ธุรกิจมีขึ้นมีลงตามวัฏจักรของมันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็กก็ตามที กระทั่งบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC แบรนด์เคมีภัณฑ์ระดับโลกของไทย ก็ยังต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลก พร้อมรับมือกับแรงกดดันจากผู้บริโภคซึ่งคาดหวังว่าผู้ผลิตทั้งหลายจะพัฒนาสินค้าที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ

ในยุคก่อน COVID-19 พลาสติกถูกแบนจากสังคมจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องการบริหารจัดการขยะ ทั้งที่พลาสติกมีประโยชน์อย่างมากกับการดำรงชีวิตที่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมน้อยลง นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของนวัตกรรมแห่งอนาคต 

จนเมื่อโลกเผชิญกับโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเจอมาก่อนนี้ บทบาทของพลาสติกจึงยิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้นสำหรับสุขอนามัยของผู้คน และกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความมั่นคงด้านสาธารณสุขและการแพทย์ไปโดยปริยาย ซึ่งพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินค้าหลักที่ GC ผลิตเท่านั้น แกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ยังครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อะโรเมติกส์ โอเลฟินส์ โพลิเมอร์ เอทิลีนออกไซด์ เคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ฟีนอล และ Performance Materials & Chemicals

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GC ยังคงเชื่อในคุณค่าหลักขององค์กรที่ปลูกฝังให้คนกล้าคิด กล้าทำ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เขาเห็นว่าไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้จะมีพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ แต่ธุรกิจพลาสติกเดิมก็จะยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นเพื่อการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานนับพันรายของ GC ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องแม้จะปรับใช้กับกระบวนการทางธุรกิจของตนเองมานานแล้วก็ตามที 

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

The Cloud ได้พูดคุยกับกัปตันทีมผู้เชื่อเรื่ององค์ความรู้และรักการอ่านหนังสือทุกประเภทเมื่อมีเวลาว่าง และทราบว่ากำลังจะมีงาน GC Circular Living Symposium 2020 ที่ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังจะจุดประกายให้ภาคธุรกิจและคนในสังคมได้เห็นประโยชน์ที่นำไปสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง มีผู้ที่ปฏิบัติจนประสบความสำเร็จแล้วจริงๆ จากทั่วทุกมุมโลกมารวมเอาไว้ในงานเดียว 

ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

ตอนนี้เวลาพูดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ใครๆ ก็หยิบยกเรื่อง Climate Change มาพูด GC มีมุมมองเรื่องความยั่งยืนอย่างไร

ผมว่าการให้ความสำคัญกับเรื่อง Climate Change เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ความยั่งยืนที่เราเชื่อและทำมาโดยตลอดมันครอบคลุมทุกส่วนอยู่แล้ว มาถึงวันนี้มันไม่ได้เปลี่ยนไป ความยั่งยืนคือการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม 

อย่างด้านเศรษฐกิจ เรามองว่าไม่ได้จะเน้นกำไรอย่างเดียว จริงอยู่ที่การทำธุรกิจต้องมีกำไรอยู่แล้ว แต่กำไรต้องครอบคลุมทุกส่วนมากขึ้น เพราะมันไม่ได้มีแค่เราแต่ต้องคิดถึงคนอื่นด้วย ช่วงที่ COVID-19 ส่งผลกระทบนี้ไปถึง ซัพพลายเออร์และลูกค้าของเรา เราก็ต้องพาเขาไปด้วยกันให้ได้ ถ้าจะทำธุรกิจอย่างยั่งยืน คนในห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทานจะต้องไปด้วยกันได้ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งโลกอยู่แล้ว ถ้าเราอยู่ดีแต่คนอื่นไม่ดี มันก็ไปต่อไม่ได้ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ของเราก็เกี่ยวพันกับอีกร้อยพันองค์กรครับ เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้ยาว เพื่อจะอยู่กันยาวๆ 

อย่างด้านสังคม บ้านของเราก็คือที่โรงงานในจังหวัดระยอง เราก็ต้องดูแลสังคมในระยองด้วย ไม่ว่าจะระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น การดูแลพวกเขาก็ต้องยั่งยืน ไม่ใช่การเอาเงินไปให้ แต่ต้องทำให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่เราช่วยประคองเขาด้วยการช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มโควต้ารับคนระยองมาทำงาน สนับสนุนภาคการศึกษา ช่วยด้านประมงหรือเกษตรกรรม ใช้ความรู้ของเราไปสอนเขาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรง 

ในส่วนของสิ่งแวดล้อม เราใส่ใจกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) สิ่งที่ GC เน้นคือ Climate Change และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สิ่งที่เราทำอยู่ต้องมีผลต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญด้วยหลักการของ Circular Economy นี่ล่ะครับ 

แล้วทาง GC ทำเรื่อง Circular Economy อย่างไร

เรามีแนวคิดที่สำคัญคือ Chemistry for Better Living นี่เป็นวิสัยทัศน์สำคัญที่อธิบายเรื่องความยั่งยืนได้ เราทำเคมีภัณฑ์เพื่อให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มีการเดินทางสะดวก มีสุขอนามัยต่างๆ ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ คำว่า Chemistry ยังไม่ได้หมายถึงเรื่องของเคมีภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงเคมีระหว่างกัน การอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนของสังคมกับสิ่งแวดล้อมด้วย เกิดเป็น Better Living

หลักการทำ Circular Economy ของ GC แบ่งออกเป็นสามเรื่องครับ เรื่องแรกคือ Smart Operating เราต้องทำงานอย่างฉลาดเพื่อลดการใช้ทรัพยาการ ลดการปล่อยของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบให้น้อยลง ประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งชี้วัดได้จากกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยลง ไม่ว่าใครก็เอาไปปรับใช้ได้

เรื่องที่สองคือ Responsible Caring ซึ่ง GC มีสินค้าที่ครบวงจร ถ้าเป็นพลาสติกจากปิโตรเคมี ก็จะเอาไปรีไซเคิลหรืออัพไซเคิลได้ ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพ พอเอาไปทิ้งในดินก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ นี่เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำของเหล่านี้ออกมา หรือสำหรับในชีวิตประจำวัน อาคารต่างๆ ที่ออกแบบหรือก่อสร้างโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง หรือใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีความคงทนแข็งแรง ก็ถือเป็น Responsible Caring เช่นกัน

และเรื่องที่สาม Loop Connecting เป็นการสร้างแนวร่วมเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดี ถ้าเราทำสองอย่างแรกมันก็ดีครับ แต่ถ้าทำกันไม่มากพอ ผลลัพธ์ก็จะอยู่ในวงจำกัด เราจึงต้องสร้างองค์ความรู้ให้กับแนวร่วม เราเริ่มจากปลายน้ำก่อน จากเล็กไปใหญ่ หลายปีที่แล้วเราช่วยกันเก็บขยะพลาสติกจากทะเล เอาไปผ่านขั้นตอนการีไซเคิลและอัพไซเคิล เป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (Recycled Polyester) ก่อนนำไปผสมกับเส้นใยฝ้าย (Cotton) และเส้นใยซิงค์โพลิเอสเตอร์รีไซเคิล (Antibacterial Polyester Zinc) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นอับเวลาสวมใส่แล้วนำไปถักทอโดยชาวบ้านชุมชนคุ้งบางกะเจ้า เป็นจีวรรีไซเคิลสีพระราชนิยมที่นุ่งห่มสบาย ไม่ยับง่าย และแห้งไว นี่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเลย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

ปลูกฝังคนในองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เห็นความสำคัญเรื่องนี้อย่างไร

GC เกิดจากการควบรวมสี่บริษัทที่มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน เราก็เลยต้องทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเลย เราทำงานด้วยกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กรและคุณค่าหลักขององค์กรร่วมกันสี่เรื่อง มีเรื่องหนึ่งที่เป็นคุณค่าหลัก คือเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน อันนี้เราปลูกฝังและปรับมาใช้เรื่อง Circular Economy ด้วย 

ถ้าเรามองเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มันจึงจะเกิดได้ ตอนนี้เรามีแนวร่วมกับบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของเราที่เชื่อเรื่องความยั่งยืนเหมือนกัน สุดท้ายทำแล้วต้องเป็นธุรกิจให้ได้ อย่างตอนนี้ GC ก็ร่วมมือกับกลุ่มไทยเบฟ ผลิตบรรจุภัณฑ์ให้เขาซึ่งก็ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ หรืออย่างธนาคารกสิกรไทยกับเครือไทยยูเนี่ยนก็จับมือกับเราเช่นกัน

ก่อนหน้านี้คนมองว่าพลาสติกเป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม 

ผมคิดว่าพลาสติกเป็นของที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมนะครับ เช่น ภาชนะต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องไปตัดต้นไม้มาใช้ ปัญหาจริงๆ คือเราทิ้งมันไม่ดี ทิ้งลงไปตามท่อบ้าง ทิ้งบนพื้น ขยะเหล่านี้ก็ถูกพัดพาลงแม่น้ำ ลงทะเล พอลงทะเลปลาก็มากิน สะท้อนว่าปัญหาอยู่ที่การจัดการ

ก่อน COVID-19 เราพยายามสื่อสารไปทุกส่วนว่าวิธีแก้ปัญหาจะต้องมีทางออกเพื่อทุกคน ใครอยากใช้พลาสติกก็ต้องหาทางให้เขาทิ้งได้อย่างถูกต้องเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ต่อ หรืออาจมีอีกทางเลือกคือไบโอพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ ตอนนี้พอเกิดโรค COVID-19 คนก็กลัว การนำพลาสติกกลับมารีไซเคิลก็น้อยลง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัย เราก็เลยมองว่าความเข้าใจเรื่อง Circular Economy เป็นสิ่งจำเป็น ต้องมีวิธีทำให้คนช่วยกันมากขึ้น อย่างล่าสุดเราไปร่วมมือกับภาครัฐและผู้ให้บริการจัดส่งอาหารในการช่วยลดขยะพลาสติกซึ่งเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ในแอปพลิเคชันมีให้เลือกได้ว่าจะใช้บรรจุภัณฑ์ไบโอพลาสติกหรือไม่ มีทั้งหลอด ภาชนะ และช้อนส้อม ทุกคนต้องช่วยร่วมมือกันแบบนี้ 

นี่เป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับ GC Circular Living Symposium 2020 คุณคาดหวังกับงานนี้แค่ไหน

เราต้องการทำให้สังคมเห็นว่าเรื่อง Circular Economy นี้ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี มีองค์ประกอบสามสี่อย่างที่ทำให้งานนี้แตกต่างจากงานอื่น อย่างแรกก็คือ แนวร่วมและพันธมิตร นี่ไม่ใช่แค่งานที่ GC มาบอกว่าเราทำอะไรบ้าง แต่เป็นที่ที่เราให้แนวร่วมที่เป็นทั้งคู่ค้า ผู้นำความคิด กระทั่งเยาวชนก็มาร่วมงานด้วย 

อย่างที่สองคือ นวัตกรรม มีสินค้าที่ผลิตด้วยแนวคิด Circular Economy ออกมาให้เห็นกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิด 

อย่างที่สามคือ ธุรกิจ ทุกคนในงานจะมาคุยกันว่าทำอย่างไรให้เรื่องนี้เป็นธุรกิจขึ้นมาได้จริง 

และเรื่องสุดท้ายคือ ระบบนิเวศ ที่จะแสดงให้เห็นว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร สินค้าและโมเดลธุรกิจจะเป็นอย่างไรนับจากนี้ GC ยังมีพันธมิตรระดับโลกอย่าง National Geographic มาร่วมงานด้วย เขาจะมาโชว์ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้คนในงานเห็นผ่านโลกออนไลน์ด้วย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

งานปีนี้จะต่างจากปีที่แล้วอย่างไร

ปีที่แล้วเราสร้างการตระหนักรู้ให้คนเห็นความสำคัญของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ปีนี้เราจึงทำให้เห็นการปฏิบัติได้จริงมากขึ้น ทำให้เห็นชัดไปเลยว่าเป็นอย่างไร เพื่อจุดประกายให้ทุกคนเห็นตัวอย่าง เกิดไอเดียเลยว่าถ้าเราอยากทำเรื่องนี้ จะประยุกต์กับธุรกิจและชีวิตของเราอย่างไร 

ที่น่าทึ่งคือมีผู้นำความคิดหลายสิบคนที่เป็นตัวจริงในแต่ละด้าน ตั้งแต่ Startup ไปจนถึงธุรกิจใหญ่ๆ จะมาแชร์ว่าเขาเอาแนวคิด Circular Economy ไปใช้ในองค์กรอย่างไร สร้างความเชื่อมโยงในรูปแบบไหน เราอยากให้ทุกคนได้เห็นว่าแนวคิดนี้ถูกนำไปทำให้เกิดผลได้อย่างไร เมื่อมีคนเอาไปต่อยอด เราก็ช่วยพวกเขาให้ไปทำต่อ ทำแล้วติดขัดตรงไหนหรือไม่เข้าใจก็กลับมาคุยกัน เรามีเครือข่ายทางธุรกิจต่างๆ ที่พร้อมช่วยเหลือเพื่อขยายผลเรื่องนี้ออกไป

จากนี้โลกของพลาสติกจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ทุกวันนี้ธุรกิจก็พยายามทำผลิตภัณฑ์ให้บางลงแต่แข็งแรงขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น ทิศทางของพลาสติกคือคนต้องการคุณภาพที่ดีขึ้น ลดปริมาณการใช้ลง อนาคตจะเป็นเรื่องของคอมโพสิต (วัสดุที่มีองค์ประกอบจากเคมีที่แตกต่างกันตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมาผสมกัน) มากขึ้น ไม่ใช่แค่โพลีเมอร์อย่างเดียว มีทั้งนาโนคาร์บอนและไฟเบอร์ต่างๆ การหลอมรวมวัสดุต่างๆเข้าด้วยกันให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น จะเป็นเทรนด์นับจากนี้ไป อย่างรถยนต์ไฟฟ้าที่จะใช้กัน น้ำหนักต้องเบา มันก็ต้องอาศัยวัสดุพวกโพลีเมอร์มากขึ้น ยางก็จะเป็นยางสังเคราะห์มากขึ้น เราจึงต้องมีความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น นี่ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ 

สำหรับไบโอพลาสติกหรือพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนั้น GC ถือเป็นผู้ผลิตระดับโลก จึงเป็นส่วนเสริมทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จะมาแทนพลาสติกทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ ทิศทางของเราคือการก้าวไปสู่การทำสินค้าที่พิเศษมากขึ้น ลดความเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ Performance Product มากยิ่งขึ้น ถึงแม้อาจจะผลิตยากขึ้น กลุ่มลูกค้าก็อยู่ในวงจำกัด มีการใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อลดการแข่งขัน ซึ่งสุดท้ายก็จะช่วยลดปริมาณขยะลงและตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนอย่างชัดเจน

ผลิตของคุณภาพสูง ใช้ได้นาน อย่างนี้ผู้บริโภคก็จะซื้อไม่บ่อยนะครับ

เราก็หันไปผลิตอย่างอื่นแทนได้ครับ นี่เป็นความท้าทายของเรา ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ในโลกยังมีอีกมาก ไม่ใช่แค่พลาสติก ซึ่งปัจจุบัน ความต้องการใช้ก็ยังเยอะมาก การผลิตของอย่างเดิมมาสิบๆ ปี สักวันหนึ่งมันก็ต้องหายไป เป็นไปตามวัฏจักรธุรกิจ ของอย่างหนึ่งอยู่มาถึงช่วงหนึ่งก็จะเลิกไปเอง เดี๋ยวก็มีของใหม่มาแทน

วัฒนธรรมองค์กรแบบ GC เป็นอย่างไร

เราทำงานบนหลักคิดสี่อย่าง คือหนึ่ง กล้าคิดกล้าทำ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า สอง พัฒนาตัวเองและทำงานเป็นทีม สาม ทำงานเชิงรุกสนองความต้องการของลูกค้า สี่ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 

องค์กรเราผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ ทำเรื่อง Digital Transformation กันมาสักพักแล้ว ต้องปรับตัวให้เร็ว ทำงานร่วมกันโดยไม่ยึดกับไซโลที่แยกขอบเขตงาน และวัดผลงานความสำเร็จเฉพาะภายในหน่วยงานของตัวเอง ตอนนี้เราก็อยู่ระหว่างปรับองค์กร ผมพูดกับทุกคนว่าจะต้องพัฒนาทักษะใหม่กันหมด การที่ทำงานเดิมจนเก่งเป็นเบอร์หนึ่งในงานนั้นหลายๆ ปี อาจจะต้องเปลี่ยนไปลองทำงานอื่นดูบ้าง 

ผมไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นคนใหม่หรือคนเก่า ทุกคนสำคัญเท่ากัน เราอยู่ร่วมกัน คุณธรรมพื้นฐานต้องเหมือนกัน ต้องฟังคนอื่น กล้าคิดกล้าทำ แสดงความคิดเห็นได้ ทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะคนรุ่นไหนก็ต้องทำงานแบบนี้ ไม่จำเป็นที่คนรุ่นใหม่จะเป็นปัญหาเสมอไปนะ บางทีคนรุ่นเก่าก็เป็นปัญหาเสียเองเพราะว่าทำแบบเดิมมานาน แต่คนเก่าเขาก็มีข้อดีของเขาที่คนใหม่ยังไม่มี 

สไตล์การบริหารงานของคุณเป็นอย่างไร

ผมมีความเชื่อว่า การทำงานนั้นเราต้องมีความรู้ ความรู้ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าตำรานะ และผมก็ไม่เชื่อเรื่องการใช้แต่ประสบการณ์หรือคิดเอาเอง สมัยนี้มีองค์ความรู้เยอะมาก ต้องรู้ในสิ่งที่ทำอยู่ ใช้ความเก๋าอย่างเดียวไม่ได้

อย่างถ้าทำการตลาดก็ต้องรู้จักกระบวนการผลิตด้วย ทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐาน ผู้ใหญ่ที่จะขึ้นมาบริหารงานต้องรู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นก็จะโดนเด็กๆ โห่ได้ เวลาส่วนใหญ่ของผมใช้ไปกับการคุยกันครับ ส่วนใหญ่ก็ประชุมงาน คุยงาน หน้าที่ผมก็ต้องคุยกับคนนั้นคนนี้ให้เขาเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน 

สำหรับการบริหารองค์กร เรื่องคนนี่ยากที่สุดครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีองค์ประกอบที่ละเอียดอ่อนพอสมควร สุดท้ายองค์กรต้องเดินไปข้างหน้า เราต้องตัดสินใจ และไม่ใช่ทุกคนที่จะยินดีกับการตัดสินใจของเรา ซึ่งผู้บริหารต้องบริหารสมดุลเรื่องนี้ให้ได้

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

Questions answered by CEO of GC

ดื่มกาแฟไหม

เอสเปรสโซ่มัคคิอาโต้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมลองดื่มกาแฟเลย ปกติไม่ชอบเพราะดื่มแล้วจะมึน แต่จำได้ว่าไปลองกินที่ร้าน Monmouth ที่ลอนดอน อร่อยมาก เขาจะใส่น้ำตาลทรายแดงละเอียดๆ ลงไป 

เครื่องดื่มโปรด

ไวน์ครับ เป็นไวน์แดง ดื่มได้หมดทั้งไวน์ฝรั่งเศสและอิตาลีครับ แต่ละที่ก็มีข้อดีของมัน ไวน์ขวดละสองพันบาทดีๆ ก็มีนะครับ แต่ต้องเลือกหน่อย คนที่เราดื่มไวน์ด้วยก็จะช่วยเพิ่มรสชาติ บางครั้งไม่ดื่มไวน์ เราก็เลือกวิสกี้ครับ

งานแรกที่นึกถึงเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา

ปกติผมจะไม่แบ่งเวลาแบบนั้น เวลาทำงานผมก็รีแลกซ์ได้ เวลารีแลกซ์ก็ทำงานได้ ปกติจะเดินทางเยอะช่วงก่อน COVID-19 เราสามารถทำงานเมื่อไหร่ก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ มันอยู่กับเราได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างช่วง COVID-19 นี้ GC นี่เป็นที่แรกๆ ที่ปรับตัวเร็วมาก เรารู้อยู่แล้วโลกจะเป็นแบบนี้ไปอีกนาน ต่อให้ COVID-19 หายก็อาจจะมีโรคอื่นเกิดขึ้นมาได้ เราก็ทำให้พนักงานเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเราทำงานจากที่บ้านได้ ตอนนี้เราก็ให้คนสองในสามของบริษัททำงานจากที่บ้านและจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เดี๋ยวนี้เราประชุมได้ทุกที่อยู่แล้ว 

