ธุรกิจมีขึ้นมีลงตามวัฏจักรของมันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็กก็ตามที กระทั่งบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC แบรนด์เคมีภัณฑ์ระดับโลกของไทย ก็ยังต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลก พร้อมรับมือกับแรงกดดันจากผู้บริโภคซึ่งคาดหวังว่าผู้ผลิตทั้งหลายจะพัฒนาสินค้าที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ

ในยุคก่อน COVID-19 พลาสติกถูกแบนจากสังคมจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องการบริหารจัดการขยะ ทั้งที่พลาสติกมีประโยชน์อย่างมากกับการดำรงชีวิตที่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมน้อยลง นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของนวัตกรรมแห่งอนาคต 

จนเมื่อโลกเผชิญกับโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเจอมาก่อนนี้ บทบาทของพลาสติกจึงยิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้นสำหรับสุขอนามัยของผู้คน และกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความมั่นคงด้านสาธารณสุขและการแพทย์ไปโดยปริยาย ซึ่งพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินค้าหลักที่ GC ผลิตเท่านั้น แกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ยังครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อะโรเมติกส์ โอเลฟินส์ โพลิเมอร์ เอทิลีนออกไซด์ เคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ฟีนอล และ Performance Materials & Chemicals

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GC ยังคงเชื่อในคุณค่าหลักขององค์กรที่ปลูกฝังให้คนกล้าคิด กล้าทำ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เขาเห็นว่าไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้จะมีพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ แต่ธุรกิจพลาสติกเดิมก็จะยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นเพื่อการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานนับพันรายของ GC ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องแม้จะปรับใช้กับกระบวนการทางธุรกิจของตนเองมานานแล้วก็ตามที 

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

The Cloud ได้พูดคุยกับกัปตันทีมผู้เชื่อเรื่ององค์ความรู้และรักการอ่านหนังสือทุกประเภทเมื่อมีเวลาว่าง และทราบว่ากำลังจะมีงาน GC Circular Living Symposium 2020 ที่ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังจะจุดประกายให้ภาคธุรกิจและคนในสังคมได้เห็นประโยชน์ที่นำไปสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง มีผู้ที่ปฏิบัติจนประสบความสำเร็จแล้วจริงๆ จากทั่วทุกมุมโลกมารวมเอาไว้ในงานเดียว 

ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

ตอนนี้เวลาพูดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ใครๆ ก็หยิบยกเรื่อง Climate Change มาพูด GC มีมุมมองเรื่องความยั่งยืนอย่างไร

ผมว่าการให้ความสำคัญกับเรื่อง Climate Change เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ความยั่งยืนที่เราเชื่อและทำมาโดยตลอดมันครอบคลุมทุกส่วนอยู่แล้ว มาถึงวันนี้มันไม่ได้เปลี่ยนไป ความยั่งยืนคือการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม 

อย่างด้านเศรษฐกิจ เรามองว่าไม่ได้จะเน้นกำไรอย่างเดียว จริงอยู่ที่การทำธุรกิจต้องมีกำไรอยู่แล้ว แต่กำไรต้องครอบคลุมทุกส่วนมากขึ้น เพราะมันไม่ได้มีแค่เราแต่ต้องคิดถึงคนอื่นด้วย ช่วงที่ COVID-19 ส่งผลกระทบนี้ไปถึง ซัพพลายเออร์และลูกค้าของเรา เราก็ต้องพาเขาไปด้วยกันให้ได้ ถ้าจะทำธุรกิจอย่างยั่งยืน คนในห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทานจะต้องไปด้วยกันได้ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งโลกอยู่แล้ว ถ้าเราอยู่ดีแต่คนอื่นไม่ดี มันก็ไปต่อไม่ได้ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ของเราก็เกี่ยวพันกับอีกร้อยพันองค์กรครับ เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้ยาว เพื่อจะอยู่กันยาวๆ 

อย่างด้านสังคม บ้านของเราก็คือที่โรงงานในจังหวัดระยอง เราก็ต้องดูแลสังคมในระยองด้วย ไม่ว่าจะระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น การดูแลพวกเขาก็ต้องยั่งยืน ไม่ใช่การเอาเงินไปให้ แต่ต้องทำให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่เราช่วยประคองเขาด้วยการช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มโควต้ารับคนระยองมาทำงาน สนับสนุนภาคการศึกษา ช่วยด้านประมงหรือเกษตรกรรม ใช้ความรู้ของเราไปสอนเขาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรง 

ในส่วนของสิ่งแวดล้อม เราใส่ใจกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) สิ่งที่ GC เน้นคือ Climate Change และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สิ่งที่เราทำอยู่ต้องมีผลต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญด้วยหลักการของ Circular Economy นี่ล่ะครับ 

แล้วทาง GC ทำเรื่อง Circular Economy อย่างไร

เรามีแนวคิดที่สำคัญคือ Chemistry for Better Living นี่เป็นวิสัยทัศน์สำคัญที่อธิบายเรื่องความยั่งยืนได้ เราทำเคมีภัณฑ์เพื่อให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มีการเดินทางสะดวก มีสุขอนามัยต่างๆ ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ คำว่า Chemistry ยังไม่ได้หมายถึงเรื่องของเคมีภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงเคมีระหว่างกัน การอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนของสังคมกับสิ่งแวดล้อมด้วย เกิดเป็น Better Living

หลักการทำ Circular Economy ของ GC แบ่งออกเป็นสามเรื่องครับ เรื่องแรกคือ Smart Operating เราต้องทำงานอย่างฉลาดเพื่อลดการใช้ทรัพยาการ ลดการปล่อยของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบให้น้อยลง ประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งชี้วัดได้จากกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยลง ไม่ว่าใครก็เอาไปปรับใช้ได้

เรื่องที่สองคือ Responsible Caring ซึ่ง GC มีสินค้าที่ครบวงจร ถ้าเป็นพลาสติกจากปิโตรเคมี ก็จะเอาไปรีไซเคิลหรืออัพไซเคิลได้ ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพ พอเอาไปทิ้งในดินก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ นี่เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำของเหล่านี้ออกมา หรือสำหรับในชีวิตประจำวัน อาคารต่างๆ ที่ออกแบบหรือก่อสร้างโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง หรือใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีความคงทนแข็งแรง ก็ถือเป็น Responsible Caring เช่นกัน

และเรื่องที่สาม Loop Connecting เป็นการสร้างแนวร่วมเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดี ถ้าเราทำสองอย่างแรกมันก็ดีครับ แต่ถ้าทำกันไม่มากพอ ผลลัพธ์ก็จะอยู่ในวงจำกัด เราจึงต้องสร้างองค์ความรู้ให้กับแนวร่วม เราเริ่มจากปลายน้ำก่อน จากเล็กไปใหญ่ หลายปีที่แล้วเราช่วยกันเก็บขยะพลาสติกจากทะเล เอาไปผ่านขั้นตอนการีไซเคิลและอัพไซเคิล เป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (Recycled Polyester) ก่อนนำไปผสมกับเส้นใยฝ้าย (Cotton) และเส้นใยซิงค์โพลิเอสเตอร์รีไซเคิล (Antibacterial Polyester Zinc) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นอับเวลาสวมใส่แล้วนำไปถักทอโดยชาวบ้านชุมชนคุ้งบางกะเจ้า เป็นจีวรรีไซเคิลสีพระราชนิยมที่นุ่งห่มสบาย ไม่ยับง่าย และแห้งไว นี่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเลย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

ปลูกฝังคนในองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เห็นความสำคัญเรื่องนี้อย่างไร

