กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

รู้น่า ว่าเราไม่ควรตัดสินใครเพียงภายนอกจนกว่าจะได้ทำความรู้จัก ยิ่งถ้าเขาคนนั้นหนวดเครารุงรัง และมีท่าทีที่เกรี้ยวกราดอยู่ตลอดแบบโจรร้ายในป่า ก็อย่าเพิ่งตัดสินเขาจนกว่าจะได้ยินเขาจะพูดในสิ่งที่คิดออกมา

เหมือนที่เรารู้จัก ‘หมวดฤทธิ์’ ในละครเรื่อง อังกอร์ 2018

จากตัวละครที่เราไม่เคยจดจำได้มาก่อนในเวอร์ชันแรก บทพูด “กูนึกแล้วว่ามันต้องหลอกกู เพราะมันรู้ว่ากูสงสัยมัน มันต้องไม่พูดความจริงกับกู เพราะกูรู้ว่ามันหลอกกู ถ้ากูลงใต้ กูคงไม่โดนมันหลอก แต่เพราะกูรู้ว่ามันต้องหลอกกู กูถึงได้มาที่นี่ ทีนี้มึงเข้าใจหรือยัง” ในฉากการไล่ล่าหลอกกันไปหลอกกันมา ทำให้ The Cloud อยากคุยกับ ตั๊ก-นภัสกร มิตรธีรโรจน์ ถึงแม้ละครจะอำลาจอไปแล้ว แต่ตัวเลขผู้ชมนับล้านที่คลิกชมฉากที่เราพูดถึงก็ยังน่าสนใจอยู่ดี (ลำพังแค่ผู้เขียนก็กดเข้าไปดูซ้ำๆ นับพันครั้ง)

ตั๊ก นภัสกร

ความน่าสนใจแรกคือ แม้จะรู้มาบ้างว่าตั๊ก นภัสกร เป็นนักแสดงเจ้าบทบาท แต่ก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะเห็นเขาในบทบาทผู้ร้ายที่ติดตลกโดยไม่ตั้งใจมาก่อน ความน่าสนใจที่สอง สาม และสี่ มาจากการสนทนาที่ทำให้เรารู้จักเขามากกว่าประวัติส่วนตัวในเว็บไซต์ข้อมูลคนดัง

ก่อนจะเป็นตั๊ก นภัสกร ศิลปิน นักแสดง ผู้จัดละคร ผู้กำกับและคนเขียนบท ตั๊กเป็นนักเรียนการโรงแรมของมหาวิทยาลัยนานาชาติมหิดล เคยฝึกงานอยู่ในห้องอาหาร Ma Maison ของโรงแรมฮิลตัน ซึ่งเป็นห้องอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในยุคนั้น ก่อนที่เชฟจะเสนอตำแหน่งและเงินเดือนไม่น้อยให้ตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่เขาเลือกที่จะเรียนมหาวิทยาลัยตามความต้องการของครอบครัว และเริ่มต้นเป็นนักแสดงละครเวทีเมื่ออายุ 22 หลังจากเป็นลูกศิษย์หน้าชั้นของ ครูเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน ในวิชาเลือกของมหาวิทยาลัย และเข้าสู่วงการละครโทรทัศน์ในปี 2540 ตามลำดับ นอกจากจะมีรายการทำอาหารของตัวเอง เราก็ยังพบหน้าเขาในโทรทัศน์อยู่เสมอ

ตั๊ก นภัสกร: ร้อยวิธีออกแบบคาแรกเตอร์ผู้ร้าย และเบื้องหลังฉากดังที่รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก

เมื่อพูดคุยกัน จึงได้รู้ว่าเขาจริงจังกับการทำงานแสดงอย่างที่คิด แต่เขาสนุกกับตัวละครร้ายๆ ของเขามากกว่าที่คิด

