ธุรกิจมีขึ้นมีลงตามวัฏจักรของมันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็กก็ตามที กระทั่งบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC แบรนด์เคมีภัณฑ์ระดับโลกของไทย ก็ยังต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลก พร้อมรับมือกับแรงกดดันจากผู้บริโภคซึ่งคาดหวังว่าผู้ผลิตทั้งหลายจะพัฒนาสินค้าที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ

ในยุคก่อน COVID-19 พลาสติกถูกแบนจากสังคมจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องการบริหารจัดการขยะ ทั้งที่พลาสติกมีประโยชน์อย่างมากกับการดำรงชีวิตที่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมน้อยลง นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของนวัตกรรมแห่งอนาคต 

จนเมื่อโลกเผชิญกับโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเจอมาก่อนนี้ บทบาทของพลาสติกจึงยิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้นสำหรับสุขอนามัยของผู้คน และกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความมั่นคงด้านสาธารณสุขและการแพทย์ไปโดยปริยาย ซึ่งพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินค้าหลักที่ GC ผลิตเท่านั้น แกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ยังครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อะโรเมติกส์ โอเลฟินส์ โพลิเมอร์ เอทิลีนออกไซด์ เคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ฟีนอล และ Performance Materials & Chemicals

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GC ยังคงเชื่อในคุณค่าหลักขององค์กรที่ปลูกฝังให้คนกล้าคิด กล้าทำ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เขาเห็นว่าไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้จะมีพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ แต่ธุรกิจพลาสติกเดิมก็จะยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นเพื่อการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานนับพันรายของ GC ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องแม้จะปรับใช้กับกระบวนการทางธุรกิจของตนเองมานานแล้วก็ตามที 

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

The Cloud ได้พูดคุยกับกัปตันทีมผู้เชื่อเรื่ององค์ความรู้และรักการอ่านหนังสือทุกประเภทเมื่อมีเวลาว่าง และทราบว่ากำลังจะมีงาน GC Circular Living Symposium 2020 ที่ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังจะจุดประกายให้ภาคธุรกิจและคนในสังคมได้เห็นประโยชน์ที่นำไปสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง มีผู้ที่ปฏิบัติจนประสบความสำเร็จแล้วจริงๆ จากทั่วทุกมุมโลกมารวมเอาไว้ในงานเดียว 

ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

ตอนนี้เวลาพูดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ใครๆ ก็หยิบยกเรื่อง Climate Change มาพูด GC มีมุมมองเรื่องความยั่งยืนอย่างไร

ผมว่าการให้ความสำคัญกับเรื่อง Climate Change เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ความยั่งยืนที่เราเชื่อและทำมาโดยตลอดมันครอบคลุมทุกส่วนอยู่แล้ว มาถึงวันนี้มันไม่ได้เปลี่ยนไป ความยั่งยืนคือการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม 

อย่างด้านเศรษฐกิจ เรามองว่าไม่ได้จะเน้นกำไรอย่างเดียว จริงอยู่ที่การทำธุรกิจต้องมีกำไรอยู่แล้ว แต่กำไรต้องครอบคลุมทุกส่วนมากขึ้น เพราะมันไม่ได้มีแค่เราแต่ต้องคิดถึงคนอื่นด้วย ช่วงที่ COVID-19 ส่งผลกระทบนี้ไปถึง ซัพพลายเออร์และลูกค้าของเรา เราก็ต้องพาเขาไปด้วยกันให้ได้ ถ้าจะทำธุรกิจอย่างยั่งยืน คนในห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทานจะต้องไปด้วยกันได้ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งโลกอยู่แล้ว ถ้าเราอยู่ดีแต่คนอื่นไม่ดี มันก็ไปต่อไม่ได้ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ของเราก็เกี่ยวพันกับอีกร้อยพันองค์กรครับ เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้ยาว เพื่อจะอยู่กันยาวๆ 

อย่างด้านสังคม บ้านของเราก็คือที่โรงงานในจังหวัดระยอง เราก็ต้องดูแลสังคมในระยองด้วย ไม่ว่าจะระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น การดูแลพวกเขาก็ต้องยั่งยืน ไม่ใช่การเอาเงินไปให้ แต่ต้องทำให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่เราช่วยประคองเขาด้วยการช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มโควต้ารับคนระยองมาทำงาน สนับสนุนภาคการศึกษา ช่วยด้านประมงหรือเกษตรกรรม ใช้ความรู้ของเราไปสอนเขาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรง 

ในส่วนของสิ่งแวดล้อม เราใส่ใจกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) สิ่งที่ GC เน้นคือ Climate Change และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สิ่งที่เราทำอยู่ต้องมีผลต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญด้วยหลักการของ Circular Economy นี่ล่ะครับ 

แล้วทาง GC ทำเรื่อง Circular Economy อย่างไร

เรามีแนวคิดที่สำคัญคือ Chemistry for Better Living นี่เป็นวิสัยทัศน์สำคัญที่อธิบายเรื่องความยั่งยืนได้ เราทำเคมีภัณฑ์เพื่อให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มีการเดินทางสะดวก มีสุขอนามัยต่างๆ ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ คำว่า Chemistry ยังไม่ได้หมายถึงเรื่องของเคมีภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงเคมีระหว่างกัน การอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนของสังคมกับสิ่งแวดล้อมด้วย เกิดเป็น Better Living

หลักการทำ Circular Economy ของ GC แบ่งออกเป็นสามเรื่องครับ เรื่องแรกคือ Smart Operating เราต้องทำงานอย่างฉลาดเพื่อลดการใช้ทรัพยาการ ลดการปล่อยของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบให้น้อยลง ประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งชี้วัดได้จากกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยลง ไม่ว่าใครก็เอาไปปรับใช้ได้

เรื่องที่สองคือ Responsible Caring ซึ่ง GC มีสินค้าที่ครบวงจร ถ้าเป็นพลาสติกจากปิโตรเคมี ก็จะเอาไปรีไซเคิลหรืออัพไซเคิลได้ ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพ พอเอาไปทิ้งในดินก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ นี่เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำของเหล่านี้ออกมา หรือสำหรับในชีวิตประจำวัน อาคารต่างๆ ที่ออกแบบหรือก่อสร้างโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง หรือใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีความคงทนแข็งแรง ก็ถือเป็น Responsible Caring เช่นกัน

และเรื่องที่สาม Loop Connecting เป็นการสร้างแนวร่วมเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดี ถ้าเราทำสองอย่างแรกมันก็ดีครับ แต่ถ้าทำกันไม่มากพอ ผลลัพธ์ก็จะอยู่ในวงจำกัด เราจึงต้องสร้างองค์ความรู้ให้กับแนวร่วม เราเริ่มจากปลายน้ำก่อน จากเล็กไปใหญ่ หลายปีที่แล้วเราช่วยกันเก็บขยะพลาสติกจากทะเล เอาไปผ่านขั้นตอนการีไซเคิลและอัพไซเคิล เป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (Recycled Polyester) ก่อนนำไปผสมกับเส้นใยฝ้าย (Cotton) และเส้นใยซิงค์โพลิเอสเตอร์รีไซเคิล (Antibacterial Polyester Zinc) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นอับเวลาสวมใส่แล้วนำไปถักทอโดยชาวบ้านชุมชนคุ้งบางกะเจ้า เป็นจีวรรีไซเคิลสีพระราชนิยมที่นุ่งห่มสบาย ไม่ยับง่าย และแห้งไว นี่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเลย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

ปลูกฝังคนในองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เห็นความสำคัญเรื่องนี้อย่างไร

GC เกิดจากการควบรวมสี่บริษัทที่มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน เราก็เลยต้องทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเลย เราทำงานด้วยกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กรและคุณค่าหลักขององค์กรร่วมกันสี่เรื่อง มีเรื่องหนึ่งที่เป็นคุณค่าหลัก คือเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน อันนี้เราปลูกฝังและปรับมาใช้เรื่อง Circular Economy ด้วย 

ถ้าเรามองเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มันจึงจะเกิดได้ ตอนนี้เรามีแนวร่วมกับบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของเราที่เชื่อเรื่องความยั่งยืนเหมือนกัน สุดท้ายทำแล้วต้องเป็นธุรกิจให้ได้ อย่างตอนนี้ GC ก็ร่วมมือกับกลุ่มไทยเบฟ ผลิตบรรจุภัณฑ์ให้เขาซึ่งก็ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ หรืออย่างธนาคารกสิกรไทยกับเครือไทยยูเนี่ยนก็จับมือกับเราเช่นกัน