มีอยู่ทริปหนึ่งช่วงต้นปีที่ปกติผมต้องไปอังกฤษ ตอนนั้น COVID-19 ระบาดหนักมาก แม้เป็นธุระสำคัญ ต้องไปเจอคนนั้นคนนี้ สุดท้ายผมตัดสินใจไม่ไปดีกว่า ใช้การประชุมผ่านวิดีโอคอลและงานก็ผ่านไปได้ ได้ผลดีด้วย ถ้าเราไม่ทำก็จะไม่รู้ พอทำถึงรู้ว่ามันได้ผลดี 

การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ปรับความคิดยังไง

ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่าต้องทำธุรกิจให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มันยังบอกเราอีกว่าใครปรับตัวได้เร็ว ไม่ใช่แค่รอด แต่จะไปได้ดี ที่สำคัญคือ เราต้องปรับตัวให้เร็วกว่าคนอื่นให้ได้

เป็นคนที่วางแผนต่างๆ เป็นกระบวนการดี คุณซึมซับวิธีคิดแบบนี้มาจากไหน

ทุกอย่างที่หล่อหลอมผมมาจากพวกพระเอกในนิยายที่ผมอ่านครับ ผมอ่านทุกอย่าง ทั้งงานของไอแซค อสิมอฟ นี่ดีมาก หรืองานของแอน ไรซ์ ที่เขียนเรื่องแวมไพร์ หรือหนังสือกำลังภายในก็อ่านครับ มันให้แนวคิดที่ดีมาก มังกรหยกก็อ่าน แต่ผมชอบชอลิ้วเฮียง เป็นพระเอกที่สบายๆ ไม่ต้องฝึกอะไรมากแต่เก่ง

แล้วคุณเอ้กับชอลิ้วเฮียงเหมือนกันยังไง

ชอลิ้วเฮียงเป็นคนไม่ซีเรียส สบายๆ ช่วยปราบผู้ร้าย มีคุณธรรม

สิ่งที่ต้องทำก่อนนนอน

สวดมนต์ครับ ผมทำมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่ได้สวดอะไรเยอะแยะนะครับ สวดเสร็จแล้วก็นั่งเล่นเกมต่อ

ของที่ต้องพกติดตัวตลอด

โทรศัพท์ครับ ยังไงก็ต้องใช้ แล้วไอแพดกับแว่นตาด้วยครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สายตายาวแล้ว (หัวเราะ) 

หนังสือเล่มโปรดของคุณ

ผมอ่านหนังสือเยอะครับ มันจะมีเล่มที่ชอบในช่วงชีวิตหนึ่งแต่ไม่ได้มีเล่มโปรดตลอดกาล อย่างที่ชอบก็งานเขียนของอสิมอฟ เรื่อง Foundation ที่มีหลายตอน ได้อ่านต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่าสิบปี หรือของแอน ไรซ์ นี่ก็ล้ำลึกมาก ทำให้เรามีส่วนร่วมกับการตั้งคำถามของตัวละครหลักๆ ว่าเขาเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเพื่ออะไร ล่าสุดก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเรื่อง Salvation ของแฮมิลตัน

ถ้าต้องเขียนหนังสือเองบ้าง จะเขียนเกี่ยวกับอะไร

ถ้าจะเขียนก็คงเขียนพวกนิยายล่ะครับ คงไม่ได้เขียนพวกฮาวทูหรอกครับ

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

GC Circular Living Symposium 2020 : Tomorrow Together วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เวลา 8.30 – 15.30 น. ลงทะเบียนรับชมทางออนไลน์ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ https://bit.ly/3jPzR3G

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

1

1 นาที คือสถิติที่เร็วที่สุดของผู้เขียนในการซื้อของออนไลน์ 30 วินาทีแรกสำหรับการตัดสินใจ 30 วินาทีต่อมาสำหรับการพิมพ์ CF ทำธุรกรรมทางการเงิน แจ้งที่อยู่จัดส่ง และรอรับของสวยๆ

มีใครให้เร็วกว่านี้ไหมคะ

2

24 ชั่วโมง คือสถิติที่เร็วที่สุดที่ผู้เขียนได้รับของที่เพิ่งกดสั่งซื้อเมื่อเช้า จากสุภาพบุรุษชุดสีส้ม

มีใครให้เร็วกว่านี้ไหมคะ

3

ไม่ใช่เพราะความเร็วเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ The Cloud มีนัดหมายด่วนพิเศษกับ คุณอเล็กซ์ อึ้ง ผู้อำนวยการบริหารสายงานธุรกิจรับ-ส่งพัสดุของเคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) เพราะสิ่งที่ชนะใจชาวเราเวลานี้ คือความเชื่อใจว่าของที่รับฝากจะถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัย

ท่ามกลางการเกิดขึ้นของร้านค้าออนไลน์และบริการรับส่งของด่วนพิเศษเร็วอย่างหัวใจในเวลานี้ เราสนใจวิธีการทำงานของ Kerry Express บริษัทขนส่งรายใหญ่ของฮ่องกง ที่นอกจากจะมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทยแล้ว ยังมีวัฒนธรรมองค์กรที่โดดเด่นจนบริษัทแม่จากฮ่องกงและสาขาอื่นๆ ทั่วทั้งภูมิภาคนี้ต้องบินมาดูงานและนำไปปรับใช้ในประเทศของตัวเอง

บทสนทนาด้านล่างนี้ไม่เพียงชวนคุณอเล็กซ์คุยเรื่องแนวคิดของการเป็นแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนพฤติกรรมและความเข้าใจเรื่องบริการด่วนพิเศษของคนไทย บทเรียนจากความผิดพลาดในอดีตที่ทำให้ Kerry Express ปรับตัวรับมือกับปัญหาต่างๆ ความคิดสนุกๆ ของการสร้างคนรุ่นใหม่ และรักษากองกำลังสำคัญของบริษัท รวมถึงตัวตนและนโยบาย Stupid Boss Policy วิธีการทำงานไม่เหมือนใครที่ทำให้เขากลายเป็นหัวหน้าทีมในอุดมคติ

อย่ารอช้าเลย เพราะท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝากหัวใจ ลงทะเบียนฝากไว้ตัวเอากลับไป ใจให้เก็บรักษา…

อะไรคือความเร็วสูงสุดที่ Kerry Express ทำได้

ถ้าเป็นเรื่องความเร็ว ผมขอไม่พูดถึงความเร็วในการรับ-ส่งพัสดุ เพราะผมเชื่อว่าทุกคนคงพอจะรู้อยู่แล้ว Kerry Express เราเป็นบริษัทที่ทำงานเร็วมาก ยกตัวอย่างเช่น พวกเราใช้เวลาเปิดหน้าร้านสาขาแรกที่อโศก เพียง 6 สัปดาห์นับจากวันแรกที่เราเริ่มต้นความคิดนี้จาก 0 หรือบริการส่งของวันเดียวถึง (Bangkok Sameday) ที่ใช้เวลาเตรียมการคนและออกแบบระบบพร้อมภายใน 2 เดือน นั่นเพราะ Kerry Express เราคิดแล้วลงมือทำเลย

