1998 ปีที่ กิ-กิรตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร มีอัลบั้มชุดแรกในนามวง Niece กับค่าย Dojo City ที่มี บีบมือ เป็นเพลงที่หลายคนขาดไม่ได้ในทุกนัดคาราโอเกะ

2003 เธอมีอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกที่ทำให้รู้ว่าตัวเองไม่อยากอยู่เบื้องหน้าอีกต่อไป

2012 กิรตรากลับมาในแวดวงดนตรีอีกครั้งพร้อมเพื่อนอีก 2 คน ในฐานะผู้จัดคอนเสิร์ตชื่อ ‘HAVE YOU HEARD?’ โดยมี The Pains of Being Pure at Heart ประเดิมเป็นวงแรก

2017 ซีนคอนเสิร์ตในกรุงเทพฯ บูมอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทั้งจำนวนผู้จัดที่เพิ่มขึ้น วงที่มาเล่นเพิ่มขึ้น ไปจนถึงคนดูที่มากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ HAVE YOU HEARD? ของเธอ

2018 เธอจัดเทศกาลดนตรีที่ถูกพูดถึงมากที่สุด โดยจับมือกับ Fungjai และ Seen Scene Space รวบรวมวงจากประเทศแถบตะวันตกและเอเชีย ไปจนถึงวงไทยมากมาย

2019 เราสัมภาษณ์กิรตราเกี่ยวกับชีวิตของเธอ

กิ กิรตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร อดีตศิลปิน Dojo City กับชีวิตนอกสปอตไลต์ที่ลุกขึ้นจุดกระแสคอนเสิร์ตในกรุงเทพฯ

ข้างต้นคือบทสรุปฉบับสั้นของชีวิตที่ผ่านมาของกิรตรา เด็กสาวที่หลายคนรู้จักผ่านเพลงป๊อปค่าย Dojo City ที่เราผ่านตาตามรายการเพลงในโทรทัศน์ มาวันนี้ เราจะเจอเธอตามงานคอนเสิร์ตต่างๆ ส่วนใหญ่มักอยู่ข้างเวที เดินอยู่ตลอด คอยตรวจตราความเรียบร้อยในงานให้เป็นไปอย่างที่ตั้งใจ บทบาทของเธอเปลี่ยนจากเบื้องหน้ามาเป็นเบื้องหลังอย่างเต็มตัวแล้ว

เราเคยนั่งคุยกับเธออย่างจริงจังเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน กิรตราในวันนี้นอกจากสีผมที่สดใสขึ้น ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เธอยังเขินอายเวลาพูดถึง Dojo City และยังตาเป็นประกายเมื่อเล่าเกี่ยวกับ HAVE YOU HEARD? ที่เติบโตขึ้นมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

และบทสัมภาษณ์ด้านล่างคือสิ่งที่เธอเล่าให้เราฟัง

ช่วยบีบมือของฉัน แล้วบอกว่าวันนี้ไม่ได้ฝันไป 

ถ้าคุณไม่คุ้นเนื้อเพลงท่อนนี้ แปลว่าไม่ได้ผ่านยุค 90

สมัยนั้นใครๆ ก็กรี๊ดกร๊าดศิลปินจากค่าย Dojo City ในเครือ Bakery Music ที่รวมนักร้องวัยรุ่นตอนต้นพร้อมดนตรีแนวป๊อปที่โยกตามและฟังได้เรื่อยๆ

ศิลปินมี 6 วงด้วยกัน และหนึ่งในนั้นคือวง Niece เจ้าของเพลง บีบมือ ข้างต้น

“ให้เธอไปพัก พัก พักกันเสียก่อน ให้รู้แน่นอน ตกลงกันก่อนว่าจะไม่รัก รัก…”

กิรตราคือหนึ่งในสองเจ้าของเสียงสดใสของวงนีซ เธอเข้าวงการด้วยคำชวนของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ มาเป็นศิลปินคู่แรกของค่าย

“ตอนเป็นวงนีซน่าจะอายุประมาณสิบสี่สิบห้า การเข้ามาก็ฟลุคๆ นิดหนึ่ง พี่สมเกียรติมาเล่าให้ฟังว่าจะทำค่ายใหม่ ซึ่งเราชอบค่าย Bakery อยู่แล้ว และเห็นคุณพ่อ (กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร หรือ เขียว คาราบาว) ร้องเพลง เล่นคอนเสิร์ตมาตั้งแต่เด็ก เลยรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นอะไรที่ใกล้ตัว พอมีคนชวนทำ เราจึงตัดสินใจลองดู น่าสนุกดี เลยได้ทำ”