ตั๊ก นภัสกร อาจจะไม่ใช่นักแสดงที่รับบทผู้ร้ายที่เหี้ยมหาญหรือเก่งกาจที่สุดในวงการบันเทิงบ้านเรา แต่ความตั้งใจยิ่งจากเขาส่งพลังให้ตัวละครเขาพิเศษน่าจับตามองเสมอ สำหรับคนที่พลาดรับชมเขาในบทของหมวดฤทธิ์ เราขอแนะนำให้เกาะขอบจอโทรทัศน์ให้ดี เพราะตลอดปีนี้เราจะได้เห็นตั๊กในละครถึง 5 เรื่อง แถมยังเป็นบทร้ายทั้งนั้น ตัวละครผู้ร้ายมันน่าหลงใหลแค่ไหนกันนักเชียว มาฟังกัน

ตั๊ก นภัสกร: ร้อยวิธีออกแบบคาแรกเตอร์ผู้ร้าย และเบื้องหลังฉากดังที่รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก

บทพูด ‘กูรู้ว่ามันหลอกกู เพราะกูสงสัยสัยมัน’ ในฉากไล่ล่าระหว่างจ่าเข้มและหมวดฤทธิ์ของละคร อังกอร์ 2018 ที่เป็นไวรัลในโซเชียล ทีมเขียนบทเขียนแบบนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ

มันยาวมากเนอะ ระหว่างที่อ่านอยู่หลายรอบเราก็พยายามทำความเข้าใจว่าคนเขียนบทต้องการอะไร และเรื่องต้องการสื่อตัวละครนี้ไปในทางไหน จริงๆ ไม่ได้อยากเล่นให้ตลกนะ หมวดฤทธิ์เป็นตัวละครที่จริงจังและอาจจะจริงจังจนไร้สติ ความเป็นคนที่มุ่งมั่นทำอะไรสักอย่างจนลืมคิดถึงอย่างอื่นก็อาจจะเป็นเหตุผลของตัวละครตัวนี้ ตอนที่อ่านบทของฉากนี้เราพยายามเคี้ยวทีละคำ ได้แก่ วรรคแรก ‘กูนึกแล้วว่ามันต้องหลอกกู’ สอง ‘มันต้องไม่พูดความจริงกับกู’ และสาม ‘เพราะมันรู้ว่ากูสงสัยมัน’ หลักๆ แค่นี้เอง

เป็นเหตุและผลกัน ‘เพราะมันรู้ว่ากูสงสัยมัน มันต้องไม่พูดความจริงกับกู เพราะมันรู้ว่ากูต้องสงสัยมัน ถ้ากูลงใต้ กูคงไม่โดนมันหลอก แต่เพราะกูรู้ว่ามันต้องหลอกกู กูถึงได้มาที่นี่ ทีนี้มึงเข้าใจหรือยัง’ ประโยคมันมีแค่นี้เอง

แค่นี้?

ใช่ ตอนเล่นมันพูดทีเดียวใช่ไหม เลยเป็นความรู้สึกที่ต้องพุ่งออกมา ความรู้สึกมันคือ ‘ก็กูนึกแล้วว่ามันต้องหลอกกู’

ขอสารภาพตามตรงว่าเราวนดูฉากนี้หลายสิบรอบมาก พยายามทำความเข้าใจว่าตั้งใจให้เป็นละครตลกหรือเปล่า ตอนนั้นผู้กำกับ (เฉิดบุญ ภักดีวิจิตร และ กฤษณพงศ์ ราชธา) เขาบรีฟคุณยังไง

ผู้กำกับไม่ได้บอกอะไรมากไปกว่านั้นเลย หน้ากองทุกอย่างจริงจังมาก ณ ตอนนั้นเป็นอารมณ์ของตัวละครจริงๆ

ตั้งแต่เรื่อง ลูกผู้ชายไม้ตะพด (2555) ก็ดูเหมือนว่าคุณจะรับบทบาทตัวร้ายเป็นหลักเลย