ใครๆ ในโลกนี้ก็รู้ว่าการจราจรของกรุงเทพฯ น่ารักน่าเอ็นดูมากแค่ไหน อะไรทำให้ Kerry Express ยังส่งพัสดุเร็วได้อยู่

เป็นความลับ

ผมล้อเล่น

เหตุผลข้อแรกคือ เรามีทีมงานที่ตรงเวลาและมีวินัยมากๆ คุณรู้มั้ยว่ากว่าพัสดุจากต้นทางจะส่งถึงมือคุณ ต้องผ่านคนกลางถึง 7 คน ที่สำคัญ ถ้าคนกลางเหล่านั้นไม่ใช่คนที่รักษาเวลาหรือมีวินัย เขาเก็บของคุณไว้ยังไม่ยอมส่ง หรือส่วนมากจดจ่ออยู่กับรายการนำส่งล่าสุด ก็จะไม่สามารถจัดการงานและระบบได้ อีกอย่างคือเหตุผลเรื่อง Economy of Scale สมมติว่า Kerry Express มีขนาดใหญ่กว่าบริษัทรับส่งพัสดุทั่วไป 20 – 30 เท่า นั่นแปลว่าขนาดพื้นที่ที่ครอบคลุมต่อคนส่งจะเล็กลง แทนที่ผมจะรับผิดชอบการจัดส่งย่านบางรักจนถึงอโศก การกำหนดขนาดพื้นที่รับผิดชอบย่านใดย่านหนึ่งชัดเจนและเล็กลงก็จะทำให้ทำงานเร็วขึ้นและง่ายขึ้น

ตอนไหนที่คนไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการรับส่งแบบด่วนพิเศษ เพราะในต่างประเทศการรับส่งของด่วนถือเป็นเรื่องปกติที่มีมานานแล้ว

สำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจและระดับการพัฒนาของประเทศ

ย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว คงไม่มีใครยอมจ่ายเงินเพื่อบริการที่มีความเร็วมากกว่า สมัยนั้นถ้าต้องการจะส่งของสักชิ้นคุณต้องไปที่สถานีขนส่งเพื่อฝากของ จากนั้นติดต่อผู้รับปลายทางเพื่อนัดหมายรับสินค้าเมื่อเดินทางไปถึง แต่โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ความรู้ความเข้าใจเปลี่ยน เรามีกิจกรรมกันมากขึ้น ฉันซื้อของจากคุณ แล้วขายต่อให้เธอ เมื่อชีวิตเปลี่ยน บริการพิเศษจึงเกิดขึ้น

อย่างการเกิดขึ้นของร้านค้าออนไลน์ส่งผลต่อธุรกิจให้บริการรับส่งพัสดุด่วนพิเศษยังไงบ้าง

ถ้าย้อนดูเศรษฐกิจประเทศไทยจะเห็นว่ามีการให้บริการของบริษัทขนส่งสินค้าด่วนมา 30 – 40 ปีแล้ว นั่นคือก่อนที่จะมีร้านค้าออนไลน์เกิดขึ้นเสียอีก ซึ่งนับจนถึงวันนี้ Kerry Express มีอายุ 12 ปี และในช่วง 7 ปีแรกของการดำเนินธุรกิจนั้น ประเทศไทยยังไม่มีร้านค้าออนไลน์ เราเริ่มจากให้การบริการรับส่งที่เร็วและดีในกรอบที่จัดการได้

Kerry Express เราวางตัวเองเป็นแพลตฟอร์มไม่ใช่บริษัทขนส่ง นั่นแปลว่าเรามีการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นตลอดเวลา และมีต้นทุนที่ถูกกว่าการเป็นบริษัทขนส่งก็ยิ่งทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น ให้บริการเร็วขึ้น และค่าบริการถูกลงได้

ที่ผ่านมา เรามีภาพจำว่าไม่ว่าจะเลือกส่งของแบบลงทะเบียนหรือด่วนพิเศษก็ให้ผลที่ไม่ต่างกัน อะไรทำให้คุณมั่นใจว่าคนไทยเราต้องการบริการที่ด่วนพิเศษ

ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่สนใจความเร็วนะ แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างความเร็วกับความน่าเชื่อถือ ทุกคนย่อมเลือกอย่างหลัง และการมาของ Kerry Express ตอบโจทย์ทั้งสองข้อนั้น

นอกจากความเร็วแล้ว อะไรคือปัจจัยอะไรทำให้ Kerry Express ชนะใจพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และธุรกิจ SME ในไทย

ผมคิดว่าเป็นเรื่องความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากบริการของเรา เพราะคงไม่อยากคุยกับระบบตอบรับที่ให้กด 1 กด 2 ซึ่งในสายด่วน Kerry Express คุณจะได้คุยกับพนักงานของเราจริงๆ

เราค่อนข้างแปลกใจที่ไม่ค่อยได้ยินข่าวเสียหายหรือดราม่าเกี่ยวกับ Kerry Express คุณมีวิธีการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้นอย่างไร

จริงๆ เป็นความลับทางธุรกิจของเรา แต่โอเค ผมบอกก็ได้

ต้องบอกก่อนว่า Kerry Express เป็นแบรนด์ที่แข็งแรง ซึ่งไม่ได้เกิดจากแผนการตลาดใดๆ ที่นี่เราทำการตลาดน้อยมาก แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดปัญหาเลย

ในจำนวนการรับส่งของ 1,000 ชิ้นจะเกิดปัญหา 2 – 3 เรื่อง เช่น พัสดุหาย หรือชำรุด นั่นคือน้อยกว่า 0.003% ซึ่งเป็นสถิติที่ดีที่สุด ดีกว่าสิงคโปร์และฮ่องกง ทุกวันนี้ที่ Kerry Express มีจำนวนการรับส่งพัสดุ 800,000 กล่องต่อวัน นั่นแปลว่าเราจะเจอเรื่องร้องเรียนจากการบริการนับพันเรื่องในแต่ละวัน คำถามที่เราสนใจจึงไม่ใช่ ‘ทำไม Kerry Express ดีจังเลย’ แต่คือคำถามว่า ‘ทำไมปัญหาเหล่านี้จึงเกิดขึ้น’

สิ่งที่ทำให้แบรนด์เป็นที่ไว้วางใจเสมอมาเพราะเรามีทีมงานร่วมพันคนที่ดูแลในส่วนบริการลูกค้า ในกรณีที่เกิดปัญหาและคุณร้องเรียนเข้ามา เราจะมีพนักงานโทรหาคุณโดยตรงเพื่อรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมจ่ายคืนค่าบริการ หรือถ้าหากคุณร้องเรียนผ่านมาทางโซเชียลมีเดีย เราจะรีบต่อกลับภายใน 15 นาทีพร้อมติดตามผล จะเห็นว่าเรามีทีมจัดการปัญหาเรื่องร้องเรียนที่แข็งแรงมากๆ เพราะเราตั้งใจที่จะเปลี่ยนความรู้สึกไม่พอใจที่มี 0.003% ให้กลายเป็นลูกค้าที่พอใจในบริการของเรา แม้จะเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับงานทั้งหมด