“มีหลายคนเปรียบเทียบว่า Dojo City ในยุคนั้นก็คงเหมือน BNK48 ในยุคนี้” 

“อันนี้ไม่รู้จริงๆ เพราะว่าเราอยู่ตรงนั้น ก็เลยไม่ค่อยรู้ว่าวงดังแค่ไหน ตอนนั้นยังไม่มีโซเชียลมีเดีย มันวัดจากคอมเมนต์หรือยอดไลก์ไม่ได้ ที่จะวัดได้ก็จากแบบ เอ…ทำไมเราเดินไปไหนคนเริ่มจำได้ หรือว่าเริ่มมีจดหมาย แต่ก่อนช่องทางที่แฟนเพลงจะคุยกับศิลปิน ถ้าไม่ไปเจอตามงานต่างๆ ก็ต้องเขียนจดหมาย มีคนเขียนมาหา จำนวนจดหมายก็เยอะขึ้น

“มีช่วงหนึ่งไปไหนคนก็จำได้ จะมีอะไรตลกๆ เช่นมีคนส่งของมาให้ บางทีโทรมา ไม่รู้ไปเอาเบอร์มาจากไหน มันไม่เหมือนในยุคนี้ที่ดูได้เลยว่าเรามี Follower กี่คนแล้ว มียอดคนเข้ามาฟังเพลงเราเท่าไหร่ แต่พอเลิกทำมานานแล้วมีคนพูดถึงว่าสมัยนั้น Dojo City เป็นอย่างนั้นอย่างโน้น เราก็เพิ่งรู้ว่า อ๋อ ตอนนั้นดังขนาดนั้นเลยเชียว (หัวเราะ)”

กิ กิรตรา อดีตศิลปิน Dojo City กับชีวิตนอกสปอตไลต์ที่ลุกขึ้นจุดกระแสคอนเสิร์ตในกรุงเทพฯ

คนเบื้องหลัง

หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย กิรตรามีโอกาสได้ทำอัลบั้มกับค่าย Smallroom ชื่อ White เพื่อจะพบว่าตัวเองในวัย 20 ต้นๆ ไม่ได้ชอบอยู่หน้ากล้องอีกต่อไป อาชีพนักร้องจึงไม่ใช่อาชีพที่เธออยากทำหลังจากนี้

“เราเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้นว่าเราไม่ชอบอยู่เบื้องหน้า อย่างเวลาที่ต้องไปทัวร์ ต้องให้สัมภาษณ์กับสื่อ เราจะรู้สึกไม่ค่อยถนัดกับการทำอะไรแบบนั้น แต่จริงๆ ก็ยังมีแพสชันเกี่ยวกับดนตรี เกี่ยวกับคอนเสิร์ต อยู่นะ”

กิรตราหายไปจากสปอตไลต์พักใหญ่ เธอเล่าให้ฟังว่า ช่วงนั้นไปทำงานหลายอย่าง ทำกองถ่ายโฆษณา ทำกองถ่ายภาพยนตร์ ทำงานเกี่ยวกับโปรดักชันมากมาย จนกระทั่งได้เจอ แป๋ง​-พิมพ์พร เมธชนัน นักร้องนำจากวง Yellow Fang และ ทราย-กรมิษฐ์ วัชรเสถียร นางเอกภาพยนตร์เรื่อง 36 และก็เหมือนคนอื่นๆ เมื่อเจอเพื่อนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กัน เลยเกิดไอเดียในการทำสิ่งใหม่ๆ ซึ่งในตอนนั้นคอนเสิร์ตวงอินดี้ในประเทศไทยแทบจะไม่เคยเกิดขึ้น

“สมัยนั้นคนจัดคอนเสิร์ตมีแต่เจ้าใหญ่ๆ เจ้าเล็กๆ ก็อาจจะมี Dudesweet, Lullaby และ Mind the Gap อย่าง Dudesweet เขาจะเน้นเป็นปาร์ตี้ อาจจะมีวงอินดี้มาบ้าง Mind the Gap จะเป็นวงร็อกๆ ส่วน Lullaby จะจัดสเกลใหญ่ขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังไม่เท่าเจ้าใหญ่อย่าง BEC-Tero ตอนนั้นสเกลประมาณพันนิดๆ หรือน้อยกว่านั้นยังไม่มีเลย”

