ช่วงปีที่ผ่านมา กระแส ‘รักษ์โลก’ ผ่านเข้ามาหน้าฟีดโซเชียลมีเดียของเรานับครั้งไม่ถ้วน หนึ่งในนั้นคือคลิปสั้นๆ ที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลของ ‘ขยะ’ สิ่งที่ใครหลายคนอาจนึกถึงแต่ความสกปรก ไม่น่าอภิรมย์ แต่วันนี้ Konggreengreen จะทำให้ภาพจำเรื่องขยะของคุณกลายเป็นเรื่องที่สนุกมากขึ้น

วันนี้ เราตื่นเต้นที่จะได้พูดคุยกับอินฟลูเอนเซอร์สายเขียวและพิธีกรผู้รอบรู้ ไอดอลของเด็กๆ ยุคทีวีรุ่งเรือง ใครหลายคนคุ้นเคยเขาในชื่อ ‘กบก้อง’ หรือ ก้อง-ชณัฐ วุฒิวิกัยการ อดีตพิธีกรรายการสารคดีน้ำดีอย่าง กบนอกกะลา ที่จะพาทุกคนไปสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว และนำเสนอชุดความรู้นอกเหนือจากห้องเรียน

ก้องเรียนจบปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาศิลปอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หลังเรียนจบ เขาได้ทำงานในวงการสื่อหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นครีเอทีฟในสายงานบันเทิง พิธีกรและครีเอทีฟรายการเชิงสารคดี กบนอกกะลา และ หลงเทศกาลโลก พอได้เดินทางผ่านการทำงาน ไปสำรวจอะไรๆ มากขึ้น ก้องจึงได้รับรู้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน และในที่สุด เขาก็ได้ก้าวเข้าสู่วงการ ‘แยกขยะ’

Konggreengreen สื่อสนุกโดยอินฟลูเอนเซอร์สายเขียวที่ชวนทุกคนสนใจเรื่องขยะ

กว่าจะมาแยกขยะ

“เรารู้ว่าขยะมันขายได้ เพราะเราเอาขยะที่บ้านไปขายให้คุณป้ากับคุณพ่อ พอที่บ้านอ่านหนังสือพิมพ์กันเสร็จแล้ว ก็จะพากันขับรถไปขายที่วงษ์พาณิชย์ เราเริ่มสังเกตว่า ทำไมขยะพวกนี้มันมีคนซื้อ เราก็เริ่มไปดูต่อว่า ทำไมเราขายได้แค่ไม่กี่บาท แล้วไปดูว่าขยะอะไรขายได้แพง อ๋อ กระดาษขาวขายได้แพงเหรอ กระดาษลังเขาก็รับเหรอ เราเลยได้รู้ว่าขยะพวกนี้มันมีค่า ไม่ได้เป็นแค่ขยะ แต่ถูกเอากลับไปทำประโยชน์ เราก็เลยเริ่มรู้จักแยกขยะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

ถึงแม้ว่าในอดีต ก้องจะยังไม่ได้แยกขยะละเอียดอย่างทุกวันนี้ แต่เขายืนยันกับเราว่า ตัวเองเป็นคนที่มีใจอยากแยกขยะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และตั้งคำถามกับถังขยะในไทยมาโดยตลอด

หลายๆ ครั้งเวลาที่เรามีขวดน้ำพลาสติกอยู่ในมือ และมองหาจุดทิ้งขยะในที่สาธารณะ เรามักจะเห็นถังแบ่งแยกสีไว้ ทั้งเหลือง เขียว น้ำเงิน แดง แต่พอเปิดดูแต่ละถัง ไม่ว่าขยะถังนั้นจะเป็นสีอะไร ก็จะเจอกับขยะทุกรูปแบบอยู่ในถังเดียว จนสุดท้ายเราอาจต้องจำใจทิ้งขยะที่รีไซเคิลได้ใส่ลงในถังสีเหลืองที่มีขยะชนิดอื่นอยู่ด้วย ก้องจึงชวนเราตั้งข้อสังเกตถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นว่าสังคมเรายังไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้มากพอ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องการให้ความรู้ หรือการออกข้อบังคับเกี่ยวกับขยะอย่างเข้มงวด

หลังจากที่ทำงานสื่อทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังมาสักพักใหญ่ หลังออกจากรายการ กบนอกกะลา ก้องเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ เด็กหนุ่มชาวกรุงผู้หลงรักการเดินทาง ตัดสินใจไปเรียนต่อด้านการทำหนังสารคดีและโฆษณาที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กว่า 2 ปี ระหว่างที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เขาได้เห็นชีวิตและการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป

“ตอนไปอยู่อเมริกา เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งของความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่นั่นเขาบังคับให้ทุกคนแยกขยะตามบ้านและคอนโดฯ ถ้าไม่แยก คนที่ให้เช่าจะมาดุ มาปรับเรา เราเลยต้องแยกกล่องนม UHT ขวดน้ำ กระดาษลัง หลักๆ คือแยกขยะที่รีไซเคิลได้ออกมา หรือถ้าเรามีขยะชิ้นใหญ่อยู่ เขาจะมีวันนัดทิ้ง ทำให้เรารู้สึกว่า ระบบการจัดการขยะนี่มันดีเนาะ” ก้องเล่าให้ฟังถึงความประทับใจที่มีต่อการจัดการขยะที่เขาได้ไปพบเจอมาในต่างแดน และสิ่งเหล่านี้ทำให้เขาหมั่นแยกขยะโดยไม่รู้ตัว

Konggreengreen สื่อสนุกโดยอินฟลูเอนเซอร์สายเขียวที่ชวนทุกคนสนใจเรื่องขยะ
Konggreengreen สื่อสนุกโดยอินฟลูเอนเซอร์สายเขียวที่ชวนทุกคนสนใจเรื่องขยะ

Konggreengreen สื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม

หลังจากร่ำเรียนจนสำเร็จการศึกษา ก้องมีโอกาสได้รับงานจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำรายการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมขึ้น

“เราทำรายการชื่อว่า The Green Diary ขึ้นมา ตอนนั้นไม่รู้จะเอาใครเป็นพิธีกรก็เลยเป็นเอง ทำไปทำมา เราได้ไปสัมผัสกลุ่มที่เขาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมจริงๆ แล้วได้ไปเห็นว่า เฮ้ย สิ่งที่เขาทำมันก็ไม่ได้ยากหรือว่ารบกวนชีวิตอะไรเขามากมายเหมือนที่คิดไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดขยะ การแยกขยะ การผลิตของออกมา หรือแม้แต่การจัดอีเวนต์ต่างๆ มันก็ลดขยะหรือทำแบบไม่มีขยะได้ เราเลยซึมซับมาเรื่อยๆ ลองเอามาใช้กับทั้งในออฟฟิศเรา ทั้งในชีวิตประจำวันของเรา ใช้กับที่บ้านเรา ว่าจะแยกขยะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

หลังเสร็จสิ้นภารกิจการทำรายการ The Green Diary ก้องยังคงสนุกและอยากเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่อ Konggreengreen จึงเกิดขึ้นเพื่อเล่าเรื่องขยะ โดยมีจังหวะที่สนุก

