ธุรกิจมีขึ้นมีลงตามวัฏจักรของมันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็กก็ตามที กระทั่งบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC แบรนด์เคมีภัณฑ์ระดับโลกของไทย ก็ยังต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลก พร้อมรับมือกับแรงกดดันจากผู้บริโภคซึ่งคาดหวังว่าผู้ผลิตทั้งหลายจะพัฒนาสินค้าที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ

ในยุคก่อน COVID-19 พลาสติกถูกแบนจากสังคมจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องการบริหารจัดการขยะ ทั้งที่พลาสติกมีประโยชน์อย่างมากกับการดำรงชีวิตที่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมน้อยลง นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของนวัตกรรมแห่งอนาคต 

จนเมื่อโลกเผชิญกับโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเจอมาก่อนนี้ บทบาทของพลาสติกจึงยิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้นสำหรับสุขอนามัยของผู้คน และกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความมั่นคงด้านสาธารณสุขและการแพทย์ไปโดยปริยาย ซึ่งพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินค้าหลักที่ GC ผลิตเท่านั้น แกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ยังครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อะโรเมติกส์ โอเลฟินส์ โพลิเมอร์ เอทิลีนออกไซด์ เคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ฟีนอล และ Performance Materials & Chemicals

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GC ยังคงเชื่อในคุณค่าหลักขององค์กรที่ปลูกฝังให้คนกล้าคิด กล้าทำ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เขาเห็นว่าไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้จะมีพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ แต่ธุรกิจพลาสติกเดิมก็จะยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นเพื่อการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานนับพันรายของ GC ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องแม้จะปรับใช้กับกระบวนการทางธุรกิจของตนเองมานานแล้วก็ตามที 

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

The Cloud ได้พูดคุยกับกัปตันทีมผู้เชื่อเรื่ององค์ความรู้และรักการอ่านหนังสือทุกประเภทเมื่อมีเวลาว่าง และทราบว่ากำลังจะมีงาน GC Circular Living Symposium 2020 ที่ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังจะจุดประกายให้ภาคธุรกิจและคนในสังคมได้เห็นประโยชน์ที่นำไปสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง มีผู้ที่ปฏิบัติจนประสบความสำเร็จแล้วจริงๆ จากทั่วทุกมุมโลกมารวมเอาไว้ในงานเดียว 

ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

ตอนนี้เวลาพูดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ใครๆ ก็หยิบยกเรื่อง Climate Change มาพูด GC มีมุมมองเรื่องความยั่งยืนอย่างไร

ผมว่าการให้ความสำคัญกับเรื่อง Climate Change เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ความยั่งยืนที่เราเชื่อและทำมาโดยตลอดมันครอบคลุมทุกส่วนอยู่แล้ว มาถึงวันนี้มันไม่ได้เปลี่ยนไป ความยั่งยืนคือการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม 

อย่างด้านเศรษฐกิจ เรามองว่าไม่ได้จะเน้นกำไรอย่างเดียว จริงอยู่ที่การทำธุรกิจต้องมีกำไรอยู่แล้ว แต่กำไรต้องครอบคลุมทุกส่วนมากขึ้น เพราะมันไม่ได้มีแค่เราแต่ต้องคิดถึงคนอื่นด้วย ช่วงที่ COVID-19 ส่งผลกระทบนี้ไปถึง ซัพพลายเออร์และลูกค้าของเรา เราก็ต้องพาเขาไปด้วยกันให้ได้ ถ้าจะทำธุรกิจอย่างยั่งยืน คนในห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทานจะต้องไปด้วยกันได้ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งโลกอยู่แล้ว ถ้าเราอยู่ดีแต่คนอื่นไม่ดี มันก็ไปต่อไม่ได้ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ของเราก็เกี่ยวพันกับอีกร้อยพันองค์กรครับ เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้ยาว เพื่อจะอยู่กันยาวๆ 

อย่างด้านสังคม บ้านของเราก็คือที่โรงงานในจังหวัดระยอง เราก็ต้องดูแลสังคมในระยองด้วย ไม่ว่าจะระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น การดูแลพวกเขาก็ต้องยั่งยืน ไม่ใช่การเอาเงินไปให้ แต่ต้องทำให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่เราช่วยประคองเขาด้วยการช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มโควต้ารับคนระยองมาทำงาน สนับสนุนภาคการศึกษา ช่วยด้านประมงหรือเกษตรกรรม ใช้ความรู้ของเราไปสอนเขาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรง 

ในส่วนของสิ่งแวดล้อม เราใส่ใจกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) สิ่งที่ GC เน้นคือ Climate Change และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สิ่งที่เราทำอยู่ต้องมีผลต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญด้วยหลักการของ Circular Economy นี่ล่ะครับ 

แล้วทาง GC ทำเรื่อง Circular Economy อย่างไร

เรามีแนวคิดที่สำคัญคือ Chemistry for Better Living นี่เป็นวิสัยทัศน์สำคัญที่อธิบายเรื่องความยั่งยืนได้ เราทำเคมีภัณฑ์เพื่อให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มีการเดินทางสะดวก มีสุขอนามัยต่างๆ ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ คำว่า Chemistry ยังไม่ได้หมายถึงเรื่องของเคมีภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงเคมีระหว่างกัน การอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนของสังคมกับสิ่งแวดล้อมด้วย เกิดเป็น Better Living

หลักการทำ Circular Economy ของ GC แบ่งออกเป็นสามเรื่องครับ เรื่องแรกคือ Smart Operating เราต้องทำงานอย่างฉลาดเพื่อลดการใช้ทรัพยาการ ลดการปล่อยของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบให้น้อยลง ประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งชี้วัดได้จากกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยลง ไม่ว่าใครก็เอาไปปรับใช้ได้

เรื่องที่สองคือ Responsible Caring ซึ่ง GC มีสินค้าที่ครบวงจร ถ้าเป็นพลาสติกจากปิโตรเคมี ก็จะเอาไปรีไซเคิลหรืออัพไซเคิลได้ ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพ พอเอาไปทิ้งในดินก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ นี่เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำของเหล่านี้ออกมา หรือสำหรับในชีวิตประจำวัน อาคารต่างๆ ที่ออกแบบหรือก่อสร้างโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง หรือใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีความคงทนแข็งแรง ก็ถือเป็น Responsible Caring เช่นกัน

