กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

อิ้งค์-วรันธร เปานิล

เข้าสู่วงการเพลงครั้งแรกในฐานะสมาชิกวง Chilli White Choc ของค่ายกามิกาเซ่ เมื่ออายุ 12 ปี และออกจากวงการ 2 ปีให้หลัง

กลับเข้าสู่วงการบันเทิงอีกครั้ง กับการรับบทนางเอกภาพยนตร์เรื่อง Snap แค่…ได้คิดถึง ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี เมื่อ 3 ปีก่อน

ปีเดียวกับที่เธอเซ็นสัญญาเป็นนักร้องกับค่าย Boxx Music

เธอเรียนจบมาทางด้านร้องเพลงคลาสสิก แต่เลือกทำเพลงซินธ์ป๊อปที่เธอรัก ซิงเกิล 5 เพลงที่ผ่านมาของเธอโด่งดังติดทุกชาร์ต เช่นเดียวกับตัวเธอที่กลายเป็นนักร้องหน้าใหม่ซึ่งใครๆ ก็ชื่นชม

เธอเพิ่งออกซิงเกิลใหม่ล่าสุด ความลับมีในโลก

บทสัมภาษณ์ไหนๆ ก็มักจะแนะนำ อิ้งค์ วรันธร แบบนี้

แต่ The Cloud ขอแนะนำเธอเพิ่มเติมว่า

เธอเป็นคนที่ชอบเล่าเรื่องงาน และเล่าแต่เรื่องงาน เวลาพูดถึงเธอ เราจึงนึกออกแต่เรื่องงาน เราแทบไม่เห็นชีวิตในมิติอื่นของเธอเลย

เธอเป็นคนที่มีแพสชันเรื่องงานดนตรีแบบล้นปรี่ ไม่ใช่แค่ทำเพลงให้ดี ยังแต่รวมถึงการวางตัวให้ดีด้วย

เธอเป็นคนที่ตั้งใจฟังทุกคำถาม ทวนคำถามซ้ำ ใช้เวลาคิด และค่อยๆ ตอบ ตั้งแต่คำถามแรกถึงคำถามสุดท้าย

“อิ้งค์เป็นคนคิดมาก” เธอว่าอย่างนั้น

ความคิดมากหลายๆ เรื่องของเธอน่าสนใจมาก และดูจะเกินวัย 24 ปีไปมาก

Th.INK แบบอิ้งค์ เป็นแบบนี้

อิ้งค์ วรันธร
อิ้งค์ วรันธร

ในบรรดาบทสัมภาษณ์ทั้งหมดของคุณ ชิ้นที่สนุกที่สุดคือคุณคุยกับคงเดช จาตุรันต์รัศมี คุณถามคำถามได้น่าสนใจมาก คุณชอบคุยกับคนเหรอ

ใช่ อิ้งค์ชอบคุยกับคน ชอบเรียนรู้ชีวิตกับคน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครอิ้งค์ได้รับสิ่งที่จุดประกายอะไรสักอย่างกลับมาตลอดเลย ตอนไปเล่นคอนเสิร์ตกับพี่ๆ ศิลปินอิ้งค์ก็คุยกับเขานะ เวลามีปัญหาชีวิตอิ้งค์จะขอนัดคุยกับพี่เดช (คงเดช จาตุรันต์รัศมี) ทุกวันนี้พี่เดชเป็นเหมือนคุณพ่ออีกคนแล้ว เขาไม่ได้พูดเพื่อให้กำลังใจเรา แต่จะพูดสิ่งที่เป็นความจริงให้เรายอมรับ แล้วเดินต่อไป อิ้งค์เคยมีปัญหาเรื่องงานแล้วถามเขาว่า สิ่งที่เราเจอเป็นเรื่องปกติของการทำงานใช่ไหม เขาบอกว่า ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องปกติของชีวิต ทุกวันนี้พี่ลูกสองแล้วยังเจอเรื่องอะไรแบบนี้เลย ไม่ว่าอิ้งค์จะไปอยู่จุดไหนก็จะเจอมัน คำพูดของเขาช่วยให้เราหายเร็วขึ้น

