กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“ขอถ่ายรูปด้วยได้มั้ยคะ ลูกชายชอบคุณมาก”

ก่อนการสัมภาษณ์เริ่มต้น คุณแม่คนหนึ่งเข้ามาขอถ่ายรูปกับ หยา-จรรยา ธนาสว่างกุล เธอลุกขึ้นยิ้มอย่างเป็นกันเองและรับมือสถานการณ์อย่างนุ่มนวล กระแสความดังของละคร บุพเพสันนิวาส ทำให้วันนี้ใครๆ ต่างชื่นชอบเธอในฐานะ ‘พี่ผิน’ บ่าวผู้ซื่อสัตย์ภักดีของแม่การะเกด

หลายคนคุ้นหน้าเธอกับบทคนใช้ในละครโทรทัศน์หลายต่อหลายเรื่องตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่ฉันรู้จักเธอครั้งแรกในละครเวทีเรื่อง ‘เงามัจจุราช’ (2555) และความรู้สึกแรกที่ฉันจำได้เกี่ยวกับเธอคือความพรั่นพรึง หยารับบทหญิงชราบนรถเข็นที่เพ้อหาลูกสาวที่จากไป และไม่ไยดีกับลูกสาวอีกคนที่อยู่ดูแลเธอในวาระสุดท้าย เมื่อเห็นเธออีกครั้งบนละครเวทีเรื่อง ‘พบรักมักกระสัน’ (2556) นักแสดงหญิงคนเดียวรับบทเป็นผู้หญิง 5 คนที่มีสัมพันธ์สวาทนานาประเภท ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงกว่า เธอเล่นเป็นสาวบ้านนอกที่ทำงานร้านคาราโอเกะ สก๊อยสวนลุม ผู้หญิงที่จีบลูกเพื่อนตัวเอง ไปจนถึงดาราสาวใหญ่ที่มีสัมพันธ์กับพระสงฆ์!

การแสดงของ หยา-จรรยา ธนาสว่างกุล ที่มากกว่าบท ‘คนใช้ในตำนาน’

คนอะไรเล่นได้ทุกบทบาท ฉันพบเธออีกหลายครั้งในจอโทรทัศน์ บนเวที และบางครั้งก็เห็นเธอเดินเข้าโรงละครในฐานะคนดูที่ดวงตาเป็นประกาย การแสดงเป็นชีวิตของเธอ ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นหรือผู้รับชม

ในวันที่ใบหน้าและชื่อของจรรยา ธนาสว่างกุล เป็นที่จดจำทั่วประเทศในฐานะผู้รับบท ‘คนใช้ในตำนาน’ ตารางงานของนักแสดงคนนี้เข้าขั้นคิวทอง ไม่ว่าจะเป็นงานละครทีวี รายการ โฆษณา งานอีเวนต์ ยังไม่นับงานสอนการแสดงที่มหาวิทยาลัยหอการค้าสัปดาห์ละครั้ง และเธอยังรับเล่นละครเวทีอีก 3 เรื่องติดกัน ทั้ง เจ้าบ้าน “the host story”   ลูกหมาป่า และ ERROR 666 เรียงต่อกันตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2561

วันนี้เป็นครั้งแรกที่เราพบกันนอกจอโทรทัศน์หรือโรงละคร หยาไม่ได้รับบทเป็นใครอื่นนอกจากตัวเธอ ฉันยินดีเหลือเกินที่ได้รู้จักเธอ ไม่ใช่ในฐานะนักแสดงสมทบ แต่เป็นนักแสดงนำในฉากชีวิตใต้แสงไฟ

 

คิดอย่างไรที่คนชอบคุณมากจากบท ‘พี่ผิน’ ในละคร บุพเพสันนิวาส

บทของเราเหมือนคำนำ เชิงอรรถ หรือบทอ้างอิง ในหนังสือที่ทุกคนเปิดข้ามไป แต่เราอยู่ในนั่นแหละ คุณแค่เปิดข้ามเราหรือเปิดไม่ถึงมาตลอด

