Celebrity เป็นคำเรียกคนมีชื่อเสียงที่เรียกกันด้วยสำเนียงไทยๆ ง่ายๆ ว่าเซเลบ (Celeb)

ตามความเข้าใจของผม เซเลบคือคนที่ไปออกงานสังคมนู้นนี้เพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีประดับงานต่างๆ แต่ตัวผมนั้นไม่ใช่เซล้งเซเล้บอะไรเลยครับ ผมเป็นเพียงคนธรรมด๊าธรรมดาคนหนึ่งที่ชอบท่องเที่ยวอย่างสมถะ 

แต่โชคชะตาฟ้าลิขิตให้ผมกลายเป็นเซเลบในประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่ชื่อว่า ‘คิริบาส’

คิริบาสสร้างความสนใจให้กับผมตั้งแต่ชื่อ เพราะสะกดด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษว่า Kiribati แต่ดันทะลึ่งอ่านออกเสียงว่าคิริบาส ไม่ใช่คิริบาติ และตลอด 12 วันต่อมาที่ผมใช้ชีวิตอยู่บนเกาะนี้ จึงเรียนรู้ว่าตัวอักษร ti ในภาษาอิคิริบาส (I-Kiribati) พากันออกเสียงเป็น ส เสือ หรือไม่ก็ ซ โซ่ กันหมด เช่น คำว่า Tiabo ออกเสียงว่าซาโบ แปลว่า ลาก่อนนะ หาดชื่อ Beitio ก็อ่านออกเสียงว่าเบโซ หรือเกาะสำคัญอีกเกาะหนึ่งของประเทศนี้คือเกาะ Kirimati ก็อออกเสียงว่าคิริมาส 

แต่ทำไมถึงเป็นแบบนั้น… พระเจ้าเท่านั้นคงจะรู้

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

ถ้าให้อธิบายว่าคิริบาสอยู่ที่ไหน ก็ต้องหารัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียกับหมู่เกาะฮาวายของสหรัฐอเมริกาให้เจอเสียก่อน คิริบาสเป็นประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่ ตรงกลางๆ ค่อนไปทางฮาวาย และกว่าจะเดินทางไปถึงที่นั่นก็เหนื่อยแทบล้มลงคลาน เพราะต้องเปลี่ยนเครื่องหลายตลบจนลืมวันลืมคืน 

มูลเหตุจูงใจในการเดินทางครั้งนี้คือ ผมอยากไปร่วมงานวันฉลองเอกราชกับชาวเกาะ ซึ่งว่ากันว่าสนุกสนานบานใจและจัดใหญ่กันถึง 7 วัน 7 คืน เป็น 7 วันที่ชาวเกาะหยุดทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อฉลอง ฉลอง และฉลองเท่านั้น 

อีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อหลายปีก่อน ผมได้อ่านข่าวเล็กๆ ชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับประเทศนี้ เป็นข่าวที่ดูเหมือนไม่สลักสำคัญอะไร แต่เนื้อหาของข่าวชิ้นนั้นกลับทำให้ผมอึ้ง นักวิทยาศาสตร์หลากสำนักได้ร่วมกันประเมินว่า อีก 20 – 30 ปีข้างหน้า ประเทศเล็กๆ แห่งนี้อาจสาบสูญไปจากแผนที่โลก เพราะจมหายใต้น้ำทะเลที่ละลายจากขั้วโลกใต้ ด้วยวิกฤติภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับผม ผมเองยังไม่รู้เลยว่าจะจัดการกับชีวิตอย่างไร 

คนที่ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดก็คือชาวอิคิริบาสผู้เป็นเจ้าของประเทศนั่นเอง

พร้อมจะตามเซเลบไทยไปคิริบาสหรือยังครับ

แฟนคลับมารอรับเซเลบ

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

เครื่องบินโบอิ้ง 737 ของสายการบินฟิจิ แอร์เวย์ เริ่มลดระดับทะลุผ่านม่านเมฆขาวสะอาด เผยให้เห็นเกาะเล็กเกาะน้อยที่พากันทอดตัวเรียงรายต่อๆ กันไปไกลแสนไกล น้ำทะเลหลากเฉดสีที่ตัดกันอยู่ฉึบฉับนั้น ดูประหนึ่งหยดสีที่พากันแต่งแต้มผืนผ้าใบสีครามขนาดใหญ่ของมหาสมุทรแปซิฟิกให้งดงามเกินบรรยาย ผมอยู่ในอาการตื่นเต้นอย่างซ่อนไม่มิดปิดไม่อยู่ รีบคว้ากล้องดิจิทัลขนาดกะทัดรัดขึ้นเล็งผ่านหน้าต่างเครื่องบิน เสียงชัตเตอร์ลั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบไม่หยุดหย่อน

อาการง่วงเปลี้ยจากการเดินทางข้ามโลกมลายหายไปสิ้น ความอ่อนล้ากลับกลายเป็นความปิติยินดี อีกไม่กี่นาทีต่อมา เครื่องบินก็ร่อนลงสู่สนามบินบอนริกิ ณ กรุงตาระวา (Tarawa) เมืองหลวงของประเทศคิริบาส 

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

ที่สนามบิน เด็กๆ มารอดูเครื่องบินเต็มไปหมด นานๆ ทีจะมีเครื่องบินร่อนลงสนามบิน พวกหนูๆ ตัวน้อยๆ ต่างส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวทักทายนักเดินทางที่ทยอยเดินลงบันไดเครื่องบิน ผมรู้สึกเหมือนดาราที่มีแฟนคลับมารอรับพร้อมป้ายไฟ

“เมารี เมารี” เจ้าหนูส่งเสียงเซ็งแซ่ โบกมือหยอยๆ แม้ไม่รู้จักกัน ผมยิ้มเขินๆ พร้อมโบกมือตอบอย่างเหนียมๆ

ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินบอนริกิเป็นศาลามุงจาก ให้อารมณ์ชาวเกาะสุดๆ ทุกอย่างสานจากใบมะพร้าว พี่ๆ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองดูใจดีอยู่ในชุดโสร่งสบายๆ ทักทายผมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เมื่อผมส่งหนังสือเดินทางให้เขาดู

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

“นี่เป็นหนังสือเดินทางไทยเล่มแรกที่ผมได้ประทับตรา” คุณพี่พลิกไปพลิกมาด้วยความยินดีอยู่ครู่ใหญ่ พร้อมมองหน้าผมอยู่หลายครั้ง ผมไม่เคยคิดว่าหนังสือเดินทางของผมจะสร้างความอิ่มเอมใจอะไรได้ขนาดนั้น 

“ปั้ง” เสียงตราประทับ ตามด้วย “Mauri…เมารี ขอต้อนรับสู่คิริบาสนะครับ”คุณพี่ส่งหนังสือเดินทางคืนพร้อมเดินอ้อมมากอดผมไว้กับอกอุ่นๆ ของเขา การต้อนรับของที่นี่สร้างความประทับใจให้กับผมมากกว่าที่ไหนในโลก

เซเลบที่หมู่บ้าน

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

ที่หมู่บ้านตาบน เต เกเก้ (Tabon Te Keekee) ทางตอนเหนือของกรุงตาระวา เด็กๆ ในหมู่บ้านกำลังตื่นเต้นดีใจที่วันนี้มีแขกหน้าตี๋มาจากเมืองไทย พอผมมาถึงหมู่บ้านก็สลบเหมือดไปด้วยอาการเจ็ตแล็กตลอดช่วงบ่าย 

พอตื่นขึ้นมาตอนเย็น ก็พบว่าเด็กๆ ต่างพากันมารอเล่นกับเพื่อนใหม่คนนี้มากมาย

“นายชื่ออะไร” เด็กชายใจกล้าถามผมเป็นภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่น