ปัญหาใหญ่สุดที่คุณเคยเจอคืออะไร

มันมีทั้งที่เล่าได้และเล่าไม่ได้ อิ้งค์เป็นคนคิดมากเกินไปจนรบกวนชีวิต บางทีเราเล่นคอนเสิร์ตเสร็จก็เอาคอมเมนต์จากคนรอบตัวมาคิด ทำไมเราไม่ทำแบบนี้ ไม่คิดแบบนี้ เราคาดหวังกับมันมากเกินไปว่าต้องดี จนกดดันตัวเอง ถึงวันหนึ่งเราก็รู้สึกว่าเราเป็นคนห่วยๆ คนรอบข้างบอกว่าเราพัฒนาขึ้น แต่เราอยากพัฒนามากกว่านี้ มันเป็นแผลใหญ่มากนะ จนกระทั่งมีคอนเสิร์ตปิดอีพีอัลบั้มของอิ้งค์ที่ช่วยปลดล็อกทุกอย่าง วันนั้นฝนตกรถติด แต่คนหกเจ็ดร้อยคนก็ออกจากบ้านมาดูเรา มันทำให้เรามั่นใจ อิ้งค์มีปัญหาเรื่องการพูดบนเวที การบิลด์คนให้เล่นไปกับเรา วันนั้นทำได้ทุกอย่างเลย เหมือนได้ก้าวข้ามปัญหาใหญ่ในใจมาได้ ก็มาตั้งใจลุยกับซิงเกิลนี้แบบเต็มที่มาก เพราะเราเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นแล้ว

คุณทำได้ไม่ดีจริงๆ หรือคุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์

ก็อาจจะด้วย แต่อิ้งค์ไม่เคยประเมินว่าตัวเองเก่งเลยตั้งแต่แรก เวลาไปโชว์เราก็มีความสุขนะ แต่จะกลับมาหาจุดบกพร่องของโชว์ อิ้งค์มีโจทย์กับพี่ครีเอทีฟตลอดว่า งานแรกอิ้งค์ทำให้คนเฮไม่ได้ งานที่สองทำยังไงก็ได้ให้คนเฮ งานที่สามทำให้พื้นที่ข้างหน้าไม่มีที่ว่าง เราควรจะก้าวขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ ไม่ใช่อยู่ที่เดิม บางทีเราก็มองหาความเพอร์เฟกต์จากโชว์นั้นมากจนเกินไป ทำให้ลืมว่าเราก็มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ รอบตัวได้ ความสุขมันก็อยู่ที่เดิมนั่นแหละ เพียงแต่เรามองหาแต่จุดที่บกพร่อง คอนเสิร์ตครั้งที่ผ่านมาเลยไม่คิดว่าจะทำให้มันไม่มีจุดบกพร่อง อยากทำอะไรก็ทำ

วันนั้นได้พลังอะไรกลับบ้านมาบ้าง

ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร ได้รับทุกอย่างเลย ไม่ใช่แค่ความสุข แต่ได้รับประสบการณ์จากการทำงานด้วย ลิสต์เพลงก็มาจากเรา การจัดไฟของแต่ละเพลงก็คิดเอง ดูโปสเตอร์ เลือกเสื้อผ้า ไปยืมเสื้อผ้ายังไปยืมเองเลย ด้วยความที่อิ้งค์อยู่กับ Boxx Music มาตั้งแต่วันแรก ถ้ามีอะไรที่เราช่วยได้เราก็ช่วย เข้าประชุมทุกครั้ง จากศิลปินร้องเพลง ได้มามีส่วนร่วมกับทุกอย่าง มันเป็นคอนเสิร์ตที่เป็นความฝันของเราตั้งแต่ออกเพลง เหงา เหงา เราอยากมีคอนเสิร์ตของตัวเอง คนดูจะกี่คนก็ได้ ตอนท้ายอิ้งค์พูดขอบคุณทุกคนไปเกือบชั่วโมง พูดไปร้องไห้ไป อิ้งค์ซ้อมพูดขอบคุณในห้องซ้อมไม่ได้เลยนะ เพราะพูดแล้วร้องไห้ตลอด