ช่วงนี้พอละครมาแรง คนกระหายที่จะรู้ว่าเราคือใคร มีคนเปิดโปรไฟล์เรา โอ้โห ขุดเบอร์นี้เลยเหรอ โชคดีที่ชีวิตไม่ได้ไปทำอะไรเลวร้ายระยำตำบอนไว้เยอะ หลายคนบอกว่าเดี๋ยวนี้ดังเนอะ แล้วไง คนสนใจเราเยอะขึ้น แต่พอละครซาไปคนก็ไม่คิดถึงเราแล้วแหละ เราคิดแบบนี้ตลอดเวลา เพราะมันเป็นวัฏจักรวงการบันเทิง การไปยึดติดกับสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนทำให้เราทุกข์

อยู่ดีๆ คำว่า ‘ครูหยา’ ก็มา ใครเรียกก็ไม่รู้ ทั้งที่เราเป็นอาจารย์พิเศษสอนการแสดงมา 6 – 7 ปีแล้ว วิธีที่คนปฏิบัติกับเราก็เปลี่ยนไป ก็สนุกดี  อยากเรียกเราว่าอะไรก็เรียก ไม่เป็นไร เราถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นโอกาส เหมือนเราอยู่บนเวทีแล้วยืนตกไฟมาตลอด ตอนนี้สปอตไลต์ฟาดไฟฟอลโลว์มาดักซ้ายขวาหน้าหลัง ได้! งั้นลองเผชิญหน้ากับมัน

จรรยา ธนาสว่างกุล

คิดว่าชื่อเสียงเข้ามาหาคุณช้าเกินไปรึเปล่า

สมัยเข้าวงการใหม่ๆ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เป็นช่วงอายุที่ใจแตกง่ายมาก ถ้าเลือกชื่อเสียง เงินทอง คนที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์ด้วยได้ทุกอย่าง ชีวิตเราคงเปลี่ยน แต่เรามองว่าอะไรที่มันเข้ามาตอนนี้ มันมาในช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้ว โอกาสใหม่ๆ ในชีวิตเข้ามาเยอะ มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วเดี๋ยวก็จะดับไป เลยรับมืออย่างมีความสุข สนุกดี

คุณหลงรักการแสดงตั้งแต่เมื่อไหร่

มันอยู่ในสายเลือดมั้ง พ่อเราเป็นนักเต้นแชมป์ลีลาศ แต่เรามารู้เอาตอนโต เหตุผลที่เขาหยุดเต้นคือมีครอบครัว อาชีพนี้เลี้ยงครอบครัวไม่ได้

ตอนเด็กๆ เราไม่ใช่นักแสดงโรงเรียน เราทำกิจกรรมโรงเรียนเพราะผู้หญิงตัวสูงมีไม่เยอะ แค่ขึ้นไปยืนให้เวทีมันเต็มๆ เราไม่ได้คิดจะเป็นนักแสดงเลย จนกระทั่งตอนมัธยม โรงเรียนพาไปดูเบื้องหลังการทำงานของ ยุทธการขยับเหงือก เป็นรายการเกมโชว์ที่มีซีนละครสั้นๆ ทุกเทป วันนั้นมันมีการซ้อมละคร เราได้เห็นการต่อบท เห็นนักแสดงที่เป็นตัวเขาจริงๆ ไม่เหมือนในทีวีที่เคยดู แล้วเขาก็กลายเป็นตัวละครอื่น เดี๋ยวๆๆ สิ่งนี้มันคืออะไรวะ หัวใจเราเต้นแรงตุบๆๆ มันใหม่มาก ตื่นเต้น ตลอดชีวิตเราไม่เคยเรียนสิ่งนี้

เราหาข้อมูลถึงได้รู้ว่ามันอยู่ในสาขาวิทยุโทรทัศน์ คณะนิเทศฯ แต่เราไม่ได้อยากเรียนวิทยุโทรทัศน์ เราไม่อยากจับกล้องถ่ายรูป เราไม่อยากตัดต่อ เราชอบการแสดงต่างหาก สุดท้ายก็หาทุกคณะที่มีและเลือกเรียนการแสดงที่ ม.กรุงเทพ