GC เกิดจากการควบรวมสี่บริษัทที่มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน เราก็เลยต้องทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเลย เราทำงานด้วยกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กรและคุณค่าหลักขององค์กรร่วมกันสี่เรื่อง มีเรื่องหนึ่งที่เป็นคุณค่าหลัก คือเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน อันนี้เราปลูกฝังและปรับมาใช้เรื่อง Circular Economy ด้วย 

ถ้าเรามองเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มันจึงจะเกิดได้ ตอนนี้เรามีแนวร่วมกับบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของเราที่เชื่อเรื่องความยั่งยืนเหมือนกัน สุดท้ายทำแล้วต้องเป็นธุรกิจให้ได้ อย่างตอนนี้ GC ก็ร่วมมือกับกลุ่มไทยเบฟ ผลิตบรรจุภัณฑ์ให้เขาซึ่งก็ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ หรืออย่างธนาคารกสิกรไทยกับเครือไทยยูเนี่ยนก็จับมือกับเราเช่นกัน

ก่อนหน้านี้คนมองว่าพลาสติกเป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม 

ผมคิดว่าพลาสติกเป็นของที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมนะครับ เช่น ภาชนะต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องไปตัดต้นไม้มาใช้ ปัญหาจริงๆ คือเราทิ้งมันไม่ดี ทิ้งลงไปตามท่อบ้าง ทิ้งบนพื้น ขยะเหล่านี้ก็ถูกพัดพาลงแม่น้ำ ลงทะเล พอลงทะเลปลาก็มากิน สะท้อนว่าปัญหาอยู่ที่การจัดการ

ก่อน COVID-19 เราพยายามสื่อสารไปทุกส่วนว่าวิธีแก้ปัญหาจะต้องมีทางออกเพื่อทุกคน ใครอยากใช้พลาสติกก็ต้องหาทางให้เขาทิ้งได้อย่างถูกต้องเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ต่อ หรืออาจมีอีกทางเลือกคือไบโอพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ ตอนนี้พอเกิดโรค COVID-19 คนก็กลัว การนำพลาสติกกลับมารีไซเคิลก็น้อยลง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัย เราก็เลยมองว่าความเข้าใจเรื่อง Circular Economy เป็นสิ่งจำเป็น ต้องมีวิธีทำให้คนช่วยกันมากขึ้น อย่างล่าสุดเราไปร่วมมือกับภาครัฐและผู้ให้บริการจัดส่งอาหารในการช่วยลดขยะพลาสติกซึ่งเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ในแอปพลิเคชันมีให้เลือกได้ว่าจะใช้บรรจุภัณฑ์ไบโอพลาสติกหรือไม่ มีทั้งหลอด ภาชนะ และช้อนส้อม ทุกคนต้องช่วยร่วมมือกันแบบนี้ 

นี่เป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับ GC Circular Living Symposium 2020 คุณคาดหวังกับงานนี้แค่ไหน

เราต้องการทำให้สังคมเห็นว่าเรื่อง Circular Economy นี้ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี มีองค์ประกอบสามสี่อย่างที่ทำให้งานนี้แตกต่างจากงานอื่น อย่างแรกก็คือ แนวร่วมและพันธมิตร นี่ไม่ใช่แค่งานที่ GC มาบอกว่าเราทำอะไรบ้าง แต่เป็นที่ที่เราให้แนวร่วมที่เป็นทั้งคู่ค้า ผู้นำความคิด กระทั่งเยาวชนก็มาร่วมงานด้วย 

อย่างที่สองคือ นวัตกรรม มีสินค้าที่ผลิตด้วยแนวคิด Circular Economy ออกมาให้เห็นกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิด 

อย่างที่สามคือ ธุรกิจ ทุกคนในงานจะมาคุยกันว่าทำอย่างไรให้เรื่องนี้เป็นธุรกิจขึ้นมาได้จริง 

และเรื่องสุดท้ายคือ ระบบนิเวศ ที่จะแสดงให้เห็นว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร สินค้าและโมเดลธุรกิจจะเป็นอย่างไรนับจากนี้ GC ยังมีพันธมิตรระดับโลกอย่าง National Geographic มาร่วมงานด้วย เขาจะมาโชว์ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้คนในงานเห็นผ่านโลกออนไลน์ด้วย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

งานปีนี้จะต่างจากปีที่แล้วอย่างไร

ปีที่แล้วเราสร้างการตระหนักรู้ให้คนเห็นความสำคัญของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ปีนี้เราจึงทำให้เห็นการปฏิบัติได้จริงมากขึ้น ทำให้เห็นชัดไปเลยว่าเป็นอย่างไร เพื่อจุดประกายให้ทุกคนเห็นตัวอย่าง เกิดไอเดียเลยว่าถ้าเราอยากทำเรื่องนี้ จะประยุกต์กับธุรกิจและชีวิตของเราอย่างไร 

ที่น่าทึ่งคือมีผู้นำความคิดหลายสิบคนที่เป็นตัวจริงในแต่ละด้าน ตั้งแต่ Startup ไปจนถึงธุรกิจใหญ่ๆ จะมาแชร์ว่าเขาเอาแนวคิด Circular Economy ไปใช้ในองค์กรอย่างไร สร้างความเชื่อมโยงในรูปแบบไหน เราอยากให้ทุกคนได้เห็นว่าแนวคิดนี้ถูกนำไปทำให้เกิดผลได้อย่างไร เมื่อมีคนเอาไปต่อยอด เราก็ช่วยพวกเขาให้ไปทำต่อ ทำแล้วติดขัดตรงไหนหรือไม่เข้าใจก็กลับมาคุยกัน เรามีเครือข่ายทางธุรกิจต่างๆ ที่พร้อมช่วยเหลือเพื่อขยายผลเรื่องนี้ออกไป

จากนี้โลกของพลาสติกจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ทุกวันนี้ธุรกิจก็พยายามทำผลิตภัณฑ์ให้บางลงแต่แข็งแรงขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น ทิศทางของพลาสติกคือคนต้องการคุณภาพที่ดีขึ้น ลดปริมาณการใช้ลง อนาคตจะเป็นเรื่องของคอมโพสิต (วัสดุที่มีองค์ประกอบจากเคมีที่แตกต่างกันตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมาผสมกัน) มากขึ้น ไม่ใช่แค่โพลีเมอร์อย่างเดียว มีทั้งนาโนคาร์บอนและไฟเบอร์ต่างๆ การหลอมรวมวัสดุต่างๆเข้าด้วยกันให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น จะเป็นเทรนด์นับจากนี้ไป อย่างรถยนต์ไฟฟ้าที่จะใช้กัน น้ำหนักต้องเบา มันก็ต้องอาศัยวัสดุพวกโพลีเมอร์มากขึ้น ยางก็จะเป็นยางสังเคราะห์มากขึ้น เราจึงต้องมีความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น นี่ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ 

สำหรับไบโอพลาสติกหรือพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนั้น GC ถือเป็นผู้ผลิตระดับโลก จึงเป็นส่วนเสริมทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จะมาแทนพลาสติกทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ ทิศทางของเราคือการก้าวไปสู่การทำสินค้าที่พิเศษมากขึ้น ลดความเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ Performance Product มากยิ่งขึ้น ถึงแม้อาจจะผลิตยากขึ้น กลุ่มลูกค้าก็อยู่ในวงจำกัด มีการใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อลดการแข่งขัน ซึ่งสุดท้ายก็จะช่วยลดปริมาณขยะลงและตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนอย่างชัดเจน

ผลิตของคุณภาพสูง ใช้ได้นาน อย่างนี้ผู้บริโภคก็จะซื้อไม่บ่อยนะครับ

เราก็หันไปผลิตอย่างอื่นแทนได้ครับ นี่เป็นความท้าทายของเรา ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ในโลกยังมีอีกมาก ไม่ใช่แค่พลาสติก ซึ่งปัจจุบัน ความต้องการใช้ก็ยังเยอะมาก การผลิตของอย่างเดิมมาสิบๆ ปี สักวันหนึ่งมันก็ต้องหายไป เป็นไปตามวัฏจักรธุรกิจ ของอย่างหนึ่งอยู่มาถึงช่วงหนึ่งก็จะเลิกไปเอง เดี๋ยวก็มีของใหม่มาแทน