“ชื่อตาระวามั้ง” ผมตอบกลับ ก็วันนั้นภาษาท้องถิ่นอย่างภาษาอิคิริบาสที่ผมรู้จักมีเพียงคำว่า ตาระวา 

อันเป็นชื่อเมืองหลวงเพียงคำเดียวเท่านั้น

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตาระว่าาาา” เด็กๆ ฮาครืนพร้อมชักชวนเพื่อนๆ ให้เอ่ยคำนี้โดยลากเสียงยาวตรงคำว่า “ว่าาา” พยางค์สุดท้าย แม้ผมจะพยายามบอกว่า “เฮ้ย ตกลงพี่ชื่อโอ๊คนะ เรียกพี่โอ๊คสิครับ” ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว

“ตาระว่า มีกล้องมั้ย เดี๋ยวจะตีลังกาให้ดู” เด็กชายคนเดิมพูด

เมื่อผมยกกล้อง เจ้าหนูก็โดดตีลังกาหลังให้ดู พอผมลั่นไกชัตเตอร์เสร็จ เจ้าหนูรี่เข้ามาขอดูรูป หลังจากนั้นผมก็แทบไม่มีเวลาว่าง เพราะน้องๆ หนูๆ ต่างพากันโชว์ท่าอิทธิฤทธิ์ต่างๆ นานา เรียกว่าผมต้องถ่ายรูปพวกเขาจนเมื่อยมือ

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

เกมสนุกอีกเกมคือแข่งเรือใบที่ทำจากกระป๋องน้ำอัดลม และรอลมทะเลพัดแรงให้วิ่งฉิวไปบนแอ่งน้ำ 

อีกเกมคือการจับปูลมมาสู้กันในหลุมทราย และทุกครั้ง

“ตาระว่า ถ่ายรูปด้วยนะ” ว่าแล้วก็วิ่งกรูเข้ามาทันทีที่ผมลั่นไกชัตเตอร์เสร็จ เพื่อจะดูว่าตัวเองหล่อและสวยขนาดไหน

แต่ละวัน ไม่ว่าผมจะเดินเล่นไปไหนในหมู่บ้าน เด็กๆ ก็พร้อมจะเป็นเพื่อนเดินเล่นไปกับผมเสมอ ชีวิตที่ตาบน เต เกเก้ เป็นชีวิตสมถะ เรียบง่ายและสงบสุขมากๆ บังกะโลเหนือน้ำที่เปิดโล่ง 360 องศาก็มอบทิวทัศน์ที่งดงามอย่างที่สุด

“ตาระว่า พรุ่งนี้มาเล่นกันอีกนะ หลังโรงเรียนเลิกจะมาเจอทุกวัน” เพื่อนๆ ตัวน้อยให้สัญญาทุกวัน

ที่สำคัญพวกเขาไม่เคยลืมสัญญานี้เลยตลอดเวลาที่ผมอยู่ที่หมู่บ้านบน เต เกเก้

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

เซเลบออกสื่อ

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

ในที่สุดก็ถึงวันสำคัญ นั่นคือวันชาติของคิริบาส ตรงกับวันที่ 12 กรกฎาคม อันเป็นวันที่พวกเขาได้รับอิสรภาพจากเครือจักรภพอังกฤษ วันนั้นผมรีบไปที่สนามกีฬาไบริกิกลางกรุงตาระวาแต่เช้า ท่านประธานาธิบดีเดินทางมาเป็นประธานในพิธีสวนสนามและปฏิญาณของเยาวชนจากเกาะต่างๆ ทั่วประเทศ น้องๆ หนูๆ อยู่ในเครื่องแบบนักเรียนหลากสีสันและชุดประจำชาติอันเป็นเอกลักษณ์ เด็กๆ ไม่ได้เดินมาอย่างขึงขังเท่านั้น พวกเขาต้องหยุดที่หน้าปะรำพิธีที่ท่านประธานาธิบดีนั่งเป็นประธาน พร้อมกล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าธงชาติด้วยคำขวัญของประเทศ 3 ข้อ คือ Te Mauri, Te Araoi, Te Tabomoa แปลว่า แด่สุขภาพ แด่สันติภาพ และแด่ความมั่งคั่ง เด็กๆ ตั้งใจทำมาก เรียกเสียงหัวเราะด้วยความเอ็นดูจากผู้ชมรอบทิศ

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก
คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

หลังจากพิธีสวนสนามจบลง ผมถือโอกาสเดินเล่นเพื่อซึมซับบรรยากาศ เสียงหัวเราะเฮฮาดังขึ้นรอบตัว ผมเดินจนถึงจตุรัสไบริกิ พบว่ามีคนมุงกันอยู่มากมาย กลางจตุรัสมีเวทีเล็กๆ ตั้งอยู่พร้อมกับตู้ใสๆ ที่ใส่กระดาษเขียนชื่อที่อยู่ราวกับกิจกรรมจับรางวัลผู้โชคดี ใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงข้ามกับเวทีมีคนอยู่มากมายราวกับรอลุ้นอะไรบางอย่าง เขามาทำอะไรกันนะ

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

“เขามารอลุ้นจับรางวัลรถยนต์กันค่ะ” ตังกีร่า สาวน้อยที่นั่งอยู่แถวนั้นบอกผมหลังจากเราแนะนำตัวและพูดคุยกัน ตังกีร่าเป็นชาวเมืองตาระวาที่มารอลุ้นรถยนต์กับเขาเหมือนกัน เธอตื่นเต้นมากๆ เมื่อผมบอกว่ามาจากประเทศไทยอันไกลโพ้น

ก่อนจะถึงการจับรางวัลใหญ่ ตังกีร่าได้รับเชิญให้ขึ้นไปจับรางวัลอะไรสักอย่างบนเวที 

และแล้วก็มาถึงรางวัลรถยนต์ที่ทุกคนล้วนรอคอย

“ขอเชิญมิสเตอร์โอ๊ค ฟรอม ไท้ยแล่นด์ ให้เกียรติขึ้นเวทีมาจับรางวัลรถยนต์ในวาระฉลองวันชาติด้วยครับ” เสียงกรี๊ด วี้ดวิ้ว และเสียงปรบมือดังสนั่นจตุรัส พร้อมกับผมที่ลุกขึ้นไปบนเวทีอย่างงงๆ ภายหลังทราบว่า ตังกีร่าแอบกระซิบคุณพิธีกรว่ามีแขกพิเศษมาจากประเทศไทย นามว่า ‘มิสเตอร์โอ๊ค’ ทำไมไม่เรียกเขาขึ้นมาจับรายชื่อผู้โชคดีรับรางวัลรถยนต์เสียล่ะ

คิริบาสเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน แม้ว่าจะมีภาษาอิคิริบาสเป็นภาษาทางการของประเทศ 

แต่ทุกคนก็สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ดี เช่นคุณพิธีกรคนนี้

“ขอเชิญมิสเตอร์โอ๊ค ฟรอม ไท้ยแล่นด์ จับชื่อผู้โชคดีแล้วให้เกียรติอ่านชื่อเขาผู้นั้นด้วยนะครับ” คุณพิธีกรประกาศออกไมค์หลังจากสัมภาษณ์ผมมาแล้ว 3 – 4 คำถามเกี่ยวกับประเทศไทย และสาเหตุที่ผมเดินทางข้ามโลกมาถึงคิริบาส

“ตอนนี้ผมเชื่อว่าทุกคนกำลังฟังการถ่ายทอดสดการจับรางวัลทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศคิริบาสกันอย่างลุ้นสุดๆ มิสเตอร์โอ๊ค ฟรอม ไท้ยแลนด์ เชิญเลยครับ” คุณพิธีกรทำผมแทบหงายเงิบ คุณพระ! นี่มีการถ่ายทอดสดทางวิทยุไปทั่วประเทศด้วยหรือนี่ ผมล้วงเข้าไปในกล่องไม้ใบเขื่องที่กรุกระจกใสด้านหน้า และแล้วชื่อผู้โชคดีผู้นั้นก็อยู่ในมือผม ไม่ใช่เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ตื่นเต้น ผมเองก็ตื่นเต้นที่ต้องอ่านชื่อเขาออกอากาศไปทั่วประเทศเหมือนกัน