“แล้วอะไรที่ทำให้กลุ่มเพื่อนสามคนลุกขึ้นมาจัดคอนเสิร์ต จริงๆ ถ้าอยากดูคอนเสิร์ตวงอินดี้ บินไปดูที่ต่างประเทศใกล้ๆ ไม่ง่ายกว่าเหรอ” เราถามแบบนั้น

เธอหัวเราะ “ก็จริงแหละ แต่ด้วยนิสัยส่วนตัว เราจะมีความสุดโต่งกับอะไรบางอย่างอยู่แล้ว อย่างตอนเรียน วิชาไหนที่ชอบก็จะเรียนดีไปเลย วิชาไหนที่ไม่เอาก็ไม่ทำเลย จะมีความดื้ออยู่นิดหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่รู้สึกอยากดูวงนั้นวงนี้ แล้วมันก็ไม่มีใครเอาเข้ามา เป็นช่วงที่เรากำลังอยากทำอะไรของตัวเองด้วย เป็นวัยยี่สิบปลายๆ ที่อยากจะมี อยากจะเจออะไรที่เรามีแพสชันกับมันจริงๆ มีสิ่งที่เราอยากทำให้เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งเรารู้สึกว่าตรงนี้มันใช่สำหรับเรา

“เรายังชอบทำงานโปรดักชัน ชอบความท้าทายในงานแบบนี้อยู่ แล้วก็ยังชอบดนตรี ชอบอยู่เบื้องหลังมากกว่าเบื้องหน้า ถ้าอยู่ในคอนเสิร์ตก็อยากเป็นคนดู ซึ่งตอนนั้นรู้สึกว่า เฮ้ย มันมีช่องโหว่ของตลาดนะ ตอนนั้นโซเชียลมีเดียก็ยังไม่ได้มีผลต่อชีวิตเราขนาดนี้ ยังไม่ค่อยมีแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Spotify ที่จะมาวัดความนิยมของวงต่างๆ พวกเพจในเฟซบุ๊กที่แนะนำเพลงก็ไม่ค่อยมี เราเองพอมีความรู้เรื่องการจัดงานอยู่ เพื่อนๆ ในแก๊งเราเองก็รู้สึกเหมือนกันว่าอยากให้มีวงเข้ามาเล่น คุยกันไปคุยกันมาจนรู้สึกอยากลอง มันต้องเวิร์กดิ บิลด์กันไปบิลด์กันมาแล้วก็เริ่มทำ”

กิ กิรตรา อดีตศิลปิน Dojo City กับชีวิตนอกสปอตไลต์ที่ลุกขึ้นจุดกระแสคอนเสิร์ตในกรุงเทพฯ

HAVE YOU HEARD?

ชื่อของ HAVE YOU HEARD? มาจากบทสนทนาในกลุ่มเพื่อน ที่มักจะมีวงใหม่ๆ มาแนะนำกันแล้วถามว่า ‘เคยฟังหรือยัง’ แน่นอนว่าเมื่อตั้งใจจะเป็นผู้จัดสายอินดี้แล้ว ก็ต้องรับมือกับคอนเสิร์ตของวงที่อาจจะมีคนรู้จักแค่หยิบมือ

“เราเริ่มจากการลิสต์วงที่เราอยากพามาเป็นวงแรก ลิสต์ยาวเฟื้อยเลยนะ แล้วก็เริ่มส่งอีเมลหว่านไป ซึ่งตั้งแต่วันที่แบบ โอเค ลุย จนงานวันแรก ก็ผ่านมาเกือบปีแล้ว มันต้องหว่าน เพราะไม่ใช่แค่ในเมืองไทย ตอนนั้นซีนคอนเสิร์ตในเอเชียเองก็ยังไม่บูม ประเทศไทยเหมือนไม่อยู่ในเรดาร์ของทัวร์เขาด้วยซ้ำ เพราะสมัยนั้นไม่มีโซเชียลมีเดียให้เช็ก เขาก็ไม่รู้ว่ามีแฟนๆ ที่นี่หรือเปล่า บางทีเราเมลไปแล้วเขาถามกลับมาว่า ยูเคยทำคอนเสิร์ตไหนมาบ้าง มีผลงานอะไร พอเราบอกว่าเราไม่เคยจัดเลย เขาก็เงียบหายไป”

