กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ภาพของหมาก-ปริญ สุภารัตน์ กับป่า ในแวบแรก อาจจะทำให้คุณเข้าใจว่า นี่คือฉากตอนในละครเรื่องใหม่ ที่พระเอกหนุ่มคนนี้มักได้รับเลือกให้แสดงอยู่เสมอ

ความจริงก็คือ นี่ไม่ใช่ภาพจากละครเรื่องไหนเลย

แต่เป็นภาพจากความชื่นชอบส่วนตัวที่เขาหลงรักหลังจากบังเอิญร่วมเดินทางเข้าป่ากับกลุ่มเพื่อนสนิทเมื่อนานมาแล้ว

แม้การเข้าป่าของเขาอาจจะไม่ได้ลึกซึ้งหรือเต็มไปด้วยอุดมการณ์อย่างใคร แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้เขาเข้าใจว่าธรรมชาติกำลังบอกอะไรบางอย่าง และพยายามถ่ายทอดสิ่งที่เขารู้สึกผ่านภาพถ่ายและข้อเขียนในอินสตาแกรม ก่อนจะมีโอกาสไปเที่ยวป่าที่ประเทศลาว ซึ่งสร้างประสบการณ์และความประทับใจ จนเกิดเป็นหนังสือชื่อ LandMARK ที่พระเอกหนุ่มลงมือทำเองในทุกขั้นตอน

เสียดายนิดเดียวที่การนัดหมายของเราและ หมาก ปริญในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ป่าอย่างที่แอบคิดไว้ในตอนแรก แต่กับสภาพอากาศกรุงเทพช่วงนี้ แอร์คอนดิชันในห้างสรรพสินค้าก็ถือเป็นตัวเลือกไม่เลวเท่าไหร่

เหตุผลที่ The Cloud สนใจคุยกับเขาไม่ใช่เพราะหนังสือเล่มนี้กำลังติดอันดับขายดีในประเทศ

กลับกัน เขาเลือกที่จะพิมพ์ในจำนวนจำกัด เพราะตั้งใจอยากให้แฟนคลับที่ติดตามเขาอยู่หันมาสนใจอ่านหนังสือ หรือแม้กระทั่งจุดประกายให้ใครสักคนออกเดินทางเข้าป่าสักครั้งหนึ่ง

อย่างน้อย ก็มีบรรณาธิการบริหารของเรา ที่อยากไปเที่ยวป่าแบบเขาทันทีที่เห็นภาพและเรื่องเล่าในนั้น

เชื่อเถอะว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่การฉายภาพว่า ฉันเป็นพระเอกที่มีคาแรกเตอร์แบบไหน แต่เป็นชายหนุ่มวัย 28 คนหนึ่งที่รู้สึกดีกับการเข้าไปในป่า

ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองมาคุยกับเขาพร้อมกัน แต่ที่แน่ๆ เราเริ่มไม่แน่ใจว่าตอนนี้กำลังตกหลุมรักธรรมชาติของป่า หรือธรรมชาติของหมากกันแน่

หมาก ปริญ

ได้ยินมาว่าคุณเป็นนักอ่านตัวยงของหนังสือ เพชรพระอุมา

ผมเริ่มอ่าน เพชรพระอุมา ตอนอายุ 19 เพราะพี่นก (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) มอบโจทย์ให้ผมไปศึกษาตัวละคร เพื่อปรับใช้กับคาแรกเตอร์ตัวละครในเรื่อง ตะวันเดือด แต่พออ่านไปสักพักก็เริ่มติด ผมชอบรพินทร์ ชอบเรื่องราว ชอบความโรแมนติก ชอบภาษาสวยๆ ในนั้น ช่วงนี้ก็กำลังกลับมาอ่านอีกครั้ง

ช่วงสัปดาห์หนังสือ ได้ยินว่าคุณอ่านและรีวิวหนังสือเรื่อง เงียบ Silence: In The Age of Noise ของ Erling Kagge จนแฟนๆ ตามหาอ่านกันใหญ่

จริงหรอครับ ดีๆ ดีจัง สำหรับเราหนังสือเล่มนี้ตอบเรื่องที่เราเคยสงสัย เราอ่านแล้วชอบก็เลยอยากบอกต่อให้ทุกคนได้อ่าน

ที่มาที่ไปของหนังสือเล่มแรกของตัวเองเป็นยังไง

หนังสือเล่มแรกที่ทำเป็นโฟโต้บุ๊กชื่อ MK in Phuket เริ่มต้นจากผมเป็นคนชอบถ่ายรูปมากๆ จะเก็บไว้ดูคนเดียวคงไม่ได้ประโยชน์อะไร เลยคุยกับน้องคิม (คิมเบอร์ลี แอน เทียมศิริ) ว่าเราน่าจะทำเป็นหนังสือขึ้นมา แล้วนำรายได้ไปทำกิจกรรมการกุศล