Konggreengreen สื่อสนุกโดยอินฟลูเอนเซอร์สายเขียวที่ชวนทุกคนสนใจเรื่องขยะ

ลองไหม ลองมาแยกขยะกัน

“คอนเซ็ปต์ของ Konggreengreen มันคือรักษ์โลก แล้วต้องสนุกด้วย เรื่องขยะต้องเป็นจังหวะสนุก ไม่ใช่เรื่องสกปรกอีกต่อไปแล้ว ถ้าเราทำขยะให้สะอาด มันก็คือพลาสติก มันก็คือกระป๋อง มันก็คืออะลูมิเนียม แต่พอสกปรก มันก็คือขยะ ฉะนั้น เราเลยทำให้ขยะเป็นเรื่องใกล้ตัว เรื่องง่าย เรื่องสนุก หลักๆ ก็จะว่าด้วยเรื่องการจัดการขยะและการลดขยะ ทำยังไงให้เกิดขยะน้อยที่สุด ถ้าเกิดแล้วทำยังไง เอาสองเรื่องนี้ก่อน”

โดยปกติแล้วพอพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เรามักจะคิดถึงตามมาติดๆ คือปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อน น้ำแข็งที่ขั้วโลกกำลังจะละลาย หมีขั้วโลกจะไม่มีบ้านอยู่ ทำให้บางครั้งเรามองเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่เกินตัว ไม่รู้จะเริ่มต้นช่วยเหลือโลกอย่างไร Konggreengreen จึงอยากชวนมองอะไรที่เล็กลงมา และอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น

“ถ้าเราอยากให้ประเทศเราดีขึ้น หรือเอาง่ายๆ ว่าถ้าอยากให้บ้านเราดีขึ้น เราก็ควรจะทำให้มันสะอาดใช่ไหม เราควรทำให้ถูกสุขอนามัยหรือเป็นระเบียบมากขึ้น ถ้าอยากให้บ้านเราจัดการขยะดีขึ้น แล้วนั่งรอแค่คนที่มีอำนาจ เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ถ้าสมมติภาคประชาชนทุกคนช่วยกันทำ มันก็เห็นแรงกระตุ้น ขยะก็จะถูกนำไปจัดการได้ถูกต้องกว่าเดิมเยอะ ตอนนี้ก็เริ่มมีคนช่วยกัน คนเขารู้ว่าจะต้องส่งขยะไปที่ไหน เริ่มมีสื่อออกมาพูดมากขึ้น มีเพจเกี่ยวกับเรื่องขยะ เรื่องสิ่งแวดล้อมออกมามากขึ้น เราลองมองเท่านี้ก่อน ไม่ต้องมองไปถึงปัญหาระดับโลกขนาดนั้น มันจะทำให้เรามีกำลังใจทำมากขึ้น”

Konggreengreen สื่อสนุกโดยอินฟลูเอนเซอร์สายเขียวที่ชวนทุกคนสนใจเรื่องขยะ

จาก YouTuber สู่ TikToker

จากการสังเกตของคนทำงานสื่อ ก้องเห็นว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยูทูบกลายเป็นช่องทางที่มีคนประสบความสำเร็จมากมายจากการสร้างคอนเทนต์ดีๆ เขาจึงทดลองถ่ายทอดเรื่องราวการจัดการขยะในช่องทางนี้ดูเช่นกัน แต่เมื่อเผยแพร่ออกไป คนไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับคลิปวิดีโอสั้นๆ ง่ายๆ อย่างใน TikTok โด่งดังขึ้นมาพอดี

“เราลองเอาคลิปสั้นๆ ในยูทูบมาตัดลง TikTok แล้วมันก็มีคลิปที่ดังแบบฟลุ๊กๆ คือคลิปที่เราไปนั่งสัมภาษณ์แม่ค้าร้านวัสดุก่อสร้าง เขารียูสเอาถุงน้ำยาล้างจาน มาตัดเป็นถุงใช้แทนถุงพลาสติกให้ลูกค้า คนดูคลิปนั้นเป็นล้าน จากนั้นก็ลองทำอีกแบบง่ายๆ เช่น การขึ้นตัวหนังสือว่า ฉันในเมื่อก่อน ทิ้งถุงแกงลงถังขยะทันที แล้วเราก็บอกต่อไปว่า แต่ฉันในตอนนี้ เปลี่ยนการกระทำคือ เอาถุงแกงมาล้าง ปรากฏคนมาดูเป็นแสน คนเริ่มมาตาม เราก็เลยรู้สึกว่า เอ๊ะ หรือมันมีคนสนใจจริงๆ บางคนบอกว่า เฮ้ย เราก็ล้างถุงแกงเหมือนกัน เกิดเป็นคอมมูนิตี้ล้างถุงแกงขึ้นใน TikTok ของเรา

@konggreengreen

ถุงพลาสติกในมือ อย่าพึ่งทิ้ง!!!!! ดูคลิปนี้ให้จบแล้วคุณจะเข้าใจ #plasticbag #tiktokuni #greenery #konggreengreen #recycle #ใช้ซ้ําปังสุด

♬ original sound – Kong GreenGreen – Kong GreenGreen
@konggreengreen

พอรู้ว่าถุงแกงส่งไปรีไซเคิลได้ ก็ล้างถุงใหญ่เลย #konggreengreen #ลดโลกร้อนเริ่มที่เรา #รักษ์โลก #greenery

♬ #เมื่อก่อนvsตอนนี้ – นะ มิ้นต์ 🌻

พอจับทางได้ว่าคนใน TikTok ชอบอะไร ชอบแบบไหน ก้องจึงเริ่มเดินตามเส้นทางนั้น การเล่าเรื่องยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่าย เป็นสิ่งที่ก้องคำนึงถึงแทนการใช้โปรดักชันใหญ่ๆ แบบที่เคยทำมา

“เราว่า TikTok เป็นพื้นที่ที่น่ารักและง่ายดี เราเล่าอะไรง่ายๆ ผลิตอะไรง่ายๆ จากนั้นก็เริ่มเพิ่มความรู้เข้าไป เริ่มเพิ่มเทคนิคในการแยกขยะที่มากขึ้น แต่เราต้องจำกัดด้วยว่า อย่าให้ข้อมูลอะไรที่ยากมาก เอาที่รู้สึกว่า เฮ้ย เราก็ทำได้นี่หว่า อะไรที่มันใกล้ตัวเขา เช่น ถุงขนมที่เขาเรียกว่าซองวิบวับ อันนี้พี่บอกว่าส่งไปโครงการ Green Road ทำอิฐบล็อกปูถนนหรือทำเป็นม้านั่งสาธารณะได้ คนก็ชอบกัน เพราะว่าคนก็กินขนมกันทุกวัน”

วางความเนี้ยบ เติมความง่าย

ในช่วงแรกของการทำคลิปใน TikTok ก้องบอกกับเราว่ามีขลุกขลักอยู่บ้าง เพราะความเนี้ยบที่ติดมาจากการทำงานโปรดักชันที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา วิดีโอเพลง หรือภาพยนตร์ ที่มีความละเอียดของเนื้องานอยู่สูงมาก แต่พอลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ก็เริ่มปรับตัวได้