วัฒนธรรมองค์กรแบบ GC เป็นอย่างไร

เราทำงานบนหลักคิดสี่อย่าง คือหนึ่ง กล้าคิดกล้าทำ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า สอง พัฒนาตัวเองและทำงานเป็นทีม สาม ทำงานเชิงรุกสนองความต้องการของลูกค้า สี่ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 

องค์กรเราผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ ทำเรื่อง Digital Transformation กันมาสักพักแล้ว ต้องปรับตัวให้เร็ว ทำงานร่วมกันโดยไม่ยึดกับไซโลที่แยกขอบเขตงาน และวัดผลงานความสำเร็จเฉพาะภายในหน่วยงานของตัวเอง ตอนนี้เราก็อยู่ระหว่างปรับองค์กร ผมพูดกับทุกคนว่าจะต้องพัฒนาทักษะใหม่กันหมด การที่ทำงานเดิมจนเก่งเป็นเบอร์หนึ่งในงานนั้นหลายๆ ปี อาจจะต้องเปลี่ยนไปลองทำงานอื่นดูบ้าง 

ผมไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นคนใหม่หรือคนเก่า ทุกคนสำคัญเท่ากัน เราอยู่ร่วมกัน คุณธรรมพื้นฐานต้องเหมือนกัน ต้องฟังคนอื่น กล้าคิดกล้าทำ แสดงความคิดเห็นได้ ทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะคนรุ่นไหนก็ต้องทำงานแบบนี้ ไม่จำเป็นที่คนรุ่นใหม่จะเป็นปัญหาเสมอไปนะ บางทีคนรุ่นเก่าก็เป็นปัญหาเสียเองเพราะว่าทำแบบเดิมมานาน แต่คนเก่าเขาก็มีข้อดีของเขาที่คนใหม่ยังไม่มี 

สไตล์การบริหารงานของคุณเป็นอย่างไร

ผมมีความเชื่อว่า การทำงานนั้นเราต้องมีความรู้ ความรู้ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าตำรานะ และผมก็ไม่เชื่อเรื่องการใช้แต่ประสบการณ์หรือคิดเอาเอง สมัยนี้มีองค์ความรู้เยอะมาก ต้องรู้ในสิ่งที่ทำอยู่ ใช้ความเก๋าอย่างเดียวไม่ได้

อย่างถ้าทำการตลาดก็ต้องรู้จักกระบวนการผลิตด้วย ทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐาน ผู้ใหญ่ที่จะขึ้นมาบริหารงานต้องรู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นก็จะโดนเด็กๆ โห่ได้ เวลาส่วนใหญ่ของผมใช้ไปกับการคุยกันครับ ส่วนใหญ่ก็ประชุมงาน คุยงาน หน้าที่ผมก็ต้องคุยกับคนนั้นคนนี้ให้เขาเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน 

สำหรับการบริหารองค์กร เรื่องคนนี่ยากที่สุดครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีองค์ประกอบที่ละเอียดอ่อนพอสมควร สุดท้ายองค์กรต้องเดินไปข้างหน้า เราต้องตัดสินใจ และไม่ใช่ทุกคนที่จะยินดีกับการตัดสินใจของเรา ซึ่งผู้บริหารต้องบริหารสมดุลเรื่องนี้ให้ได้

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

Questions answered by CEO of GC

ดื่มกาแฟไหม

เอสเปรสโซ่มัคคิอาโต้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมลองดื่มกาแฟเลย ปกติไม่ชอบเพราะดื่มแล้วจะมึน แต่จำได้ว่าไปลองกินที่ร้าน Monmouth ที่ลอนดอน อร่อยมาก เขาจะใส่น้ำตาลทรายแดงละเอียดๆ ลงไป 

เครื่องดื่มโปรด

ไวน์ครับ เป็นไวน์แดง ดื่มได้หมดทั้งไวน์ฝรั่งเศสและอิตาลีครับ แต่ละที่ก็มีข้อดีของมัน ไวน์ขวดละสองพันบาทดีๆ ก็มีนะครับ แต่ต้องเลือกหน่อย คนที่เราดื่มไวน์ด้วยก็จะช่วยเพิ่มรสชาติ บางครั้งไม่ดื่มไวน์ เราก็เลือกวิสกี้ครับ

งานแรกที่นึกถึงเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา

ปกติผมจะไม่แบ่งเวลาแบบนั้น เวลาทำงานผมก็รีแลกซ์ได้ เวลารีแลกซ์ก็ทำงานได้ ปกติจะเดินทางเยอะช่วงก่อน COVID-19 เราสามารถทำงานเมื่อไหร่ก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ มันอยู่กับเราได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างช่วง COVID-19 นี้ GC นี่เป็นที่แรกๆ ที่ปรับตัวเร็วมาก เรารู้อยู่แล้วโลกจะเป็นแบบนี้ไปอีกนาน ต่อให้ COVID-19 หายก็อาจจะมีโรคอื่นเกิดขึ้นมาได้ เราก็ทำให้พนักงานเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเราทำงานจากที่บ้านได้ ตอนนี้เราก็ให้คนสองในสามของบริษัททำงานจากที่บ้านและจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เดี๋ยวนี้เราประชุมได้ทุกที่อยู่แล้ว 

มีอยู่ทริปหนึ่งช่วงต้นปีที่ปกติผมต้องไปอังกฤษ ตอนนั้น COVID-19 ระบาดหนักมาก แม้เป็นธุระสำคัญ ต้องไปเจอคนนั้นคนนี้ สุดท้ายผมตัดสินใจไม่ไปดีกว่า ใช้การประชุมผ่านวิดีโอคอลและงานก็ผ่านไปได้ ได้ผลดีด้วย ถ้าเราไม่ทำก็จะไม่รู้ พอทำถึงรู้ว่ามันได้ผลดี 

การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ปรับความคิดยังไง

ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่าต้องทำธุรกิจให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มันยังบอกเราอีกว่าใครปรับตัวได้เร็ว ไม่ใช่แค่รอด แต่จะไปได้ดี ที่สำคัญคือ เราต้องปรับตัวให้เร็วกว่าคนอื่นให้ได้

เป็นคนที่วางแผนต่างๆ เป็นกระบวนการดี คุณซึมซับวิธีคิดแบบนี้มาจากไหน

ทุกอย่างที่หล่อหลอมผมมาจากพวกพระเอกในนิยายที่ผมอ่านครับ ผมอ่านทุกอย่าง ทั้งงานของไอแซค อสิมอฟ นี่ดีมาก หรืองานของแอน ไรซ์ ที่เขียนเรื่องแวมไพร์ หรือหนังสือกำลังภายในก็อ่านครับ มันให้แนวคิดที่ดีมาก มังกรหยกก็อ่าน แต่ผมชอบชอลิ้วเฮียง เป็นพระเอกที่สบายๆ ไม่ต้องฝึกอะไรมากแต่เก่ง

แล้วคุณเอ้กับชอลิ้วเฮียงเหมือนกันยังไง

ชอลิ้วเฮียงเป็นคนไม่ซีเรียส สบายๆ ช่วยปราบผู้ร้าย มีคุณธรรม

สิ่งที่ต้องทำก่อนนนอน

สวดมนต์ครับ ผมทำมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่ได้สวดอะไรเยอะแยะนะครับ สวดเสร็จแล้วก็นั่งเล่นเกมต่อ

ของที่ต้องพกติดตัวตลอด

โทรศัพท์ครับ ยังไงก็ต้องใช้ แล้วไอแพดกับแว่นตาด้วยครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สายตายาวแล้ว (หัวเราะ) 