และเรื่องที่สาม Loop Connecting เป็นการสร้างแนวร่วมเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดี ถ้าเราทำสองอย่างแรกมันก็ดีครับ แต่ถ้าทำกันไม่มากพอ ผลลัพธ์ก็จะอยู่ในวงจำกัด เราจึงต้องสร้างองค์ความรู้ให้กับแนวร่วม เราเริ่มจากปลายน้ำก่อน จากเล็กไปใหญ่ หลายปีที่แล้วเราช่วยกันเก็บขยะพลาสติกจากทะเล เอาไปผ่านขั้นตอนการีไซเคิลและอัพไซเคิล เป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (Recycled Polyester) ก่อนนำไปผสมกับเส้นใยฝ้าย (Cotton) และเส้นใยซิงค์โพลิเอสเตอร์รีไซเคิล (Antibacterial Polyester Zinc) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นอับเวลาสวมใส่แล้วนำไปถักทอโดยชาวบ้านชุมชนคุ้งบางกะเจ้า เป็นจีวรรีไซเคิลสีพระราชนิยมที่นุ่งห่มสบาย ไม่ยับง่าย และแห้งไว นี่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเลย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

ปลูกฝังคนในองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เห็นความสำคัญเรื่องนี้อย่างไร

GC เกิดจากการควบรวมสี่บริษัทที่มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน เราก็เลยต้องทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเลย เราทำงานด้วยกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กรและคุณค่าหลักขององค์กรร่วมกันสี่เรื่อง มีเรื่องหนึ่งที่เป็นคุณค่าหลัก คือเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน อันนี้เราปลูกฝังและปรับมาใช้เรื่อง Circular Economy ด้วย 

ถ้าเรามองเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มันจึงจะเกิดได้ ตอนนี้เรามีแนวร่วมกับบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของเราที่เชื่อเรื่องความยั่งยืนเหมือนกัน สุดท้ายทำแล้วต้องเป็นธุรกิจให้ได้ อย่างตอนนี้ GC ก็ร่วมมือกับกลุ่มไทยเบฟ ผลิตบรรจุภัณฑ์ให้เขาซึ่งก็ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ หรืออย่างธนาคารกสิกรไทยกับเครือไทยยูเนี่ยนก็จับมือกับเราเช่นกัน

ก่อนหน้านี้คนมองว่าพลาสติกเป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม 

ผมคิดว่าพลาสติกเป็นของที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมนะครับ เช่น ภาชนะต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องไปตัดต้นไม้มาใช้ ปัญหาจริงๆ คือเราทิ้งมันไม่ดี ทิ้งลงไปตามท่อบ้าง ทิ้งบนพื้น ขยะเหล่านี้ก็ถูกพัดพาลงแม่น้ำ ลงทะเล พอลงทะเลปลาก็มากิน สะท้อนว่าปัญหาอยู่ที่การจัดการ

ก่อน COVID-19 เราพยายามสื่อสารไปทุกส่วนว่าวิธีแก้ปัญหาจะต้องมีทางออกเพื่อทุกคน ใครอยากใช้พลาสติกก็ต้องหาทางให้เขาทิ้งได้อย่างถูกต้องเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ต่อ หรืออาจมีอีกทางเลือกคือไบโอพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ ตอนนี้พอเกิดโรค COVID-19 คนก็กลัว การนำพลาสติกกลับมารีไซเคิลก็น้อยลง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัย เราก็เลยมองว่าความเข้าใจเรื่อง Circular Economy เป็นสิ่งจำเป็น ต้องมีวิธีทำให้คนช่วยกันมากขึ้น อย่างล่าสุดเราไปร่วมมือกับภาครัฐและผู้ให้บริการจัดส่งอาหารในการช่วยลดขยะพลาสติกซึ่งเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ในแอปพลิเคชันมีให้เลือกได้ว่าจะใช้บรรจุภัณฑ์ไบโอพลาสติกหรือไม่ มีทั้งหลอด ภาชนะ และช้อนส้อม ทุกคนต้องช่วยร่วมมือกันแบบนี้ 

นี่เป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับ GC Circular Living Symposium 2020 คุณคาดหวังกับงานนี้แค่ไหน

เราต้องการทำให้สังคมเห็นว่าเรื่อง Circular Economy นี้ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี มีองค์ประกอบสามสี่อย่างที่ทำให้งานนี้แตกต่างจากงานอื่น อย่างแรกก็คือ แนวร่วมและพันธมิตร นี่ไม่ใช่แค่งานที่ GC มาบอกว่าเราทำอะไรบ้าง แต่เป็นที่ที่เราให้แนวร่วมที่เป็นทั้งคู่ค้า ผู้นำความคิด กระทั่งเยาวชนก็มาร่วมงานด้วย 

อย่างที่สองคือ นวัตกรรม มีสินค้าที่ผลิตด้วยแนวคิด Circular Economy ออกมาให้เห็นกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิด 

อย่างที่สามคือ ธุรกิจ ทุกคนในงานจะมาคุยกันว่าทำอย่างไรให้เรื่องนี้เป็นธุรกิจขึ้นมาได้จริง 

และเรื่องสุดท้ายคือ ระบบนิเวศ ที่จะแสดงให้เห็นว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร สินค้าและโมเดลธุรกิจจะเป็นอย่างไรนับจากนี้ GC ยังมีพันธมิตรระดับโลกอย่าง National Geographic มาร่วมงานด้วย เขาจะมาโชว์ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้คนในงานเห็นผ่านโลกออนไลน์ด้วย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

งานปีนี้จะต่างจากปีที่แล้วอย่างไร

ปีที่แล้วเราสร้างการตระหนักรู้ให้คนเห็นความสำคัญของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ปีนี้เราจึงทำให้เห็นการปฏิบัติได้จริงมากขึ้น ทำให้เห็นชัดไปเลยว่าเป็นอย่างไร เพื่อจุดประกายให้ทุกคนเห็นตัวอย่าง เกิดไอเดียเลยว่าถ้าเราอยากทำเรื่องนี้ จะประยุกต์กับธุรกิจและชีวิตของเราอย่างไร 