พอเข้าไปเรียนแล้วได้พบสิ่งที่ต้องการรึเปล่า

โอ้โห มันเหมือนคนกระหายมาทั้งชีวิตแล้วได้ดื่มได้กิน กินได้ไม่หยุด ไม่รู้จักอิ่มสักที ความรู้สึกเหมือนน้ำเปล่ายังอร่อย ตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ ตาโตกับทุกอย่าง ทำอะไรก็ดีไปหมด ชีวิตสมัยอยู่โรงเรียนเต็มที่ก็ได้เกรด 2 เกรด 3 แต่พอมาเรียนการแสดง ได้ A ทุกวิชา เพราะเราชอบมันจริงๆ และเราตอบคำถามครูได้ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีการแสดง หรือต้องต่อยอด ตีความแล้วตอบ มันใช่มาก มันคือสิ่งที่ตามหามาตลอดชีวิต ถ้าบอกว่าชีวิตนี้ไม่เคยเจอคู่แท้ เราว่าคงไม่ใช่ เราเจอการแสดงแล้ว มันทำให้เราหลงรักหลงใหล ยอมเหนื่อยที่จะอยู่กับมัน ทำงานกับมันอย่างมีความสุข

ครูหยา

เจออะไรในการแสดง

เจอการปลดปล่อย เจอการค้นหาตัวเอง เพราะตลอดเวลาที่เรียนหนังสือมาเราโดนสั่งให้เป็น โดนบอกให้เป็น โดนขีดเส้นให้เป็น แต่การแสดงเป็นตัวละครตัวหนึ่งมันต้องฝึกทำความเข้าใจ ถกเถียงกับตัวเอง เราได้คิด ได้โดดเข้าไปหาตัวละคร เราเจอการทำงานกับบท กับการกำกับ กับฉาก มีความสุขมาก ไม่มีใครมาบอกว่าเราผิดหรือถูก มีแค่ใช่ หรือยังไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่เราพลาดที่ตรงไหน แล้วเราก็จะจำสิ่งนั้นไปตลอด เพราะเราได้เรียนรู้เอง

จบมาเราก็หวั่นใจตามสไตล์เด็กเรียนละครว่าจะทำอะไร เลยไปสมัครงานเป็นแคสติ้งที่โปรดักชันเฮาส์แห่งหนึ่ง ด้วยคุณสมบัติการเป็นนักเรียนการแสดง มันทำให้เราได้งาน แต่พอทำงานประจำไปสัก 2 – 3 ปี เรากลับไปสู่จุดเดิม คือทำตามคำสั่งของคนอื่น เราไม่ได้คิด ยกเว้นตอนวางแผนหรือแก้ปัญหา ไม่สนุก ไม่แฮปปี้ แต่ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะไปทำอะไร  เราเชื่อว่าเวลาที่ถูกต้อง จังหวะที่เหมาะสมจะบอกเราเองว่าต้องทำอะไร ก็เลยทำงานเก็บเงิน หาเงินไปปลดปล่อยให้ตัวเองสบายใจ จะได้มีแรงกลับไปทำงานวันรุ่งขึ้น

ช่วงที่ทำงานประจำ คุณได้กลับมาแสดงบ้างรึเปล่า

ไม่ เราทำงานแทบจะ 365 วัน ไม่ได้ดูละครเวที ไม่ได้เล่นละครเวที จนได้เจอพี่ณัฐ ผู้ก่อตั้งคณะละครเสาสูง (ณัฐ นวลแพง) เขาชวนให้เราไปเล่นละครเวทีกับเสาสูงเป็นเรื่องแรก เรื่อง ‘Oh Dad, Poor Dad, Mamma’s Hung You in the Closet and I’m Feelin’ So Sad’ เล่นที่โรงละครกรุงเทพ เราตอบรับเล่นเพราะกำลังจะลาออกจากงาน ปลดปล่อยตัวเองจากงานประจำ