ย้อนกลับไปวันแรก อะไรทำให้ที่ Kerry Logistic บริษัทชื่อดังจากฮ่องกงตัดสินใจเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย  

นอกจากความโดดเด่นเรื่องการเปิดรับสิ่งใหม่ที่มีมากกว่าเมืองอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกันในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยเป็นเมืองในอุดมคติของนักธุรกิจเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีที่ง่ายต่อการทำธุรกิจ มีทรัพยากรและแรงงานที่มีทักษะชั้นดี มีทำเลภูมิศาสตร์ที่ดีเพราะอยู่ใจกลางของทุกสิ่ง จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจที่นี่ อีกเรื่องที่สำคัญคือ ประเทศไทยมีประชากรเยอะและมีพื้นที่ใหญ่มาก เราอยากมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาการขนส่งของประเทศนี้ ซึ่งเราเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่า Kerry Express จะเติบโตอย่างแข็งแรงได้อย่างทุกวันนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ

ทั้งๆ ที่ก่อตั้งและบริหารโดยคนฮ่องกง เราเคยอ่านเจอบทสัมภาษณ์ของคุณที่บอกว่า Kerry Express เป็นบริษัทที่ออกแบบโดยคนไทยเพื่อคนไทย ทำไมคุณเชื่ออย่างนั้น

เรามักจะพูดเสมอว่า Kerry Express คือความภูมิใจของประเทศไทย เพราะนอกจากจะเป็นบริษัทให้บริการขนส่งพัสดุอันดับหนึ่งแล้ว เมื่อดูอัตราการเติบโตและการขยายสาขา Kerry Express ของไทยสามารถเอาชนะฮ่องกง มาเลเซีย และเวียดนาม

สำคัญคือจำนวนทีมงาน ประสบการณ์ และบริการของเรา ไม่ว่าเป็นคน เครื่องมือ และระบบการปฏิบัติงาน ทุกอย่างใน Kerry Express ประเทศไทยออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อคนไทยจริงๆ ซึ่งคุณจะไม่เห็นบรรยากาศแบบนี้ในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ไหน เพราะโดยทั่วไปบริษัทลูกในต่างประเทศต้องดำเนินทุกอย่างตามที่บริษัทแม่กำหนด แต่ที่ Kerry Express ประเทศไทย เราสร้างระบบการทำงานที่เป็นต้นแบบให้สาขาอื่นๆ นำไปปรับใช้ต่อ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสำนักงานใหญ่ของ Kerry Express จึงตั้งอยู่ในประเทศไทย

บรรยากาศหรือวัฒนธรรมองค์กรของ Kerry Express ประเทศไทย มีสไตล์เป็นแบบไหนมากกว่ากัน ระหว่างฮ่องกงและไทย

เราไม่เคยนิยามวัฒนธรรมองค์กรของเราเป็นสไตล์ไหน ถ้าจะต้องนิยาม เราขอเรียกสั้นๆ ว่า Good Culture ที่มีแนวทางเป็นของตัวเอง ซึ่งผมไม่เคยเห็นวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้จากที่ไหน

ที่นี่เราให้ความสำคัญกับความซื่อตรง ไม่ใช่เรื่องการซื่อสัตย์กับศีลธรรม คิดโกงเงินบริษัทแบบนั้นนะ แต่เป็นการซื่อตรงต่อพวกเราเอง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เรื่องการมีลำดับขั้นในงานอย่างที่องค์กรทั่วไปมีอาวุโสหรืออาวุโสกว่า ผมให้เขาเอาออกเลย ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งงานไหน เป็นหัวหน้าหรือลูกน้อง ถ้าคุณมีไอเดียที่ดีกว่า เราเลือกไอเดียนั้น อีกตัวอย่าง สมมติอยู่ในห้องประชุมแล้วมีคนพูดสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ ผมจะไม่พยักหน้าแกล้งทำเป็นรู้ แต่จะถามตรงนั้นจนกว่าจะเข้าใจสิ่งที่เขาพูด และจะช่วยกันพัฒนาจนไอเดียนั้นออกมาลงตัว หรือถ้าเกิดการไม่เห็นด้วยในการประชุม เราจะไม่เกรงใจกันเพราะเป็นเพื่อนกันหรือเป็นหัวหน้า แต่จะช่วยกันหาข้อสรุปที่ลงตัว

การทำงานที่ประเทศไทยทำให้คุณต้องปรับตัวยังไงบ้าง

แม้พวกเราคนฮ่องกงและคนไทยจะมีหน้าตาที่คล้ายกัน เป็นเมืองที่ไม่ได้อยู่ไกลกันมากนัก แต่วัฒนธรรมระหว่างเราแตกต่างกันไม่น้อย ช่วงปีแรกๆ ที่มาประเทศไทยผมพยายามพูดให้น้อยและคอยที่จะสังเกตให้มาก เรียนรู้วัฒนธรรมไทย ความอ่อนน้อมถ่อมตน

ประสบการณ์ทำงานจากฮ่องกงและเซียงไฮ้ หรือวิธีการทำงานแบบคนฮ่องกงที่คุณนำมาปรับใช้กับการทำงานที่ประไทย คืออะไร

บรรยากาศการทำงานค่อนข้างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การทำงานในฮ่องกงและเซียงไฮ้จะค่อนข้างหนักกว่า ชั่วโมงการทำงานและแรงกดดันมีมากกว่า มีความพยายามมากกว่า แต่ละเอียดรอบคอบน้อยกว่า คนทำงานจะแข็งๆ เหมือนหุ่นยนต์มากกว่า ประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาจึงช่วยผมในเรื่องการมองไปข้างหน้า ส่วนสิ่งที่นำมาปรับใช้ได้แก่ความคิดที่มีตรรกะ เหตุและผล โดยทั่วไปแล้วคนฮ่องกงเป็นคนที่มีเหตุและผลสูงทำให้ทำงานหนักมาก แต่เนื่องจากเราเป็นบริษัทที่ให้บริการแพลตฟอร์ม จึงจำเป็นจะต้องคิดอย่างมีเหตุมีผลแทนการใช้ความรู้สึกตัดสินใจ เพื่อให้แผนงานทุกอย่างออกมาเป็นระเบียบเรียบร้อย

คุณเชื่อในเรื่องการทำงานให้หนักมั้ย

เชื่อครับ (ตอบในทันที) ผมมักจะพูดเสมอว่าถ้าคุณเป็นอัจฉริยะ คุณไม่จำเป็นต้องทำงานให้หนัก แต่พวกเราคนส่วนใหญ่เป็นเพียงคนธรรมดา เราจึงจำเป็นต้องทำงานให้หนักเพื่อโอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการทำงานหนักจะทำให้คุณประสบความสำเร็จนะ ก็ถ้าคุณไม่ลองพยายามดูก่อนโอกาสที่จะสำเร็จมันก็จะลดเหลือน้อยลงไป

