ธุรกิจมีขึ้นมีลงตามวัฏจักรของมันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็กก็ตามที กระทั่งบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC แบรนด์เคมีภัณฑ์ระดับโลกของไทย ก็ยังต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลก พร้อมรับมือกับแรงกดดันจากผู้บริโภคซึ่งคาดหวังว่าผู้ผลิตทั้งหลายจะพัฒนาสินค้าที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ

ในยุคก่อน COVID-19 พลาสติกถูกแบนจากสังคมจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องการบริหารจัดการขยะ ทั้งที่พลาสติกมีประโยชน์อย่างมากกับการดำรงชีวิตที่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมน้อยลง นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของนวัตกรรมแห่งอนาคต 

จนเมื่อโลกเผชิญกับโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเจอมาก่อนนี้ บทบาทของพลาสติกจึงยิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้นสำหรับสุขอนามัยของผู้คน และกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความมั่นคงด้านสาธารณสุขและการแพทย์ไปโดยปริยาย ซึ่งพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินค้าหลักที่ GC ผลิตเท่านั้น แกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ยังครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อะโรเมติกส์ โอเลฟินส์ โพลิเมอร์ เอทิลีนออกไซด์ เคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ฟีนอล และ Performance Materials & Chemicals

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GC ยังคงเชื่อในคุณค่าหลักขององค์กรที่ปลูกฝังให้คนกล้าคิด กล้าทำ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เขาเห็นว่าไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้จะมีพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ แต่ธุรกิจพลาสติกเดิมก็จะยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นเพื่อการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานนับพันรายของ GC ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องแม้จะปรับใช้กับกระบวนการทางธุรกิจของตนเองมานานแล้วก็ตามที 

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

The Cloud ได้พูดคุยกับกัปตันทีมผู้เชื่อเรื่ององค์ความรู้และรักการอ่านหนังสือทุกประเภทเมื่อมีเวลาว่าง และทราบว่ากำลังจะมีงาน GC Circular Living Symposium 2020 ที่ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังจะจุดประกายให้ภาคธุรกิจและคนในสังคมได้เห็นประโยชน์ที่นำไปสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง มีผู้ที่ปฏิบัติจนประสบความสำเร็จแล้วจริงๆ จากทั่วทุกมุมโลกมารวมเอาไว้ในงานเดียว 

ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

ตอนนี้เวลาพูดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ใครๆ ก็หยิบยกเรื่อง Climate Change มาพูด GC มีมุมมองเรื่องความยั่งยืนอย่างไร

ผมว่าการให้ความสำคัญกับเรื่อง Climate Change เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ความยั่งยืนที่เราเชื่อและทำมาโดยตลอดมันครอบคลุมทุกส่วนอยู่แล้ว มาถึงวันนี้มันไม่ได้เปลี่ยนไป ความยั่งยืนคือการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม 

อย่างด้านเศรษฐกิจ เรามองว่าไม่ได้จะเน้นกำไรอย่างเดียว จริงอยู่ที่การทำธุรกิจต้องมีกำไรอยู่แล้ว แต่กำไรต้องครอบคลุมทุกส่วนมากขึ้น เพราะมันไม่ได้มีแค่เราแต่ต้องคิดถึงคนอื่นด้วย ช่วงที่ COVID-19 ส่งผลกระทบนี้ไปถึง ซัพพลายเออร์และลูกค้าของเรา เราก็ต้องพาเขาไปด้วยกันให้ได้ ถ้าจะทำธุรกิจอย่างยั่งยืน คนในห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทานจะต้องไปด้วยกันได้ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งโลกอยู่แล้ว ถ้าเราอยู่ดีแต่คนอื่นไม่ดี มันก็ไปต่อไม่ได้ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ของเราก็เกี่ยวพันกับอีกร้อยพันองค์กรครับ เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้ยาว เพื่อจะอยู่กันยาวๆ 

อย่างด้านสังคม บ้านของเราก็คือที่โรงงานในจังหวัดระยอง เราก็ต้องดูแลสังคมในระยองด้วย ไม่ว่าจะระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น การดูแลพวกเขาก็ต้องยั่งยืน ไม่ใช่การเอาเงินไปให้ แต่ต้องทำให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่เราช่วยประคองเขาด้วยการช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มโควต้ารับคนระยองมาทำงาน สนับสนุนภาคการศึกษา ช่วยด้านประมงหรือเกษตรกรรม ใช้ความรู้ของเราไปสอนเขาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรง 

ในส่วนของสิ่งแวดล้อม เราใส่ใจกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) สิ่งที่ GC เน้นคือ Climate Change และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สิ่งที่เราทำอยู่ต้องมีผลต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญด้วยหลักการของ Circular Economy นี่ล่ะครับ 

แล้วทาง GC ทำเรื่อง Circular Economy อย่างไร

เรามีแนวคิดที่สำคัญคือ Chemistry for Better Living นี่เป็นวิสัยทัศน์สำคัญที่อธิบายเรื่องความยั่งยืนได้ เราทำเคมีภัณฑ์เพื่อให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มีการเดินทางสะดวก มีสุขอนามัยต่างๆ ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ คำว่า Chemistry ยังไม่ได้หมายถึงเรื่องของเคมีภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงเคมีระหว่างกัน การอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนของสังคมกับสิ่งแวดล้อมด้วย เกิดเป็น Better Living

หลักการทำ Circular Economy ของ GC แบ่งออกเป็นสามเรื่องครับ เรื่องแรกคือ Smart Operating เราต้องทำงานอย่างฉลาดเพื่อลดการใช้ทรัพยาการ ลดการปล่อยของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบให้น้อยลง ประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งชี้วัดได้จากกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยลง ไม่ว่าใครก็เอาไปปรับใช้ได้

เรื่องที่สองคือ Responsible Caring ซึ่ง GC มีสินค้าที่ครบวงจร ถ้าเป็นพลาสติกจากปิโตรเคมี ก็จะเอาไปรีไซเคิลหรืออัพไซเคิลได้ ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพ พอเอาไปทิ้งในดินก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ นี่เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำของเหล่านี้ออกมา หรือสำหรับในชีวิตประจำวัน อาคารต่างๆ ที่ออกแบบหรือก่อสร้างโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง หรือใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีความคงทนแข็งแรง ก็ถือเป็น Responsible Caring เช่นกัน

และเรื่องที่สาม Loop Connecting เป็นการสร้างแนวร่วมเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดี ถ้าเราทำสองอย่างแรกมันก็ดีครับ แต่ถ้าทำกันไม่มากพอ ผลลัพธ์ก็จะอยู่ในวงจำกัด เราจึงต้องสร้างองค์ความรู้ให้กับแนวร่วม เราเริ่มจากปลายน้ำก่อน จากเล็กไปใหญ่ หลายปีที่แล้วเราช่วยกันเก็บขยะพลาสติกจากทะเล เอาไปผ่านขั้นตอนการีไซเคิลและอัพไซเคิล เป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (Recycled Polyester) ก่อนนำไปผสมกับเส้นใยฝ้าย (Cotton) และเส้นใยซิงค์โพลิเอสเตอร์รีไซเคิล (Antibacterial Polyester Zinc) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นอับเวลาสวมใส่แล้วนำไปถักทอโดยชาวบ้านชุมชนคุ้งบางกะเจ้า เป็นจีวรรีไซเคิลสีพระราชนิยมที่นุ่งห่มสบาย ไม่ยับง่าย และแห้งไว นี่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเลย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

ปลูกฝังคนในองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เห็นความสำคัญเรื่องนี้อย่างไร

GC เกิดจากการควบรวมสี่บริษัทที่มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน เราก็เลยต้องทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเลย เราทำงานด้วยกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กรและคุณค่าหลักขององค์กรร่วมกันสี่เรื่อง มีเรื่องหนึ่งที่เป็นคุณค่าหลัก คือเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน อันนี้เราปลูกฝังและปรับมาใช้เรื่อง Circular Economy ด้วย 

ถ้าเรามองเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มันจึงจะเกิดได้ ตอนนี้เรามีแนวร่วมกับบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของเราที่เชื่อเรื่องความยั่งยืนเหมือนกัน สุดท้ายทำแล้วต้องเป็นธุรกิจให้ได้ อย่างตอนนี้ GC ก็ร่วมมือกับกลุ่มไทยเบฟ ผลิตบรรจุภัณฑ์ให้เขาซึ่งก็ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ หรืออย่างธนาคารกสิกรไทยกับเครือไทยยูเนี่ยนก็จับมือกับเราเช่นกัน

ก่อนหน้านี้คนมองว่าพลาสติกเป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม 

ผมคิดว่าพลาสติกเป็นของที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมนะครับ เช่น ภาชนะต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องไปตัดต้นไม้มาใช้ ปัญหาจริงๆ คือเราทิ้งมันไม่ดี ทิ้งลงไปตามท่อบ้าง ทิ้งบนพื้น ขยะเหล่านี้ก็ถูกพัดพาลงแม่น้ำ ลงทะเล พอลงทะเลปลาก็มากิน สะท้อนว่าปัญหาอยู่ที่การจัดการ

ก่อน COVID-19 เราพยายามสื่อสารไปทุกส่วนว่าวิธีแก้ปัญหาจะต้องมีทางออกเพื่อทุกคน ใครอยากใช้พลาสติกก็ต้องหาทางให้เขาทิ้งได้อย่างถูกต้องเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ต่อ หรืออาจมีอีกทางเลือกคือไบโอพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ ตอนนี้พอเกิดโรค COVID-19 คนก็กลัว การนำพลาสติกกลับมารีไซเคิลก็น้อยลง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัย เราก็เลยมองว่าความเข้าใจเรื่อง Circular Economy เป็นสิ่งจำเป็น ต้องมีวิธีทำให้คนช่วยกันมากขึ้น อย่างล่าสุดเราไปร่วมมือกับภาครัฐและผู้ให้บริการจัดส่งอาหารในการช่วยลดขยะพลาสติกซึ่งเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ในแอปพลิเคชันมีให้เลือกได้ว่าจะใช้บรรจุภัณฑ์ไบโอพลาสติกหรือไม่ มีทั้งหลอด ภาชนะ และช้อนส้อม ทุกคนต้องช่วยร่วมมือกันแบบนี้ 

นี่เป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับ GC Circular Living Symposium 2020 คุณคาดหวังกับงานนี้แค่ไหน

เราต้องการทำให้สังคมเห็นว่าเรื่อง Circular Economy นี้ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี มีองค์ประกอบสามสี่อย่างที่ทำให้งานนี้แตกต่างจากงานอื่น อย่างแรกก็คือ แนวร่วมและพันธมิตร นี่ไม่ใช่แค่งานที่ GC มาบอกว่าเราทำอะไรบ้าง แต่เป็นที่ที่เราให้แนวร่วมที่เป็นทั้งคู่ค้า ผู้นำความคิด กระทั่งเยาวชนก็มาร่วมงานด้วย 

อย่างที่สองคือ นวัตกรรม มีสินค้าที่ผลิตด้วยแนวคิด Circular Economy ออกมาให้เห็นกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิด 

อย่างที่สามคือ ธุรกิจ ทุกคนในงานจะมาคุยกันว่าทำอย่างไรให้เรื่องนี้เป็นธุรกิจขึ้นมาได้จริง 

และเรื่องสุดท้ายคือ ระบบนิเวศ ที่จะแสดงให้เห็นว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร สินค้าและโมเดลธุรกิจจะเป็นอย่างไรนับจากนี้ GC ยังมีพันธมิตรระดับโลกอย่าง National Geographic มาร่วมงานด้วย เขาจะมาโชว์ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้คนในงานเห็นผ่านโลกออนไลน์ด้วย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

งานปีนี้จะต่างจากปีที่แล้วอย่างไร

ปีที่แล้วเราสร้างการตระหนักรู้ให้คนเห็นความสำคัญของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ปีนี้เราจึงทำให้เห็นการปฏิบัติได้จริงมากขึ้น ทำให้เห็นชัดไปเลยว่าเป็นอย่างไร เพื่อจุดประกายให้ทุกคนเห็นตัวอย่าง เกิดไอเดียเลยว่าถ้าเราอยากทำเรื่องนี้ จะประยุกต์กับธุรกิจและชีวิตของเราอย่างไร 

ที่น่าทึ่งคือมีผู้นำความคิดหลายสิบคนที่เป็นตัวจริงในแต่ละด้าน ตั้งแต่ Startup ไปจนถึงธุรกิจใหญ่ๆ จะมาแชร์ว่าเขาเอาแนวคิด Circular Economy ไปใช้ในองค์กรอย่างไร สร้างความเชื่อมโยงในรูปแบบไหน เราอยากให้ทุกคนได้เห็นว่าแนวคิดนี้ถูกนำไปทำให้เกิดผลได้อย่างไร เมื่อมีคนเอาไปต่อยอด เราก็ช่วยพวกเขาให้ไปทำต่อ ทำแล้วติดขัดตรงไหนหรือไม่เข้าใจก็กลับมาคุยกัน เรามีเครือข่ายทางธุรกิจต่างๆ ที่พร้อมช่วยเหลือเพื่อขยายผลเรื่องนี้ออกไป

จากนี้โลกของพลาสติกจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ทุกวันนี้ธุรกิจก็พยายามทำผลิตภัณฑ์ให้บางลงแต่แข็งแรงขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น ทิศทางของพลาสติกคือคนต้องการคุณภาพที่ดีขึ้น ลดปริมาณการใช้ลง อนาคตจะเป็นเรื่องของคอมโพสิต (วัสดุที่มีองค์ประกอบจากเคมีที่แตกต่างกันตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมาผสมกัน) มากขึ้น ไม่ใช่แค่โพลีเมอร์อย่างเดียว มีทั้งนาโนคาร์บอนและไฟเบอร์ต่างๆ การหลอมรวมวัสดุต่างๆเข้าด้วยกันให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น จะเป็นเทรนด์นับจากนี้ไป อย่างรถยนต์ไฟฟ้าที่จะใช้กัน น้ำหนักต้องเบา มันก็ต้องอาศัยวัสดุพวกโพลีเมอร์มากขึ้น ยางก็จะเป็นยางสังเคราะห์มากขึ้น เราจึงต้องมีความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น นี่ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ 

สำหรับไบโอพลาสติกหรือพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนั้น GC ถือเป็นผู้ผลิตระดับโลก จึงเป็นส่วนเสริมทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จะมาแทนพลาสติกทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ ทิศทางของเราคือการก้าวไปสู่การทำสินค้าที่พิเศษมากขึ้น ลดความเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ Performance Product มากยิ่งขึ้น ถึงแม้อาจจะผลิตยากขึ้น กลุ่มลูกค้าก็อยู่ในวงจำกัด มีการใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อลดการแข่งขัน ซึ่งสุดท้ายก็จะช่วยลดปริมาณขยะลงและตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนอย่างชัดเจน

ผลิตของคุณภาพสูง ใช้ได้นาน อย่างนี้ผู้บริโภคก็จะซื้อไม่บ่อยนะครับ

เราก็หันไปผลิตอย่างอื่นแทนได้ครับ นี่เป็นความท้าทายของเรา ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ในโลกยังมีอีกมาก ไม่ใช่แค่พลาสติก ซึ่งปัจจุบัน ความต้องการใช้ก็ยังเยอะมาก การผลิตของอย่างเดิมมาสิบๆ ปี สักวันหนึ่งมันก็ต้องหายไป เป็นไปตามวัฏจักรธุรกิจ ของอย่างหนึ่งอยู่มาถึงช่วงหนึ่งก็จะเลิกไปเอง เดี๋ยวก็มีของใหม่มาแทน

วัฒนธรรมองค์กรแบบ GC เป็นอย่างไร

เราทำงานบนหลักคิดสี่อย่าง คือหนึ่ง กล้าคิดกล้าทำ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า สอง พัฒนาตัวเองและทำงานเป็นทีม สาม ทำงานเชิงรุกสนองความต้องการของลูกค้า สี่ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 

องค์กรเราผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ ทำเรื่อง Digital Transformation กันมาสักพักแล้ว ต้องปรับตัวให้เร็ว ทำงานร่วมกันโดยไม่ยึดกับไซโลที่แยกขอบเขตงาน และวัดผลงานความสำเร็จเฉพาะภายในหน่วยงานของตัวเอง ตอนนี้เราก็อยู่ระหว่างปรับองค์กร ผมพูดกับทุกคนว่าจะต้องพัฒนาทักษะใหม่กันหมด การที่ทำงานเดิมจนเก่งเป็นเบอร์หนึ่งในงานนั้นหลายๆ ปี อาจจะต้องเปลี่ยนไปลองทำงานอื่นดูบ้าง 

ผมไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นคนใหม่หรือคนเก่า ทุกคนสำคัญเท่ากัน เราอยู่ร่วมกัน คุณธรรมพื้นฐานต้องเหมือนกัน ต้องฟังคนอื่น กล้าคิดกล้าทำ แสดงความคิดเห็นได้ ทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะคนรุ่นไหนก็ต้องทำงานแบบนี้ ไม่จำเป็นที่คนรุ่นใหม่จะเป็นปัญหาเสมอไปนะ บางทีคนรุ่นเก่าก็เป็นปัญหาเสียเองเพราะว่าทำแบบเดิมมานาน แต่คนเก่าเขาก็มีข้อดีของเขาที่คนใหม่ยังไม่มี 

สไตล์การบริหารงานของคุณเป็นอย่างไร

ผมมีความเชื่อว่า การทำงานนั้นเราต้องมีความรู้ ความรู้ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าตำรานะ และผมก็ไม่เชื่อเรื่องการใช้แต่ประสบการณ์หรือคิดเอาเอง สมัยนี้มีองค์ความรู้เยอะมาก ต้องรู้ในสิ่งที่ทำอยู่ ใช้ความเก๋าอย่างเดียวไม่ได้

อย่างถ้าทำการตลาดก็ต้องรู้จักกระบวนการผลิตด้วย ทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐาน ผู้ใหญ่ที่จะขึ้นมาบริหารงานต้องรู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นก็จะโดนเด็กๆ โห่ได้ เวลาส่วนใหญ่ของผมใช้ไปกับการคุยกันครับ ส่วนใหญ่ก็ประชุมงาน คุยงาน หน้าที่ผมก็ต้องคุยกับคนนั้นคนนี้ให้เขาเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน 

สำหรับการบริหารองค์กร เรื่องคนนี่ยากที่สุดครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีองค์ประกอบที่ละเอียดอ่อนพอสมควร สุดท้ายองค์กรต้องเดินไปข้างหน้า เราต้องตัดสินใจ และไม่ใช่ทุกคนที่จะยินดีกับการตัดสินใจของเรา ซึ่งผู้บริหารต้องบริหารสมดุลเรื่องนี้ให้ได้

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

Questions answered by CEO of GC

ดื่มกาแฟไหม

เอสเปรสโซ่มัคคิอาโต้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมลองดื่มกาแฟเลย ปกติไม่ชอบเพราะดื่มแล้วจะมึน แต่จำได้ว่าไปลองกินที่ร้าน Monmouth ที่ลอนดอน อร่อยมาก เขาจะใส่น้ำตาลทรายแดงละเอียดๆ ลงไป 

เครื่องดื่มโปรด

ไวน์ครับ เป็นไวน์แดง ดื่มได้หมดทั้งไวน์ฝรั่งเศสและอิตาลีครับ แต่ละที่ก็มีข้อดีของมัน ไวน์ขวดละสองพันบาทดีๆ ก็มีนะครับ แต่ต้องเลือกหน่อย คนที่เราดื่มไวน์ด้วยก็จะช่วยเพิ่มรสชาติ บางครั้งไม่ดื่มไวน์ เราก็เลือกวิสกี้ครับ

งานแรกที่นึกถึงเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา

ปกติผมจะไม่แบ่งเวลาแบบนั้น เวลาทำงานผมก็รีแลกซ์ได้ เวลารีแลกซ์ก็ทำงานได้ ปกติจะเดินทางเยอะช่วงก่อน COVID-19 เราสามารถทำงานเมื่อไหร่ก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ มันอยู่กับเราได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างช่วง COVID-19 นี้ GC นี่เป็นที่แรกๆ ที่ปรับตัวเร็วมาก เรารู้อยู่แล้วโลกจะเป็นแบบนี้ไปอีกนาน ต่อให้ COVID-19 หายก็อาจจะมีโรคอื่นเกิดขึ้นมาได้ เราก็ทำให้พนักงานเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเราทำงานจากที่บ้านได้ ตอนนี้เราก็ให้คนสองในสามของบริษัททำงานจากที่บ้านและจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เดี๋ยวนี้เราประชุมได้ทุกที่อยู่แล้ว 