อิ้งค์ วรันธร
อิ้งค์ วรันธร

ทำไมพูดขอบคุณถึงยากขนาดนั้น

โหย ยากนะ อิ้งค์ขอบคุณเรียงทีละคนเลย เราจะหาโอกาสขอบคุณคนที่ทำงานให้เราขนาดนั้นได้ที่ไหน นี่เป็นคอนเสิร์ตของเราเอง จะทำอะไรก็ได้ อิ้งค์มาอยู่ตรงนี้ได้ไม่ใช่เพราะอิ้งค์คนเดียว คนรอบตัวมีส่วนผลักดันให้เด็กคนหนึ่งโตขึ้น ได้ทำงานดีๆ ออกมา อิ้งค์รู้สึกขอบคุณทุกอย่างเลย ขอบคุณคนที่มาดูซึ่งมีความหมายกับเรามาก ตอนนั่งรถกลับบ้านนึกถึงตัวเองตอนเด็ก เด็กคนที่ขึ้นเวทีไปร้องเพลงการ์ตูนแบบสั่นๆ รู้สึกว่าเด็กคนนั้นน่าจะดีใจที่มีวันนี้เกิดขึ้น เขาน่าจะบอกเราว่า ขอบคุณนะพี่อิ้งค์ที่ทำให้มันเกิดขึ้น

แล้วคุณอยากบอกอะไรเด็กคนนั้น

ขอบคุณที่ร้องเพลงในรถกับพ่อทุกเช้า พ่อเลยเห็นว่าเราชอบแล้วส่งไปเรียนร้องเพลง จริงๆ ส่งไปเรียนทั้งบ้านเลย แต่เหลืออิ้งค์คนเดียวที่รอด อยากขอบคุณที่ไม่เลิกชอบมัน จำได้ว่าตอนนั้นอิ้งค์มีความสุขกับการร้องเพลงจริงๆ เป็นความสุขที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องภาระหน้าที่ เป็นความสุขที่ได้แต่งตัวเป็นมู่หลานขึ้นไปร้องเพลงให้พ่อแม่ฟัง ร้องให้ตัวเองมีความสุข มันบริสุทธิ์มาก และขับเคลื่อนให้เรามาถึงตรงนี้ ถ้าวันนั้นขึ้นเวทีแล้วไม่มีความสุขหรืออาย วันนี้คงไม่ใช่แบบนี้ ขอบคุณตัวเองที่กล้าทำสิ่งที่ชอบ

3 ปีก่อนคุณเคยเขียนว่า วันเปลี่ยนชีวิตของคุณคือวันที่สอบเข้า ม.ปลาย สายศิลป์-ภาษา เอกอังกฤษ ไม่ได้ ถึงตอนนี้มันยังเป็นวันเปลี่ยนชีวิตที่สำคัญที่สุดอยู่ไหม

ยังใช่อยู่ ถ้าไม่มีวันนั้นเราอาจจะหลงทางไปหลายอย่างเลย นั่นคือจุดเปลี่ยนจริงๆ เราชอบภาษาอังกฤษ แล้วเราก็ชอบร้องเพลงนะ แต่ไม่ได้คิดว่าการเรียนร้องเพลงคือคำตอบของชีวิตขนาดนั้น แต่เราสอบเข้าศิลป์ภาษาไม่ได้เพราะคะแนนไม่ถึง ตอนนั้นเป็นเด็กที่เล่นไปวันๆ ทำกิจกรรม ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรในชีวิตเลย ดูบอร์ดแล้วไม่มีชื่อเรา เราเฟลมาก ในขณะที่เพื่อนรอบตัวเฮกันหมด แต่เราไม่มีสิทธิ์เรียนสิ่งที่เราอยากเรียน มันทำให้เราคิดว่า ทำไม 3 ปีที่ผ่านมาเราห่วยจัง ทำไมไม่วางแผนชีวิตให้ดีกว่านี้ ทำไมคนอื่นทำได้ แต่เราทำไม่ได้ ทำให้กลับมามองตัวเองเยอะมาก เราไม่อยากเจอเหตุการณ์นี้อีกตอน ม.6 แต่อีกแง่ก็ถือว่าโชคดีนะที่เราไม่ติด

