ธุรกิจมีขึ้นมีลงตามวัฏจักรของมันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็กก็ตามที กระทั่งบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC แบรนด์เคมีภัณฑ์ระดับโลกของไทย ก็ยังต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลก พร้อมรับมือกับแรงกดดันจากผู้บริโภคซึ่งคาดหวังว่าผู้ผลิตทั้งหลายจะพัฒนาสินค้าที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ

ในยุคก่อน COVID-19 พลาสติกถูกแบนจากสังคมจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องการบริหารจัดการขยะ ทั้งที่พลาสติกมีประโยชน์อย่างมากกับการดำรงชีวิตที่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมน้อยลง นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของนวัตกรรมแห่งอนาคต 

จนเมื่อโลกเผชิญกับโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเจอมาก่อนนี้ บทบาทของพลาสติกจึงยิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้นสำหรับสุขอนามัยของผู้คน และกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความมั่นคงด้านสาธารณสุขและการแพทย์ไปโดยปริยาย ซึ่งพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินค้าหลักที่ GC ผลิตเท่านั้น แกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ยังครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อะโรเมติกส์ โอเลฟินส์ โพลิเมอร์ เอทิลีนออกไซด์ เคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ฟีนอล และ Performance Materials & Chemicals

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GC ยังคงเชื่อในคุณค่าหลักขององค์กรที่ปลูกฝังให้คนกล้าคิด กล้าทำ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เขาเห็นว่าไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้จะมีพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ แต่ธุรกิจพลาสติกเดิมก็จะยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นเพื่อการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานนับพันรายของ GC ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องแม้จะปรับใช้กับกระบวนการทางธุรกิจของตนเองมานานแล้วก็ตามที 

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

The Cloud ได้พูดคุยกับกัปตันทีมผู้เชื่อเรื่ององค์ความรู้และรักการอ่านหนังสือทุกประเภทเมื่อมีเวลาว่าง และทราบว่ากำลังจะมีงาน GC Circular Living Symposium 2020 ที่ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังจะจุดประกายให้ภาคธุรกิจและคนในสังคมได้เห็นประโยชน์ที่นำไปสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง มีผู้ที่ปฏิบัติจนประสบความสำเร็จแล้วจริงๆ จากทั่วทุกมุมโลกมารวมเอาไว้ในงานเดียว 

ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้

ตอนนี้เวลาพูดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ใครๆ ก็หยิบยกเรื่อง Climate Change มาพูด GC มีมุมมองเรื่องความยั่งยืนอย่างไร

ผมว่าการให้ความสำคัญกับเรื่อง Climate Change เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ความยั่งยืนที่เราเชื่อและทำมาโดยตลอดมันครอบคลุมทุกส่วนอยู่แล้ว มาถึงวันนี้มันไม่ได้เปลี่ยนไป ความยั่งยืนคือการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม 

อย่างด้านเศรษฐกิจ เรามองว่าไม่ได้จะเน้นกำไรอย่างเดียว จริงอยู่ที่การทำธุรกิจต้องมีกำไรอยู่แล้ว แต่กำไรต้องครอบคลุมทุกส่วนมากขึ้น เพราะมันไม่ได้มีแค่เราแต่ต้องคิดถึงคนอื่นด้วย ช่วงที่ COVID-19 ส่งผลกระทบนี้ไปถึง ซัพพลายเออร์และลูกค้าของเรา เราก็ต้องพาเขาไปด้วยกันให้ได้ ถ้าจะทำธุรกิจอย่างยั่งยืน คนในห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทานจะต้องไปด้วยกันได้ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งโลกอยู่แล้ว ถ้าเราอยู่ดีแต่คนอื่นไม่ดี มันก็ไปต่อไม่ได้ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ของเราก็เกี่ยวพันกับอีกร้อยพันองค์กรครับ เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้ยาว เพื่อจะอยู่กันยาวๆ 

อย่างด้านสังคม บ้านของเราก็คือที่โรงงานในจังหวัดระยอง เราก็ต้องดูแลสังคมในระยองด้วย ไม่ว่าจะระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น การดูแลพวกเขาก็ต้องยั่งยืน ไม่ใช่การเอาเงินไปให้ แต่ต้องทำให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่เราช่วยประคองเขาด้วยการช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มโควต้ารับคนระยองมาทำงาน สนับสนุนภาคการศึกษา ช่วยด้านประมงหรือเกษตรกรรม ใช้ความรู้ของเราไปสอนเขาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรง 

ในส่วนของสิ่งแวดล้อม เราใส่ใจกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) สิ่งที่ GC เน้นคือ Climate Change และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สิ่งที่เราทำอยู่ต้องมีผลต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญด้วยหลักการของ Circular Economy นี่ล่ะครับ 

แล้วทาง GC ทำเรื่อง Circular Economy อย่างไร

เรามีแนวคิดที่สำคัญคือ Chemistry for Better Living นี่เป็นวิสัยทัศน์สำคัญที่อธิบายเรื่องความยั่งยืนได้ เราทำเคมีภัณฑ์เพื่อให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มีการเดินทางสะดวก มีสุขอนามัยต่างๆ ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ คำว่า Chemistry ยังไม่ได้หมายถึงเรื่องของเคมีภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงเคมีระหว่างกัน การอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนของสังคมกับสิ่งแวดล้อมด้วย เกิดเป็น Better Living

หลักการทำ Circular Economy ของ GC แบ่งออกเป็นสามเรื่องครับ เรื่องแรกคือ Smart Operating เราต้องทำงานอย่างฉลาดเพื่อลดการใช้ทรัพยาการ ลดการปล่อยของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบให้น้อยลง ประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งชี้วัดได้จากกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยลง ไม่ว่าใครก็เอาไปปรับใช้ได้

เรื่องที่สองคือ Responsible Caring ซึ่ง GC มีสินค้าที่ครบวงจร ถ้าเป็นพลาสติกจากปิโตรเคมี ก็จะเอาไปรีไซเคิลหรืออัพไซเคิลได้ ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพ พอเอาไปทิ้งในดินก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ นี่เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำของเหล่านี้ออกมา หรือสำหรับในชีวิตประจำวัน อาคารต่างๆ ที่ออกแบบหรือก่อสร้างโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง หรือใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีความคงทนแข็งแรง ก็ถือเป็น Responsible Caring เช่นกัน

และเรื่องที่สาม Loop Connecting เป็นการสร้างแนวร่วมเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดี ถ้าเราทำสองอย่างแรกมันก็ดีครับ แต่ถ้าทำกันไม่มากพอ ผลลัพธ์ก็จะอยู่ในวงจำกัด เราจึงต้องสร้างองค์ความรู้ให้กับแนวร่วม เราเริ่มจากปลายน้ำก่อน จากเล็กไปใหญ่ หลายปีที่แล้วเราช่วยกันเก็บขยะพลาสติกจากทะเล เอาไปผ่านขั้นตอนการีไซเคิลและอัพไซเคิล เป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (Recycled Polyester) ก่อนนำไปผสมกับเส้นใยฝ้าย (Cotton) และเส้นใยซิงค์โพลิเอสเตอร์รีไซเคิล (Antibacterial Polyester Zinc) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นอับเวลาสวมใส่แล้วนำไปถักทอโดยชาวบ้านชุมชนคุ้งบางกะเจ้า เป็นจีวรรีไซเคิลสีพระราชนิยมที่นุ่งห่มสบาย ไม่ยับง่าย และแห้งไว นี่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเลย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

ปลูกฝังคนในองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เห็นความสำคัญเรื่องนี้อย่างไร

GC เกิดจากการควบรวมสี่บริษัทที่มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน เราก็เลยต้องทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเลย เราทำงานด้วยกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กรและคุณค่าหลักขององค์กรร่วมกันสี่เรื่อง มีเรื่องหนึ่งที่เป็นคุณค่าหลัก คือเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน อันนี้เราปลูกฝังและปรับมาใช้เรื่อง Circular Economy ด้วย 

ถ้าเรามองเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มันจึงจะเกิดได้ ตอนนี้เรามีแนวร่วมกับบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของเราที่เชื่อเรื่องความยั่งยืนเหมือนกัน สุดท้ายทำแล้วต้องเป็นธุรกิจให้ได้ อย่างตอนนี้ GC ก็ร่วมมือกับกลุ่มไทยเบฟ ผลิตบรรจุภัณฑ์ให้เขาซึ่งก็ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ หรืออย่างธนาคารกสิกรไทยกับเครือไทยยูเนี่ยนก็จับมือกับเราเช่นกัน

ก่อนหน้านี้คนมองว่าพลาสติกเป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม 

ผมคิดว่าพลาสติกเป็นของที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมนะครับ เช่น ภาชนะต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องไปตัดต้นไม้มาใช้ ปัญหาจริงๆ คือเราทิ้งมันไม่ดี ทิ้งลงไปตามท่อบ้าง ทิ้งบนพื้น ขยะเหล่านี้ก็ถูกพัดพาลงแม่น้ำ ลงทะเล พอลงทะเลปลาก็มากิน สะท้อนว่าปัญหาอยู่ที่การจัดการ

ก่อน COVID-19 เราพยายามสื่อสารไปทุกส่วนว่าวิธีแก้ปัญหาจะต้องมีทางออกเพื่อทุกคน ใครอยากใช้พลาสติกก็ต้องหาทางให้เขาทิ้งได้อย่างถูกต้องเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ต่อ หรืออาจมีอีกทางเลือกคือไบโอพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ ตอนนี้พอเกิดโรค COVID-19 คนก็กลัว การนำพลาสติกกลับมารีไซเคิลก็น้อยลง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัย เราก็เลยมองว่าความเข้าใจเรื่อง Circular Economy เป็นสิ่งจำเป็น ต้องมีวิธีทำให้คนช่วยกันมากขึ้น อย่างล่าสุดเราไปร่วมมือกับภาครัฐและผู้ให้บริการจัดส่งอาหารในการช่วยลดขยะพลาสติกซึ่งเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ในแอปพลิเคชันมีให้เลือกได้ว่าจะใช้บรรจุภัณฑ์ไบโอพลาสติกหรือไม่ มีทั้งหลอด ภาชนะ และช้อนส้อม ทุกคนต้องช่วยร่วมมือกันแบบนี้ 

นี่เป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับ GC Circular Living Symposium 2020 คุณคาดหวังกับงานนี้แค่ไหน

เราต้องการทำให้สังคมเห็นว่าเรื่อง Circular Economy นี้ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี มีองค์ประกอบสามสี่อย่างที่ทำให้งานนี้แตกต่างจากงานอื่น อย่างแรกก็คือ แนวร่วมและพันธมิตร นี่ไม่ใช่แค่งานที่ GC มาบอกว่าเราทำอะไรบ้าง แต่เป็นที่ที่เราให้แนวร่วมที่เป็นทั้งคู่ค้า ผู้นำความคิด กระทั่งเยาวชนก็มาร่วมงานด้วย 

อย่างที่สองคือ นวัตกรรม มีสินค้าที่ผลิตด้วยแนวคิด Circular Economy ออกมาให้เห็นกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิด 

อย่างที่สามคือ ธุรกิจ ทุกคนในงานจะมาคุยกันว่าทำอย่างไรให้เรื่องนี้เป็นธุรกิจขึ้นมาได้จริง 

และเรื่องสุดท้ายคือ ระบบนิเวศ ที่จะแสดงให้เห็นว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร สินค้าและโมเดลธุรกิจจะเป็นอย่างไรนับจากนี้ GC ยังมีพันธมิตรระดับโลกอย่าง National Geographic มาร่วมงานด้วย เขาจะมาโชว์ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้คนในงานเห็นผ่านโลกออนไลน์ด้วย

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

งานปีนี้จะต่างจากปีที่แล้วอย่างไร

ปีที่แล้วเราสร้างการตระหนักรู้ให้คนเห็นความสำคัญของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ปีนี้เราจึงทำให้เห็นการปฏิบัติได้จริงมากขึ้น ทำให้เห็นชัดไปเลยว่าเป็นอย่างไร เพื่อจุดประกายให้ทุกคนเห็นตัวอย่าง เกิดไอเดียเลยว่าถ้าเราอยากทำเรื่องนี้ จะประยุกต์กับธุรกิจและชีวิตของเราอย่างไร 

ที่น่าทึ่งคือมีผู้นำความคิดหลายสิบคนที่เป็นตัวจริงในแต่ละด้าน ตั้งแต่ Startup ไปจนถึงธุรกิจใหญ่ๆ จะมาแชร์ว่าเขาเอาแนวคิด Circular Economy ไปใช้ในองค์กรอย่างไร สร้างความเชื่อมโยงในรูปแบบไหน เราอยากให้ทุกคนได้เห็นว่าแนวคิดนี้ถูกนำไปทำให้เกิดผลได้อย่างไร เมื่อมีคนเอาไปต่อยอด เราก็ช่วยพวกเขาให้ไปทำต่อ ทำแล้วติดขัดตรงไหนหรือไม่เข้าใจก็กลับมาคุยกัน เรามีเครือข่ายทางธุรกิจต่างๆ ที่พร้อมช่วยเหลือเพื่อขยายผลเรื่องนี้ออกไป

จากนี้โลกของพลาสติกจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ทุกวันนี้ธุรกิจก็พยายามทำผลิตภัณฑ์ให้บางลงแต่แข็งแรงขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น ทิศทางของพลาสติกคือคนต้องการคุณภาพที่ดีขึ้น ลดปริมาณการใช้ลง อนาคตจะเป็นเรื่องของคอมโพสิต (วัสดุที่มีองค์ประกอบจากเคมีที่แตกต่างกันตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมาผสมกัน) มากขึ้น ไม่ใช่แค่โพลีเมอร์อย่างเดียว มีทั้งนาโนคาร์บอนและไฟเบอร์ต่างๆ การหลอมรวมวัสดุต่างๆเข้าด้วยกันให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น จะเป็นเทรนด์นับจากนี้ไป อย่างรถยนต์ไฟฟ้าที่จะใช้กัน น้ำหนักต้องเบา มันก็ต้องอาศัยวัสดุพวกโพลีเมอร์มากขึ้น ยางก็จะเป็นยางสังเคราะห์มากขึ้น เราจึงต้องมีความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น นี่ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ 

สำหรับไบโอพลาสติกหรือพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนั้น GC ถือเป็นผู้ผลิตระดับโลก จึงเป็นส่วนเสริมทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จะมาแทนพลาสติกทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ ทิศทางของเราคือการก้าวไปสู่การทำสินค้าที่พิเศษมากขึ้น ลดความเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ Performance Product มากยิ่งขึ้น ถึงแม้อาจจะผลิตยากขึ้น กลุ่มลูกค้าก็อยู่ในวงจำกัด มีการใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อลดการแข่งขัน ซึ่งสุดท้ายก็จะช่วยลดปริมาณขยะลงและตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนอย่างชัดเจน

ผลิตของคุณภาพสูง ใช้ได้นาน อย่างนี้ผู้บริโภคก็จะซื้อไม่บ่อยนะครับ

เราก็หันไปผลิตอย่างอื่นแทนได้ครับ นี่เป็นความท้าทายของเรา ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ในโลกยังมีอีกมาก ไม่ใช่แค่พลาสติก ซึ่งปัจจุบัน ความต้องการใช้ก็ยังเยอะมาก การผลิตของอย่างเดิมมาสิบๆ ปี สักวันหนึ่งมันก็ต้องหายไป เป็นไปตามวัฏจักรธุรกิจ ของอย่างหนึ่งอยู่มาถึงช่วงหนึ่งก็จะเลิกไปเอง เดี๋ยวก็มีของใหม่มาแทน

วัฒนธรรมองค์กรแบบ GC เป็นอย่างไร

เราทำงานบนหลักคิดสี่อย่าง คือหนึ่ง กล้าคิดกล้าทำ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า สอง พัฒนาตัวเองและทำงานเป็นทีม สาม ทำงานเชิงรุกสนองความต้องการของลูกค้า สี่ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 

องค์กรเราผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ ทำเรื่อง Digital Transformation กันมาสักพักแล้ว ต้องปรับตัวให้เร็ว ทำงานร่วมกันโดยไม่ยึดกับไซโลที่แยกขอบเขตงาน และวัดผลงานความสำเร็จเฉพาะภายในหน่วยงานของตัวเอง ตอนนี้เราก็อยู่ระหว่างปรับองค์กร ผมพูดกับทุกคนว่าจะต้องพัฒนาทักษะใหม่กันหมด การที่ทำงานเดิมจนเก่งเป็นเบอร์หนึ่งในงานนั้นหลายๆ ปี อาจจะต้องเปลี่ยนไปลองทำงานอื่นดูบ้าง 

ผมไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นคนใหม่หรือคนเก่า ทุกคนสำคัญเท่ากัน เราอยู่ร่วมกัน คุณธรรมพื้นฐานต้องเหมือนกัน ต้องฟังคนอื่น กล้าคิดกล้าทำ แสดงความคิดเห็นได้ ทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะคนรุ่นไหนก็ต้องทำงานแบบนี้ ไม่จำเป็นที่คนรุ่นใหม่จะเป็นปัญหาเสมอไปนะ บางทีคนรุ่นเก่าก็เป็นปัญหาเสียเองเพราะว่าทำแบบเดิมมานาน แต่คนเก่าเขาก็มีข้อดีของเขาที่คนใหม่ยังไม่มี 

สไตล์การบริหารงานของคุณเป็นอย่างไร

ผมมีความเชื่อว่า การทำงานนั้นเราต้องมีความรู้ ความรู้ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าตำรานะ และผมก็ไม่เชื่อเรื่องการใช้แต่ประสบการณ์หรือคิดเอาเอง สมัยนี้มีองค์ความรู้เยอะมาก ต้องรู้ในสิ่งที่ทำอยู่ ใช้ความเก๋าอย่างเดียวไม่ได้

อย่างถ้าทำการตลาดก็ต้องรู้จักกระบวนการผลิตด้วย ทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐาน ผู้ใหญ่ที่จะขึ้นมาบริหารงานต้องรู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นก็จะโดนเด็กๆ โห่ได้ เวลาส่วนใหญ่ของผมใช้ไปกับการคุยกันครับ ส่วนใหญ่ก็ประชุมงาน คุยงาน หน้าที่ผมก็ต้องคุยกับคนนั้นคนนี้ให้เขาเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน 

สำหรับการบริหารองค์กร เรื่องคนนี่ยากที่สุดครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีองค์ประกอบที่ละเอียดอ่อนพอสมควร สุดท้ายองค์กรต้องเดินไปข้างหน้า เราต้องตัดสินใจ และไม่ใช่ทุกคนที่จะยินดีกับการตัดสินใจของเรา ซึ่งผู้บริหารต้องบริหารสมดุลเรื่องนี้ให้ได้

มอง Circular Economy ในมุม ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ผ่านสิ่งที่ GC คิดและทำมาตลอด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

Questions answered by CEO of GC

ดื่มกาแฟไหม

เอสเปรสโซ่มัคคิอาโต้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมลองดื่มกาแฟเลย ปกติไม่ชอบเพราะดื่มแล้วจะมึน แต่จำได้ว่าไปลองกินที่ร้าน Monmouth ที่ลอนดอน อร่อยมาก เขาจะใส่น้ำตาลทรายแดงละเอียดๆ ลงไป 

เครื่องดื่มโปรด

ไวน์ครับ เป็นไวน์แดง ดื่มได้หมดทั้งไวน์ฝรั่งเศสและอิตาลีครับ แต่ละที่ก็มีข้อดีของมัน ไวน์ขวดละสองพันบาทดีๆ ก็มีนะครับ แต่ต้องเลือกหน่อย คนที่เราดื่มไวน์ด้วยก็จะช่วยเพิ่มรสชาติ บางครั้งไม่ดื่มไวน์ เราก็เลือกวิสกี้ครับ

งานแรกที่นึกถึงเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา

ปกติผมจะไม่แบ่งเวลาแบบนั้น เวลาทำงานผมก็รีแลกซ์ได้ เวลารีแลกซ์ก็ทำงานได้ ปกติจะเดินทางเยอะช่วงก่อน COVID-19 เราสามารถทำงานเมื่อไหร่ก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ มันอยู่กับเราได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างช่วง COVID-19 นี้ GC นี่เป็นที่แรกๆ ที่ปรับตัวเร็วมาก เรารู้อยู่แล้วโลกจะเป็นแบบนี้ไปอีกนาน ต่อให้ COVID-19 หายก็อาจจะมีโรคอื่นเกิดขึ้นมาได้ เราก็ทำให้พนักงานเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเราทำงานจากที่บ้านได้ ตอนนี้เราก็ให้คนสองในสามของบริษัททำงานจากที่บ้านและจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เดี๋ยวนี้เราประชุมได้ทุกที่อยู่แล้ว 