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

“…………” ผมเปิดกระดาษใบยู่ยี่นั้นออก พร้อมกับเห็นตัวอักษรขยุกขยุย ภาษาอิคิริบาสใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ นั่นจึงไม่ใช่ปัญหา แต่ว่าลายมือคุณพี่ผู้โชคดีนั้นอ่านยากสุดๆ แล้วผมจะอ่านออกไหมครับ

คุณพิธีกรเร่งผมให้อ่านชื่อหลังจากที่ผมสตั๊นท์ไป 5 วินาที ตายล่ะ ผมต้องอ่านอะไรออกไปสักอย่าง 

ใครที่เขียนตัวอักษรสุดจะหวัดได้แบบนี้ต้องจับมาคัด A ถึง Z ใหม่เดี๋ยวนี้เลย

“และผู้โชคดีก็คือ คุณตะ..ตะ..โต…โต…กะ..กะ..กา..กา..อา..กิ..กิ…เอ่อ..โตกา อากิโอ..โอ..ลา..” 

ผมหยุดหายใจเรียกพลัง ขณะที่ผู้คนมากมายรอฟังชื่อสำคัญ ผมพยายามอ่านชื่อยาวๆ นั้นจนจบ ผู้คนฮากันสนั่น ผมคิดว่าเขาคงขำสำเนียงภาษาอิคิริบาสของผม ว่าแล้วก็ส่งไม้ต่อให้คุณพิธีกรช่วยอ่านอีกครั้ง

“@#^__^#!!!+%%” คุณพิธีกรอ่านชื่อนั้นออกมาอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าผมฟังไม่ออก 

คราวนี้เสียงเฮดังขึ้นรอบทิศ วินาทีนั้นผมรู้ว่าผมปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้จบลงเรียบร้อยแล้ว

ยังไม่จบภารกิจเซเลบ

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

บ่ายนั้นตังกีร่าชวนผมไปดูการแข่งขันยกน้ำหนักหญิงต่อที่อีกมุมของจตุรัส การแข่งขันยกน้ำหนักจัดเป็นกิจกรรมฉลองเอกราชที่มีขึ้นทุกปี ใครๆ ก็มาแข่งยกน้ำหนักได้ เพียงแต่ต้องไปลงชื่อ วัดน้ำหนัก เพื่อแยกประเภทให้เหมาะสม โดยมีเงินรางวัลจากรัฐบาลมอบให้ผู้ชนะในแต่ละรุ่น แต่ละประเภท ซึ่งลานนั้นก็เต็มไปด้วยคนที่มาแข่งรวมทั้งกองเชียร์มากมาย

อีกครั้งที่ตังกีร่าเดินไปบอกกรรมการผู้จัดการแข่งขันยกน้ำหนักว่ามีแขกพิเศษชื่อว่า ‘มิสเตอร์โอ๊ค ฟรอม ไท้ยแล่นด์’ บินมาร่วมงานนี้ด้วย และแล้ว

“ก่อนจะเริ่มการแข่งขันยกน้ำหนักหญิงในวันนี้ ขอเชิญ มิสเตอร์โอ๊ค ฟรอม ไท้ยแล่นด์ มาเป็นเกียรติยกน้ำหนักประเดิมด้วยครับ” คุณพิธีกรภาคสนามประกาศเรียกผมให้มายกน้ำหนัก ผมหันไปมองตังกีร่าและพบว่านางกำลังหัวเราะอย่างสนุกสนาน

“ตังกีร่า นังงูพิษ” ผมได้แต่คิดในใจ ว่าแล้วก็เดินออกไปที่ลานนั้น

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

โชคดีว่าลูกน้ำหนักนั้นเป็นแผ่นบางๆ ไม่น่าหนักมาก เพราะผมแค่ยกพอเป็นพิธีเท่านั้น ผมพยายามทำท่า Clean and Jerk อย่างที่เคยเห็นในการแข่งขันกีฬาประเภทนี้ แต่มันดูแย่มากๆ เพราะผมเซไปมาและทำท่าจะล้ม นักกีฬาหญิงที่รอแข่งขันอยู่แถวนั้นต้องวิ่งเข้ามาช่วยประคอง และแน่นอนว่าผู้คนก็ฮากับท่ายกน้ำหนักอันแสนประหลาดของผม สิ่งที่ผมทำได้คือหัวเราะตามพวกเขา อย่างน้อยมือถือยังอยู่ในกระเป๋ากางเกงของผม ตังกีร่าเลยไม่ได้เก็บภาพการยกน้ำหนักสุดฮาอันนี้

เมื่อผมกลับไปที่หมู่บ้านตาบน เต เกเก้ ในตอนเย็น เด็กๆ และชาวบ้านแซวกันมากมาย ทุกคนล้วนได้ยินเสียงประกาศออกอากาศของผมถ้วนหน้า หลังจากวันนั้น ผมมีโอกาสไปร่วมงานต่างๆ และทำหน้าที่เซเลบอีกหลายงาน

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

มุมหนึ่งใกล้ๆ กับสนามกีฬามีคนมามุงกันอย่างหนาแน่นมากๆ จนผมสงสัยว่ามันคืออะไร ทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็กยืนมุงร้านนั้นอย่างใจจดจ่อ และเมื่อไปถึงผมก็ได้ทราบว่ามันเป็นร้านขายไอศกรีมซอฟต์ครีมร้านแรกของประเทศคิริบาส ความจริงชาวเกาะนี้นิยมบริโภคน้ำแข็งไสกันมากและซื้อหาได้ทั่วไป คนขายจะเข็นรถเข็นที่มีกระติกน้ำแข็งใบใหญ่ๆ และน้ำหวานหลากสีหลากรส วางตั้งไว้หลายขวดให้ลูกค้าเลือกได้เองว่าจะราดน้ำหวานสีไหนรสไหนลงไปบนน้ำแข็งขาวฟูในถ้วย

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

ไอศกรีมซอฟต์ครีมถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวาระฉลองวันชาติคราวนี้ เมื่อซอฟต์ครีมสีขาวนวลไหลออกมาเป็นเกลียวสวยลงถ้วยเป็นครั้งแรก ผมแลเห็นแววตาแห่งความสุขของทุกคน โดยเฉพาะเด็กๆ การมาร่วมฉลองวันชาติคิริบาสในคราวนั้น ผมได้มีโอกาสไปร่วมเปิดร้านซอฟต์ครีมร้านแรกของประเทศโดยไม่ได้ตั้งใจ และทำหน้าที่แจกจ่ายให้แฟนคลับอยู่นานนับชั่วโมง งานฉลองวันชาติยังมีไปเรื่อยๆ ผมได้ไปเต้นระบำพื้นเมืองบ้าง ไปร่วมชมคอนเสิร์ตบ้าง 

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

มีอยู่วันหนึ่ง ผมเดินสำรวจศาลาว่าการนครตาระวา ขณะที่ผมเดินดูรูปเขียนของศิลปินท้องถิ่นในห้องนิทรรศการอยู่นั้น ก็พบว่ากำลังมีพิธีการอะไรบางจัดขึ้นอยู่อีกห้องหนึ่งใกล้ๆ กัน แต่ไม่ทราบว่าคือพิธีอะไร ผมเห็นชายหญิงแต่งตัวสวยงามด้วยชุดพื้นเมือง หลายคนใส่มาลัยดอกไม้ประดับศีรษะแบบชาวเกาะ ดูเป็นงานรวมเซเลบไฮโซอะไรบางอย่าง ผมเดินดูภาพเขียนและงานหัตถศิลป์ไปเรื่อยๆ อยู่ดีๆ ก็มาโผล่ในบริเวณที่เขาจัดอาหารพื้นเมืองไว้ในภาชนะแบบท้องถิ่นอย่างสวยงาม 