จังหวะนั้นเรายื่นใบลาออกแล้วแต่เขาระงับไว้ก่อนเพราะอยากให้เราเทรนเด็กใหม่ เพราะฉะนั้น ก็ไม่ต้องออกกองถ่าย ออฟฟิศเราอยู่ตรงเมเจอร์ เอกมัย แล้วโรงละครกรุงเทพอยู่ท้ายซอยเอกมัย เช้ามาทำงาน ตกเย็นนั่งมอเตอร์ไซค์ไปซ้อมละคร ทุกวันอยากตื่นเช้ามาออฟฟิศ รีบทำงานให้เสร็จเพื่อไปซ้อมละคร มีความสุขมาก เหมือนเจอโอเอซิสครั้งที่ 2 หลังจากมหา’ลัย

ช่วงนั้นพี่ณัฐเขียนบททีวีให้อาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล (ผู้กำกับรุ่นใหญ่ที่กำกับ บุญชู) ทีมโปรดักชันของอาเลยมาดูละครเรื่องนี้ ตอนนั้นเขากำลังทำละครทีวีเรื่องที่ 2 คือ นางสาวโพระดก แล้วเขาก็เห็นเรา แล้วก็บอกพี่ณัฐว่าอยากชวนเราไปเล่นละคร

เฮ้ย! อยู่ดีๆ ก็ได้เล่นละคร สมัยก่อนที่คนอยากเป็นดาราต้องพาตัวเองไปนั่งอยู่หน้าบันไดสยามบ้าง ไปเดินสยามบ้าง แต่เราอยู่ของเราเฉยๆ ในที่ของเราเอง ทำงานที่เรารักจริงๆ ก็มีคนมาเห็นแล้วเกี่ยวเราไปเล่น หลังจากนั้นก็เล่นละครทีวีตั้งแต่ปี 2547 จนถึงตอนนี้

ละครทีวีเรื่องแรกที่เล่น คุณรับบทเป็นอะไร

คนใช้! เริ่มต้นยังไง ชีวิตก็ดำรงอยู่กับมันแบบนั้น (ยิ้ม) ตอนนั้นเรามีทัศนคติที่ดีกับการทำงาน เพิ่งจบมาใหม่ๆ 3 ปี เราไม่ได้คิดว่าเราสวยกว่านางเอก เป็นคนใช้ก็เอาสิ สนุกดี แค่ไม่รู้ว่ามันจะออกมาอีหรอบไหนเพราะไม่เคยเล่นละครทีวี พอถามรุ่นพี่ เขาบอกว่าดูไว้นะ มันมี 3 กล้อง ไฟกล้องไหนแดง มึงก็หันไปรับกล้องนั้น ทีนี้เลยหันหน้าใส่ทุกกล้องจนเขาบอกให้เล่นไปตามปกติ (หัวเราะ) อ๋อ เขาหมายถึงกล้องมันทำงานไป เราก็ห้ามหยุดเล่น เราก็ค่อยๆ ปรับจูน ที่เขาบอกว่าเล่นใหญ่เป็นละครเวทีก็ค่อยๆ เข้าใจ ตรงไหนเราเยอะไปก็ปรับลด

 

ได้รับบทเป็นอะไรบ้าง

โอ้โห (คิดนาน) สารพัด แต่อยู่ใต้คำว่าคนใช้ คนใช้ทุกรูปแบบ คนใช้ในบ้าน คนใช้ในออฟฟิศ หรูหน่อยก็เป็นคุณนาย อาเจ้ ผู้หญิงแก่มีผัวเด็ก แม่ค้าปากตลาด เจ้าของบ่อน เจ้าของซ่อง กะหรี่รุ่นใหญ่ แต่ไม่น่าจดจำอะไร พื้นที่ของตัวละครแบบนี้ในละครทีวีมีน้อย ไม่ค่อยได้เล่าหรือแสดงอะไรออกมามากเท่าไหร่ เราเลยต้องใช้สิ่งที่ไม่ใช้ในละครเวที คือทำงานกับตัวละครแบบ Stereotype ดึงความคลิเช่มาใช้เพื่อให้ตัวละครชัดขึ้น