ที่น่าทึ่งคือมีผู้นำความคิดหลายสิบคนที่เป็นตัวจริงในแต่ละด้าน ตั้งแต่ Startup ไปจนถึงธุรกิจใหญ่ๆ จะมาแชร์ว่าเขาเอาแนวคิด Circular Economy ไปใช้ในองค์กรอย่างไร สร้างความเชื่อมโยงในรูปแบบไหน เราอยากให้ทุกคนได้เห็นว่าแนวคิดนี้ถูกนำไปทำให้เกิดผลได้อย่างไร เมื่อมีคนเอาไปต่อยอด เราก็ช่วยพวกเขาให้ไปทำต่อ ทำแล้วติดขัดตรงไหนหรือไม่เข้าใจก็กลับมาคุยกัน เรามีเครือข่ายทางธุรกิจต่างๆ ที่พร้อมช่วยเหลือเพื่อขยายผลเรื่องนี้ออกไป

จากนี้โลกของพลาสติกจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ทุกวันนี้ธุรกิจก็พยายามทำผลิตภัณฑ์ให้บางลงแต่แข็งแรงขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น ทิศทางของพลาสติกคือคนต้องการคุณภาพที่ดีขึ้น ลดปริมาณการใช้ลง อนาคตจะเป็นเรื่องของคอมโพสิต (วัสดุที่มีองค์ประกอบจากเคมีที่แตกต่างกันตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมาผสมกัน) มากขึ้น ไม่ใช่แค่โพลีเมอร์อย่างเดียว มีทั้งนาโนคาร์บอนและไฟเบอร์ต่างๆ การหลอมรวมวัสดุต่างๆเข้าด้วยกันให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น จะเป็นเทรนด์นับจากนี้ไป อย่างรถยนต์ไฟฟ้าที่จะใช้กัน น้ำหนักต้องเบา มันก็ต้องอาศัยวัสดุพวกโพลีเมอร์มากขึ้น ยางก็จะเป็นยางสังเคราะห์มากขึ้น เราจึงต้องมีความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น นี่ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ 

สำหรับไบโอพลาสติกหรือพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนั้น GC ถือเป็นผู้ผลิตระดับโลก จึงเป็นส่วนเสริมทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จะมาแทนพลาสติกทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ ทิศทางของเราคือการก้าวไปสู่การทำสินค้าที่พิเศษมากขึ้น ลดความเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ Performance Product มากยิ่งขึ้น ถึงแม้อาจจะผลิตยากขึ้น กลุ่มลูกค้าก็อยู่ในวงจำกัด มีการใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อลดการแข่งขัน ซึ่งสุดท้ายก็จะช่วยลดปริมาณขยะลงและตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนอย่างชัดเจน

ผลิตของคุณภาพสูง ใช้ได้นาน อย่างนี้ผู้บริโภคก็จะซื้อไม่บ่อยนะครับ

เราก็หันไปผลิตอย่างอื่นแทนได้ครับ นี่เป็นความท้าทายของเรา ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ในโลกยังมีอีกมาก ไม่ใช่แค่พลาสติก ซึ่งปัจจุบัน ความต้องการใช้ก็ยังเยอะมาก การผลิตของอย่างเดิมมาสิบๆ ปี สักวันหนึ่งมันก็ต้องหายไป เป็นไปตามวัฏจักรธุรกิจ ของอย่างหนึ่งอยู่มาถึงช่วงหนึ่งก็จะเลิกไปเอง เดี๋ยวก็มีของใหม่มาแทน

วัฒนธรรมองค์กรแบบ GC เป็นอย่างไร

เราทำงานบนหลักคิดสี่อย่าง คือหนึ่ง กล้าคิดกล้าทำ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า สอง พัฒนาตัวเองและทำงานเป็นทีม สาม ทำงานเชิงรุกสนองความต้องการของลูกค้า สี่ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 

องค์กรเราผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ ทำเรื่อง Digital Transformation กันมาสักพักแล้ว ต้องปรับตัวให้เร็ว ทำงานร่วมกันโดยไม่ยึดกับไซโลที่แยกขอบเขตงาน และวัดผลงานความสำเร็จเฉพาะภายในหน่วยงานของตัวเอง ตอนนี้เราก็อยู่ระหว่างปรับองค์กร ผมพูดกับทุกคนว่าจะต้องพัฒนาทักษะใหม่กันหมด การที่ทำงานเดิมจนเก่งเป็นเบอร์หนึ่งในงานนั้นหลายๆ ปี อาจจะต้องเปลี่ยนไปลองทำงานอื่นดูบ้าง 

ผมไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นคนใหม่หรือคนเก่า ทุกคนสำคัญเท่ากัน เราอยู่ร่วมกัน คุณธรรมพื้นฐานต้องเหมือนกัน ต้องฟังคนอื่น กล้าคิดกล้าทำ แสดงความคิดเห็นได้ ทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะคนรุ่นไหนก็ต้องทำงานแบบนี้ ไม่จำเป็นที่คนรุ่นใหม่จะเป็นปัญหาเสมอไปนะ บางทีคนรุ่นเก่าก็เป็นปัญหาเสียเองเพราะว่าทำแบบเดิมมานาน แต่คนเก่าเขาก็มีข้อดีของเขาที่คนใหม่ยังไม่มี 

สไตล์การบริหารงานของคุณเป็นอย่างไร

ผมมีความเชื่อว่า การทำงานนั้นเราต้องมีความรู้ ความรู้ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าตำรานะ และผมก็ไม่เชื่อเรื่องการใช้แต่ประสบการณ์หรือคิดเอาเอง สมัยนี้มีองค์ความรู้เยอะมาก ต้องรู้ในสิ่งที่ทำอยู่ ใช้ความเก๋าอย่างเดียวไม่ได้

อย่างถ้าทำการตลาดก็ต้องรู้จักกระบวนการผลิตด้วย ทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐาน ผู้ใหญ่ที่จะขึ้นมาบริหารงานต้องรู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นก็จะโดนเด็กๆ โห่ได้ เวลาส่วนใหญ่ของผมใช้ไปกับการคุยกันครับ ส่วนใหญ่ก็ประชุมงาน คุยงาน หน้าที่ผมก็ต้องคุยกับคนนั้นคนนี้ให้เขาเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน 

สำหรับการบริหารองค์กร เรื่องคนนี่ยากที่สุดครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีองค์ประกอบที่ละเอียดอ่อนพอสมควร สุดท้ายองค์กรต้องเดินไปข้างหน้า เราต้องตัดสินใจ และไม่ใช่ทุกคนที่จะยินดีกับการตัดสินใจของเรา ซึ่งผู้บริหารต้องบริหารสมดุลเรื่องนี้ให้ได้