ผมกำลังคิดว่าผมต้องเดินออกไปแล้วล่ะ

เพราะผมไม่ใช่แขกรับเชิญของงาน และใส่ขาสั้นสะพายเป้แบบบ้านสุดๆ ดูไม่เกี่ยวข้องกับใครทั้งสิ้น… แต่

“มาทานด้วยกันสิ มาจากไท้ยแล่นด์ใช่มั้ย” คุณลุงใจดีในชุดพื้นเมืองเอ่ยชวน ผมตกใจมาก เขารู้จักผมได้ยังไง

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

“สามสี่วันก่อนฟังวิทยุถ่ายทอดการจับรายชื่อผู้โชคดีรางวัลรถยนต์ เลยได้ยินชื่อและเรื่องราวของยู ขอบคุณที่มาเยี่ยมพวกเรานะ มื้อนี้อยากกินอะไรกินเลย อร่อยทั้งนั้น อ้อ แล้วจานนี้ต้องลองเลย” คุณลุงช่วยไขข้อข้องใจพร้อมกับชี้ไปที่อาหารจานหนึ่งในภาชนะใบไม้ ดูเหมือนดอกไม้สีสด แต่มันคือลูกปาล์มทะเลนึ่ง เป็นอาหารที่ชาวอิคิริบาสบริโภคกันเสมอๆ นอกจากลูกปาล์มทะเลนึ่ง ก็มีกุ้งลอปสเตอร์ ปู ปลา สารพัด นี่มันบุญหล่นทับชัดๆ การเป็นเซเลบนี่ดีเหมือนกันแฮะ

เมื่อเซเลบเจอเซเลบ

หลังจากผมใช้เวลาแห่งความสุขที่คิริบาสมา 10 กว่าวัน ก่อนวันสุดท้าย ผมเลือกไปเที่ยวสั่งลาทางทะเลด้วยเรือเตวา (Te Wa) ซึ่งเป็นเรือพื้นเมืองของคิริบาส ผู้ที่พาผมล่องออกสู่มหาสมุทรครั้งนี้คือคุณลุงเตกีเนเน่และลุงตาโบไก ผู้ซึ่งเป็นเซเลบด้านการกีฬาของประเทศคิริบาส เพราะเป็นแชมป์เล่นเรือเตวาของประเทศมาหลายสมัย 

ลุงเตกีเนเน่ยังเป็นพี่ชายของประธานาธิบดีคนปัจจุบันอีกด้วย

นี่มันเซเลบเจอเซเลบชัดๆ

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

เรือเตวาของคิริบาสเป็นเรือไม้ที่ต่อขึ้นโดยไม่ใช้ตะปู แต่ใช้เชือกจากใยมะพร้าวผูกเพื่อเชื่อมท่อนไม้เข้าด้วยกัน ยาด้วยกาวกันน้ำชนิดพิเศษที่สกัดจากธรรมชาติ ตรงกลางลำเรือเป็นเสากระโดงผ้าใบสูงใหญ่ไว้รับลมให้แล่นฉิวออกสู่ท้องทะเล 

เราตรงไปยังเกาะบิ๊กเกอมัน (Bikeman) เกาะร้างไร้ผู้คนกลางทะเล มองเห็นแต่สันทรายขาวละเอียดอยู่ลิบๆ 

โดดเดี่ยว อ้างว้าง กลางทะเลสีฟ้าสวย

“เมื่อสองสามปีก่อนเกาะนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนี้นะ” ลุงเตกีเนเน่เล่าให้ฟัง “มันมีต้นไม้ มีผืนดิน แล้วก็เป็นเกาะที่สมบูรณ์และมีขนาดใหญ่กว่านี้ แล้วมันก็ค่อยๆ เปลี่ยนสภาพไปจนเป็นทรายอย่างที่เห็นเมื่อน้ำทะเลมันเริ่มสูงขึ้น”

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

สำหรับผม นี่คือหลักฐานของภาวะโลกร้อนที่จับต้องได้ 

ลุงเตกีเนเน่และลุงตาโบไกเล่าให้ฟังว่ามีหลายหาดและหลายเกาะกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

“ลุงทราบเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า อีกสามสิบปี คิริบาสอาจจมหายไปในทะเลบ้างไหมครับ” 

ผมถือโอกาสถามคำถามที่ผมมาตามหาคำตอบ

“ได้ยิน ได้ยินมานานแล้ว” ลุงทั้งสองตอบ

“แล้วลุงคิดว่ายังไงครับ ถ้าวันหนึ่งเราหรือลูกหลานเราอาจต้องหาแผ่นดินใหม่อยู่” ผมกลั้นใจถาม

“God will give us the answer… – แล้วพระเจ้าจะประทานคำตอบให้เราเอง ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็ละกัน” 

ลุงเตกีเนเน่ตอบพร้อมรอยยิ้มที่ปราศจากความกังวลใดๆ เช่นเดียวกับลุงตาโบไก, คำตอบของลุงทำให้ผมนึกถึงธรรมะข้อหนึ่งที่ว่า ด้วยการใช้ชีวิตโดยปราศจากวิตกจริต ดำเนินชีวิตอย่างมีสมาธิ เพื่อก่อให้เกิดปัญญา

คนไทยกลายเป็นเซเลบที่คิริบาส ประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจสาบสูญจากแผนที่โลก

เรือเตวายังคงวิ่งทะยานไปบนทะเลสวยใส ให้ผมได้ซึมซับภาพความงดงามรอบตัวก่อนอำลาจากประเทศนี้ในวันรุ่งขึ้น ธรรมชาติที่สวยงาม มิตรภาพรวมทั้งการมองโลกในแง่ดีของชาวอิคิริบาส ทั้งหมดนี้ล้วนนำความสุขมาสู่พวกเขารวมทั้งผู้มาเยือนอย่างเรา ผมหวังว่าคิริบาสจะยังคงเป็นเกาะสวรรค์ที่สวยงามประดับมหาสมุทรแปซิฟิกและโลกใบนี้ตลอดไป 

และวันหนึ่งผมหวังว่าเราจะได้พบกันอีก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographers

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Daz Wang

หนุ่มชาวไต้หวัน ครีเอทีฟบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่งในไทเป ผู้หลงรักการถ่ายภาพและการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ คิริบาสเป็นประเทศห่างไกลที่เขาเลือกไปเก็บภาพสวยๆ และร่วมงานฉลองวันชาติด้วย เลยได้พบกับ 'มิสเตอร์โอ๊ค ฟรอม ไท้ยแล่นด์' โดยไม่ได้ตั้งใจ และหลงรักคิริบาสจนหมดใจ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 กันยายน 2565
1 K

เมื่อนานมาแล้วในสมัยที่เส้นทางสายไหมโบราณยังรุ่งเรือง มีเส้นทางแห่งหนึ่งเชื่อมโยงดินแดนที่มีนามว่า ‘คันธาระ’ ศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในชมพูทวีปเข้ากับจักรวรรดิจีนโบราณ เหล่านักเดินทางที่เดินเท้าผ่านเส้นทางนี้ ล้วนจดจําความยากลําบากของสภาพภูมิประเทศ ความงดงามของธรรมชาติ ตื่นตากับการเดินทางไปสู่ดินแดนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติโดยสิ้นเชิง

