ธุรกิจมีขึ้นมีลงตามวัฏจักรของมันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็กก็ตามที กระทั่งบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC แบรนด์เคมีภัณฑ์ระดับโลกของไทย ก็ยังต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลก พร้อมรับมือกับแรงกดดันจากผู้บริโภคซึ่งคาดหวังว่าผู้ผลิตทั้งหลายจะพัฒนาสินค้าที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ

ในยุคก่อน COVID-19 พลาสติกถูกแบนจากสังคมจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องการบริหารจัดการขยะ ทั้งที่พลาสติกมีประโยชน์อย่างมากกับการดำรงชีวิตที่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมน้อยลง นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของนวัตกรรมแห่งอนาคต 

จนเมื่อโลกเผชิญกับโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเจอมาก่อนนี้ บทบาทของพลาสติกจึงยิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้นสำหรับสุขอนามัยของผู้คน และกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความมั่นคงด้านสาธารณสุขและการแพทย์ไปโดยปริยาย ซึ่งพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินค้าหลักที่ GC ผลิตเท่านั้น แกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ยังครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อะโรเมติกส์ โอเลฟินส์ โพลิเมอร์ เอทิลีนออกไซด์ เคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ฟีนอล และ Performance Materials & Chemicals

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GC ยังคงเชื่อในคุณค่าหลักขององค์กรที่ปลูกฝังให้คนกล้าคิด กล้าทำ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เขาเห็นว่าไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้จะมีพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ แต่ธุรกิจพลาสติกเดิมก็จะยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นเพื่อการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานนับพันรายของ GC ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องแม้จะปรับใช้กับกระบวนการทางธุรกิจของตนเองมานานแล้วก็ตามที 

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

The Cloud ได้พูดคุยกับกัปตันทีมผู้เชื่อเรื่ององค์ความรู้และรักการอ่านหนังสือทุกประเภทเมื่อมีเวลาว่าง และทราบว่ากำลังจะมีงาน GC Circular Living Symposium 2020 ที่ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังจะจุดประกายให้ภาคธุรกิจและคนในสังคมได้เห็นประโยชน์ที่นำไปสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง มีผู้ที่ปฏิบัติจนประสบความสำเร็จแล้วจริงๆ จากทั่วทุกมุมโลกมารวมเอาไว้ในงานเดียว 

ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

ตอนนี้เวลาพูดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ใครๆ ก็หยิบยกเรื่อง Climate Change มาพูด GC มีมุมมองเรื่องความยั่งยืนอย่างไร

ผมว่าการให้ความสำคัญกับเรื่อง Climate Change เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ความยั่งยืนที่เราเชื่อและทำมาโดยตลอดมันครอบคลุมทุกส่วนอยู่แล้ว มาถึงวันนี้มันไม่ได้เปลี่ยนไป ความยั่งยืนคือการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม 

อย่างด้านเศรษฐกิจ เรามองว่าไม่ได้จะเน้นกำไรอย่างเดียว จริงอยู่ที่การทำธุรกิจต้องมีกำไรอยู่แล้ว แต่กำไรต้องครอบคลุมทุกส่วนมากขึ้น เพราะมันไม่ได้มีแค่เราแต่ต้องคิดถึงคนอื่นด้วย ช่วงที่ COVID-19 ส่งผลกระทบนี้ไปถึง ซัพพลายเออร์และลูกค้าของเรา เราก็ต้องพาเขาไปด้วยกันให้ได้ ถ้าจะทำธุรกิจอย่างยั่งยืน คนในห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทานจะต้องไปด้วยกันได้ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งโลกอยู่แล้ว ถ้าเราอยู่ดีแต่คนอื่นไม่ดี มันก็ไปต่อไม่ได้ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ของเราก็เกี่ยวพันกับอีกร้อยพันองค์กรครับ เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้ยาว เพื่อจะอยู่กันยาวๆ 

อย่างด้านสังคม บ้านของเราก็คือที่โรงงานในจังหวัดระยอง เราก็ต้องดูแลสังคมในระยองด้วย ไม่ว่าจะระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น การดูแลพวกเขาก็ต้องยั่งยืน ไม่ใช่การเอาเงินไปให้ แต่ต้องทำให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่เราช่วยประคองเขาด้วยการช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มโควต้ารับคนระยองมาทำงาน สนับสนุนภาคการศึกษา ช่วยด้านประมงหรือเกษตรกรรม ใช้ความรู้ของเราไปสอนเขาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรง 

ในส่วนของสิ่งแวดล้อม เราใส่ใจกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) สิ่งที่ GC เน้นคือ Climate Change และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สิ่งที่เราทำอยู่ต้องมีผลต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญด้วยหลักการของ Circular Economy นี่ล่ะครับ 

แล้วทาง GC ทำเรื่อง Circular Economy อย่างไร

เรามีแนวคิดที่สำคัญคือ Chemistry for Better Living นี่เป็นวิสัยทัศน์สำคัญที่อธิบายเรื่องความยั่งยืนได้ เราทำเคมีภัณฑ์เพื่อให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มีการเดินทางสะดวก มีสุขอนามัยต่างๆ ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ คำว่า Chemistry ยังไม่ได้หมายถึงเรื่องของเคมีภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงเคมีระหว่างกัน การอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนของสังคมกับสิ่งแวดล้อมด้วย เกิดเป็น Better Living

หลักการทำ Circular Economy ของ GC แบ่งออกเป็นสามเรื่องครับ เรื่องแรกคือ Smart Operating เราต้องทำงานอย่างฉลาดเพื่อลดการใช้ทรัพยาการ ลดการปล่อยของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบให้น้อยลง ประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งชี้วัดได้จากกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยลง ไม่ว่าใครก็เอาไปปรับใช้ได้