ใช่ แต่เราพยายามไม่ให้คาแรกเตอร์ซ้ำกัน แม้จะเป็นตัวร้ายแต่ไม่แปลว่าร้ายเหมือนกันหมด บางตัวละครอาจจะเกรี้ยวกราดแบบไร้สมอง เกรี้ยวกราดแบบแค้น ตะบึงตะบัน ตะบี้ตะเบง อยู่อย่างนี้ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น กับอีกแบบหนึ่งคือร้ายลึกๆ ร้ายที่อยู่ภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้ม มีหลายแบบ แบบตรง แบบลึก แบบตลก แบบซ่อนเร้น แบบเศร้าโศก เยอะไปหมดเลย เราก็ต้องหาวิธีการเข้าไปถึงตัวละคร

ก่อนหน้านี้ก็เคยเล่นเป็นพระเอกละครตอนเย็น เล่นเป็นพระรถในเรื่อง พระสุธน-มโนราห์ (2544) ช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนตัวเองไปสู่พระเอกละครหลังข่าว เราก็รู้ตัวว่าไม่อยากเป็นพระเอกแล้วแต่อยากเป็นตัวร้อยเรื่อง ร้อยอารมณ์ ความรู้สึก เหตุและผลของเรื่องราวเข้าด้วยกัน อาจจะไม่ใช่พระเอกหรือตัวร้าย แต่เป็นบทที่มีความสำคัญ เราอยากรับบทแบบนั้น

ตั๊ก นภัสกร: ร้อยวิธีออกแบบคาแรกเตอร์ผู้ร้าย และเบื้องหลังฉากดังที่รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก

เป็นพระเอกดีๆ อยู่ แล้วตอนไหนที่คิดไม่อยากเป็นพระเอกแล้ว

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเป็นลูกศิษย์ของครูเล็ก ภัทราวดี ครูเล็กเคยพูดว่า คนเราเล่นบทอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นพระเอกนางเอก อยู่ที่เราจะมองว่าตัวละครนั้นสำคัญกับเรื่องแค่ไหน เราก็จำมาใช้เสมอ เวลาที่เห็นครูเล็กเล่น เห็นวิธีการทำความรู้จักตัวละครและการสร้างเรื่องราว

ในการทำงาน การทำการบ้านกับตัวละครเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพื่อให้เรารู้จักตัวละครตัวนี้เราควรจะปูพื้นฐานเขาอย่างไร ในบทบาททุกบทบาทที่ได้รับ เราจะคิดเสมอว่า เขาคนนี้คือใคร มีโคตรเหง้าศักราชอย่างไร ทั้งหมดนี้ต้องหา ต้องศึกษา ด้วยตัวเองจากบทที่อ่าน ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าถูกต้อง มันเหมือนวิธีคิดเลข มีผลลัพธ์เท่ากับ 5 คำถามคือ โจทย์ของผลลัพธ์ข้อนี้คืออะไร

อาจจะ 2+3 หรือ 1+4?

ใช่ บางคนอาจจะบอกว่า 1×5 และเลข 1 นั้นอาจจะเป็น ๑ หรือ I แบบโรมัน ถ้าเป็นเลขไทยก็คิดต่อว่าทำไมต้องเลขไทย เหมือนกันกับการวิเคราะห์ตัวละคร คนที่เขาตบคนนู้น เตะคนนี้ ฆ่าคนนั้น ร้องไห้เพราะพ่อ เขาเป็นคนแบบไหนกันแน่ คิดยังไง พ่อเลี้ยงแบบไหน ตามใจหรือชอบบังคับ คิดไปถึงว่าลักษณะทางกายภาพเป็นยังไง ออกกำลังกายมั้ย บู๊มากมั้ย งานอดิเรกเป็นยังไง ชอบเข้าป่า มีความรู้เรื่องอาวุธปืนเป็นอย่างดี รู้เส้นทางการเดินป่าเป็นอย่างดี ดูไปถึงวิธีการเดิน เดินยกขาสูงตลอดเวลา

เรื่องเหล่านี้สำคัญยังไง คนดูจำเป็นต้องรู้มากน้อยแค่ไหน

คนดูไม่จำเป็นต้องรู้หรอก แต่เราที่เป็นนักแสดงต้องรู้ เป็นรายละเอียดที่จะทำให้เราทำงานเป็นตัวละครนั้นสนุก เพื่อตัวเราเองจะได้จับตัวละครนั้นได้ หลายคนอาจจะเข้าใจว่าแค่อ่านบทจบแล้วลุกขึ้นมาเล่นได้เลย ใช่ๆ ลุกขึ้นมาเล่นได้เลย แต่เดี๋ยวก่อน ตัวละครตัวนี้กำลังคิดอะไร คิดแบบไหน