การติดต่อกันระหว่างสองดินแดนถูกทําให้ห่างไกลกันโดยธรรมชาติ จําเป็นต้องอาศัยเส้นทางตัดผ่านกลุ่มเทือกเขาที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายช่วงอายุคนผ่านไป กาลเวลาล้วนเปลี่ยนแปลงสถานะของดินแดนต่าง ๆ ลักษณะผู้คน รวมถึงบริบทการเมืองโลกที่เข้าสู่ยุคของการเกิดรัฐชาติและพัฒนาในรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เส้นทางแห่งนี้ยังคงธํารงสถานะพื้นฐานเดิมของตนในการเป็นประตูเชื่อมสองดินแดน มีการพัฒนาไปสู่การเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันระหว่างปากีสถานและจีน ภายใต้ ‘คาราโครัม ไฮเวย์ (Karakoram Highway)’

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway

การเดินทางของผมเริ่มต้นในเวลาเช้าตรู่ ท่ามกลางความวุ่นวายของกรุงอิสลามาบัด (Islamabad) เมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครองของประเทศปากีสถาน ปัจจุบันปากีสถานเป็นประเทศขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียใต้ เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 200 ล้านคน เป็นดินแดนที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ภายใต้ความเจริญของอิสลามาบัดซึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่นั้น มีประวัติศาสตร์ที่เลือนหายไปตามกาลเวลาซ่อนอยู่ 

กว่า 1,000 ปีก่อนหน้า พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศปากีสถานรวมถึงกรุงอิสลามาบัด เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นโบราณที่ได้รับการขนานนามว่า ‘คันธาระ (Gandhara)’ ดินแดนที่เปรียบเหมือนจุดตัดของอารยธรรมอินเดีย เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง เป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนา

แต่เมื่อยุคสมัยผ่านไป ศาสนาอิสลามได้กําเนิดขึ้นและแผ่ขยายเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันนําไปสู่วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของประเทศปากีสถานที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักในปัจจุบัน 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
มัสยิดไฟซอล (Faisal Mosque) หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงอิสลามาบัด
สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ร่องรอยพุทธศาสนาที่หลงเหลือในปากีสถาน พบระหว่างเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์

แม้กาลเวลาผ่านไป แต่มรดกที่คงเหลือจากตําแหน่งที่ตั้งของคันธาระยังคงประจักษ์ในรูปแบบของเส้นทางที่มีความสําคัญต่อการค้าขาย ปัจจุบันเส้นทางต่าง ๆ สร้างขึ้นในรูปแบบทางหลวง เช่นเดียวกับเส้นทางที่ผมจะเดินทางในครั้งนี้ การเดินทางตามเส้นทางคาราโครัมวันแรกของผม มีเป้าหมายสิ้นสุดที่เมือง ชีลาส (Chilas) ประตูสู่แคว้นกิลกิต-บัลติสถาน (Gilgit-Baltistan) เป็นเขตการปกครองทางตอนเหนือ และเป็นทางผ่านหลักของเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ฝั่งประเทศปากีสถาน

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
หุบเขาเขียวขจีของจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa และแม่นํ้าสินธุ

หลายชั่วโมงหลังจากออกเดินทางจากอิสลามาบัด รถขับเข้าสู่เขตหุบเขาของจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa ภูมิประเทศรอบข้างเปลี่ยนจากทุ่งหญ้าแห้งแล้งสู่หุบเขาสีเขียว เริ่มพบเห็นภูเขาหิมะมาทักทายเป็นครั้งแรก รถขับโค้งไปตามภูเขาหิมาลัย ทางหลวงที่ขนานนามว่าไฮเวย์นั้นเริ่มแคบลง เหลือเพียงแค่ความกว้างของรถสองคันและคดเคี้ยวตามลักษณะภูมิประเทศ เบื้องล่างหุบเขาสูงปรากฏแม่นํ้าสายหนึ่งซึ่งคดเคี้ยวควบคู่ไปกับเส้นทางคาราโครัมไฮเวย์ นามว่า ‘สินธุ’ สายนํ้าแห่งนี้เปรียบเหมือนสายนํ้าที่หล่อเลี้ยงชาวปากีสถาน เป็นบ่อเกิดของอารยธรรมในภูมิภาคเอเชียใต้ และแม่นํ้าสายนี้เองก็มีต้นกําเนิดจากเหล่าเทือกเขาสูงที่ผมจะเดินทางผ่านในอีกหลายวันหลังจากนี้ 

รถจอดแวะพักในเมืองเบชาม (Besham) อยู่ในเขตจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa ภายในเมืองมีชุมชนและตลาด มีผู้คนออกมาค้าขายและซื้อของอย่างคึกคักถึงแม้จะเป็นช่วงถือศีลอด ด้วยวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาของคนในพื้นที่แห่งนี้ ผู้หญิงจะไม่ออกมาภายนอกบ้าน จึงเป็นสาเหตุให้ผมไม่พบเห็นผู้หญิงมาจับจ่ายซื้อของในตลาด และผมทราบจากไกด์ท้องถิ่นว่า ในบางพื้นที่ของปากีสถาน หน้าที่ทุกอย่างในการออกมาข้างนอกเป็นของเพศชาย 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ความคึกคักของตลาดที่ใจกลางหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลจากเบชาม

ณ เมืองแห่งนี้ ผมพบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินทางแวะมาเที่ยวชมตลาดในเมือง พวกเขาถูกประกบด้วยเจ้าหน้าที่ตํารวจตลอดการเดินเที่ยวชมเมืองเพื่อความปลอดภัย 

ทั่วโลกรู้จักและจดจําประเทศปากีสถานเรื่องความรุนแรงผ่านข่าว ซึ่งนําเสนอเหตุการณ์ความไม่สงบและการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ก่อการร้ายเกิดขึ้นในปากีสถานสูงขึ้น มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นผลพวงของภาวะสงครามในประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างอัฟกานิสถาน ก่อให้เกิดการขยายวงกว้างของความรุนแรง รวมถึงการมีอยู่ของกลุ่มผู้แบ่งแยกดินแดนและกลุ่มที่มีความคิดสุดโต่งทางศาสนาภายในประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นที่นี่ ล้วนส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศและกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลมีการจัดการและควบคุม ส่งผลให้สถิติการก่อการร้ายในประเทศลดลงอย่างมาก นักท่องเที่ยวจึงท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยในบางบริเวณ รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ด้วย

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
รอยยิ้มที่เป็นมิตรของชาวปากีสถาน ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa

เมื่อออกจากเบชาม เราต้องเดินทางไกลอีกราว 8 ชั่วโมงเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย ลักษณะภูมิประเทศรอบข้างเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง จากหุบเขาเขียวขจีเริ่มกลายเป็นภูเขาหินสีนํ้าตาล แม่นํ้าสินธุยังคงตีคู่ขนานไปด้วยกัน เส้นทางคุณภาพแย่ลง ในส่วนของคาราโครัมไฮเวย์ ผมพบกับถนนที่เสียหายจากดินถล่มหลายจุด ถ้าโชคร้ายเจอดินถล่ม (ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง) จะทําให้การเดินทางล่าช้าไปหลายชั่วโมง แถมถนนยังขรุขระ คดเคี้ยว คับแคบมากขึ้น ทําให้การเดินทางนั้นยาวนานจนเหมือนไร้การสิ้นสุด

ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ร่างกายที่อดนอนของผมเหนื่อยล้าเต็มทีจากการเดินทางไกล รถกระเด็นไปมาตามสภาพถนน การหักโค้งซํ้าแล้วซํ้าเล่า ประกอบเสียงเพลงท้องถิ่นที่บรรเลงเป็นจังหวะเดียวกัน ทําให้ผมรู้สึกราวกับถูกมนตราของเส้นทางแห่งนี้สะกดใจไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาเยือน แต่แล้วในที่สุดผมก็เดินทางเข้าสู่ชีลาส ในแคว้นกิลกิต-บัลติสถาน หลังจากเดินทางอย่างยาวนานกว่า 15 ชั่วโมง เพื่อพักผ่อนและเดินทางต่อในวันถัดไป

