ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง

คือสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขบอกไว้ เป็นประโยคที่ชัดเจนมากว่าผักสำคัญกับชีวิตเราขนาดไหน
น่าแปลก ในขณะที่มีอุตสาหกรรมเนื้อ ทำไมถึงไม่มีอุตสาหกรรมผัก

“เพราะมันยาก!” คือคำตอบของ จอย-จิรภัสร เจียรรุ่งแสง เธอเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของธุรกิจผักสด ‘ป.โอ่ง’ แห่งปากคลองตลาด ผู้กลายมาเป็นผู้ร่วมบริหารบริษัท King’s Cabbage และหนึ่งในเจ้าของร้าน Farm to Table ร้านไอศครีมผักออร์แกนิกสุดโด่งดังที่เรากำลังนั่งกินกันอยู่ตอนนี้

กะหล่ำ, King’s Cabbage

“ธุรกิจผักเป็นธุรกิจที่เวลาเราลงทุนพระเจ้าหุ้นกับเราครึ่งหนึ่ง” จอยอธิบาย “ฟ้าฝนจะถอนหุ้นเมื่อไรไม่รู้ จะขึ้นลงเมื่อไร มันมีความเสี่ยงสูงในการทำ”

แต่ครอบครัวของเธอ ประกอบด้วย คุณพ่อมานพ เจียรรุ่งแสง และลูกสาวทั้งสาม เจี๊ยบ-พรรณสุนันท์ พินิจพิชิตกุล จอย และ จิ๊บ-จิราภา เจียรรุ่งแสง ก็ทำจนได้

ผ่านมา 50 ปี ธุรกิจยังคงแข็งแกร่ง โดยผักส่วนหนึ่งส่งออกไปกลายร่างเป็นกะหล่ำม้วนในร้านสะดวกซื้อที่ญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง และร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยหลายเจ้าก็ใช้ผักจากไร่ของเธอ ไม่เพียงเท่านั้น ร้าน Farm to Table ยังเป็นผู้บุกเบิกคำว่า ‘ออร์แกนิก’ ในประเทศไทย และยืนหยัดใช้คำนี้มาหลายปี จนทุกวันนี้คำว่าออร์แกนิกแพร่หลายกลายเป็นเทรนด์

พวกเธอทำทั้งหมดนี้ได้อย่างไร ลองให้จอยเล่าให้ฟัง

กะหล่ำ, King’s Cabbage

ตลาด

เจี๊ยบ จอย และจิ๊บ เกิดและเติบโตในปากคลองตลาด

ย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่กรุงเทพฯ มีตลาดสดอยู่ไม่กี่ตลาด ปากคลองนับเป็นตลาดค้าส่งของสดระดับพรีเมียม ส่วนหนึ่งเพราะอยู่กลางเมืองและแต่ละร้านอยู่ประจำ หนึ่งในร้านประจำเหล่านั้นคือร้านของครอบครัวจอย ที่มีทั้งร้าน ป.ฮะเฮ็ง ของคุณปู่ ป.โอ่ง ของคุณพ่อ และร้านขายผักผลไม้อื่นๆ ของพี่น้องคุณพ่อ

กะหล่ำ, King’s Cabbage

“ตอนเด็กๆ ไปโรงเรียน เวลาถามว่าคุณพ่อทำอาชีพอะไร เราก็จะตอบว่าค้าขาย ครูก็จะถามว่าขายอะไร แล้วทำไมเราต้องตอบครูด้วยวะว่าเราขายผัก ก็เขินเหมือนกันนะ” จอยเล่าอย่างขำๆ

“แต่เราได้รับการปลูกฝังมาตลอดว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ดี แล้วก็จะเชื่อมาตลอดว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ดี ขายสินค้าที่ดี ไม่ได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ช่วยคนได้เยอะแยะ แล้วยังช่วยครอบครัวได้ด้วย มันไม่มีตรงไหนที่ไม่ควรจะทำต่อเลย”

การรู้จักตัวตนอย่างชัดเจนทำให้ทั้งสามเติบโตโดยมีเป้าหมาย

นั่นคือ จะร่ำเรียนและเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อกลับมารับช่วงต่อธุรกิจที่บ้านให้ดีที่สุด