เรื่องที่สองคือ Responsible Caring ซึ่ง GC มีสินค้าที่ครบวงจร ถ้าเป็นพลาสติกจากปิโตรเคมี ก็จะเอาไปรีไซเคิลหรืออัพไซเคิลได้ ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพ พอเอาไปทิ้งในดินก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ นี่เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำของเหล่านี้ออกมา หรือสำหรับในชีวิตประจำวัน อาคารต่างๆ ที่ออกแบบหรือก่อสร้างโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง หรือใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีความคงทนแข็งแรง ก็ถือเป็น Responsible Caring เช่นกัน

และเรื่องที่สาม Loop Connecting เป็นการสร้างแนวร่วมเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดี ถ้าเราทำสองอย่างแรกมันก็ดีครับ แต่ถ้าทำกันไม่มากพอ ผลลัพธ์ก็จะอยู่ในวงจำกัด เราจึงต้องสร้างองค์ความรู้ให้กับแนวร่วม เราเริ่มจากปลายน้ำก่อน จากเล็กไปใหญ่ หลายปีที่แล้วเราช่วยกันเก็บขยะพลาสติกจากทะเล เอาไปผ่านขั้นตอนการีไซเคิลและอัพไซเคิล เป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (Recycled Polyester) ก่อนนำไปผสมกับเส้นใยฝ้าย (Cotton) และเส้นใยซิงค์โพลิเอสเตอร์รีไซเคิล (Antibacterial Polyester Zinc) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นอับเวลาสวมใส่แล้วนำไปถักทอโดยชาวบ้านชุมชนคุ้งบางกะเจ้า เป็นจีวรรีไซเคิลสีพระราชนิยมที่นุ่งห่มสบาย ไม่ยับง่าย และแห้งไว นี่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเลย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

ปลูกฝังคนในองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เห็นความสำคัญเรื่องนี้อย่างไร

GC เกิดจากการควบรวมสี่บริษัทที่มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน เราก็เลยต้องทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเลย เราทำงานด้วยกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กรและคุณค่าหลักขององค์กรร่วมกันสี่เรื่อง มีเรื่องหนึ่งที่เป็นคุณค่าหลัก คือเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน อันนี้เราปลูกฝังและปรับมาใช้เรื่อง Circular Economy ด้วย 

ถ้าเรามองเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มันจึงจะเกิดได้ ตอนนี้เรามีแนวร่วมกับบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของเราที่เชื่อเรื่องความยั่งยืนเหมือนกัน สุดท้ายทำแล้วต้องเป็นธุรกิจให้ได้ อย่างตอนนี้ GC ก็ร่วมมือกับกลุ่มไทยเบฟ ผลิตบรรจุภัณฑ์ให้เขาซึ่งก็ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ หรืออย่างธนาคารกสิกรไทยกับเครือไทยยูเนี่ยนก็จับมือกับเราเช่นกัน

ก่อนหน้านี้คนมองว่าพลาสติกเป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม 

ผมคิดว่าพลาสติกเป็นของที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมนะครับ เช่น ภาชนะต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องไปตัดต้นไม้มาใช้ ปัญหาจริงๆ คือเราทิ้งมันไม่ดี ทิ้งลงไปตามท่อบ้าง ทิ้งบนพื้น ขยะเหล่านี้ก็ถูกพัดพาลงแม่น้ำ ลงทะเล พอลงทะเลปลาก็มากิน สะท้อนว่าปัญหาอยู่ที่การจัดการ

ก่อน COVID-19 เราพยายามสื่อสารไปทุกส่วนว่าวิธีแก้ปัญหาจะต้องมีทางออกเพื่อทุกคน ใครอยากใช้พลาสติกก็ต้องหาทางให้เขาทิ้งได้อย่างถูกต้องเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ต่อ หรืออาจมีอีกทางเลือกคือไบโอพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ ตอนนี้พอเกิดโรค COVID-19 คนก็กลัว การนำพลาสติกกลับมารีไซเคิลก็น้อยลง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัย เราก็เลยมองว่าความเข้าใจเรื่อง Circular Economy เป็นสิ่งจำเป็น ต้องมีวิธีทำให้คนช่วยกันมากขึ้น อย่างล่าสุดเราไปร่วมมือกับภาครัฐและผู้ให้บริการจัดส่งอาหารในการช่วยลดขยะพลาสติกซึ่งเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ในแอปพลิเคชันมีให้เลือกได้ว่าจะใช้บรรจุภัณฑ์ไบโอพลาสติกหรือไม่ มีทั้งหลอด ภาชนะ และช้อนส้อม ทุกคนต้องช่วยร่วมมือกันแบบนี้ 

นี่เป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับ GC Circular Living Symposium 2020 คุณคาดหวังกับงานนี้แค่ไหน

เราต้องการทำให้สังคมเห็นว่าเรื่อง Circular Economy นี้ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี มีองค์ประกอบสามสี่อย่างที่ทำให้งานนี้แตกต่างจากงานอื่น อย่างแรกก็คือ แนวร่วมและพันธมิตร นี่ไม่ใช่แค่งานที่ GC มาบอกว่าเราทำอะไรบ้าง แต่เป็นที่ที่เราให้แนวร่วมที่เป็นทั้งคู่ค้า ผู้นำความคิด กระทั่งเยาวชนก็มาร่วมงานด้วย 