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ วันนี้ผมเดินทางต่อตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ เข้าไปในใจกลางเทือกเขาคาราโครัม มีจุดหมายที่หุบเขาฮุนซา (Hunza Valley) รถเคลื่อนลัดเลาะตามแนวภูเขาทรายควบคู่กับแม่นํ้าสินธุ 

“นั่นคือเส้นทางสายไหม” คนขับรถชี้ให้ผมดูเส้นทางเดินเท้า ณ ฝั่งตรงข้ามของแม่นํ้า ซึ่งใช้งานมาตั้งแต่ยุคโบราณก่อนจะมีไฮเวย์สําหรับรถยนต์ 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ขบวนรถบรรทุกสีฉูดฉาด สัญจรไปมาบนคาราโครัม ไฮเวย์

ปัจจุบันคาราโครัมไฮเวย์ เป็นทางหลวงที่เชื่อมระหว่างเมืองแอบบอตาบาด (Abbotabad) ประเทศปากีสถาน กับเมืองคัชการ์ (Kashgar) ประเทศจีน ทั้งสองชาติร่วมมือกันสร้างทางหลวงแห่งนี้ขึ้น 

นอกเหนือจากการเป็นเส้นทางค้าขายซึ่งเจริญรอยตามเหล่าเส้นทางเดินเท้ามีมาก่อนหน้านับพันปี คาราโครัม ไฮเวย์ เปรียบเหมือนสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปากีสถานกับจีน ซึ่งมีความแน่นแฟ้นอย่างมาก ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้เป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจ เพราะหากมองในแผนที่โลก จะพบว่าทั้งสองชาติมีพรมแดนติดต่อกันเพียงเล็กน้อย เป็นพรมแดนบริเวณเทือกเขาสูงที่แทบไม่มีมนุษย์อาศัย มีวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 

แต่เมื่อมองในเชิงภูมิรัฐศาสตร์รวมถึงประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบันของภูมิภาคเอเชียใต้ ทําให้เกิดการอธิบายหนึ่งในปัจจัยสําคัญของความสัมพันธ์นี้ โดยทั้งประเทศปากีสถานและจีนต่างมีพรมแดนติดต่อกับประเทศอินเดีย ทั้งสองชาติล้วนมีกรณีพิพาทกับประเทศอินเดียในเรื่องดินแดนมายาวนาน 

การพยายามก่อสร้างทางหลวงแห่งนี้เพื่อเชื่อมโยงปากีสถานและจีนขึ้นท่ามกลางความยากลําบากที่ธรรมชาติขวางไว้ จึงเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการให้ความสําคัญในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ เช่นเดียวกับการมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้น ทั้งปากีสถานและจีนต่างมองเห็นประโยชน์ของการมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างกันในฐานะพันธมิตร

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ป้ายสัญลักษณ์มิตรภาพระหว่างประเทศปากีสถานและจีน พบได้ตลอดเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์

ปัจจุบันจีนมองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงโลกผ่านเส้นทางสายไหมใหม่ หรือโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt-Road Initiative) ซึ่งในปากีสถานนั้นเกิดขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือ China–Pakistan Economic Corridor (CPEC) ส่งผลให้ในอนาคต นอกเหนือจากเส้นทางแห่งนี้ ปากีสถานจะได้รับโครงการหลายโครงการที่สร้างขึ้นโดยทุนจีน ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือนํ้าลึก เขื่อน โรงไฟฟ้า จนถึงทางรถไฟ ซึ่งที่สุดแล้วอภิมหาโครงการเหล่านี้จะประสบความสําเร็จและนําพาความเจริญรุ่งเรืองสู่ประเทศ อีกทั้งประชาชนชาวปากีสถานจะได้รับประโยชน์ที่แท้จริงหรือไม่ ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ความยิ่งใหญ่ของยอดเขา Nanga Parbat (8,126 เมตร) ปรากฏขึ้น

ภายใต้ฉากการเมืองระหว่างประเทศ ทางหลวงแห่งนี้ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเส้นทางที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นที่ใฝ่ฝันของนักท่องเที่ยวมากมาย

ทันใดนั้น ยอดเขา Nanga Parbat ยอดเขาที่สูงอันดับ 9 ของโลกก็เผยโฉมความยิ่งใหญ่ออกมา นับเป็นภูเขาสูงลูกแรกที่ต้อนรับผู้เดินทางมาเยือนเส้นทางแห่งนี้ หลังจากทักทายยอดขุนเขาลูกแรก รถหยุดตรงจุดชมวิวแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้เป็นจุดที่แนวเทือกเขาที่สูงที่สุดของโลกสามแห่งมาบรรจบกัน ‘ฮินดูกุช’ ‘คาราโครัม’ และ ‘หิมาลัย’ ชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นที่รู้จักของเหล่าผู้หลงใหลภูเขา และปากีสถานก็เป็นเหมือนบ้านของยอดขุนเขาเหล่านี้ 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
จุดเชื่อมต่อของสามเทือกเขา ฮินดูกุช คาราโครัม และหิมาลัย (จากซ้ายไปขวา) 

เดินทางต่อไปตามคาราโครัม ไฮเวย์ ระดับความสูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไปสู่เขตเทือกเขาสูง ทิวทัศน์สองข้างทางนั้นยิ่งใหญ่และงดงามเกินกว่าคําบรรยาย เป็นเทือกเขาสูงเหล่านี้เองเป็นที่มาของชื่อทางหลวงแห่งนี้ คําว่าคาราโครัม ตั้งมาจาก ‘เทือกเขาคาราโครัม’ แนวเทือกเขาที่เป็นที่ตั้งของเทือกเขาที่สูงที่สุดอันดับสองของโลกอย่าง K2 ในการเดินทางตามเส้นทางวันนี้ ยอดเขามีความสูงไม่ตํ่ากว่า 7,000 เมตร เผยความงดงามให้ผมเห็นตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น Rakaposhi Peak, Diran Peak, Ultar Sar และยอดเขาสูงอื่น ๆ ลูกแล้วลูกเล่า บ้างก็มีชื่อเสียง บ้างก็เป็นภูเขาไร้นาม 

“มันช่างเป็นความทรงจําที่มีค่าเหลือเกิน” ผมบอกกับตัวเองในขณะยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูป หลังจากตื่นตากับความตระการตาของเทือกเขาคาราโครัมตลอดทางราวกับเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมก็เดินทางมาถึงฮุนซา (Hunza Valley) หุบเขาใจกลางเทือกเขาสูงที่งดงามราวกับเทพนิยาย

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ยอดเขา Rakaposhi (7,788 เมตร) ที่สูงตระหง่านขึ้นเหนือคาราโครัม ไฮเวย์

ยามเช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ แสงตะวันทอดลงมาบนยอดเขาหิมะขาวจนเปลี่ยนเป็นสีทอง หุบเขาอันน่าเกรงขามที่เคยมืดมิดค่อย ๆ เผยโฉมให้เห็นถึงความงดงาม ‘ฮุนซา’ หุบเขาแห่งนี้หลายคนเปรียบราวกับเป็นสวรรค์บนพื้นโลก ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างชัดเจนภายใต้แสงอาทิตย์แรกของวัน 

กว่าพันปีมาแล้วที่มนุษย์มาตั้งรกรากอาศัยยังหุบเขาที่ตั้งอยู่บนตีนยอดเขาสูงอันดับต้น ๆ ของโลก และเกิดเป็นแคว้นเล็ก ๆ ตั้งอยู่ระหว่างจีน ชมพูทวีป และเอเชียกลาง ด้วยตําแหน่งที่ตั้งนี้เอง ทําให้ฮุนซามีการติดต่อและเกิดการผสมผสานวัฒนธรรมกับดินแดนต่าง ๆ รอบข้างจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของตน 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
แสงอาทิตย์แรกของวันที่ฮุนซา