ที่บอกว่าทำงานหนัก คือหนักแค่ไหน

บางทีก็ 24 ชั่วโมงเลย (นิ่งคิดนาน) ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น เพราะมีเรื่องรายละเอียดที่เราไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ เช่น ในไลน์กลุ่มของออฟฟิศมีกลุ่มชื่อ ER มาจาก Emergency Room ไม่ว่ามีพัสดุสูญหาย เสียหาย หรือเรื่องร้องเรียนใดๆ ในเฟซบุ๊ก ทุกอย่างจะรายงานตรงถึงผม

การทำงานหนักของที่นี่เราไม่ได้หมายถึงจำนวนชั่วโมงทำงาน แต่คือระดับความใส่ใจที่มีต่องาน ต้องบอกว่า Kerry Express ไม่ได้ต้องการให้ทีมงานทำงานหนัก เราแค่อยากให้เขาสามารถทำงานที่ออกมาดีและสำเร็จตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งถ้าคุณทำงานหนักแต่ไม่ได้ผลสำเร็จที่ต้องการก็คงต้องทบทวนกัน ผมจะชอบใจมากกว่าถ้าทีมงานทำงานชิลล์ๆ แต่งานออกมาดี

มีเหตุการณ์ไหนบ้างที่เป็นบทเรียนสำคัญของคุณและทีมงานในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาของ Kerry Express ประเทศไทย

เราผ่านบทเรียนระหว่างทางกันมาเยอะมาก แต่ถ้าถามถึงบทเรียนครั้งใหญ่ที่สุด ได้แก่ เหตุการณ์ช่วงวันหยุดสงกรานต์เมื่อ 4 ปีก่อนที่เราไม่สามารถส่งของได้ทัน ลูกค้าจึงร้องเรียนเข้ามาเยอะมาก เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเครียดของทีมงาน จำได้ว่าใช้เวลา 2 – 3 สัปดาห์ในการแก้ไขปัญหาจนสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ บทเรียนในวันนั้นบอกเราว่าเราไม่สามารถสนใจแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ หรือเวลานี้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมเพื่ออนาคต หลังจากวันนั้น Kerry Express เริ่มลงทุนกับการขยับขยาย คิดถึงการเพิ่มสาขา การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี คิดถึงการเพิ่มกำลังคน และสิ่งที่เรากำลังทำในวันนี้ เราเตรียมเพื่อ Kerry Express ปี 2020

คุณเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

ไม่ คุณถามผมไม่ได้นะ ต้องถามคนอื่น แต่ถ้าผมต้องตอบจริงๆ ผมเป็น Silly Boss ผมไม่เดินตามประเพณีนิยมการเป็นเจ้านาย ผมมีนโยบายการทำงานที่เรียกว่า Stupid Boss Policy ด้วยนะ

ที่ Kerry Express ไม่ว่าผู้บริหารจะอาวุโสหรือไม่ เราจะไม่ทำท่าว่าฉลาดกว่าทีมงานที่เด็กกว่าโดยเด็ดขาด เพราะถ้าเก่งกว่า เขาก็ควรจะทำงานได้เองทุกอย่าง งานของเราไม่ใช่การเป็นคนฉลาด งานของเราคือการปล่อยให้คนที่เก่งกว่าเราแสดงความสามารถอย่างเต็มที่จนทำงานสำเร็จ เป็นการแลกเปลี่ยนกันนะ คุณทำงานให้ผมจนสำเร็จ ส่วนผมให้ผลตอบแทนแก่คุณ คุณต้องเคยได้ยินจากเพื่อนหรืออ่านบทความที่พนักงานบริษัทต่างทนทุกข์ทรมานกับเจ้านายแย่ๆ ไม่กล้าตัดสินใจมาบ้างใช่มั้ย เรื่อง Silly Boss แต่สิ่งที่ Kerry ทำกลับช่วยให้การทำงานของเราเป็นประสิทธิภาพ นั่นเพราะระดับบริหารเราทำงานน้อย (หัวเราะ) เราไม่ผูกตัวติดให้เขาทำงานให้เราตลอดเวลา เราแค่ให้ทิศทาง กำหนดเป้าหมาย จากนั้นให้ความไว้ใจปล่อยให้เขาทำงานจนสำเร็จ เป็นการต่างให้ผลตอบแทนกันและกัน

คนแบบไหนที่คุณอยากทำงานด้วย

(คิดนาน) ที่ Kerry Express เรามีคนทำงานเป็นร้อยเป็นพันรูปแบบ ซึ่งจริงๆ ที่นี่เราไม่มีกำหนดลักษณะของคนที่เราต้องการเป็นพิเศษ แต่ถ้าถามส่วนตัวแล้ว ผมชอบทำงานกับคนที่พูดน้อยแต่ทำเยอะ

คุณชอบส่วนไหนในงานมากที่สุด

ผมชอบกระบวนการสร้างคน ชอบช่วงเวลาของการฝึกฝนคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นผู้จัดการ เป็นผู้จัดการอาวุโส เป็นผู้บริหาร ผมชอบเห็นการค้นหาและพัฒนาขีดความสามารถ ได้เห็นเขาเติบโตในทางของตัวเอง

ที่ Kerry Express เรามีโครงการ Management Service Officer (MSO) โครงการฝึกหัดทีมผู้บริหาร ที่รับคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ทำงาน 2 – 3 ปี นอกจากฝึกฝนประสบการณ์ทำงานจริงแล้วยังมีโอกาสเดินทางไปเรียนรู้งานใน Kerry Express ประเทศต่างๆ จะเห็นว่าทีมงานของเรามีอายุเฉลี่ยเพียง 28 ปี และโดยหัวหน้าทีมส่วนใหญ่อายุยังไม่ถึง 30 แต่สามารถดูแลทีมงานกว่า 200 คนได้

นอกจากประสบการณ์ทำงานแล้ว หลักในการเลือกคนรุ่นใหม่หรือลักษณะพิเศษที่มองหาได้แก่อะไรบ้าง

คนที่จะได้รับคัดเลือกให้เข้าโครงการ MSO จะต้องเป็นคนที่พูดน้อยแต่ทำมาก สำคัญที่สุด คือมีความสามารถที่จะทำให้สิ่งได้รับมอบหมายให้เกิดขึ้นจริง คนไทยมักจะชอบทำงานกับคนที่ดี แต่สำหรับที่นี่การเป็นคนดีจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าคุณทำงานให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าคุณเป็นคนดีด้วย ทำงานเก่งด้วย ก็เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก

อะไรคือสิ่งที่คุณมักจะสอนคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ

มีคำหนึ่งที่ผมมักจะใช้เสมอ คือคำว่า Empathy หรือการรู้ว่าคนอื่นเขาคิดยังไง

ผมมักจะพูดเสมอว่าคุณจะเป็นคนยังไงนั้นไม่สำคัญเท่าคนอื่นเขาคิดกับคุณยังไง ในความจริงคุณอาจจะเป็นคนที่ดีมากๆ แต่ถ้าคนอื่นคิดว่าคุณเป็นคนไม่ดี ก็เปล่าประโยชน์ ซึ่งก็คือ Empathy อย่าคิดถึงแต่ตัวเอง แต่จงคิดว่าเขาจะคิดกับคุณยังไง

ไม่เพียงกับการฝึกฝนคนรุ่นใหม่นะ ผมและผู้บริหารคนอื่นๆ เราก็มีชุดความคิดแบบนี้ เราจะไม่บอกเด็กรุ่นใหม่ว่าเธอเป็นเด็ก ทำไมเธอไม่ทำงานให้หนักเท่าฉัน เราจะไม่คิดแบบนั้น ตำแหน่งผู้บริหารที่เราถืออยู่ไม่ได้แปลว่าเราเก่งกาจกว่าทุกคนหรือรู้ทุกเรื่อง งานของเราคือส่งเสริมให้ทีมงานได้แสดงความสามารถอย่างเต็มประสิทธิภาพ และแทนที่จะกำหนดทิศทางทุกอย่าง เราเลือกที่จะทำไปพร้อมกันมากกว่า

ประสบการณ์ทำงาน 17 ปีใน Kerry Logistics และ Kerry Express ให้บทเรียนอะไรในชีวิต หรือมีความหมายต่อชีวิตคุณยังไง

ให้บทเรียนเรื่องชีวิตเยอะมาก หนึ่งในนั้นคือ พูดให้น้อยและทำงานให้หนัก คุณอย่าเพิ่งเบื่อผมถ้าจะได้ยินพูดคำนี้หลายๆ รอบ

ตัวคุณเปลี่ยนไปจากวันแรกที่ทำงานที่ Kerry Express ประเทศไทยยังไงบ้าง

ผมคิดว่าผมทำงานเก่งขึ้น และ Kerry Express ทำให้ผมรักประเทศไทยมากขึ้นจากวันแรก 20 เท่า ไม่ว่าจะเป็นตัวงานหรือพนักงานที่นี่ทุกคนให้ประสบการณ์ที่ดีเกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดนี้กลายเป็นส่วนสำคัญหนึ่งในชีวิตของผม

คุณตั้งใจจะนำพา Kerry Express ประเทศไทยให้กลายเป็นองค์กรที่เป็นที่รักหรือที่ประสบความสำเร็จ

แน่นอนผมอยากให้เป็นทั้งสองแบบ (ตอบทันที) พวกเรารู้ตัวดีว่าเราไม่ใช่อัจฉริยะ เราไม่ได้ทำงานแบบหุ่นยนต์ เราไม่ใช่นักธุรกิจร่ำรวยยิ่งใหญ่ เราแค่อยากทำบริษัทที่ดี ไม่ใช่แค่บริษัทที่ประสบความสำเร็จด้านตัวเลข แต่สร้างการรับรู้ การจดจำ แก่ผู้คน และมีบรรยากาศการทำงานที่ดีอบอวลไปด้วยการเป็นที่รัก

14 Questions Answered by Executive Director of Kerry Express (Thailand) 

  1. เรื่องใหม่ล่าสุดที่ได้เรียนรู้ : วิธีการทำต้มข่าไก่
  2. กิจกรรมที่คุณมั่นใจในความเร็วของคุณมากที่สุด : การเตรียมตัวขึ้นพูด Speech
  3. ทริปการเดินทางที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต : เซียงไฮ้ เมื่อปี 2000 เป็นช่วง 1 ปีก่อนเรียนจบ ซึ่งผมมีโอกาสเข้าโปรแกรมแลกเปลี่ยน ทำให้ได้เริ่มต้นทำงานที่ Kerry Logistics
  4. หนังสือเล่มที่อ่านล่าสุด : The Biography of Robert Kuok
  5. สิ่งที่คุณมักจะทำเมื่อถึงออฟฟิศ : ดื่มกาแฟดีๆ สักแก้ว
  6. ถ้าคุณจะต้องขึ้นพูดในงานปัจฉัมนิเทศนักศึกษาเป็นเวลา 10  วินาที คุณจะพูดว่า : You are not how good you are, You are how good people think you are.
  7. ใครหรือคนรุ่นใหม่แบบไหนที่คุณชื่นชอบ : ผมชอบคนรุ่นใหม่ที่มีวินัย คนที่ไว้ใจได้ คนที่พูดน้อยแต่ทำมาก ว่าแต่วันนี้ผมพูดคำนี้ไป 5 รอบแล้วใช่มั้ย
  8. คำพูดดีๆ ที่คุณมักจะหยิบขึ้นมาใช้เสมอ : นอกจากประโยคข้อ 7 แล้ว อีกประโยคที่ชอบคือ ‘Be Water, My Friends’ ของ Bruce Lee หมายความว่า ในการต่อสู้ คุณสามารถใช้กำปั้นชกแก้ว โต๊ะ น้ำแข็ง กำแพงให้แตกสลายได้ แต่คุณชกน้ำไม่ได้
  9. คำพูดที่ใช้กับผู้ร่วมงานเสมอ : Zero-Politics
  10. ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย : ทีมบาสเกตบอล
  11. คุณจะรู้สึกมีพลังทุกครั้งที่คุณ… : ตื่นนอน
  12. ความสนใจของคุณเมื่ออายุ 25 35 และปัจจุบัน : ตอนอายุ 25 ผมชอบสะสมนาฬิกา กล้อง อายุ 35 ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงาน ฟังแล้วเศร้านะที่มีงานกลายเป็นงานอดิเรก (หัวเราะ) ความสนใจตอนนี้ ผมอยากช่วยคนรุ่นใหม่ที่มีความฝันและความตั้งใจแต่ขาดทุนทรัพย์ ผมเองเริ่มจากคนที่ไม่มีอะไร ไม่มีแม้กระทั่งความฝัน ดังนั้น ผมจึงรู้สึกชื่นชมคนที่รู้ตัวและฝันว่าอยากทำอะไรแต่ขาดแคลนปัจจัยบางอย่าง
  13. จงยกตัวอย่างของสิ่งที่มีส่วนผสมระหว่างความเป็นฮ่องกงและความเป็นไทยมากที่สุด : ข้าวมันไก่ เป็นตัวแทนอาหารไทยที่มีความฮ่องกงมาก นั่นคือ การจัดจานเวลาจะเสิร์ฟมีความเป็นขั้นตอน ความเร็วในการเสิร์ฟข้าวมันไก่ และที่สำคัญ ข้าวมันไก่เป็นอาหารที่ไม่เคยเสิร์ฟผิดเลย
  14. ถ้าได้รับเชิญให้ไปสอนหนังสือ คุณจะสอนวิชาอะไร : วิชา Elementary Logic

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load