หนังสือเล่มโปรดของคุณ

ผมอ่านหนังสือเยอะครับ มันจะมีเล่มที่ชอบในช่วงชีวิตหนึ่งแต่ไม่ได้มีเล่มโปรดตลอดกาล อย่างที่ชอบก็งานเขียนของอสิมอฟ เรื่อง Foundation ที่มีหลายตอน ได้อ่านต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่าสิบปี หรือของแอน ไรซ์ นี่ก็ล้ำลึกมาก ทำให้เรามีส่วนร่วมกับการตั้งคำถามของตัวละครหลักๆ ว่าเขาเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเพื่ออะไร ล่าสุดก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเรื่อง Salvation ของแฮมิลตัน

ถ้าต้องเขียนหนังสือเองบ้าง จะเขียนเกี่ยวกับอะไร

ถ้าจะเขียนก็คงเขียนพวกนิยายล่ะครับ คงไม่ได้เขียนพวกฮาวทูหรอกครับ

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

GC Circular Living Symposium 2020 : Tomorrow Together วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เวลา 8.30 – 15.30 น. ลงทะเบียนรับชมทางออนไลน์ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ https://bit.ly/3jPzR3G

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ตลอดการสนทนากับ คุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ที่บ้านกันตนาในย่านบางใหญ่ เขาบอกเราซ้ำๆ ถึงเรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิต อย่างการได้เกิดและเติบโตในครอบครัวกัลย์จาฤก ตระกูลผู้บุกเบิกและสร้างสีสันให้วงการบันเทิงบ้านเรามาตลอด 68 ปี

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เขากำลังทำและรับผิดชอบอยู่จะง่ายอย่างที่หลายคนคิด

โดยตำแหน่งแล้ว คุณเต้เป็นผู้อำนวยการ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ผู้บริหารที่มีเลือดศิลปินอยู่ในตัวเกินร้อย

คุณอาจคุ้นเคยกับภาพที่คุณเต้เป็นผู้บริหารทายาทรุ่นสามของกันตนา กรุ๊ป ผู้ปรับโฉมและนำพากันตนาอยู่รอดและไปต่อในยุคสมัยใหม่ ทั้งผ่านรายการชื่อดังอย่าง The Face Thailand และอีกหลากหลายรายการในช่องทางฉายที่มากมายเกินนิ้วมือนับ

หรือแม้กระทั้งลงทุนแปลงโฉมเป็นนางพญาในรายการ จนแฟนคลับพร้อมใจกันย้ายทีมมาอยู่ #ทีมคุณเต้

นอกจากวิธีคิด สายตาและสัญชาตญาณการหยิบจับเรื่องราวบันเทิงมาหีบห่อใหม่จนเป็นที่สนใจในสังคมอยู่เสมอ เราสนใจวิธีคิดและการทำงานในบทบาทผู้บริหารที่เป็นผู้บริหารจริงๆ ตัวตนอีกด้านของเขา ความอดทนระดับอนันต์ ความดื้อและความกล้าหาญที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง

ดีใจที่คุณเต้ตอบตกลงมาเป็นกัปตันทีมของเราในวันนี้

และดีใจยิ่งกว่าที่บทสนทนาระหว่างเราเข้มข้นและเฟียซสูสีภาพประกอบด้านบน

คุยเรื่องงานบริหารฉบับสตรวองของจริงกับ คุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก

สมัยเด็กๆ เคยโดนห้ามดูโทรทัศน์เหมือนเด็กคนอื่นมั้ย

ไม่เลย ตอนเด็กๆ ดูทีวีตลอด เกิดมาก็ดูแล้ว คุณเต้มักจะใช้คำนี้เสมอว่า I was born into it. หมายความว่า เกิดมาก็เห็นสิ่งที่คุณปู่ คุณย่า คุณพ่อและคุณแม่ ทำมาตลอด

การดูโทรทัศน์ของลูกหลานครอบครัวที่ทำหนังทำละคร จะสนุกเหมือนที่คนทั่วไปดูมั้ย

เพราะถูกสอนให้คิดและวิเคราะห์ตั้งแต่เด็ก คุณเต้เลยเป็นคนดูหนังและละครไม่ค่อยสนุก แทนที่จะรู้เรื่องราวว่าพระเอกนางเอกทำอะไร เราดูแล้วเราเห็นโปรดักชัน เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็กเลย คิดล่วงหน้าว่าแต่ละฉาก แต่ละตอน กำลังบอกอะไร หรือกำลังจะนำไปสู่เรื่องราวแบบไหน นั่นทำให้เราชอบดูหนังยากๆ หรือหนังที่ต้องใช้ความคิด เพราะเราจะไม่เห็นโปรดักชันอื่นๆ ทำให้ได้คิดอย่างอื่นบ้าง ได้มีอารมณ์ร่วมกับหนังบ้าง

ความรู้สึกของการอยู่ในบ้านหลังเดียวกับที่ใช้ถ่ายละครเป็นยังไง

เป็นเรื่องที่เจอเป็นประจำจนเราชินไปเอง จะมีอึดอัดบ้างเล็กน้อยถึงปานกลางเวลาที่เราต้องการความเป็นส่วนตัว แต่ความเคยชินก็ทำให้เราปรับตัวกับสิ่งต่างๆ ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน บางวันเปิดประตูห้องนอนออกมาก็เจอดารารุ่นใหญ่ๆ ยืนกันอยู่ บางทีก็เข้ามาถ่ายในห้องนอนเรา

และพอเราเป็นครอบครัวใหญ่ คุณปู่มีลูกหลานหลายคน ก็ทำให้มีลูกพี่ลูกน้องเยอะ การอยู่ร่วมกับคนจำนวนมากตั้งแต่เด็กทำให้เราไม่มีปัญหาเมื่อต้องไปเรียนหนังสือที่ต่างบ้านต่างเมือง กลายเป็นว่าปรับตัวได้เร็วเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ในหอพักหรือโรงเรียนประจำ

มีแอบคิดไหมว่าถ้าเราเป็นคนธรรมดาชีวิตอาจจะง่ายกว่าหรือสนุกกว่านี้

คิด มีช่วงหนึ่งที่หนีไปอยู่ต่างประเทศ จนกระทั้งเมื่อ 9 ปีที่แล้วเราถึงยอมกลับมา

ที่ผ่านมา เรามีความสุขกับการเป็นศิลปินอยู่ในวงการบันเทิงนะ แต่พอถึงจุดหนึ่ง เราก็รู้สึกว่าทำไมความกดดันมันสูงเหลือเกิน เช่น ร้องเพลง คนก็บอกว่า อ๋อ เป็นกัลย์จาฤกล่ะสิถึงทำได้ เราก็มีความรู้สึกว่ามันไม่แฟร์ ไม่อยากอยู่ ไม่ชอบการตัดสินแบบนั้น จริงๆ เราก็ไม่ได้ว่านะ เพราะเราเองก็เป็น เราก็ตัดสินคนไปก่อนที่จะรู้จักตัวเขาจริงๆ แต่การที่มีคนหมู่มาก หรือสาธารณะชนจำนวนมากมาตัดสินเรา เราก็รับมือไม่ไหว จนเรารู้สึกว่าเราป่วย อยู่ไปก็ไม่มีความสุข เลยตัดสินใจหนีไปจากตรงนั้นพักนึง