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

Questions answered by CEO of GC

ดื่มกาแฟไหม

เอสเปรสโซ่มัคคิอาโต้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมลองดื่มกาแฟเลย ปกติไม่ชอบเพราะดื่มแล้วจะมึน แต่จำได้ว่าไปลองกินที่ร้าน Monmouth ที่ลอนดอน อร่อยมาก เขาจะใส่น้ำตาลทรายแดงละเอียดๆ ลงไป 

เครื่องดื่มโปรด

ไวน์ครับ เป็นไวน์แดง ดื่มได้หมดทั้งไวน์ฝรั่งเศสและอิตาลีครับ แต่ละที่ก็มีข้อดีของมัน ไวน์ขวดละสองพันบาทดีๆ ก็มีนะครับ แต่ต้องเลือกหน่อย คนที่เราดื่มไวน์ด้วยก็จะช่วยเพิ่มรสชาติ บางครั้งไม่ดื่มไวน์ เราก็เลือกวิสกี้ครับ

งานแรกที่นึกถึงเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา

ปกติผมจะไม่แบ่งเวลาแบบนั้น เวลาทำงานผมก็รีแลกซ์ได้ เวลารีแลกซ์ก็ทำงานได้ ปกติจะเดินทางเยอะช่วงก่อน COVID-19 เราสามารถทำงานเมื่อไหร่ก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ มันอยู่กับเราได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างช่วง COVID-19 นี้ GC นี่เป็นที่แรกๆ ที่ปรับตัวเร็วมาก เรารู้อยู่แล้วโลกจะเป็นแบบนี้ไปอีกนาน ต่อให้ COVID-19 หายก็อาจจะมีโรคอื่นเกิดขึ้นมาได้ เราก็ทำให้พนักงานเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเราทำงานจากที่บ้านได้ ตอนนี้เราก็ให้คนสองในสามของบริษัททำงานจากที่บ้านและจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เดี๋ยวนี้เราประชุมได้ทุกที่อยู่แล้ว 

มีอยู่ทริปหนึ่งช่วงต้นปีที่ปกติผมต้องไปอังกฤษ ตอนนั้น COVID-19 ระบาดหนักมาก แม้เป็นธุระสำคัญ ต้องไปเจอคนนั้นคนนี้ สุดท้ายผมตัดสินใจไม่ไปดีกว่า ใช้การประชุมผ่านวิดีโอคอลและงานก็ผ่านไปได้ ได้ผลดีด้วย ถ้าเราไม่ทำก็จะไม่รู้ พอทำถึงรู้ว่ามันได้ผลดี 

การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ปรับความคิดยังไง

ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่าต้องทำธุรกิจให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มันยังบอกเราอีกว่าใครปรับตัวได้เร็ว ไม่ใช่แค่รอด แต่จะไปได้ดี ที่สำคัญคือ เราต้องปรับตัวให้เร็วกว่าคนอื่นให้ได้

เป็นคนที่วางแผนต่างๆ เป็นกระบวนการดี คุณซึมซับวิธีคิดแบบนี้มาจากไหน

ทุกอย่างที่หล่อหลอมผมมาจากพวกพระเอกในนิยายที่ผมอ่านครับ ผมอ่านทุกอย่าง ทั้งงานของไอแซค อสิมอฟ นี่ดีมาก หรืองานของแอน ไรซ์ ที่เขียนเรื่องแวมไพร์ หรือหนังสือกำลังภายในก็อ่านครับ มันให้แนวคิดที่ดีมาก มังกรหยกก็อ่าน แต่ผมชอบชอลิ้วเฮียง เป็นพระเอกที่สบายๆ ไม่ต้องฝึกอะไรมากแต่เก่ง

แล้วคุณเอ้กับชอลิ้วเฮียงเหมือนกันยังไง

ชอลิ้วเฮียงเป็นคนไม่ซีเรียส สบายๆ ช่วยปราบผู้ร้าย มีคุณธรรม

สิ่งที่ต้องทำก่อนนนอน

สวดมนต์ครับ ผมทำมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่ได้สวดอะไรเยอะแยะนะครับ สวดเสร็จแล้วก็นั่งเล่นเกมต่อ

ของที่ต้องพกติดตัวตลอด

โทรศัพท์ครับ ยังไงก็ต้องใช้ แล้วไอแพดกับแว่นตาด้วยครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สายตายาวแล้ว (หัวเราะ) 

หนังสือเล่มโปรดของคุณ

ผมอ่านหนังสือเยอะครับ มันจะมีเล่มที่ชอบในช่วงชีวิตหนึ่งแต่ไม่ได้มีเล่มโปรดตลอดกาล อย่างที่ชอบก็งานเขียนของอสิมอฟ เรื่อง Foundation ที่มีหลายตอน ได้อ่านต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่าสิบปี หรือของแอน ไรซ์ นี่ก็ล้ำลึกมาก ทำให้เรามีส่วนร่วมกับการตั้งคำถามของตัวละครหลักๆ ว่าเขาเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเพื่ออะไร ล่าสุดก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเรื่อง Salvation ของแฮมิลตัน

ถ้าต้องเขียนหนังสือเองบ้าง จะเขียนเกี่ยวกับอะไร

ถ้าจะเขียนก็คงเขียนพวกนิยายล่ะครับ คงไม่ได้เขียนพวกฮาวทูหรอกครับ

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

GC Circular Living Symposium 2020 : Tomorrow Together วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เวลา 8.30 – 15.30 น. ลงทะเบียนรับชมทางออนไลน์ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ https://bit.ly/3jPzR3G

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ตลาดหุ้นคงเป็นเรื่องของคนตัวใหญ่

ใครๆ ก็คิดแบบนั้น

เมื่อพิจารณาจากมูลค่าตลาดของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่สูงถึง 19 ล้านล้านบาท เทียบเท่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP เลยทีเดียว ต้องยอมรับว่าในภูมิภาคอาเซียน ตลาดหุ้นที่ครบเครื่องและเป็นที่สนใจของนักลงทุนเสมอมายังหนีไม่พ้นตลาดหุ้นไทย ซึ่งกำลังถูกท้าทายจากตลาดของเพื่อนบ้าน อย่างอินโดนีเซียและเวียดนามมากขึ้นเรื่อยๆ