มีอยู่ทริปหนึ่งช่วงต้นปีที่ปกติผมต้องไปอังกฤษ ตอนนั้น COVID-19 ระบาดหนักมาก แม้เป็นธุระสำคัญ ต้องไปเจอคนนั้นคนนี้ สุดท้ายผมตัดสินใจไม่ไปดีกว่า ใช้การประชุมผ่านวิดีโอคอลและงานก็ผ่านไปได้ ได้ผลดีด้วย ถ้าเราไม่ทำก็จะไม่รู้ พอทำถึงรู้ว่ามันได้ผลดี 

การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ปรับความคิดยังไง

ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่าต้องทำธุรกิจให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มันยังบอกเราอีกว่าใครปรับตัวได้เร็ว ไม่ใช่แค่รอด แต่จะไปได้ดี ที่สำคัญคือ เราต้องปรับตัวให้เร็วกว่าคนอื่นให้ได้

เป็นคนที่วางแผนต่างๆ เป็นกระบวนการดี คุณซึมซับวิธีคิดแบบนี้มาจากไหน

ทุกอย่างที่หล่อหลอมผมมาจากพวกพระเอกในนิยายที่ผมอ่านครับ ผมอ่านทุกอย่าง ทั้งงานของไอแซค อสิมอฟ นี่ดีมาก หรืองานของแอน ไรซ์ ที่เขียนเรื่องแวมไพร์ หรือหนังสือกำลังภายในก็อ่านครับ มันให้แนวคิดที่ดีมาก มังกรหยกก็อ่าน แต่ผมชอบชอลิ้วเฮียง เป็นพระเอกที่สบายๆ ไม่ต้องฝึกอะไรมากแต่เก่ง

แล้วคุณเอ้กับชอลิ้วเฮียงเหมือนกันยังไง

ชอลิ้วเฮียงเป็นคนไม่ซีเรียส สบายๆ ช่วยปราบผู้ร้าย มีคุณธรรม

สิ่งที่ต้องทำก่อนนนอน

สวดมนต์ครับ ผมทำมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่ได้สวดอะไรเยอะแยะนะครับ สวดเสร็จแล้วก็นั่งเล่นเกมต่อ

ของที่ต้องพกติดตัวตลอด

โทรศัพท์ครับ ยังไงก็ต้องใช้ แล้วไอแพดกับแว่นตาด้วยครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สายตายาวแล้ว (หัวเราะ) 

หนังสือเล่มโปรดของคุณ

ผมอ่านหนังสือเยอะครับ มันจะมีเล่มที่ชอบในช่วงชีวิตหนึ่งแต่ไม่ได้มีเล่มโปรดตลอดกาล อย่างที่ชอบก็งานเขียนของอสิมอฟ เรื่อง Foundation ที่มีหลายตอน ได้อ่านต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่าสิบปี หรือของแอน ไรซ์ นี่ก็ล้ำลึกมาก ทำให้เรามีส่วนร่วมกับการตั้งคำถามของตัวละครหลักๆ ว่าเขาเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเพื่ออะไร ล่าสุดก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเรื่อง Salvation ของแฮมิลตัน

ถ้าต้องเขียนหนังสือเองบ้าง จะเขียนเกี่ยวกับอะไร

ถ้าจะเขียนก็คงเขียนพวกนิยายล่ะครับ คงไม่ได้เขียนพวกฮาวทูหรอกครับ

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

GC Circular Living Symposium 2020 : Tomorrow Together วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เวลา 8.30 – 15.30 น. ลงทะเบียนรับชมทางออนไลน์ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ https://bit.ly/3jPzR3G

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ที่ชั้นสูงสุดของอาคารสูงหมายเลข 5

กระจกใสเผยให้เห็นผลงานภาพวาดขนาดใหญ่มากของ ซาราห์ มอร์ริส (Sarah Morris) ศิลปินสาวชาวอเมริกันผู้แม่นยำในการใช้สีและฟอร์ม ซึ่งกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของห้อง เมื่อประมาณจากสายตาถึงระยะห่างระหว่างงานศิลปะกับโต๊ะทำงานกลมสีขาว ที่ล้อมด้วยเก้าอี้ดีไซน์สวยแบบที่ไม่ซ้ำกันสักตัว ก็ยากจะบอกว่าที่นี่คือห้องทำงานของผู้บริหารระดับสูงหรือหอศิลป์แสดงงานร่วมสมัย

The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับ คุณเพชร โอสถานุเคราะห์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการบริหาร และอธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

คุณอาจจะรู้จักคุณเพชรในฐานะศิลปินอินดี้ ทายาทคนดังของบริษัทเก่าแก่ บ้างคุ้นเคยและใช้เพลงของเขานำพาให้ผ่านช่วงหนึ่งของชีวิต บ้างติดตามผลงานและรู้ว่าเขาอยู่เบื้องหลังสินค้าสำคัญๆ ของโอสถสภาหลายๆ ยุค ไปพร้อมๆ กับอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยเอกชนที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ ด้วยภาพจำใหม่อย่างการเป็นมหาวิทยาลัยสร้างสรรค์ ผลิตบุคลากรคุณภาพสู่วงการต่างๆ

จนเมื่อ 3 ปีก่อนที่เขารับตำแหน่งอธิการบดีที่อินดี้ที่สุด พร้อมกับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร เปลี่ยนแปลงโครงสร้างและปรับการทำงานขององค์กรอายุ 128 ปีใหม่ทั้งหมด

เราคุยกันตั้งแต่เรื่องข้อดีข้อเสียของผู้บริหารที่มีภาพลักษณ์ศิลปิน การบริหารธุรกิจครอบครัว การเปลี่ยนไปสู่องค์กรมหาชนที่เพิ่มจุดแข็งและทำให้องค์กรนี้สนุกขึ้น น่าทำงานมากขึ้นเพราะเต็มไปด้วยคนเก่งมากมาย จนเราสนใจสายตาพิเศษที่เขาใช้เลือกและไม่เลือก สไตล์การบริหารอย่างเต๋าที่บริหารอย่างไม่บริหาร โดยเฉพาะเรื่องการใช้ความคิดสร้างสรรค์กับงานบริหารที่ไม่ใช่การทำเท่ แต่ทำอย่างมีแผนการ มีกลยุทธ์

การรับมือกับการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เขาทำเมื่อเจองานที่คิดไม่ออก ความรู้สึกอิจฉาที่มีต่อเพื่อนรุ่นเดียวกัน ความรักในการสะสมงานศิลปะกว่า 600 ชิ้น การกลับมาเขียนนิยายเรื่องสั้น และเพลงอัลบั้มใหม่ที่จะทำทุกๆ 20 ปี

โปรดอ่านบทสัมภาษณ์นี้ในที่ลับตาเจ้านายที่รัก เพราะไม่เพียงบรรยากาศของออฟฟิศอายุ 128 ปีที่ทันสมัยที่สุดในโลก วิธีคิดและมุมมองต่อเรื่องต่างๆ ของเขาก็อาจจะทำให้คุณอยากย้ายงานทันที

