หากใครติดตามอ่าน The Cloud อยู่เป็นประจำ คงเคยผ่านตาคำว่า ‘ริเน็น’ อยู่บ้าง ริเน็น คือปรัชญาการทำธุรกิจของญี่ปุ่นที่ไม่ได้มุ่งทำธุรกิจเพื่อกำไรอย่างเดียวแต่ขุดลึกลงไปว่า ธุรกิจของเราดำรงอยู่เพื่ออะไร 

ในช่วงที่ธุรกิจทั้งรายเล็กและใหญ่ต่างแย่งชิงกันกระโดดเข้ามาผลิตสบู่และเจลล้างมือขาย หลายเจ้ามาไวไปไว หลายแบรนด์ฉวยโอกาสขายสบู่ล้างมือในราคาสูง

Kirei Kirei (キレイ キレイ) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ล้างมืออันดับหนึ่งจากญี่ปุ่นไม่ได้ตั้งใจขายแค่
โฟมล้างมือที่มีประสิทธิภาพในการลดแบคทีเรีย 99.99 เปอร์เซ็นต์ และเจลล้างมือที่มีแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ ผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานเท่านั้น

สิ่งที่แบรนด์ตั้งใจอยากทำ คือการดูแลสุขอนามัยในระยะยาว สร้างคุณค่าของแบรนด์ให้ไปไกลมากกว่าการล้างมือป้องกันตัวในช่วงโรคระบาด ปลูกฝังระเบียบวินัยการล้างมือในชีวิตประจำวันให้เด็ก และสื่อสารเรื่องความสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัว

ในโอกาสที่ทุกคนใส่ใจการล้างมือเยอะเป็นพิเศษในปีนี้และถึงช่วงวันล้างมือโลกในวันที่ 15 ตุลาคมพอดี ขอชวนตามมาฟังเรื่องราวของสบู่ล้างมือจากญี่ปุ่นที่ผ่านช่วงโรคระบาดครั้งใหญ่มาแล้วถึง 3 ครั้ง 

11 เรื่องเล่าของธุรกิจคิเรเนะ Kirei Kirei สบู่ที่ชวนล้างมือสนุกตามวิธีฝึกวินัยเด็กญี่ปุ่น

1. แบรนด์สบู่ล้างมือจากญี่ปุ่นที่มีจุดเริ่มต้นจากโรคระบาด 

คิเรอิคิเรอิ มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น

พ.ศ. 2539 เกิดการแพร่ระบาดของโรคอุจจาระร่วงจากเชื้อแบคทีเรียอีโคไลในเด็กนักเรียนญี่ปุ่น โรคนี้เกิดจากพาหะปนเปื้อนในอาหาร มีผู้ป่วยกว่า 9,000 คน และเสียชีวิต 11 คน คนญี่ปุ่นโดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกจึงเริ่มหันมาใส่ใจการล้างมือนับแต่นั้น

จากเหตุการณ์โรคระบาดในครั้งนี้ บริษัท ไลอ้อน คอร์ปอเรชัน ได้เปิดตัวโฟมล้างมือคิเรอิคิเรอิที่ญี่ปุ่นใน พ.ศ. 2540 เพื่อพิทักษ์สุขอนามัยของครอบครัว และนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยใน พ.ศ. 2549 และใน พ.ศ. 2552 ช่วงเกิดโรคระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (ไข้หวัด A/H1N1) ซึ่งเริ่มเกิดวลีฮิตอย่าง “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” ทำให้คิเรอิคิเรอิเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสังคม

11 เรื่องเล่าของธุรกิจคิเรเนะ Kirei Kirei สบู่ที่ชวนล้างมือสนุกตามวิธีฝึกวินัยเด็กญี่ปุ่น

2. ฉีกภาพลักษณ์ของตลาดสบู่ล้างมือที่จริงจัง ด้วยการชักชวนให้ครอบครัวล้างมืออย่างมีความสุข

สมัยก่อน ตลาดสบู่ล้างมือมักแข่งขันกันชูความอันตรายของแบคทีเรีย ความน่ากลัวของโรคร้ายเป็นจุดขาย แบรนด์ส่วนใหญ่มีภาพลักษณ์ที่จริงจัง เข้าถึงยาก ผู้ที่ใช้สบู่ล้างมือเป็นประจำมักมีเพียงบุคลากรในวงการแพทย์ อนามัย และสาธารณสุข คนทั่วไปยังไม่คุ้นเคยกับการใช้สบู่ล้างมือโดยเฉพาะสักเท่าไหร่ เพราะมองว่าสบู่สำหรับล้างมือโดยเฉพาะเป็นสินค้าที่ฟุ่มเฟือย จึงเลือกใช้สบู่ก้อน สบู่เหลว และน้ำยาล้างจานสำหรับล้างมือแทน

คิเรอิคิเรอิ เห็นโอกาสนี้ จึงอยากเป็นแบรนด์สบู่ล้างมือที่แตกต่างด้วยนวัตกรรมฟองโฟมที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรค แต่มีภาพลักษณ์อ่อนโยนที่เข้าถึงคนทั่วไปได้มากขึ้น และทำให้ทุกคนในครอบครัวสนุกและเพลิดเพลินกับการล้างมือในชีวิตประจำวันจนติดเป็นนิสัย ไม่ใช่แค่ในช่วงโรคระบาดเท่านั้น 

3. ประโยคชวนล้างมือจากคุณแม่ Kirei อ่านว่า คิ-เหร่ แปลว่า สะอาด

“Kirei Kirei Shite” แปลว่า ไปทำให้สะอาด เป็นประโยคติดปากที่คุณแม่ชาวญี่ปุ่นใช้บอกลูกให้ทำความสะอาดร่างกาย ทั้งแปรงฟัน ล้างมือ หลังกลับมาจากโรงเรียนหรือเล่นนอกบ้าน