มหาวิทยาลัย

ในขณะที่เจี๊ยบเรียนวิทยาศาสตร์อาหารและจิ๊บเรียนการออกแบบ จอยก็ไปเรียนบริหารธุรกิจ

เธอเลือกเรียนบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ เพราะรู้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของที่บ้านคือชาวญี่ปุ่น

เล่าถึงตรงนี้ จอยอธิบายแทรกเล็กน้อยว่า คนชอบถามว่าได้ลูกค้าญี่ปุ่นมายังไง แต่จริงๆ ความยากของธุรกิจผักสดไม่ได้อยู่ตรงการซื้อครั้งแรกของลูกค้า แต่คือการกลับมาซื้ออีก เพราะไม่ว่าลูกค้าจะกลับมากี่ครั้ง ตอนไหน ก็ยังต้องได้ผักในปริมาณและคุณภาพตามที่เขาต้องการ

“ความท้าทายคือ จะทำยังไงให้มันเสถียรอยู่ได้ แล้วลูกค้าอยากซื้อไปนานๆ” เธอบอก

กะหล่ำ, King’s Cabbage กะหล่ำ, King’s Cabbage

เธอได้เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่จบเอกธุรกิจญี่ปุ่นจากธรรมศาสตร์ เนื่องจากเป็นปริญญาโทที่เปิดอยู่แค่ 3 ปีเท่านั้น หลักสูตรประกอบด้วยการเรียนที่ไทย 1 ปี แล้วเรียนที่ญี่ปุ่นอีก 1 ปี

ปริญญาสุดพิเศษใบนี้ทำให้เธอได้มีโอกาสทำความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรของชาวญี่ปุ่น เช่น คนญี่ปุ่นมีมาตรฐานชัดเจน จะขายผักก็ต้องทำให้ตรวจวัดค่าได้ตามตัวเลขที่กำหนด ไม่งั้นไม่มีทางซื้อ หรือคนญี่ปุ่นทำธุรกิจกันด้วยระบบบอกต่อ ถ้าทำดีกับเจ้าหนึ่งแล้ว โอกาสได้ลูกค้าเพิ่มก็จะมาอีกเพียบ

“เขาสอนให้เราคิดงานเหมือนเราเป็นลูกค้า ลูกค้าอยากได้อะไร แล้วหาสิ่งที่คิดว่าลูกค้าอยากได้ไปให้ โอกาสที่ไม่ถูกใจมันจะน้อย” นักธุรกิจหญิงอธิบาย

บริษัท

นอกจากในห้องเรียน จอยยังสั่งสมประสบการณ์จากการทำงานจริงด้วย

“ตอนเรียนจบแล้วก็คิดว่าสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือหางานในบริษัทอาหารเท่านั้น เพื่อหาประสบการณ์มาทำธุรกิจต่อ” จอยบอก ก่อนเสริมว่า การตัดสินใจแน่วแน่และชัดเจนเกิดจากการที่เธอรู้ชัดเจนว่าทุกก้าวที่เดินต้องใช้เพื่อเข้าใกล้จุดหมายที่ตั้งไว้ตอนแรก คือการต่อยอดธุรกิจที่บ้าน

บริษัทอาหารที่จอยเลือก คือเนสท์เล่

เธอเข้าไปทำงานในตำแหน่ง Management Trainee ทำให้ได้ทำทุกอย่างในทุกแผนก และรายงานต่อผู้จัดการของประเทศโดยตรง เธอเล่าถึงชีวิตการทำงานในเนสท์เล่อย่างสนุกสนาน แต่ก็ตบท้ายด้วยการบอกว่า แม้จะสนุกแค่ไหน ก็ยังต้องทดไว้ในใจว่าวันหนึ่งจะออกมาทำ King’s Cabbage ต่อ