เพียงชายคนนี้… ไม่สิ

เพียงผู้บริหารคนนี้…เริ่มต้นบทสนทนา

การเป็นผู้บริหารที่มีภาพลักษณ์เป็นศิลปินมีข้อดี-ข้อเสียยังไงบ้าง

สำหรับผมเป็นข้อดีนะ หนึ่ง พนักงานจะคิดว่าผมไม่จริงจังมากเกินไปเมื่อเทียบกับองค์กรอื่นที่เขาเคยทำงานด้วย ซึ่งเขาคงอยากทำงานกับคนที่เปิดกว้างและรับฟังความเห็นของคนมากกว่า สอง ผมไม่ได้นำตัวตนศิลปินมาใช้ในการบริหาร ภาพจำของศิลปินมักจะตามใจตัวเองหรือพูดจาสื่อสารไม่รู้เรื่อง แต่สิ่งที่ผมนำมาใช้คือวิธีคิดอย่างนักสร้างสรรค์

ที่โอสถสภาเราทำงานเป็นทีม พวกเขาเก่งเรื่องการตลาดและการเงิน ผมจะดูภาพรวมและเสริมด้วยมุมมองที่ทีมอาจจะยังนึกไม่ถึง การตลาดที่เรียนมาทำให้ผมสนใจและมีความถนัดเรื่องการวางแผนกลยุทธ์ เมื่อรวมกับความสนใจเรื่องศิลปะและงานออกแบบสร้างสรรค์ก็ยิ่งกลายเป็นข้อดี ผมไม่ได้บอกว่าผมดีทุกอย่างนะ เพียงแต่ผมช่วยเสริมคนอื่นๆ ในทีมได้ดี

แล้วข้อเสียคือ

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า ความเป็นศิลปินเป็นจุดอ่อนของผม แต่ทีมที่ปรึกษาของเราจากอังกฤษซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทใหญ่ๆ ในโลก บอกว่าความเป็นศิลปินเป็นจุดแข็ง แม้แต่บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจเองเขาก็ไม่ได้จ้างพนักงานที่เรียนจบด้านธุรกิจตรงๆ เพราะสิ่งสำคัญคือการมองเห็นสิ่งที่องค์กรนั้นขาดไป ตั้งแต่เรื่องความคิดสร้างสรรค์ไปจนถึงจิตวิทยา เรื่องระเบียบวินัยผมอาจจะมีน้อยเมื่อเทียบกับผู้บริหารทั่วไป แต่มั่นใจเลยว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหากับการทำงานร่วมกับคนอื่น

พนักงานรู้ว่าผมไม่ได้มีอารมณ์ศิลปินหรือทำทุกอย่างตามใจฉัน คนนอกที่ไม่รู้จักจะคิดว่าผมเป็นคนแปลก ผู้บริหารองค์กรอื่นๆ ยังเข้าใจว่าศิลปินอย่างเราตามเกมธุรกิจไม่ทันแต่หารู้ไม่ นอกจากเขาจะไม่ระวังตัวมากเกิน เขายังวางตัวเป็นมิตร ชวนคุยและแลกเปลี่ยนเรื่องอื่นๆ ด้วย

การเติบโตในครอบครัวนักธุรกิจที่เป็นศิลปินทั้งครอบครัวส่งผลกับคุณยังไง

ผมโตมากับการเห็นคุณพ่อ (สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์) สะพายกล้องมาทั้งชีวิต แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าท่านถ่ายรูปสวยแค่ไหน คิดว่าท่านคงถ่ายรูปครอบครัวทั่วไป ภายหลังพบว่าท่านมีสายตาศิลปินสูงมาก ซึ่งตอนนั้นท่านก็อายุ 70 กว่าปีแล้ว ก่อนหน้านี้เคยรู้สึกว่าเป็นแกะดำคนเดียวของครอบครัว เพราะญาติๆ อย่างคุณน้า (กมลา สุโกศล) และครอบครัว (สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ และ น้อย-กฤษดา สุโกศล แคลปป์) หลานชาย (นาฑี โอสถานุเคราะห์ มือกีตาร์วง Getsunova) และหลานสาว (หวาย-ปัญญริสา เธียรประสิทธิ์ ศิลปินค่าย Kamikaze) เป็นศิลปินหลังจากผมหลายปี

ความยากของการทำงานกับครอบครัวคืออะไร

ที่ผ่านมาไม่เคยอยากทำงานกับครอบครัวเลย สมัยก่อนเถียงกับพ่อ พ่อหาว่าเราโชว์ออฟ เราจึงไปทำงานบริษัทโฆษณา ก่อนจะมาบริหาร กำหนดทิศทาง และวางจุดยืน ให้มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งทำงานร่วมกับทีมที่ดี แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่เก่าแก่ที่สุดแต่ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทันสมัยที่สุด ตอนมารับตำแหน่งที่นี่ (โอสถสภา) ก็ใช้วิธีคิดเดียวกับสมัยบริหารมหาวิทยาลัย ผมชอบทำงานกับมืออาชีพ และปัจจุบันโอสถสภาไม่ใช่ธุรกิจครอบครัวแล้วแต่เป็นบริษัทมหาชน ครึ่งหนึ่งของคณะกรรมการบริหารยังเป็นคนในครอบครัวอยู่ แต่อีกครึ่งคือนักบริหารมืออาชีพเป็นตัวเทพระดับประเทศ

การเปลี่ยนธุรกิจจากที่เคยบริหารแบบครอบครัวมาเป็นแบบมืออาชีพยากไหม

ไม่ยากเลย เพราะเรามีทีมที่ดี ทั้ง คุณกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ ซึ่งมีประสบการณ์จากยูนิลีเวอร์ (ประเทศไทย) และธนาคารไทยพานิชย์ มาร่วมเป็นที่ปรึกษาและคณะกรรมการ และ คุณวรรณิภา ภักดีบุตร มาเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผมเลยสบาย ไม่ต้องทำอะไรมาก

หลักการของเราคือ เราจ้างคนเก่งมาทำงานไม่ใช่ไปสั่งเขา เราจะได้ฟังและสนับสนุนเขา เรื่องไหนที่เราจำเป็นต้องนำเราก็นำ แต่ถ้าไม่จำเป็นก็ปล่อยให้เขานำ เป็นหลักการบริหารแบบเต๋า คือ บริหารโดยไม่บริหาร

ถ้าปล่อยให้คนอื่นนำ ทำยังไงให้คุณยังมีตัวตนในองค์กร และไม่เกิดปัญหาลูกน้องข้ามหน้าข้ามตาเบอร์หนึ่งในองค์กรอย่างคุณ

บางครั้งเราก็ต้องปล่อยให้เขาข้ามหน้าข้ามตา ซึ่งผู้บริหารทั่วไปไม่ค่อยทำ หลายครั้งที่เราลดตัวตนเพราะรู้ว่าลูกน้องเรามีตัวตน เวลาที่เราตั้งข้อสงสัยหรือเกิดคำถามบนพื้นที่การดูแลของเขา เขาจะรู้สึกทันทีว่ากำลังมีคนไม่ไว้ใจในสิ่งที่เขาชำนาญ เมื่อเราจับความรู้สึกได้ว่าบางเรื่องเขาต้องการให้เราปล่อยเขา เราก็ต้องปล่อย

