กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

Avatar

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในหนึ่งวัน คนเราควรมีเวลาทำสิ่งที่รักสักกี่นาที กี่ชั่วโมง

8 ชั่วโมงแรกสำหรับเวลาทำการ 8 ชั่วโมงถัดมาสำหรับการพักผ่อน 2 ชั่วโมงสำหรับการเดินทาง และ 3 ชั่วโมงสำหรับการปฏิบัติภารกิจประจำวัน ยังไม่นับเวลาสำหรับครอบครัว เพื่อน และคนที่รัก

สิ่งหนึ่งที่เรามักจะพบในคนที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขในชีวิต คือ การบริหารเวลาที่ทำให้เขาหรือเธอทำหน้าที่และสิ่งที่รักที่ฝันได้อย่างลงตัว 

หนึ่งในนั้นคือ ตุ๊กตา-พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล

ตุ๊กตาเป็นคนทำหนังสือ ที่จะไม่มีวันเลิกทำหนังสือ เธอบอกเราอย่างนั้น

อดีตนักเรียนออกแบบเริ่มต้นอาชีพในวงการสื่อสิ่งพิมพ์ด้วยการเข้ามาเป็นหนึ่งในทีมก่อตั้งนิตยสาร Hamburger ก่อนได้รับโอกาสสำคัญให้เป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Knock Knock! บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Polkadot พร้อมๆ กับเป็นนักเขียนเจ้าของผลงานซีรีส์ กุ๊กกิ๊กไกด์ หนังสือเดินทางที่ชวนให้เราหลงใหลในของกระจุกกระจิก

ปัจจุบัน ตุ๊กตายังคงเขียนและทำหนังสือที่รักอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารของสำนักพิมพ์ยาหยีของตัวเอง เป็นแม่และภรรยาที่ได้ทำงานที่รัก

คุณอาจจะคิดว่าเธอโชคดีที่ได้ทำงานที่สนุก แวดล้อมด้วยผู้คนมากมาย มีไลฟ์สไตล์ที่ใครๆ ก็ฝันถึง มีครอบครัวและลูกที่น่ารัก 

โชคดีก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไม่เตรียมตัวเองให้พร้อมรับโอกาสที่เข้ามาตลอดเวลา หรืออ้างเรื่องเวลาอย่างใคร เธอก็คงไม่ได้ทำในสิ่งที่หล่อหลอมตัวเธออย่างวันนี้

ฐานะที่เป็นแฟนหนังสือที่เติบโตมาพร้อมกับนิตยสารของเธอ ขอสารภาพว่าความกุ๊กกิ๊กที่มีนี้ได้แรงบันดาลใจจากเธอทั้งสิ้น แม้กระทั่งเป็นแม่เต็มเวลาแล้ว เธอก็ยังมีวิธีสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คุณแม่ยุคใหม่ให้ลุกขึ้นมาสดใสเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ ผ่านงานเขียนของเธอในช่องทางต่างๆ จนคนไม่มีลูกอย่างเรายังรู้สึกอิจฉา

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มาฟังเรื่องราวของเธอผู้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยความรัก จากคนที่ไม่เคยรู้แม้แต่ความฝันของตัวเอง เธอรู้จักตัวเองจากการหยิบชิ้นส่วนที่อยู่รอบตัวมาค่อยประกอบร่าง ไม่เคยปิดกั้นตัวเองให้ลงมือทำสิ่งที่ฝัน ที่น่าสนใจคือเธอเอาเวลาจากไหนมาทำหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้จักรวาลความกุ๊กกิ๊กของเธอไม่มีที่สิ้นสุด

จากนั้นพบกับบทสัมภาษณ์แรกในชีวิตของ ชื่นใจ ภูมิรัตน เด็กหญิงผู้เป็นความรักและความฝันของตุ๊กตา

ตุ๊กตา พนิดา ตุ๊กตา พนิดา

อะไรคือความยากของการเป็นแม่เต็มเวลาที่ชอบทำงาน

คำถามที่ตอบยากที่สุดหลังจากลาออกจากงานมาเป็นแม่เต็มเวลาคือ ตอนนี้ทำอะไรอยู่

ไม่รู้จะตอบว่าอะไร พอตอบว่าดูแลลูกก็ฟังดูเหมือนเราไม่มีอะไรทำ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่เลย งานอาชีพแม่คือหนักที่สุด จริงๆ เราก็ยังเป็นบรรณาธิการ เป็นนักเขียน ยังเป็นทุกอย่างที่เราเคยเป็นเพียงแค่ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง  ใครมาให้ทำอะไร ถ้าทำได้ก็ทำให้หมด ทำคอนเทนต์ออนไลน์ เขียนหนังสือ มีสำนักพิมพ์เป็นของตัวเอง เพียงแต่ทุกอย่างไม่ได้มีเป้าหมายที่กำหนดชัดเจนเหมือนเดิมว่า 1 ปีต้องออกหนังสือกี่เล่ม