ผลของการหนีไปจากจุดที่ยืนอยู่ เหมือนหรือต่างจากที่คิดฝันแค่ไหน

จำได้เลยว่าเรามีความสุขกับชีวิตช่วงไฮสคูลมาก เราได้รับอิสรภาพ ได้รับโอกาสในการใช้ชีวิตที่หาซื้อไม่ได้ ก็มีกลับประเทศไทยบ้างช่วงนึง มาเล่นละคร ร้องเพลง ออกอัลบั้ม บริหารค่ายเพลงไปด้วยระหว่างที่เรียนอยู่ที่จุฬาฯ ก่อนจะพบว่าเราเริ่มป่วย มีเหตุการณ์นึงเป็นเรื่องเป็นราวซึ่งถ้าเรียนอยู่รุ่นเดียวกันจะจำได้ เราขึ้นไปร้องเพลงคลาสสิกบนเวที ความกดดันที่มีทำให้เราเกิดอาการหูดับไป 3 นาที จำไม่ได้และไม่ได้ยินว่าตัวเองกำลังร้องอะไรอยู่ แต่ก็ยังคงร้องต่อไปเหมือนวิญญาณออกจากร่าง พอเรียนจบเราก็กลับไปอยู่แอลเอและนิวยอร์ก จนกระทั้งคุณลุงสิ้น ก็คุยกับคุณพ่อว่าคงถึงเวลาที่จะกลับมาช่วยงานแล้ว

ตอนที่เจอกับเหตุการณ์ที่คนมาตัดสินเรา คุณอยากบอกอะไรพวกเขาบ้างมั้ย

ไม่เลย ตอนนั้นไม่ทันคิดด้วยซ้ำว่ามันไม่แฟร์ เราแค่รู้สึกว่าเรารับมือสิ่งนี้ไม่ได้ เพราะตัวเราเองยังไม่แข็งแรงพอ การย้ายตัวเองไปอยู่ที่อื่นทำให้คุณเต้ได้คุยกับตัวเอง ฟังดูเหมือนคนสติไม่ดีใช่มั้ย (หัวเราะ) พูดง่ายๆ คือ พอโตขึ้นเราก็เข้าใจตัวเราเอง แข็งแรงขึ้น รับมือกับเรื่องพวกนี้ได้

ถอดรหัสตำราการบริหารและตัวตนหลังโต๊ะทำงานของคุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้บริหารรุ่นที่สามของกันตนา ที่สตรวองจนคุณสะพรึง

ช่วงที่อยู่ต่างประเทศมีเหตุการณ์ไหนบ้างที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตและวิธีคิดของคุณ

คงเป็นเพราะเราได้เห็นสิ่งที่แปลกใหม่ ได้เห็นสิ่งที่ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา เห็นความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและบุกเบิกอยู่ตลอดที่นู่น ทำให้เราเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้เป็นคนแปลกที่สุด แล้วก็ไม่ได้เป็นคนที่ชั่วร้ายอะไร แต่ว่าต้องเข้าใจตัวเองให้ได้มากกว่านี้ แล้วการที่คนอื่นไม่เข้าใจเราก็ช่างมัน ถ้าเราไม่ได้ทำร้ายใคร เรารู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ รู้ว่ามีเป้าประสงค์อะไร ถ้าสิ่งที่ทำเราทำให้คนหมู่มากมีความสุข วันนี้ได้เท่านี้คุณเต้โอเค คุณเต้คิดว่าคุณเต้โตช้าหน่อย คือแก่แล้ว อายุเท่านี้แล้วอะ

ทำไมถึงคิดว่าตัวเองโตช้า

คือจริงๆ บางคนเขาประสบความสำเร็จตั้งแต่ 14 – 15 เขาประสบความสำเร็จเร็วกว่า แล้วก็เข้าใจชีวิตเร็วกว่าเรา แต่คุณเต้ช้ากว่าปกติ คุณเต้คิดว่าอย่างนั้นนะ

แต่คุณเต้ได้นวดมันจนถึงจังหวะที่ดีมากเลยนะคะ ไม่คิดอย่างนั้นเหรอ

ไม่ จนถึงตอนนี้ คุณเต้ก็คิดว่ายังมีอะไรให้เรียนรู้ใหม่อยู่ตลอด

ช่วง 2 ปีแรกก่อนที่คุณเต้นำรายการ The Face Thailand เข้ามา ไม่มีใครมั่นใจไปกับคุณเต้ แต่คุณเต้อยากทำ และจริงๆ แล้วคุณเต้อยากทำ Drag Race ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว แต่ยังไม่มีใครกล้าเปิดทาง คุณเต้ก็เรียนรู้ว่า หนึ่ง เราต้องกล้าและหาผู้ร่วมกล้าไปกับเรา สอง หาเงินและโอกาส ที่สำคัญที่สุด คือความอดทน ไม่ใช่อยู่ดีๆ แล้วได้มันมา มันต้องอดทนและบอกตัวเองทุกวันว่า เห้ย นี่คือสิ่งที่เราอยากทำมัน ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ใช่ก็ได้ด้วยสัญชาตญาณ หรือมันอาจจะผิดก็ได้ คุณเต้เชื่อในเรื่องนี้เสมอว่าถ้าทำผิด คุณเต้จะรับผิดชอบเอง แต่อย่ามาขวางทางเรา ซึ่งคุณเต้เป็นคนแบบนี้ตั้งแต่มัธยมแล้ว สมมติถ้าสอบแล้วตก ก็เพราะฉันไม่ได้อ่านเอง ไม่ได้ตั้งใจทำเอง หรือตั้งใจผิดวิธี ขอเรียนรู้เอง อย่าให้มีใครมาบอกว่า อันนี้สิ อันนี้ดี เขาบอกเราก็ฟังนะ แต่จะขอลองทำวิธีนี้จนกระทั่งรู้ว่ามันไม่ใช่

สิ่งที่คุณเต้ทำเหมือนการขายภาพ ขายอากาศ ไม่อาจจะบอกได้ชัดเจนว่าเพลงนี้ดี ละครเรื่องนี้สนุก ขึ้นกับจังหวะบอกไม่ได้หรอก ถ้าคนดูไม่ได้สนุก ดูยังก็ไม่สนุก เพราะฉะนั้น คุณเต้จะขอทำให้ดีที่สุดในทุกจังหวะ แล้วถ้าทำพลาดเอง ขอรับผิดชอบเอง

เคยทำพลาด?

พลาดตลอดเวลา พลาดที่ทำให้บริษัทขาดทุน ในบางยุคขาดทุนเป็น 20 ล้านก็ทำมาแล้ว

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความโชคดีของคุณเต้ คือคุณพ่อท่านเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์มายาวนาน ท่านจะบอกก็ได้ว่าไม่ให้คุณเต้ทำ หรือกำหนดขอบเขตว่าทำได้แต่ให้ทำอยู่เท่านี้นะแล้วให้เรียนรู้เอง นั่นยิ่งทำให้คุณเต้ระลึกไว้ตลอดว่าเคยทำอะไรไปแล้ว กับสิ่งที่ผิดพลาดต้องรับผิดชอบ เสียหายไปเท่าไหร่ จะชดใช้อย่างไร อย่างน้อยต้องหามาคืนให้ได้ก่อนแล้วค่อยคิดไปต่อ ซึ่งมันก็มีเสียทุกวันนะ แต่ละวันมันคือการลงทุน

คนทั่วไปอาจจะเห็นว่าคุณเต้ทำคอนเทนต์ แต่จริงๆ แล้วโดยหน้าที่คุณพ่อจะสอนเสมอว่างานของผู้บริหารของคุณเต้คือ หนึ่ง หาเงิน สอง แก้ปัญหา เพราะฉะนั้น คุณเต้ก็ทำไปด้วย เรียนรู้ไปด้วย จะเสียผิดพลาดก็ด้วยตัวเองแต่ก็ต้องอยู่ในกรอบที่ไม่ทำให้คนอื่นลำบากมาก

แล้วระหว่างหาเงินกับแก้ปัญหา คุณเต้คิดว่าตัวเองเป็นผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับเรื่องไหนมากกว่ากัน

โอะๆ บอกเลยว่าคุณเต้เป็นศิลปินมากกว่าผู้บริหาร

ก่อนหน้านี้ที่เราหนีไปต่างประเทศเพราะเราไม่อยากทำธุรกิจ แต่ถ้าให้ร้องรำทำเพลงจะชอบมากกว่า แต่วันหนึ่งที่เข้าใจชีวิตแล้วว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องทำ คำถามคือสิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ต้องทำจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร ซึ่งต่อให้มีเลือดศิลปินในตัวเรามีมากกว่า เราก็เข้าใจ commercial นะ

เข้าใจว่า?