ก่อนหน้านี้คนมองว่าพลาสติกเป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม 

ผมคิดว่าพลาสติกเป็นของที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมนะครับ เช่น ภาชนะต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องไปตัดต้นไม้มาใช้ ปัญหาจริงๆ คือเราทิ้งมันไม่ดี ทิ้งลงไปตามท่อบ้าง ทิ้งบนพื้น ขยะเหล่านี้ก็ถูกพัดพาลงแม่น้ำ ลงทะเล พอลงทะเลปลาก็มากิน สะท้อนว่าปัญหาอยู่ที่การจัดการ

ก่อน COVID-19 เราพยายามสื่อสารไปทุกส่วนว่าวิธีแก้ปัญหาจะต้องมีทางออกเพื่อทุกคน ใครอยากใช้พลาสติกก็ต้องหาทางให้เขาทิ้งได้อย่างถูกต้องเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ต่อ หรืออาจมีอีกทางเลือกคือไบโอพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ ตอนนี้พอเกิดโรค COVID-19 คนก็กลัว การนำพลาสติกกลับมารีไซเคิลก็น้อยลง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัย เราก็เลยมองว่าความเข้าใจเรื่อง Circular Economy เป็นสิ่งจำเป็น ต้องมีวิธีทำให้คนช่วยกันมากขึ้น อย่างล่าสุดเราไปร่วมมือกับภาครัฐและผู้ให้บริการจัดส่งอาหารในการช่วยลดขยะพลาสติกซึ่งเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ในแอปพลิเคชันมีให้เลือกได้ว่าจะใช้บรรจุภัณฑ์ไบโอพลาสติกหรือไม่ มีทั้งหลอด ภาชนะ และช้อนส้อม ทุกคนต้องช่วยร่วมมือกันแบบนี้ 

นี่เป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับ GC Circular Living Symposium 2020 คุณคาดหวังกับงานนี้แค่ไหน

เราต้องการทำให้สังคมเห็นว่าเรื่อง Circular Economy นี้ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี มีองค์ประกอบสามสี่อย่างที่ทำให้งานนี้แตกต่างจากงานอื่น อย่างแรกก็คือ แนวร่วมและพันธมิตร นี่ไม่ใช่แค่งานที่ GC มาบอกว่าเราทำอะไรบ้าง แต่เป็นที่ที่เราให้แนวร่วมที่เป็นทั้งคู่ค้า ผู้นำความคิด กระทั่งเยาวชนก็มาร่วมงานด้วย 

อย่างที่สองคือ นวัตกรรม มีสินค้าที่ผลิตด้วยแนวคิด Circular Economy ออกมาให้เห็นกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิด 

อย่างที่สามคือ ธุรกิจ ทุกคนในงานจะมาคุยกันว่าทำอย่างไรให้เรื่องนี้เป็นธุรกิจขึ้นมาได้จริง 

และเรื่องสุดท้ายคือ ระบบนิเวศ ที่จะแสดงให้เห็นว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร สินค้าและโมเดลธุรกิจจะเป็นอย่างไรนับจากนี้ GC ยังมีพันธมิตรระดับโลกอย่าง National Geographic มาร่วมงานด้วย เขาจะมาโชว์ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้คนในงานเห็นผ่านโลกออนไลน์ด้วย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

งานปีนี้จะต่างจากปีที่แล้วอย่างไร

ปีที่แล้วเราสร้างการตระหนักรู้ให้คนเห็นความสำคัญของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ปีนี้เราจึงทำให้เห็นการปฏิบัติได้จริงมากขึ้น ทำให้เห็นชัดไปเลยว่าเป็นอย่างไร เพื่อจุดประกายให้ทุกคนเห็นตัวอย่าง เกิดไอเดียเลยว่าถ้าเราอยากทำเรื่องนี้ จะประยุกต์กับธุรกิจและชีวิตของเราอย่างไร 

ที่น่าทึ่งคือมีผู้นำความคิดหลายสิบคนที่เป็นตัวจริงในแต่ละด้าน ตั้งแต่ Startup ไปจนถึงธุรกิจใหญ่ๆ จะมาแชร์ว่าเขาเอาแนวคิด Circular Economy ไปใช้ในองค์กรอย่างไร สร้างความเชื่อมโยงในรูปแบบไหน เราอยากให้ทุกคนได้เห็นว่าแนวคิดนี้ถูกนำไปทำให้เกิดผลได้อย่างไร เมื่อมีคนเอาไปต่อยอด เราก็ช่วยพวกเขาให้ไปทำต่อ ทำแล้วติดขัดตรงไหนหรือไม่เข้าใจก็กลับมาคุยกัน เรามีเครือข่ายทางธุรกิจต่างๆ ที่พร้อมช่วยเหลือเพื่อขยายผลเรื่องนี้ออกไป

จากนี้โลกของพลาสติกจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ทุกวันนี้ธุรกิจก็พยายามทำผลิตภัณฑ์ให้บางลงแต่แข็งแรงขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น ทิศทางของพลาสติกคือคนต้องการคุณภาพที่ดีขึ้น ลดปริมาณการใช้ลง อนาคตจะเป็นเรื่องของคอมโพสิต (วัสดุที่มีองค์ประกอบจากเคมีที่แตกต่างกันตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมาผสมกัน) มากขึ้น ไม่ใช่แค่โพลีเมอร์อย่างเดียว มีทั้งนาโนคาร์บอนและไฟเบอร์ต่างๆ การหลอมรวมวัสดุต่างๆเข้าด้วยกันให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น จะเป็นเทรนด์นับจากนี้ไป อย่างรถยนต์ไฟฟ้าที่จะใช้กัน น้ำหนักต้องเบา มันก็ต้องอาศัยวัสดุพวกโพลีเมอร์มากขึ้น ยางก็จะเป็นยางสังเคราะห์มากขึ้น เราจึงต้องมีความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น นี่ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ 

สำหรับไบโอพลาสติกหรือพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนั้น GC ถือเป็นผู้ผลิตระดับโลก จึงเป็นส่วนเสริมทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จะมาแทนพลาสติกทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ ทิศทางของเราคือการก้าวไปสู่การทำสินค้าที่พิเศษมากขึ้น ลดความเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ Performance Product มากยิ่งขึ้น ถึงแม้อาจจะผลิตยากขึ้น กลุ่มลูกค้าก็อยู่ในวงจำกัด มีการใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อลดการแข่งขัน ซึ่งสุดท้ายก็จะช่วยลดปริมาณขยะลงและตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนอย่างชัดเจน

ผลิตของคุณภาพสูง ใช้ได้นาน อย่างนี้ผู้บริโภคก็จะซื้อไม่บ่อยนะครับ

เราก็หันไปผลิตอย่างอื่นแทนได้ครับ นี่เป็นความท้าทายของเรา ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ในโลกยังมีอีกมาก ไม่ใช่แค่พลาสติก ซึ่งปัจจุบัน ความต้องการใช้ก็ยังเยอะมาก การผลิตของอย่างเดิมมาสิบๆ ปี สักวันหนึ่งมันก็ต้องหายไป เป็นไปตามวัฏจักรธุรกิจ ของอย่างหนึ่งอยู่มาถึงช่วงหนึ่งก็จะเลิกไปเอง เดี๋ยวก็มีของใหม่มาแทน

วัฒนธรรมองค์กรแบบ GC เป็นอย่างไร

เราทำงานบนหลักคิดสี่อย่าง คือหนึ่ง กล้าคิดกล้าทำ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า สอง พัฒนาตัวเองและทำงานเป็นทีม สาม ทำงานเชิงรุกสนองความต้องการของลูกค้า สี่ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 

องค์กรเราผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ ทำเรื่อง Digital Transformation กันมาสักพักแล้ว ต้องปรับตัวให้เร็ว ทำงานร่วมกันโดยไม่ยึดกับไซโลที่แยกขอบเขตงาน และวัดผลงานความสำเร็จเฉพาะภายในหน่วยงานของตัวเอง ตอนนี้เราก็อยู่ระหว่างปรับองค์กร ผมพูดกับทุกคนว่าจะต้องพัฒนาทักษะใหม่กันหมด การที่ทำงานเดิมจนเก่งเป็นเบอร์หนึ่งในงานนั้นหลายๆ ปี อาจจะต้องเปลี่ยนไปลองทำงานอื่นดูบ้าง 

ผมไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นคนใหม่หรือคนเก่า ทุกคนสำคัญเท่ากัน เราอยู่ร่วมกัน คุณธรรมพื้นฐานต้องเหมือนกัน ต้องฟังคนอื่น กล้าคิดกล้าทำ แสดงความคิดเห็นได้ ทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะคนรุ่นไหนก็ต้องทำงานแบบนี้ ไม่จำเป็นที่คนรุ่นใหม่จะเป็นปัญหาเสมอไปนะ บางทีคนรุ่นเก่าก็เป็นปัญหาเสียเองเพราะว่าทำแบบเดิมมานาน แต่คนเก่าเขาก็มีข้อดีของเขาที่คนใหม่ยังไม่มี 

สไตล์การบริหารงานของคุณเป็นอย่างไร

ผมมีความเชื่อว่า การทำงานนั้นเราต้องมีความรู้ ความรู้ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าตำรานะ และผมก็ไม่เชื่อเรื่องการใช้แต่ประสบการณ์หรือคิดเอาเอง สมัยนี้มีองค์ความรู้เยอะมาก ต้องรู้ในสิ่งที่ทำอยู่ ใช้ความเก๋าอย่างเดียวไม่ได้

อย่างถ้าทำการตลาดก็ต้องรู้จักกระบวนการผลิตด้วย ทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐาน ผู้ใหญ่ที่จะขึ้นมาบริหารงานต้องรู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นก็จะโดนเด็กๆ โห่ได้ เวลาส่วนใหญ่ของผมใช้ไปกับการคุยกันครับ ส่วนใหญ่ก็ประชุมงาน คุยงาน หน้าที่ผมก็ต้องคุยกับคนนั้นคนนี้ให้เขาเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน 

สำหรับการบริหารองค์กร เรื่องคนนี่ยากที่สุดครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีองค์ประกอบที่ละเอียดอ่อนพอสมควร สุดท้ายองค์กรต้องเดินไปข้างหน้า เราต้องตัดสินใจ และไม่ใช่ทุกคนที่จะยินดีกับการตัดสินใจของเรา ซึ่งผู้บริหารต้องบริหารสมดุลเรื่องนี้ให้ได้

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

Questions answered by CEO of GC

ดื่มกาแฟไหม

เอสเปรสโซ่มัคคิอาโต้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมลองดื่มกาแฟเลย ปกติไม่ชอบเพราะดื่มแล้วจะมึน แต่จำได้ว่าไปลองกินที่ร้าน Monmouth ที่ลอนดอน อร่อยมาก เขาจะใส่น้ำตาลทรายแดงละเอียดๆ ลงไป 

เครื่องดื่มโปรด

ไวน์ครับ เป็นไวน์แดง ดื่มได้หมดทั้งไวน์ฝรั่งเศสและอิตาลีครับ แต่ละที่ก็มีข้อดีของมัน ไวน์ขวดละสองพันบาทดีๆ ก็มีนะครับ แต่ต้องเลือกหน่อย คนที่เราดื่มไวน์ด้วยก็จะช่วยเพิ่มรสชาติ บางครั้งไม่ดื่มไวน์ เราก็เลือกวิสกี้ครับ

งานแรกที่นึกถึงเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา

ปกติผมจะไม่แบ่งเวลาแบบนั้น เวลาทำงานผมก็รีแลกซ์ได้ เวลารีแลกซ์ก็ทำงานได้ ปกติจะเดินทางเยอะช่วงก่อน COVID-19 เราสามารถทำงานเมื่อไหร่ก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ มันอยู่กับเราได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างช่วง COVID-19 นี้ GC นี่เป็นที่แรกๆ ที่ปรับตัวเร็วมาก เรารู้อยู่แล้วโลกจะเป็นแบบนี้ไปอีกนาน ต่อให้ COVID-19 หายก็อาจจะมีโรคอื่นเกิดขึ้นมาได้ เราก็ทำให้พนักงานเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเราทำงานจากที่บ้านได้ ตอนนี้เราก็ให้คนสองในสามของบริษัททำงานจากที่บ้านและจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เดี๋ยวนี้เราประชุมได้ทุกที่อยู่แล้ว 

มีอยู่ทริปหนึ่งช่วงต้นปีที่ปกติผมต้องไปอังกฤษ ตอนนั้น COVID-19 ระบาดหนักมาก แม้เป็นธุระสำคัญ ต้องไปเจอคนนั้นคนนี้ สุดท้ายผมตัดสินใจไม่ไปดีกว่า ใช้การประชุมผ่านวิดีโอคอลและงานก็ผ่านไปได้ ได้ผลดีด้วย ถ้าเราไม่ทำก็จะไม่รู้ พอทำถึงรู้ว่ามันได้ผลดี 

การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ปรับความคิดยังไง

ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่าต้องทำธุรกิจให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มันยังบอกเราอีกว่าใครปรับตัวได้เร็ว ไม่ใช่แค่รอด แต่จะไปได้ดี ที่สำคัญคือ เราต้องปรับตัวให้เร็วกว่าคนอื่นให้ได้

เป็นคนที่วางแผนต่างๆ เป็นกระบวนการดี คุณซึมซับวิธีคิดแบบนี้มาจากไหน

ทุกอย่างที่หล่อหลอมผมมาจากพวกพระเอกในนิยายที่ผมอ่านครับ ผมอ่านทุกอย่าง ทั้งงานของไอแซค อสิมอฟ นี่ดีมาก หรืองานของแอน ไรซ์ ที่เขียนเรื่องแวมไพร์ หรือหนังสือกำลังภายในก็อ่านครับ มันให้แนวคิดที่ดีมาก มังกรหยกก็อ่าน แต่ผมชอบชอลิ้วเฮียง เป็นพระเอกที่สบายๆ ไม่ต้องฝึกอะไรมากแต่เก่ง

แล้วคุณเอ้กับชอลิ้วเฮียงเหมือนกันยังไง

ชอลิ้วเฮียงเป็นคนไม่ซีเรียส สบายๆ ช่วยปราบผู้ร้าย มีคุณธรรม

สิ่งที่ต้องทำก่อนนนอน

สวดมนต์ครับ ผมทำมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่ได้สวดอะไรเยอะแยะนะครับ สวดเสร็จแล้วก็นั่งเล่นเกมต่อ

ของที่ต้องพกติดตัวตลอด

โทรศัพท์ครับ ยังไงก็ต้องใช้ แล้วไอแพดกับแว่นตาด้วยครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สายตายาวแล้ว (หัวเราะ) 

หนังสือเล่มโปรดของคุณ

ผมอ่านหนังสือเยอะครับ มันจะมีเล่มที่ชอบในช่วงชีวิตหนึ่งแต่ไม่ได้มีเล่มโปรดตลอดกาล อย่างที่ชอบก็งานเขียนของอสิมอฟ เรื่อง Foundation ที่มีหลายตอน ได้อ่านต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่าสิบปี หรือของแอน ไรซ์ นี่ก็ล้ำลึกมาก ทำให้เรามีส่วนร่วมกับการตั้งคำถามของตัวละครหลักๆ ว่าเขาเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเพื่ออะไร ล่าสุดก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเรื่อง Salvation ของแฮมิลตัน

ถ้าต้องเขียนหนังสือเองบ้าง จะเขียนเกี่ยวกับอะไร

ถ้าจะเขียนก็คงเขียนพวกนิยายล่ะครับ คงไม่ได้เขียนพวกฮาวทูหรอกครับ

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

GC Circular Living Symposium 2020 : Tomorrow Together วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เวลา 8.30 – 15.30 น. ลงทะเบียนรับชมทางออนไลน์ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ https://bit.ly/3jPzR3G

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

กว่าเมืองหลวงประเทศไทยจะมีหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ที่เปิดให้ทุกคนเข้าชมฟรีที่ใจกลางเมือง ประชาชนและกลุ่มศิลปินผลักดันโครงการนี้มาตั้งแต่ 24 ปีที่แล้ว

ปีนี้หอศิลป์ร่วมสมัยแห่งนี้อายุครบรอบ 10 ปี ไม่ใช่เวลาที่นานนักบนหน้าประวัติศาสตร์ แต่ก็นานพอที่จะปลูกฝังศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัยให้ประชาชนชาวไทย และบ่มเพาะดูแลศิลปินจำนวนมากให้เติบโต

ใครที่ตามข่าว BACC ช่วงนี้ คงรู้ว่าศูนย์ศิลปะที่ดำเนินงานด้วยภาษีของประชาชนมาตลอด กำลังประสบปัญหาหนักเรื่องงบประมาณจนเกือบถึงขั้นตัดน้ำตัดไฟ เนื่องจากสภากรุงเทพมหานครไม่อนุมัติเงินสนับสนุนตลอดทั้งปีนี้ และก่อนหน้านี้ยังแสดงความประสงค์จะเข้ามาบริหารที่นี่เอง แทนที่คณะกรรมการมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