มีอยู่ทริปหนึ่งช่วงต้นปีที่ปกติผมต้องไปอังกฤษ ตอนนั้น COVID-19 ระบาดหนักมาก แม้เป็นธุระสำคัญ ต้องไปเจอคนนั้นคนนี้ สุดท้ายผมตัดสินใจไม่ไปดีกว่า ใช้การประชุมผ่านวิดีโอคอลและงานก็ผ่านไปได้ ได้ผลดีด้วย ถ้าเราไม่ทำก็จะไม่รู้ พอทำถึงรู้ว่ามันได้ผลดี 

การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ปรับความคิดยังไง

ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่าต้องทำธุรกิจให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มันยังบอกเราอีกว่าใครปรับตัวได้เร็ว ไม่ใช่แค่รอด แต่จะไปได้ดี ที่สำคัญคือ เราต้องปรับตัวให้เร็วกว่าคนอื่นให้ได้

เป็นคนที่วางแผนต่างๆ เป็นกระบวนการดี คุณซึมซับวิธีคิดแบบนี้มาจากไหน

ทุกอย่างที่หล่อหลอมผมมาจากพวกพระเอกในนิยายที่ผมอ่านครับ ผมอ่านทุกอย่าง ทั้งงานของไอแซค อสิมอฟ นี่ดีมาก หรืองานของแอน ไรซ์ ที่เขียนเรื่องแวมไพร์ หรือหนังสือกำลังภายในก็อ่านครับ มันให้แนวคิดที่ดีมาก มังกรหยกก็อ่าน แต่ผมชอบชอลิ้วเฮียง เป็นพระเอกที่สบายๆ ไม่ต้องฝึกอะไรมากแต่เก่ง

แล้วคุณเอ้กับชอลิ้วเฮียงเหมือนกันยังไง

ชอลิ้วเฮียงเป็นคนไม่ซีเรียส สบายๆ ช่วยปราบผู้ร้าย มีคุณธรรม

สิ่งที่ต้องทำก่อนนนอน

สวดมนต์ครับ ผมทำมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่ได้สวดอะไรเยอะแยะนะครับ สวดเสร็จแล้วก็นั่งเล่นเกมต่อ

ของที่ต้องพกติดตัวตลอด

โทรศัพท์ครับ ยังไงก็ต้องใช้ แล้วไอแพดกับแว่นตาด้วยครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สายตายาวแล้ว (หัวเราะ) 

หนังสือเล่มโปรดของคุณ

ผมอ่านหนังสือเยอะครับ มันจะมีเล่มที่ชอบในช่วงชีวิตหนึ่งแต่ไม่ได้มีเล่มโปรดตลอดกาล อย่างที่ชอบก็งานเขียนของอสิมอฟ เรื่อง Foundation ที่มีหลายตอน ได้อ่านต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่าสิบปี หรือของแอน ไรซ์ นี่ก็ล้ำลึกมาก ทำให้เรามีส่วนร่วมกับการตั้งคำถามของตัวละครหลักๆ ว่าเขาเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเพื่ออะไร ล่าสุดก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเรื่อง Salvation ของแฮมิลตัน

ถ้าต้องเขียนหนังสือเองบ้าง จะเขียนเกี่ยวกับอะไร

ถ้าจะเขียนก็คงเขียนพวกนิยายล่ะครับ คงไม่ได้เขียนพวกฮาวทูหรอกครับ

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

GC Circular Living Symposium 2020 : Tomorrow Together วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เวลา 8.30 – 15.30 น. ลงทะเบียนรับชมทางออนไลน์ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ https://bit.ly/3jPzR3G

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SABUY ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2557 ประกอบธุรกิจให้บริการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านตู้เติมเงิน

เมื่อ 6 ปีก่อน ชูเกียรติ รุจนพรพจี เข้ามารับช่วงต่อด้วยตำแหน่งซีอีโอ หลังจากที่ตัดสินใจเกษียณไปแล้วตอนอายุ 35 เพราะเห็นโอกาสของธุรกิจนี้ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน (Financial Inclusion) ของสังคมได้

ถ้าเล่าประวัติคร่าว ๆ เขาเติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลางและที่บ้านล้มละลาย ตั้งใจเรียนจนเข้ามหาวิทยาลัยสาขาการเงินได้ หลังเรียนจบเขาได้ทำงานกับธนาคารต่างชาติอย่าง Hong Kong Bank (HSBC) และ Standard Chartered เป็นนายธนาคารมือฉมังที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่มากมาย ตำแหน่งงานสุดท้ายของเขาคือ Managing Director ของ Standard Chartered ที่สิงคโปร์

มาวันนี้ SABUY มีบริษัทย่อยกว่า 30 บริษัท อาทิ บริษัท เวนดิ้ง พลัส จำกัด (VDP) บริษัท สบาย โซลูชั่นส์ จำกัด (SBS) และ บริษัท สบาย มันนี่ จำกัด (SBM) โดยแบ่งออกเป็น 5 ธุรกิจดังนี้ 

หนึ่ง Payments ธุรกิจบริการระบบชำระเงิน

สอง Merchandising ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์

สาม Solutions ธุรกิจระบบโซลูชันส์

สี่ Financial Service ธุรกิจบริการทางการเงิน

ห้า New Economy ธุรกิจเศรษฐกิจใหม่

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของชูเกียรติที่อยากสร้างระบบนิเวศการเงิน (SABUY Ecosystem) ในชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายหรือการรับเงิน เหมือนสโลแกนที่บอกว่า ‘ตื่นยันหลับ ชีวิตติด SABUY’ จึงตัดสินใจพาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เริ่มซื้อขายบนตลาดในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ด้วยราคาหุ้นไอพีโอ 2.50 บาท และปิดตลาดด้วยราคาที่ตกลงมาเหลือ 1.87 บาท

นั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีสำหรับนักลงทุนทั่วไป

แต่ผู้บริหารคนนี้ไม่ย่อท้อ มุ่งพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองเชื่อให้ทั้งคนนอกและคนในเห็น จนวันนี้ (19 เมษายน พ.ศ. 2565) ผ่านมาปีกว่า ๆ ราคาต่อหุ้น SABUY อยู่ที่ 27.75 บาท และดูเหมือนจะเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นทุกที

คุณตัดสินใจเกษียณตอนอายุ 35 แล้วเดินทางไปท่องเที่ยวมาหลายปี อะไรทำให้คนที่ตัดสินใจแบบนั้นไปแล้วกลับมาทำธุรกิจ

ตอนนั้นมีเงินเก็บอยู่ประมาณ 300 – 400 ล้านบาท คำนวณกับค่าใช้จ่ายรายเดือนของตัวเองก็น่าจะอยู่ไปได้ถึงอายุ 90 แบบสบาย ๆ ชีวิตผมตั้งแต่เรียนจบก็มีแต่งานอย่างเดียว ทำงานติดต่อกันมา 14 ปี หลังเกษียณตลอด 6 ปี ได้พาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยว ตอนนั้นไปกันเกือบ 20 ทริป ระหว่างนั้นก็มีรายได้จากการลงทุน จนวันหนึ่งมานั่งนึกว่าชีวิตเราผ่านมาแต่สิ่งดี ๆ ทำไมไม่หยิบยื่นแจกคนอื่นด้วย 