แม้ประเทศไทยจะไม่มีวัฒนธรรมการบอกให้เด็กล้างมือเมื่อกลับบ้านชัดเจนเท่าญี่ปุ่น แต่คิเรอิคิเรอิ ก็ตั้งใจสร้างความเคยชินในการล้างมือเป็นประจำให้เหมือนคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะในกลุ่มแม่และเด็ก เพราะการปลูกฝังวินัยการดูแลสุขอนามัยของตัวเองตั้งแต่เด็ก ย่อมยั่งยืนมากกว่าการโฆษณาสรรพคุณการล้างมือให้ผู้ใหญ่ที่อาจไม่เคยชินกับการล้างมือในชีวิตประจำวันมาก่อน

4. แจ้งเกิดจากฟองโฟมสูตรอ่อนโยนที่ทำให้การล้างมือเป็นเรื่องสนุก 

ใครที่ชินกับการล้างมือด้วยสบู่เหลวและสบู่ก้อน จะพบว่าต้องใช้เวลาถูมือนานหน่อยกว่าจะเกิดฟอง เด็กเล็กที่ไม่ชอบการล้างมืออาจบ่ายเบี่ยงได้ง่าย แล้ววิธีไหนที่จะทำให้เด็กชอบล้างมือได้ล่ะ

คำตอบคือ Bubble Foam โฟมเนียนนุ่ม เนื้อละเอียด กลิ่นหอม ที่เป็นการเล่นแสนโปรดระหว่างอาบน้ำในวัยเด็กของหลายคนนั่นเอง

คิเรอิคิเรอิเป็นเจ้าแรกในไทยที่นำฟองโฟมในอ่างอาบน้ำมาอยู่ในอ่างล้างมือของทุกคน น้อยคนจะรู้ว่านอกจากโฟมจะทำให้การชำระล้างสิ่งสกปรกเป็นเรื่องสนุกแล้ว เนื้อนุ่มของโฟมนั้นเป็นอนุภาคขนาดเล็กจำนวนมาก ทำให้มีพื้นที่ผิวในการสัมผัสสิ่งสกปรกได้ทั่วถึง ซอกซอนได้มากกว่าสบู่แบบอื่น ทำให้ลดการสะสมของแบคทีเรียได้ถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์* นอกจากนี้ ยังลดการเสียดสีบนผิว ทำให้สัมผัสอ่อนโยน ผิวยังคงความชุ่มชื่น เด็กๆ ก็ใช้ได้ เพราะทำจากสารสกัดจากธรรมชาติที่อ่อนโยนต่อผิว

11 เรื่องเล่าของธุรกิจคิเรเนะ Kirei Kirei สบู่ที่ชวนล้างมือสนุกตามวิธีฝึกวินัยเด็กญี่ปุ่น

5. สอนประสาทสัมผัสให้เด็กผ่านการล้างมือ

หากนึกถึงตัวเองในวัยเด็ก จะพบว่าช่วงเวลาเหล่านั้นเรามักเรียนรู้เรื่องประสาทสัมผัสไวเป็นพิเศษ เป็นวัยที่จดจำผิวสัมผัสและกลิ่นได้ง่าย

การสอนให้เด็กล้างมือด้วยคิเรอิคิเรอิ จึงเป็นการฝึกฝนพัฒนาประสาทสัมผัสไปด้วย

กดโฟม 1 ปั๊ม เพื่อล้างมือ 1 ครั้ง สัมผัสโฟมหนานุ่ม แล้ว ถู…ถู…ถู

ดมกลิ่นหอมสะอาด หรือกลิ่น Fruity อย่างพีชและองุ่น หรือกลิ่นอโรม่าของลาเวนเดอร์ แล้ว ถู…ถู…ถู 

ความพิเศษของคิเรอิคิเรอิ คือการออกแบบหัวปั๊มกดฟองโฟมที่ถูกพัฒนาโดยเฉพาะ เพื่อให้เด็กใช้งานง่าย

เมื่อกดปุ๊บ จะได้ฟองโฟมที่มีเนื้อโฟมอยู่ตัวปั๊บ ฟองแน่นนุ่มละเอียด พอเหมาะที่จะซอกซอนไปตามนิ้วและล้างมือได้สนุก

11 เรื่องเล่าของธุรกิจคิเรเนะ Kirei Kirei สบู่ที่ชวนล้างมือสนุกตามวิธีฝึกวินัยเด็กญี่ปุ่น
11 เรื่องเล่าของธุรกิจคิเรเนะ Kirei Kirei สบู่ที่ชวนล้างมือสนุกตามวิธีฝึกวินัยเด็กญี่ปุ่น

6. จัดกิจกรรมตามโรงเรียน (School Tour) สอนล้างมือผ่านนิทานและบทเพลง

นอกจากนี้ คิเรอิคิเรอิ ยังเชื่อว่าการสร้างระเบียบวินัยให้เด็กนั้นไม่สามารถสร้างผ่านกฎระเบียบวินัยที่เข้มงวด แต่ต้องทำให้เด็กๆ อยากล้างมือด้วยความสมัครใจและสนุกสนานเพลิดเพลิน จึงจัดกิจกรรม School Tour สอนการล้างมือ 7 ขั้นตอนตามหลักการล้างมือที่ถูกต้องของกรมอนามัย ด้วยท่าล้างมือประกอบบทเพลงที่จำง่าย อย่างท่าปลา เอามือมาถูกัน ท่าปลาดาว ใช้ฝ่ามือถูหลังมือและนิ้วถูซอกนิ้ว ท่าหอยเชลล์ ท่าปลาโลมา ท่าสาหร่าย ท่าแมงกะพรุน ท่าช้าง