“อาชีพของเราคือการทำสื่อ ทำโปรดักชันเฮาส์ด้วยซ้ำไป เวลาทำงานโฆษณากับงานที่มันต้องคราฟต์มากๆ ต้องนั่งไล่ดูทุกวินาที ต้องมานั่งเลือกฟอนต์กับกราฟิกว่าเอาแบบไหนดี เลือกกันอยู่นั่นแหละ แต่พอมาเป็น TikTok ปุ๊บ ช่วงแรกก็อยากจะทำให้มันเนี้ยบ เพราะรู้สึกว่ามันไม่ได้เว้ย เรามีศักดิ์ศรี เราเป็นผู้กำกับโฆษณา ทำรายการทีวีมาก่อนนะเว้ย เลยทำคลิปจากข้างนอกแอปฯ ถ่ายสวยๆ ทำกราฟิกดีๆ พอโพสต์ไปใน TikTok คนกลับไม่ค่อยยอมรับมันสักเท่าไหร่

“แต่พอเราไม่ได้ทำอะไรกับมันมาก ใช้กราฟิกในตัวแอปฯ เลย เวลาตัดต่อ บางทีคำพูดยังค้างอยู่ เราก็ตัดทิ้งแล้ว ถ่ายมาแบบหน้ามันๆ หัวยุ่งๆ เสื้อย้วยๆ มืดๆ มีเงาแว่นพาดหน้า คนกลับชอบแบบนี้มากกว่า เรื่องของความเนี้ยบอาจจะไม่ต้องมีมากเท่ากับตอนที่ทำโปรดักชัน ซึ่งเป็นอาชีพหลักของเรา เราก็ต้องปล่อยวาง ละวางความเนี้ยบลงไป แล้วใส่ความเป็นธรรมชาติมากขึ้น ปรากฏว่ามันได้รับการตอบรับ คนสนใจการเล่าเรื่องสไตล์นี้ ก็เลยเป็นที่รู้จักมากขึ้นครับ”

การทำคลิปในแต่ละครั้ง ก้องจึงกลายเป็น One Man Show โดยสมบูรณ์ ไม่ว่าจะทั้งเขียนบท พิธีกร ตัดต่อ หาเพลง ลงโพสต์ครบจบที่แอปฯ และคนเดียว

อินฟลูเอนเซอร์ที่ถูกปัดดูมาแล้วกว่า 20 ล้านวิว

ไม่นานมานี้ เราเห็นโพสต์จาก Konggreengreen เกี่ยวกับข่าวดีที่ #Konggreengreen ใน TikTok มียอดคนดูกว่า 20 ล้านวิว เป็นอีกก้าวสำคัญที่ยืนยันว่า มีคนในสังคมสนใจและอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นจริงๆ

“รู้สึกดีใจมาก ไม่ได้ดีใจกับตัวเองเลยนะ เราดีใจที่คนอยากฟังเรื่องขยะกันเยอะขนาดนี้ สมมติว่าทำรายการนี้ คลิปแบบนี้เมื่อสิบห้าปีก่อน จะมีคนฟังเยอะขนาดนี้หรอวะ ยุคที่มันเกิดยูทูเบอร์มาแรกๆ ของโลก ถ้าเขาพูดเรื่องขยะ คนไทยจะมีคนฟังเยอะขนาดนี้เลยไหม มันเกิดอะไรขึ้น หรือว่าคนรอไม่ได้แล้ว เรื่องขยะไมใช่เรื่องรองหรือเรื่องที่เอาไว้ก่อนสำหรับคนทั่วไปแล้ว

“ในอินสตาแกรมเรา เมื่อก่อนไม่มีใครสนใจติดตามหรอก เราเป็นแค่พิธีกรสารคดีท่องเที่ยวธรรมดาๆ คนหนึ่ง ตอนแรกเขินมากเลยนะที่จะเอาเรื่องขยะลงไอจี คิดภาพออกมั้ย ไอจีมันต้องคุมโทน ต้องเท่ ไอจีคือการโชว์ไลฟ์สไตล์ เราลังเลใจมากที่จะเอาเรื่องขยะลงไอจี แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลง ปรากฏว่าเพื่อนกดไลก์มากกว่าไลฟ์สไตล์ปกติอีก จากนั้นเลยเริ่มเอาเรื่องขยะมาลง คนเริ่มมาคุยด้วย คนมากดติดตาม ไม่ได้บ้ายอดฟอลนะ แต่รู้สึกว่าพอเรามีเพื่อนมากขึ้น มีช่องทางในการบอกต่อมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่คนเขาใส่ใจเรื่องนี้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาอยากดูแต่เรื่องสวยๆ งามๆ เท่ๆ หล่อๆ อย่างเดียว”

20 ล้านวิวที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้บอกว่า ก้องมีไลฟ์สไตล์เกี่ยวกับขยะอย่างโดดเดี่ยว แต่ยอดวิวทั้งหมดนี้ กำลังบอกว่า มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่กำลังพาขยะให้เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ด้วยเช่นเดียวกันกับเขา

Konggreengreen กับการไปต่อเรื่องขยะ

หลังจากแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากว่าขวบปี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564 สื่อรักษ์โลกสื่อนี้ได้รับรางวัล Best Green Change Maker Influencer จากงานประกาศรางวัล Thailand Influencer Awards 2021 Presented by Tellscore เราจึงอยากรู้ว่า Konggreengreen จะเล่าอะไรให้ทุกคนฟังอีก

“ก้าวต่อไปของ Konggreengreen เราอยากไปเรียน ไปฝึกงานเรื่องขยะอย่างจริงจัง”

ก้องพูดถึงแผนที่วางไว้อย่างหนักแน่น ถึงแม้ว่าเขาจะทำสื่อเกี่ยวกับเรื่องขยะมาไม่น้อย แต่ก็ยอมรับว่า ยังมีอีกหลายคำถามที่คนถามมาแล้วเขาตอบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น

‘เครื่องสำอางทิ้งยังไง’

‘ซองกันชื้นทิ้งยังไง’

‘สิ่งที่เราแยกๆ กันอยู่ มันละเอียดเกินไปไหม’

‘ขยะอะไรที่ขายได้ราคา’

“เราอยากเอาคำตอบมาบอกเขา เพื่อให้เขามีแรงจูงใจในการแยกขยะให้ถูกมากขึ้น เราอยากจะไปฝึกงานร้านแยกขยะ แล้วก็อาจจะถ่ายเรียลลิตี้ที่เราไปเรียนรู้เรื่องขยะแต่ละอย่างไว้ด้วย ถ่านไฟฉายมาถึงเป็นยังไง โทรศัพท์มือถือที่เขาทิ้งแล้ว แงะอะไรออกมายังไง อยากให้คนดูเรียนรู้ไปพร้อมกับเรา อยากให้รู้จักขยะมากขึ้น”

ก้องย้ำกับเราว่า อยากไปเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจให้กระจ่างว่า ที่เราแยกกันอยู่มันถูกไหม ถึงปลายทางอย่างปลอดภัยหรือเปล่า พอถึงแล้วถูกจัดการอย่างไรต่อ เรียกได้ว่าการพาไปสำรวจการเดินทางของขยะ เป็นสิ่งที่ก้องอยากพาทุกคนร่วมเดินทางเป็นเพื่อนกันไปตลอดทาง