เป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก และเป็นช่วงเวลาที่ไม่ง่ายสำหรับ ครูป้อม-ผศ.ปวิตร มหาสารินันทน์ ผู้รับตำแหน่งผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครมาได้เพียง 7 เดือน

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ

คนจำนวนไม่น้อยรู้จักผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการแสดงคนนี้ในฐานะประธานชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง ประธานคณะกรรมการสรรหาศิลปินศิลปาธร อนุกรรมการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมประเทศไต้หวัน

ในฐานะลูกศิษย์เอกศิลปการละครที่เรียนกับครูป้อมทุกปี ยืนตบมือยินดีในวันที่ครูได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นอัศวินจากประเทศฝรั่งเศสเมื่อ 4 ปีก่อน (ช่วงนั้นใครๆ ก็เรียกครูว่า ‘อัศวิน’) ฉันรู้จัก ผอ. คนนี้ในฐานะครูที่เล่าประวัติการละครกับเทศกาลละครทั่วโลกให้ฟัง เปิดหนังอินดี้ประหลาดๆ ให้ดู ทั้งยังชักชวนสารพัดละครจากยุโรปมาแสดงที่คณะ และบางครั้งยังเล่นละครหรือกำกับเอง

“To be, or not to be, that is the question…”

แฮมเล็ตรำพึงกับตัวเองว่าจะมีชีวิตอยู่หรือตายจากไป ฉันนึกถึงบทละครโด่งดังที่ครูเคยสอนในห้องเรียน แม้ชีวิตไม่ร้าวรานโศการะดับตัวเอกของเชกสเปียร์ แต่ภาวะเปราะบางของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครก็ชวนกังขา

ไม่ใช่คำถามว่าอยู่หรือไปหรอก ยังไงเขาก็สู้ต่อ

แต่ผู้บริหารคนนี้จะโอบอุ้มประคองที่นี่ต่อไปอย่างไร

These are the questions.

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ

ตอนนี้สถานการณ์ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครเป็นอย่างไร

ล่าสุด (วันที่ 1 ตุลาคม 2561) หอศิลป์ได้งบประมาณค่าน้ำค่าไฟของปีนี้และปีหน้าแล้ว แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าจัดนิทรรศการ กิจกรรม การศึกษา รองผู้ว่าฯ รับเรื่องว่าจะไปหาวิธีช่วย ขอเวลา 2 สัปดาห์ครับ

หลายคนคิดว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วตั้งแต่หลายเดือนก่อน พอผู้ว่าฯ บอกว่าจะไม่ยุ่งกับหอศิลป์แล้วถ้าประชาชนไม่ต้องการ ก็คือจบเรื่อง แต่ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์งบประมาณเป็นอย่างไร

ตอนที่เขาฉลองกันผมไม่ได้ดีใจด้วยเลยนะ ผมรู้อยู่แล้วว่าการที่ กทม. จะยึดไปบริหารทันทีเป็นไปไม่ได้ ถึงในสัญญาเขาจะเขียนว่า กทม. จะเลิกสัญญาได้ทุกเมื่อ เพราะหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครเป็นอาคารที่สร้างขึ้นโดย กทม. อยู่บนพื้นที่ของ กทม. ถ้าเขาเห็นว่ามูลนิธิบริหารงานไม่ดี เขาก็ยกเลิกสัญญาได้ แต่สัญญาเราก็ยังมีอยู่ถึงสิงหาคม ปี 2564 ส่วนของผมหมดปี 2565 ไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขสถานการณ์ยังไงก็ตาม เราก็จะทำให้ได้ ผมมั่นใจว่ามูลนิธิฯ ต้องได้ต่อสัญญา และได้บริหารหอศิลป์ต่อหลังปี 2564

บางคนพูดว่าหอศิลป์อยู่ในทำเลทองขนาดนี้ จะมีผลประโยชน์ทางธุรกิจมาเกี่ยวข้องรึเปล่า ซึ่งนั่นอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ผมก็ทำส่วนของผมให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ในเวลานี้

ปัญหางบประมาณนี้เกิดจากอะไร

สภากรุงเทพมหานครมองว่าสัญญาของหอศิลป์ไม่ถูกต้อง ทำให้จ่ายงบประมาณไม่ได้

มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครเซ็นสัญญาโอนสิทธิ์ใช้หอศิลป์จาก กทม. เมื่อเดือนสิงหาคม 2554 มีกำหนด 10 ปี มีเงื่อนไขที่ตกลงร่วมกัน เช่น มูลนิธิสามารถให้เช่าพื้นที่ห้องประชุม ห้องออดิทอเรียม กับประชาชนในราคาที่ยุติธรรม ให้เอกชนเช่าพื้นที่ร้านค้าได้ เป็นรายได้ของมูลนิธิ

แต่สิ่งที่ห้ามทำคือการเก็บค่าเข้าหอศิลป์ ค่าเข้าชมนิทรรศการ ค่าเข้าร่วมกิจกรรม และต้องจัดกิจกรรมให้กับบุคลากรในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ทั้งนักเรียน ครูอาจารย์ อย่างน้อยปีละ 2,000 คน ที่เหลือคือต้องจัดนิทรรศการขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ อย่างน้อยขนาดละ 1 ครั้ง

จากเดิมที่เซ็นสัญญาโอนสิทธิ์ มูลนิธิฯ ได้รับเงินสนับสนุนจาก กทม. ทุกปี ราว 40 – 45 ล้านบาท เป็นงบส่วนใหญ่ประมาณ 55% – 60% ของเราที่นำมาบริหารจัดการ ไม่ว่าจะค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจัดกิจกรรมต่างๆ ส่วนอื่นๆ เราขอสปอนเซอร์ และหารายได้อื่นเพิ่มเติมจากการบริหารพื้นที่ อย่างปีที่แล้วเราได้งบ 45 ล้าน เราหาได้เอง 37 ล้าน รวมเป็น 82 ล้าน เราใช้ไป 75 ล้าน ที่เหลือเราก็เก็บไว้ใช้ปีถัดไป

เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม ปี 2560 เขาพิจารณางบประมาณปี 2561 คือตั้งแต่ 1 ตุลาคมปี 2560 – 30 กันยายน 2561 แต่แทนที่ให้งบอุดหนุนมา เงินนี้กลับไปอยู่ที่สํานักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว (สวท.) ซึ่งขึ้นตรงกับกรุงเทพมหานคร หอศิลป์ต้องทำเรื่องเบิกจ่ายไปตามระเบียบราชการ ซึ่งเราก็ทำเรื่องเบิกไปแต่เบิกไม่ได้ ด้วยขั้นตอนต่างๆ ของราชการ

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ

ทำไมถึงเบิกงบประมาณไม่ได้

ในสัญญาระบุว่า กทม. คือผู้ให้สิทธิ์ ผู้ให้สิทธิ์ไม่สามารถจ่ายเงินให้กับผู้รับสิทธิ์ได้ หมายถึงค่าน้ำค่าไฟ ที่ผ่านมาเขาให้เงินอุดหนุนมา แล้วมูลนิธิฯ ก็จ่ายเอง นั่นจึงถูกต้อง แต่สภา กทม. เขาท้วงติงว่าสัญญาไม่ถูกซะทีเดียว สวท. ก็เลยเบิกจ่ายงบประมาณไม่ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาก็ช่วยจ่ายค่าน้ำค่าไฟให้

แล้วสามารถแก้ไขสัญญา เพื่อให้เบิกงบประมาณใหม่ได้ไหม

ได้ครับ แต่กรรมการมูลนิธิฯ ชุดเดิมหมดวาระไปแล้วตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2561 ต้องรอกรรมการมูลนิธิฯ ชุดใหม่ ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการสรรหาอยู่ และยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสรรหากรรมการมูลนิธิฯ อย่างเป็นทางการจาก กทม. สัญญาจึงแก้ไขไม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่ยากและคนยังไม่เข้าใจ

สรุปง่ายๆ ตอนนี้หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครขาดทุนทุกเดือนตั้งแต่ขาดเงินสนับสนุน และระบบที่มีก็เหมือนโดนใส่กุญแจมือ มีคนมาดูนิทรรศการ ดูหนัง ฟังเสวนาเยอะ แต่ไม่มีใครจ่ายเงิน ไม่มีรายได้เข้ามา เงินที่เราเก็บจากปีก่อนๆ มันก็หมดไปเรื่อยๆ เหลือไม่เยอะ มันปริ่มมากจนถึง 1 ตุลาคมปีหน้า