ทำไม

ถ้าวันนั้นติดเราอาจจะไม่ได้เห็นคุณค่าของความพยายามเท่าวันนี้ก็ได้ ถ้าติดคงใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่ได้เอาแพสชันของตัวเองมาอยู่ในการเรียน วันนั้นอิ้งค์เลือกเรียนสิ่งที่ชอบคือร้องเพลง รู้สึกว่านี่แหละชีวิตอิ้งค์ เราอยากเรียนสิ่งนี้ต่อในมหาวิทยาลัย

คุณได้อะไรจากการเรียนร้องเพลง

อิ้งค์เริ่มเรียนเอกดุริยางค์ตั้งแต่ ม.4 ตอนนั้นก็ไม่ได้เครียดมาก แต่มีจุดมุ่งหมายว่าอยากเรียนร้องเพลงคลาสสิกที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่อิ้งค์คุ้นเคยมาตั้งแต่แรก มันไม่ใช่แค่เรียนร้องเพลง แต่ต้องเรียนวิชาพื้นฐานของทุกเอก แข่งกับทุกเอก ทำให้อิ้งค์ต้องกลับมามองตัวเองใหม่หมดเลยว่ายังไม่มีวินัยพอ อ่านโน้ตไม่ค่อยเก่ง ไม่ขยันซ้อม ก็ต้องกลับมามีวินัย ก่อนนอนต้องวอร์มเสียงที่เรียกว่า ซอลเฟจ (Solfège) กดโน้ตที่จะร้องเป็นเมโลดี้ แล้วฮัมๆๆ ให้มันเข้าไปอยู่ในตัวเรา

สังคมในจุฬาฯ ก็หลากหลายมาก พอรู้จักคนหลายๆ สังคมก็รู้ว่าควรวางตัวแบบไหน โชคดีที่ได้ทำงานที่หลากหลาย เป็นจุฬาฯ คทากร ทำละครเวทีคณะ ซึ่งหนักมาก อิ้งค์ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งเขียนบท เช่าชุด ซื้อของ ดีลกับวงออร์เคสตร้าวงใหญ่ พอมาทำงานจริงก็ทำให้เราคุยกับคนอื่นค่อนข้างรู้เรื่อง รู้จักระบบของงาน

อิ้งค์ วรันธร

คุณร้องบรอดเวย์ได้ ร้องคลาสสิกได้ ทุกวันนี้มาร้องเพลงป๊อป เคยมีคนบอกว่าเสียดายทักษะที่มีไหม

พี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก เพิ่งบอก ไปเล่นคอนเสิร์ตด้วยกัน เขารู้ว่าอิ้งค์จบคลาสสิกมา เขาถามว่า ขึ้นเสียงสูงได้ใช่ไหม ขึ้นไปเลย เขาบอกว่า การที่เราเรียนมามันดีนะ มันคือสิ่งพิเศษที่ไม่ใช่ใครก็ร้องได้ ขึ้นเวทีไปพี่ป๊อดให้อิ้งค์โชว์ร้องคลาสสิกเลย เขาบอกว่า เราควรหาโอกาสแสดงให้คนอื่นรู้บ้างเพราะมันเป็นสิ่งที่ดี แต่จะร้องโชว์เลยก็ไม่ได้ ต้องมีคนชงให้แบบพี่นี่แหละ (หัวเราะ)