ความคิดเหล่านี้ปลูกฝังมาจากการแสดงละครเวที ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น เราเคยทำงานกับ คุณยุทธนา มุกดาสนิท เล่นเรื่อง จุมพิตนางแมงมุม (2542) เป็นเรื่องที่เราร้องไห้จริงๆ แม้ละครเล่นจบไปแล้ว 1 เดือน เราก็ยังร้องไห้อยู่ ในเรื่องเราเล่นเป็นนักโทษที่มีความสัมพันธ์กับผู้ชายคนหนึ่งในคุก ซึ่งตอนหลังเขาเป็นคนช่วยชีวิตเรา เรื่องอาจจะโหดไปสำหรับเราในตอนนั้น แต่สิ่งที่ตามมาคือ เราได้บทเรียนว่าแค่ไหนที่เราควรเข้าไปให้ถึงความรู้สึกก้นบึ้งของตัวละคร ทำความเข้าใจตัวละครตัวนี้ว่าต้องเศร้าขนาดไหน ต้องโศก หดหู่ หรือเจอคำตัดสินในสังคมอย่างไร มีคนรัก มีกลุ่มสหายร่วมอุมดมการณ์ มีความลับที่ต้องปิดบัง จะเห็นว่าในตัวละครหนึ่งตัวมีความรู้สึกมากมายเต็มไปหมด มันยากมาก

คนส่วนใหญ่ชอบเข้าใจว่าละครโทรทัศน์ ละครเวที ละครวิทยุ ภาพยนตร์ ต่างกัน

ผมจะบอกว่าไม่ต่างหรอก เหมือนกันหมดเลย แก่นของความรู้สึกที่ ‘เป็น’ ตัวละครตัวนั้น และเมื่อคุณเป็นตัวละครตัวนั้น คุณจะทำทุกอย่างเป็นตัวละครตัวนั้น มากกว่าจะมานั่งคิดว่าเชื่อในตัวละคร มันต่างกันนะ ถ้าเชื่อ แปลว่ายังมีตัวตนเราอยู่ ซึ่งสิ่งที่แตกต่างคือวิธีการแสดง อาจจะเป็นเรื่องกายภาพและท่าทางทั้งหมด แต่ก็ขึ้นกับคาแรกเตอร์ด้วย

ละครโทรทัศน์ปัจจุบันเป็นกล้องเข้าแคบ บวกกับคนทุกวันนี้ดูโทรทัศน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ สังเกตเลยว่าสมัยนี้นักแสดงละครโทรทัศน์จะเริ่มเล่นนิ่งขึ้นเหมือนภาพยนตร์ ซึ่งทุกคนสอนว่าอย่าเล่นเยอะ ให้นิ่งๆ ด้วยความที่ภาพยนตร์ฉายบนจอที่ใหญ่มาก เมื่อกล้อง Close Up ไปที่ใบหน้า คนดูจะเห็นแววตาชัดเจน

เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของนักแสดงและผู้จัดท่านหนึ่งบอกว่า เมื่อก่อนชาวบ้านดูละครผ่านจอเล็ก คนจึงต้องเล่นใหญ่มากเพราะเดี๋ยวมองไม่เห็น เทียบกับปัจจุบันที่คนดูผ่านโทรศัพท์ กลายเป็นว่าต้องเล่นน้อยๆ แทนหรอคะ

ใช่ สมัยนี้ใช้มุม Close Up เยอะ

สมัยก่อนถ่ายภาพกลาง-ไกล-เต็มตัว เห็นพระเอกนางเอกจับมือกัน น้อยมากที่จะเห็นหน้าพระเอกใกล้ๆ หรือสายตาซึ้งๆ มีน้อยมากๆ ดังนั้น ต้องเล่นใหญ่มาก ละครเวทีก็เหมือนกัน มีไม้มีมือเยอะแยะไปหมด ไม่งั้นคนดูแถวหลังไม่เห็น มันคือระยะของคนดูที่ทำให้การแสดงเปลี่ยนแปลงไป