พอมาเป็นหนังสือเล่มที่สอง LandMARK เริ่มมีส่วนที่เขียนบรรยายด้วย รู้สึกยังไงบ้าง

เริ่มจากเราไปเที่ยวป่า ซึ่งไม่ได้ตั้งใจว่าจะเขียนเป็นเรื่องเป็นราว แต่บรรยากาศที่เกิดขึ้นเวลานั้น เรามองออกไปเห็นแต่ความนิ่ง ทำให้ทุกอย่างที่อยู่ในหัวแล่นออกมา เราก็จดบันทึกใส่สมุดไว้ พอกลับมาเราก็รู้สึกว่าน่าจะรวบรวมเป็นเล่มได้ จึงตัดสินใจทำหนังสือออกมาโดยที่อยากให้เป็นหนังสือที่ง่ายๆ อ่านสั้นๆ เห็นภาพแล้วอยากไปเที่ยว ออกไปใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ สำหรับเรา จริงๆ การเดินทาง ใครๆ ก็ไปได้นะ แต่เราอยากให้เขาลองออกไปใช้ชีวิต ลองไปเจออะไรที่ไม่คาดฝัน อาจจะลำบาก แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดี

หมาก ปริญ
หมาก ปริญ

ได้ยินว่าหนังสือเล่มล่าสุดที่กำลังทำเป็นเรื่องตอนที่คุณไปบวช ทำไมต้องเป็นเรื่องนี้

เราได้อะไรเยอะมากในช่วงที่ไปบวช ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หรือคนที่ไม่เคยบวชมาก่อน ก็อาจจะยังไม่รู้ว่าการบวชต้องทำอะไร เจออะไร รู้สึกยังไง เราก็เลยอยากจะเล่าว่าแต่ละวันทำอะไร

ซึ่งก็จะเป็นวิธีการเดิมคือพิมพ์เอง ขายเอง แล้วคุณไม่อยากส่งสำนักพิมพ์จริงจัง เพื่อวางขายทั่วประเทศบ้างหรือคะ

กลัวขายไม่ได้ครับ (หัวเราะ) ไม่รู้สิ เราไม่มั่นใจเท่าไหร่ ความตั้งใจของเราคือทำเพื่อสนองความต้องการของตัวเองมากกว่าจะวางขายจริงจังแบบนั้น

แต่จะเห็นว่าหนังสือคุณมักจะสวย ปกแข็ง จัดรูปเล่มเป็นอย่างดี ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนั้น

อย่างที่บอกว่าผมชอบถ่ายรูป ดังนั้นผมจึงให้ความสำคัญกับการเลือกกระดาษ สี และการพิมพ์

ล่าสุดเพิ่งกลับมาจากลาว รอบนี้ไปทำอะไรมาบ้างคะ

รอบนี้ตั้งใจไปเข้าป่าเหมือนเดิม เพราะติดใจธรรมชาติและบรรยากาศดิบๆ ของที่นั่น โดยที่คราวนี้ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะเจออะไร ไปถึงเราก็ให้พี่อินที ผู้นำทางของเราเป็นคนเลือก เขาก็พาเราไปที่ถ้ำเซบั้งไฟ แขวงคำม่วน ซึ่งจะออกไปทางท่าแขก ใช้เวลาขับรถ 4 ชั่วโมง คราวนี้ไม่ลำบากเรื่องเดินแล้ว แต่ลำบากเรื่องนั่งรถนานๆ ทริปนี้ใช้เวลา 3 วัน มีทั้งเดิน ขับรถ แคมปิ้ง พายเรือในถ้ำ

หมาก ปริญ
หมาก ปริญ
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

ฟังดูลำบากไม่น้อย ซึ่งพระเอกอย่างคุณโอเคกับความลำบากนี้?