อย่างที่สองคือ นวัตกรรม มีสินค้าที่ผลิตด้วยแนวคิด Circular Economy ออกมาให้เห็นกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิด 

อย่างที่สามคือ ธุรกิจ ทุกคนในงานจะมาคุยกันว่าทำอย่างไรให้เรื่องนี้เป็นธุรกิจขึ้นมาได้จริง 

และเรื่องสุดท้ายคือ ระบบนิเวศ ที่จะแสดงให้เห็นว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร สินค้าและโมเดลธุรกิจจะเป็นอย่างไรนับจากนี้ GC ยังมีพันธมิตรระดับโลกอย่าง National Geographic มาร่วมงานด้วย เขาจะมาโชว์ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้คนในงานเห็นผ่านโลกออนไลน์ด้วย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

งานปีนี้จะต่างจากปีที่แล้วอย่างไร

ปีที่แล้วเราสร้างการตระหนักรู้ให้คนเห็นความสำคัญของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ปีนี้เราจึงทำให้เห็นการปฏิบัติได้จริงมากขึ้น ทำให้เห็นชัดไปเลยว่าเป็นอย่างไร เพื่อจุดประกายให้ทุกคนเห็นตัวอย่าง เกิดไอเดียเลยว่าถ้าเราอยากทำเรื่องนี้ จะประยุกต์กับธุรกิจและชีวิตของเราอย่างไร 

ที่น่าทึ่งคือมีผู้นำความคิดหลายสิบคนที่เป็นตัวจริงในแต่ละด้าน ตั้งแต่ Startup ไปจนถึงธุรกิจใหญ่ๆ จะมาแชร์ว่าเขาเอาแนวคิด Circular Economy ไปใช้ในองค์กรอย่างไร สร้างความเชื่อมโยงในรูปแบบไหน เราอยากให้ทุกคนได้เห็นว่าแนวคิดนี้ถูกนำไปทำให้เกิดผลได้อย่างไร เมื่อมีคนเอาไปต่อยอด เราก็ช่วยพวกเขาให้ไปทำต่อ ทำแล้วติดขัดตรงไหนหรือไม่เข้าใจก็กลับมาคุยกัน เรามีเครือข่ายทางธุรกิจต่างๆ ที่พร้อมช่วยเหลือเพื่อขยายผลเรื่องนี้ออกไป

จากนี้โลกของพลาสติกจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ทุกวันนี้ธุรกิจก็พยายามทำผลิตภัณฑ์ให้บางลงแต่แข็งแรงขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น ทิศทางของพลาสติกคือคนต้องการคุณภาพที่ดีขึ้น ลดปริมาณการใช้ลง อนาคตจะเป็นเรื่องของคอมโพสิต (วัสดุที่มีองค์ประกอบจากเคมีที่แตกต่างกันตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมาผสมกัน) มากขึ้น ไม่ใช่แค่โพลีเมอร์อย่างเดียว มีทั้งนาโนคาร์บอนและไฟเบอร์ต่างๆ การหลอมรวมวัสดุต่างๆเข้าด้วยกันให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น จะเป็นเทรนด์นับจากนี้ไป อย่างรถยนต์ไฟฟ้าที่จะใช้กัน น้ำหนักต้องเบา มันก็ต้องอาศัยวัสดุพวกโพลีเมอร์มากขึ้น ยางก็จะเป็นยางสังเคราะห์มากขึ้น เราจึงต้องมีความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น นี่ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ 

สำหรับไบโอพลาสติกหรือพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนั้น GC ถือเป็นผู้ผลิตระดับโลก จึงเป็นส่วนเสริมทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จะมาแทนพลาสติกทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ ทิศทางของเราคือการก้าวไปสู่การทำสินค้าที่พิเศษมากขึ้น ลดความเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ Performance Product มากยิ่งขึ้น ถึงแม้อาจจะผลิตยากขึ้น กลุ่มลูกค้าก็อยู่ในวงจำกัด มีการใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อลดการแข่งขัน ซึ่งสุดท้ายก็จะช่วยลดปริมาณขยะลงและตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนอย่างชัดเจน

ผลิตของคุณภาพสูง ใช้ได้นาน อย่างนี้ผู้บริโภคก็จะซื้อไม่บ่อยนะครับ

เราก็หันไปผลิตอย่างอื่นแทนได้ครับ นี่เป็นความท้าทายของเรา ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ในโลกยังมีอีกมาก ไม่ใช่แค่พลาสติก ซึ่งปัจจุบัน ความต้องการใช้ก็ยังเยอะมาก การผลิตของอย่างเดิมมาสิบๆ ปี สักวันหนึ่งมันก็ต้องหายไป เป็นไปตามวัฏจักรธุรกิจ ของอย่างหนึ่งอยู่มาถึงช่วงหนึ่งก็จะเลิกไปเอง เดี๋ยวก็มีของใหม่มาแทน

วัฒนธรรมองค์กรแบบ GC เป็นอย่างไร

เราทำงานบนหลักคิดสี่อย่าง คือหนึ่ง กล้าคิดกล้าทำ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า สอง พัฒนาตัวเองและทำงานเป็นทีม สาม ทำงานเชิงรุกสนองความต้องการของลูกค้า สี่ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 

องค์กรเราผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ ทำเรื่อง Digital Transformation กันมาสักพักแล้ว ต้องปรับตัวให้เร็ว ทำงานร่วมกันโดยไม่ยึดกับไซโลที่แยกขอบเขตงาน และวัดผลงานความสำเร็จเฉพาะภายในหน่วยงานของตัวเอง ตอนนี้เราก็อยู่ระหว่างปรับองค์กร ผมพูดกับทุกคนว่าจะต้องพัฒนาทักษะใหม่กันหมด การที่ทำงานเดิมจนเก่งเป็นเบอร์หนึ่งในงานนั้นหลายๆ ปี อาจจะต้องเปลี่ยนไปลองทำงานอื่นดูบ้าง 

ผมไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นคนใหม่หรือคนเก่า ทุกคนสำคัญเท่ากัน เราอยู่ร่วมกัน คุณธรรมพื้นฐานต้องเหมือนกัน ต้องฟังคนอื่น กล้าคิดกล้าทำ แสดงความคิดเห็นได้ ทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะคนรุ่นไหนก็ต้องทำงานแบบนี้ ไม่จำเป็นที่คนรุ่นใหม่จะเป็นปัญหาเสมอไปนะ บางทีคนรุ่นเก่าก็เป็นปัญหาเสียเองเพราะว่าทำแบบเดิมมานาน แต่คนเก่าเขาก็มีข้อดีของเขาที่คนใหม่ยังไม่มี 

สไตล์การบริหารงานของคุณเป็นอย่างไร

ผมมีความเชื่อว่า การทำงานนั้นเราต้องมีความรู้ ความรู้ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าตำรานะ และผมก็ไม่เชื่อเรื่องการใช้แต่ประสบการณ์หรือคิดเอาเอง สมัยนี้มีองค์ความรู้เยอะมาก ต้องรู้ในสิ่งที่ทำอยู่ ใช้ความเก๋าอย่างเดียวไม่ได้

อย่างถ้าทำการตลาดก็ต้องรู้จักกระบวนการผลิตด้วย ทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐาน ผู้ใหญ่ที่จะขึ้นมาบริหารงานต้องรู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นก็จะโดนเด็กๆ โห่ได้ เวลาส่วนใหญ่ของผมใช้ไปกับการคุยกันครับ ส่วนใหญ่ก็ประชุมงาน คุยงาน หน้าที่ผมก็ต้องคุยกับคนนั้นคนนี้ให้เขาเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน 

สำหรับการบริหารองค์กร เรื่องคนนี่ยากที่สุดครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีองค์ประกอบที่ละเอียดอ่อนพอสมควร สุดท้ายองค์กรต้องเดินไปข้างหน้า เราต้องตัดสินใจ และไม่ใช่ทุกคนที่จะยินดีกับการตัดสินใจของเรา ซึ่งผู้บริหารต้องบริหารสมดุลเรื่องนี้ให้ได้

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

Questions answered by CEO of GC

ดื่มกาแฟไหม

เอสเปรสโซ่มัคคิอาโต้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมลองดื่มกาแฟเลย ปกติไม่ชอบเพราะดื่มแล้วจะมึน แต่จำได้ว่าไปลองกินที่ร้าน Monmouth ที่ลอนดอน อร่อยมาก เขาจะใส่น้ำตาลทรายแดงละเอียดๆ ลงไป 

เครื่องดื่มโปรด

ไวน์ครับ เป็นไวน์แดง ดื่มได้หมดทั้งไวน์ฝรั่งเศสและอิตาลีครับ แต่ละที่ก็มีข้อดีของมัน ไวน์ขวดละสองพันบาทดีๆ ก็มีนะครับ แต่ต้องเลือกหน่อย คนที่เราดื่มไวน์ด้วยก็จะช่วยเพิ่มรสชาติ บางครั้งไม่ดื่มไวน์ เราก็เลือกวิสกี้ครับ

งานแรกที่นึกถึงเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา

ปกติผมจะไม่แบ่งเวลาแบบนั้น เวลาทำงานผมก็รีแลกซ์ได้ เวลารีแลกซ์ก็ทำงานได้ ปกติจะเดินทางเยอะช่วงก่อน COVID-19 เราสามารถทำงานเมื่อไหร่ก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ มันอยู่กับเราได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างช่วง COVID-19 นี้ GC นี่เป็นที่แรกๆ ที่ปรับตัวเร็วมาก เรารู้อยู่แล้วโลกจะเป็นแบบนี้ไปอีกนาน ต่อให้ COVID-19 หายก็อาจจะมีโรคอื่นเกิดขึ้นมาได้ เราก็ทำให้พนักงานเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเราทำงานจากที่บ้านได้ ตอนนี้เราก็ให้คนสองในสามของบริษัททำงานจากที่บ้านและจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เดี๋ยวนี้เราประชุมได้ทุกที่อยู่แล้ว 

มีอยู่ทริปหนึ่งช่วงต้นปีที่ปกติผมต้องไปอังกฤษ ตอนนั้น COVID-19 ระบาดหนักมาก แม้เป็นธุระสำคัญ ต้องไปเจอคนนั้นคนนี้ สุดท้ายผมตัดสินใจไม่ไปดีกว่า ใช้การประชุมผ่านวิดีโอคอลและงานก็ผ่านไปได้ ได้ผลดีด้วย ถ้าเราไม่ทำก็จะไม่รู้ พอทำถึงรู้ว่ามันได้ผลดี 

การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ปรับความคิดยังไง

ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่าต้องทำธุรกิจให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มันยังบอกเราอีกว่าใครปรับตัวได้เร็ว ไม่ใช่แค่รอด แต่จะไปได้ดี ที่สำคัญคือ เราต้องปรับตัวให้เร็วกว่าคนอื่นให้ได้