โลกเปลี่ยนไป พฤติกรรมคนดูเปลี่ยนไป ยุคนี้มีคนดูเป็นที่ตั้ง เรียกว่าอะไรไม่รู้แหละ social online หรือ digital age คุณเต้คิดว่าเรื่อง audience engagement สำคัญที่สุด การเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น เป็น two-way communication เป็นเพื่อนกัน เป็นแฟนกัน เดินไปด้วยกัน ไม่ใช่การส่งสารฝ่ายเดียวเหมือนแต่ก่อน คิดดูสิเรายังไม่อยากดูเลย ทั้งสิ่งที่สื่อป้อนให้และเวลาที่ใช้สื่อสาร ยุคนี้คนเขาจะดูเมื่อเขาอยากจะดู เมื่อไรก็ได้ ใน device หรือเครื่องมืออะไรก็ได้ หรือดูไปพร้อมกับคุยกับเพื่อนก็ได้ เป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

ถอดรหัสตำราการบริหารและตัวตนหลังโต๊ะทำงานของคุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้บริหารรุ่นที่สามของกันตนา ที่สตรวองจนคุณสะพรึง

หากต้องทำงานที่ไม่ถนัด คุณเต้มีวิธีคิดยังไง

เราก็ต้องถามตัวเองว่าเป้าหมายของเราคืออะไร คุณเต้ค่อนข้างชัดเจนนะ มันอาจจะน่าหมั่นไส้พอสมควร ที่คุณเต้มักจะพูดอยู่เสมอว่าคุณเต้ไม่จำเป็นต้องทำงานหนัก แต่ถ้าทำ นั่นหมายความคุณเต้จะต้องทำให้เต็มที่ที่สุดเท่าที่ตัวเองมีแรง เพราะไม่อยากทำให้สิ่งที่คุณปู่ คุณย่า คุณลุง คุณพ่อ ทำเสียไป แต่เพราะตั้งใจแล้วว่าสิ่งที่ทำนั่นมีประโยชน์ ไม่ดูถูกคนดู มีอะไรแปลกใหม่ กล้าทำสิ่งที่แตกต่าง และสุดท้ายคนดูแฮปปี้เท่านั้นจบ

สิ่งที่ชอบและสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ รับมือยากง่ายต่างกันยังไงบ้าง

คงต้องหาตรงการที่บรรจบกัน จากที่เคยคิดว่าไม่อยากทำ แต่พอทำแล้วเราเจอสิ่งที่เรารัก เราชอบ เช่น คุณเต้ชอบแฟชั่นนะ แต่ไม่ได้รู้จักแฟชั่นขนาดนั้น เราก็เกิดคำถามว่าทำไมแฟชั่นจึงเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม ทำไมถึงไม่เป็นเรื่องไลฟ์สไตล์ หรือเป็นเรื่องของทุกคน เราจึงอยากทำและคิดว่าน่าจะสื่อสารกับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยได้ พอทำแล้วก็ยิ่งสนุก เป็นตัวอย่างของความชอบและหน้าที่รับผิดชอบที่มาบรรจบกันพอดี งานของคุณเต้ จึงหนีไม่พ้นเรื่องแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ดนตรี กวีศิลป์ต่างๆ

อย่างรายการ The Face Thailand จริงๆ แล้วตั้งใจจะบอกอะไรกับคนดู

The Face Thailand เป็นรายการที่มีการแข่งขันสูง มี 3 ทีมแข่งขันกัน

มีคนถามเราทุกวันว่ามันสร้างสรรค์ยังไง คนมาตีกันแล้วมีความสุขเหรอ คุณเต้ก็จะบอกว่านี่เบาแล้วนะ ถ้าเอาเรื่องจริงๆ ในสังคม การฟาดฟันเชือดเฉือนจริงๆ มันจะไม่ใช่แบบนี้

การถ่ายทำรายการที่เกิดขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ต้องอยู่ด้วยกัน 1 – 2 วันเป็นอย่างน้อย ตลอดเวลา 3 เดือนเราเซฟทุกคนอยู่แล้ว ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายใคร ถ้าเราเป็นคนที่ขาดการยั้งคิดเรื่องศีลธรรม จริยธรรม หรือความคิดเรื่องนี้น้อย คิดแต่จะเอาความสนุก เราก็คงทำอะไรก็ได้ และก็คงชี้นำสังคมไปอีกรูปแบบ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้พอสนุก พอมีรสชาติ ดูแล้วมีเรื่องเม้ากับเพื่อนกับครอบครัว จบรายการแล้วก็มีชีวิตที่ไปต่อข้างหน้าไม่ยึดติดกับมัน

ในโลกการทำงานและการแข่งขันกัน ความผิดพลาดที่เกิดในการแข่งขัน ทำงูตกขณะเดินแบบ เพราะวันนั้นไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์มาทำให้มองเห็นทางไม่ชัด ถือว่าเป็นการรำไม่ดีโทษปี่โทษกลองมั้ย แต่คนดูไม่ได้มองเรื่องนี้ กลับมองว่าทำไมมันต้องทะเลาะกันจังเลย แต่ก็จะมีบางคนที่มองเห็นสิ่งที่เราอยากบอก เพียงแต่เราหีบห่อมันอีกแบบ

ยืนยันอีกเสียงว่าเราชอบ The Face Thailand เพราะสอนเรื่องสปิริตและการทำงานอย่างตั้งใจนะ

มีบ้างๆ เพียงแต่ที่เราต้องใช้ความบันเทิงนำ จะให้ทำเป็นสารคดีเลยก็ทำได้นะ แต่ถ้าไม่บันเทิง คนก็ไม่ดูไง

ได้ยินว่าคุณเต้ชอบฟังสัมมนาในงานเทศกาลหนังต่างประเทศมาก

คนจะรู้จัก Cannes Film Festival และมีภาพจำเกี่ยวกับงานเทศกาลหนังงานนี้ถึงพรมแดงและดาราสวยงาม ซึ่งจริงๆ แล้วหัวใจอยู่ที่คือตลาดซื้อขาย เป็นที่รวบความรู้ชั้นดีทั้งหมด มีอะไรให้เรียนรู้ตั้งแต่เช้าจดเย็น เราจะเข้าไปนั่งฟังทิศทางในวงการว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดิวเซอร์คนนี้คนนั้นทำรายการนี้จนประสบความสำเร็จได้อย่างไร เทรนด์ของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กวัยรุ่น คอนเทนต์ 360 คืออะไร เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะมาช่วยมีอะไรบ้าง และยังได้แลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างคนที่มาร่วมงาน มีอะไรให้เรียนมากมายไม่รู้จบตลอด 4 – 5 วัน

การไปถึงงานเทศกาลแล้วเราเป็นเหมือนคนไม่รู้เรื่องอะไรเลย เป็นโมเมนต์ที่คุณเต้ชอบตัวเองมากๆ โมเมนต์ที่อยากรู้ อยากพัฒนาตัวเอง นั่งฟังอยู่อย่างนั้นจนเกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ จริงๆ ใครรักที่จะเรียนรู้เรื่องแบบนี้ เข้าไปติดตามเนื้อหาออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์หลักของงาน MIPTV และ MIPCOM ตลาดซื้อขายรายการโทรทัศน์ ดิจิทัลคอนเทนต์ และสื่อบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ตื่นเต้นกับอะไรที่สุด