จากเดิมในแต่ละปีจะมีงานที่ทั้งเขียนเองหรือเป็นบรรณาธิการเล่มอย่างน้อย 12 – 15 เล่ม แต่พอมาทำสำนักพิมพ์เองซึ่งมีแค่เรากับ พี่ป่าน (นิตตา ชินาลัย) คนหนึ่งเขียนอีกคนวาด ทำธุรกิจแบบคนที่ไม่ถนัดทั้งคู่ แต่เราก็ยังคงทำสำนักพิมพ์ต่อไป เพราะเป็นความฝันและความรักในอาชีพ ถามว่าได้เงินร่ำรวยไหม ก็ไม่เลย สิ่งหนึ่งที่แน่ใจคือ เราจะไม่มีวันหยุดทำสิ่งนี้

เพราะอะไร

เพราะเป็นสิ่งที่เรารักที่สุด เราเชื่อว่าถ้าไม่มีคนทำ วันหนึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คงจะหายไป อย่างน้อยๆ เราจะขอยืนอยู่ในฝั่งที่เป็นคนทำมันไปตลอด

ตอนไหนที่คุณรู้ตัวว่าชอบทำหนังสือ

โดยทั่วไป คนทำงานกองบรรณาธิการมักจะเป็นคนในสายงานอักษรศาสตร์หรือวารสารศาสตร์ เป็นความโชคดีของเราที่ พี่โหน่ง (วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์) มองเห็นและให้โอกาสเรา ซึ่งพอได้เข้ามาทำนิตยสาร Hamburger เราก็รู้ว่านี่คืองานที่เราต้องการ เราไม่ได้อยากเป็นแค่อาร์ตไดเรกเตอร์ ซึ่งไม่ได้ต่างจากสิ่งที่เรียนมา ในวิชาเรียนออกแบบหนังสือเราเป็นเจ้าของโปรเจกต์ที่เริ่มต้นและจบงานด้วยตัวเอง การทำนิตยสารทำให้เราได้ใช้ศาสตร์อื่นๆ ที่มีอยู่ในตัวเราตั้งแต่เด็ก โดยหน้าที่ที่มากกว่านั้นคือการบริหารจัดการอย่างไรก็ได้ให้หนังสือออกมาให้ได้ดีที่สุด ซึ่งเราสนุกและชอบทุกกระบวนการของการทำหนังสือ ชอบเวลาเปิดเล่ม-ปิดเล่มแบบนั้น

เป็นบรรณาธิการบริหารครั้งแรก ยากไหม

ตอนนั้นเราไม่ได้รู้สึกว่ายาก แต่รู้สึกว่าท้าทายเพราะก็รู้ตัวว่ายังเด็ก ตอนเริ่มงานบรรณาธิการบริหารอายุประมาณ 24 แต่เรื่องที่ทำเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรา เราเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น เช่น เล่มแรกของ Knock Knock! คือเรื่องดาวโรงเรียน เล่มที่ 2 เรื่องทอมบอย โดยกลุ่มเป้าหมายของหนังสือคือเด็กมัธยม ซึ่งอายุเราห่างจากคนอ่านไม่เกิน 10 ปี เราจึงทำหนังสือผ่านการใช้ความรู้สึกที่เคยผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น จน Knock Knock! กลายเป็นนิตยสารวัยรุ่นที่ประสบความสำเร็จ

จากวันนั้นจนวันนี้ คนที่เคยติดตามนิตยสาร Knock Knock! เขาก็ยังติดตามนิตยสารมาเรื่อยๆ สำหรับเราเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราโตมาพร้อมๆ กับคนอ่านของเรา และช่วงเวลาและจังหวะชีวิตที่ทำให้เราได้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานบ้างนิดๆ หน่อยๆ ตลอดเวลาที่ทำงานประจำมา ไม่ได้เปลี่ยนสายงานเลย ยังคงอยู่ในบริษัทเดิมทำงานที่แรกและที่เดียวที่นี่

งานที่ผ่านมาทั้งหมดส่งผลต่อชีวิตของคุณยังไง

งานทำให้เราแยกเรื่องงานและชีวิตส่วนตัวออกจากกันไม่ได้

อะไรคือข้อดีและข้อเสียของการที่งานและเรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องเดียวกัน

เราไม่รู้ว่าเป็นข้อเสียมั้ย แต่ข้อดีก็คือทุกสิ่งที่ทำในวันนั้น เมื่อมาถึงวันนี้ก็ยังเป็นเรื่องเดียวกันอยู่เพราะเป็นเรื่องที่เราสนใจ สิ่งที่เราพูดออกไปคือสิ่งที่เราเป็น ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน งานภาพ หรืองานวิดีโอ ทั้งหมดเป็นตัวเราทั้งนั้น