โจทย์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามแก้มาตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา หลังการก่อตั้งตลาด mai (Market for Alternative Investment) เมื่อช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง คือการทำให้ทุกคนรวมทั้งธุรกิจขนาดกลางและเล็กได้เข้าถึงแหล่งเงิน ผ่านการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั้ง SET และ mai แต่ดูเหมือนจุดที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ยังห่างไกลจากความฝันพอสมควร 

จึงเป็นที่มาของตลาดกระดานที่ 3 ซึ่งออกแบบมาเพื่อคนตัวเล็กแต่โตเร็ว คนที่กล้าฝันแต่ยังขาดโอกาส รวมทั้งคนทำธุรกิจที่ต้องการพัฒนาตัวเองไปสู่ความเป็นมืออาชีพ เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้ามาเรียนรู้ ต่อยอด และก้าวไปสู่การระดมทุน ภายใต้เงื่อนไขที่ยืดหยุ่นมากขึ้น นั่นคือ ‘Live Exchange’ รวมทั้งระบบนิเวศเพื่อบ่มเพาะธุรกิจขนาดเล็กอย่าง ‘Live Platform’ ด้วย

The Cloud ถอดความคิด ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai ที่ยอมรับว่านี่เป็นเรื่องยาก แต่อย่างไรก็ต้องทำ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนหมู่มาก ตามความตั้งใจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่วันนี้กลายเป็นเสาหลักเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดต้นหนึ่งไปแล้ว 

คุณประพันธ์ไม่ได้ให้น้ำหนักกับก้าวต่อไปของชีวิตมากนัก ในเมื่อจุดที่ยืนอยู่ทำให้เขามีความสุขอยู่แล้ว สิ่งที่ยังจะทำต่อไป คือการออกไปคุยกับคนใหม่ๆ และลากจุดเชื่อมโยงที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไปสู่ความสำเร็จร่วมกันที่จับต้องได้

และนี่คือตัวตนของคุณประพันธ์

ลากจุดเชื่อมโอกาสผ่านวิธีคิด ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ กับโจทย์ช่วยคนตัวเล็กในโลกธุรกิจ

บทบาทของตลาดหลักทรัพย์ mai ทุกวันนี้เป็นเช่นไร

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันนี้ ถือเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจ ในช่วง 6 – 7 ปีที่ผ่านมา เราเป็นเบอร์หนึ่งในอาเซียน แซงทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ทั้งจำนวนหุ้นที่เข้าระดมทุน และเสนอขายหุ้นครั้งแรกหรือไอพีโอมากที่สุด สภาพคล่องของเราก็เป็นเบอร์หนึ่งมาตลอด ถ้าย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของตลาด mai คือการมีกลไกของตลาดทุนที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก เป็นความตั้งใจให้พวกเขาเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ได้ 

วันนี้ผ่านมา 22 ปีแล้ว ก็ถือเป็นตลาดที่ 2 หรือ Second Board ที่มีบทบาทมาก มีทั้งหมด 184 บริษัทในตลาด มีถึง 44 บริษัทที่เคยอยู่ mai และเติบโตย้ายไป SET

ในช่วงทศวรรษที่ 3 ของตลาด mai นี้ เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของบริษัทที่เข้ามาระดมทุน เดิมส่วนใหญ่มาจากภาคบริการ ภาคการผลิต และที่เหลือก็กระจายกันไป แต่วันนี้เราเริ่มเห็นรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ทั้งธุรกิจเทคโนโลยี ธุรกิจสุขภาพเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะช่วงสองปีที่ผ่านมา 

ข้อมูลช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา วันนี้มูลค่าตลาด mai อยู่ที่ 4 แสนกว่าล้านบาทแล้ว การระดมทุนจาก IPO ตั้งแต่ตั้งตลาดมาอยู่ที่ 6.7 หมื่นล้านบาทและเอสพีโอ (การระดมทุนเพิ่มและการใช้เครื่องมือทางการเงิน) อยู่ที่ 9.4 หมื่นล้านบาท โตกว่าถึง 1.5 เท่า นั่นคือเขาเข้ามาในตลาดแล้วเขาไปต่อ ทำให้ธุรกิจเติบโต ไม่ใช่แค่เข้าตลาดได้ก็จบนะ แต่มีการระดมทุนเพิ่มสำหรับการขยายธุรกิจต่อ

mai ก็ไปได้ดี ถ้าอย่างนั้น ทำไมต้องทำตลาดที่ 3 อย่าง Live Exchange

ถึงตลาดหลักทรัพย์ mai ของเราจะโดดเด่นในภูมิภาค แต่ถ้าดูจำนวนของบริษัทที่ได้เข้ามาจดทะเบียน เทียบกับผู้ประกอบการรายเล็กที่มีอยู่ 3 ล้านราย และมีบริษัทที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ส่งงบการเงินทุกปี 7 แสนราย ถือว่าน้อยมาก สิ่งที่เราเห็นถือว่าอยู่บนยอดของพีระมิด ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงต้องการช่วยผู้ประกอบการให้มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

SET และ mai ต่างแค่เกณฑ์ ตัวเลขทุนจดทะเบียน และกำไร ที่เหลือเหมือนกันหมด อย่างเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการเตรียมตัว รวมทั้งเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่ง่ายสำหรับธุรกิจเล็ก วันนี้จึงมีบริษัท 200 – 300 แห่งรอเข้า mai แต่ก็เข้าได้ประมาณปีละ 15 เท่านั้นเอง

เราจึงทำกระดานที่ 3 คือ Live Exchange ซึ่งถือว่าท้าทายมาก เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน นอกจากนี้ยังขาดการเตรียมความพร้อมพัฒนาธุรกิจอย่างรอบด้าน เราไปดูรูปแบบในต่างประเทศ พอจะเอาเข้ามาปรับใช้กับบริบทของไทยก็ยังหาที่ลงตัวไม่ได้ คิดว่า Live Exchange น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนใครในโลกสักเท่าไหร่ อย่างไต้หวันหรือเกาหลีใต้ เขามีธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) เยอะ มีคนพร้อมใส่เงินทุนให้ แต่ของบ้านเรายังมีไม่มาก ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เลยต้องกระโดดมาทำหน้าที่ตรงนี้ 