“ตอนนั้นเราเข้างานที่เนสท์เล่เก้าโมง แต่ต้องตื่นหกโมงมาเข้าออฟฟิศที่บ้านตัวเองก่อน ทำงานถึงแปดโมง แล้วค่อยออกไปทำงาน ทำงานที่เนสท์เล่ก็หนักมาก กลับถึงบ้านสองทุ่มครึ่ง ก็เข้าออฟฟิศ ทำงานถึงสี่ทุ่ม เป็นอย่างนี้อยู่สามปี” จอยเล่าชีวิต 2 ออฟฟิศให้ฟัง

แม้ว่าจะเหนื่อย แต่เธอยืนยันว่าเป็นการเตรียมตัวที่คุ้มค่าสุดๆ เพราะเมื่อถึงวันที่ลาออก เธอก็มีอาวุธทุกอย่างพร้อมสำหรับทำธุรกิจนี้แล้ว

ไร่

แน่นอนว่า ธุรกิจผักสดไม่ได้อยู่แค่ในออฟฟิศ

จอยใช้ชีวิตอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในฐานทัพผักของ King’s Cabbage บนดอยห่างจากภูชี้ฟ้าไม่ถึง 1 กิโลเมตร
เวลาเธอยืนอยู่ที่ไร่ ก็จะคำนวณด้วยสายตาได้ว่าผักในไร่มีน้ำหนักเท่าไร รวมถึงมองเห็นภาพการเติบโตของผักแต่ละต้นอย่างชัดเจน “เช่นผักสลัดอายุสี่สิบห้าวัน วันที่หนึ่งถึงวันที่สิบห้า เราจะต้องเห็นผักไซส์ยี่สิบเซนติเมตรแล้วระหว่างสิบห้าวันนั้นเราต้องทำทุกวิถีทางให้มันไปถึงวันที่สิบห้าตามที่คิดในหัวให้ได้ ถ้าเรารู้ว่าผักโตช้า เราใส่ปุ๋ยเพิ่มมั้ย หรือถ้าแต่ละต้นงอกไม่สม่ำเสมอกัน เมล็ดอาจจะไม่ดี หรือมีแมลงมีโรคหรือเปล่า”

สายตาในการทำธุรกิจของจอยคมชัดเกินใคร

เธออธิบายว่า สายตาคมชัดนี้จำเป็น เพราะจะช่วยทำธุรกิจได้พอดีกับความต้องการ ไม่ต้องปลูกผักเหลือเผื่อเกินจนกลายเป็นขยะผัก แต่ก็มีพอดีเท่าที่ลูกค้าต้องการ ทุกพลังและทรัพยากรที่ทุ่มเทลงไปก็จะคุ้มค่ากำลังดี
“เราต้องมั่นใจว่าผักทุกหัวที่เราเหนื่อยลงแรงมาจะขายได้” จอยบอก

ญี่ปุ่น

ไร่ของเธอมี 2 แบบ คือไร่สำหรับขายส่ง และไร่ออร์แกนิก

ทำไมไม่ทำทุกไร่ให้เป็นออร์แกนิก? หากคิดตามความเข้าใจผู้บริโภคทั่วไปแบบเรา ยังไงออร์แกนิกก็ดีต่อโลกกว่า แต่ที่จริงแล้ว ในบางกรณีการใช้ผักออร์แกนิกในระดับอุตสาหกรรมอาจสิ้นเปลืองยิ่งกว่า และอาจแย่ต่อทั้งโลก ทั้งธุรกิจ ด้วยซ้ำ

จอยยกตัวอย่างจากลูกค้ารายหลักของเธอ นั่นคือกะหล่ำม้วนในเซเว่นญี่ปุ่น “กะหล่ำม้วนถูกขายในหน้าหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่คนไม่อยากทำกับข้าว แต่เซเว่นเขาคิดค้นให้มันง่ายขึ้น ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น มันเลยบูมมากในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ซึ่งญี่ปุ่นผลิตกะหล่ำได้แค่กรกฎา สิงหา แต่เราผลิตได้ทั้งปี

“เราเลยทำกะหล่ำให้ตอบกับโจทย์ของเขา นั่นคือต้องใบใหญ่ ไม่มีรอยเลย เพื่อให้ทำเป็นกะหล่ำม้วนได้ ซึ่งผักออร์แกนิกมันจะออกมาบิดๆ เบี้ยวๆ ใบเป็นรู ทำแบบนี้ไม่ได้”