ในเรื่องที่เขาควรปรึกษา แต่เขาไม่มาปรึกษา ต้องถามว่าผลลัพธ์ที่เกิดดีไหม ถ้าดีก็อย่าไปยุ่ง ทำให้ชีวิตเราสบายขึ้นเสียอีก ถ้ามัวแต่อีโก้ว่าทำไมข้ามหน้าข้ามตา ไม่ปรึกษาเรื่องนี้ แล้วไง อีกหน่อยเขาส่งทุกอย่างมาปรึกษาหมด เราไม่ตายเหรอ ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น บริหารแบบเต๋านี่แหละ ปล่อยวางตัวตน แต่ไม่ใช่ไม่มีตัวตน ยังโกรธคนเป็น ยังมีเรื่องที่ทนปล่อยผ่านไม่ได้ เช่น การออกแบบที่ไม่เข้าตา ลูกน้องจะปล่อยให้ผมตัดสินใจอนุมัติคนเดียว หรือเรื่องภาพลักษณ์องค์กร การออกแบบอาคารและห้องทุกอย่าง ผมดูแลคนเดียว ทุกงานในส่วนนี้ต้องมีลายเซ็นอนุมัติจากผม

คุณเลือกคนจากอะไร

การเลือกคนสำคัญมาก ถ้าเราเลือกถูก สิ่งถูกอื่นๆ จะตามมา เพราะจะมีคนอยากมาทำงานกับคนเก่งเหล่านี้ ผมอยากทำงานกับคนดี ไม่ใช่ฉลาดแต่มีพลังด้านลบทั้งต่อตัวเอง ต่องานที่ทำ และเพื่อนร่วมงาน โชคดีที่ยังไม่เจอใครแบบนั้น ผมได้สัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น ยังมีพนักงานอีกมากมายที่เรามองไม่เห็น เขาลือกันว่าคนสวยๆ ก็เยอะ แต่ไม่เห็นให้ผมสัมภาษณ์ ให้ผมสัมภาษณ์คนสวยๆ บ้างก็ดีนะ ไม่ต้องเป็นผู้บริหารระดับสูงมากก็ได้ (หัวเราะ)

ลูกน้องแบบไหนที่คุณรักที่สุด

ผมเชื่อในความแตกต่างของคน แต่ละคนมีจุดอ่อนจุดแข็ง มีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน ผมชอบทีมเวิร์ก ไม่ว่าจะเป็นที่โอสถสภาหรือ ม.กรุงเทพ เป็นทีมที่เก่งมาก ผมไม่มีการเลือกในใจว่าชอบลูกน้องแบบไหน แต่ผมชอบคนที่ตรงไปตรงมา มีสามัญสำนึก พูดจารู้เรื่อง รับฟัง และเข้าใจสิ่งที่เราสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและฉับพลัน คนฉลาดและมีไหวพริบประมาณหนึ่งจึงมักทำงานด้วยกันได้ แต่ฉลาดเกินตัวก็ไม่เวิร์ก เราไม่ชอบบรรยากาศที่มีใครสักคนคิดว่าตัวเองฉลาดคนเดียว

คุณเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

ปล่อยวาง เราเชื่อมือคนที่เก่งกว่าเรา แต่จะไม่ปล่อยวางในสิ่งที่เรารู้สึกว่าไม่ควรปล่อยให้เป็นแบบนั้น

คุณเอาความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในการบริหารงานยังไง

ความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริงเป็นวิธีการแก้ปัญหา สำหรับผมงานออกแบบมาทีหลังเลย ผมเริ่มจากคิดกลยุทธ์ตามปัจจัยภายนอกและภายในของปัญหานั้น แน่นอนว่ามีเรื่องรสนิยมเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่รสนิยมก็มาทีหลัง ยกตัวอย่าง ผมเริ่มจากศึกษาว่าคนอื่นทำอะไรบ้าง ประเทศเราขาดอะไร คนต้องการอะไร จุดแข็งของเราคืออะไร สิ่งที่ทำแล้วจะแตกต่าง จะทำอย่างไรให้คนสนใจ เป็นต้น อย่างน้อยจะต้องสรุปกระบวนการเหล่านี้ให้ได้ก่อนไปถึงขั้นตอนการออกแบบ

กับงานบริหาร เมื่อวิเคราะห์ประเด็นปัญหาผมจะฟังวิธีการของแต่ละคนก่อน ปัญหาและข้อจำกัดที่มีจะทำให้พบทางแก้ไขที่ใหม่และสร้างสรรค์ ต้องยอมรับว่าคนที่นี่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ มากกว่าเรา คำว่าสร้างสรรค์จึงไม่ใช่การทำเรื่องเท่หรือดูสวยงาม แต่คือวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผล และการคิดวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลส่วนใหญ่ จำเป็นต้องแตกต่างไปจากวิธีการที่เคยมีคนคิดทำกันมา และเหมาะสมกับวัตถุประสงค์หรือประเด็นปัญหาที่ต้องการทำให้เกิดขึ้น นอกจากงานบริหาร ผมมีหน้าที่ดูภาพรวมและให้ความเห็นงานออกแบบบรรจุภัณฑ์ซึ่งเป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์อีกแบบ

ถือว่าคุณเป็นผู้บริหารที่ชอบแหกกฎหรือคิดนอกกรอบไหม

ไม่ได้ตั้งโจทย์ว่าต้องนอกกรอบ บางเรื่องเราก็ประยุกต์จากสิ่งที่เคยมีคนทำมาแล้ว ปรับใช้จนกลายเป็นทางแก้ที่พอดี โดยไม่ได้คิดว่าต้องนอกกรอบ ผมรู้สึกว่าการคิดจะทำสิ่งที่แตกต่างจากคู่แข่ง นั่นคือการทำนอกกรอบแล้ว ซึ่งเกิดจากหลายคนในทีมช่วยกันตกผลึกจนได้วิธีการที่ใหม่

ถ้ามีสินค้าที่มั่นใจว่าทำออกมาแล้วขายดีแน่นอน แต่วิธีการทุกอย่างซ้ำซากน่าเบื่อและเหมือนคู่แข่ง คุณจะทำไม

ไม่ทำแน่นอน (ตอบทันที)

เพราะ

เคยมีเหตุการณ์ที่เราเห็นว่าแบรนด์คู่แข่งมีสินค้าแบบนี้และเราควรจะต้องมีบ้าง โดยที่เราหาข้อแตกต่างเพียงพอแล้ว แต่มันยังไม่เพียงพอ เราจงใจที่แตกต่างโดยนึกไม่ถึงว่าแบรนด์คู่แข่งเองก็มีกลยุทธ์ที่ซ่อนไว้ เราไม่คิดเลียนแบบ นักการตลาดที่ดีเขาไม่ทำกันหรอก ถ้าสิ่งที่ทำไม่แตกต่างคุณไม่มีทางขายได้แน่นอน