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ


สิ่งที่คนทั่วไปจะช่วยหอศิลปกรุงเทพฯ ได้คืออะไรคะ

ช่วยมาหอศิลป์ ซึ่งตอนนี้ก็มาเยอะแล้วนะครับ 8 เดือนที่ผ่านมานี้ มีคนเข้าชมที่นี่มากกว่าช่วงเวลานี้ของปีที่แล้ว 13 เปอร์เซ็นต์ อาจเพราะมันเป็นข่าวเยอะมั้ง (หัวเราะ) คนจำนวนมากมาหอศิลป์ครั้งแรกปีที่แล้ว ตอนที่มีนิทรรศการเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 คนก็คิดว่ามีงานแบบนี้ด้วยเหรอ อยากไปจังเลย เดือนตุลาปีที่แล้วมีคนเข้าหอศิลป์ประมาณ 2 แสนคน เยอะมากเป็นสถิติ เราก็หวังว่าช่วง Bangkok Art Biennale หอศิลป์จะกลับมาคึกคักอีกรอบ

และถ้าอยากจะบริจาค เรามีกล่องบริจาค และมีหมายเลขบัญชีกับ QR Code ให้โอนเงินง่ายๆ ห้างร้านหรือธุรกิจเอกชนก็ช่วยได้ครับ เราได้ส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังแล้วว่าการบริจาคเงินให้มูลนิธิหอศิลป์เป็นสาธารณะกุศล ควรลดหย่อนภาษีได้ แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการอนุมัติ

ตอนนี้มีความช่วยเหลือหลายรูปแบบจากเพื่อนๆ ของหอศิลป์ เช่น วิทยากรหรืออาจารย์หลายคนขอไม่รับค่าตัวเพราะรู้สถานการณ์ของเรา แล้วบริจาคเงินค่าตอบแทนให้หอศิลป์แทน

ถ้ามีบริษัทใหญ่ใจป้ำให้เงินจำนวนมาก ครูจะรับไหม

ปกติเขาก็ต้องมีเงื่อนไขเนอะ เช่น ใช้พื้นที่จัดกิจกรรม ติดโลโก้ เราก็มีฝ่ายธุรกิจที่คอยดูแล อย่างเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาก็มีงานนิทรรศการ ‘ฝากไว้ในแผ่นดิน 140 ปี บี.กริม’ เขาให้ค่าเช่าพื้นที่ 1 ล้านบาท และงานที่เขาให้ศิลปินทำก็ขายได้เงินมาอีกล้านกว่าบาท มีคนซื้อ แต่ก็ยังไม่หมด ยังซื้อได้ เงินก็เข้าหอศิลป์

เขาจงใจช่วยเรา เพราะจะจัดงานครบรอบ 140 ปีตามห้าง ตามโรงแรมก็ได้ แต่ว่าเขาก็อยากทำเพื่อศิลปะ และอยากจัดแสดงประวัติของบริษัทเขาด้วย ถามว่าเป็นงานคอมเมอร์เชียลไหม ก็กึ่งๆ นะ เป็นงานที่คนทั่วไปก็ได้ความรู้ และได้แรงบันดาลใจจากงานศิลปะด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำได้

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ

ก่อนมาเป็นผู้อำนวยการหอศิลปกรุงเทพฯ อาชีพที่ครูเคยทำคืออะไรบ้าง

อาชีพแรกที่ผมทำคือเป็นครูที่ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งหมด 25 ปี 9 เดือน 1 วัน ผมอยากเป็นครูตั้งแต่เด็กๆ เพราะแม่เป็นครู แววความเป็นครูออกตั้งแต่ป.2 ป.3 ผมกลับมาบ้านแล้วเรียกหมามาที่โรงรถ มันมีกระดานอยู่ ผมก็เขียนกระดานแล้วสอนสิ่งที่เรียนมาให้หมาฟัง วันต่อๆ มาก็ไปเรียกเด็กแถวบ้านมานั่งเรียนด้วย ผมชอบสอนหนังสือ

ผมเริ่มเป็นครูตั้งแต่อายุ 19 ปี 10 เดือน สมัยนั้นคนรุ่นผมสอบเทียบกันเยอะ จังหวะนั้นที่คณะมีอาจารย์ลาออกพอดี ผมก็สมัครเป็นอาจารย์เลย แต่สมัยนี้เป็นไปไม่ได้แล้ว ผมสอนวิชาประวัติการละคร และวิชาภาพยนตร์ สอนอยู่ 2 ปีก็ไปเรียนโทต่อที่ Northwestern University หลังจากนั้นก็ไปเรียน ป.เอก แต่ไม่จบเพราะปัญหาหลายอย่าง เลยกลับมาเป็นอาจารย์ต่อ นั่นคืออาชีพที่หนึ่ง

อาชีพที่สองคือเป็นนักวิจารณ์ เป็นงานฟรีแลนซ์ ผมเขียนบทวิจารณ์การแสดงให้หนังสือพิมพ์ The Nation ตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน แต่เขียนน้อยลง แต่เดิมเขียนอาทิตย์ละ 2 เรื่อง ตอนนี้เขียน 2 อาทิตย์เรื่อง เพราะไม่ค่อยมีเวลาไปดูละคร

ตอนอยู่ที่อักษรฯ ผมก็ได้ทำงานบริหารบ้าง ได้เป็นกรรมการบริหารคณะ เป็นหัวหน้าภาควิชา และเป็นหัวหน้าโครงการศิลปะการแสดงนานาชาติ คือร่วมงานกับสถานทูตต่างๆ หรือองค์กรวัฒนธรรมระหว่างประเทศเพื่อจัดการแสดงที่ศูนย์ศิลปการละครสดใส พันธุมโกมล



การบินไปช้อปปิ้งละครต่างๆ มาลงที่คณะอักษรฯ นี่เป็นอาชีพด้วยรึเปล่า

มันบวกกันทุกอย่าง จริงๆ ผมไม่ได้ช้อปปิ้งหรอก เพราะช้อปปิ้งต้องมีเงิน ผมเป็นคนดูแล้วก็ไปคุยกับคนนั้นคนนี้ว่างานนี้น่าเอามาลงที่เมืองไทย แล้วให้เขาออกเงิน 

งานของผมคือหาสิ่งใหม่ๆ แล้วไปหาคนนั้นคนนี้มาช่วย แล้วมันก็ต่อเนื่องกันไป มันเริ่มจากการไปเอง การไปเทศกาลการแสดงเหมือนการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม เราจะได้ไปเห็นละครใหม่ๆ ซื้อบทละครใหม่ๆ มาสอนหนังสือลูกศิษย์ เพราะศิลปะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คนรุ่นใหม่อย่างลูกศิษย์ผมเป็นคนยุคดอทคอม มีความรู้เยอะมากที่ได้จากอินเทอร์เน็ต บางทีเขาก็มีโอกาสได้ไปดู เขาไปไกลขนาดไหนแล้ว เราก็ต้องสู้กับเขาให้ได้ถึงจะสอนเขาได้

พอกลับมาคุยกับสถานทูตนั้นนี้ เขาก็เริ่มให้เราไป แล้วมันก็พัฒนาไปเรื่อยๆ และเกี่ยวข้องกับทุกอย่างที่เราทำ ตอนผมไปดูละครที่เทศกาลในฝรั่งเศส ผมเขียนวิจารณ์การแสดงที่ดู แล้วก็เอาบทละครงานนั้นมาสอนหนังสือ ต่อมาก็พัฒนากลายเป็นละครภาษาไทยที่คณะ แล้วยังมีการพิมพ์หนังสือภาษาไทย/ฝรั่งเศสออกมา สุดท้ายผู้กำกับเรื่องนั้นก็มาทำละครเรื่องใหม่ของเขาที่อักษรฯ

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ


อาชีพของครูก็ดูสนุกอยู่แล้ว ทำไมถึงมาเป็น ผอ. หอศิลปกรุงเทพฯ 

(หัวเราะ) มีแต่คนถามประโยคนี้ ถึงเวลาหนึ่งผมค้นพบว่าสิ่งที่ผมทำอยู่มีประโยชน์กับคนไม่กี่ร้อยกี่พันคนในแต่ละปี คือคนที่เรียนกับผม ลูกศิษย์บางคนไม่เคยดูละครเวที ไม่เคยดูหนังอินดี้ ก็ได้ดู และมันก็เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาจะเรียนต่อไป ไม่ว่าเขาจะเอกญี่ปุ่น เอกสเปน เอกอิตาเลียน หรือคนดูละครเวทีบางคนก็ไม่คิดว่าจะได้ดู Hamlet ของ Globe Theatre มันเป็นโครงการในฝันที่เราทำให้เขามาเล่นที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ จนได้