ป้อมปราการ Altit Fort และ Baltit Fort ตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์บอกเล่าประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผสมผสาน ที่ Baltit fort ป้อมปราการและพระราชวังของผู้ปกครองเมืองในอดีตมีอายุราว 700 ปี ภายนอกเห็นสถาปัตกรรมโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่เล่าความเป็นฮุนซาได้อย่างดี ป้อมปราการสีขาวสร้างขึ้นจากดิน ไม่มีหลังคา ทําให้ผู้มาเยือนนึกถึงสถาปัตกรรมของทิเบตอย่างพระราชวังโปตาลา ภายในมีห้องต่าง ๆ แสดงถึงความเรียบง่ายแบบชาวฮุนซา ธนบัตรและชุดผ้าไหมจากจีน กระจกหลากสีสันซึ่งเป็นมรดกจากจักรวรรดิอังกฤษ สิ่งเหล่านี้เล่าถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของฮุนซา

ป้อม Baltit Fort (อาคารสีขาวด้านขวา) มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาคาราคอรัม
ด้านหลัง
ป้อม Baltit Fort (อาคารสีขาวด้านขวา) มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาคาราโครัม
ด้านหลัง

ฮุนซาเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่เป็นมิตรและยิ้มแย้ม เมื่อกล่าวถึงชาวฮุนซา ต้องกล่าวถึงเอกลักษณ์และวิถีชีวิตดั้งเดิมที่โดดเด่นของพวกเขา รูปร่างหน้าตาของชาวฮุนซาแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของปากีสถาน หลายคนมีจมูกโด่ง บางคนมีดวงตากลมโต บางคนมีนัยน์ตาสีฟ้าสด บางคนมีผมสีทอง บางคนผมสีดํา หลายคนมีใบหน้าคล้ายชาวยุโรป มีสมมติฐานกล่าวไว้ว่า พวกเขามีพันธุกรรมของกองทัพชาวกรีกโบราณที่เคยยึดครองดินแดนนี้เมื่อหลายพันปีก่อน

ไม่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก วัฒนธรรมของชาวฮุนซาก็มีความแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของปากีสถานเช่นกัน วัฒนธรรมของพวกเขาเกี่ยวโยงใกล้ชิดกับธรรมชาติที่อยู่อาศัย โดยแสดงออกผ่านหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเต้นรํา ลักษณะเครื่องดนตรี รวมถึงความเชื่อในเรื่องภูตผีวิญญาณของขุนเขา นอกจากการมีความเชื่อท้องถิ่นที่แตกต่าง ปัจจุบันชาวฮุนซานับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ อิสมาอีลียะฮ์ แตกต่างจากส่วนอื่นของประเทศ พวกเขานับถือ อากา ข่าน (Aga Khan) เป็นผู้นําทางศาสนา ซึ่งอากา ข่าน เป็นผู้ที่ให้ความสําคัญกับการศึกษา จึงอุปถัมภ์ก่อสร้างสถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ฮุนซา ส่งผลให้ชาวฮุนซามีอัตราการศึกษาที่สูงกว่าส่วนอื่น ๆ ของปากีสถาน

ชาวฮุนซามีวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบ อาศัยการเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูก (สําหรับผู้ที่ใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม) มีผลไม้หลายชนิด เช่น แอพริคอต แอปเปิล และอื่น ๆ ที่ล้วนเป็นเหมือนชีวิตของพวกเขา ผลแอพริคอตหนึ่งลูกนํามาใช้ประโยชน์ได้มากมายสําหรับชาวฮุนซา ในฤดูร้อนก็นำผลไม้สดมาบริโภคและส่งขายทั่วประเทศ อีกส่วนหนึ่งนํามาตากแห้งไว้สําหรับรับประทานในช่วงฤดูอื่น ส่วนที่เหลือจะนํามาแปรรูปเป็นแยม

ชาวฮุนซามีชื่อเสียงที่เป็นที่เล่าขานเรื่องอายุยืน หลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะวิถีชีวิตของพวกเขาที่บริโภคผักผลไม้ อาศัยในที่ที่มีสภาพอากาศดี หรืออาจเป็นเพราะได้รับพรให้อยู่ในที่ที่มีทิวทัศน์งดงามราวกับสรวงสวรรค์ก็เป็นได้ เคล็ดลับที่ทําให้พวกเขาอายุยืนยังคงเป็นความลับของชาวฮุนซาที่มนุษย์ทั่วโลกยังคงค้นหา

สวนแอพริคอตภายในบ้านของชาวฮุนซา

วันต่อมา ผมเดินทางต่อไปตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ เพื่อเข้าสู่เขต Gojal เป็นเขตที่อยู่ตอนเหนือสุดของฮุนซา เป็นพรมแดนติดกับประเทศจีน เมื่อออกมาจากฮุนซา ยอดเขาแหลม รูปทรงคล้ายนิ้วมือ ปรากฏตัวให้เห็นอย่างชัดเจน Lady Finger Peak มีความสูงกว่า 6,000 เมตร เป็นยอดเขาที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่จดจําที่สุดของฮุนซา มีตํานานโบราณกล่าวถึงเจ้าหญิงที่รอคอยเจ้าชายอันเป็นที่รักบนยอดเขา แต่วันแล้ววันเล่าเขาก็ยังไม่กลับมา เมื่อเวลาผ่านไป ยอดเขา Lady Finger Peak ที่งดงามแห่งนี้เองคือเจ้าหญิงที่ยังคงเฝ้ารอการกลับมาของเจ้าชาย

ยอดเขา Lady Finger Peak (6,000 เมตร)

เมื่อรถเดินทางเข้าสู่เขต Gojal ผมพบอีกหนึ่งสถานที่แห่งความงาม ทะเลสาบอัตตาบาด (Attabad Lake) ทะเลสาบสีฟ้าสดตัดกับยอดเขาสีเทาที่ดูดุดันปรากฏอยู่เบื้องหน้าผม ตรงข้ามกับความงดงาม ทะเลสาบแห่งนี้เกิดขึ้นจากภัยพิบัติธรรมชาติที่ร้ายแรง เมื่อ ค.ศ. 2010 เกิดแผ่นดินไหวขึ้น ทําให้หินถล่มลงมาทับเส้นทางของแม่นํ้าฮุนซา ส่งผลให้นํ้าท่วมหมู่บ้านที่มีชื่อว่า Attabad ทั้งหมู่บ้านต้องจมอยู่ใต้นํ้า ชาวบ้านจํานวนไม่น้อยต่างได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ หลายคนอพยพหาที่อยู่ใหม่ หลายคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เช่นกัน หินที่ถล่มลงมาทําให้ทางหลวงแห่งนี้ขาดออกจากกัน เป็นเวลากว่า 5 ปีที่ผู้สัญจรบนคาราโครัม ไฮเวย์ ต้องขึ้นเรือเพื่อเชื่อมกับเส้นทางอีกส่วนอย่างยากลําบาก 

ความงดงามของทะเลสาบอัตตาบาด
ความงดงามของทะเลสาบอัตตาบาด

ณ คาราโครัม ไฮเวย์ ได้แสดงอย่างประจักษ์ว่า “หลายครั้งที่ธรรมชาติยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะเอาชนะได้ และหลายครั้งที่มนุษย์เองก็ท้าทายธรรมชาติด้วยการทําลาย”

แคว้นกิลกิต-บัลติสถาน เป็นบ้านของเครือข่ายธารนําแข็งที่ใหญ่ที่สุดของโลก เขต Gojal เองก็เป็นที่ตั้งของธารนํ้าแข็งขนาดมหึมาหลายแห่ง ปัจจุบันในฤดูใบไม้ผลิ ต้นเดือนเมษายน ค.ศ. 2022 ความรุนแรงของคลื่นความร้อน (Heat Wave) จากภาวะโลกร้อนแสดงผลชัดเจนอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดอกแอพริคอตสีชมพูสดใสที่เคยบานสะพรั่งตลอดฤดูกาลกลับร่วงโรยอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิสูงขึ้นราวกับช่วงฤดูร้อน ธารนํ้าแข็งที่เสี่ยงต่อการละลายกําลังอยู่ในขั้นวิกฤตและอาจนําไปสู่ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ไม่อาจจินตนาการได้ ธรรมชาติกําลังส่งสัญญาณเตือนแก่มนุษย์อย่างชัดเจนที่สุดแบบไม่เคยมีมาก่อนที่ปากีสถาน 