บทบาทของตัวร้ายเรื่องไหนที่เปลี่ยนวิธีคิดคุณ

หุย ตอง จา จากเรื่อง เซนสื่อรักสื่อวิญญาณ เป็นตัวร้ายที่พูดช้าๆ แต่คิดเร็ว ทุกอย่างคมแต่ช้ามาก เป็นตัวละครที่มีชีวิตอยู่จริงในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ต้องมาเป็นวิญญาณอยู่ในยุคปัจจุบัน เราได้เรียนรู้ว่าคนร้ายๆ ไม่จำเป็นต้องเกรี้ยวกราด แต่นิ่งๆ เย็นๆ และเศร้า เป็นตัวร้ายที่เศร้าซึ่งเราชอบนะ

ทำไมถึงชอบตัวร้ายที่เศร้า

เราสนใจในความลึกของความเศร้า ความลึกของความร้ายที่บีบให้คนเกิดความแค้นและตามล่า

ในฐานะคนดูละคร เราควรจะเห็นใจหรือคิดกับพวกเขายังไง

คนร้ายไม่เคยคิดว่าตัวเองร้าย

ระหว่างที่ทำเรื่องร้ายๆ ไม่มีคนร้ายคนไหนในโลกคิดว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่เลวร้ายนะ เขาคิดว่าสิ่งนั้นมันถูกเขาถึงทำ และในตอนสุดท้ายที่มีคนมาตัดสินว่าเขาร้าย เขาก็ขอโทษ ถ้าเขารู้ว่าร้ายเขาจะไม่ทำ เพราะถ้าคิดว่าตัวเองร้ายเขาจะรับตัวเองไม่ได้

แปลว่าโดยเนื้อแท้แล้ว มนุษย์ทุกคนหรือตัวละครทุกตัวไม่มีใครอยากทำเรื่องไม่ดี

ถูกต้อง นั่นคือคีย์เวิร์ดของตัวร้าย

ขอถามอีกทีว่า ในฐานะคนดูเราทำอะไรได้บ้าง

ไม่ต้องทำอะไร การดูละครที่ถูกต้องคือ อย่าไปคิด

การตีความไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น แต่การดูแล้วรู้สึกต่างที่จำเป็น และไม่ว่าจะรู้สึกอะไรนั่นคือสิ่งที่ถูกในความรู้สึกของคุณ เหมือนกันกับงานศิลปะ ดูอะไร รู้สึกอย่างไร พอแล้ว ถ้าเกิดความสงสัยให้ทิ้งมันไว้ บางครั้งความสงสัยก็เป็นเสน่ห์ของตัวละครตัวนั้น จนบัดนี้เรายังสงสัยว่า ‘ตกลงมันเป็นอะไรแน่วะ’ เป็นกลวิธีของผู้กำกับและคนเขียนบทเหมือนกันว่าจะทำอย่างไรให้ละครน่าสนใจมากขึ้น จุดจบเป็นอย่างไร มีต่อหรือส่งผลต่อเรื่องต่อไปหรือเปล่า คงจะดีเราจะมีคนเขียนบทละครลุ่มลึกหรือชวนคิดเยอะๆ

บทแบบไหนที่คุณจะไม่รับเล่นเลย

บทที่ไม่มีน้ำหนักเลย อ่านเสร็จเราจะถามทีมงานกลับว่าบทนี้เขียนมาทำไม เขาก็ตอบไม่ได้ หรือตอบว่ามีเพื่อสนุกๆ ในเมื่อเป็นบทที่ไม่มีก็ได้ เราก็ไม่รู้จะใช้พลังกับสิ่งนั้นทำไม เราก็จะบอกกลับไปว่าขออนุญาตไม่รับ