แต่สุดท้ายแล้วผมก็อยากทำงานกับคนกลุ่มใหญ่กว่านั้น ถ้าอยู่ที่จุฬาฯ ผมก็จะทำแบบเดิมต่อไปก็ได้ แต่จะทำแบบนี้จนถึงเกษียณเหรอ มันยังมีอะไรน่าทำอีก และผมกล้าเสี่ยง ผมไม่อยากอยู่ใน Comfort Zone ปลายปีที่แล้วหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครเปิดรับสมัครผู้อำนวยการ ผมเห็นว่าที่นี่น่าจะตอบโจทย์ของผมได้

ตอนที่สมัครงานที่นี่ ครูรู้รึเปล่าว่าหอศิลปกรุงเทพฯ มีปัญหา

ไม่รู้ เพราะตอนที่สมัครเป็นช่วงพีกของหอศิลป์ช่วงกันยา-ตุลาปีที่แล้วเป็นขาขึ้นมาก คนเข้าหอศิลป์มาก สปอนเซอร์ก็เข้า ปลายเดือนธันวาที่เขาจะรับผม มูลนิธิก็บอกว่ามีปัญหาเรื่องงบประมาณ แล้วตอนนี้มีงบประมาณ 40 ล้านอยู่ที่ สวท. และกำลังทำเรื่องเบิกจ่าย

คนก็ถามว่าถ้ารู้ว่ามันจะยุ่งขนาดนี้ ผมจะมามั้ย ผมก็มานะ เพราะผมประเมินแล้วว่าผมไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้นอีกแล้วถ้าอยู่ที่มหาวิทยาลัย ถึงขั้นที่ว่าถ้าผมเกษียณที่จุฬาฯ ผมจะถือว่าผมล้มเหลวในชีวิต เพราะผมไม่ได้จบปริญญาเอกด้วย ในแง่ความก้าวหน้าของอาจารย์ ผมมาเกือบสุดแล้ว ผมไม่สามารถทำอะไรมากกว่านี้ได้แล้ว

ถ้าอยู่ต่อไปก็เป็นผู้ช่วยคณบดี รองคณบดี แล้วไงต่อ มันไม่เกิดประโยชน์อะไรกับประชาชนคนทั่วไปและวงการศิลปะ เพราะฉะนั้น ยังไงผมก็มาที่นี่ ที่นี่ผมทำอะไรได้เยอะกว่า ผมมีเวลาอีกอย่างน้อย 15 ปีที่จะทำงานให้ประโยชน์กับคนอื่นๆ ก่อนถึงเวลาเกษียณปกติ

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ


ปัญหาที่ครูอยากแก้ไขในวงการศิลปะไทยคืออะไร

ผมเห็นว่าบ้านเรามีการแบ่งแยกศิลปะแต่ละแขนงชัดเจนมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการศึกษาในมหาวิทยาลัย นักศึกษาที่เรียนละครเต้นไม่เป็น นักศึกษาที่เรียนเต้นก็เล่นละครไม่เป็น คนที่เรียน Visual Art ก็เล่นละครไม่เป็น ที่เมืองนอก คนรุ่นใหม่ๆ ไม่พูดแล้วว่างานที่ทำเป็นละครเวทีหรือการเต้น ก็บอกไปเลยว่ามันเป็น Performance Art ซึ่งคนที่ทำงานแบบนี้มีความสามารถหลายอย่างในตัวเอง

ปกติผมก็ดูงาน Visual Art อยู่แล้ว แต่ไม่ได้ดูเยอะเท่าการแสดง ผมมองว่ามันเป็นสิ่งใหม่ให้ผมศึกษา แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ คุยกับศิลปินวิชวลอาร์ตรุ่นใหม่ๆ เขาบอกว่าอยากเรียนแอ็กติ้ง ในขณะที่คนรุ่นเก่าๆ อาจคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา แต่คนรุ่นใหม่เปิดกว้างมาก เขาคิดว่าศิลปะทุกแขนงมันเชื่อมโยงต่อเนื่องกันได้ เขาไม่รู้นี่ว่าในอนาคตงานของเขาจะต้องการทักษะอะไรบ้าง ถ้าคนที่เรียนจบมาก็ร่วมมือกันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สนุกขึ้น ข้ามสาขาขึ้น

ประสบการณ์การเป็นครูช่วยในการทำงานเป็นผู้อำนวยการหอศิลปกรุงเทพฯ อย่างไร

ต้องพูดว่าประสบการณ์ทำงานด้านละครช่วยมากกว่า เพราะคนดูมีส่วนสำคัญมากสำหรับศิลปะการละคร สมมติเราจัดละครตอนทุ่มครึ่ง คนดูอยู่กับเราถึงสามทุ่มครึ่ง เราเป็นห่วงว่าคนดูจะเข้าใจมั้ย สิ่งที่เราตั้งใจทำสื่อสารไปถึงคนดูรึเปล่า นี่เป็นสิ่งที่แตกต่างจากงานทัศนศิลป์ ซึ่งหลายงานยังเน้นพิธีเปิด หลังจากนั้นก็มีคนพาเดินชมแหละ แต่ยังไม่ได้สื่อสารกับคนดูทุกคนร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันทำให้เราปรับใช้กับที่นี่ ว่าเราจะสื่อสารสิ่งที่ศิลปินต้องการกับผู้ชมยังไง

คำว่าผู้ชมนี่หมายถึงใครก็ได้เลยนะ เพราะหอศิลป์ดำเนินการด้วยภาษีของประชาชน ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาที่นี่ต้องเข้าใจ ไม่ว่าการศึกษาระดับไหน ฐานะทางเศรษฐกิจแบบไหน เป้าหมายหนึ่งของผมคือทำให้วินมอเตอร์ไซค์และตุ๊กตุ๊กที่อยู่หน้าหอศิลป์เข้ามาดูงานในนี้ ใครๆ ก็เข้าหอศิลป์ได้ เพราะเราใช้ภาษีของเขาอยู่ นี่คือสิ่งที่พยายามทำ แต่ยังไม่สำเร็จนะครับ ก็ค่อยๆ ทำไป


แปลว่าหอศิลป์กรุงเทพฯ ต้องจัดงานที่เข้าใจง่ายๆ รึเปล่า

ไม่ใช่ครับ ไม่เกี่ยวกับตัวงาน อยู่ที่วิธีการสื่อสารมากกว่า นี่เป็นปัญหาที่ผมรับมาเต็มๆ และจะแก้ไขต่อไป ถ้าฝ่ายนำชมหรือฝ่ายการศึกษาของเราจัดการให้เด็กๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมเข้าใจศิลปะ และเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานต่อไปได้ เราก็ต้องทำให้คนทั่วไปได้ด้วย เพราะคนทั่วไปที่สมัยเด็กไม่มีหอศิลป์เขาก็จ่ายภาษี ที่นี่ก็เป็นที่ของเขาเหมือนกัน เราก็ต้องสื่อสารกับเขาด้วย

ผมไม่ชอบเรียกที่นี่ว่าหอศิลป์ฯ ถ้าไม่รีบพูดมาก จะพูดชื่อเต็มๆ ซึ่งสื่อความหมายได้ดีกว่า คือหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร เพราะมันมีคำว่าวัฒนธรรมอยู่ด้วย กาแฟดริปก็เป็นวัฒนธรรม ไอศครีมทุเรียนก็เป็นวัฒนธรรม ห้องสมุดศิลปะที่มี Wi-Fi และน้ำดื่มให้ฟรีก็เป็นวัฒนธรรม ทุกอย่างเกี่ยวข้องกัน

ยังไงคะ

ตัวอย่างเหมือนตอนผมสอนห้องเรียนเล็กๆ ผมจะเปิดโอกาสให้คนที่เรียนได้เรียนรูปแบบที่เขาอยากเรียน ห้องเรียนของผมไม่มีสอบ ผมให้เขาทำโครงการอะไรก็ได้ตอนกลางภาคและปลายภาค ที่เกี่ยวข้องกับละครที่เราเรียน โดยมีข้อแม้ว่าต้องเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

รุ่นพี่คุณที่อยู่เอกภาษาไทยบ้าลิเกมาก ขนาดสมัครเข้าคณะลิเก เขียนการ์ตูนคู่มือดูลิเก เป็นแฟนพันธุ์แท้ลิเก ตอนเขาเรียนแฮมเล็ตกับผม สิ่งที่เขาทำคือแปลงแฮมเล็ตเป็นบทลิเก ทั้งที่ลักษณะตัวละครไม่เหมือนกัน ตัวละครฝรั่งจะมีดีชั่วปนกันไป แต่ลิเกต้องมีตัวเอกตัวร้ายชัดเจน แต่เขาทำได้ มีตัวเอก ตัวร้าย ตัวรอง นางเอก นางรอง ครบ