ความสุขของอาชีพนักร้องคืออะไร

เป็นอาชีพที่ทำให้คนอื่นมีความสุขได้ มีแรงบันดาลใจลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างได้ เปลี่ยนบางคนได้ ทำให้คนรู้สึกดีขึ้นได้ ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เป็นคนในวงกว้างเป็นร้อย หรือเป็นล้าน อย่างที่ พี่ตูน (อาทิวราห์ คงมาลัย) ทำ อิ้งค์เป็นศิลปินใหม่ เวลาได้เล่นคอนเสิร์ตกับศิลปินที่ชอบอย่าง P.O.P, Friday, โมเดิร์นด็อก มวลความสุขที่ได้รับจากพวกเขาบนเวทีทำให้เราอยากเป็นศิลปินที่ดีขึ้น อยากจะเป็นแบบเขา เขาจุดประกายให้เราอยากทำมากกว่าแค่ขึ้นไปร้องบนเวที

คุณไม่ค่อยเปิดเผยชีวิตส่วนตัวในโลกโซเชียลสักเท่าไหร่ เป็นความตั้งใจหรือเปล่า

ใช่ สิ่งที่เราชอบทำคือร้องเพลง เราก็โชว์ออกไป มันเป็นมุมที่เราสบายใจจะให้คนอื่นเห็น อิ้งค์ไม่ได้ลงรูปตลอดเวลา คิดก่อนลงเยอะมากว่าคนจะได้อะไรจากสิ่งที่เราลง ลงแล้วโอเคไหม เราเป็นคนสาธารณะแล้วจะลงอะไรต้องคิดดีๆ เป็นแบบนี้ตั้งแต่เข้ามาทำงาน

สมัยอยู่กามิกาเซ่

เพิ่งเป็นตอนอยู่กับ Boxx Music ถ้าเลื่อนลงไปดูล่างๆ จะเห็นว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเราลงทุกอย่างนะ แต่พอมาอยู่ตรงนี้โซเชียลก็ไม่ใช่สิ่งหลักของชีวิตแล้ว เราไม่ได้อยู่กับมันตลอดเวลา ข้อดีคือมันเป็นช่องทางให้เราได้แสดงตัวตนให้แฟนคลับรู้จัก ได้ประกาศว่าจะไปเล่นที่นี่นะ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องโชว์ความเป็นตัวเองทั้งหมด

สิ่งที่คุณทำได้ดีมากๆ รองจากร้องเพลงคืออะไร

ยากมาก (คิดนาน) ทำขนม ทำอาหาร ก็พอได้ แต่ที่ดีที่สุดอาจจะเป็นที่รับฟังของคน เราเป็นคนที่เพื่อนชอบมาเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟัง อาจจะเป็นคนที่เขาคุยด้วยแล้วสบายใจ เวลามีคนมาปรึกษาเราจะปล่อยให้เขาระบาย ไม่ตัดสินว่าเขาถูกหรือผิด เราบอกว่า เราเข้าใจนะ บางคนเขาก็รู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่ทำดีหรือไม่ดี จะแก้ปัญหายังไง เขาแค่ต้องการคนรับฟังให้เขาทบทวนสิ่งที่เขาคิด ทบทวนเสร็จเขาก็สบายใจขึ้น อิ้งค์น่าจะเป็นผู้รับฟังที่ดีนะ

อิ้งค์ วรันธร
อิ้งค์ วรันธร

ถ้าเอาคำว่า อิ้งค์ วรันธร ไปเสิร์ชในกูเกิล คำแรกที่เจอต่อท้ายคือ ‘แฟน’ คุณคิดว่าทำไมคนถึงอยากรู้เรื่องนี้ที่สุด

ใช่ (หัวเราะ) อิ้งค์เคยเอาชื่อตัวเองไปเสิร์ช เคาะสเปซบาร์ก็ขึ้นคำว่าแฟนมาเลย คงเพราะไม่มีใครรู้หรือเปล่า

คุณจะตอบกูเกิลว่าอะไร

ยุ่ง (หัวเราะ) เห็นแล้วก็ตกใจนะ ตอนนั้นไม่มีแฟนไง เราก็อยากรู้ว่าเขาจะพูดถึงว่ายังไง เข้าไปดูมันก็ไม่มีอะไร