Facebook: Konggreengreen

YouTube: Konggreengreen

TikTok : Konggreengreen

Instagram : Konggreengreen

Writer

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

14 กุมภาพันธ์ 2561

โจทย์จากกองบรรณาธิการ The Cloud สัปดาห์นี้เป็นเรื่องความรัก

แต่นอกจากความรักงานแล้ว เราก็นึกอะไรไม่ออกอีกเลย

“แยกย้ายไปทำงานกันครับ” ตัวแทนคนรักงาน จากเพจชมรมคนรักงาน ตอบรับและตอบกลับสั้นๆ ทันทีที่เราส่งข้อความนัดหมายในเวลาทำการ

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนทำงานในสายงานวงการไหนๆ ถ้าคุณเป็นคนที่มีงานอยู่เต็มทุกห้องหัวใจเหมือนกันกับเรา เชื่อว่าคุณต้องเป็นหนึ่งในกว่าแสนคนของชมรมที่มีคติประจำใจว่า ‘รักงานยิ่งชีพ’ หรือมีความเชื่อเหมือนกันอย่าง ‘จงทำงานให้งานมันท้อเราไปเอง’ หรือหากใครเป็นสมาชิกชมรมระดับมงกุฎเพชร ก็ย่อมต้องมีสติกเกอร์ไลน์คนรักงานไว้ส่งตอบหัวหน้าที่รักให้สมกับความรักที่มี

มะ มะ ไม่รัก ไม่รัก ไม่รักได้ไง ลีโอ พุฒ ไม่ได้กล่าว เรากล่าวเอง

ถ้างานที่ทำอยู่พูดได้ มันก็คงเอ่ยคำขอแต่งงาน “Will you marry me?” นี้ไปแล้ว

งานแต่งงานที่เจ้าสาวแต่งงานกับฟุตเทจเทปสัมภาษณ์กองโต เสิร์ฟอาหารแช่แข็งเลี้ยงแขกที่มาเป็นสักขีพยาน บนโต๊ะจีนที่จัดเรียงแถวเหมือนแผนผังที่นั่งในออฟฟิศ พรีเวดดิ้งว่าจะไปถ่ายรูปที่เครื่องถ่ายเอกสาร และเครื่องสแกนนิ้วบันทึกเวลาเข้างาน มาถึงช่วงไฮไลต์ตัดเค้กสิบชั้นที่ทำจากแฟ้มงานกองรวมกัน ก่อนจะแจกของชำร่วยเป็นที่เย็บกระดาษและชุดอุปกรณ์สำนักงานสุดน่ารัก อาฟเตอร์ปาร์ตี้ด้วยเพลงเพื่อชีวิตและเสิร์ฟเครื่องดื่มชูกำลัง

ซึ่งพิธีการทั้งหมดนี้ต้องเสร็จก่อนเที่ยงคืน เพราะมีงานรออยู่

และใครที่วันนี้ติดงาน ไม่ได้ออกไปฉลองวาเลนไทน์ที่ไหน เราอยากชวนคุณมาสนทนากับแอดมินที่รักงานที่สุดในโลกนี้ด้วยกัน

ว่าแต่ว่า วันนี้แอดมินไม่ทำงานหรอคะ

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

ชีวิตจริงแอดมินชมรมคนรักงานได้ทำงานที่รักมั้ย

ได้ทำครับ เรียกว่าตรงกับวิชาชีพที่เรียนมามากกว่า ผมเลือกเรียนกราฟิก เพราะยุคนั้นบริษัท Propaganda ดังมาก เราก็อยากทำงานออกแบบ ซึ่งสมัยนั้นไม่สนุกเหมือนทุกวันนี้ เราอยากทำงานคิดก็เลยมาเป็นครีเอทีฟ

รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมั้ยที่ได้ทำงานที่เรารัก

ด้วยงานที่ทำมันเป็นชิ้นเป็นอัน ทำให้เห็นชัดเจนว่าถ้าเราตั้งใจทำแล้วงานมันจะออกมาดี เราก็ยิ่งตั้งใจ เหมือนลงทุนเวลาลงไปแล้วไม่เหนื่อยฟรี แม้บางงานจะเป็นงานเหนื่อยฟรี

คิดยังไงเวลาที่คนบอกว่า ก็ใช่สิ ทำงานครีเอทีฟก็ได้สนุกมากกว่าคนที่จมอยู่กับกองเอกสาร

เราว่ามันเป็นเรื่องทัศนคตินะ ถ้าเราไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่เราทำ เราก็จะรู้สึกว่าฉันทำแค่งานเอกสาร ฉันทำงานแค่นี้ไม่ได้สำคัญอะไร เรามักไม่รู้ว่าส่วนงานของเรา ถ้าเราทำอย่างดี คนที่รับงานไปทำต่อเขาจะไม่เสียเวลา ซึ่งเป็นเรื่องดีกับทุกคน ถ้าทุกคนตั้งใจทำงานของตัวเอง ทุกอย่างก็จะออกมาดี ทุกอย่างมันเป็นลูกโซ่ที่ส่งผลถึงกัน

คือถ้าเรารู้สึกเห็นความสำคัญของงานที่เราทำ เราก็จะไม่รู้สึกทุกข์ทรมานที่ต้องออกแรงเยอะๆ

นอกจากทัศนคติ มีปัจจัยอะไรอีกที่หล่อเลี้ยงให้เราทำงานอย่างมีความสุข

ทุกคนต้องส่งเสริมกัน คือถ้าเพื่อนๆ รอบตัวเป็นเพื่อนที่ไม่ทำงาน เราก็อยู่ในสภาพทุกคนไม่ทำงาน แล้วทำไมเราต้องเหี่ยวอยู่คนเดียว ทำไมต้องทำงานหนักแทนทุกคน ในทางกลับกัน ถ้าเราอยู่ในที่ที่ทุกคนทำแต่งาน ตายแล้วเราไม่ทำงานได้เหรอ นึกออกมั้ย มันส่งผลต่อกัน

เชื่อในเรื่องการทำงานให้หนักมั้ย

เชื่อนะ เพราะว่าทุกวันนี้ก็ยังทำงานหนักอยู่ มันทำให้เห็นว่าใครทำงานและใครไม่ทำงาน พอเราทำงานอย่างเต็มที่ เราก็อยากร่วมงานกับคนที่เต็มที่เหมือนกันกับเรา

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน
ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

คิดยังไงกับคำที่บอกว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน

หากจะมีอะไรที่สามารถบอกวัดได้ว่าตัวตนเป็นยังไง เป็นคนตั้งใจหรือเปล่า ตั้งใจแค่ไหน มีทัศนคติต่อเรื่องบางเรื่องยังไง เราว่างานที่เขาทำสะท้อนสิ่งนี้ได้ทั้งหมดนะ