ในขณะที่หน่วยชี้วัดความนิยมของบทพระเอกคือเสียงกรี๊ด ความอินฟินจิกหมอน หรือสมญานามสามีแห่งชาติ กับบทตัวร้ายคุณมีจุดวัดผลในใจไหมว่าเล่นดีแล้วหรือไม่ดี

สมัยก่อนคงวัดจากเปลือกทุเรียนเนอะ ก็มีคนบอกเหมือนกันว่า ‘เล่นได้เลวสุดๆ เลย’ ก็คิดในใจว่าตกลงเล่นดีหรือไม่ดีเนี่ย จริงๆ ไม่มีอะไรวัดหรือมีรางวัลมาการันตีบทบาทผู้ร้ายยอดเยี่ยม เราก็คือนักแสดงสมทบคนหนึ่ง ยุคนี้อาจจะมีคนพูดถึงในโซเชียลบ้างเราก็ขอบคุณมากๆ แค่นี้แหละ ดีใจมากๆ แล้ว เราแสดงบทบาทของเราเต็มที่ทุกเรื่องซึ่งอยู่ที่ผู้ชมตัดสิน เราจะมาขีดว่านี่ฉันทำดีแล้วคงไม่ได้ เพราะมันไม่มีคำว่าดีที่สุดหรอก มีหลายครั้งเลยที่เราอยากกลับไปเล่นแก้ใหม่ ดังนั้น จึงพยายามทำให้ดีที่สุดทุกครั้ง

ทุกวันนี้คนจำชื่อเราไม่ได้เลย แต่จำตัวละครที่เราเล่นได้ ซึ่งเราชอบนะ

เวลาเราจะบอกใครสักคนว่าคนนี้เป็นนักแสดงที่เก่งจัง คำว่าเก่งในที่นี้เรากำลังมองหาอะไร

เรามักจะชื่นชมครูทุกคนของเราว่าเก่งมาก เพราะว่าพวกท่านมีความเป็นศิลปิน ท่านสร้างคาแรกเตอร์ด้วยตัวท่านเอง ด้วยความรู้ ประสบการณ์ และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากครูทุกคนก็คือ ‘อย่าหยุด’ จะเห็นว่าคนที่เก่งมาก เขาไม่เคยหยุดที่จะสร้างสรรค์ตัวละครให้มีความหลากหลาย เพิ่มบทบาท เพิ่มอรรถรส จนตัวละครมีชีวิตจริงๆ

นอกจากพรสวรรค์และความเก่ง การจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้ต้องเตรียมพร้อมแค่ไหน

ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดเหมือนกันมั้ย เราคิดว่าเป็นเรื่องของวินัย คำนี้ครูเล็กชอบพูดมากและมันฝังอยู่ในหัวของเรา ตัวเราทั้งหมดนี้คืออุปกรณ์การแสดง เราต้องเตรียมตั้งแต่สุขภาพ อ่านบทพอมั้ย นอนพอมั้ย แข็งแรงพอมั้ย ถึงต้องตื่นมาแต่เช้าเพื่อออกกำลังกาย สวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิให้สงบ แล้วจึงเริ่มทำงาน

พอมาถึงจุดนี้แล้ว งานที่ผ่านมาทำให้คุณตั้งคำถามกับชีวิตบ้างมั้ยคะ

มี มีคำถามครับ คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอคือ ‘ทำอะไรต่อดี’ เชื่อมั้ยว่าเกิดขึ้นตลอดเวลา สมมติว่าเล่นละครเรื่องนี้อยู่แล้วเจอสิ่งที่อยากรู้มากๆ เราก็จะอยากรู้และอยากจะเรียนเรื่องนั้น อย่างช่วงนี้อยากเรียนดนตรี ที่ผ่านมาก็เล่นดนตรีนะ เป็นนักตีกลองสะบัดชัย สมัยอยู่ภัทราวดีเธียเตอร์เคยทำงานกับ พี่นาย-มานพ มีจำรัส, พี่เล็ก-ภัทราวดี มีชูธน และ กบ-ราชศักดิ์ เรืองใจ เป็นโปรดักชันกลองเรื่องแรกของภัทราวดีเธียเตอร์ ชื่อเรื่อง Eclipse สุริยุปราคา (2547) เราหัดตีกลองวันละ 8 ชั่วโมง โดยมีกบ ราชศักดิ์ เป็นคนสอน จากตีไม่เป็นจนเป็น ตีจนมือมีเลือดอาบ