ในฐานะโปรโมเตอร์เจ้าใหม่ กิรตราต้องทำการสื่อสารเชิงการตลาดหลายอย่างเพื่อให้คนรู้จัก ตั้งแต่เริ่มทำเพจบนเฟซบุ๊ก ใน YouTube ก็มีการถ่าย Live Session ของศิลปินไทยอย่าง เป้ อารักษ์ และ จีน มหาสมุทร เธอพยายามทำให้ HAVE YOU HEARD? เป็นมากกว่าผู้จัดคอนเสิร์ต แต่เป็น Community ให้คนรักดนตรีมาเจอกัน

“เราติดโปสเตอร์ริมถนน ยืนแจกใบปลิวตามงานต่างๆ เวลามีอีเวนต์ก็ไปเลย ทำเองหมด บอกปากต่อปาก เพจก็ค่อยๆ โตขึ้น เราเองก็เริ่มเห็นภาพมากขึ้น พอไปถึงจุดหนึ่งก็จะเห็นว่าคนในเพจเราชอบเพลงแนวอื่นๆ ด้วย พอทำไปสองสามปีอยู่ดีๆ มันก็โตขึ้นเร็วมากๆ”

ถ้าสังเกตดีๆ HAVE YOU HEARD? มีทั้งวงที่กำลังฮิตมากๆ วงที่แทบไม่มีใครรู้จักเลย ไปจนถึงศิลปินรุ่นเก๋าที่เด็กวัยรุ่นอาจจะไม่คุ้นเคย วิธีการเลือกวงดนตรีของ HAVE YOU HEARD? สรุปได้ 2 ข้อคือ หนึ่ง ผู้จัดชอบเป็นการส่วนตัว และสอง จากการซาวเสียงคนในเพจด้วยการโพสต์เพลงเมื่อมีวงไหนปล่อยเพลงใหม่ เพื่อดูเสียงตอบรับ

“บางทีเราโพสต์อันหนึ่ง แป๊บเดียวคนมาไลก์และแชร์เต็มเลย พอเริ่มทำมาสักพักก็เริ่มมองออก เริ่มเอาวงที่คนอยากดูมากๆ ณ ตอนนั้น หรืออย่างตอนที่เราพา Honne มารอบแรก ฉันว่าวงนี้มา ก็รีบไปเอามาก่อน ทั้งๆ ที่อาจจะไม่ใช่แนวเพลงที่เราชอบมากๆ หรือวงที่อาจจะรุ่นใหญ่หน่อยอย่าง Yo La Tengo หรือ Cornelius เราก็เอามาให้นักดนตรีในบ้านเราได้ดู ให้คนที่เป็นสายลึกหน่อยมาดูแล้วได้อะไรกลับไป คือเอาใจทั้งเด็ก เอาใจทั้งสายลึก เอาใจตัวเองและเพื่อนๆ ด้วย สลับๆ กันไป (หัวเราะ)”

กิ กิรตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร อดีตศิลปิน Dojo City กับชีวิตนอกสปอตไลต์ที่ลุกขึ้นจุดกระแสคอนเสิร์ตในกรุงเทพฯ

กรุงเทพเมืองคอนเสิร์ต

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดตามคอนเสิร์ตเป็นประจำ น่าจะคุ้นๆ กับแฮชแท็ก #กรุงเทพเมืองคอนเสิร์ต ที่มีอยู่เต็มโลกออนไลน์ในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา กิรตราและ HAVE YOU HEARD? น่าจะเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เมืองหลวงเล็กๆ อย่างกรุงเทพฯ มีคอนเสิร์ตวงต่างประเทศให้ดูทุกเดือน และบางเดือนก็มีทุกสัปดาห์

ปี 2017 น่าจะเป็นปีแรกที่ซีนคอนเสิร์ตในบ้านเราคึกคักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นปีที่กิรตราและ HAVE YOU HEARD? พาวงที่ไวรัลอย่าง Honne, Cigarettes After Sex และที่ลืมไม่ได้เลยคือ Phoenix วงจากฝรั่งเศสที่กลายเป็นคอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุดที่เธอเคยจัด ตั้งแต่ตอนนั้นก็ทำให้มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในวงการผู้จัดคอนเสิร์ตมากขึ้น

