็หายไป

หลังจากไปนราธิวาสเราก็ไปยะลาต่อ ซึ่งก่อนจะมายะลา โปรดิวเซอร์เขาก็ส่งบทสัมภาษณ์น้องมุสลิมที่อยู่วงออร์เคสตร้ายะลามาให้อ่าน เราก็เลยอยากไปเห็น แล้วพอเราได้เห็นน้องๆ วงออร์เคสตร้าเยาวชนยะลา มันรู้สึกมหัศจรรย์มากๆ

วงออร์เคสตร้าวงหนึ่งพิเศษยังไง

เราว่ามันเรียบง่ายมาก แค่นั้นเอง เด็กออกมาเล่นดนตรีด้วยกัน แค่นั้น แล้วนี่คือชีวิตเขา เราก็สงสัยว่าเขามาอยู่ตรงนี้กันได้ยังไง ทำไมถึงมาอยู่กันตรงนี้ ก็เลยไปตามอ่านว่าจุดกำเนิดของวงนี้คืออะไร เป็นมายังไง เราก็เลยรู้ว่าวงออร์เคสตร้าก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่ทำให้คนมารวมกัน ทำให้เด็กที่ผ่านเหตุการณ์มาเหมือนกันมาอยู่ด้วยกัน 3 จังหวัดจะมีความเป็นพหุวัฒนธธรม คือผสมผสานกันระหว่างศาสนาอิสลามกับศาสนาพุทธ ซึ่งวงก็ทำให้ไทยพุทธไทยมุสลิมมาอยู่ด้วยกันในวง มันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความสามัคคี

เหมือนบทสนทนาในหนังที่บอกว่า ออร์เคสตร้ามันเล่นชิ้นเดียวไม่ได้ มันต้องเล่นเป็นวง มันคือความสามัคคี ต้องทำด้วยกัน แล้วถึงเวลาที่เด็กๆ เขามาเล่นดนตรี เขาไม่ได้แบ่งว่าเธอเป็นผู้หญิง เธอเป็นผู้ชาย เธอเป็นพุทธ เธอเป็นมุสลิม ทุกคนเล่นดนตรีด้วยกัน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทางจังหวัดมอง แล้วมันให้แรงบันดาลใจเรามากๆ เราก็เลยอยากให้คนได้เห็น พอกลับไปกรุงเทพฯ เราก็รู้แล้วว่าเราอยากทำเรื่องเยาวชนในวงออร์เคสตร้าที่ได้เห็น

โดนัท มนัสนันท์, หนังสั้น คิดถึง, 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ได้ถามเด็กๆ มั้ยว่าเขากลัวความรุนแรงหรือเปล่า

ไม่เคยถามนะ ซึ่งวันที่เรามาถ่ายก็มีระเบิดที่ยะลา

อย่างที่ในหนังบอกว่าเราได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง คือเด็กในวงก็มีหลายคนที่สูญเสียครอบครัว คนรัก จากเหตุการณ์ความไม่สงบ แต่เรารู้สึกว่าสำหรับวงออร์เคสตร้ามันไม่มีอะไรมาแบ่ง ทุกคนมารวมกันเพราะดนตรี แล้วเราอยากให้คนเห็นว่าคนที่นี่เขาน่ารักแค่ไหน เขามีความฝัน มีความหวัง มีน้องที่อยากไปเรียนต่อวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วเราเองเป็นคนที่อยู่ได้เพราะว่าแรงบันดาลใจจากคนอื่น เรื่องของคนอื่นมันจะส่งแรงบันดาลใจให้เราทำอะไรสักอย่าง เราก็เลยรู้สึกว่าน้องๆ เยาวชนกลุ่มนี้ก็น่าจะอินสไปร์คนอื่นได้ แล้วก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี เป็นภาพที่ดีที่เราจะเล่าออกไป ถ้าคนถามว่าเราเห็น 3 จังหวัดเป็นยังไง ก็เป็นแบบหนังเรื่องนี้ ในหนังไม่มีอะไรปรุงแต่ง

แล้วตอนที่ได้เจอเด็กๆ มีบทสนทนาไหนที่กระทบใจคุณบ้างไหม

หนังสั้นเรื่องนี้เราได้แรงบันดาลใจมาจากน้องผู้หญิงคนหนึ่ง น้องเป็นมุสลิมแล้วก็เล่นดนตรี ซึ่งจริงๆ แล้วศาสนาอิสลามเขาก็มีข้อกำหนดเรื่องการเล่นดนตรีอยู่ เราก็คุยกัน น้องก็บอกว่า การที่เขาได้มาเล่นมันทำให้เขาลืมทุกอย่าง แล้วเขาก็บอกว่า เขาก็รู้ว่าวันหนึ่งเขาจะเลิกเล่น แล้วเดี๋ยวเขาก็จะไปขอโทษ แต่เขาบอกว่า การที่เขาได้มาอยู่ในวงมันไม่มีการแบ่งน่ะ ไม่มีแบ่งผู้หญิง ผู้ชาย หรือแบ่งศาสนา แล้วเขาบอกว่า เขามีความสุข