เมื่อเด็กร้องเพลงได้ ทำท่าได้ ก็ล้างมืออย่างถูกต้องได้ และยังมีการเล่านิทานที่ไม่ได้สอนแค่การล้างมืออย่างเดียว แต่สอดแทรกข้อคิดในนิทานให้เด็กด้วย โดยกิจกรรม School Tour ของคิเรอิคิเรอิ จัดอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องมา 7 ปีแล้ว เพื่อปลูกฝังให้เด็กเห็นความสำคัญของการล้างมือ

7. สังเกตปัญหา (Pain Point) และเปลี่ยนการล้างมือให้สนุกขึ้นด้วยของแถมพรีเมี่ยม

คิเรอิคิเรอิ ยังสังเกตเห็นว่าเด็กหลายคนเอื้อมมือไม่ถึงก๊อกน้ำ ทำให้ล้างมือไม่สะดวก จึงแถมหัวต่อก๊อกน้ำรูปสัตว์เพื่อให้เด็กๆ ล้างมือได้ง่ายและสนุกเพลิดเพลินกับการล้างมือมากขึ้น

เป็นของแถมที่เป็นมากกว่าของเล่น เพราะจูงใจให้เด็กอยากล้างมือในทุกๆ วันมากขึ้น

8. จดจำความละมุนและอ่อนโยนได้จากตัวการ์ตูนครอบครัวคิเรอิ

สำหรับผู้ใหญ่ ภาพจำของคิเรอิคิเรอิ อาจไม่ใช่บทเพลง แต่เป็นภาพตัวการ์ตูนครอบครัวอันคุ้นหน้าคุ้นตาของคุณแม่และลูกๆ ที่มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสบนขวดสบู่

คุณแม่คิเรอิเป็นคนอ่อนโยน สดใส และใจดี เลี้ยงลูกอย่างผ่อนคลายและสอนให้มีระเบียบวินัย ในขณะเดียวกัน

โยชิโอะ ลูกชายคนโตชั้นประถมต้น เป็นเด็กแข็งแรง ชอบเล่นกีฬาและทำกิจกรรมกลางแจ้ง ส่วนโยชิโกะ ลูกสาวคนเล็กชั้นอนุบาลชอบเล่นกับสัตว์เลี้ยงแสนรักและของเล่น ส่วนคุณพ่อคิเรอิทำงานเป็นวิศวกรไฟฟ้าอยู่ต่างประเทศ คุณแม่จึงดูแลลูกๆ เป็นหลัก 

11 เรื่องเล่าของธุรกิจคิเรเนะ Kirei Kirei สบู่ที่ชวนล้างมือสนุกตามวิธีฝึกวินัยเด็กญี่ปุ่น

ตัวการ์ตูนครอบครัวคิเรอิสะท้อนให้เห็นถึงความอบอุ่นในครอบครัว ความรักของคุณแม่ที่มีต่อลูกๆ รวมไปถึงการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันของสมาชิกในครอบครัวที่เอาใจใส่การล้างมือ โดยเฉพาะในเด็ก หรือการเที่ยวพักร้อนช่วงวันหยุดกับครอบครัว ก็ควรนึกถึงการรักษาความสะอาดด้วยเสมอ ดังเช่นรูปครอบครัวคิเรอิแต่งชุดยูกาตะเที่ยวเทศกาลดอกไม้ไฟบนขวด Special Edition ที่ชวนให้นึกถึงกลิ่นลาเวนเดอร์ของโฟมล้างมือ

หากปลูกฝังจนเคยชิน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็จะนึกถึงการล้างมือเป็นประจำ ทั้งก่อนและหลังกินข้าว ก่อนแต่งหน้า หลังหยิบจับข้าวของต่างๆ

11 เรื่องเล่าของธุรกิจคิเรเนะ Kirei Kirei สบู่ที่ชวนล้างมือสนุกตามวิธีฝึกวินัยเด็กญี่ปุ่น

9. กลยุทธ์การตลาดให้คนมีโอกาสใช้ ไปที่ไหนก็เจอ ใช้ที่ไหนก็ได้

เนื่องจากสบู่ล้างมือแบบโฟมมักเหมาะกับการใช้ที่บ้าน แต่ในช่วง พ.ศ. 2552 ที่มีไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ระบาด มีหลายบ้านที่ไม่มีแหล่งน้ำสะอาดเพียงพอและห่างไกลจากสถานพยาบาล คิเรอิคิเรอิจึงเพิ่มผลิตภัณฑ์ล้างมือแบบเจล ซึ่งไม่ต้องล้างน้ำออก เหมาะสำหรับพกพาระหว่างเดินทาง หรือสำหรับคนที่ไม่สะดวกล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด

ในช่วง COVID-19 นอกจากการพัฒนาเจลล้างมือ และสเปรย์ทำความสะอาดมือ ให้เป็นสูตรที่มีแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ ลดการสะสมของแบคทีเรียได้ถึง 99.999%** แล้ว  คิเรอิคิเรอิอยากทำให้ผู้คนเข้าถึงการล้างมือได้สะดวกและทั่วถึงขึ้น จึงได้นำเจลล้างมือคิเรอิคิเรอิไปวางตามจุดให้บริการของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส และทำตู้ขายอัตโนมัติ (Vending Machine) พร้อมกับร่วมมือกับกรมอนามัยในการส่งเสริมการให้ความรู้เรื่องการล้างมืออย่างถูกวิธี 7 ขั้นตอนสำหรับช่วงที่ไม่ได้เกิดโรคระบาด คิเรอิคิเรอิใช้กลยุทธ์ให้คนได้ทดลองใช้ โดยเป็นพาร์ตเนอร์กับโรงพยาบาลต่างๆ และ Kidzania โรงเรียนสำหรับเด็กซึ่งเป็นสถานที่ที่เด็กๆ และผู้ปกครองมักแวะไป