เป็นคนที่วางแผนต่างๆ เป็นกระบวนการดี คุณซึมซับวิธีคิดแบบนี้มาจากไหน

ทุกอย่างที่หล่อหลอมผมมาจากพวกพระเอกในนิยายที่ผมอ่านครับ ผมอ่านทุกอย่าง ทั้งงานของไอแซค อสิมอฟ นี่ดีมาก หรืองานของแอน ไรซ์ ที่เขียนเรื่องแวมไพร์ หรือหนังสือกำลังภายในก็อ่านครับ มันให้แนวคิดที่ดีมาก มังกรหยกก็อ่าน แต่ผมชอบชอลิ้วเฮียง เป็นพระเอกที่สบายๆ ไม่ต้องฝึกอะไรมากแต่เก่ง

แล้วคุณเอ้กับชอลิ้วเฮียงเหมือนกันยังไง

ชอลิ้วเฮียงเป็นคนไม่ซีเรียส สบายๆ ช่วยปราบผู้ร้าย มีคุณธรรม

สิ่งที่ต้องทำก่อนนนอน

สวดมนต์ครับ ผมทำมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่ได้สวดอะไรเยอะแยะนะครับ สวดเสร็จแล้วก็นั่งเล่นเกมต่อ

ของที่ต้องพกติดตัวตลอด

โทรศัพท์ครับ ยังไงก็ต้องใช้ แล้วไอแพดกับแว่นตาด้วยครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สายตายาวแล้ว (หัวเราะ) 

หนังสือเล่มโปรดของคุณ

ผมอ่านหนังสือเยอะครับ มันจะมีเล่มที่ชอบในช่วงชีวิตหนึ่งแต่ไม่ได้มีเล่มโปรดตลอดกาล อย่างที่ชอบก็งานเขียนของอสิมอฟ เรื่อง Foundation ที่มีหลายตอน ได้อ่านต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่าสิบปี หรือของแอน ไรซ์ นี่ก็ล้ำลึกมาก ทำให้เรามีส่วนร่วมกับการตั้งคำถามของตัวละครหลักๆ ว่าเขาเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเพื่ออะไร ล่าสุดก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเรื่อง Salvation ของแฮมิลตัน

ถ้าต้องเขียนหนังสือเองบ้าง จะเขียนเกี่ยวกับอะไร

ถ้าจะเขียนก็คงเขียนพวกนิยายล่ะครับ คงไม่ได้เขียนพวกฮาวทูหรอกครับ

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

GC Circular Living Symposium 2020 : Tomorrow Together วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เวลา 8.30 – 15.30 น. ลงทะเบียนรับชมทางออนไลน์ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ https://bit.ly/3jPzR3G

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

“Happy Birthday to You~” ทันทีที่สิ้นเสียงเนื้อเพลงอวยพรท่อนสุดท้าย นักร้องประสานเสียงก็แย่งกันจับจองชิ้นเค้กเสี้ยวที่ติดจมูกมิกกี้เมาส์หรือตาขวาของโดราเอมอน

“วันเกิดปีนี้เค้กสวยกว่าปกติ” เราแอบชื่นชมรสนิยมของผู้มอบในใจ  

“คุกกี้กล่องใหญ่ที่ลูกค้าส่งมาให้ เราขอจองกล่องเหล็กหลังกินหมดแล้วได้ไหม” ใครสักคนรีบเอ่ยคำร้องกลางโต๊ะมื้อกลางวัน

S&P ในความทรงจำของเราเป็นแบบนี้ และเชื่อว่าทุกคนคงไม่ต่าง

สิ่งที่น่าสนใจคือ S&P มีวิธีคิดและบริหารจัดการธุรกิจอย่างไร ในเมื่อสินค้ามีตั้งแต่เค้กกล้วยหอมราคาหลักสิบ ไปถึงผัดไทยกุ้งแม่น้ำราคาหลักร้อย หรือเค้กวันเกิดสั่งได้ตามใจคุณราคาหลักพันขึ้นไปก็มี และเป็นร้านที่มีสาขาอยู่ตั้งแต่ในสถานีรถไฟฟ้า โรงพยาบาล ไปจนถึงห้างหรูเปิดใหม่ ซึ่งนอกจากจะไม่สร้างความสับสนแก่แบรนด์แล้ว ยังเป็นจุดแข็งที่ทำให้ S&P เป็นผู้นำธุรกิจอาหารและเบเกอรี่ของไทยอีกด้วย

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับ คุณวิทูร ศิลาอ่อน กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายปฏิบัติการและบุคคล บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ในบ่ายวันทำงานสบายๆ เพื่อพูดคุยหนักๆ อย่างบทบาทกัปตันทีมของร้านอาหารครอบครัวที่ทุกคนคิดถึง ไปจนถึงเรื่องเบาๆ อย่างเบื้องหลังกล่องเหล็กคุกกี้และเค้กที่สวยทั้งรูปและจูบก็อร่อย

ตลอดการสนทนาตั้งแต่บ่ายแก่ๆ จนฟ้าเปลี่ยนสี คุณวิทูรพูดถึงคำว่าร้านอาหารของครอบครัว บ่อยยิ่งกว่าตัวเลขยอดขายหรือวิธีขยายสาขาเสียอีก นั่นยิ่งทำให้เราไม่แปลกใจว่านอกจากปลากระพงทอดน้ำปลา บัวลอยเผือก และกาแฟ BlueCup อะไรทำให้ S&P กลายเป็นร้านในดวงใจของทุกคนทุกวัย

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

ผู้บริหาร S&P อย่างคุณวิทูรทำเบเกอรี่เมนูไหนเป็นบ้าง

ผมไม่ค่อยทำเบเกอรี่เท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นภรรยาที่ทำเพราะเขาดูแลส่วน R&D ของบริษัท ส่วนเราเป็นแผนกชิม ซึ่งเบเกอรี่ต้องชั่งตวงเยอะ ผมจึงเป็นคนชอบทำอาหารมากกว่าเพราะว่าเรากะๆ เอาได้ ถ้าเป็นเมนูอาหารที่ทุกคนในครอบครัวต้องทำได้คือ ข้าวไก่อบ พวกเราเรียกกันเองว่าเป็นเมนูเอาตัวรอดเมื่อต้องแยกย้ายกันไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ

เหมือนสูตรลับของครอบครัว?