โอเค มันอาจจะวัดไม่ได้ว่าคนนี้มีค่ามากกว่าอีกคน แต่งานที่ออกมาวัดความตั้งใจของคนได้จริงๆ ซึ่งมันมีความหมายนะ ต่อให้เป็นคนไม่เก่งแต่เขาเป็นคนตั้งใจ เราจึงคิดว่าคนที่มีค่าก็คือคนที่ตั้งใจ

นิยามของความรักงานแบบคนรักงาน แบบไหนจึงเรียกว่ารัก

เป็นความรู้สึกกลัวว่ามันจะออกมาไม่ดี เหมือนมีแฟนแหละ จะชวนเขาไปดูหนังก็ต้องคิดเยอะว่าดูแล้วเขาจะชอบเหมือนเรามั้ย อยากจะซื้อเสื้อให้แล้วเขาจะชอบหรือเปล่า ถ้าชวนกินข้าวแล้วเขาจะชอบร้านนี้มั้ย นี่คือความรู้สึกกลัวไม่ดี กลัวทำออกมาแล้วเขาจะไม่ชอบ เหมือนกันกับงานที่ทำ เราก็กลัวว่าเราไม่ชอบงานที่ออกมา กลัวคนที่เห็นไม่ชอบ เราก็จะยิ่งพยายามที่จะทำ

แล้วมันมีเส้นบางๆ กั้นระหว่างรัก (งาน) จริงๆ กับหวังให้เธอมารักมั้ย

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แค่อยากทำงานให้ดี หรือทำเพื่อหวังให้ใครเห็นความตั้งใจ ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า แล้วเรามีความสุขที่จะทำมันมั้ย ถ้าเราไม่รัก ไม่อยากทำงานโรงแรม เราก็คงไม่อยากทำให้ลูกค้ามีความสุข ได้รับความสะดวกสบาย หรือพนักงานร้านรองเท้าวิ่งนี่ชัดเจนเลย ถ้าเขาเป็นคนวิ่งอยู่แล้ว ก็ยิ่งคุยกับลูกค้ารู้เรื่อง

เคยอ่านเจอ ที่เขาบอกว่าให้มองหาข้อดีของงานที่ตัวเองทำ ถ้าสมมติเราไม่ได้รักงานที่ทำ 100% ก็ต้องถามกลับมาที่ตัวเองว่าแล้วทำไมเราถึงมาทำมัน วันแรกที่เราทำสิ่งนี้ เราทำทำไม เงินดี หรือเพราะว่าฉันไม่มีอะไรทำ ซึ่งหากเป็นข้อหลังมันก็จะวกกลับมาที่ข้อแรกที่ว่าเพราะมันได้เงิน แล้วมีความสุขดีมั้ยที่ได้เงิน ถ้ามีความสุขก็แปลว่าทำได้นี่ แต่ถ้าไม่มีความสุข…เปลี่ยน แต่ถ้าไม่เปลี่ยนก็ให้มองหาว่าอะไรทำให้คุณไม่เปลี่ยน

แสดงว่าคนรักงานไม่ติดหรือมีปัญหากับการเปลี่ยนงานบ่อยๆ ใช่มั้ย

ไม่ติดเลย บังเอิญว่าโดยอาชีพของเราแล้ว ทุกคนย้ายงานไปมาเป็นปกติมาก แต่เราเชื่ออย่างหนึ่งว่าคงเหมือนตอนจีบกันมั้ง กว่าจะเจอใครสักคนที่แต่งงานอยู่ด้วยกันได้ เห็นหน้าคนนี้แล้วชอบ ลองเป็นแฟน ใช้เวลาด้วย ไม่ใช่ ก็ต้องเลิกนะ

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน
ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน
ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

คิดว่าอะไรทำให้บางคนเลือกที่จะอดทนทำงานแม้ว่าจะเจอปัญหา

แปลว่าเขาต้องเจออะไรสักอย่างหนึ่ง เปรียบเทียบง่ายๆ เรื่องแฟน ผู้ชายคนนี้นิสัยไม่ดี แต่เขาสามารถซื้อกระเป๋า Chanel ให้เธอได้ทุกเดือน ถ้าเธอมีความสุขกับกระเป๋า Chanel เธอก็จะทนความเลวมันได้ แต่ถึงจุดหนึ่งก็อาจจะทนไม่ได้

เราเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผลของการทนทำงานบางอย่าง เจ้านายร้ายกับเรามาก แต่ออฟฟิศใกล้บ้านและมีลูกเล็กที่ต้องกลับไปดูแล เราไม่สามารถไปบอกเขาว่าเจ้านายแกร้าย ย้ายงานเถอะ แต่งานใหม่ต้องนั่งรถไปกลับ 5 ชั่วโมงไม่ได้เจอลูกเช้าเย็น ดังนั้น เราไม่สามารถตัดสินใครได้เลย ว่าทำไมใครถึงทนทำงานบางอย่าง

หากเหตุผลของการทำงานหนักเป็นเพราะการทำงานเสริมนอกจากงานประจำ นี่ถือเป็นการกระทำความนอกใจมั้ย

ถือเป็นการนอกใจ เป็นบาป แต่เราเห็นด้วยว่าทำได้นะ ถ้าหากบริหารจัดการได้ และสิ่งที่ทำช่วยเยียวยาชีวิต เยียวยาจิตใจ

ถ้างานที่ทำอยู่เงินเดือนดีแต่กัดกินจิตวิญญาณ แล้วอยากจะใช้เวลานอกทำงานที่อยากทำ ก็ทำสิ มันช่วยให้เรามีชีวิต ทำเลย หรือต่อให้งานที่ทำอยู่ปัจจุบันมีความสุขมาก แต่เงินไม่พอ ฉันก็ต้องทำอีกอย่างเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ ก็ต้องทำ แต่ก็ต้องไม่ลืมภาระความรับผิดชอบ

ความซวยคือ ฝิ่น (ชื่อเล่นของงานนอกที่เรียกกันในวงการ) มักจะเป็นงานที่เลว งานรีบ งานเร่ง งานยาก งานหินไม่มีใครทำ ซึ่งเป็นงานที่กัดกินเราอยู่แล้วในวันปกติ ดังนั้น ถ้าเราจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่น ไปวิ่ง ไปถ่ายรูป ไปทำอะไรที่อยากทำเลยน่าจะดีกว่า

แล้วในมุมเจ้านายที่เห็นว่าลูกน้องรักงานนอกมากกว่างานประจำ คิดว่าเขาควรจะทำยังไง

อันนี้ก็คงต้องคุยกันว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำแบบนั้น เพราะถ้าทำเงินไม่พอใช้ ก็ต้องคุยกันว่าเป็นเพราะอะไร performance ไม่ถึงเลยไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนไม่ขึ้น หรือจริงๆ งานที่ทำอยู่ระดับเพดานแล้ว มันไม่มีสูตรสำเร็จ มันสรุปไม่ได้ว่าแกทำงานนอกแกเลว

แต่สุดท้ายนะ ถ้ามันตั้งใจทำ มันก็จะไม่เสียอะไรสักอย่าง

จับปลาหลายมือเหรอ

จับไม่ได้หรอก มันจะตั้งใจทำได้อย่างเดียว และสุดท้ายพอตั้งใจทำมันจะถูกบีบให้เหลือเพียงอย่างเดียว