ช่วงที่ไม่ได้ทำงานก็มีโอกาสเจอเพื่อนร่วมงานเดิม ๆ บางคนที่คิดว่าเรายังมีประโยชน์ต่อเขาก็ยิ้มแย้มทักทาย แต่กับบางคนเขาก็ไม่ มันทำให้เราเรียนรู้เรื่องสังคมการทำงานมากขึ้น ในทางหนึ่ง เราเลยอยากพิสูจน์ตัวเองว่า ถ้าเริ่มทำธุรกิจจากศูนย์ ความสามารถที่มีอยู่จะยังใช้งานได้หรือเปล่า

ก่อนหน้านั้นคุณไม่เคยทำธุรกิจมาก่อนเหรอ

ไม่เคยเลย จริง ๆ นี่เป็นที่ทำงานที่ 3 ของผม หลังเรียนจบเราทำงานที่ Hong Kong Bank อยู่ 7 ปี ก่อนจะย้ายไป Standard Chartered อีก 7 ปี แล้วก็หยุดทำงานไป 6 ปี

คุณเห็นโอกาสอะไรใน SABUY ถึงคิดว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการลองทำธุรกิจ

ลักษณะงานของผมที่สองธนาคารนั้นคือ ‘คนสร้างเมือง’ เป็นการเริ่ม Business Unit ใหม่ แล้วก็ทำได้ดี เราถนัดในการสร้างเมือง สร้างดินแดน สร้างกิจการ พอเราโตมาจากคนที่ไม่มีอะไร วันหนึ่งที่เรามีแล้วก็เลยอยากแบ่งปันคนอื่น 

แล้วในปัจจุบันยิ่งเห็นชัดว่า สังคมถูกออกแบบให้เอื้อประโยชน์กับนายทุนหรือคนที่แข็งแกร่งกว่า โอกาสที่เห็นกับ SABUY คือการสร้าง Financial Inclusion ที่ทุกคนมีส่วนร่วมทางการเงินได้เหมือน ๆ กัน

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน
ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

Financial Inclusion จำเป็นแค่ไหนกับประเทศเรา

นั่นเป็นเป้าหมายของเราเลยนะ เราอยากเป็น Data Company ที่นำข้อมูลมาทำให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น

ช่วงที่ผมหยุดงาน 6 ปี ผมมีพอร์ตการลงทุนเกือบพันล้าน แต่เชื่อไหมครับ ผมสมัครบัตรเครดิตใหม่ไม่ได้เลยสักใบ มันทำให้เห็นว่า พอเราไม่ได้อยู่ในระบบที่เรียกว่า Payroll (เงินเดือนประจำ) เราจะมีปัญหาในการเข้าถึงเงินทุน แล้วคิดดูสิว่าคนที่อยู่ในระบบมีแค่ 3 – 4 ล้านคนเองนะ ย้อนไปดูคนที่ยื่นภาษีบุคคลธรรมดามีประมาณ 3.5 ล้านคนเท่านั้น

นั่นแปลว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในระบบนี้ เช่น คนขับแท็กซี่ พ่อค้าแม่ขายในตลาด เจ้าของร้านอาหารตามสั่ง เจ้าของร้านโชห่วย พวกเขาจึงไม่มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงิน มันน่าจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องสร้าง Financial Inclusion โดยใช้ดาต้าวิเคราะห์ความสามารถในการหารายได้กับความสามารถในการใช้จ่าย นี่คือสิ่งที่เราอยากจะสร้างขึ้นมา

ในวันที่ทุกคนพูดเรื่อง Cashless Society ธุรกิจที่เริ่มต้นจากตู้เติมเงินจะเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบการเงินของประเทศได้อย่างไร

ถ้าผมเริ่มต้นเหมือนธุรกิจ Fintech ทั่วไป ก็ต้องไประดมทุนจำนวนมหาศาลมาก่อน ระดมทุนเสร็จต้องทำขาดทุนก่อน วิธีขาดทุนก็คือการไปซื้อ User ซึ่งในฐานะอดีตนายธนาคาร ผมว่าวิธีนี้ง่ายเกินไป เลยทำตรงกันข้าม โดยการเริ่มต้นจากการสะสมข้อมูลและ User และธุรกิจของเราต้องไม่ขาดทุน

วันนี้พิสูจน์แล้วว่า SABUY ทำสำเร็จ ลองสังเกตธุรกิจที่มีคนใช้งานเยอะแต่ขาดทุน ถ้าระดมทุนใหม่ไม่ได้ก็ต้องปิดตัวลง เราจึงเห็นหลาย ๆ สตาร์ทอัพถอนตัวออกจากประเทศไทย เพราะเขามีเงินจำกัด และขาดทุนได้ในขอบเขตที่ตั้งไว้ 

ผมโตมากับระบบธนาคารเลย Conservative กว่า กองทัพต้องเดินด้วยเสบียง เสบียงของเราคือกำไร ยิ่งเราแข็งแรง แม้จะเดินได้ช้ากว่า แต่เรารู้ว่าเรารอด 

แพลตฟอร์มตู้เติมเงินคือการเริ่มจากกลุ่มเป้าหมายที่ฐานพีระมิด สร้าง User แล้วค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นไป ไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ขณะที่ก็ทำกำไรไปด้วยในเวลาเดียวกัน ถ้าพูดถึงการแข่งขันธุรกิจออนไลน์ มีเป็นร้อยนะ แต่ออฟไลน์อย่างตู้เติมเงินมีเจ้าใหญ่ ๆ อยู่ 2 เจ้า

อย่างที่บอกเมื่อกี้ว่าคนที่อยู่ในระบบ Payroll และรับเงินผ่าน Electric Payment มีแค่ 3.5 ล้านคน นั่นหมายถึง ‘เงินสด’ ก็ยังเป็นตลาดที่ใหญ่มาก อย่างประเทศจีนที่เรามองว่ามีตลาด E-commerce ที่ใหญ่ที่สุด ยังมียอดขายออนไลน์แค่ 17 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 83 เปอร์เซ็นต์ คือออฟไลน์ทั้งสิ้น

ทำไม Alibaba หรือ Amazon ถึงต้องเข้าซื้อห้างต่าง ๆ เพราะเขารู้ว่าตลาดออนไลน์มันโตมากไปกว่านี้ไม่ได้ เขาต้องเจาะกลุ่มออฟไลน์ สิ่งที่เราทำกลับกันคือสร้างฐานออฟไลน์ให้ใหญ่ก่อน แล้วค่อยขยับเป็นออนไลน์

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

เคยมี Success Case อื่น ๆ ที่ทำโมเดลนี้สำเร็จมาแล้วบ้างไหม

ขอยกตัวอย่าง Samsung กับ Huawei สองแบรนด์นี้ก็เริ่มมาจากพีระมิดข้างล่าง อย่าง Samsung เข้ามาตอนที่ Nokia หรือ Ericsson กำลังฮิต คนก็หัวเราะ ใช้ทำไม Samsung ซึ่งข้อดีก็คือทุกคนยอมรับว่าถ่ายภาพแล้วสวย ปรากฏวันหนึ่ง Huawei ไปเอากล้อง Leica มาใส่ในโทรศัพท์