ทฤษฎีการตลาดข้อไหนที่คุณไม่เชื่อหรือไม่ชอบเลย

ผมเป็นนักเรียนที่แย่มาก จบการตลาดมาโดยไม่ได้ตั้งใจเรียนเท่าไหร่ จำได้แค่ Marketing Concept ที่บอกว่าลูกค้าคือพระเจ้า หรือ 4P Product Price Place Promotion นอกนั้นซื้อหนังสือมาอ่านที่หลัง ผมไม่เชื่อทฤษฎีที่ใครคิดและเขียนลงหนังสือเพื่อให้คนอ่านไปทำตามแล้วจะประสบผลสำเร็จ แต่ผมเชื่อเรื่องที่คุณต้องทำก่อน สำหรับผม หลักการตลาดคือการใช้จิตวิทยามนุษย์ที่มีการพิสูจน์แล้ว ไม่มีทฤษฎีใดที่ผมยกย่องเป็นพิเศษหรือไม่เชื่อเลยอย่างสิ้นเชิง ผมคิดว่าเรื่องนี้อยู่บนพื้นฐานของสามัญสำนึกของมนุษย์

ความยากของการบริหารองค์กรอายุ 128 ปีคืออะไร

ความยากคือการเปลี่ยนแปลง เมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้วเราเป็นบริษัทที่มีโครงสร้างองค์กรหลายชั้นมาก อ่านชื่อตำแหน่งแล้วเข้าใจว่าเป็นหน่วยงานราชการเลย เรื่องวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ไม่ชัดเท่าวันนี้ ปัจจุบันเราเปลี่ยนไปมากแล้วแต่ก็ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกเยอะ

การทำกำไรสูงสุดถือเป็นเป้าหมายของคุณไหม

ไม่ใช่เป้าหมายส่วนตัว แต่การเป็นบริษัทมหาชนปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องทำยอดขายและกำไรให้โตขึ้นด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และรักษาส่วนแบ่งตลาดของผลิตภัณฑ์ที่อยู่มานานให้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับบริษัทที่เติบโตมาขนาดนี้ ทั้งยากที่จะโตไปกว่านี้และการที่จะรักษาตลาดไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

แล้วเป้าหมายส่วนตัวของคุณคือ

คำถามนี้ผมก็ไม่เคยถามตัวเอง แต่เคยมีที่ปรึกษาบอกผมว่า เขารู้ว่าผมไม่ได้อยากทำสิ่งนี้ไปจนตาย แต่อย่างน้อยควรจะอยู่ตรงนี้อีกสัก 5 ปี ซึ่งผมก็หวังว่าโอสถสภาจะเติบโต แข็งแรง ยั่งยืน มั่นคง โดยไม่ต้องพึ่งเรา แต่เราไม่ได้คิดว่าจะไม่อยู่ตรงนี้นะ เรายังไม่คิดถึงตรงนั้น แต่ผมมีสิ่งอยากทำมากมาย เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เป็นโครงการส่วนตัวที่กำลังทำอยู่

การบริหารองค์กรที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอย่างโอสถสภาและมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทำให้ชีวิตยากขึ้นหรือง่ายขึ้น

ยากขึ้น แต่ก็สนุกดี โดยส่วนตัวผมไม่ได้อยากมาบริหาร แต่เมื่อกระโดดมาทำหน้าที่แล้วก็มีความรับผิดชอบมากพอ ตอนเริ่มบริหาร ม.กรุงเทพ มีอาจารย์มาสารภาพว่า เขาคิดว่าผมคงทำงานได้ไม่เกิน 2 ปี แต่นับจนถึงตอนนี้ผมอยู่เบื้องหลัง ม.กรุงเทพ มา 20 ปีแล้ว และยังคงทำงานอยู่ ผมเชื่อว่าผมยังทำงานต่อไปได้เรื่อยๆ ตราบใดที่รักษาสมดุลในชีวิตพร้อมๆ กับบรรลุเป้าหมายส่วนตัว

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่ามหาวิทยาลัยไม่ใช่ธุรกิจที่เป็นดาวรุ่งอีกต่อไป ทำไมคุณถึงเชื่อแบบนั้น

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในวงการการศึกษาทั่วโลก ที่สหรัฐอเมริกามีนักวิชาการวิเคราะห์ว่า มหาวิทยาลัยจำนวนมากจะหายสาบสูญไปจากโลกนี้ อย่างน้อยๆ ก็ในสหรัฐ ที่ไทยผมก็คิดแบบเดียวกัน

ในอนาคตคนจะไม่เชื่ออีกต่อไปว่าการเรียนปริญญาโท-เอก หรือแม้แต่ปริญญาตรีเป็นสิ่งจำเป็น จากสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ บริษัทชั้นนำหลายๆ แห่งในโลกไม่ได้ตัดสินรับคนเข้าทำงานจากวุฒิการศึกษาอีกต่อไป แต่พิจารณาจากเรื่องอื่นๆ เป็นหลัก ผมมองว่าสถานการณ์ของสถาบันการศึกษาจะถดถอยเพราะคนเรียนน้อยลง จึงไม่แปลกใจหากมหาวิทยาลัยในโลกจะล้มหายตายจากหรือปรับขนาดให้เล็กลง แม้วันนี้มหาวิทยาลัยกรุงเทพจะยังเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่แข็งแรงที่สุด เราก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ ถ้าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงหรือลดน้ำหนักตัวเองเราก็ต้องทำ ที่โอสถสภาเราก็ทำเพื่อให้บริษัทแข็งแรงอยู่ได้ต่อไป ถือเป็นเรื่องปกติในโลก

การออกแบบอาคารและบรรยากาศที่ดีทั้งที่โอสถสภาและ ม.กรุงเทพ ส่งผลต่อชีวิตผู้คนยังไง

ก่อนหน้านี้ผมดูงานของมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งในโลก ให้ความสำคัญกับทัศนียภาพของสวนสาธารณะที่เอื้อให้นักศึกษาอยากมาใช้ชีวิต เราไม่ได้ทำตึกสวยเพื่ออะไรไปมากกว่าอยากให้นักศึกษาอยากมาเรียน ผมเชื่อว่าการมีบรรยากาศที่ดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือทำงาน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พนักงานอยากมาทำงาน อยากสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้องค์กร ยิ่งขับเคลื่อนที่ทำให้กลายเป็นองค์กรและสถาบันสร้างสรรค์

ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เจอจากการเป็นผู้บริหารมาอย่างยาวนานคืออะไร

เรื่องแรกคือ การเจรจากับผู้คน เรื่องที่สองคือ การบังคับให้ตัวเองมาประชุมทุกวัน สิ่งนี้เป็นปัญหา เพราะตัวตนที่แท้จริงของผมผมชอบอ่านหนังสืออยู่บ้าน ตอนนี้กำลังสนใจเขียนเรื่องสั้น ผมเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงเป็นเหมือนกันที่ทำบางอย่างได้ดีทั้งๆ ที่ไม่ใช่ธรรมชาติของตัวเอง