ใช่ๆ คุณแม่ทำอาหารเก่ง ท่านก็จะสอนเมนูจำเป็น

อะไรคือสูตรลับหรือเรื่องราวเบื้องหลังที่คุณพอเปิดเผยได้

เคล็ดลับอยู่ที่การทอดไก่ แม้มีชื่อเรียกว่าไก่อบแต่ไม่ได้เกิดจากการอบไก่นะ หลังจากนำไก่ไปหมักจนได้ที่ แล้วทอดจนหอมหนังไก่เกรียม จากนั้นนำไปตุ๋นในน้ำหมัก หลักๆ คือการเลือกสรรวัตถุดิบที่ดี ซึ่งแม่จะบอกเสมอว่าต้องทอดให้หอมพอดี

วิทูร ศิลาอ่อน, S&Pวิทูร ศิลาอ่อน, S&P

อะไรคือข้อดีของการเป็นผู้บริหารบริษัทเบเกอรี่ที่เป็นนักร้องค่ายเบเกอรี่ฯ มาก่อน

3 สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือครอบครัว เพลง และอาหาร ซึ่งกับการร้องเพลง เราแค่อยากสนุกกับมัน

คุณร้องเพลงเพื่ออะไร

เพื่อความสุข เราชอบฟังเพลงที่เพราะ โชว์พลังเสียงเก่งๆ เช่นเพลงของนักร้องผิวสี และการร้องเพลงทำให้เรามีอารมณ์ศิลปิน ซึ่งต้องเข้าใจว่าคนเราขับเคลื่อนกันด้วยอารมณ์นะ บางเรื่องไม่ได้เป็นเรื่องเหตุหรือเรื่องผลทั้ง 100%

เป็นข้อดีที่คุณคิดว่าผู้บริหารควรมี?

กว่า 18 ปีที่เราเข้ามามีส่วนร่วมกับ S&P ในวันที่บริษัทใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โจทย์ที่ขับเคลื่อนให้เราสนุกกับงาน คือ การทำร้านนี้ให้โดนใจครอบครัว ทั้งบรรยากาศ ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเราไม่ต้องการให้ S&P เป็นธุรกิจร้านอาหารทั่วๆ ไป แต่อยากให้ S&P เป็น Family Restaurant เป็นร้านอาหารในใจของทุกคนในครอบครัวแบบร้านแรกที่เรามี

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เค้กและคุกกี้เป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของขวัญในช่วงเทศกาล

ก่อนจะมาเป็นร้านอาหารและเบเกอรี่อย่างวันนี้ S&P เราเริ่มจากการเป็นร้านอาหารและไอศครีมมาก่อน ซึ่งจุดเริ่มต้นของเค้กและคุกกี้ S&P มาจากวันหนึ่งที่เราประกาศรับพ่อครัวทำพิซซ่าแต่ดันได้พ่อครัวขนมปังที่ทำขนมเค้กได้ด้วยมา เราจึงเริ่มมีเค้กขายกันตั้งแต่วันนั้น

ซึ่ง S&P เป็นร้านเบเกอรี่เจ้าแรกที่ทำเค้กรูปตัวการ์ตูน

ยุคนั้นร้านเบเกอรี่นิยมทำเค้กรูปดอกไม้ ซึ่งเราอยากทำให้แตกต่างจากตลาด เราจึงใช้แม่พิมพ์ลายตัวการ์ตูนจากต่างประเทศ ตกแต่งหน้าเค้กด้วยเทคนิคจิ้มครีมเป็นจุดเล็กๆ จนกลายเป็นรูปสามมิติซึ่งยังใช้เทคนิคนี้อยู่ถึงปัจจุบัน

วิทูร ศิลาอ่อน, S&Pวิทูร ศิลาอ่อน, S&P

อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ S&P ขายเค้กได้ 3 ล้านก้อนต่อปี

เป็นความตั้งใจแรกของเราที่จะทำเค้กให้เด็กๆ ซึ่งเป็นคนสำคัญของครอบครัวมีความสุข ตรงกับความเชื่อของแบรนด์ S&P ที่เป็นร้านของครอบครัว และนอกจากอาหารที่ใส่ใจในรสชาติและคุณภาพ ที่นี่มีสินค้าที่เหมาะแก่การมอบให้กันในวันเกิดและโอกาสพิเศษอื่นๆ ซึ่งจุดที่ S&P แตกต่างจากร้านทั่วไปคือเรามีเค้กพร้อมเสมอหากคุณต้องการ และเรายังรู้อีกว่าเค้กที่ทุกคนต้องการคือเค้กที่บาลานซ์ระหว่างความสุขตอนได้รับและความสุขตอนได้กิน ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เค้กเราขายดีขึ้นเรื่อยๆ

คนมักจะจดจำคุกกี้ของ S&P จากกล่องคุกกี้ที่สวยน่าสะสม อะไรคือเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังความสวยงามของกล่องคุกกี้เหล่านั้น