หรืออย่างกรณีศึกษาในไทย Pruksa Property เริ่มจากสร้างบ้านแถวชานเมืองหลังละ 7 แสน จนวันนี้ขายคอนโดราคาเป็น 10 ล้านได้ เพราะรากฐานของบริษัทแข็งแรง มีฐานลูกค้าที่แข็งแรง

วันที่เข้าตลาดทุน การเดินทางสายตรงข้าม ส่งผลต่อความเข้าใจของนักลงทุนมากน้อยแค่ไหน

มีแต่คนไม่เข้าใจ (หัวเราะ) เขาบอกว่าเป็น Fake Business

วันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์วันแรกก็โดนเลย ราคาเราต่ำกว่า IPO ผมเลยเรียกประชุมพนักงานแล้วบอกว่า เราเป็นของจริง คุณค่าของเราต้องทำด้วยตัวเอง อย่าให้คนอื่นมากำหนด ผมไม่ได้บอกให้คุณต้องเชื่อ เพราะหน้าที่ของผมคือการพิสูจน์ให้เห็นว่ามันถูกต้อง

วันนี้หุ้นของ SABUY ขึ้นมากี่เปอร์เซ็นต์แล้ว

วันแรกที่ผมเข้ามาเป็นซีอีโอ บริษัทนี้มีทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท กับพนักงาน 20 – 30 คน วันนี้มูลค่าบริษัทอยู่ระหว่าง 33,000 – 45,000 ล้านบาท ตอนเข้าตลาดฯ มูลค่าของเราอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท โตขึ้นมาสิบกว่าเท่า เพราะคนเห็นว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราอยากสร้าง Diversity ให้มีความหลากหลายทางธุรกิจ ในขณะที่สร้าง Inclusion ให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

จะพูดได้ไหมว่าธุรกิจคุณสร้างขึ้นเพื่อช่วยคนตัวเล็ก

เราทำผ่าน 3 ภารกิจหลัก

หนึ่ง Solution เราใช้ดาต้ามาแก้ปัญหาต่าง ๆ ทุกวันนี้คิดว่ามีคนอยู่ในระบบเว็บไซต์หางานออนไลน์กี่คน แต่วันนี้ผมมีจุดร้านสะดวกส่งอยู่ 12,000 จุดทั่วประเทศ ถ้า 12,000 จุดนี้ คุณสามารถยื่นบัตรประชาชนหรือบัตรแรงงานต่างด้าวทิ้งไว้เพื่อหางาน คุณอยากทำอะไร ถนัดอะไร ต้องการเรตเงินเดือนเท่าไหร่ ก็ให้ข้อมูลไว้ นายจ้างที่ตอนแรกไม่รู้จะหาแรงงานที่ไหนก็เข้าถึงข้อมูลตรงนี้ได้ ส่วนลูกจ้างก็มีโอกาสเข้าถึงอาชีพ เข้าถึงเงินทุน เข้าถึงทรัพยากร เข้าถึงโอกาส

ดาต้าที่เรามีช่วยคนได้ บางคนที่ทำงานทุกวันนี้ เขาไม่รู้ว่าจริง ๆ เขาควรทำงานนี้หรือเปล่า เขาเหมาะกับงานนี้ไหม เขาคิดอย่างเดียวว่าฉันอึด ฉันทำเป็นแต่แบบนี้ ดาต้าจะทำให้เราเข้าใจตัวเอง สมมติ วันนี้เขาขายอาหารตามสั่ง แต่เขาทำอาหารไม่อร่อย เขาอาจจะเหมาะกับการขายของมากกว่า นั่นคือ Diversity เป็นระบบนิเวศของช่องทางทำธุรกิจ พอเขามีทั้ง Diversity และ Inclusion เขาก็มีโอกาสที่คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น รายได้มากขึ้น 

สอง Sales เราให้ความสำคัญกับการเข้าถึงราคาที่เป็นธรรม ต้นทุนที่มาถึง User ต้องต่ำกว่า พอต่ำแล้วจะเกิดการแข่งขันด้านสินค้าและบริการ ราคามาตรฐานก็จะเกิดขึ้นในระบบนิเวศของเรา คนซื้อซื้อได้ถูก คนขายก็ขายได้เยอะเพราะมีจำนวนคนซื้อมาก 

สาม Financial เราอยากให้บริการเข้าถึงเงินทุน คนที่ไม่มีสลิปเงินเดือนจำเป็นต้องไปกู้นอกระบบ ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาก็มีอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ ถ้าเรามีข้อมูลการหารายได้และการใช้จ่ายของเขาก็รู้ถึงความสามารถในการใช้หนี้ จะทำให้เกิดหนี้เสียน้อยมาก

ถ้าแยกเป็นส่วน ๆ อย่าง Solution, Merchandising และ Financial ก็พอจะนึกออกว่าใครคือคู่แข่ง แต่พอรวมกันทั้งหมด คู่แข่งของธุรกิจคุณจริง ๆ แล้วคือใคร

คือระบอบ คือระบบของการกินรวบ สิ่งที่เราทำนั้นเพื่อทุกคน คนตัวเล็ก คนตัวกลาง และคนตัวใหญ่ ดังนั้นระบอบที่เป็นแบบผูกขาด (Monopoly) จะไม่ชอบวิธีนี้ เพราะเราเข้าไปแทรกแซงสิ่งที่เขาทำอยู่แล้ว

ถ้าดู Core Business ของเรา เรื่องแรกคือเทคโนโลยีง่าย ๆ ที่ให้คนเข้าถึงได้ นำมาใช้อำนวยความสะดวก มีเว็บ 2.0 หรือ E-commerce และกำลังจะก้าวเข้าสู่เว็บ 3.0 ที่เป็น Blockchain

เรื่องที่สอง Payment ทั้งสกุลเงินไทย เงินดิจิทัล เป็นบริษัทการเงินที่ทำได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เจ้าอื่นดูสลิปเงินเดือน ดูโฉนดที่ดิน แต่เราดูดาต้าถึงความสามารถในการหารายได้และความสามารถในการใช้จ่าย

สามคือช่องทางในการเข้าถึงคน เรามีทั้งออนไลน์และออฟไลน์ มีการซื้อธุรกิจเครือข่าย (Multi-level Marketing : MLM) และตอนนี้ผมกำลังศึกษาเรื่อง TV Shopping เจ้าสัวทุกรายในประเทศไทยซื้อช่องทางให้ตัวเองผูกขาด แต่เราเปิดช่องทางเยอะขึ้น ใหญ่ขึ้น ใครก็ตามที่โดนรังแกจากระบบผูกขาดจะมาอยู่กับเรา

ต่อมาคือ Financial การกระจายทรัพยากร กองทัพเดินด้วยการลงทุนและการกู้เงิน ทำยังไงให้คนเข้าถึงแหล่งทุน ทำยังไงให้คนที่ลงทุนใน Cryptocurrency วันนี้เข้าใจสิ่งที่เขากำลังลงทุนอยู่