แล้วน้องซึ่งเป็นต้นกำเนิดเรื่องไม่เคยเล่นดนตรีให้แม่ดู บอกว่าไม่อยากให้แม่เห็น แต่เมื่อวานที่ฉายรอบแรกแม่น้องก็มาดูหนัง

เราว่าดนตรีหรือศิลปะมันทำให้คนได้อยู่ด้วยกัน หนังมันก็เปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้ ดนตรีก็เหมือนกัน ศิลปวัฒนธรรมมันเชื่อมคน

โดนัท มนัสนันท์, หนังสั้น คิดถึง, 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ความยากของการเล่าเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คืออะไร

มันก็ละเอียดอ่อน เราต้องระมัดระวัง พยายามอ่านเยอะๆ อ่านพวกบทสัมภาษณ์ต่างๆ อ่านข่าวของคนในพื้นที่ เราจะได้รู้ว่าอะไรเราพูดได้หรือไม่ได้ อย่างเราเองจะเล่าเรื่องเด็กเล่นดนตรี แล้วเราจะเล่าเหตุการณ์ยังไง เราคุยกันว่าเราจะพูดถึงเหตุการณ์แต่ไม่ต้องมีเลือดก็ได้ มันก็มีวิธีเล่า เจตนาของเราคืออยากให้คนเห็นด้านอื่นอยู่แล้ว เรามองชาวบ้านที่นี่ มองน้องๆ แล้วเรามีความสุข เขามีความสุขกันมาก เราไม่ได้มาเห็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วรู้สึกเศร้าจังเลย ในรอบ 2 เดือนนี้เรามา 5 ครั้งแล้ว แต่ละครั้งก็อยู่ 3 วัน 5 วัน 7 วัน

แต่ละครั้งที่มา มอง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เปลี่ยนไปมั้ย

ยิ่งอยู่เรายิ่งรู้สึกดี เรายิ่งรู้สึกคิดถึง มันเหมือนชื่อหนัง มาร้านกาแฟเจอคนรู้จักตอนที่เราถ่าย ได้เจอเด็กๆ มันคิดถึงจริงๆ มันนึกถึงเขาอยู่ตลอด เมื่อวานมีคนจาก อ.บ.ต. ของตะโละกาโปร์ มาดู เราก็จำได้ว่าตะโละกาโปร์มันสวยขนาดไหน มันโคตรสวยเลย

สุดท้ายคุณกำลังทำหนังสั้นที่โปรโมตการท่องเที่ยว แล้วคุณกล้าใส่เรื่องความรุนแรงในพื้นที่ลงไปในหนังไหม

เราใส่ลงไปนะ ตัวละครพ่อในเรื่องก็จากไปด้วยเหตุการณ์ความไม่สงบ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่ว่าสุดท้ายทุกคนก็ไปต่อ

มันเป็นเรื่องที่อยู่ในใจเขานะ เราว่าไม่มีใครลืมหรอก ไดอะล็อกที่น้องพูดก็เอามาจากบทสัมภาษณ์ที่เขาพูด เราก็ไม่กล้าเขียนอะไรจากจินตนาการของเรา เพราะเราอยากให้หนังสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องของเขา เราเชื่อเลยว่าทุกคนที่สูญเสีย ทุกอย่างยังอยู่กับเขา แต่เขาต้องไปต่อ มันทำได้แค่นี้ เราแค่พยายามทำให้คนได้เห็นทุกด้าน ตอนจบมันก็จะเงียบๆ นิดหนึ่ง เพราะเราก็รู้ว่าสิ่งนี้มันก็ยังอยู่ แต่มันดีขึ้น

สุดท้าย เราคงไม่ได้ชวนคนมาเที่ยวที่นี่กันเยอะๆ นั่นไม่ใช่เจตนาของเรา แต่เราอยากให้คนเห็นภาพอื่น เมื่อวานที่เราไปถ่ายรูปกันในยะลา เห็นมั้ย ก็มีทัวร์มาเที่ยวนะ มันไม่ได้ง่ายที่จะโน้มน้าวให้คนมา เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราทำได้ก็คือ เราอยากให้เขาเห็นภาพอื่น แล้วถ้าเขาอยากมา เดี๋ยวเขามาเอง

โดนัท มนัสนันท์, หนังสั้น คิดถึง, 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ขอขอบคุณ: มูหมัดซอเร่ เดง

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load