จะเห็นได้ว่าคิเรอิคิเรอิ ไม่ได้เพิ่มประเภทสินค้า ช่องทางการขาย และการโปรโมต เพราะเริ่มต้นคิดจากกำไรเท่านั้นแต่เริ่มคำนึงจากความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าเป็นหลักก่อนเสมอ 

10. องค์กรที่เชื่อมั่นว่าธุรกิจการค้าที่ยั่งยืนต้องขับเคลื่อนด้วยความดี

เห็นแบรนด์ตั้งใจทำทุกอย่างโดยคำนึงถึงคนอื่นแบบนี้แล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยว่า วัฒนธรรมองค์กรของบริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) ผู้ผลิตคิเรอิคิเรอิ คือการ ‘ยกย่องคนดี  ส่งเสริมคนเก่ง’ เพราะองค์กรที่จะเติบใหญ่อย่างมั่นคงและยั่งยืน ต้องมี ‘ความดี’ เป็นรากฐาน และมี ‘ความเก่ง’ เป็นยอด 

ความตั้งใจดีเหล่านี้ถูกส่งต่อผ่านสินค้าและการตลาดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการมีอักษรเบรลล์ที่ขวดสำหรับผู้พิการทางสายตา แพ็กเกจแบบถุงสำหรับ Refill เพื่อช่วยรักษ์โลก การทำแคมเปญเพื่อสังคมสำหรับบริจาคเงินให้มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม การมอบผลิตภัณฑ์เพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์ การให้ความสำคัญกับการศึกษา หรือทำกิจกรรมร่วมกับโรงเรียน

11. สร้างความผูกพันกับลูกค้าด้วยการส่งต่อความห่วงใยในระยะยาว

คิเรอิคิเรอิ เชื่อว่าการปลูกฝังการล้างมือตั้งแต่เด็กเป็นการสร้างนิสัยให้รักษาสุขอนามัยและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาวกับแบรนด์ เด็กที่เริ่มฝึกดูแลตัวเองตั้งแต่เล็กจะเติบโตไปพร้อมกับคิเรอิคิเรอิ ในระยะยาว

ไม่ว่าโรคระบาดจะวนกลับมากี่ครั้งหรืออยู่ในช่วงไหนของชีวิต ก็มีภูมิคุ้มกันการดูแลตัวเองที่เผื่อแผ่ไปยังสมาชิกในครอบครัวต่อไป

‘สบู่ล้างมือ’ เป็นจุดเริ่มต้นในการรักษาสุขอนามัยที่ราคาไม่แพงและป้องกันโรคได้อย่างมหาศาล ในอนาคต คิเรอิคิเรอิ มีความตั้งใจที่จะสร้างสุขนิสัยที่ดี และดูแลสุขอนามัยไม่เฉพาะกับเด็ก ๆ เท่านั้น แต่กับทุกคนในสังคม ความตั้งใจดีอย่างยั่งยืนที่ลงลึกถึงพันธกิจของแบรนด์ ไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาในยามเกิดวิกฤตโรคระบาด

ทำให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่แบรนด์ส่งต่อให้และคิดถึงคิเรอิคิเรอิ เป็นสบู่ล้างมืออันดับหนึ่งทั้งในญี่ปุ่นและไทยตลอดมา

*จากผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการด้วยวิธีมาตรฐาน ASTM E2315 กับเชื้อ Escherichia coli (ATCC25922) และ Pseudomonas aeruginosa (ATCC27853) สำหรับสูตรออริจินัล, รีเฟรชชิ่ง เกรป และมุราซากิ ลาเวนเดอร์

**จากผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการด้วยวิธี ตามมาตรฐานสหภาพยุโรป 1276 (EN 1276:2009 Chemical disinfectants and antiseptics) กับเชื้อ Staphylococcus aureus (ATCC 6538), Escherichia coli (ATCC 10536), Enterococcus hirae (ATCC 10541) และ Pseudomonas aeruginosa (ATCC 15442)

11 เรื่องเล่าของธุรกิจคิเรเนะ Kirei Kirei สบู่ที่ชวนล้างมือสนุกตามวิธีฝึกวินัยเด็กญี่ปุ่น

เนื่องในวันที่ 15 ตุลาคมซึ่งเป็นวันล้างมือโลกในปีนี้ คิเรอิคิเรอิ ขอชวนทุกคนร่วมส่งต่อมือสะอาดและร่วมสมทบทุนให้กับน้องๆ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม เพียงเปิด Kirei Kirei IG Filter กดถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอ แชร์ลงใน IG Story ทุกๆ การถ่าย จะเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคมูลค่า 10 บาทให้มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม (รวมมูลค่าทั้งหมด 200,000 บาท)

Writer

Avatar

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

ชื่อแบรนด์: สบู่พฤกษานกแก้ว
สัญชาติ: ไทย
ปีที่ก่อตั้ง: 1947

ถ้าเป็นคนไทย ใครๆ ก็ต้องรู้จักสบู่พฤกษานกแก้ว สบู่หอมแบบไทยแท้ๆ 100% ที่เป็นขวัญใจคนรุ่นพ่อแม่ และปู่ย่าตายาย