หรืออย่างเรื่องรำไทย เราเพิ่งมาหัดเรียนรำไทยตอนอายุ 27 เพราะตอนที่ไปแสดงที่เบอร์ลิน เขาขอให้โซโลแล้วเรานั่งเสียดายว่าเรารำไทยไม่เป็น ก็เลยเลิกทุกอย่างแล้วกลับมาหัดรำไทยตอนอายุ 27 และตอนนี้เรียนปี่ อยากเรียนมานานแล้ว เพราะเราอยากเข้าใจเพลงไทย เดี๋ยวจะไปขอเรียนระนาดต่อเพื่อเข้าใจโน้ต โดยตั้งใจเรียนเปียโนไปพร้อมกันด้วย แล้วค่อยกลับมาเรียนปี่เพิ่มเติม ก่อนหน้านี้เราเรียนโขนและเราอยากเข้าใจดนตรีด้วย

ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ คนชอบกินกาแฟเขายังไม่เห็นต้องปลูกกาแฟเองเลย

เราอยากจะทำโชว์ ถ้าเราไม่เข้าใจทั้งหมดเราจะบอกจะสอนคนอื่นต่อได้อย่างไร อาจจะไม่ได้รู้ลึกทั้งหมดหรอก เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้นสิ่งเดียว แต่เมื่อเราเป็นผู้ปรุงเราก็ควรจะรู้จักวัตถุดิบของเราเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากแสดงแล้วทุกวันนี้เรายังเป็นครูสอนพื้นฐานโขน แก่เด็กๆ ที่วัดมหาธาตุด้วย เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่เราอยากทำคืออยากเป็นครู อยากสอนสิ่งที่เราเป็นให้แก่คนรุ่นใหม่ เหมือนที่ครูทุกคนสอนเรา

จะว่าไป คุณเป็นคนที่ตั้งใจทำอะไรสุดทางมากๆ

มันก็ควรสุดทางมั้ย เราเกิดมามีชีวิตเดียวนะ ถ้าทิ้งค้างไว้ในใจคงเสียดายแย่

แต่คนเรามีเวลาเยอะขนาดที่จะทำทุกอย่างที่อยากทำได้เหรอคะ

เพราะเราไม่มีเวลาเยอะ เราถึงต้องรีบทำ คนชอบบอกว่ามีเวลาอีกตั้งหลายปี ไม่หลายนะ นี่แป๊บเดียวตอนนี้ 46 กำลังจะ 47 ปีแล้ว ไม่มีใครรู้เรื่องวันพรุ่งนี้ ดังนั้น ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่ทุกวัน เรากับแม่คุยกันบ่อยเรื่องนี้ว่าถ้าเราไม่เจอกันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นสบายมาก เราเตรียมตัวทุกวันดีกว่า

มาถึงวันนี้ งานการแสดงมีความหมายกับชีวิตคุณยังไง

มันเป็นชีวิตเรา ถามว่ามีความหมายกับเรามั้ย มีความหมายอยู่แล้ว เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้วโดยไม่ได้คิดว่าจะเลิกเมื่อไหร่ ถ้าวันหนึ่งไม่ได้แสดง (นิ่งคิด) เราคงไปอยู่วัดสักที่

ย้อนกลับถึงตอนที่คุณบอกว่า ก่อนจะเลือกรับแสดงบทบาทใดๆ คุณมักจะตั้งคำถามถึงเหตุผลของการมีอยู่ของตัวละครนั้นๆ แล้วกับชีวิต ณ วันนี้ เวลานี้ ถ้าถามเหตุผลของการมีตัวตนอยู่บนโลกนี้ของคุณ คำตอบนั้นคืออะไร

ทำประโยชน์ให้ตัวเอง เพื่อให้ตัวเองเป็นประโยชน์แก่คนอื่น

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load