เรารู้ว่ามันสนุกนะ ผมชอบความลำบากเพราะทำให้รู้สึกว่าได้ใช้ชีวิต ได้ลองคิดตรองดูว่าเวลาเราไม่มีหรือขาดบางสิ่งไปเราจะทำยังไง เวลาที่เหนื่อยแล้ว ไม่ไหวแล้ว เราจะทำยังไงต่อ ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์

คิดว่าความลำบากจากการเดินทางให้อะไรกับคุณบ้าง

ไม่รู้เหมือนกันว่าให้อะไร จริงๆ มันเหมือนเสพติดความลำบากไปแล้ว เป็นประสบการณ์ที่สร้างความรู้สึกดีกับตัวเอง

เขามีแต่ติดสบายนะ แต่คุณติดลำบาก มันเป็นเพราะอะไร

เราพบว่าเราชอบใช้เวลาอยู่กับปัจจุบันมากๆ เหมือนตอนบวช เราชอบเวลาที่เราไม่ต้องคิดอะไร และโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแทน เป็นความนิ่งที่เรารู้สึกดี มีความสุขมากๆ

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

ได้ยินคุณพูดคำว่า ‘ใช้ชีวิต’ อยู่ตลอดเวลา สำหรับคุณแล้ว คำนี้แปลว่าอะไร

แปลว่า การทำสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับตัวเอง อะไรก็ได้ที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่ทำประจำวัน ผมคิดว่าเราควรหาเรื่องตอบแทนตัวเองบ้าง ไม่รู้สิ ผมอาจจะไม่รู้วิธีการใช้ชีวิตของทุกคน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะลองออกไปอยู่กับตัวเอง ลองทำอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องคิดเรื่องงาน

เวลาคุณเข้าป่า คุณเข้าไปดูอะไรบ้าง

ดูทุกอย่างเลย ตั้งแต่ร่างกายของตัวเอง ชอบเปียก ชอบเหงื่อ ชอบความเลอะเทอะ ชอบบาดแผลที่ได้มา ชอบความเขียว ชอบน้ำตก แค่นั้นเลย แต่เพื่อไม่ให้การท่องเที่ยวของเราทำลายความสวยงามของธรรมชาติ แม้ว่าการมาของนักท่องเที่ยวจะทำให้เศรษฐกิจโดยรอบนั้นดี การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว รวมถึงการคิดถึงและใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดก็เป็นเรื่องที่สำคัญ

ถ้าได้เป็นผู้ว่า ททท. จะทำอะไรเป็นอย่างแรก

ผมจะทำให้คนไปเที่ยวในประเทศได้ทุกฤดู ไม่ใช่แค่ฤดูหนาวหรือฤดูฝน แต่ฤดูร้อนก็ต้องเที่ยวได้ แล้วก็จะให้ความรู้ความเข้าใจ และขอความร่วมมือให้ช่วยกันดูแลพื้นที่อนุรักษ์ไม่ให้เสื่อมโทรมเพราะการท่องเที่ยว

แล้วคุณมีวิธีโน้มน้าวชวนเพื่อนที่ไม่เคยเข้าป่ามาก่อนให้ไปเที่ยวป่ายังไง อย่างคิมเบอร์ลีนี่ชวนยังไงเธอจึงยอมไปด้วย

ตอนนั้นบอกเขาว่าอยากพาเขาไป ก่อนไปเขาก็กังวล แต่เราก็อยากให้เขาได้เห็น ได้รู้สึกแบบที่เราสัมผัส เลยลากไปด้วยกันก่อน รู้สึกยังไง กลับมาค่อยคุยกัน ซึ่งกลับมาเขาก็บอกว่าแฮปปี้มากเพราะมีหลายอย่างที่เขาไม่เคยเจอ อย่างตัวทาก หรือต้นไม้ที่มีลักษณะแปลกๆ มีกลิ่นเฉพาะในตัวเอง รอยหมีควายข่วนต้นไม้ หรือสัตว์ป่าที่ไม่เคยคิดว่าจะมีในประเทศไทย

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

เรื่องถ่ายรูป คุณเริ่มถ่ายรูปจริงจังได้ยังไง

เริ่มจากมีกล้องอยู่ที่บ้านซึ่งซื้อมานานแล้วแต่ไม่ค่อยหยิบมาใช้ วันหนึ่งก็พกไปเที่ยวด้วย เราก็เริ่มชิน รู้จักการปรับ เริ่มใช้เป็นก็เริ่มสนุกขึ้น ซึ่งพอได้จดจ่ออยู่กับกล้อง เราก็ยิ่งชอบความรู้สึกที่เราสงบนิ่งกับบางสิ่งบางอย่าง เหมือนตอนอ่าน เพชรพระอุมา จบเล่มหนึ่งแล้วอยากจะหยิบเล่มต่อไปมาอ่านเรื่อยๆ

เวลาเข้าป่า รูปแบบไหนที่คุณมักจะกดชัตเตอร์ถ่ายบ่อยที่สุด

ผมชอบความรู้สึกตอนขับรถเข้าป่า ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น แค่อยู่กับเพลง อยู่กับเพื่อน อยู่กับทางข้างหน้า ก็เลยมักจะเก็บภาพวิวตรงหน้าผ่านสายตาที่ขับรถอยู่นั้นไว้แบบไวๆ

จึงเป็นเหตุผลที่รูปในอินสตาแกรมของคุณมักจะเป็นภาพเบลอๆ?