แต่ถ้าหากถามคนรุ่นใหม่ คนที่โตมากับสบู่เหลว น้ำหอมนับร้อย นับล้านแบบ คนที่มีไลฟ์สไตล์เข้ากับยุคดิจิทัล สนใจสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เขาก็คงมองว่าสบู่พฤกษานกแก้วที่ห่อด้วยกระดาษแบบที่ใช้ในยุคแรกนั้นเป็นของตกยุค

ความรู้สึกแปลกๆ กับรูปลักษณ์ออริจินัลดั้งเดิม กลิ่นหอมที่เดาไม่ออก เพราะไม่เหมือนแบรนด์สบู่หอมก้อนไหน ผสมกับความรู้สึกคุ้นเคยลึกๆ ในความทรงจำ ก่อให้เกิดความไม่แน่ใจว่าจะชอบหรือไม่ชอบดี

ไม่เป็นไรนะ เราจะค่อยๆ เล่าให้คุณฟัง

ในยุคสมัยที่ใครๆ ก็ลุกขึ้นมารีแบรนด์ เปลี่ยนตัวตน ปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยตามยุคตามกระแส เราก็ยังคงเห็นสบู่ก้อนหอมสูตรดั้งเดิมก้อนนี้ห่ออย่างประณีตด้วยกระดาษหน้าตาคุ้นชินและส่งกลิ่นหอมฉุย ซึ่งเป็นอัตลักษณ์และตัวตนที่ชัดเจนจนปฏิเสธไม่ได้

และเพราะรู้ถึงจุดเด่นของตัวเอง สบู่พฤกษานกแก้วจึงเลือกที่จะปฏิบัติการกู้ภาพลักษณ์เก่าแก่ให้เป็นความเก๋าที่มีอัตลักษณ์ เก๋ไก๋สไตล์ไทยๆ มากกว่าจะเปลี่ยนตัวตนที่มี มาดูกันว่า วิธีการคิดนอกกรอบที่ไฉไลและร่วมสมัยของสบู่พฤกษานกแก้วในยุคนี้เป็นอย่างไร

สบู่พฤกษานกแก้ว

สบู่พฤกษานกแก้ว กับห้องปรุงกลิ่นแห่งความลับ

ก่อนอื่นขอพาคุณย้อนกลับไปในวันหนึ่งของปี 2490

ยุคนั้นคนไทยยังมีวิถีชีวิตแสนเรียบง่าย อาบน้ำตามแม่น้ำลำคลองแบบไม่ใช้สบู่ มีบ้างเป็นส่วนน้อยที่ใช้สบู่กรด หรือสบู่ก้อนห่อกระดาษหนังสือพิมพ์โตๆ อาบน้ำรวมกับเอาไว้ใช้ล้างสารพัดสิ่งไปจนถึงซักผ้า

จนกระทั่งนักธุรกิจชาวสวิส มิสเตอร์วอลเตอร์ เลโอ ไมเยอร์ ประธานกรรมการของห้างเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ แอนด์โก ห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งยุคนั้น ที่โด่งดังมีชื่อเสียงเรื่องการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เห็นโอกาสทางธุรกิจของสบู่หอม จึงก่อตั้งโรงงานผลิตสบู่เล็กๆ เริ่มต้นด้วยการผลิตสบู่หอม ที่ผลิตด้วยมือทุกก้อน ใช้น้ำหอมนำเข้าจากฝรั่งเศสกับส่วนผสมจากธรรมชาติ เกิดเป็นสูตรลับระดับตำนานอันเลื่องลือ และส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณซอยรูเบีย ตำแหน่งที่ตั้งแรกของโรงงาน

สบู่พฤกษานกแก้ว

ความน่ารักก็คือ ชาวบ้านในย่านนั้นจะชอบมารวมตัว มุงดูกันแน่นขนัด ในทุกครั้งที่มีการทำสบู่
ที่มาของชื่อ อัตลักษณ์ และเอกลักษณ์ต่างๆ ของสบู่พฤกษานกแก้ว มาจากงานอดิเรกที่ชอบเดินป่าของมิสเตอร์วอลเตอร์ ซึ่งครั้งหนึ่งออกเดินสำรวจป่าและประทับใจความสวยงามของนกแก้วไทย จึงตั้งใจออกแบบกลิ่นของสบู่ให้ออกมาหอมกลิ่นธรรมชาติของพฤกษาและดอกไม้ป่านานาพันธุ์

ยากจะคาดเดาว่ากลิ่นหอมสดชื่นอันสุดแสนจะเป็นเอกลักษณ์นี้ ใกล้เคียงกับดอกไม้ชนิดใดในความทรงจำของเราบ้าง

และจนถึงทุกวันนี้ กลิ่นหอมในตำนานของสบู่พฤกษานกแก้วก้อนสีเขียวนั้นก็ยังคงเป็นปริศนาธรรมสำหรับเราทุกคน

กลิ่นหอมรอมริบ

ความจริงเพียงหนึ่งเดียวของกลิ่นสบู่ที่เราพอเปิดเผยได้ก็คือ จะมีแค่เพียงผู้บริหารระดับสูงเท่านั้นที่ทราบสูตรลับนี้ โดยจะมีห้องลับที่ใช้ปรุงความหอม ซึ่งจะไม่เปิดเผยสูตรลับนี้แก่ใคร และทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่
วัตถุดิบตั้งต้นยังคงเป็นไปตามสูตรดั้งเดิม

น้ำหอมนำเข้าจากต่างประเทศ ผสมกับกลิ่นสกัดจากดอกไม้และสมุนไพรไทยนานาชนิด ในขณะที่วิธีการปรุงหัวน้ำหอมจนได้กลิ่นพิเศษนี้เป็นความลับที่แม้กระทั้ง Supplier เองก็ไม่มีทางรู้