สุดท้ายคือ Cloud Data หรือ Data Center เราพูดเรื่องนี้เยอะมาก สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครนทำให้เราเห็นความเสี่ยงของประเทศไทย Cloud ของประเทศเรามี 2 ค่าย ค่ายอเมริกาคือ AWS, Amazon, Microsoft ส่วนค่ายจีนมี Huawei Cloud, Tencent, Alibaba Cloud ถ้าสองค่ายอายัติข้อมูลเราทั้งหมด เราจะไม่เหลืออะไรเลย แต่ถ้าผมทำ Southeast Asia Cloud ล่ะ 

ชูเกียรติ รุจนพรพจี แห่ง SABUY ธุรกิจมูลค่า 4 หมื่นล้านที่อยากลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

สไตล์การบริหารของอดีต Banker ที่ต้องเข้ามาบริหารธุรกิจที่เติบโตรวดเร็วเหมือนสตาร์ทอัพเป็นยังไง

ตอนสร้างธุรกิจตู้เติมเงิน เราเน้นแนวลูกทุ่ง เพราะถ้าไปแบบทางการ ลูกค้าไม่เข้าใจเรา เหมือนให้นักแต่งเพลง Kamikaze ไปทำเพลงแนวค่ายเบเกอรี่ แนวทางการบริหารของผมเลยต้อง Tailor Made กับธุรกิจที่ทำ ถ้าเป็นธุรกิจที่กลุ่มเป้าหมายเป็นแรงงาน เราต้องได้ใจเขา วิธีได้ใจก็คือเราต้องเดินร่วมกับเขา ทำงานกับเขา เสียเหงื่อไปกับเขา ทำให้เห็นว่าทุกปัญหานั้นแก้ไขได้ อย่ากลัวปัญหา เพราะหลาย ๆ ธุรกิจเติบโตช้าหรือไม่เกิดขึ้นเพราะเห็นปัญหาขึ้นมาก่อน

เรามองผลลัพธ์ เพราะรู้ดีว่าระหว่างทางต้องเจอปัญหามากมาย อย่าหลอกตัวเอง แก้ไปเถอะ พอแก้ไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ติดตัวมากับทีมเราคือความสามารถในการแก้ปัญหา ทำให้เราทำได้เร็วกว่าคนอื่น 

คนที่แก้ปัญหาได้เก่งที่สุดคือคนที่เจอมาเยอะที่สุด

แล้ว SABUY เจอมาเยอะแค่ไหน

เยอะครับ (หัวเราะ)

คุณซื้อใจลูกน้องอย่างไร

การ Motivate คน ต้องทำให้เขารู้สึกว่า เราเชื่อมั่นและเข้าใจเขา ถ้าเป็นแบบนั้นทุกคนจะสู้เต็มที่ ขณะเดียวกันเราก็สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้ทุกคนกล้าวิ่งออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง ลองทำเรื่องที่ไม่ถนัด ผมมีเคล็ดลับในการเลือกคนอยู่ 2 ข้อ

อย่างแรก คนที่จะเข้าทำงานที่นี่ เราไม่ดูวุฒิการศึกษา นอกจากเก่ง คุณต้องอึดและพร้อมแก้ปัญหา ที่เหลือก็รอดแล้ว ในสามก๊ก คนที่ฉลาดที่สุดอาจไม่ใช่สุมาอี้ ขงเบ้งฉลาดกว่า เพราะคนที่ฉลาดและอดทนคือคนที่ชนะยาวที่สุด 

วันนี้ความรู้ถูกแข่งด้วย Google และข้อมูลมากมายบนอินเทอร์เน็ต แต่บนนั้นไม่เคยสอนใครให้อดทน ไม่เคยสอนใครให้ยืดหยุ่น 

อย่างที่สอง จ้างคนเก่งและคนที่ใช่ คนที่ใช่ก็จะนำพาคนที่ใช่มาอีก

อย่างสุดท้าย การทำการสื่อสารเยอะเพื่อให้คนข้างนอกเข้าใจเรา แม้วันนี้เขาอาจจะไม่เข้ามาทำงานกับเรา แต่ 2 – 3 ปีข้างหน้า เขาอาจจะเห็นสิ่งที่เราพูดเมื่อ 2 ปีก่อน มันอาจสร้างความประทับใจให้เขา ไม่ว่าจะในฐานะพาร์ตเนอร์ธุรกิจหรือบุคลากรเก่ง ๆ 

หาคนเก่งอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะหาคนที่ใช่เจอได้อย่างไร

เราดูที่ Commitment และความตั้งใจของเขา

ชูเกียรติ รุจนพรพจี ซีอีโอ SABUY Technology ธุรกิจไทยที่มีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน และมีมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้าน

พนักงานที่อายุน้อยที่สุดของสบายคือ 17 ปี

ทีมที่ทำเว็บ 3.0 รวมไปถึง Blockchain จะเป็นเด็ก ๆ ผมให้เขาใส่ไอเดียได้เต็มที่ ส่วนเรื่องการดำเนินงาน เรื่องการเงิน การบัญชี เดี๋ยวพวกเราจัดการเอง

เราต้องทำหลังบ้านให้ดีเพื่อให้เขาวิ่งได้เต็มที่ สิ่งที่ผมทำหลังจากนั้นคือให้สปอตไลต์เขา แล้วเดี๋ยวจะได้เด็ก ๆ อีกกลุ่มเข้ามาร่วมงาน แต่อย่าคิดว่าเขาโตขึ้นเก่งขึ้นแล้วจะต้องอยู่กับเรานะ มีเข้ามาก็มีออกไป ผมไม่เคยคิดจะครอบครองทาเลนต์เหล่านี้ เขาอยู่เพราะเขารู้สึกอยากอยู่ ผมก็ต้องทำ Environment ให้น่าอยู่ แต่วันหนึ่งที่เขาไม่อยากอยู่แล้ว Environment นี้ก็ต้องดึงดูดคนอื่นเข้ามาได้ด้วย

แล้วพนักงานที่อายุมากที่สุดล่ะ

60 กว่า และผมจะให้ทำไปจนถึง 75 เลยถ้าเขายังสนุกอยู่ ถ้าบริษัทเรายังมอบสิ่งดี ๆ ให้เขาอยู่

ธุรกิจที่เติบโตเร็วอย่างก้าวกระโดด ส่งผลต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างไร

มันมีปัญหาเข้ามาเรื่อย ๆ เช่น Operation ไม่ทัน แต่นั่นคือสิ่งที่ต้องเจออยู่แล้ว ยกตัวอย่างธุรกิจ Call Center เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเดินไปแล้วพนักงานรับโทรศัพท์ทันตลอด แสดงว่าผมมีคนเยอะเกินไป ส่วนใหญ่งานจึงเข้ามามากกว่าคน เชื่อไหมถ้าที่นี่งานน้อยกว่าคนเมื่อไหร่ ผู้บริหารคงหงอยตาย อาจจะมีหลายคนลาออก เพราะคนที่นี่ชอบทำงาน