อุปสรรคแบบศิลปินคือการทำตัวเองให้มีวินัยและกระตือรือร้นที่จะมาออฟฟิศแบบคนอื่นเขา ยิ่งในยุคที่ทุกคนก็อยากเป็นตัวของตัวเอง ทุกคนบอกว่าเราโชคดีที่มีทุกอย่างบนโลกนี้ แต่ความจริงไม่ใช่ ผมโชคร้าย ผมมีทุกอย่างได้ แต่ผมไม่สามารถใช้ชีวิตแบบที่ควรจะใช้ได้ เหล่านี้กลับกลายเป็นอุปสรรค ผมอิจฉาเพื่อนที่เกษียณแล้วเลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน นอกจากผมจะไม่มีหลาน ผมยังไม่มีโอกาสที่ทำสิ่งที่ชอบจริงๆ

ผู้บริหารนักคิดอย่างคุณเวลาคิดอะไรไม่ออก คุณมีวิธีแก้ปัญหายังไง

ไม่เคยคิดอะไรไม่ออก แต่ไม่ได้หมายความว่าคิดออกตลอดเวลานะ เพียงแต่ว่าตอนคิดไม่ออกผมไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหา ผมคุ้นเคยกับการอยู่กับปัญหาและรอคอยเวลาที่จะตกผลึก เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องเรียนรู้ คำตอบไม่ได้มาทุกวัน เดี๋ยวมันก็มาเอง บางทีไม่ต้องทำอะไร ปัญหาก็คลี่คลายไปเอง จากปัจจัยบางอย่างเปลี่ยนไป หรือมีคนเข้ามาช่วยกระตุ้นจนเกิดทางออก ไม่เคยวิตกจากการที่ขบคิดปัญหาไม่ออก ไม่เคยคิดว่าไม่มีทางออก ไม่เคยคิดว่าถึงทางตัน ทางออกมีเสมอ โอกาสมีเยอะแยะ แต่เราต้องรอให้ตกผลึกถึงจะได้คำตอบที่ดีที่สุด รีบคิดทันทีเดี๋ยวนี้เลยคงไม่ใช่ เพราะอาจจะไม่ได้คำตอบที่แท้จริง ยังไม่สุกงอม ต้องทีละนิด ผมคิดอะไรทีละนิด แต่งเพลงทีละ 4 บรรทัด นานๆ ทีถึงจะได้ทั้งเพลง

อะไรคือเรื่องที่คุณสอนลูกน้องเสมอ

ไม่เคยต้องสอนลูกน้องเลย คงต้องถามว่า อะไรคือสิ่งที่ลูกน้องสอนผมมากกว่า เพราะพวกเขาเก่งกว่าผมอีก เราใช้วิธีเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เรียนรู้จากข้อมูลที่เขามานำเสนอ และจากสิ่งที่มองเห็น

ไม่รู้ทำไม ผมไม่เคยสอนหนังสือที่ ม.กรุงเทพ เลยนะ มหาวิทยาลัยอื่นๆ ชวนไปสอนหรือพูดคุยกับนักศึกษาบ้าง เป็นไปได้ว่าอาจารย์ที่ม.กรุงเทพอาจจะกลัวเราไปแย่งงานเขา เดี๋ยวเขาตกงาน (หัวเราะ)

ถ้าต้องไปเปิดคอร์สพิเศษที่ ม. กรุงเทพ วิชาที่อยากสอนคือ

คงไม่เป็นวิชาที่มีในโลก เพราะจะเป็นการพูดคุยระหว่างกันโดยไม่มีรูปแบบ ไม่มีการกำหนดหัวข้อ แล้วแต่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หรืออาจมีหัวข้อเล็กๆ ในเรื่องที่ผมถนัด เช่น วิธีใช้ความคิดสร้างสรรค์แก้ปัญหาใดๆ ก็ตามในชีวิต

นักศึกษาจะได้อะไรจากห้องเรียนพิเศษนี้

ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่ยึดในทฤษฎี ไม่มีหลักสูตรว่าต้องเป็นอย่างไร เด็กจะเรียนรู้วิเคราะห์ปัญหา หาคำตอบ ไม่ถึงกับวางกลยุทธ์ได้ แต่รู้วิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุด

10 Questions Answered by Chairman of the Executive Committee and CEO of Osotspa

  1. ของในห้องทำงานชิ้นที่หยิบขึ้นมาโชว์แขกบ่อยที่สุด : งานศิลปะภาพวาดของ Sarah Morris
  2. เวลาต้องการพลังชีวิตคุณจะ : ดื่ม Shark สูตรไม่มีน้ำตาล
  3. ความสามารถพิเศษที่คนทั่วไปไม่รู้ : การเขียนนิยายและเรื่องสั้นมีนิยายที่เขียนเสร็จตั้งแต่ 7 – 8 ปีที่แล้ว และคิดอยากจะรวมเล่ม กับนิยายที่เขียนจบแล้ว 50 บท ช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งเราย้ายไปอยู่พัทยาชั่วคราว พอน้ำลดกลับมาก็ไม่มีแรงบันดาลใจเขียนต่อ
  4. จำนวนงานศิลปะที่สะสม : 600 ชิ้น
  5. งานศิลปะชิ้นที่ฟินที่สุดตั้งแต่เก็บสะสมมา : ไม่มีชิ้นไหนเป็นที่สุด ถ้าให้ตอบต้องมีพื้นที่ให้พูดถึงนับสิบชิ้น
  6. เมืองที่ชอบ : ยุโรป ชอบพิพิธภัณฑ์และถนนหนทางความเป็นเมืองเก่าของยุโรป โดยเฉพาะลอนดอน
  7. กิจกรรมที่ชอบที่สุดในลอนดอน : ชอบเดิน Hyde Park จริงๆ แล้วชอบเดินสวนสาธารณะของทุกเมือง
  8. แบรนด์ลูกของโอสถสภาที่คุณรักที่สุด : ยากฤษณากลั่น ตรากิเลน แก้ท้องเสียได้ดี และ Shark สูตรไม่มีน้ำตาล ดื่มได้ทุกวัน ดื่มแล้วมันสดชื่น ผมเป็นเบาหวานก็กินสูตรไม่มีน้ำตาลได้
  9. เราจะได้ฟังเพลงชุดที่ 3 เมื่อไหร่ : ถ้ามีโอกาสก็อยากจะปัดฝุ่นเพลงเก่า อาจจะรวมเป็นตอนพิเศษหรือปล่อยใน YouTube ถ้าให้ออกอัลบั้ม 3 เลยอาจจะยาก คงทำซิงเกิลออกมาก่อน ขนาดเพลงชุดที่ 2 ยังไม่ได้อยู่ใน Spotify เลย ที่ช้าเพราะเราไม่มีค่ายเพลง เราทำเอง ตอนนี้กำลังหาทางส่งเพลงเก่าเข้าไปอยู่ใน Spotify
  10. คุณจะทำเพลงถึงอายุเท่าไหร่ : ผมตั้งใจออกอัลบั้มใหม่ทุก 20 ปี ครั้งต่อไปก็ตอนอายุ 80 (หัวเราะ)

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load