บางคนอยากเป็นแอร์โฮสเตส เลยออกแบบสายการบินที่ได้แรงบันดาลใจจากแฮมเล็ต บางคนชอบทำอาหาร เขาทำเมนูอาหารเป็นแซลมอนราดน้ำแดงๆ เหมือนเลือดมาให้กิน อีกคนชอบทำน้ำสมุนไพร ก็ทำน้ำสมุนไพรที่ได้แรงบันดาลใจจากตัวละครต่างๆ ซึ่งดื่มได้จริง ท้องไม่เสีย

ผมว่าสิ่งนี้ใกล้เคียงกับหอศิลป์มาก แต่ละคนที่เข้ามาในนี้มีวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้แตกต่างกัน ช่วงวัยต่างกัน สิ่งที่เขาอยากจะได้และได้รับไม่เหมือนกัน เหมือนสิ่งที่ผมเจอมาตลอดการเป็นอาจารย์ของผม แล้วเราก็ต้องศึกษาและประเมินผลตลอดว่าเขาได้รับจริงรึเปล่า หรือมาเซลฟี่อย่างเดียว

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ

จุดเด่นของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครคืออะไร

ความหลากหลายเรื่องกิจกรรมที่เราทำ มีศิลปะหลายแขนง ทั้งทัศนศิลป์ นาฏศิลป์ ละคร ภาพยนตร์ วรรณกรรม อาหาร ผมอยู่ที่นี่ทั้งวันได้โดยไม่ต้องออกไปไหน ทำงานที่นี่มา 7 เดือน ผมเคยไปมาบุญครองแค่ 5 ครั้งเอง เพราะผมไม่มีความจำเป็นต้องออกไปเลย

ถ้าผมอยากกินอะไร ผัดไทย ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ที่นี่ก็มี ร้านกาแฟที่ผมชอบ ร้านไอศครีมที่ผมชอบ ก็อยู่ที่นี่ ห้องสมุดก็มี เมื่อไหร่เครียดก็ขึ้นไปดูงานศิลปะ แล้วบางวันเย็นๆ ก็มีละครให้ดู บางวันผมมาที่นี่ตั้งแต่ 8 โมงเช้า และอยู่ถึง 5 ทุ่ม ตึกที่นี่ใหญ่มากนะ มีอะไรให้จัดการตลอดเวลา

วันก่อนเห็นครูไปนั่งที่เคาน์เตอร์ Information ด้วย เป็นวิธีการบริหารงานของ ผอ. แบบหนึ่งรึเปล่า

มันมีหลายสาเหตุครับ ผมอยากเจอคนทั่วไป อยากรู้ว่าเขามาถามอะไร เราจะได้ปรับปรุง เช่น ป้ายไม่ชัด ตัวหนังสือเล็กไป และอยากรู้ว่าเขามาเพื่ออะไร เช่น นักท่องเที่ยวจีน 2 คนมาชูมือถือรูปไอศครีมทุเรียน ผมก็ First Floor บางคนก็ Toilet เราก็ชี้ให้ ผมมั่นใจว่าเราเป็นหนึ่งในสถานที่ราชการที่ห้องน้ำสะอาดที่สุด (หัวเราะ)

อีกสาเหตุหนึ่งคือคนเราขาด ถ้าเรามีงบประมาณเต็ม เราก็หาคนมานั่งที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ได้ทุกเคาน์เตอร์ ตอนนี้มีหลักๆ แค่ที่ชั้น 5 ถ้าว่างผมก็ลงไปข้างล่าง ผมชอบกินกาแฟร้านนั้นอยู่แล้ว โต๊ะนั้นก็เป็นโต๊ะกินกาแฟของผม บางทีก็เอางานไปนั่งทำ

ให้ผมอยู่ในห้องทำงานเกิน 2 ชั่วโมง ผมอยู่ไม่ได้ มันแคบและไม่ได้เจอคน

งั้นเช้าจรดเย็นของ ผอ. หอศิลปกรุงเทพฯ ไปที่ไหนบ้าง

ผมเดินตรวจทุกชั้น เมื่อกี้ผมลงไปร้านกาแฟเพื่อคุยกับศิลปินฝรั่งเศสที่มาติดงาน แล้วขึ้นไปดูเขาติดงานที่ชั้น 8 แล้วก็เดินไปหน้าตึก ไปถ่ายรูปกราฟฟิตี้ลานจอดรถก็ดู คุยกับยาม แม่บ้าน ดูห้องสมุดว่ามีคนเข้ามั้ย มีคนบ่นอะไรรึเปล่า คุยกับร้านแต่ละร้านว่าเขามีปัญหาอะไรมั้ย คนเข้ามากหรือน้อย หรือทางเข้ามีคนมากน้อยแค่ไหน ช่วงไหนมาเยอะเพราะอะไร

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ

สิ่งที่ครูปรับปรุงที่นี่ไปแล้ว มีอะไรบ้าง

เราปรับตัวตามธรรมชาติการเรียนรู้ของคน  ตั้งแต่เข้ามาทีมงานจะรู้ว่าผมบ้า QR Code มาก เพราะคนที่เข้ามาหอศิลป์ส่วนมากเป็นนิสิตนักศึกษา ไลฟ์สไตล์ของเขาไม่ใช่หยิบสูจิบัตรไปเป็นเล่มๆ เขาเห็น QR Code แล้วก็สแกนอ่านในมือถือ ตอนนี้ทุกนิทรรศการของเราจึงมี QR Code และมีสูจิบัตรน้อยลง แต่พิมพ์ให้ตัวใหญ่ขึ้น สำหรับคนที่สแกนไม่เป็น หรือผู้ใหญ่ที่ต้องการตัวหนังสือใหญ่ๆ

ก่อนหน้านี้เรามีนิทรรศการภาพถ่ายสิ่งแวดล้อม เลยมีโครงการ BACC BYOB ปกติคำนี้ย่อมาจาก Bring your own beer หรือ Beverage แต่ของเราคือ Bag ให้เอาถุงมาเองโดยไม่มีถุงพลาสติก เพราะเรารู้สึกว่าถ้ามีนิทรรศการสิ่งแวดล้อมแล้วยังแจกถุงพลาสติก จะทำนิทรรศการไปเพื่ออะไร

เราเลยขอความร่วมมือจากร้านค้าทุกร้าน และถ้าใครอยากได้จริงๆ ก็ขาย 10 บาท เพราะปีนี้หอศิลป์ครบรอบ 10 ปี แล้วเราก็มีร้านตาวิเศษสำหรับให้ยืมถุงผ้าฟรี ถ้าผมมีถุงผ้าเหลือๆ ผมก็เอาไปบริจาคเขา เดี๋ยวคนก็ได้ใช้ ผมใช้ถุงผ้า 2 ใบก็พอ แต่ชีวิตเราได้รับถุงผ้าแจกฟรีตลอดเวลา ส่วนกระดาษที่ใช้ภายในออฟฟิศก็ใช้สองหน้าได้สบายมาก

ตอนนี้มีกราฟฟิตี้ ‘Save our forests’ ผมก็เริ่มคิดแล้วว่าเราจะทำอะไร

ส่วนอื่นๆ นอกจากนิทรรศการ ห้องสมุดตอนนี้ก็มีคนใช้เยอะขึ้น เพราะมีไวไฟฟรี น้ำดื่มฟรี พอเปลี่ยนไฟเป็นขาวแทนเหลือง ทีนี้คนนั่งเต็มทุกวัน ปลั๊กไฟก็เปิดให้ใช้ฟรี ผมว่าเปลืองไฟไม่เยอะหรอก ใครจะมานั่งอ่านหนังสือทำการบ้านอะไรก็ได้ นักเรียนนักศึกษาต้องการที่เงียบๆ ใจกลางเมืองสำหรับนั่งทำการบ้านโดยที่ไม่ต้องซื้อกาแฟ จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนที่นี่เป็น Co-working Space ด้วย เพราะเราก็ทำแล้ว

ใครจะอ่านหนังสือศิลปะมากน้อยแค่ไหนไม่เป็นไร เพราะก่อนเดินไปถึงห้องสมุด คุณได้เห็นศิลปะในนิทรรศการแล้ว ต่อให้คุณมาเข้าห้องน้ำเฉยๆ คุณก็ได้เห็นศิลปะแล้ว คนทำงานออฟฟิศแถวนี้เดินมากินเกี๊ยวที่นี่ก็ได้เห็นงานศิลปะ เราทำให้เห็นแล้วว่าที่นี่เป็นอะไรได้หลายอย่าง