จรรยา ธนาสว่างกุล
จรรยา ธนาสว่างกุล

ตอนไหนที่คุณเริ่มรู้สึกไม่พอใจบทบาทแบบนี้

หลังจากทำงานไปสักประมาณ 5 ปี มีงานมาเรื่อยๆ ปากต่อปาก เราไม่ได้รู้สึกแย่ที่เป็นตัวประกอบนะ เพราะเราคิดว่าเรามาทำงาน แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกแย่คือสิ่งที่คนรอบข้างปฏิบัติต่อเรามากกว่า เช่น เป็นเอ็กซ์ตร้าต้องกินน้ำในกระติกรวมกัน เดี๋ยวก็ติดหวัด ติดไวรัสตับอักเสบบีมั้ย เราต้องเตรียมซื้อขวดน้ำมาดื่มเอง เตรียมกระบอกน้ำของตัวเอง

ศัพย์เรียกเราในกองถ่ายคือ เอ็กซ์ตร้าเมน คือเอ็กซ์ตร้าที่มีบทพูด แต่เขาก็ยังมองเราเป็นตัวประกอบทั่วไป มันหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเราเจอผู้ช่วยผู้กำกับคนหนึ่งที่พูดกับเราแบบไม่ให้เกียรติ เสียงดัง มารยาทแย่ เขาคงใช้วิธีนี้จัดการกับเอ็กซ์ตร้ามาตลอด เราไม่โอเค พูดดีๆ ก็เข้าใจ ทำไมต้องปฏิบัติกับเราแบบนี้ วันนั้นอีโก้เราเริ่มถูกงัดมาทำงาน เฮ้ย เราไม่ได้มาเดินเข้าฉากงงๆ นะ เราจบการแสดง ตอนเรียนเราเป็นตัวท็อปของภาค ใครๆ ก็อยากให้เราไปเล่น เราเจอบทยากๆ หนักหนากว่านี้มาตั้งเยอะ

หลังจากนั้นอีโก้เราก็อยู่ตรงนั้น ไม่ยอมไปไหน จนมันกร่อนคำว่า คนใช้

ยิ่งตอนถ่ายละครเรื่อง ปัญญาชนก้นครัว เรื่องย่อคือนางเอกเป็นนักเรียนการแสดงที่ปลอมตัวเป็นคนใช้เพื่อทำธีสิสจบของตัวเอง เราเล่นเป็นคนใช้ไม่ดี ประจ๋อประแจ๋คุณนายกับคุณหนูตัวร้าย ฉากนั้นตัวร้ายไม่อยากไปงานเพราะไม่อยากไปเจอคนจบการแสดง ตัวเองเด่นไม่เท่า อะไรก็สู้เขาไม่ได้ แม่เลยบอกว่า

“ไม่ต้องห่วงหรอกลูก พวกเรียนการแสดงน่ะนะ จบมาก็รับแต่บทคนใช้”

เราที่นั่งนวดขาอยู่ข้างล่างคือหยุดกึก จี๊ด อึ้งไปเลย ตรงนั้นไม่มีใครรู้ว่าเราจบการแสดง และบทนั้นก็เขียนมา นักแสดงไม่ได้แต่งเอง ทำไมมันจริง ทำไมเราต้องเป็นคนใช้ เป็นอย่างอื่นไม่ได้เหรอ

เราเริ่มหมกมุ่นจนอยากหยุดรับงาน ใจไม่สนุกแล้ว ไม่รู้จะบำบัดตัวเองยังไง อึดอัดมาก เวลาใครมาทักว่าเธอใช่มั้ยที่เล่นเป็นคนใช้เรื่องนั้นเรื่องนี้ เราหวีดใส่เขาเลยว่า ไม่ใช่! เขาไม่ได้ผิดอะไรเลยแต่เราโกรธ ทำไมต้องทักว่าเราเป็นคนใช้ ไม่ต้องทักก็ได้ถ้าทักแบบนี้ ใครโทรมาชวนไปเล่น บทอะไรคะ คนใช้บ้านนางเอก เอาคนอื่นเล่นได้มั้ยคะ คิวไม่ได้ ต้องโกหกเป็นอื่นไป