ความรักตอนอายุ 20 กับ 24 ต่างกันเยอะไหม

เยอะ ตอน 20 มีแฟนตอนเรียนมหาวิทยาลัย เป็นความรักแบบสดใส โลกสีชมพูมาก เหมือนเพลง เกี่ยวกันไหม เจอแล้วเขิน เจอแล้วมีความสุข ไปกินข้าว ไปดูหนังกัน แต่ไม่ได้มีชีวิตส่วนตัวเข้าไปมาก ตอนนี้ไม่น่าจะใช่แค่เรื่องนั้นแล้ว คงไม่ใช่แค่เขินๆ เรามีเรื่องเครียด เรื่องงานที่มากขึ้น เวลาเราอยู่ในจุดที่ไม่มีความสุข การมีแฟนอาจจะเป็นจุดที่ทำให้เรามีความสุขขึ้นได้ เป็นที่ปรึกษาได้ งานของเราไม่ใช่งานที่ใครก็เข้าใจ เขาต้องเข้าใจมันมากๆ ใจกว้างมากๆ เราอาจไม่ได้มีเวลาให้เขามากด้วย ถ้ามีแฟนก็ต้องช่วยสนับสนุนกันและกัน

คุณเคยบอกว่า ชอบผู้ชายที่แพสชันมากกว่าหน้าตา แพสชันดีกว่าหน้าตายังไง

ถ้ามีแพสชันแล้วหน้าตาดีก็โอเคนะคะ (หัวเราะ) เรามีแพสชัน ทำในสิ่งที่ชอบ มีเป้าหมาย คนที่มีแพสชันคือคนที่มีเสน่ห์มาก ไม่ต้องอยากเป็นนายกฯ หรือเปลี่ยนโลกใบนี้ แค่เป็นคนที่มุ่งมั่นกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ หรือทำหน้าที่ของเขาได้ดีมากๆ ก็ได้ มันเป็นเครื่องยืนยันว่าเขาไม่ได้ใช้ชีวิตไปวันๆ เราชอบตรงนั้น

รู้สึกยังไงบ้างที่มีคนชมรูปลักษณ์ของคุณพอๆ กับเพลง

เวลาที่มีคนชมว่าเราสวยมาก น่ารักมาก ก็รู้สึกขอบคุณที่เขามองเห็นอิ้งค์แบบนั้น แต่เราไม่เคยมองตัวเองว่าสวยขนาดนั้น ยังมีคนอีกมากมายที่สวยกว่าเรา หน้าเรียวกว่าเรา ฟันสวยกว่าเรา ตาสวยกว่าเรา อิ้งค์ไม่ได้เก็บคำชมมาคิดว่าเราต้องสวยให้เขาดู ต้องสวยกว่านี้ เราก็สวยแบบที่เราทำได้ไปเรื่อยๆ แต่อิ้งค์จะดีใจมากเวลามีคนชมเพลง ชมว่าเราร้องดี รูปลักษณ์เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาได้ แต่การร้องเพลงคือตัวตนของเราที่เขาสัมผัสได้ถึงสิ่งที่เราตั้งใจทำ เราอยากทำให้มีคำชมแบบนี้เพิ่มขึ้นๆ มากกว่า

ความลับที่มีในโลกของอิ้งค์ วรันธร คืออะไร

ถ้าเล่าก็ไม่ใช่ความลับสิ (หัวเราะ)

อิ้งค์ วรันธร

งั้นอะไรคือเรื่องเกี่ยวกับอิ้งค์ วรันธร ที่คนทั่วไปไม่รู้

อิ้งค์ละเมอเก่งมาก (หัวเราะ) ทุกวันนี้นอนคนเดียวเลยไม่รู้ว่ายังละเมอหรือเปล่า เมื่อก่อนตอนช่วงมัธยมนอนกับคุณพ่อ อิ้งค์เคยนอนละเมอร้องเพลงจนจบเพลงเลย ตอนนั้นฝันว่าตัวเองร้องเพลงอยู่บนเวที พ่อก็ฟังจนจบแล้วก็คิดว่าต้องปรบมือไหม ตอนไปญี่ปุ่นนอนกับ พี่เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข ก็ละเมอว่าไปคุยกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย อาจารย์ขาเทคนิคที่อาจารย์สอนดีมากเลย หนูยังใช้มันอยู่เลย ละเมอพูดไปเรื่อย พี่เอิ๊ตก็งงว่าพูดกับใคร