ตัวผมเองมองว่าการถ่ายรูปมี 2 แบบ รูปที่ดูแล้วรู้ว่าสวย กับรูปที่สวยในความรู้สึก ภาพเบลอๆ เหล่านั้นทำให้เราจำได้ว่าเหตุการณ์ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นและเรากำลังรู้สึกอะไร เหมือนกับว่า แม้ทุกคนจะเห็นภาพภาพนั้นเป็นภาพนิ่ง แต่สำหรับผม ผมเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีเรื่องราวก่อนและหลังอยู่ในนั้น

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

เกี่ยวกับการบวชครั้งที่ผ่านมา ประทับใจอะไรจนตั้งใจอยากทำเป็นหนังสือ

ผมเลือกบวชวัดใกล้บ้านเพราะอยากให้พ่อแม่เดินทางสะดวก ก่อนจะย้ายไปปฏิบัติธรรมที่เชียงรายตามคำแนะนำของคนรู้จัก เป็นความเงียบสงบแบบที่เราตั้งใจ ที่เราประทับใจมากคือ การบวชครั้งนี้ทำให้คนในหมู่บ้านจากที่ไม่เคยใส่บาตรก็ออกมาใส่บาตร

ซึ่งถ้าถามว่าได้อะไรจากการบวชครั้งนี้ สำหรับเรา เพราะชีวิตประจำวันมักจะคิดนู่น คิดนี่ คิดไปทำไมไม่รู้อยู่ตลอด แต่ช่วงที่บวช เราได้อยู่กับสิ่งตรงหน้า จดจ่อกับลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูก ไม่ถึงกับชีวิตเปลี่ยนไปขนาดนั้น แต่อย่างน้อยเราได้จัดระเบียบความคิด รับรู้ความสุขและความรู้สึกที่ได้จากการมีสติ

ถ้าให้คุณลองเรียบเรียงจุดเปลี่ยนในชีวิต คิดว่าเหตุการณ์อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยน

จุดเปลี่ยนในชีวิต (นิ่งคิดนาน) น่าจะเป็นเรื่องไปเดินป่าครับ ก่อนที่ผมจะบวช ผมเคยไปเที่ยวที่ดอย ผมเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองมากขึ้นมากๆ เลย ในระหว่างที่เดินก็รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากๆ และเมื่อรวมกับเรื่องตอนที่ไปบวช ก็ได้ซึมซับและเรียนรู้มากขึ้น อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น

คุณในวันนี้แตกต่างกับในวันที่เพิ่งเข้าวงการมาใหม่ๆ ยังไงบ้าง

มีความตั้งใจมากขึ้น เมื่อก่อนอาจจะทำไปเพราะแค่อยากลอง แต่เดี๋ยวนี้กลับสนุกและรู้สึกว่าในเมื่อได้รับเลือกให้มาทำตรงนี้ เราขอทำให้เต็มที่ อยากจะให้ผลงานที่ออกมาจากเราเป็น master piece เป็นผลงานที่ดีที่สุดเสมอ ทำการบ้านเยอะขึ้น จากที่ไม่เคยทำมาก่อน ทุกวันนี้เราใช้วิธีเขียนคาแรกเตอร์ตัวละครที่ศึกษาออกมาเป็นหน้าๆ ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้างในชีวิต

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

ช่วงไหนคือช่วงที่มีความสุขที่สุดในการทำงานในวงการบันเทิง

ช่วงนี้แหละ ช่วงที่ทุกคนเห็นเรา เห็นการพัฒนา เห็นความตั้งใจของเรา และเราเองก็เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ มีความสุขมาก

มีบทบาทไหนที่อยากเล่นแต่ยังไม่ได้เล่น

อยากเล่นบทแบบ I Am Sam อยากเล่นบทที่ไม่ใช่คนปกติ มีความซับซ้อนหน่อยๆ

สุดท้ายแล้ว อยากให้คุณสรุปความเป็น หมาก ปริญ แบบที่คุณมองตัวเอง ที่มากกว่าแค่คนธรรมดา

ยากจัง (หัวเราะ) ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมว่าให้คนอื่นบอกดีกว่า

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
ขอขอบคุณ: LandMARK

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load