S&P เป็นธุรกิจครอบครัวของครอบครัวที่ชอบกิน ทั้งแม่และน้าๆ พวกท่านไปเรียนและใช้ชีวิตในต่างประเทศ ได้เห็นอะไรมากมาย มีทั้งประสบการณ์และรสนิยมเพราะผ่านการชิมอาหาร และเห็นตัวอย่างกล่องคุกกี้จากต่างประเทศมาเยอะมาก ในวันที่ S&P เริ่มต้นทำคุกกี้ นั่นก็คือช่วงที่ร้านเริ่มขยายสาขา

แรกๆ เราก็เหมือนร้านอื่นใส่คุกกี้ในถุงพลาสติกและจีบถุงติดโบว์สวยงาม ซึ่งเค้กอาจจะแสดงความสวยงามในตัวเองได้ แต่คุกกี้ทำไม่ได้ เราจึงคิดถึงการมีบรรจุภัณฑ์ที่หน้าตาดีตั้งใจให้คนนำไปใช้ต่อ ซึ่งบางคนก็ถึงขั้นเก็บสะสมจริงจัง และเพราะ S&P มีลูกค้าหลายกลุ่ม ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ เมื่อคิดถึงผู้รับสารเราจึงออกแบบให้กล่องคุกกี้มีหลากหลายขนาดและลวดลาย โดยปีนี้มาในธีมคณะละครสัตว์

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

โจทย์ของการบริหารงาน S&P ในแบบของคุณคืออะไร

เราตั้งใจจะเป็นร้านโปรดของชุมชนไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ S&P ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เราอยากดูแลคนที่หลากหลายอายุ ฐานะ และความต้องการ เราจึงก็ต้องออกแบบวิธีตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างไปตามพื้นที่สาขาที่ตั้ง

ยังไง

ง่ายๆ คือ เราอยู่ในสถานีน้ำมันทำอย่างไรเราถึงจะเป็นร้านโปรดในสถานีเติมน้ำมัน หรือแม้แต่ร้านสาขาที่ตั้งอยู่เดี่ยวๆ เพราะฉะนั้น บรรยากาศจากการตกแต่ง เพลง อุณหภูมิ แสง และความรู้สึกจากสินค้าและบริการ เช่น ร้านใต้อาคารสำนักงานที่กลุ่มลูกค้าคือ พนักงานออฟฟิศที่ใช้บริการมื้อกลางวัน ดังนั้น การบริการต้องเร็วๆ ร้านในโรงพยาบาลที่กลุ่มลูกค้าคือผู้สูงอายุ บริการก็ต้องนอบน้อม เข้าใจ และดูแลลึกซึ้ง เราไม่ได้บอกว่าเราทำได้ทั้ง 100% แต่เราอยากให้รู้ว่าตระหนักถึงทุกความต้องการและเรากำลังจัดระบบระเบียบให้เกิดขึ้นจริงให้มากที่สุด

อย่างร้านสาขาที่เรานั่งคุยกันอยู่อาจจะดูหรูเพราะตั้งอยู่ย่านทองหล่อ เรามีความจำเป็นที่ต้องสร้างบรรยากาศให้คนในละแวกเข้าถึงได้

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

นั่นแปลว่าประสบการณ์ที่ได้รับจากสาขาในตำแหน่งที่ตั้งต่างกัน ต่างกัน?

ยกตัวอย่างคนที่มาใช้บริการอาจจะเป็นคนเดียวกัน แต่อยู่ในตำแหน่งและเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน เช่น บ้านอาจจะอยู่ทองหล่อ ทำงานในออฟฟิศย่านเพลินจิตซึ่งมีเวลาพักกลางวันจำกัด เขาก็ได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกัน สำคัญคือ เราต้องเข้าใจความต้องการของแต่ละกลุ่ม สถานการณ์จริงที่ลูกค้าเจอ และประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ ซึ่งถ้าเราทำได้ เราก็จะกลายเป็นร้านโปรดในที่สุด

จะง่ายกว่ามั้ยถ้าทำร้านให้มีมาตรฐานเดียวกันไปเลยทุกสาขา

ง่ายกว่าอยู่แล้ว ที่ผ่านมา S&P เรามีหลักการทำงาน 4 ข้อที่เป็นเอกลักษณ์ของ S&P ได้แก่ บริการเรียบร้อย มีแต่ของอร่อย สถานที่สะอาด และบรรยากาศดี แต่ที่เราต้องออกแบบใหม่ให้ตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม เพราะเราเป็นร้านที่ให้บริการครอบครัวในทุกจังหวะของชีวิต ตั้งแต่เกิดจนขึ้นสวรรค์ หมายความว่า เกิด ก็คือฉลองเค้กวันเกิด และขึ้นสวรรค์ ก็มี Snack Box บริการญาติโยม

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

คุณเป็นผู้บริหารที่ชอบการเซอร์ไพรส์มั้ย

ไม่ได้ชอบหรือไม่ชอบ เรารู้ว่าชีวิตมีเรื่องเซอร์ไพรส์ เราเพียงต้องทำใจและรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ แต่เราไม่อยากให้มีหรอกเพราะส่วนใหญ่เซอร์ไพรส์มักเป็นเรื่องไม่ค่อยดี

แล้วคุณรับมือกับเรื่องเซอร์ไพรส์ยังไง

เริ่มจากหาทางเยียวยาคนหรือฝ่ายที่รับผลกระทบจากเรื่องนั้นเยอะที่สุดก่อน 

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

อะไรคือสิ่งที่คุณสนใจในธุรกิจอาหารและเบเกอรี่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ผมสนใจกระแสของโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เมื่อก่อนคนเราเลือกกินของที่อร่อยก่อน แต่ในยุคนี้ที่คนสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น คนเลือกกินมากขึ้น นั่นคือก็ยังคงชอบกินขนมอยู่นะ แต่แทนที่จะกินทั้ง 5 วัน จะเหลือเพียง 2 วัน