“สมัยนั้นต่างจากสมัยนี้ เดี๋ยวนี้ใครจะเริ่มทำก็ง่ายขึ้น อาจเป็นเพราะเขาเห็นด้วยแหละว่าเมืองไทยมีคอนเสิร์ตบ่อย เริ่มชินกับบ้านเรา สมัยโน้นอาจดูเป็นอะไรที่ห่างไกลเขามาก ต้องคุยอยู่นานถึงจะมีโชว์แรก

“แต่ก่อนผู้จัดคอนเสิร์ตเกื้อหนุนกัน พยายามไม่ให้วันคอนเสิร์ตชนกัน หรือถ้าใครยื่นขอวงไหนไป เราก็จะไม่ขอ ไม่เหมือนตอนนี้ที่กลายเป็นธุรกิจมากๆ พอตัวแทนของวงรู้ว่าบ้านเรามีอุปสงค์เยอะ เขาก็ให้ประมูล ยิ่งวงที่จะมาเป็นวงกำลังดังเหมือน Honne เขามีตัวเลขในมือว่าประเทศเราฟังเพลงเขาเท่าไหร่ พอเปิดประมูลผู้จัดต้องสู้ราคากัน (หัวเราะ) ใครที่ให้ราคาสูงสุดก็ได้ไป เราว่ามันน่าเป็นห่วง ถ้าสังเกตจะเห็นว่าค่าบัตรคอนเสิร์ตมันสูงขึ้น เป็นเพราะแบบนี้แหละ จริงๆ วงนี้ควรจะค่าตัวเท่านี้ แต่ด้วยความดุเดือดของวงการมันเลยสูงขึ้นไปด้วย พอต้นทุนสูง ทุกอย่างก็เฟ้อ บัตรก็ต้องแพง พอรอบนี้เขาได้ราคาเท่านี้ รอบต่อไปก็ต้องอยากได้มากขึ้น กลายเป็นว่าความคาดหวังในการมาทัวร์เอเชียของเขามันไม่เป็นไปตามความจริงแล้ว

“ตอนนี้เราก็ยังดูอยู่ว่าจะเป็นยังไงต่อ เราคุยกันเองว่าฟองสบู่กำลังจะแตกหรือเปล่า ในฐานะคนจัดก็รู้สึกว่าเราอาจจะต้องจัดงานน้อยลงไหม แต่ยังไม่กล้าเหมือนกัน เพราะอาจจะสูญเสียคอนเนกชัน เราเครียด คนดูก็คงเครียดด้วยว่าฉันต้องขายไตแล้วขายไตอีกมาซื้อบัตรคอนเสิร์ตที่ราคาสูงขึ้น”

13 คือจำนวนคอนเสิร์ตที่ HAVE YOU HEARD? ของเธอจัดในปีนี้ ซึ่งแทบจะไม่ทำเงินเลยด้วยซ้ำ

กิ กิรตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร อดีตศิลปิน Dojo City กับชีวิตนอกสปอตไลต์ที่ลุกขึ้นจุดกระแสคอนเสิร์ตในกรุงเทพฯ

7 ปีที่หายไปของกิรตรา

จากกลุ่มคนที่อยากพาวงดนตรีซึ่งไม่เคยเล่นในเมืองไทยมาจัดคอนเสิร์ต มาเป็นหนึ่งในผู้จัดเทศกาลดนตรีที่คนพูดถึงเยอะที่สุดในปี 2018 อย่าง Maho Rasop Festival ที่ทำร่วมกับ Fungjai และ Seen Scene Space เช่นเดียวกับ HAVE YOU HEARD? ที่กลายมาเป็นส่วนใหญ่ในชีวิตของคนคนนี้

“พอทำคอนเสิร์ตเดี่ยวๆ มาสักพัก เราก็คิดอยากทำเฟสติวัล แต่เราไม่มีทีม ไม่น่าทำเองได้ แล้วพอดีฟังใจมาชวน พอมานั่งนึกๆ ดูก็รู้สึกว่าโชคดีที่เรามีความเชื่อเหมือนๆ กัน เพราะว่าตั้งแต่ทำกันมาไม่เคยทะเลาะกันเลย”