กว่าที่ธุรกิจขนาดเล็กและสตาร์ทอัพจะเข้าระดมทุนใน Live Exchange ได้ ต้องทำอย่างไรบ้าง

เรามี Live Platform แพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ ประกอบด้วยสองส่วนคือ Education Platform และ Scaling up Platform เพื่อเตรียมพร้อมผู้ประกอบการสู่ Live Exchange สำหรับระดมทุน ผมคิดว่าส่วนนี้มีประโยชน์มากกับธุรกิจขนาดเล็กที่มีมากกว่า 3 ล้านรายมาก เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาเรียนรู้และเตรียมความพร้อม ปัญหาของกลุ่มนี้คือ ขาดความรู้ความเข้าใจโดยเฉพาะเรื่องตลาดทุน อีกอย่างคือเรื่องระบบหลังบ้าน ต้องมีบัญชีและระบบควบคุมภายในซึ่งจะทำให้นักลงทุนสบายใจจะลงทุนด้วย นอกจากนี้ยังขาดที่ปรึกษาในการแนะนำและพาเข้าจดทะเบียนในตลาด รวมทั้งสร้างโอกาสในการเติบโต ซึ่ง Live Platform จะช่วยได้

ธุรกิจในบ้านเรามีความหลากหลายมาก ทั้งรายที่เพิ่งเริ่มต้นนับหนึ่งไปจนถึงบางรายที่มีความพร้อมจะเข้าตลาด โจทย์คือทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึงได้ เราจึงสร้างบริการที่แตกต่างกัน ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรที่ตอนนี้มีอยู่ 25 ราย มาจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ธนาคาร หรือสมาคมทั้งหลาย ทุกคนทำงานกับธุรกิจขนาดเล็กมาเยอะ เราจึงช่วยกันออกแบบระบบให้ เพื่อสร้างโอกาสและเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจเหล่านั้น

ลากจุดเชื่อมโอกาสผ่านวิธีคิด ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ กับโจทย์ช่วยคนตัวเล็กในโลกธุรกิจ
ลากจุดเชื่อมโอกาสผ่านวิธีคิด ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ กับโจทย์ช่วยคนตัวเล็กในโลกธุรกิจ

เงื่อนไขของบริษัทที่จะเข้าระดมทุนใน Live Exchange มีอะไรบ้าง

สถานะของบริษัทที่จะเข้ามาต้องแปลงสภาพเป็นมหาชน เพื่อระดมทุนจากประชาชนในวงกว้างได้ อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติและพรบ.หลักทรัพย์ คาดว่าทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) จะอนุมัติในปลายปีนี้ ตอนนี้ก็ถือว่าใกล้ที่สุดแล้ว นอกจากนี้จะต้องทำงบ PAEs หรือมาตรฐานการรายงานทางการเงิน สำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียต่อสาธารณะ (PAEs) ซึ่งเป็นสากล คนที่จะมาตรวจสอบต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่อยู่ในรายชื่อของ กลต. ด้วย เพราะเวลานักลงทุนจะลงทุน เขาต้องเห็นตัวเลขที่ถูกต้อง โปร่งใส

หลักเกณฑ์เพิ่มเติม

หลักการสำคัญคือรักษาสมดุลระหว่างการเข้าตลาดกับการดูแลผู้ลงทุน ผ่อนกฎเกณฑ์ลงมา อย่างถ้าจะเข้าตลาด mai เราจะให้ทำ PAEs 3 ปี ก่อนจะยื่นเข้าตลาดต้องใช้เวลาเตรียมตัวอย่างน้อย 4 ปี แต่อย่าง Live Exchange กำหนดงบ PAEs แค่ปีเดียวก็ยื่นได้เลย ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ เราจะไม่กำหนดเรื่องทุนและกำไรด้วย เราอยากได้บริษัทที่มีโอกาสเติบโต หรือ Growth Company มีรายได้ระดับหนึ่งแล้ว มีโอกาสที่จะเติบโต ธุรกิจขนาดเล็ก ถ้ามาจากภาคบริการต้องมีรายได้ 50 ล้านขึ้นไป หรือจากภาคการผลิต ต้องมีรายได้ 100 ล้านขึ้นไป แต่เราไม่ดูกำไร หรืออย่างกลุ่มสตาร์ทอัพที่กำลังเติบโต มีวีซีมาร่วมลงทุนแล้วก็ได้เหมือนกัน เพราะถือว่าวีซีตรวจสอบมาแล้วระดับหนึ่ง และเห็นศักยภาพที่จะโต โดยเราไม่ได้กำหนดสัดส่วนการขายหุ้น ให้เขากำหนดเอง เท่าไหร่ก็ได้ แต่กำหนดวงเงินว่าขั้นต่ำต้อง 10 ล้านบาท แต่เพดานไม่มี เท่าไหร่ก็ได้ เราอยากให้ธุรกิจเล็กและสตาร์ทอัพมาใช้ประโยชน์จากตลาดนี้ให้มากที่สุด

ใครลงทุนใน Live Exchange ได้บ้าง

เรื่องสำคัญของเราคือการดูแลผู้ลงทุนที่เหมาะสม การที่เราผ่อนเกณฑ์ ทำให้ต้องเลือกเฉพาะกลุ่มผู้ลงทุนที่ดูแลตัวเองได้ มีความรู้ความสามารถในการลงทุน รับความเสี่ยงได้ จึงไม่ได้ขายหุ้นให้กับรายย่อย แต่จะเป็นนักลงทุนสถาบัน วีซี นักลงทุนรายใหญ่ และกลุ่มคนคุ้นเคยกับบริษัท นั่นคือผู้บริหารและพนักงานของบริษัทเหล่านั้น แต่พอตลาดนี้มีผู้ลงทุนน้อยราย ก็จะกำหนดให้ซื้อขายทุกวัน ได้วันละ 1 รอบแบบ Auction และตลาดนี้เป็นการซื้อขายเงินสด ซื้อวันนั้นจ่ายวันนั้น คนจะซื้อหุ้นใน Live Exchange ก็ต้องมีเงินในบัญชีจึงจะซื้อหุ้นได้ คนที่จะขายหุ้นก็ต้องมีหุ้นในบัญชีด้วยจึงจะขายได้ เพื่อป้องกันการเก็งกำไร