คุณไปแข่งแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง

(คิดนานมาก) ตอนคงเดช จาตุรันต์รัศมี รู้ทุกอย่างแน่นอน อิ้งค์ไม่เคยรู้จักพี่เดชมาก่อน รู้จักวันที่มาแคสต์หนัง (Snap) กลับไปก็ตามดูงานทุกอย่างของเขาเลย

ชอบหนังเรื่องไหนของคงเดชที่สุด

ตอบว่า Snap ได้ไหม จริงๆ ชอบแทบทุกเรื่อง เพราะมันไม่ใช่หนังหน้าเดียว มีอะไรซ้อนให้เราคิดได้อีก Snap เป็นสิ่งที่เปิดโลกทุกอย่างของอิ้งค์ ทั้งการแสดง เปลี่ยนความคิดในการดูหนังฟังเพลงของเรา ก่อนหน้านี้ดูแต่หนังที่ดูง่าย พอได้มาเล่นก็เปิดใจให้หนังอินดี้มากขึ้น หนังสือที่พี่เดชเขียนอิ้งค์ก็ตามอ่านนะ ที่ชอบ Snap เพราะมันเกิดขึ้นกับตัวเรา บทที่เราเล่นออกไป พอกลับมานั่งดูอีกที อีกที อีกที ทำไมความหมายมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดูกี่ทีก็ร้องไห้

ร้องไห้ให้กับอะไร

เรารู้จักตัวละครผึ้งมากกว่าแค่ดูในหนัง แต่เราร่วมสร้างคาแรกเตอร์นี้ขึ้นมา รู้จักเขา รู้ว่าเขาคิดอะไร พอถึงจุดที่เขาร้องไห้ เรารู้ว่าในใจเขาคิดอะไร อยากให้เป็นยังไง แต่มันเป็นไปไม่ได้ไง

นอกจากคงเดช คุณอยากคุยกับใครอีกไหม

เอมี่ ไวน์เฮาส์ (Amy Winehouse) อิ้งค์ดูสารคดีเขาแล้วร้องไห้เลย ชีวิตเขาเต็มไปด้วยแพสชันสุดๆ แต่ด้วยหน้าที่การงานทำให้เขาต้องเจอปัญหาอะไรมากมาย เขารับมันได้ยังไง น่าจะเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานให้เราได้ อยากนั่งคุยกับเขาในวันที่เขายังมีความสุขอยู่ เรามีคำถามเยอะมากในหัว แต่คงไม่กล้าถามเยอะ ให้เขาเล่าให้ฟังดีกว่า

เรื่องล่าสุดที่ได้เรียนรู้คือ

เรียนรู้ที่จะทำงานแบบผู้ใหญ่มากขึ้น มีการจัดการทุกอย่างที่ดีขึ้น 3 ปีที่ผ่านมาอิ้งค์โตขึ้นมาก ทัศนคติในการมองโลกก็เปลี่ยนไป ประสบการณ์สอนให้เราอยู่กับความจริงมากขึ้น เมื่อก่อนจะค่อนข้างโลกสวย มองว่าถ้าตั้งใจเดี๋ยวมันก็ดีเอง แต่บางทีแค่ตั้งใจอาจจะไม่พอ ถ้ามีแผนการทำงาน มีการเตรียมตัว มันจะดีกว่าแน่ๆ