การจัดเทศกาลดนตรีไม่เหมือนการจัดคอนเสิร์ตทีละวง เพราะแน่นอนว่าการรับมือกับ 30 วง ในคราวเดียว ย่อมมีรายละเอียดมากกว่าอยู่แล้ว และนี่คือช่วงที่เครียดที่สุดตั้งแต่กิรตราทำงานนี้มา

“สิ่งที่ยากมากๆ คือเรากำหนดวันเทศกาลดนตรีไปแล้ว ถ้าจัดวงเดียว ฉันอยากให้เธอมาช่วงนี้ เดือนนี้ เธอจิ้มวันเอาเลย วันไหนก็ได้ มันก็ง่าย แต่พอเป็นเฟสติวัล สมมติว่าเราคอนเฟิร์มสามวงกลางได้ วันที่สอง พอไปคุยกับวงใหญ่ที่ต้องเป็นไฮไลต์ของงานเรา เขาบอกว่าไม่ได้ ฉันได้แค่วันที่หก ก็ต้องไปคุยว่าย้ายเป็นวันที่สองได้ไหม เราคุยล่วงหน้านานเกือบปี ซึ่งจริงๆ ความเฟ้อของวงการดนตรีตอนนี้มันไม่ใช่แค่ในเอเชีย เทศกาลดนตรีเมืองนอกก็เยอะมาก มีหลายวงที่ตอนแรกจะมากับเราแปดสิบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วก็โดนเทศกาลดนตรีแถวบ้านมาจีบไปทีหลัง ทำให้เรามีช่องโหว่ใน Line-up ก็ต้องเริ่มใหม่หมด”

ตั้งแต่ฟังกิรตราเล่าเกี่ยวกับชีวิตของเธอในช่วง 7 ปี ที่หายไปจากเบื้องหน้า HAVE YOU HEARD? ดูเหมือนจะเป็นส่วนหลักๆ ที่เธอรักและทุ่มเทมาตลอด ชีวิตเธอในพาร์ตนี้ไม่ได้ราบรื่นเสมอ แต่อะไรล่ะที่ทำให้คนคนหนึ่งยังทำสิ่งเดิม แม้จะขาดทุนบ้างหลายครั้ง และเครียดหนักกับการจัดการหลายๆ อย่าง

“ปีหลังๆ ยอมรับว่าเครียดหลายอย่าง แต่พอถึงวันงานก็ยังมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่า เออ เดี๋ยวฉันทำต่อแล้วกัน เลยยังไม่ถึงจุดที่ไม่เอาแล้วสักที

“บางทีมันก็แค่การที่เราได้เจอศิลปินที่อินกับสิ่งที่เขาทำ แล้วเหมือนเราได้พลังจากเขา ได้รับความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ บางทีการได้เจอคนแบบนั้นก็เหมือนเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เติมไฟให้เรา หรือบางทีเป็นวงที่ตอนแรกไม่ได้ตื่นเต้นที่จะได้ดู แต่พอได้ดูจริงๆ ก็เกินคาด หรือบางโชว์ที่เราเห็นฟีดแบ็กคนดูที่แฮปปี้มาก มันก็เติมเต็มเราด้วย

“คนที่มาดูเราก็เปลี่ยนไปนะ ตอนแรกเป็นแค่เพื่อน คนใกล้ตัว จะค่อนข้างเฉพาะกลุ่มมากๆ พอเราทำไปเรื่อยๆ ก็มีน้องๆ เด็กๆ ที่เพิ่งเริ่มดูคอนเสิร์ต หรือพอเราเริ่มจัดวงที่อาจจะไม่ได้อินดี้ ไม่ได้นอกกระแสมาก เราก็จะได้คนดูที่กว้างขึ้น ทั้งเราทั้งแป๋งชอบที่จะอยู่ตรงนี้ด้วยแหละ ทั้งที่ยิ่งทำก็ควรจะยิ่งง่าย แต่ความจริงคือยิ่งทำก็ดูเหมือนจะยิ่งยาก ซึ่งเราก็ยังอยากลุยกับมันอยู่”

“แล้วมีอย่างอื่นที่อยากทำอีกไหม”

“บางทีก็คิดว่าหรือเราควรไปทำอย่างอื่นได้แล้ว แต่นอกจากตรงนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรที่จะรู้สึกว่าใช่เหมือนสิ่งนี้เลย”

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load