คนที่ทำงานมาสักพักแล้วก็คงจะใช่ แต่สำหรับเด็กจบใหม่ล่ะ คุณมีคำแนะนำยังไงบ้าง

ลงมือทำงานเข้าไป ลองทำทุกอย่าง เราพูดเรื่องนี้วันนี้ได้ เพราะเราผ่านการทดลองมาหลายแบบ เด็กๆ ก็จะยืนชี้หน้า แหงสิ ทำมาแล้วไง ไม่เดือนร้อนนี่

ช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมามันมีเทรนด์อายุน้อยร้อยล้าน รีบประสบความสำเร็จ เพื่อจะไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ แล้วบ้านเราก็ไปตีความคำนี้ว่าหมายถึงการทำน้อยๆ ทำช้าๆ น่าเป็นห่วงนะ เพราะช่วงแรกของการทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนยังไงก็ลำบาก เงินไม่พอ เงินไม่มีทางพอ

น้องๆ ทำงานเพิ่งเริ่มใหม่ๆ จะชอบถามว่า ‘ทำยังไงถึงจะทำงานแล้วมีเงินเดือนดีๆ’

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน
ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

แล้วเด็กสมัยก่อนไม่คิดแบบนี้เหรอคะ

คิดนะ ทุกคนคิดเรื่องเงิน ทำงานนะไม่ได้ทำบุญ

คำตอบก็คือ ก็ต้องทำงาน โอเค เราอาจจะสู้คนที่ฟ้าชะตาฟ้าลิขิตเกิดเป็นลูกใหญ่คนโตไม่ได้ สู้คนที่จบเมืองนอก ปริญญาเอก 3 ใบ เงินเดือนก็ต้องไม่เท่าเขาอยู่แล้ว แต่เชื่อเถอะว่าถ้าเราตั้งใจทำ มันมีคนเห็น หรือถ้าที่นี่ไม่มีคนเห็น ก็ต้องไปตั้งใจในที่ที่มีคนเห็น

เป็นเพราะเราโตมากับการเห็นความสำเร็จที่ปลายทาง มากกว่าจะเห็นข้อดีของความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานหรือเปล่า

ใช่ๆ เราเห็นภาพความสำเร็จแบบสำเร็จรูป ในละครไทย เราไม่เคยเห็นตัวละครทำงานหนัก ไม่เคยมีพระเอกที่จีบนางเอกไปด้วย ทำงานถึงตี 2 ไปด้วยได้ หรือไม่เคยทำอย่างอื่นเลยนอกจากการเป็นลูกท่านประธาน แล้วเราจะเอาแบบอย่างภาพการทำงานอย่างหนักมาจากไหน

ในละครญี่ปุ่น พระเอกคือคนที่ตั้งใจทำงาน นี่คือทัศนคติที่ละครกระตุ้นความเชื่อนี้ลงไปในสังคม ชายหนุ่มจะกลายเป็นคนที่หญิงสาวชอบ เขาต้องเป็นคนที่ตั้งใจ ต่อให้เป็นคนที่กระจอกที่สุดแต่ถ้าตั้งใจนางเอกก็จะชอบมากกว่าลูกชายท่านประธาน และเหล่านี้ไม่เคยมีให้เห็นในละครไทยเลย

การตั้งใจเลือกงานแรกในชีวิตส่งผลต่อชีวิตเรายังไงบ้าง

ถ้าวัดจากตัวเรานะ ตอนที่เริ่มงานครั้งแรกเราไม่ได้เลือกงาน แค่รู้สึกว่าเป็นงานตรงสาย ได้ทำกราฟิกเท่านี้โอเค เพราะเป็นสิ่งที่อยากทำแล้ว เราเชื่อว่าสุดท้ายที่เรามาอยู่ถึงจุดนี้ได้เพราะมันมีคนเห็นว่าเราตั้งใจ และใครๆ ก็อยากทำงานกับคนตั้งใจทั้งนั้น จึงนำมาซึ่งค่าตอบแทนที่น่าดึงดูด จะว่าไป นี่คงเป็นกลไกราคาความตั้งใจหนึ่ง

สำหรับเด็กที่ทำงานไม่ตรงสิ่งที่เรียนมา คุณมีคำแนะนำว่า…

มันอาจจะเหนื่อยกว่า แต่เพราะความรักที่มีมันทำให้ใช้ความพยายามมากกว่าคนที่เรียนมา เรามีเพื่อนที่เรียนเศรษฐศาสตร์แล้วมาทำงานโฆษณา สุดท้ายก็ไปไกลถึงต่างประเทศ กลับมาเป็นใหญ่เป็นโตนะ ดังนั้น ทำงานตรงหรือไม่ตรงสายไม่เกี่ยวหรอก คำแนะนำสำเร็จรูปสำหรับทุกคนคือ ตั้งใจทำงานนะครับ

จริงมั้ยที่เด็กรุ่นใหม่ไม่อดทน

เราว่ามันเป็นช่องว่างระหว่างเจเนอเรชันเหมือนกันนะ เราเห็นน้องๆ ยุคนี้ต้องการความเร็ว ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงใช้เวลาสั้นๆ เพื่อไปสู่เป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จไม่ได้ อยากได้รางวัลเร็วๆ เลยไม่ได้เหรอ ทำไมต้องสเกตช์งานเยอะๆ และขายไม่ผ่านอีกแล้ว ทำไมงานอันนี้ถึงไม่โอเคเสียที โดยที่ลืมคิดไปว่า มันต้องใช้เวลาหุงข้าวให้มันอร่อย

เราพูดไม่ได้เต็มปากว่า ตั้งใจทำงานเถอะครับ ตั้งใจเข้าไปแล้วน้องจะได้คานส์ แต่พูดได้ว่าน้องจงตั้งใจทำงานแล้วต่อไปทุกอยางมันจะดี ต่อให้ไม่ได้คานส์ น้องก็จะเป็นพนักงานออฟฟิศที่ดีมาก ที่ทุกคนอยากทำงานกับน้อง

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน
ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

การตั้งใจทำงานมีโทษมั้ย ยังไงบ้าง

ที่แน่ๆ คือ สุขภาพ มันเป็นราคาที่ต้องจ่าย และถ้าเราดูแลบาลานซ์ของงานและชีวิตไม่ดี มันก็จะทำร้ายคนอื่น ทำร้ายครอบครัว ไม่ค่อยได้เจอกัน เพื่อนฝูง หรือว่าเราอาจจะเผลอไปมองว่าคนนี้คนนั้นตั้งใจน้อยกว่าเรา

บาลานซ์ก็คือ ความรู้สึกที่รู้ว่าทำประมาณนี้พอแล้วนะ แล้วแบ่งตัวเราไปโฟกัสกับสิ่งอื่น

ยกตัวอย่าง เราเป็นคนมีกิจกรรมเยอะ ทำงาน ทำเพจกับเพื่อน ถ่ายรูป และวิ่ง ทุกอย่างเราตั้งใจหมด กับเรื่องวิ่งเราให้ความสำคัญเป็นลำดับหลังๆ หน่อย แต่เราทิ้งไม่ได้ เพราะวิ่งทำให้เราสามารถทำทุกอย่างที่ว่ามาได้ แต่เราให้น้ำหนักต่อสิ่งต่างๆ ไม่เท่ากัน เราจะไม่วิ่งจนทำให้เราไปทำงานไม่ไหว หรือซ้อมวิ่งเยอะจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น เราชอบถ่ายรูป เพราะรู้ว่าเราถ่ายรูปแล้วดี แต่เราจะไม่ถ่ายรูปจนไม่มีเวลาไปวิ่งหรือทำงานออฟฟิศไม่รอด และเราจะไม่ทำงานออฟฟิศจนไม่มีเวลาวิ่งหรือไม่มีเวลาไปถ่ายรูป

เหมือนหรือแตกต่างกับ work-life balance ที่คนชอบพูดกัน?