สบู่นกแก้ว

จะว่าไปแล้ว สูตรลับเรื่องกลิ่นของสบู่พฤกษานกแก้วก็ไม่ต่างจากสูตรลับรสชาติและความอร่อยของน้ำอัดลมชื่อดังระดับโลกที่ใครๆ ก็ลอกเลียนแบบรสชาติและกลิ่นไม่ได้ เพราะแม้จะมีแบรนด์ต่างชาติหลายแบรนด์พยายามแกะสูตรลับนี้ แต่ก็ยังคงไม่มีใครสามารถทำสำเร็จ

ความหอมของสบู่พฤกษานกแก้วจึงยังคงความอมตะ และเป็นไทยแท้ 100% ให้เราได้ชื่นใจมาจนถึงทุกวันนี้

 

กลุ่มก้อนทางการบ้านการเมือง

เคยได้ยินใครสักคนบอกไว้ ว่าต่อให้อาบน้ำอยู่ริมคลองแล้วทำสบู่พฤกษานกแก้วตกลงไปหลายวัน พอเก็บขึ้นมาจากน้ำ สบู่ก็ยังคงรูปก้อนดังเดิม

คุณงามความดีเรื่องก้อนสบู่ที่แข็ง เนื้อสบู่แน่น ไม่เละง่าย ใช้ไปแล้วก้อนไม่แตกไม่หักนั้น มาจากสูตรการผสมวัตุดิบทำสบู่คุณภาพสูง และเทคนิคการผลิตเฉพาะตัวที่ไม่เปิดเผยเช่นกัน

สำคัญที่สุดคือ ความซื่อสัตย์ในการรักษาคุณภาพสบู่แบบเดียวกับที่ตอนที่เป็นสบู่หอมชั้นดีตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน

น้อยคนจะรู้ว่า สบู่พฤกษานกแก้วการออกแบบมาเพื่อให้ใช้ได้กับน้ำทุกประเภท

ความไม่กล้วน้ำกระด้าง และการใช้ได้กับทุกสภาพน้ำ ทุกพื้นที่ในประเทศไทยนี้ ทำให้ฟองที่เกิดขึ้นสามารถชำระล้างทุกสิ่งสกปรกอย่างง่ายดาย อาบน้ำครั้งใดก็สะอาดหอมกลิ่นพฤกษา ชื่นใจและหอมติดผิว

ไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมคนไทยจึงเป็นชนชาติที่อาบน้ำบ่อยที่สุดในโลก

สบู่นกแก้ว

สบู่นกแก้ว

หอมสดชื่น…ติด (ตลาด) ทนนาน

เช่นเดียวกับทุกธุรกิจในอดีต สบู่พฤกษานกแก้วสร้างการจดจำผ่านโฆษณาในวิทยุ โปสเตอร์ และสิ่งพิมพ์ ก่อนจะเริ่มมีโฆษณาโทรทัศน์ ซึ่งใช้นักแสดงหรือคนดังแห่งยุคสมัยมาเป็นพรีเซนเตอร์เล่าคุณประโยชน์และสร้างการจำจด ด้วยการชูประเด็นเรื่องความหอม สะอาด สดชื่น  

ก่อนจะเพิ่มประเภทของสินค้า หลังจากขายสบู่ก้อนเดียว สีเดียว กลิ่นเดียว มาตลอด 50 ปี

เราจึงได้กลิ่นและเห็นห่อสบู่พฤกษานกแก้วสีอื่นๆ บนชั้นสินค้า รวมทั้งหมด 8 สี เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความชอบหลากหลายมากขึ้น

คนรุ่นใหม่ที่อาจจะแค่คุ้นชื่อ แต่ไม่เคยได้ลอง เราเชื่อเหลือเกินว่าถ้าได้เปิดใจลองสัมผัสกลิ่นความหอมของสบู่พฤกษานกแก้ว จะต้องมีสักกลิ่นใน 8 กลิ่นนี้ที่คุณชื่นชอบแน่ๆ

สบู่พฤกษานกแก้ว สบู่นกแก้ว

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป แบรนด์ก็ไม่ปฏิเสธที่จะออกสินค้ากลุ่มใหม่ๆ อย่างครีมอาบน้ำหรือสบู่เหลว เพราะตอบโจทย์การใช้งานในยุคนี้มากกว่า แต่ก็ยังคงอัตลักษณ์ของความเป็นต้นตำรับสบู่ความงามของไทย และยืนหยัดที่จะมอบประสบการณ์การอาบน้ำหอมสดชื่นติดทนนาน

การยืนหยัดในอัตลักษณ์และรักษาสิ่งที่เชื่อมั่นถือเป็นการคงคุณค่าแก่นแท้ของแบรนด์อย่างยั่งยืน แบบเดียวกับที่แบรนด์เครื่องสำอางระดับโลกอย่าง La Mer, Sisley, SK-II รักษาคุณค่าในผลิตภัณฑ์ระดับตำนานของตัวเอง
จะว่าไป สบู่พฤกษานกแก้วก้อนสีเขียวก็ไม่ต่างจาก Jo Malone แบรนด์น้ำหอมชื่อดังของอังกฤษที่ต่อให้ออกแบบกลิ่นธรรมชาตินับร้อยนับพัน แฟนๆ ก็ยังคงจะจดจำกลิ่นหอมหลักได้มากกว่า

และด้วยคุณลักษณะพิเศษทั้งหมดนี้ สบู่พฤกษานกแก้วจึงยังเป็นสบู่ก้อนยอดนิยมอันดับหนึ่งของเมืองไทย ด้วยยอดขายมากกว่า 40 ล้านก้อนต่อปี