ลากจุดเชื่อมโอกาสผ่านวิธีคิด ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ กับโจทย์ช่วยคนตัวเล็กในโลกธุรกิจ

ตัวผู้ประกอบการเองจะรู้ได้อย่างไรว่าควรเข้าตลาดหรือไม่

ทุกคนที่จะเข้าตลาด เขาต้องดูว่าคุ้มมั้ย มันมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ไม่ใช่คนทุกคนจะเหมาะกับการเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ฯ ประโยชน์ของการเข้าตลาดมีหลากหลาย บางบริษัทต้องการทุน อย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เขาต้องการทุน พอเข้าตลาดแล้วก็ทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ถูกลง แบงก์ก็เข้ามาหา บางที่อาจจะไม่ต้องการทุนเยอะแต่เขาต้องการเป็นที่ยอมรับว่า องค์กรเขาโปร่งใสและเติบโต ก็จะมีพันธมิตรเข้ามาหา บางที่ต้องการจัดการธุรกิจครอบครัว ไม่ได้ต้องการเงิน เพราะธุรกิจก็ดีอยู่แล้ว ก็ใช้กระบวนการจัดการองค์กรของบริษัทจดทะเบียนเพื่อสร้างธรรมาภิบาล สุดท้ายแต่ละบริษัทต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าคุ้มหรือไม่

ทุกวันนี้ยังสนุกกับการทำงานในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือไม่

ผมยังรู้สึกว่าผมสนุกกับงาน สนุกกับสิ่งทำ เพราะได้สร้างผลกระทบทางบวกให้กับสังคม การทำงานในตลาดหลักทรัพย์ฯ เรามีความเป็นพี่เป็นน้องกัน คุยกับผู้จัดการ ตลท. เราก็เรียกเขาว่าพี่ คุยแบบพี่น้องกัน ปัญหาในการทำงานของผมไม่ค่อยมีเรื่องคน น้อยมาก คนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนใหญ่เป็นคนดี เพียงแต่ว่าอาจมีสไตล์แตกต่างกันเท่านั้นเอง

เรื่องคนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ต้องมีทั้งคนและระบบงานที่ดี คนมีความแตกต่างกัน บางคนไฟแรงเพราะต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพ บางคนก็มีลูก มีครอบครัว อยากลงหลักปักฐาน ก็ต้องเข้าใจเขาและจัดงานที่เหมาะกับเขา หน้าที่ของผู้บริหารที่สำคัญที่สุดคือต้องเสริมพลัง (Empower) ให้ลูกน้องมีพลังในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย ทำงานร่วมกัน

บางคนบอกว่าคุณประพันธ์รู้จักคนเยอะมาก จนเป็นซูเปอร์คอนเนกชันได้เลยหรือ

เอาเป็นว่าผมโชคดีมากกว่า และเป็นหน้าที่ด้วย ผมเข้ามาอยู่ mai ก็รู้จักผู้บริหารจดทะเบียนเยอะ สมัยทำงานวาณิชธนกิจ เราก็รู้จักกับพวกเขาแค่เรื่องงาน แต่พอมา mai ก็รู้ทั้งชีวิตส่วนตัว ปัญหาของพวกเขา เราก็เข้าไปช่วย จนผมได้ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) ซึ่งจัดหลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับสูง ก็รวมผู้บริหารจากทุกวงการของไทย ผมเป็นผู้ดูแลตั้งแต่รุ่นที่ 10 จนถึงรุ่นที่ 17 รุ่นละ 100 คนก็รู้จัก 800 คน

จากนั้นผมก็มาเป็นผู้จัดการตลาด mai แต่ก็ยังรักษาความสัมพันธ์กับทาง วตท. นะ รู้จักกันจนถึงรุ่นที่ 30 เลย ผมไปปาร์ตี้กับเขาทุกรุ่นล่ะครับ (หัวเราะ) วตท. ทำให้ผมรู้จักคนหลากหลายวงการ การทำงานก็ง่ายขึ้น พอมา mai เวลาเราอยากรู้ อยากจะทำอะไร เราก็เชื่อมโยงกันได้

พอเรารู้จักรุ่นใหญ่เยอะแล้ว วันนี้เราเห็นเทรนด์คือ ผู้บริหารรุ่นลูกหรือคนรุ่นใหม่กำลังเข้ามามากขึ้น ผมก็เลยไปนั่งเรียนกับคนรุ่นใหม่ เจอเด็กๆ เยอะเลย ตั้งแต่อายุ 20 กว่าไปถึง 40 ปี ทำให้เข้าใจพวกเขามากขึ้น ผมคิดว่าในสังคมไทย การรู้จักกันทำให้เราเข้าถึงได้ง่าย เรื่องความไว้ใจกันเป็นเรื่องสำคัญ เวลาที่เราไม่รู้จักกันก็จะมีระยะห่าง แต่พอรู้จักกันแล้วก็จะทำงานได้ง่ายขึ้น รวมทั้งทำประโยชน์ให้กับคนได้มากขึ้น ตรงนี้เป็นจุดที่สำคัญ

ก้าวต่อไปของคุณประพันธ์จะก้าวไปไหน

พูดตรงๆ ผมคิดไม่ออก เพราะวันนี้ผมยังสนุกกับการทำงานอยู่ แต่ถ้าถึงจุดหนึ่งที่มีโอกาส ก็คงจะใช้จุดแข็งที่เรามีอยู่ และสิ่งที่เราอยากทำให้เกิดประโยชน์ หาสิ่งที่ลงตัว แต่ว่าวันนี้ผมยังไม่ได้นึกถึง

สักวันจะเกษียณตัวเองจากการทำงานหรือเปล่า

ผมคิดว่าการเกษียณเป็นเรื่องปกติ วันนี้ผมวางแผนเกษียณแล้ว ผมวางแผนว่าผมยังทำงานเต็มที่ระดับหนึ่ง แล้วค่อยๆ ปรับเป็นแบบกึ่งเกษียณ ผมคิดว่าทุกช่วงของชีวิตคือการใช้ชีวิตให้เต็มที่ สร้างประโยชน์ ทุกวันนี้ผมก็เต็มที่และได้สร้างประโยชน์บนงานที่ทำอยู่ งานผมสนุกมาก ต้องขอบคุณตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ทำให้ผมได้เชื่อมโยงคนมากมายที่ผมรู้จัก ได้ร่วมสร้างระบบนิเวศเพื่อธุรกิจเล็กและสตาร์ทอัพ ทุกวันนี้ผมไปทำงาน แต่ไม่รู้สึกว่าทำงานสักเท่าไหร่ เหมือนไปนั่งคุยกับเพื่อนมากกว่า แต่การคุยของเราได้ทั้งงาน ความสนุก และเป็นประโยชน์กับคน และผมเองก็มีทีมงานที่ดีมากด้วย