ปีที่ผ่านมาไม่ค่อยตื่นเต้นแล้วนะ เป็นการอัพเดตมากกว่าเพราะไปมา 2 – 3 ปีแล้ว แต่ช่วงนี้อยากเจอสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นมากๆ เลยขอบอก เพราะ 3 – 4 ปีที่ผ่านมาเหมือนเราอยู่ที่เดิมเพราะโลกมันย่ำอยู่ที่เดิม ไม่ได้พูดถึงประเทศไทยนะ นี่เราพูดถึงทั้งโลก

ก็หวังว่าจะมีอะไรที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้น แต่ถ้ายังไม่มีก็จะทำให้มี คุณเต้คิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะมีพื้นที่อยู่ในเวทีโลก นั่นหมายความว่าไม่ได้คิดแค่ประเทศไทย แต่อยากทำอะไรกับภูมิภาคและระดับโลกได้ เพราะเราก็ไม่อยากจะซื้อรายการของชาวบ้านตลอดไป อยากจะขายบ้าง หรือผลิตร่วมกับคนอื่นบ้าง

เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก

คุณคิดยังไงกับ Content is king

คนดูยุคนี้ไม่ได้เป็นคนถูกเลือก เขาเป็นคนเลือกเรา เพราะฉะนั้น ทำเถอะ ทำเลย และทำอย่างตั้งใจ จนออกมาดีและแข็งแรง ถ้าคนดูเห็น เขาจะมาเอง แต่พอเขามาแล้วเราต้องสื่อสารโต้ตอบกับเขา เพื่อจะเก็บเขาไว้ให้อยู่กับเรานานที่สุด นี่เป็นหัวใจ

แล้วเคยท้อใจกับตัวเลขน้อยๆ บ้างมั้ย

ก่อนอื่นเราต้องวิเคราะห์ก่อนว่าตัวเลขของคุณผู้ชมวัดได้จากหลายช่องทาง ขอยกตัวอย่างในช่วงเวลา 3 เดือนที่ The Face Thailand Season 3 ออกอากาศ มีจำนวนคนดูใน YouTube ทั้งสิ้น 98 ล้านวิว ขณะที่ตัวเลขจากช่องทางอื่นคือ 1 – 2

สิ่งที่เราจะบอกคือ เรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน เพราะฉะนั้น อดทนหน่อย

ถ้ามีโจทย์ให้คิดและทำโปรเจกต์ที่ไม่มีตัวเงินหรือตัวเลขมาเกี่ยวข้อง โปรเจกต์นั้นของคุณจะมีหน้าตาหรือรูปแบบเป็นยังไง

ตัวคุณเต้ลึกๆๆๆ (เน้นเสียง) แล้วชอบร้องเพลง ทุกคนรู้อยู่แล้ว ชอบอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ ถ่ายทอดเสียงและความรู้สึกออกมา แต่ไม่ถนัดร้องเพลงในที่คนเยอะๆ จะมีบ้างปีละครั้งที่ร้องสดๆ บนเวที ถ้าให้ทำโปรเจกต์ก็คงเกี่ยวกับเรื่องร้องเพลง แต่คงไม่ทำแล้วเพราะแก่เกิน

ต้องบอกว่าคุณเต้จะรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อต้องออกมาแสดง เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นจากเวทีมันต่างจากคนอื่นๆ เรามองเห็นกระบวนการทำงานและเตรียมความพร้อมในทุกอย่าง แสง สี เสียง คนดู ลำดับคิว และคิดแทนไปทั้งหมด ไม่สามารถเลิกคิดถึงเรื่องนั้น แล้วปล่อยใจให้ร้องถ่ายทอดเพลงออกมาได้อย่างตอนร้องเพลงในพื้นที่ส่วนตัว

เราจะมีโอกาสได้เห็นสิ่งนั้นมั้ยคะ

คงจะยาก เพราะถ้าทำแล้วไม่ดีเราก็ไม่อยากทำ

ใครๆ ก็มองว่าคุณเต้เป็น perfectionist มีมุมไหนหรือเหตุการณ์แบบไหนที่คุณยอมให้ตัวเองไม่เพอร์เฟกต์บ้างมั้ย

ก่อนอื่นขอคำจำกัดความคำว่า perfectionist ก่อน คุณเต้ยอมรับว่าคุณเต้เป็น perfectionist แต่พยายามจะไม่พูดคำนี้ ในความหมายของคุณเต้ไม่ได้หมายถึงการเป็นคนสมบูรณ์แบบ แต่เป็นคนที่ต้องการให้ทุกสิ่งที่ทำออกมาสมบูรณ์แบบ ซึ่งมันทำให้กดดันตัวเองมากไป

คุณเต้อยากให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด แต่ไม่ได้บอกว่าตัวเองดีที่สุด ซึ่งเหตุการณ์ที่จะยอมให้ตัวเองไม่เฟอร์เฟกต์ก็คือ ถ้าถึงจุดหนึ่งที่ทำดีที่สุดแล้ว ทำด้วยตัวเอง พลาดด้วยเอง เราจะยอม

เรื่องยากที่สุดในการบริหารคน

ทำยังไงดีคนนั่งอยู่ตรงนี้เต็มไปหมดเลย (หัวเราะ)

เรื่องยากที่สุดก็คือการบริหารอารมณ์ตัวเราเองนี่แหละ เราทุกคนมีรักโลภโกรธหลงทั้งนั้น ถ้าจะหวังให้เขาเข้าใจเราก็คงยาก ก็เรียนรู้ไปด้วยกัน

คนทำงานเก่งในสายตาของคุณ

เป็นคนแบบคุณพ่อจาฤก กัลย์จาฤก มีคนรัก มีคนเคารพ มีคนจงรักภักดี

ถ้าให้เลือกระหว่างเป็นที่รักและเป็นที่นับถือ

คุณเต้ขอเลือกเป็นคนที่ทำงานได้ดี

คุณเต้คิดว่าถ้าเราทำ และไม่ได้ทำร้ายใคร มีเป้าหมาย มีทีมเวิร์ก คุณเต้โอเค ไม่เป็นไร ไม่รักก็ได้ แต่อย่าทำร้ายกันเลยนะ

คนแบบไหนที่อยากทำงานด้วย

คนเก่ง คนที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าแตกต่าง เป็นผู้นำแต่ก็พร้อมที่จะรับฟัง

ถอดรหัสตำราการบริหารและตัวตนหลังโต๊ะทำงานของคุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้บริหารรุ่นที่สามของกันตนา ที่สตรวองจนคุณสะพรึง

เราชอบที่คุณลงมาเล่นเกมเองด้วย คุณได้คิดถึงข้อดีข้อเสียของการที่ผู้บริหารลงมาเล่นเกมนี้ด้วยยังไงบ้าง

ไม่รู้หรอกว่าดีหรือไม่ดียังไง รู้แต่ว่าสนุก อยากทำ จะเห็นว่าปีนี้เราจะเงียบๆ หน่อย เป็นไปตามจังหวะ ตามสัญชาตญาณซึ่งหลายครั้งก็ผิด มีคนพูดถึงเรา ก็มองว่าดีนะ อย่างน้อยยังพูดถึงเราแปลว่าเราไม่น่าเบื่อ ดูไปด่าไปก็ขอให้ดู

จนถึงทุกวันนี้ คุณยังรู้สึกหงุดหงิดที่โดนตัดสินหรือจัดกลุ่มอยู่บ้างมั้ย

คุณเต้ไม่ได้เจอแต่ความกดดันสังคมอย่างเดียว คุณเต้เจอเรื่อง LGBT อีก และในยุคนั้น LGBT เป็นเรื่องแปลก ประหลาด มหัศจรรย์อยู่