ใครที่เคยคิดว่า ยุคนี้ไม่มีใครใช้สบู่พฤกษานกแก้วคงต้องมองสบู่ก้อนหอมสีเขียวนี้เสียใหม่ เพราะสบู่พฤกษานกแก้วไม่ได้ขายดีแต่ที่บ้านเรา

ภูมิใจทุกครั้งที่รู้ว่าแบรนด์สัญชาติไทยแบรนด์นี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่สนใจในอัตลักษณ์พิเศษ ทั้งกลิ่นพฤกษาที่หาจากไหนในโลกไม่ได้ และงานออกแบบบนกระดาษห่อสบู่ ดังจะเห็นในร้านค้าคัดสรรของเก๋ๆ ทั่วโลก ในหลายๆ ประเทศ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา

หนึ่งในแบรนด์ไทยๆ จากไม่กี่แบรนด์ที่ยืดหยัดในตัวตนและอัตลักษณ์ ข้ามผ่านกาลเวลาและสถานที่ จนไปไกลและไกลได้อีกขนาดนี้

สบู่พฤกษานกแก้ว

เรียกพี่ได้มั้ย

ถึงกระนั้น ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังเข้าใจว่าสบู่พฤกษานกแก้วเป็นของหลงยุค หรือเป็นของที่ไม่มีใครใช้แล้ว

ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะที่ผ่านมาแบรนด์ห่างหายจากการสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ไปบ้าง

คำถามก็คือ แล้วแบรนด์ออริจินัลอย่างสบู่พฤกษานกแก้วผู้เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและมีความจริงใจมอบสินค้าดีมีคุณค่า มีวิธีการสื่อสารและต่อติดกับเด็กรุ่นใหม่ ผู้เติบโตในยุคที่มีสบู่และน้ำหอมให้เลือกมากมาย จนรู้สึกว่ากลิ่นหอมเย็นแนวพฤกษาที่มีเอกลักษณ์แบบไทยจ๋าเป็นสิ่งที่ไม่เข้ากับพวกเขานี้อย่างไร

รีแบรนด์ เมกโอเวอร์ อาจจะเป็นคำแรกๆ ที่ทุกคนคิดถึง

แต่ไม่ใช่กับสบู่พฤกษานกแก้ว

สบู่นกแก้ว

หอมออริจินัล

ในยุคที่ใครๆ ก็รีแบรนด์ ลบและเปลี่ยนภาพจำให้ทันสมัยกับยุค 4.0 จนลืมตัวตนที่มีมาหมดสิ้น

เราตั้งคำถามถึงความท้าทายในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ โดยที่เลือกจะไม่รีแบรนด์ตามสมัยนิยม จนเมื่อได้พบกับคำตอบในงานล่าสุดของสบู่พฤกษานกแก้ว

สบู่พฤกษานกแก้วเลือกที่จะแตกต่างอย่างที่เป็นมา และสร้างความรู้สึกภูมิใจในความเป็นนกแก้วที่อยู่คู่คนไทยมานานรุ่นสู่รุ่น  

บทเรียนจากนกแก้วบอกเราว่า สิ่งสำคัญก็คือ ใครเป็นคนให้ค่าว่าการห่อสบู่ด้วยกระดาษนั้นเชยหรือไม่เชย และอะไรคือเหตุผลที่เราต้องทำตามที่สิ่งที่ใครเขาเชื่อกัน เพราะถ้ามองให้ดี ความขลังนี้ไม่ต่างจากการเลือกดื่มน้ำอัดลมในขวดแก้วหรือขวดพลาสติก ล้วนเป็นอรรถรสจากประสบการณ์ที่ผู้บริโภคเลือกได้เอง

เหมือนที่เราเห็นสบู่ความงามชั้นสูงของยุโรปหลายแบรนด์ก็ยังคงห่อด้วยกระดาษ ขายในร้านหรูหราด้วยราคาที่สูงลิบ

คงเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมกับสบู่พฤกษานกแก้วเท่าไหร่

ถ้าพวกเราคนรุ่นใหม่ตั้งคำถามว่า ‘ใครจะใช้’ หรือ ‘ใครยังใช้’ สบู่แบรนด์นี้อยู่ เพราะยังมีคนไม่น้อยที่ยังใช้และภูมิใจในสิ่งที่เลือกแล้วนี้

ถ้าเปรียบเป็นคน ก็คงเป็นคนที่มีสไตล์และเป็นตัวของตัวเอง เพราะไม่ว่าโลกจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างไร สบู่พฤกษานกแก้วก็ยังคงยืนยันว่า ฉันจะยังเป็นสบู่หอมพฤกษาที่ห่อด้วยกระดาษ

ถ้าเป็นสบู่หอมไม่จริงกลิ่นก็คงหายไปหมด เราคิดในใจขณะยกสบู่พฤกษานกแก้วก้อนสีเขียวขึ้นมาสัมผัสกลิ่น พิสูจน์มนต์อำนาจความหอมอมตะ ครั้งแล้วครั้งเล่า

สบู่พฤกษานกแก้ว

ขอให้เหมือนเดิม

ถ้าสบู่พฤกษานกแก้วเปลี่ยนหน้าตาจากห่อกระดาษไปใส่กล่องสวยๆ หรือแม้แต่เปลี่ยนรูปนกแก้วออกเราจะมีความรู้สึกต่อสิ่งนี้อย่างไร

คำตอบของคนในจำนวนร้อยทั้งร้อยทั้งใกล้ตัวและไกลตัว เห็นตรงกันว่าอย่างไรก็คงไม่ชิน

และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ขอให้มีรูปนกแก้วบนโลโก้ บนสินค้า เพราะเป็นเครื่องการันตีคุณภาพและความเชื่อใจที่มีต่อกัน