ข้อเสียก็คือ เราไม่รู้ว่าเรื่องที่เราสนใจจะหมดลงเมื่อไหร่ หรือบ่อยครั้งก็คิดว่าเรากำลังขายตัวเองตลอดเวลาหรือเปล่า ตอนทำงานนิตยสารเราเคยคิดว่าแต่ละปีที่เราคิดหัวข้อของหนังสือครบทั้ง 12 เล่มประจำทั้ง 12 เดือนแล้วปีหน้าจะทำอะไรดี เพราะทุกอย่างที่มีถูกใช้ออกไปหมด แต่พอผ่านไปปีหน้าก็มีเรื่องมาให้ทำใหม่ เป็นอย่างนี้ไป 4 – 5 ปี ก็ยังทำได้ หรือตอนทำสำนักพิมพ์ polkadot เราก็คิดว่าทุกอย่างถูกใส่ไปหมดแล้ว ถ้าเกิดช่วงที่ความคิดถึงทางตันจะทำอย่างไร ซึ่งก็ไม่เคยถึงจุดนั้นนะ ยังคงไปต่อได้เรื่อยๆ เพราะมีเรื่องใหม่ๆ ถูกใส่เข้ามาในตัวเราเพิ่มเติมทุกวันๆ

วิธีที่คุณใช้ในการทำความรู้จักความต้องการของตัวเอง

อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรา ทั้งจากคุณแม่ เพื่อนในวัยเด็ก คนและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวของเรา หล่อหลอมจนรู้ว่าตัวเราเป็นอะไร เราเป็นใคร ชอบหรือไม่ชอบอะไร ย้อนกลับไปสมัยยังเป็นเด็ก เราไม่ชอบอ่านหนังสือเรียนเลย แต่ชอบอ่านหนังสือนอกเวลาเรียนมากๆ เช่น จดหมายจากลอนดอน ปุลากง เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก ได้คะแนนเต็มหรือเกือบเต็มตลอดสวนทางกับวิชาเรียนอื่น จุดเปลี่ยนของชีวิตคือการเรียนออกแบบนิเทศศิลป์ (คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ) ไม่เพียงรักทุกวิชาที่ได้เรียน จากเด็กเรียนไม่เก่งก็กลายเป็นคนที่ได้ A เกือบทุกวิชา เริ่มรู้สึกดีกับตัวเอง เพราะเราเริ่มเห็นตัวเอง

หลังจากแสดงงาน Thesis ซึ่งเราทำหนังสือชื่อ มือใหม่ไหว้เจ้า เป็นคู่มือไหว้เจ้าแต่ละเทศกาลสำหรับคนรุ่นใหม่ ทั้งย่อยข้อมูลและทำรูปเล่มออกมาอย่างสนุก ก็มีคนติดต่อให้ไปทำงานเป็นกราฟิกตามที่ต่างๆ แต่สุดท้ายเราเลือกไปทำงานกับพี่โหน่ง แม้เงินเดือนเริ่มต้นจะน้อยกว่าที่อื่นๆ เกือบครึ่ง จำได้ดีว่าเงินเดือนเริ่มต้นคือ 8,500 บาท

ทั้งๆ ที่มีประตูให้เลือกหลายบาน อะไรทำให้ตัดสินใจแบบนั้น

เราเลือกจากสิ่งที่เราอยากรู้อยากลอง มันไม่มีอะไรจะเสีย สำหรับเราเรื่องนี้จำเป็นมากที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะรู้ว่าตัวเองเป็นยังไง ชอบไม่ชอบอะไร นี่เป็นโจทย์สำคัญที่เราตั้งไว้ว่าชื่นใจจะต้องรู้จักตัวเองให้ได้ สำคัญมากกว่าจะต้องเรียนเก่งเสียอีก

การวนเวียนอยู่ในเรื่องที่ตัวเองชอบมีข้อดีคือทำให้ตัวตนชัดเจนขึ้น แต่นั่นทำให้เราไม่สามารถออกไปจากจุดเดิมๆ ได้เลยหรือเปล่า

ทุกอย่างในชีวิตวนเวียนๆ อยู่กับเรื่องเดิมๆ ทั้งหมดเลย ไม่ได้ออกไปไหนไกล หนังสือเล่มแรกที่ทำให้สำนักพิมพ์ polkadot คือหนังสือ It Bag เป็นไอเทมที่ชอบเป็นการส่วนตัว กระเป๋า รองเท้า ที่อยู่ใน polkadot ทุกเล่มมันคือเราหมดเลย ท่องเที่ยว เครื่องเขียน เครื่องประดับ งานเย็บปักถักร้อย หรืองานบ้าน และเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร อย่างในนิตยสาร Knock Knock! จะมีแจกแพตเทิร์นตัดเย็บเสื้อผ้าแบบในนิตยสารสตรีสารยุคก่อน เพราะเราโตมากับหนังสือเหล่านั้นซึ่งซึมซับมาจากแม่อีกที ก็ถ่ายทอดต่อมาเป็นอย่างนี้

กับสิ่งที่ไกลจากตัวเราในเวลาหนึ่ง วันนี้เราก็กำลังเก็บสิ่งเหล่านั้นกลับมา จะบอกว่าไม่ท้าทายก็ไม่เชิง เพราะเรามีเรื่องท้าทายตัวเองอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้เป็นคนที่กลัว ต้องอยู่ใน Comfort Zone ตลอด

เคยรู้สึกเสียดายกับสิ่งที่คุณไม่ได้เลือกบ้างไหม

มีนะ มีหลายเรื่องที่เรารู้จักช้าไป คิดเสียดายว่าควรจะรู้เสียตั้งนานแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวเองไม่ได้ขวนขวายด้วย หรือเรื่องนั้นไม่ได้เดินมาแล้วตรงกับจังหวะชีวิตพอดี แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต

ตอนที่เราเรียนมัธยมหรือเรียนมหา’ลัย เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าโลกนี้มี Work and Travel ถ้าเรารู้เราต้องไม่พลาดแน่ๆ แต่เราโอเคนะ เพราะวันนี้เราก็ได้ทำเรื่องที่คล้ายๆ กันในรูปแบบอื่น ในเวลาอื่น

แล้วเคยรู้สึกไม่เหมือนเดิมกับสิ่งที่เคยชอบมากๆ บ้างหรือเปล่า

มีเหมือนกันที่เกิดความรู้สึกไม่กรี๊ดแล้ว ยิ่งเดินทางบ่อย จากที่เคยชอบร้านประมาณนั้นหรือกรี๊ดร้านประมาณนี้เมื่อ 10 – 15 ปีก่อน พอวันนี้ความตื่นเต้นมันน้อยลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราไม่เห็นความแตกต่าง จริงๆ ความต่างเพียงเล็กน้อยก็กระตุ้นความสนใจกลับมาได้ อีกส่วนคงเป็นเพราะเราโตขึ้นความสนใจก็เปลี่ยนไป และผลของความไม่กรี๊ดจะทำให้เขียนไม่ค่อยออก ซึ่งเราเป็นคนเขียนหนังสือจากความรู้สึกมากๆ มีช่วงที่ใครๆ ต่างก็ออกหนังสือเดินทางกันหมด เราก็แอบกังวลเล็กๆ แต่เรารู้ว่ามีคนที่ชอบเราที่เป็นแบบนี้อยู่ เมื่อไม่เน้นปริมาณอันไหนที่เราไม่รู้สึกเราก็ไม่เขียนถึงหรือพูดถึง

แม้จะวนเวียนอยู่กับสิ่งที่ชอบซ้ำๆ แต่ทำไมเราถึงเห็นคุณทำหลายสิ่งหลายอย่างอยู่ตลอดเวลา

เราเป็นคนที่ชอบหาเวิร์กช็อปหรืองานอดิเรกใหม่ๆ มาก เมื่อมาคิดดูดีๆ ว่าชีวิตเราผ่านช่วงต่างๆ มาได้ยังไง ก็พบว่าที่ผ่านมาเรามีงานอดิเรกเป็นสิ่งที่ชุบชีวิตทำให้ตัวเองกลับมามีแรงได้ใหม่เสมอ เมื่อไหร่ที่ทำงานแล้วเหนื่อยเรามักจะมีสิ่งอื่นให้ทำ 

คุณมีวิธีเลือกงานอดิเรกยังไง

เลือกตามความชอบ ความสนใจ จะเย็บสมุดหรือคัดลายมือก็ลองดู บางเรื่องที่ลองแล้วชอบสิ่งนั้นก็จะอยู่กับเราไปเลย บางเรื่องก็ชอบแต่ทำได้เท่าไหร่ก็ไม่ดี เช่น การทำขนม เรารู้ตัวเลยว่าไม่มีพรสวรรค์ ต่อให้ใจรักแค่ไหนก็ทำไม่ได้ ตั้งแต่เด็กแล้วที่เราฝึกเย็บผ้าและทำขนมด้วยตัวเอง ซึ่งต่อให้อ่านแพตเทิร์นภาษาญี่ปุ่นไม่ออกก็พอจะเย็บเสื้อผ้าได้จากรูปประกอบ แต่กับขนมต่อให้ทำตามสูตรทุกอย่างก็ออกมาแบบไม่ได้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง จึงได้แต่สรุปกับตัวเองว่าไม่มีพรสวรรค์เรื่องขนมจริงๆ เรื่องอื่นเราเป็นคนไม่ยอมแพ้นะ แต่เรื่องนี้เราขอยอมรับ ทุกวันนี้เราก็ยังพยายามอยู่ อยากมีสักเมนูสองเมนูที่ทำแล้วรู้สึกกรี๊ดกับตัวเอง

มีงานอดิเรกไหนบ้างที่ดูไม่น่าจะเป็นตัวคุณ แต่เมื่อลองทำแล้วกลับเปลี่ยนความคิดของคุณได้

ปลูกต้นไม้ แต่ก่อนคิดว่าเป็นคนปลูกต้นไม้ไม่ขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วที่ปลูกต้นไม้แล้วตายเป็นเพราะเราใส่ใจมันไม่มากพอ จนวันนี้เริ่มเข้าใจว่าต้นไม้เหมือนคนมากๆ เรื่องที่ต้องการคนรู้ใจมาดูแล ว่าฉันต้องการหรือไม่ต้องการแดดแค่ไหน ฉันต้องการน้ำแล้วนะ แม้พูดไม่ได้แต่ก็แสดงออกให้เราเห็น ไม่ถึงกับประสบความสำเร็จแต่เราชอบที่จะเรียนรู้ ตอนดอกไม้ออกดอกเป็นช่วงเวลาที่เรายืนมองอย่างมีความสุข พี่บอยยังเคยแซวว่าอยากให้เรามองเขาด้วยสายตาแบบเดียวกับที่ยืนมองดอกไม้บ้าง (ยิ้ม)