เวลาที่คนพูดคำนี้ แล้วบอกว่าจะทำงานถึงแค่ 5 โมงเย็นเพราะ work-life balance บ้าเหรอ งานมันไม่เสร็จไง พอพูดว่าบาลานซ์มันแปลว่า แกมี 2 ฝั่ง และแกต้องทำทั้งสองฝั่งให้เท่ากัน คำมันทำร้ายอะ มันแปลว่าถ้าฉันทำงาน 6 ชั่วโมง ฉันต้องพัก 6 ชั่วโมง เราก็ไม่แน่ใจนะ แต่ว่ามันมีหลายอย่างที่อยากทำ มันไม่ได้มีแค่ตราชั่ง 2 ฝั่งที่เราต้องหาสมดุล

แล้วถ้าให้ชมรมคนรักงานนิยามความบาลานซ์นี้จะเป็นคำว่า…

เราคิดว่า พอดี เพราะพอดีแต่ละคนไม่เท่ากัน และเราเห็นว่าพอดีของเราคือเท่านี้ ทำงานออฟฟิศเยอะหน่อย วิ่งประมาณหนึ่ง และมีเวลาถ่ายรูปเรื่อยๆ พยายามไม่ให้มันหลุดจากโมเมนตัมนี้ ไม่ใช้เวลากับงานมากเกินไป แต่ถ้างานไหนต้องตั้งใจเยอะๆ ต้องการความละเอียด เราก็ต้องทำ ไม่หนีมัน เพื่อที่จะทำให้เรียบร้อยในทีเดียว และมีเวลาไปทำอย่างอื่น ถ้าทำไม่เรียบร้อยก็จะเสียเวลาหนักกว่าเดิม

คิดยังไงกับความสัมพันธ์ที่พังเพราะว่ารักงานมากกว่า

ไม่ควรปล่อยให้เป็นอย่างนั้นนะ เพราะสุดท้ายแล้วก็เป็นทุกข์จนทำงานไม่ได้อยู่ดี

ทุกปีที่เพจชมรมคนรักงานจะมีคอนเทนต์วาเลนไทน์ และคนก็จะอิน อินมากด้วย ซึ่งได้แก่ หนึ่ง เป็นมนุษย์ที่อยู่กับกองงาน เดตกับงานวันนั้น สอง ไม่มีใคร ไม่รู้จะไปไหน และสาม มนุษย์ที่อกหักมา เพื่อนสมัยเรียนมหา’ลัยของเราเคยบอกว่า “ทำงานให้หนักเพื่อลืมรักที่ทรมาน” เราเอาคำนี้มาใช้ในเพจทุกปีเลย

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน
ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน
ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

แล้วลืมได้จริงมั้ย

จริง เวลาที่ตั้งใจ เราก็จะโฟกัสแต่เรื่องนี้จนไม่มีเวลาไปสนใจว่าเขาไปกดไลก์รูปผู้หญิงคนนั้นอีกหรือเปล่า

อกหักจากความรัก กับ อกหักงานงาน อย่างไหนเจ็บกว่ากัน

คล้ายๆ กันนะ อกหักจากงานจะเป็นความรู้สึกเคว้งๆ เหมือนถือดอกไม้ไปให้ นัดกันไว้แล้วเธอก็ไม่มา เฮิร์ตแหละเพราะตั้งใจน่ะ เอาจริงๆ คนที่ทำอาชีพเราทุกคนตั้งใจ เพราะงานมันเห็นเป็นชิ้น แรงที่เราทุ่มเทลงไปมันออกมาเป็นสิ่งนี้ ผลออกมาดี ผู้คนแฮปปี้ เราก็แฮปปี้ แต่ขณะที่กำลังตั้งใจและตั้งใจกับมันอยู่จู่ๆ เธอก็ยกเลิก ลอยกลางอวกาศ แต่ว่าเศร้าได้ไม่นานหรอก เพราะมีงานอื่นรออยู่

จริงมั้ยที่งานไม่เคยทรยศเรา

จริงครับ ปัญหาเวลาทำงาน ตัวงานเองไม่เคยมีปัญหาเลย คนน่ะมีปัญหา งานไม่เคยทรยศแปลว่าอะไร แปลว่ามีโจทย์เลข 10 ข้อ ตั้งใจบวกเลข 10 ข้อ บวกถูก 10 มันก็ถูก 10 ข้อ ง่ายๆ แบบนี้เลย ไม่มีการทรยศ แต่การใช้คนไปบวกเลข 10 ข้อ บางทีอาจจะทำไม่เสร็จ ไม่ได้แปลว่าโจทย์มีปัญหา คนที่ทำงานต่างหากที่มีปัญหา

ทุกข์ของคนรักงานวันนี้คืออะไร

แต่ละวันเรามีเรื่องที่อยากทำเต็มไปหมดเลย แต่เวลาไม่เคยพอ ปัญหาคือมนุษย์มันต้องนอนไง ไม่นอนก็ทำไม่ไหว

รักงานขนาดนี้ เคยคิดภาพตัวเองตอนเกษียณงานมั้ย

คงเหงานะ นึกภาพตัวเองไม่ออกเลย สังเกตพ่อแม่เราที่บ้านสิ เวลาที่เขายังทำงานอยู่เขาดูมีชีวิตชีวาอยู่เลย พอหยุดทำงานปุ๊บแก่ทันที เขาไม่รู้ว่าวันนี้ลุกขึ้นมาแล้วจะทำอะไร

เห็นมั้ยว่าความว่างมันทำร้ายเรา

เราเชื่อว่าลุงๆ ป้าๆ วัยเกษียณเขามีอย่างหนึ่งที่พวกเราไม่มี เขาเห็นโลกมา และเขาสอนเราได้ เหมือนลุงๆ ป้าๆ ผู้สูงอายุ ที่มูลนิธิพระดาบส ซึ่งดีนะ เราเคยเห็นแคมเปญโฆษณาของต่างประเทศชื่อว่า ‘Speaking Exchange’ ที่จับผู้สูงอายุในบ้านพักคนชรากับเด็กๆ อีกฝั่งหนึ่งของโลกที่อยากเรียนภาษามาเจอกันผ่านวิดีโอคอล ผู้สูงอายุก็ไม่เหงา เด็กๆ ก็ได้ความรู้ ต่อให้เป็นแคมเปญส่งประกวดที่อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง แต่อย่างน้อยๆ ก็สร้างแรงบันดาลใจแก่โลก ทำให้คนที่เห็นงานนี้รับรู้ว่าสิ่งนี้ทำได้ สิ่งนี้เกิดขึ้นได้