ช่วงที่งานน้อย รุ่นน้องเราที่สนิทกันมากไปอยู่ลาสเวกัสกับแม่ เรารักและคิดถึงเขา เขาก็ชวนว่าเจ้มาทำงานคาสิโนที่นี่เลย เล่นไพ่ไม่เป็นไม่เป็นไร รู้แค่สิ่งที่ต้องทำก็พอ ตอนนั้นเกือบจะไปแล้ว ดีนะที่เราไม่หนีไปแจกไพ่ซะก่อน

หยา จรรยา ธนาสว่างกุล

อะไรที่ดึงคุณกลับมาเป็นนักแสดง

เรากลับมาดูละครเวทีที่เทศกาลละครกรุงเทพ เมื่อเกือบๆ 10 ปีที่แล้ว รู้สึกเลยว่าต้องกลับมาเล่นละครเวที นี่คือสิ่งที่บำบัดเรา เรากำลังมีปัญหา ความเป็นนักเรียนการแสดงมันใหญ่โตมากจนคับโลก เบสิกหลักที่เราเคยรู้คือการยอมรับการเป็นตัวละครมันหายไปหมดแล้ว เพราะเราเกลียดตัวละคร (เน้นเสียง) เราเกลียดอาชีพตัวละคร เราเกลียดเข้าชีวิตประจำวันเลยด้วยซ้ำ และมันทำให้เราทุกข์

เราตัดสินใจว่า ได้ ถ้าต้องดำเนินชีวิตโดยรับแต่บทคนใช้ต่อไป ก็จะขอทำมันให้ดีที่สุด เอาแบบว่าฉันจะเป็นคนใช้ที่โลกต้องจำ หลังจากนั้นคือปลดล็อกตัวเอง สบายละ กระโดดไปเล่นเป็นคนใช้ได้เหมือนช่วงแรกที่ทำงาน ระหว่างนั้นก็ตั้งใจว่าจะเล่นละครเวทีอย่างน้อยปีละเรื่อง เพราะเราใช้ชุดการแสดงสำเร็จรูปมาเยอะเพื่อสร้างมิติให้ตัวละคร พอมันทำงานแบบนี้เยอะๆ มันจะหยาบทบไปเรื่อยๆ ทุกปีเราต้องมาชำระล้างจิตใจ ขัดถูใจให้ละเอียดขึ้นด้วยการเจอละครเวที ได้เล่นได้ซึมซับพลังงานดีๆ เข้าตัวเองแล้วกลับไปทำงานต่อ มันช่วยได้เยอะเลย เราจดจ่อว่าเมื่อไหร่จะสิ้นปี จะได้มาเล่นละครเวทีสักที

ดูคุณรักละครเวทีมากกว่าละครทีวีเยอะ

เราแบกความมุ่งมั่นคนละชุด เรามีจิตวิญญาณ มีเรื่องราวที่จะบอก มันคนละเรื่องกัน คนที่เห็นเราในทีวีอย่างเดียวไม่เคยรู้ว่าเราทำอะไรแบบนี้ คนที่ร่วมงานกันก็รู้บ้าง แต่ไม่เคยเห็นภาพ เพราะพื้นที่ละครเวทีโรงเล็กในเมืองไทยก็น้อย แต่เราก็ชัดเจนในพื้นที่ของเรา

ละครเวทีเรื่องไหนที่ได้เล่นแล้วมีความหมายกับคุณมากที่สุด

ละครเรื่อง ‘ฮิห้า…อิอิ (Hi5…eiei)’ ของคณะเสาสูง ประมาณ 10 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่เรากระโดดกลับเข้ามาทำละครเวที เป็น Stage Director คอยดูซ้อม รันคิว ต่อบทนักแสดง พากย์เสียงตัวละครเป็นภาษาอังกฤษ แล้วไปเล่นโร้ดโชว์จังหวัดที่อยู่ชายทะเล ชลบุรี ภูเก็ต เรารู้สึกดี เป็นการทำงานที่ปลดปล่อยมาก