กับงานครัว คุณมีวิธีหาแรงบันดาลใจอย่างไรให้รู้สึกสนุกทุกครั้งเมื่อได้ทำ

ครัวเป็นอาณาจักรเล็กๆ ของเราในบ้าน เราชอบจาน ชาม เครื่องครัว ทั้งหมดนี้อยู่ในชีวิตเรามาโดยตลอดซึ่งมาจากแม่อีกเหมือนกัน เรามีความสุขเมื่อได้ใช้จานชามแก้วน้ำที่ชอบ ชอบสะสมด้วย โดยทุกอย่างจะถูกจัดวางไว้ในแบบที่เราชอบ เราไม่ได้วางเพื่อโชว์ให้ใครเห็น แต่วางเรียงกันไว้โดยที่รู้เองว่าเราอยากให้ชิ้นไหนอยู่ข้างหน้าข้างหลัง เพราะอยากเห็นและชอบที่จะเห็น เวลาเดินทางเรามักจะมีจานชามหรือเซรามิกเล็กๆ น้อยๆ ติดมือกลับมาด้วยเสมอ ชอบเดินตลาดเจอช้อน ส้อม ผ้าปูโต๊ะ แล้วตามตลาดพวกนี้เหมือนเป็นมิวเซียมไลฟ์สไตล์สำหรับเรา ได้เห็นชีวิตของแต่ละครัวเรือน แต่ละยุคสมัย

การชวนลูกเข้าครัวก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้สนุกกับงานครัว

เมื่อก่อนเรากับชื่นใจทำ เข้าครัวตัวจิ๋ว เป็นหนังสือและคลิปสอนทำอาหารร่วมกันสั้นๆ ซึ่งตอนนี้ที่โรงเรียนของชื่นใจก็ให้เด็กๆ ทำอาหารทานกันเองด้วย เขาเองโตพอที่จะทำตั้งแต่เริ่มต้นจนจบได้ด้วยมือของตัวเอง

สำคัญคือ ไม่ทำอะไรที่เกินความเป็นตัวเอง โลกทุกวันนี้ทำให้เราเห็นชีวิตคนอื่นเยอะมาก

เราเห็นคนที่ทำอาหารเอง สวยน่ากินไปหมด หรือเห็นใครเข้าร้านอาหารสวยๆ ตลอดเวลา ซึ่งการเห็นชีวิตคนอื่นมากไปก็เป็นการรบกวนตัวเอง รู้สึกอยากเป็นอย่างเขาได้ ไม่ผิด แต่ถ้าการทำอาหารสักมื้อทำให้คุณต้องรื้อทั้งครัว งัดหม้อไหกระทะจานชามสวยๆ มาใช้ทั้งหมด มันคงเหนื่อยเกินไป คงจะดีกว่าถ้ารู้จักตัวเอง รู้วิธีการ รู้ความต้องการของตัวเอง แล้วทำมันออกมาในแบบของตัวเอง

อีกอย่างเราให้ความสำคัญกับการแบ่งเวลามาทดลองทำสิ่งที่ฝัน จนทำได้ดี แม้จะไม่มีพรสวรรค์ด้านการทำขนม แต่เรื่องการทำอาหารเราว่าเราทำได้เพราะฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กๆ มันวนเวียนกับเรื่องพวกนี้ ไปตลาดกับพ่อ ทำกินเสร็จแล้วก็ต้องเก็บล้างทำงานบ้านกันเองพี่น้องแบ่งงานกัน ซึ่งงานที่เรามักเลือกขอทำคือล้างจาน ต้องใช้น้ำยาล้างจานที่ดีทำให้ไม่ต้องล้างหลายที

โลกที่เปลี่ยนไปส่งผลกับการทำงานของคุณยังบ้าง

แม้จะมีเครื่องมือใหม่ๆ ให้ลองทำมากมากมาย แต่หลายอย่างก็ไม่เหมาะกับเรา เคยจะลองทำ Vlog แล้วแต่ไม่ถนัดเลย และในวันนี้ที่แทบจะไม่เหลือคนทำเว็บไซต์แล้วเพราะใช้พลังสูงกว่ามาก เราก็เลือกที่จะเขียนบทความลงเว็บไซต์ https://smileplease.mom ของตัวเอง คนอาจจะมองว่าเชยมาก แต่เราทำแล้วมีความสุข ในชีวิตเราควรมีบางอย่างที่ทำเพื่อความสุขของตัวเราเอง แล้วถ้าสิ่งที่เราทำมันเป็นประโยชน์กับคนอื่นได้ด้วย ทำให้คนอื่นได้สาระบันเทิง ผ่อนคลายไปกับเราด้วย มันคือพลังงานสำหรับเรานะ เคยมีคนอ่านบอกว่า ขอบคุณมากที่ทำเว็บไซต์แม่ยิ้มออกมา เพราะมีที่ให้เขาพักใจอันยุ่งๆ เข้ามาอ่านแล้วเขาได้ยิ้มกลับไป ฟังแล้วมีความสุขนะ

ตุ๊กตา พนิดา

ยิ้มของแม่อยู่ที่แม่ยิ้ม?