อิ้งค์ วรันธร
อิ้งค์ วรันธร

วันนี้คุณก็เลยพยายามจะขอดูคำถามก่อน

ใช่ เราเคยไปตอบหน้างาน พอเป็นไลฟ์สดเราไม่ได้เตรียมตัว ไม่มีอะไรในหัว เราไม่ใช่คนพูดเก่ง ตรงนั้นคือจุดบกพร่อง อิ้งค์ไม่ได้กลัวว่าตอบแล้วจะเสียลุคนะ แต่กังวลว่าตอนนี้มีคนชื่นชอบเรามากขึ้น สิ่งที่เราพูดอาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้บางคนได้ หรือทำให้บางคนเปลี่ยนความคิดได้เลยนะ เราก็อยากให้คนอ่านได้อะไรจากการให้สัมภาษณ์ของเรา เราคิดมากขึ้น

ความสนุกของการเป็นอิ้งค์ วรันธร คือ

ได้เจอคนเยอะมาก ได้เจอศิลปินที่เราชอบเยอะมาก เติมพลังตัวเองง่ายมากเลย วันไหนเศร้า เสียใจ ก็มีคนดีๆ มากมายที่เราไปหาพลังบวกได้อยู่รอบตัว อิ้งค์เป็นคนที่ไม่โกรธง่าย ไม่โกรธนาน สุดท้ายก็จะกลับมามองในแง่ดีได้เสมอ แต่ความสนุกของอิ้งค์ยิ่งโตยิ่งน้อยลงนะ เมื่อก่อนอาจจะสนุกเพราะไปสวนสนุก ไปดูหนังกับเพื่อน แต่ตอนนี้ความสนุกของเราอยู่บนเวทีกับการทำงาน กับการคุยกับคน

ความไม่สนุกของการเป็นอิ้งค์ วรันธร คือ

เป็นคนคิดมากเกินไป เอาหลายๆ เรื่องมาแบกกับตัวเองมากเกินไป

คุณตั้งใจคิดกับทุกเรื่องของชีวิต เหมือนตั้งใจคิดก่อนตอบคำถามทุกข้อแบบนี้หรือเปล่า

ใช่ เป็นคนคิดเยอะ คิดทุกอย่าง คิดก่อนทำ

อะไรทำให้เป็นคนแบบนั้น

อยู่บ้านเราเป็นพี่คนโต เราเคยทำอะไรที่เราพอใจและไม่พอใจในตัวเอง ก็ค่อยๆ เรียนรู้กับมันมาเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าถ้าเราคิดก่อนทำก็ดีนะ มันไม่ได้เสียหายอะไร มันมีข้อดีมากกว่าทำโดยไม่ได้คิดแน่ๆ

เวลามีคนมาสัมภาษณ์หรือตอนที่เราทำหน้าที่เป็นอิ้งค์ ถือไมค์บนเวที ถ้ามันสามารถสร้างอะไรให้คนที่มาดูหรือมาฟังได้ อิ้งค์ก็อยากจะทำให้เกิดขึ้นในทุกๆ ครั้ง เมื่อก่อนเราอาจจะไม่ได้เห็นค่าของสิ่งที่ทำอยู่ว่ามันให้อะไรกับใคร มีค่าแค่ไหน จนมีคนเดินมาบอกอิ้งค์ว่า พี่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเล่นกีตาร์ หรือมีคนส่งข้อความมาว่า เขาประสบอุบัติเหตุ เดินไม่ได้ เขาเคยเป็นนักดนตรีมาก่อน ทุกวันนี้เขากลับมาเล่นดนตรีได้อีกครั้งเพราะอิ้งค์ อ่านแล้วเราร้องไห้เลย

ดังนั้น การที่เราได้พูด ได้ให้สัมภาษณ์ ได้ขึ้นคอนเสิร์ต เราก็อยากทำให้ดีที่สุด เพราะไม่ใช่แค่ตัวเราเองที่ได้รับพลังนี้ คนดูก็ได้รับโดยที่เราไม่รู้ตัว เราพยายามทำมันให้ดีที่สุดทุกอย่าง

อิ้งค์ วรันธร

Facebook | Ink Waruntorn
Instagram | inkwaruntorn
Youtube | BOXX MUSIC

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load