แล้ว S&P รับมือกับเรื่องนี้ยังไง

เราให้ความสำคัญกับการเลือกสรรวัตถุดิบเพราะเราเป็นครอบครัวที่รักการกินของดี และอยากให้คนอื่นได้กินดีด้วย เราก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราทำและเชื่อว่ามันดีจริงๆ จึงพยายามหาสิ่งที่ขึ้นและไปกับกระแสของโลก เช่น เพื่อสุขภาพ ออร์แกนิก และการคิดถึงความยั่งยืนในธุรกิจ

ที่ผ่านมาเราปรับลดน้ำตาลในเมนูอาหารและเบเกอรี่ให้ลดลงอยู่เรื่อยๆ โดยไม่ได้สื่อสารตรงๆ ว่า S&P ลดน้ำตาลนะ ซึ่งแรงขับสำคัญที่ทำเรื่องนี้คือตัวเรา เพราะนอกจากคนในครอบครัว ตัวเราเองก็กินด้วย บอกได้เลยว่าผมกิน S&P เยอะกว่าคนทั่วไป 10 เท่า เพราะฉะนั้น ถ้าอาหารที่ทำไม่ดีต่อสุขภาพคุณจะเห็นผลลัพธ์จากผมก่อน

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

ถ้ามีตำราบริหารธุรกิจฉบับคุณวิทูร ศิลาอ่อน เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร

เรื่องลูกค้า แต่ลูกค้าในที่นี้คือครอบครัวเรา

ผมคิดแบบนี้ตลอดว่าเราคือลูกค้าของตัวเราเอง ผมใช้บริการเยอะสุด มาที่ร้านบ่อยสุด ที่บอกว่าการเข้าใจลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะครั้งหนึ่งผมเคยทำงานกับ P&G ทำให้เราเข้าใจแบรนด์ว่าในการสร้างแบรนด์คุณต้องมีสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่าง ไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสแบรนด์ ผมพูดเสมอว่า แบรนด์ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย แต่อยู่ในความรู้สึกและความเชื่อของคน ซึ่งก็ต้องเริ่มจากการเข้าใจว่าเรากำลังทำแบรนด์นี้เพื่อใคร อย่างแบรนด์ S&P ทำเพื่อครอบครัว นั่นคือเราจะทำแบรนด์อย่างไรให้เข้าไปอยู่ในใจคนทั้งครอบครัว

วิทูร ศิลาอ่อน, S&P

12 Questions Answered by President of S&P

  1. สิ่งแรกที่คุณมักจะทำเมื่อมาถึงร้าน S&P : สั่งกาแฟ Bluecup
  2. จงเลือกระหว่าง “อร่อยแต่ไม่น่ากิน” กับ “น่ากินแต่ไม่อร่อย” : เลือกอร่อย
  3. เมนูของ S&P ที่คุณชอบที่สุด : ข้าวไรซ์เบอร์รี่กะเพราเนื้อนิวซีแลนด์ ไข่ดาวกรอบ พร้อมน้ำปลาพริก
  4. เพลงที่ร้องประจำเมื่อถูกเชิญให้ร้องเปิดเวทีงานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัท : เพลงเนิ่นนาน เป็นเพลงที่แต่งให้ภรรยา
  5. ของขวัญที่สร้างความอิ่มเอมใจ : ผมไม่ค่อยได้รับของขวัญนะ สำหรับผมการใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัวทุกวันเป็นของขวัญในชีวิตแล้ว
  6. ของไม่มีราคาที่เป็นของขวัญที่คุณอยากส่งมอบให้คนที่รักคืออะไร : เวลา
  7. นอกจาก “S&P ชื่อนี้มีแต่ของอร่อย” S&P ชื่อนี้มีแต่… : S&P ชื่อนี้มีแต่ความผูกพัน
  8. คำพูดที่มักจะพูดกับพนักงานเสมอ : “สู้ๆ” เราชอบให้กำลังใจพนักงาน อย่างสถานการณ์ปัจจุบันที่การแข่งขันสูง ทำยอดขายไม่ง่าย เราก็ได้แต่ให้กำลังใจพวกเขา
  9. คุณไปแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้ตอนไหนได้บ้าง : World Cuisine ผมชอบกิน ถ้ามีเรื่องอะไรที่ผมพอจะมั่นใจไปสู้เขาได้ก็เรื่องนี้แหละ
  10. เราจะบังเอิญพบคุณที่ไหนในบ่ายวันอาทิตย์ : สนามกอล์ฟ ผมเพิ่งกลับมาเล่นช่วง 2 ปีหลังนี่เอง เมื่อก่อนเราใจร้อนและกอล์ฟเป็นเกมกีฬาที่ใจร้อนไม่ได้ ต้องนิ่ง ต้องมีสมาธิ เราก็รู้ว่าเราอาจจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้น หรือไม่ก็มีแรงน้อยลงเลยไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อน
  11. หากคุณต้องขึ้นกล่าวสุนทรพจน์แก่เด็กจบใหม่ 10 วินาที คุณจะกล่าวว่า… : จงทำในสิ่งที่รัก
  12. หากมหาวิทยาลัยเชิญคุณไปเป็นอาจารย์พิเศษ วิชาที่คุณจะสอนคือ : วิชาร้องเพลง

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load