สิ่งที่แบรนด์สบู่พฤกษานกแก้วเลือกทำ จึงไม่ใช่การ Repackaging หรือการรื้อภาพ แต่เป็นการนำเสนอแก่นสารและความรู้สึกในแบบที่เราเรียกว่าการทำ Art Marketing

นกแก้ว

ศิลปะการตลาด

นอกจากเรื่อง Rebranding ในโลกธุรกิจสร้างสรรค์มีสิ่งที่เรียกว่า Co-branding

ดังที่เราจะเห็นการทำ Co-branding ของแบรนด์ระดับโลก อย่างแบรนด์น้ำดื่ม Evian กับศิลปินต่างๆ หรือล่าสุด การร่วมกันระหว่างแบรนด์เก่าแก่อย่าง LOUIS VUITTON กับ Jeff Koons ศิลปินป๊อปอาร์ตชื่อดัง ออกมาเป็นคอลเลกชันที่ชื่อว่า Masters ที่จับผลงานศิลปะของศิลปินชั้นครูมาอยู่บนกระเป๋าแบรนด์หรู โดยไม่ทิ้งตัวตนของแบรนด์และศิลปินแต่อย่างไร

เพราะการสื่อสารด้วยศิลปะเป็นเรื่องที่ไม่ต้องการคำอธิบาย เป็นภาษาสากลที่สื่อสารออกไปในวงกว้างได้มากกว่า

เพียงแค่เห็นก็สามารถถ่ายทอดความรู้สึก เรื่องราวกินใจได้ครบถ้วน

Art Marketing ของสบู่พฤกษานกแก้วเกิดจากการมอบโจทย์ให้ศิลปินเป็นคนบอกเล่าเรื่องราวตัวตนของพฤกษานกแก้วในรูปแบบงานศิลป์ โดยขอให้คงตัวตน คุณค่าของแบรนด์ และให้ความงามของศิลปะเป็นตัวเชื่อมการบอกเล่าเรื่องราวสู่คนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจในงานศิลป์

ซึ่งถ้าคุณเป็นแฟน The Cloud คุณคงกำลังคิดถึงศิลปินคนเดียวกัน

เก๋ไก๋ ไฉไล สไตล์พฤกษานกแก้ว นักรบ มูลมานัส นักรบ มูลมานัส

ใช่แล้ว สบู่พฤกษานกแก้วเลือก นักรบ มูลมานัส ศิลปินคอลลาจดาวรุ่งที่มีสายตาเข้มข้นทั้งอัตลักษณ์แบบไทยๆ และความเก๋ไก๋ที่ร่วมสมัยแบบสากล

ภายใต้แคมเปญที่ชื่อว่า ‘เก๋ไก๋ ไฉไล สไตล์พฤกษานกแก้ว’ นี้ ประกอบด้วยงานศิลปะที่มีกลิ่นอายไทยๆ จากการตีโจทย์ความเป็นไทยผ่านเอกลักษณ์ของสบู่ทั้ง 8 สี 8 กลิ่น โดยสบู่พฤกษานกแก้วจะใช้ผลงานของนักรบสื่อสารไปยังคนรุ่นใหม่ผ่านทางกิจกรรมเยอะแยะมากมายของแบรนด์ ทั้งทางโซเชียลมีเดีย และการออกของพรีเมียมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

เก๋ไก๋ ไฉไล สไตล์พฤกษานกแก้ว เก๋ไก๋ ไฉไล สไตล์พฤกษานกแก้ว

นกแก้ว นักรบ

เป็นความลงตัวระหว่างแบรนด์กับศิลปินที่ทั้งน่าอิจฉาและจับตามอง

ศิลปะบางแขนงเข้าถึงยากมาก แต่งานของนักรบเข้าใจและเข้าถึงง่าย เทคนิคการทำงานศิลปะและแนวทางที่นำเสนอ ภาพตัด-ปะ-จัดวาง จับของหลายสิ่งที่แตกต่างกันน้อยเรียงไปมาก และเก่าเรียงมาใหม่ รวมถึงเสน่ห์และสไตล์ไทยที่เป็นเอกลักษณ์ยากจะเลียนแบบ

แบรนด์สบู่พฤกษานกแก้วก็เช่นกัน เพราะเป็นสินค้าที่เข้าถึงไม่ยาก จริงใจและตรงๆ ไม่ซับซ้อนและลึกซึ้งจนเกินไป

นกแก้ว นกแก้ว นกแก้ว

เป็นวิธีคิดนอกกรอบที่ตอบโจทย์การรักษาและบอกเล่าคุณค่าของแบรนด์ ผ่านงานศิลปะที่เปลี่ยนความเป็นไทยให้ดูตื่นตาตื่นใจ และการให้ศิลปินเป็นตัวกลางเชื่อมต่อแบรนด์และคนรุ่นใหม่เข้าหากัน

จนถึงตอนนี้ รู้ตัวอีกทีเราก็มายืนอยู่หน้าชั้นวางสินค้า เลือกๆ ดมๆ ชื่นใจและตื่นเต้นไปกับกลิ่นไทยๆ ก่อนตัดสินใจเลือกหยิบห่อกระดาษสีน้ำเงินกลับบ้าน

คิดเผื่อไปไกลว่า นอกจากไว้อาบน้ำ น่าจะลองเอาไปใส่ตู้เสื้อผ้า ไว้ในรถแม่ และใช้อีกก้อนทำอะไรดี แต่ที่แน่ๆ เราติดใจในความหอมสไตล์นกแก้วซะแล้วสิ

Parrot Natural

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load