สํานักข่าว Aljazeera นําเสนอเกี่ยวกับภาวะดังกล่าวว่า ในช่วงต้น ค.ศ. 2022 ปากีสถานได้เผชิญเหตุการณ์นํ้าท่วมเฉียบพลัน มีสาเหตุมาจากการละลายของธารนํ้าแข็งมาแล้วกว่า 16 ครั้ง และในปีนี้ปากีสถานจะได้รับกับผลกระทบของคลื่นความร้อนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ฤดูร้อนมาถึงเร็วขึ้น และอาจมีอุณหภูมิสูงเกิน 50 องศาเซลเซียสในหลายส่วนของประเทศ สัญญาณเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณวิกฤตที่ไม่เพียงอันตรายต่อชีวิตของชาวปากีสถาน แต่เป็นอันตรายต่อทุกชีวิตบนโลก

Passu Cones (6,106 เมตร) ยอดเขาฟันเลื่อยแห่งหมู่บ้าน Passu
Passu Cones (6,106 เมตร) ยอดเขาฟันเลื่อยแห่งหมู่บ้าน Passu
ธารนํ้าแข็ง Passu Glacier ที่น่าเกรงขามแต่เปราะบาง
ธารนํ้าแข็ง Passu Glacier ที่น่าเกรงขามแต่เปราะบาง

มุ่งหน้าสู่จุดหมายสุดท้าย ผมแวะที่หมู่บ้าน พาสสุ (Passu) หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องความงามจากความอลังการของยอดเขาฟันเลื่อย Passu Cones และธารน้ำแข็ง Passu Glacier ที่ยิ่งใหญ่ ธารนํ้าแข็งแห่งนี้มีความยาวกว่า 21 กิโลเมตร ความยิ่งใหญ่ของกลุ่มก้อนนํ้าแข็งสีขาวอมเทาขนาดมหึมาที่ซ้อนตัวกันเป็นชั้นภายใต้หุบเขาที่ผมยืนอยู่นั้นทําให้ไม่อาจจินตนาการได้ว่า ถ้าหากธารนํ้าแข็งเพียงแค่บางส่วนในบริเวณนี้เกิดการละลายขึ้นจะส่งผลให้เกิดนํ้าท่วมมหาศาลเพียงใด และคงเป็นสถานที่ที่งดงามเหล่านี้ รวมถึงชาวฮุนซาที่จะได้รับผลกระทบเป็นอย่างแรก

บทสุดท้ายของการเดินทางตามคาราโครัม ไฮเวย์ ทิ้งข้อตระหนักข้อนี้ไว้กับผม จากนี้ไปตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ราว 65 กิโลเมตร จะถึงพรมแดนประเทศจีนหรือช่องเขาคุนจีราบ (Khunjerab Pass) ซึ่งบรรจบกับการเดินทางของผมที่เคยเดินทางใน คาราโครัม ไฮเวย์ ฝั่งประเทศจีนเมื่อ 2 ปีก่อน น่าเสียดายที่ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ ทําให้รถฝ่ากองหิมะไปยัง Khunjerab Pass ไม่ได้

การเดินทางของผมจึงสิ้นสุดที่หมู่บ้าน Passu แห่งนี้

รอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
รอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

คาราโครัม ไฮเวย์ เป็นเส้นทางที่มีความมหัศจรรย์ มีคุณค่านอกเหนือจากความงดงามอลังการของธรรมชาติ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้เดินทางบนเส้นทางแห่งนี้ทําให้ผมได้รับประสบการณ์ที่ดีและได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย 

ระหว่างรอเวลาเช็กอินเที่ยวบินกลับบ้านที่ด้านหน้าสนามบิน ผมนั่งคิดถึงความทรงจําของตัวเองบนคาราโครัม ไฮเวย์ ตลอดการเดินทางตามเส้นทางแห่งนี้ ที่นี่นําผมไปพบกับ ‘อดีต’ ของดินแดนแห่งความเจริญรุ่งเรืองและประวัติศาสตร์ของเส้นทางการค้าที่เชื่อมวัฒนธรรม ในขณะเดียวกันเส้นทางแห่งนี้ก็พาผมไปรู้จัก ‘ปัจจุบัน’ ของประเทศปากีสถานผ่านสถานที่และผู้คนที่ได้สัมผัส และภาพผลกระทบอย่างรุนแรงของภาวะโลกร้อนใน ‘อนาคต’ ที่อาจเกิดขึ้น สะท้อนออกมาผ่านคาราโครัม ไฮเวย์ ก็ได้ทิ้งข้อตระหนักไว้กับผมเช่นเดียวกัน 

เสียงอาซานซึ่งเป็นสัญญาณของการละหมาดเย็นของชาวมุสลิมดังก้องกังวานทั่วโถงสนามบินทําให้ผมตื่นขึ้น ผมลากกระเป๋าเข้าอาคารสนามบิน ที่ปากีสถานทุกคนที่เข้าไปในอาคารสนามบินจะกลับออกมาข้างนอกไม่ได้ คงเป็นเวลาที่จะบอกลาประเทศนี้และสิ้นสุดการเดินทางครั้งนี้จริง ๆ

การเดินทางบทที่สามของการตามรอยเส้นทางสายไหมให้อะไรกับผมไม่มากก็น้อย ผมยิ้มพร้อมบอกกับตัวเองว่าคงมีหลายสิ่งที่คาราโครัม ไฮเวย์ ทําให้ผมเติบโตขึ้นกว่าการเดินทางครั้งก่อนโดยไม่รู้ตัว 

หวังว่าเมื่อมีโอกาสกลับมาอีกครั้ง ฮุนซาในฤดูใบไม้ผลิจะยังคงแต่งแต้มด้วยสีชมพูสดใสของดอกแอพริคอตเช่นเดิม

หุบเขานาการ์ ฮุนซา หนึ่งสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงมี กลุ่มดอกไม้สีชมพูบานสะพรั่งหลงเหลือให้ได้ชมในตอนที่ไปเยือน
หุบเขานาการ์ ฮุนซา หนึ่งสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงมี
กลุ่มดอกไม้สีชมพูบานสะพรั่งหลงเหลือให้ได้ชมในตอนที่ไปเยือน

ขอบคุณ คุณฟาติมะ อะตีค ไกด์นําเที่ยวที่คอยดูแลให้การเดินทางในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

ข้อมูลอ้างอิง

www.worldhistory.org/Gandhara_Civilization

www.cambridge.org/core/books/abs/cambridge-history-of-terrorism/history-of-terrorism-in-pakistan/C91EC2FD3A183B8D0BA7B561DC34F8E2

www.cfr.org/backgrounder/china-pakistan-relations

www.isas.nus.edu.sg/papers/pakistan-china-relations-in-a-changing-geopolitical-environment

www.bbc.com/news/world-asia-32400091

thediplomat.com/2018/10/gwadar-emerging-port-city-or-chinese-colony

historypak.com/hunza/

tribune.com.pk/story/58900/shamanism-spirits-in-the-valley

www.aljazeera.com/gallery/2022/7/14/photos-concerns-as-pakistan-glaciers-melt

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ปฏิภาณ จินดาประเสริฐ

นักศึกษาทันตแพทย์ ผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการเดินทาง ได้พยายามแบ่งเวลาจากการเรียนเพื่อเดินทางตามความฝัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load