ซูเปอร์คอนเนกชันที่เชื่อเรื่องการสร้างผลกระทบเชิงบวก ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai รับโจทย์ท้าทายเพื่อช่วยธุรกิจขนาดเล็กและสตาร์ทอัพระดมทุนใน Live Exchange

Questions answered by the President of mai

1. คุณประพันธ์นอนวันละกี่ชั่วโมง

ประมาณ 6 – 7 ชั่วโมงบวกลบแล้วแต่วัน บางวันก็น้อยหน่อยเพราะมีงานต้องทำ ส่วนใหญ่ก็พอนะ แต่ผมก็รู้สึกง่วงตลอดเวลา (หัวเราะ)

2. สิ่งแรกที่ทำหลังจากตื่นนอนคืออะไร

ต้องหยิบโทรศัพท์มาเช็กอินรายงานตัวเข้าระบบก่อนเลย เพราะว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงทำงานที่บ้าน ต้องเช็กอินผ่านระบบ SET DNA ต้องบอกว่าอยู่ที่ไหน จากนั้นก็ดูไลน์ว่ามีใครส่งข้อความมาบ้าง มีอะไรเร่งด่วนหรือเปล่า

3. คนแรกที่ผู้จัดการ mai ต้องรีบตอบไลน์คือใคร

ไม่รู้สิ แล้วแต่นะ อะไรด่วนผมก็ตอบ ไม่ได้ปักหมุดใครไว้เป็นพิเศษ ตอนนี้ไลน์ผมเต็มห้าพันคนแล้ว แอดใครใหม่ไม่ได้ด้วย

4. ดื่มกาแฟวันละกี่แก้ว

ผมดื่มตามโอกาสมากกว่า ดื่มก็ได้ไม่ดื่มก็ได้ แต่ผมค้นพบว่าช่วงทำงานที่บ้าน ภรรยาเขาอยากกินกาแฟ เราพบเทคโนโลยีโบราณคือ Moga Pot ก็ไปซื้อมาใช้ มันก็โอเคนะ ได้อโรม่าด้วย ตอนนี้พี่น้องผมก็ถูกป้ายยาไปหลายคนแล้ว

5. ดื่มไวน์แดงหรือไวน์ขาว

ผมดื่มทุกอย่าง แต่ถ้าให้เลือก ผมชอบไวน์แดงมากกว่า ผมไปเข้าคอร์สไวน์มาเยอะมาก แต่จำอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้อะไรเลย (หัวเราะ) แยกแยะไวน์ได้สองอย่างคือ อร่อยกับไม่อร่อย อร่อยก็กินเยอะหน่อย ไม่อร่อยก็ถือแก้วและจิบๆ ไป สุดท้ายคืออยู่ที่ชอบไม่ชอบ สำคัญคือดื่มกับใคร ไวน์จะอร่อยหรือไม่อร่อยขึ้นกับความสนุกในตอนนั้น ถามว่าชอบดื่มกับใคร ก็ชอบดื่มกับเพื่อน

6. ด้วยหน้าที่ที่มี ซื้อหุ้นไม่ได้ แล้วลงทุนเพื่อวางแผนเกษียณอย่างไร

ผมก็ซื้อแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ มีซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างที่ดินหรือคอนโดฯ บ้าง แต่ผมลงทุนกับความสัมพันธ์มากกว่า คือการให้เวลาและให้ใจ สิ่งที่ได้คือความเป็นเพื่อน

7. ชอบไปเที่ยวภูเขาหรือทะเล

สมัยก่อนจะชอบไปทะเล เพราะว่ามีกิจกรรมให้ทำ มีช่วงหนึ่งสักตอนอายุ 30 ปี ผมไปทะเลเกือบทุกอาทิตย์ติดต่อกันเป็นปี วันศุกร์เย็นก็ไประยอง ไปเสม็ด แล้วไปนั่งทำมิวสิกวิดีโอริมทะเล ตอนนั้นคิดว่าไปภูเขาไปทำไม ไม่เห็นมีอะไรให้ทำเลย แต่พออายุเริ่มเยอะขึ้น ความคิดเปลี่ยน ก็ยังไปทะเลนะ แต่ชอบไปภูเขามากขึ้น อย่างที่ผ่านมาก็ไปทั้งภูเก็ต หัวหิน เขาใหญ่ ผมก็ชอบทุกที่ ตอนนี้ชอบทั้งภูเขาและทะเล

8. จริงหรือเปล่าที่มีคนบอกว่า พออายุเยอะขึ้นจะมองต้นไม้สวย

จริง! เราเริ่มมีความสุขกับการนั่งมองใบไม้ ต้นไม้ โดยเฉพาะวันที่ฝนตก อากาศเย็นๆ ต้นไม้จะสวยขึ้น เวลาไปเที่ยวป่าหน้าฝนคือดีที่สุด ไม่ร้อนและต้นไม้สวย ช่วงที่ดีเลยคือปลายฝนต้นหนาว อากาศเย็นด้วย นี่เดี๋ยวผมก็จะไปเขาใหญ่อีกแล้ว

9. สิ่งที่คุณประพันธ์สอนลูกมาโดยตลอดคืออะไร

ผมสอนว่า Live your life fully ใช้ชีวิตให้เต็มที่ เพราะมันเป็นชีวิตของเขา และเราก็ให้ความรักเขา ทำให้เขารู้ว่าครอบครัวเขาไม่ได้มีปัญหาและให้เขาใช้ชีวิตไปเป็นคนดี จะเป็นอะไรก็ได้ จะทำอะไรก็ได้ และถ้าทำประโยชน์ให้ผู้คนได้ก็ทำ แค่นี้เอง พอแล้ว ถ้ามีอะไรพลาดพลั้ง เขาก็ต้องรับผิดชอบชีวิตได้ ผมว่าการที่เราไปบังคับหรือบอกให้ใครให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้มันยาก ให้เขาใช้ชีวิตของเขาเองดีกว่า

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load