นั่นเป็นอีกสิ่งที่ทีมบริหารต้องเอาใจใส่ เราพยายามหาตัวตนของพนักงานแต่ละคนให้เจอ จริง ๆ มันเริ่มเห็นตั้งแต่วันแรกเลยนะ เราพอดูออกว่าจะดึงอะไรในตัวคนคนนี้ออกมา เวลาสัมภาษณ์งานผมมักถามผู้สมัคร 2 คำถามคือ หนึ่ง มองตัวเองยังไงในอีก 3 – 5 ปีข้างหน้า และสอง คุณมีอะไรจะถามผมไหม มันแสดงให้เห็นถึงสกิลล์การคิดวิเคราะห์ของเขา เขาอ่านเรายังไง ในเวลาเดียวกันเขาต้องรู้ตัวเองในอนาคตอันใกล้ อยากพัฒนาไปด้านไหน Motivation ของเขาคืออะไร และถ้าคนนั้นเป็นคนเก่ง ผมมักจะหักดิบด้วยการบอกว่า ‘คุณนี่ก็แปลกนะ ผมเห็นค่าคุณเยอะกว่าที่คุณเห็นค่าตัวเองอีก แปลว่าคุณยืนอยู่ผิดที่แล้ว’ แล้วก็รับเข้าทำงานเลย

ถ้าเราไม่ใช่คนบ้างานจะทำงานที่นี่ได้ไหม

ได้สิ ทุกงานมันมี Work-life Balance อยู่แล้ว ที่นี่ก็ไม่ได้มีระบบตอกบัตร คุณ Work from Anywhere ได้ และเราเชื่อเรื่อง Work Smart แต่ถ้าวันไหนคุณรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าที่นี่เมื่อไหร่ คุณจะอยู่ไม่ได้เอง

วันนี้มูลค่าของ SABUY แตะ 45,000 ล้านบาท นั่นถือว่าเป็นความสำเร็จแล้วหรือไม่

ผมไม่ได้มองว่านี่จะเป็นมรดกของลูกหลาน แต่เป็นของมหาชน 

วันนี้ผมใช้สโลแกนว่า ตื่นยันหลับ ชีวิตติด SABUY แต่ในอีก 5 – 10 ปีข้างหน้า ทุกคนจะใช้คำว่า เกิดยันตาย ชีวิตติด SABUY วันไหนที่คนคิดถึงเราแบบนั้นถึงจะสำเร็จ

คุณเกษียณรอบแรกตอนอายุ 35 ณ วันนี้ วางแผนเกษียณครั้งที่สองแล้วหรือยัง

จริง ๆ ตั้งใจจะเป็นซีอีโอที่นี่อีก 7 ปี แล้วหลังจากนั้นค่อยขึ้นไปเป็นประธานบริหาร จากที่เคยทำงานเต็ม ๆ ทั้งสัปดาห์อาจจะเหลือสัปดาห์ละ 3 วัน วันละครึ่งวันพอ ผมไม่ได้อยากเลิกทำหรอก แต่ต้องให้โอกาสคนที่ต่อสู้ร่วมกับเรามา อาจจะหาคนที่เหมือนผมไม่ได้ แต่งานของผมแบ่งให้คน 5 คนได้ เขาก็ควรได้โอกาสนั้น

ชูเกียรติ รุจนพรพจี ซีอีโอ SABUY Technology ธุรกิจไทยที่มีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน และมีมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้าน

Questions answered by CEO, SABUY

1. คุณเป็นแฟนฟุตบอลทีม…

Manchester United ชอบมาตั้งแต่ยุค 80 ที่ลิเวอร์พูลครองแชมป์ตลอด แต่แมนยูสำหรับผมคือนักสู้ แล้วผมก็มีเลือดนักสู้ ชอบเชียร์มวยรองบ่อน แมตช์วัน Boxing Day ในปี 1985 ที่ชนะ 3 – 1 ประทับใจมาก ช่วงนั้นเขามีนักเตะอายุเยอะ ๆ ด้วย เรารู้สึกว่าทีมนี้มีความไม่เพอเฟกต์อยู่ มันใกล้ตัวเรา แต่พอต้องสู้กับคนเก่ง ๆ ก็สู้ตาย

2. บทเรียนจากฟุตบอลที่มาใช้ในการทำธุรกิจคือ…

สำหรับผม ไม่มีคำว่าพรสวรรค์ มันคือการฝึก รอโอกาส และเวลาที่ใช่ เราจะอยู่ในวันที่ตัวเองล้มเหลว แล้ววันที่สำเร็จจะโคตรมีความสุข กีฬามีแพ้มีชนะ แต่ถ้าคุณจะชนะแล้วยืนระยะยาวได้ ต้องฝึกฝนสม่ำเสมอ

3. ถ้าได้เขียนหนังสือหนึ่งเล่มจะเกี่ยวกับ…

เรื่องการทำงานและครอบครัว ถ้าสังเกตคนที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ จะมีปัญหาเรื่องครอบครัวหมดเลย แต่มันไม่ใช่ข้ออ้าง ความสำเร็จด้านการงานไม่ได้บอกว่าความเป็นคนของคุณสูงขึ้น อย่าโทษความสำเร็จว่าทำให้เราเปลี่ยนไป

4. บนโต๊ะทำงานคุณต้องมี…

มีนามบัตรและกระดาษโน้ตวางเกลื่อนไปหมด (หัวเราะ) อยากหาอะไรก็อยู่บนโต๊ะ 

5. ละครเวทีที่ชอบที่สุดคือ…

สี่แผ่นดิน มันสอนหลายเรื่อง เช่น ความกตัญญู การดูแลพ่อแม่ คุณค่าของคนที่บางคนตีค่าคนจากเงินในบัญชีที่เขามี การให้โอกาส ความเมตตา และสุดท้ายคือการไม่ลืมตัว

6. คุณสมบัติหนึ่งข้อในตัวเองที่อยากส่งต่อให้ลูกชาย-ลูกสาวคือ…

ความกตัญญู ผมมักขอให้เขารู้คุณคน เพราะสิ่งนี้จะเป็นโล่ที่ทำให้พวกเขามีแต่คนรัก มีแต่คนสนับสนุน สิ่งนั้นมีค่ากว่าเงินในบัญชีของผมเสียอีก

7. เสาร์-อาทิตย์ไปเจอคุณได้ที่…

ตามร้านอาหาร ตามห้าง เสาร์-อาทิตย์เป็นวันที่ผมอยู่กับครอบครัว แล้วก็ไปเจอกันที่บ้านแม่ ผมไปเยี่ยมแม่ทุกอาทิตย์

8. นักธุรกิจ 1 คนที่อยากดื่มกาแฟด้วยคือ…

Steve Jobs ผมชอบคนกล้าคิดต่าง เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำใช่ ไม่มีถอยหลังกลับ ไม่มีคิดซ้ำสอง เขาสร้างบริษัทด้วยตัวเอง ถูกให้ออกแล้วก็กลับมาใหม่ คนสำเร็จล้มเหลวก็กลับมาสำเร็จได้ ผมชอบสไตล์คนนี้มากกว่า Jack Ma แจ็คพูดเก่ง แต่พูดเรื่องการเมือง นักธุรกิจเขาไม่พูดเรื่องการเมืองกันหรอก ถ้าพูดเรื่องการเมืองแปลว่าภัยมาถึงตัวแล้ว

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load