เราทำเว็บไซต์แม่ยิ้ม หรือ smileplease.mom ขึ้นมา เมื่อให้โลกของแม่ยิ้ม โลกรอบตัวของแม่ก็จะยิ้มไปด้วย เรากำลังพูดถึงเรื่องอะไรก็ตาม เรื่องความสวยงาม แฟชั่น งานอดิเรก หรือเรื่องที่ส่วนตัวมากๆ ของแม่ที่ให้แรงบันดาลใจ ไปจนถึงเรื่องความสุขจากการเดินทางคนเดียวหรือการยอมตัดเรื่องอื่นๆ ออกไปจากชีวิต

การที่แม่จะมีเวลาหรือชีวิตของตัวเองบ้างไม่ใช่เรื่องผิดนะ บ่อยครั้งที่คนเป็นแม่ทุ่มทุกอย่างที่มีให้คนที่รักหมดจนลืมตัวเอง ลืมสิ่งที่เคยชอบ เราคิดว่าในหนึ่งวันแม่ควรจะมีเวลาน้อยที่สุดก็สัก 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงที่จะเป็นตัวของตัวเอง เราเชื่อเสมอว่าทุกคนมีชีวิตของตัวเอง ลูกมีชีวิตของตัวเอง สามีมีชีวิตของตัวเอง เราก็มี เพียงแต่ว่าเราต่างมีชีวิตที่ทับซ้อนกันอยู่ จำเป็นที่จะต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตของแม่ให้มีชีวิตชีวา เพื่อที่จะทำอย่างอื่นหรือดูแลโลกใบอื่นได้

อะไรคือเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อเริ่มต้นเขียนบทความหรือหนังสือเล่มใหม่

แม้จะเป็นเพียงบทความ แต่เรายังใช้วิธีคิดและกระบวนทำงานไม่ต่างจากหนังสือ ในการพิมพ์หนังสือแต่ละครั้งใช้ทรัพยากรธรรมชาติเยอะ ยิ่งทำให้ต้องคิดมากขึ้น วันนี้มีหนังสือที่เขียนเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้พิมพ์ออกมา ทั้งคิดถึงต้นทุนราคาขาย จำนวนที่พิมพ์ วิธีขาย มีเรื่องที่ต้องระวังหลายอย่าง หนังสือเล่มล่าสุดยังคงเป็นซีรีส์กุ๊กกิ๊กแฟมิลี่ไกด์ หนังสือนำเที่ยวเพื่อการเที่ยวกันเป็นครอบครัว ตั้งแต่สถานที่และกิจกรรมสำหรับใช้เวลาร่วมกัน ร้านรวงโปรดของคุณแม่และคุณพ่อ

ความยากของการทำหนังสือนำเที่ยวในยุคนี้

เหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ได้ทำกันง่ายๆ แค่ดูลูกก็เหนื่อยแล้ว นี่ถ่ายรูป กลับมาต้องมาเขียนอีก ซึ่งเราจะรู้ของเราในหัวว่าเรื่องไหนจะเขียน แต่เราจะไม่ตั้งเป้าหมายในการเดินทางว่าไปเพื่อทำหนังสือ นั่นจะทำให้บรรยากาศเป็นอีกแบบหนึ่ง ไม่สนุก พออะไรที่คิดว่าเป็นงานมันจะเครียดขึ้น มันต้องกังวลหลายอย่างอีก กังวลว่าเก็บเรื่องถ่ายรูปพอหรือยัง

ความเป็นแม่และภรรยาที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มาพร้อมกันได้ไหม

เรายังเชื่อเสมอว่ามันเป็นไปได้ที่คนที่เป็นคุณแม่และประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้านไปพร้อมกัน คนเราสวมหมวกกันทีละใบ ตอนนี้เป็นแม่เราก็สวมหมวกแม่ เพียงแต่ว่างานที่เป็นความฝันของเราต่างๆ เปรียบเสมือนเครื่องประดับ สมมติวันนี้ต้องทำงานเป็นบรรณาธิการ ความเป็นแม่ก็จะกลายเป็นเครื่องประดับหมวกแทน เราทำทุกอย่างไปด้วยกันได้ เพียงแต่ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของเรื่องนั้นก็มาก่อน

เรื่องชื่นใจ

“คุยกับชื่นใจก่อนได้เลยค่ะ” ชื่นใจ ภูมิรัตน ในวัย 5 ขวบขยับโบผูกผมของเธอเล็กน้อย ก่อนนั่งหลังตรงรอเราอยู่

นี่คือการให้สัมภาษณ์สื่อครั้งแรกของชื่นใจ และชื่นใจก็เป็นคนอายุน้อยที่สุดที่ The Cloud เคยสัมภาษณ์มา

เราละลายพฤติกรรมกันด้วยสมุดวาดภาพ ปากกาสี สติกเกอร์รูปเด็กสาวผมม้า หลังชวนเธอตอบคำถามสั้นๆ บรรยากาศก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ที่เปลี่ยนจากผู้ตอบมาเป็นผู้ถาม สมเป็นลูกสาวของบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์และนักร้องนักแต่งเพลงคนดังของประเทศ