เรารู้สึกเหมือนพี่ณัฐทดสอบเราอยู่ห่างๆ เพราะเราห่างหายจากละครเวทีไปนานมาก เขาอยากเห็นแพสชันความอยากทำงานของเรา หลังจากโร้ดโชว์มีนักแสดงเล่นต่อไม่ได้ เราเลยได้เล่นแทน มาเล่นจริงในเทศกาลละครกรุงเทพที่ป้อมพระสุเมรุ แล้วคนดูแน่นทะลัก มันปลุกผีในตัวเรา เราได้กลับมาหมด ทั้งใจเรา ทั้งความรู้สึกอิ่มเอม ได้ชื่อของเสาสูงให้กลับมาเหมือนเดิม และได้ตราประทับว่าเป็น Soloist หญิง เพราะมันเป็นการแสดงเดี่ยว 40 นาที

หยา จรรยา ธนาสว่างกุล
จรรยา ธนาสว่างกุล
จรรยา ธนาสว่างกุล

หลังจากเล่นละครมานาน คำติด้านการแสดงอะไรที่คุณคิดว่าร้ายแรงที่สุด

ส่วนใหญ่นักวิจารณ์จะบอกว่าคุ้นหน้าคุ้นตาเราอยู่แล้วจากในทีวี หรือบอกว่างานนี้รอดได้เพราะชั่วโมงบิน แต่ที่เราโกรธคือละครเรื่อง ‘พบรักมักกระสัน’ กายภาพเราคือคนตัวโคตรใหญ่ ไม่ใช่คนตัวเล็กมุ้งมิ้ง แต่เราต้องเล่นเป็นผู้หญิง 5 คน เราทำการบ้านหนัก ลดน้ำหนัก ซื้อคอร์สเฟิร์มร่างกาย เข้ายิม ดูแลอาหาร จากน้ำหนัก 70 กว่ากิโล เราลดน้ำหนักไป 13 กิโลเพื่อละครเรื่องนี้ เพราะมันมีฉากถอดเสื้อ ใส่ชุดน้อยชิ้น เราไม่ต้องการให้คนดูรู้สึกสะอิดสะเอียนจนเกินไป แต่เราเจอคำวิจารณ์ว่าเราดูเหมือน พริตตี้ร่างยักษ์ พอเจอการวิจารณ์เชิงกายภาพแบบนี้เราหงุดหงิด เออ กูก็รู้ว่ากูไม่สวยอยู่แล้ว แสดงว่าตลอดเวลาที่ดู คุณอยู่กับรูปร่างหน้าตาอย่างเดียวนี่ คุณไม่อยู่กับการแสดง เราตัดต่อตัวเราให้เล็กลงกว่านี้ไม่ได้ เราก็เดินมาแตะครึ่งหนึ่งแล้วนะ ที่เหลือดูการแสดงเราสิ

มีบทบาทไหนที่คุณไม่รับเล่นไหม

ถ้าละครเวทีนี่สู้ตาย ไม่มีเลย มีแต่กังวลว่าจะแตะมันอย่างไร จะเข้าใจมันอย่างไร กังวลว่าจะทำได้ไม่ดี

แล้วบทไหนที่อยากเล่น แต่ยังไม่เคยได้เล่น

บทผี อยากร้องเพลงก็ได้ร้องแล้ว ยังไม่เคยเชิดหุ่น กำลังจะได้เชิดในละคร ‘ลูกหมาป่า’ และยังไม่เคยเต้น มาอยากเอาตอนแก่นี่ก็ยาก เดินขึ้นบันไดสามชั้นก็หอบแล้ว

ช่วงนี้เรารับบทแม่เยอะขึ้นในละครเวที เป็นแม่ในหมวดต่างๆ ที่มีความลึก แม่ติดยา ติดเหล้า แม่เล่นคุณไสย ปลุกวิญญาณคนตาย ทุกครั้งเราได้ค้นหาการเป็นแม่ที่ไม่เหมือนแม่เรื่องที่แล้ว สนุกกับการเล่นบทแบบนี้มากเลย

หยา จรรยา

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load