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ

แล้วสิ่งที่จะปรับปรุงต่อไปในอนาคตคืออะไร

ที่ผมบอกว่าศิลปวัฒนธรรมมันคาบเกี่ยวกัน ตอนนี้เราเป็น Multidisciplinary อยู่ แต่ยังไม่เป็น Interdisciplinary นี่เป็นสิ่งที่เราพยายามทำ ทั้งส่วนของศิลปินและผู้ชม เราอยากให้คนที่มาดูนิทรรศการมาดูละครด้วย หรือคนดูละครขึ้นไปดูนิทรรศการด้วย

ดังนั้น งานที่เราวางแผนไว้ในปีหน้าก็จะมีการวางแผนที่รัดกุมและเชื่อมโยงขึ้น อย่างช่วงปลายปี เดือนพฤศจิกายนจะมีนิทรรศการ LGBTQ แล้วก็จะมีการแสดง ภาพยนตร์ และเสวนาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย แทนที่จะเป็นนิทรรศการตัดขาดจากส่วนอื่น เราจะทำงานเป็นหมวดหมู่มากขึ้น และหวังว่าคนที่เข้ามาจะได้องค์รวมทั้งหมดไป

เรื่องที่ครูประทับใจตั้งแต่มาทำงานที่นี่คืออะไร

ข้อเท็จจริงคือคนที่มาหอศิลป์ส่วนใหญ่ไม่ใช่ศิลปิน ไม่ใช่คนเรียนศิลปะ แต่เป็นคนทั่วๆ ไป คนส่วนน้อยในประเทศนี้นะครับที่ได้เรียนศิลปะ และคนส่วนน้อยลงไปอีกที่เป็นศิลปิน เราจึงต้องสนใจคนดูนักศึกษาที่มาที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเด็กสายวิทย์นะ เราจะทำยังไงให้เขาเข้าใจศิลปะในชีวิต เพราะไม่ว่าชีวิตคุณจะเป็นวิทยาศาสตร์ขนาดไหน มันก็ต้องมีศิลปะอยู่ด้วย และในอนาคตเราน่าจะมีประชากรที่มีคุณภาพมากขึ้น

เมื่อเดือนพฤษภาคมมีนิทรรศการภาพวาดพฤกษศาสตร์ ซึ่งจัดโดยภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เขาสอนให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาพันธุ์ไม้หายากอย่างละเอียดด้วยศิลปะการวาดภาพ มันแสดงให้เห็นว่าศิลปะกับวิทยาศาสตร์มันเชื่อมโยงกันตลอดเวลา แต่การจัดระบบการศึกษาแยกมันออกมา การที่คณะวิทยาศาสตร์สามารถมีนิทรรศการภาพสีน้ำที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครได้ สิ่งนี้บอกอะไรหลายอย่าง เราก็เลยคิดว่าต้องทำอะไรแบบนี้มากขึ้น

ช่วงนั้นผมเจอเด็กนิสิตปี 1 คณะวิทยาศาสตร์ 4 คนที่เพิ่งสอบเสร็จแล้วมาเดินเที่ยวหอศิลป์ เราก็เออ สมัยก่อนถ้าสอบเสร็จ เราก็ไปดูหนังหรือกินเหล้า แต่นี่เขามาเดินหอศิลป์ เขาเดินดูภาพวาดนิทรรศการพฤกษศิลป์ของอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง แล้วเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ไปดูนิทรรศการ Caravaggio OPERA OMNIA ที่ชั้น 7 ผมว่าเรื่องนี้เจ๋งนะ เพราะที่นี่มีงานที่เกี่ยวข้องกับเขา มันถึงพาเขาไปได้

นี่คือจุดเด่นด้านความหลากหลายของหอศิลป์ที่เราต้องทำให้คนเห็นความเชื่อมโยงนี้ให้ได้ แน่นอนว่านิสิต 4 คนนี้ไม่ได้โตขึ้นมาเป็นศิลปินแน่ๆ เขาเลือกแล้ว ผมไม่รู้ว่าเขาจะสนับสนุนงานศิลปะรึเปล่า แต่ผมมั่นใจว่าเขาจะมาหอศิลป์อีก สิ่งนี้ผมว่าสำคัญมาก

แล้วผมก็เจอนิสิตอีกกลุ่มเมื่อเร็วๆ นี้จากคณะอักษรฯ เขามาที่นี่ตั้งแต่ 11 โมงวันอังคาร ซึ่งน่าประหลาดใจมาก เพราะปกตินิสิตจะมาที่นี่หลังเลิกเรียน จะว่าโดดเรียนก็ไม่น่าใช่ เขามากับอาจารย์ฝรั่งเศส ตอนนั้นคือวิชาเรียน French Conversation ของเขา ในนิทรรศการศิลปะ ‘ฉันคือเธอ’ ของพี่วสันต์ สิทธิเขตต์

โอ้โห งานนั้นรุนแรงทีเดียว

ศัพท์ใหม่เยอะมากแน่นอน และคนฝรั่งเศสสนใจการเมืองอยู่แล้ว คุยการเมืองกันได้สนุกมากแน่ ถ้าไปนั่งร้านกาแฟแล้วกินครัวซองต์ก็ไม่เหมือนแบบนี้แน่ ถามว่าเขามาเรียนศิลปะหรือเปล่า ก็ไม่ แต่เขาได้อะไรกลับไป

ผมอยากให้ครูทุกคนเห็นว่าสิ่งนี้เป็นไปได้ โปรแกรมการศึกษาที่เราจะทำต่อไป ไม่ใช่แค่อบรมครูศิลปะ แต่ทำให้ครูทุกวิชาเห็นว่ามาสอนหนังสือที่นี่ได้ นี่คือสิ่งที่ต่างประเทศทำอยู่ ครูที่อังกฤษที่พานักเรียนไปดูละครอย่าง ‘พระเจ้าเฮนรี่ที่ 4’ บางทีไม่ใช่ครูละครนะ เป็นครูประวัติศาสตร์ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีแต่ครูศิลปะที่พานักเรียนเข้าแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ จะเรียนตามชั่วโมงหรือมาเรียนเองก็ได้

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ


ครูจะกลับไปเล่นละครอีกมั้ยคะ

เพิ่งมีคนชวน แต่ไม่มีเวลา กลัวไปทำละครเขาเจ๊ง แต่ก็อยากเล่นนะ ถ้าสถานการณ์มันเรียบร้อยและผมไม่ต้องอยู่ที่นี่ถึง 4 ทุ่ม ก็ไปซ้อมกับเขาได้ ตอนนี้ทำงาน 7 วันเลย


คำถามสุดท้าย ถ้าไม่เป็น ผอ. หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  ครูจะทำอะไรต่อ

ไม่ได้คิดเลย ที่มาสมัครงานที่นี่เป็นการสมัครงานครั้งที่ 2 ในชีวิต ครั้งแรกคือเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ ผมมั่นใจว่ามูลนิธิฯ จะได้ต่อสัญญา ดังนั้น ยังมีเวลาคิดอีก เพราะทุกอย่างที่พูดไปตะกี้ต้องใช้เวลา และยังมีอุปสรรคที่เข้ามาอีก ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ยังเป็นบรรยากาศที่เรามีความสุข

ช่วงหลังๆ ที่ผมสอนหนังสือ ปีที่แล้วผมไม่สบายบ่อยมาก ไข้หวัดใหญ่เอบีอะไร ผมเป็นครบทุกสายพันธุ์แบบเดือนเว้นเดือน ตั้งแต่มาที่นี่ ปัญหาอุตลุดขนาดไหน ไม่เคยป่วยเลย แปลกมาก เหมือนศิลปะบำบัด เวลาเหนื่อยหรือเครียดผมก็ขึ้นไปดูงานศิลปะ คุยกับคนนั้นคนนี้ เจอคนใหม่ๆ ไม่ก็เจอลูกศิษย์ทุกวัน แล้วที่นี่ก็เป็นที่นัดเจอเพื่อนด้วย

วันก่อนมีคอนเสิร์ตที่ออดิทอเรียม ผมงานยุ่งจนไปนั่งฟังตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้ ก็ไปแอบฟังเขาซ้อมในห้องสตาฟฟ์ชั้นบน แค่ 2 เพลงก็ฟินแล้ว เหมือนได้พักผ่อนเลย

ปวิตร มหาสารินันทน์, หอศิลปกรุงเทพฯ

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load