สมัยที่ชื่นใจยังเป็นชื่นจิ๋ว หรือชื่นใจในร่างจิ๋ว เธอเป็นทั้งแฟชั่นนิสต้าและบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่ง วันเวลาผ่านไป นอกจากในเพจเที่ยวรอบลูก คุณยังติดตามทริปท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์และสนามเด็กเล่นของเธอได้ใน เรื่องชื่นใจ

ถ้าผู้ใหญ่ยังมี Cafe Hopper ได้ เด็กก็มี ‘สนามเด็กเล่น Hopper’ ได้เช่นกัน

ตุ๊กตา-พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล แม่ของชื่นใจเขียนถึงชื่นใจในบทความ Robinson Playground สนามเด็กเล่นที่คล้ายค่ายลูกเสือขนาดย่อมที่เวียนนา ประเทศออสเตรีย ว่าการไปสนามเด็กเล่นของชื่นใจสอนเธอเรื่องความกล้า ความกลัว การตัดสินใจ ความสนุก ความเหงา

ยอมรับว่าตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจหรอก เพราะสนามเด็กเล่นที่เราคุ้นตาไม่เคยสร้างความรู้สึกเช่นนั้น จนกระทั้งได้นั่งคุยกับชื่นใจยาวๆ ก็พบว่าไม่เด็กสาวคนนี้ไม่ใช่แฟชั่นนิสต้า ไม่ใช่เจ้าหญิง ไม่ใช่หนูน้อยยิ้มเก่ง แต่เธอนิ่งฟังคำถามและตั้งใจตอบทุกครั้ง แม้ในมือจะมีปากกาสีกับกระดาษ

ตุ๊กตา พนิดา

ชื่นใจในดวงใจ

“คุยกับชื่นใจก่อนได้เลยค่ะ” ชื่นใจเอ่ยปาก และเมื่อแม่ถามว่าอยากให้นั่งอยู่เป็นเพื่อนไหม ชื่นใจก็ยืนยันว่าเธออยู่คุยกับเราเพียงลำพังได้สบายมาก

ชื่นใจเล่าว่า 1 วันของเธอ ส่วนใหญ่หมดไปกับการวาดรูป โดยเฉพาะรูปผู้คนและรูปหัวใจ

“ทำไมรูปหัวใจของชื่นใจไม่เหมือนของคนอื่นที่เคยเห็นเลย” เราถาม

“เพราะมันต้องมีระบายด้วย” ชื่นใจบอกว่าเธอวาดตามแบบที่เห็นจากกระเป๋าของคุณแม่ ก่อนจะบรรจงวาดเชอร์รี่เติมเข้าไปในหัวใจจนเต็มดวง

นอกจากวาดรูป การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมโปรดที่คุณแม่ปลูกฝังชื่นใจตั้งแต่ยังเล็กมากๆ

“อ่านหนังสือชื่อว่า ตด (เรื่องและภาพโดย ชินตะ โช สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก) แล้วก็ชอบอ่านเรื่อง Snow White หนูชอบเพราะเขาน่ารัก แต่ที่หนูชอบมากกว่าคือ มู่หลาน เพราะมู่หลานเขาเก่งและฉลาด” ชื่นใจเล่าเสียงใส แต่เมื่อถามจะเลือกเป็นสโนว์ไวท์หรือมู่หลานมากกว่ากัน ชื่นใจกลับบอกว่าเธอจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่

“หนูอยากเป็น Batgirl, Supergirl, Wonder Woman, Poison Ivy และที่อยากเป็นมากที่สุดคือ Lady Shiva”

ตุ๊กตา พนิดา

การเดินทางของความฝัน

“โตขึ้นอยากเป็นอะไรคะ”  ไม่มีเด็กคนไหนโตมาโดยไม่เคยเจอคำถามนี้

“อยากเป็นแอร์โฮสเตส นักวิทยาศาสตร์ และหมอ แต่อยากเป็นแอร์โฮสเตสที่สุดค่ะ” ชื่นใจใช้เวลาคิดไม่นานก่อนตอบเสียงดังฟังชัด แล้วรีบอธิบายงานของแอร์โฮสเตสจากการเฝ้าสังเกตเมื่อออกเดินทางไกล “เสิร์ฟอาหาร เสิร์ฟขนม และบอกให้เรารู้ว่าต้องทำตัวยังไงบ้างเมื่ออยู่บนเครื่องบิน” เธอตอบอย่างตั้งใจ

“ชื่นใจทำได้ใช่ไหมคะ” เราถาม

“ได้ค่ะ” เธอรับคำ ก่อนบอกเราว่าเธอจะต้องตั้งใจให้มากกว่านี้และรู้ภาษาเกาหลีเพื่อจะเป็นแอร์โฮสเตสที่อยากเป็น ในชุดแอร์โฮสเตสที่ใส่เสื้อสีขาวด้านใน ตามด้วยแจ็กเก็ตสีชมพูแบบที่มีกระดุม จับคู่กับกระโปรงสีเทา เป็นเครื่องแบบพนักงานของสายการบินซีจัง ซึ่งมาจากชื่อ CJ ตัวย่อของชื่นใจ