แอบใช้เวลางานมาทำเพจบ้างหรือเปล่า

ไม่ครับ โชคดีที่เรามีแอดมินหลายคน เวลาที่โพสต์จะเป็นเวลาว่างที่ไม่เท่ากันของแต่ละคนพอดี

ชมรมคนรักงานมีจุดเริ่มต้นมาจากเสียงบ่นระดับมืดหม่นเกี่ยวกับงานของคนทั่วไป งานมันยาก มันมีปัญหาและปัจจัยเยอะแยะ แล้วทุกคนก็บ่น ได้ระบาย และงานก็ไม่เสร็จ วนอยู่แบบนี้ และการนั่งฟังคนบ่นแบบนี้ก็ทำให้ท้อตามไปด้วย เราเชื่อว่ามันจะมีคนแบบเรา คนที่รู้สึกว่า พอแล้ว อย่าบ่นต่อไปเลยนะ ทำงานกันเถอะ พวกเราคิดแค่นี้เลย ก็เกิดเป็นเพจขึ้นมา

ซึ่งจะเห็นว่าเป็นเพจที่ฟรีฟอร์มมาก ถ้าสังเกตจะเห็นว่ามีคอนเทนต์ประมาณ 3 – 4 รูปแบบ รูปวาด ข้อความ และโปสเตอร์หนัง ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดก็แล้วแต่ว่าแอดมินคนไหนว่าง ไม่มีการนัดแนะ ทุกคนรู้ใจความหลักของเพจเหมือนกันนั่นคือ ‘รักงาน’ เท่านี้เลย จะทำอะไรก็ได้ แต่จะมีเสียงเดียวเหมือนมาจากแอดมินคนเดียว

คิดว่าอะไรทำให้คนรักงานเข้ามารวมตัวในชมรมคนรักงานมากมายขนาดนี้

คอนเทนต์คนบ้า (งาน) ด้วยแหละ

ลูกเพจ 80,000 คนแรกมาด้วยวิธีการออร์แกนิกทั้งหมดเลยนะ พอเราทำงานในวงการนี้เราจะรู้ว่าเฟซบุ๊กมันแกล้งเรา มันอั้นเราไว้ สมัยก่อนโพสต์ 100 ครั้ง เห็น 10 ครั้ง ปัจจุบันแทบไม่เห็นแล้วนะ ต้องจ่ายเงิน ขนาดกด see first ก็ไม่เห็นนะ ยุคแรกเราเอาชนะด้วยการทำเนื้อหาให้เยอะเข้าสู้ 100 โพสต์แล้วไม่เห็นใช่ไหม ได้!! เราทำ 200 โพสต์ โพสต์มันทุก 10 นาที และใช้วิธีทำเนื้อหาตามเทศกาล เช่น คลื่นเคานต์ดาวน์ ได้! มาทำเนื้อหาเคานต์ดาวน์ไปออฟฟิศกัน คนเห็นก็จะกรีดร้องเพราะมันอินไซด์ ทุกคนกรีดร้องเพราะไม่อยากกลับไปออฟฟิศที่มีงานรออยู่

คิดว่าทุกคนที่เข้ามารักงานจริงๆ หรือเป็นการประชดประชัน

เราเชื่อว่า ส่วนหนึ่งก็รักงานแหละ แต่แค่ยืมมือเราประชดหัวหน้า

อย่างน้อยๆ ชมรมคนรักงานไม่ได้เป็นเพจที่ชวนเขาบ่น แต่เพราะเราเป็นคนรักงานไง และทุกคนควรจะรู้ไว้ซะว่าเรารักงาน เรายังต้องทำงานอยู่ เป็นคนดีทันที ไม่ใช่การบ่นแล้วว่าทำงานหนักจังเลยเป็นทุกข์มาก ไม่มีประโยชน์จะมืดหม่น เพราะเราตั้งใจไง เราจึงยังทำงานอยู่ ต่อให้เป็นงานที่ยังไม่เสร็จ แต่ก็ยังนั่งทำงานอยู่ เพราะว่าฉันจะทำมันให้เสร็จ จะมากจะน้อยเราได้ตั้งใจแล้ว

ชมรมคนรักงาน, เพจ, ทัศนคติในการทำงาน

ใจเย็นๆ ค่ะ โอเค เชื่อแล้วว่าเป็นคนรักทำงาน

มันก็จะมีคนจริงจังเข้ามาในเพจบ้าง บอกว่าทำงานเยอะๆ แบบนี้เดี๋ยวก็ตายหรอก เราก็จะเข้าไปตอบคอมเมนต์ทุกครั้งว่า ตายไม่ได้นะ ถ้าคุณตาย คุณจะไม่ได้ทำงาน คุณต้องทำงานแบบที่ไม่ทำให้ตัวเองตาย คุณต้องแข็งแรง ดูแลตัวเอง

หรือส่วนใหญ่จะข้อความเข้ามาว่า ‘สามทุ่มวันเสาร์ เรายังอยู่ออฟฟิศอยู่เลย มีใครอยู่บ้างไหม’ เราก็จะตอบไปว่า ‘เรายังอยู่ๆ นายไม่ต้องห่วง พวกเราอีก 1 แสนคนยังทำงานอยู่กับนาย’  ซึ่งก็คงทำให้เขารู้สึกดี

นอกจากในเพจแล้ว ชมรมคนรักงานมีการต่อยอดคอนเทนต์ยังไงบ้าง

นอกจากสติกเกอร์ไลน์ก็ไม่มีอะไรแล้ว เคยคิดว่าจะมีสติกเกอร์ก็ทำออกมา เสร็จแล้วเราก็แยกย้ายกันไปทำงานต่อ เรื่องโฆษณา มีเข้ามาบ้างแต่มันจะยากนิดหนึ่ง เช่น โฆษณาโรงแรมรีสอร์ต เราจะรีสอร์ตยังไงนะเราเป็นคนรักงาน

มีอะไรอยากจะบอกคนรักงานที่นั่งอ่านบทสัมภาษณ์นี้อยู่ระหว่างพักผ่อนจากการทำงานบ้าง

มีหนึ่งสิ่งที่จะฝากถึงทุกคน โลกจะสงบสุข ถ้าทุกคนตั้งใจทำงานของตัวเองเต็มที่ จริงๆ นะ หมอตั้งใจทำงาน คนไข้รอด ครูตั้งใจสอน เด็กก็เก่ง พนักงานบริษัทตั้งใจทำงาน องค์กรก็เติบโต ตำรวจ ทหาร นักกฎหมาย ข้าราชการ นักการเมือง ตั้งใจทำงาน โลกมันไปไหนแล้วไม่รู้

โลกมันเป็นแบบนี้แหละ เราทำอะไรไม่ได้ เราบอกใครไม่ได้นอกจากตัวเอง

ออกไปหาคนที่เชื่อเหมือนกับเรา เลือกทำงานเหมือนคนที่ตั้งใจเหมือนกับเรา อย่างน้อยก็พาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกต้อง

FACEBOOK | ชมรมคนรักงาน

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load