คุณเต้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้างคะ

ปล่อยวางและให้อภัย อย่าเพิ่งตัดสินกัน ให้รู้จักกันก่อน รู้จักแล้วไม่ชอบก็ไม่ต้องยุ่งกันแค่นั้นเอง มันง่ายมากเลยนะ แต่มันก็คงไม่เป็นอย่างนั้นไง มีความซับซ้อนบางอย่างอยู่ ชีวิตมันไม่แฟร์ แล้วแต่คนเลยว่าจะแข็งแรงและอยู่บนโลกนี้แค่ไหน

การเกิดมาอยู่วงการนี้ทำให้เราเข้าใจวัฏจักร เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ดัง-ดับ นี้ดี วนเวียนแบบนั้น เห็นมาทั้งชีวิต ดังนั้น ตัวเราเองก็เช่นกัน วันนี้คุณเต้มีคนสนใจ ทำรายการแล้วมีคนชอบ วันหนึ่งเราก็ล้มได้ ล้มมาบ้างแล้วเพียงแต่คนไม่ค่อยรู้ ดังนั้น ทำสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุดก่อน

ในยุคที่เด็กรุ่นใหม่ชินกับการประสบความสำเร็จเร็วๆ คุณเต้มีคำแนะนำยังไงบ้าง

ก่อนจะตอบคำถามนี้ ขอถามกลับไปก่อน คิดว่าคุณเต้ประสบความสำเร็จเร็วมั้ย

สำหรับคุณเต้ คุณเต้คิดว่าเร็วนะ เกินความคาดหมาย แต่คำว่าประสบความสำเร็จไม่ได้แปลว่าดี ตอนแรกคิดว่าจะใช้เวลา 3 – 5 ปีถึงทำ The Face ประสบความสำเร็จ แต่บังเอิญมีคนสนใจและรักรายการนี้ตั้งแต่ซีซั่นที่ 2 นั่นหมายความว่าเร็ว ดีมั้ย ดีนะ แต่หยุดไม่ได้

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณคิดว่าคุณเป็นตำนานแล้ว คุณประสบความสำเร็จแล้ว คุณเต้คิดว่านั่นอันตราย เพราะคุณจะเริ่มเข้าใจว่า งั้นหยุดก็ได้ จะแน่ใจได้ยังไงว่านี่คือสิ่งที่ประสบความสำเร็จที่สุด พอใจแล้วใช่ไหม ถ้าพอใจแล้วโอเค แต่เราเอง เราคิดว่า 5 – 10 ปีนี้เรายังไม่จบ เรายังมีสิ่งที่อยากนำเสนออีก และยังมีอะไรที่เราอยากเห็นอีก ยังสนุกอยู่ ยังมีแรงที่ทำต่อก็ขอให้ทำต่อไป

เราเห็นความยากลำบากของทุกคนในครอบครัว แต่ละยุคไม่ง่าย ก็เลยเข้าใจชีวิตว่า 3 เดือนหน้าก็ไม่ใช่แบบนี้แล้ว หยุดคิดเมื่อไหร่ก็ตายเมื่อนั้น วันนี้เราทำดี พรุ่งนี้มีคนมาทำเหมือนเราเลยเพราะเห็นว่าดีเลยทำด้วย แต่เขาต้องทำดีกว่า นั่นไง ถ้าหยุดคิดปุ๊บเราก็ตาย

เพราะฉะนั้น ง่ายมากเลย ก็คือต้องอดทนและไม่หยุดคิด

ถอดรหัสตำราการบริหารและตัวตนหลังโต๊ะทำงานของคุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้บริหารรุ่นที่สามของกันตนา ที่สตรวองจนคุณสะพรึง
7 Questions

Answered by Vice President and Executive Producer of Kantana Group 

  1. เพลงที่ฟังบ่อยช่วงนี้: ช่วงนี้กำลังอินกับเพลงของ Céline Dion และ John Legend เพราะกำลังจะมา ขอบอกเลยว่า ซื้อตั๋ว! คนแรก! ที่สุด! โดยเฉพาะ John Legend เพราะชอบมาก ส่วน Céline Dion ชีวิตนี้เราพลาดคอนเสิร์ต Céline Dion มาตลอดแม้ว่าจะอยู่เมืองนอกตลอด ไม่เคยดูเลยและอยากดูมาก เป็นศิลปินที่รักที่สุดคนนึง
  2. เครื่องดื่มโปรดที่มีติดอยู่ในทุกปาร์ตี้: Prosecco เชื่อหรือไม่ ของโปรดมาก คุณเต้ชอบกลางๆ แต่กินได้เรื่อยๆ
  3. คุณไปแข่งรายการแฟนพันธ์แท้ตอนไหนได้บ้าง: โห รายการของคนอื่น ไม่ไปได้มั้ยอะ (หัวเราะ) ล้อเล่นนะ เราเป็นคนชอบรู้และเข้าใจให้ได้ทุกเรื่อง มากกว่าจะรู้เรื่องบางเรื่องลึกๆ ไปเลย พอรู้เสร็จ บางทีก็ไม่ได้เก็บเอาไว้เพราะไม่ยึดติดกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง กับเรื่องที่ชอบมากๆ ก็เปลี่ยนหัวข้อที่สนใจอยู่ดี เช่น ชอบเรื่องแฟชั่น แต่ไม่ได้ยึดติดกับดีไซเนอร์คนไหนเป็นพิเศษ หรือต้องรู้เรื่องลึกๆ ขนาดนั้น
  4. เวลาหมดแรงหรือรู้สึกว่าวันนี้ไม่ใช่วันของเราคุณจะบอกตัวเองว่า…: นอนก่อน ตื่นมาแล้วค่อยเริ่มใหม่ พ่อสอนตั้งแต่เด็กว่าถ้ารับมือไม่ไหวให้ไปนอนแล้วตื่นมาคิดต่อ
  5. ภาพยนตร์ที่เปลี่ยนชีวิต: เป็นเรื่องบังเอิญที่หนังเรื่องนี้เข้ามาในจังหวะของชีวิตพอดี นั่นคือ Moulin Rouge! (2001,Baz Luhrmann) เป็นมิวสิคัลที่ชอบ มีดาราที่ชอบ มีความเก๋ไก๋ที่มหัศจรรย์ รวมเพลงที่ชอบของยุคนั้น รวมทุกสิ่งอย่าง และถ่ายทอดออกมาเป็นเรามากที่สุดจนถึงทุกวันนี้
  6. ความสนใจของคุณตอนอายุ 18, 28 และปัจจุบัน: ตอน 18 เป็นช่วงค้นหาตัวเอง ตอน 28 เริ่มอิ่มตัวกับแอลเอและนิวยอร์ก เริ่มสนใจกลับมาทำงานที่ไทย ส่วนปัจจุบัน อยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด คิดว่ายังหยุดทำงานไม่ได้ ยังต้องทำอะไรต่อไปอีก คนอาจจะเข้าใจว่าสิ่งที่เราทำประสบความสำเร็จแล้ว แต่สำหรับเรายังเบบี้อยู่ เช่น The Face คนอาจจะคิดว่าปีที่ 4 แล้วอยู่ตัวแล้ว สำหรับเราเขาเหมือนขึ้นมัธยมปลายอยู่เลย เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ คุณเต้ยังไม่ส่งเขาเข้ามหาวิทยาลัย แต่งงาน มีลูก คุณเต้ถึงจะยอมรับว่าแข็งแรงมากพอที่คุณเต้จะปล่อย
  7. กิจกรรมบันเทิงที่สุดช่วงนี้: ปกติคือคุยกับเพื่อน อยู่บ้าน แต่กิจกรรมใหม่ตอนนี้คือ เล่นกับหลานทั้งสองคน น้องตน กับน้องตู

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load