ไม่ว่าปลายทางของสายการบินนี้จะเป็นที่ไหน รวมถึงจะเปิดทำการจริงเมื่อไหร่ สิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจคือ โลโก้ของสายการบินจะต้องมีรูปหัวใจลายเชอร์รี่เป็นส่วนประกอบแน่ๆ

ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์หญิงชื่นใจก็ตั้งใจจะคิดค้นทำเครื่องทำคัพเค้กอัตโนมัติ ที่ลักษณะภายนอกดูเหมือนเครื่องปิ้งขนมปัง

“แล้วชื่นใจมีความฝันไหมคะ” เราถาม

“มีค่ะ (รีบตอบ) ความฝันของหนูคือการออกไปท่องโลก” ชื่นใจกางมืออธิบายขนาดของกระเป๋าเดินทางของเธอ ซึ่งไม่เล็กจนเกินไปและไม่ใหญ่จนสุดแขน พร้อมเล่าถึงของสำคัญที่เธอจะนำใส่กระเป๋าติดตัวไปด้วย ได้แก่ น้องบาร์บี้ เทเรซา และคลอเดีย สมุด ดินสอสี กระติกน้ำ หนังสือนิทานเรื่อง ตดลาแล้วนะ

“หนูจะผูกเจสซี่ (ตุ๊กตาตัวโปรด) ที่หูของกระเป๋าเดินทาง” เธอยิ้มให้หลังพูดถึงเพื่อนสนิทที่ชื่อเจสซี่

ก่อนหน้านี้เราคิดว่าคำถามต่อไปนี้จะยากเกินที่เด็กอายุ 5 ขวบจะเข้าใจ แต่ยิ่งคุยกันก็พบว่าไม่เพียงเธอเข้าใจ ชื่นใจยังตอบคำถามแทบจะในทันทีที่ได้ยิน ดังคำถามต่อไปนี้

ตุ๊กตา พนิดา

เมื่อคนเราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เรามักจะลืมความฝัน ชื่นใจอยากบอกพวกเขาว่าอะไรคะ

คนที่ลืมความฝันคือคนที่เชยที่สุด ถ้าไม่มีความฝันก็ไม่ต้องเกิดมา

ชื่นใจจะรู้สึกยังไงเมื่อทำความฝันนั้นสำเร็จ

หนูจะรู้สึกดีใจ และถ้าเกิดทำตามความฝันได้แล้วก็ให้ไปช่วยคนอื่นต่อไปเรื่อยๆ

ชื่นใจรู้ไหมว่าคุณแม่ทำงานอะไร

ทำงานเป็นคนทำหนังสือค่ะ

ชื่นใจมีส่วนช่วยงานคุณแม่บ้างไหม

ช่วยบ้างค่ะ แต่ช่วยทำงานครัวมากกว่า

งานอะไรในครัวที่ชื่นใจชอบทำ

ตอกไข่ ซึ่งหนูทำได้ตั้งแต่ 2 ขวบแล้ว เป็นงานที่ต้องฝึกฝนจะได้ตอกไข่สวยๆ และงานที่ยากที่สุดในครัวสำหรับหนูคืองานขูดเปลือกแครอท

เมนูที่ชอบกินที่สุด

ซุปมักกะโรนีที่โรงเรียน หนูเคยเติมถึง 5 ชาม มันอร่อยมากๆ จำได้เลยว่าเป็นของโปรดของหนูตั้งแต่อายุ 3 ขวบ

เมนูอะไรที่ชื่นใจไม่ชอบกิน

กุยช่าย หนูไม่ชอบกลิ่นของกุยช่าย

วิธีที่จะทำให้กุยช่ายอร่อยขึ้นด้วยสูตรของชื่นใจ

นำไปทอดแล้วชุบแยมสตรอว์เบอร์รี่

เมนูใหม่ทดลองทำของชื่นใจ

เทไข่เจียวลงไปทอด ตามด้วยวางแครอท ข้าว และหน่อไม้ฝรั่ง วางทอดบนไข่เจียว จากนั้นห่อให้สวยงาม เมนูนี้มีชื่อว่า ไข่เจียวห่อแครอท และของแท้ต้องเป็นแครอทรูปดาวเท่านั้น

จงแต่งนิทานสั้นๆ 1 เรื่องที่แทนความรู้สึกของวันนี้

เป็นเรื่องของคนปลูกต้นไม้ที่สอนว่าอย่าใจร้อน

ตุ๊กตา พนิดา

บทสัมภาษณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของซันไลต์ที่มุ่งมั่นอยากสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเริ่มทำสิ่งที่รัก เพราะซันไลต์ไม่ได้แค่มุ่งมั่นที่จะเป็นน้ำยาล้างจานที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังอยากเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในห้องครัวที่จะทำให้เรื่องงานบ้านไม่เป็นเรื่องน่ากังวลใจอีกต่อไป ติดตามเรื่องราวการเริ่มทำในสิ่งที่รักของซันไลต์ต่อได้ที่นี่ ชีวิตที่มากกว่างานบ้าน

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load