เธอย้ำว่า “สินค้าเกษตรที่ดีคือสินค้าที่ลูกค้าต้องการ”

ร้าน

ถ้าไร่หนึ่งใช้ส่งออก แล้วไร่ออร์แกนิกล่ะใช้ทำอะไร

นี่แหละคือที่มาของ Farm to Table

จอยยังคงยึดแนวคิดเดิม ว่าการทำธุรกิจที่ดีคือต้องมีลูกค้ารองรับ แต่ในยุคนั้นผักออร์แกนิกยังไม่มีตลาดเลย เพราะคนยังไม่เข้าใจว่าความดีงามของเจ้าผักหน้าตาแปลกๆ เหล่านี้

เพื่อทำไร่ต่อ เธอต้องคิดโมเดลที่จะตอบโจทย์ 3 ข้อให้ได้ คือ หนึ่ง ต้องมีอายุยืน เพราะกว่าผักจากภูชี้ฟ้าจะมาถึงกรุงเทพฯ ก็ตั้ง 12 ชั่วโมงแล้ว จะแข่งกับไร่ใกล้ๆ คงไม่ไหว สอง ต้องเป็นของกินง่าย เพื่อเปลี่ยนแนวคิดในยุคนั้นว่าออร์แกนิกคือชีวจิต ขมๆ เขียวๆ ไม่อร่อย และสาม ต้องไม่เห็นหน้าตาเดิมที่บิดๆ เบี้ยวๆ ดูไม่สวยงาม
คำตอบที่เธอได้คือ ไอศครีม

กะหล่ำ, King’s Cabbage กะหล่ำ, King’s Cabbage กะหล่ำ, King’s Cabbage

ตัดภาพมาในปัจจุบัน ร้าน Farm to Table organic cafe และ Farm to Table hideout อยู่ในบริเวณปากคลองตลาดเช่นกัน ร้านแรกเน้นขายไอศครีมจากผักผลไม้ออร์แกนิก เช่น ไอศครีมใบข้าวหอมมะลิอ่อน โดยวิธีการทำไอศครีม จอยก็ไปเรียนมาจากเชฟที่อิตาลี ส่วนอีกร้านหนึ่งมีเมนูอื่นๆ ด้วย เช่นสลัด อาหาร และขนมไทยประยุกต์ เช่น ไอศครีมไข่เค็มกินกับบัวลอยเผือก เป็นต้น

กะหล่ำ, King’s Cabbage กะหล่ำ, King’s Cabbage

เรียกได้ว่ารสชาติที่พวกเธอสร้างสรรค์ หากินที่อื่นไหนไม่ได้ (และขอยืนยันโดยส่วนตัวว่าอร่อยทุกอย่าง!)

“ตอนทำร้านก็คิดนะว่าใครจะมาวะ ร้านอยู่ลึกขนาดนี้”

จอยยังไม่ทันพูดจบ ก็มีลูกค้าเปิดประตูร้านเข้ามาอีกคู่แล้ว

เมื่อมีร้านรองรับสินค้า ก็ทำฟาร์มออร์แกนิกได้เต็มที่ โดยเป้าหมายคือ การหาทางช่วยให้เกษตรกรทำฟาร์มให้ดีได้ง่ายที่สุด

กะหล่ำ, King’s Cabbage กะหล่ำ, King’s Cabbage

บ้าน

King’s Cabbage คงมาถึงทุกวันนี้ไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะความเป็นครอบครัว

ครอบครัว หมายความถึงทั้งความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเจียรรุ่งแสงเอง และความสัมพันธ์ของทุกคนที่ทำงานร่วมกันในธุรกิจ

เราได้เห็นความจริงข้อนี้ด้วยสายตาตัวเอง ทั้งตอนที่เธออยู่ในร้าน Farm to Table และในปากคลองตลาด เราเห็นคุณพ่อที่เป็น ‘เฮีย’ ประจำตลาด คอยนั่งที่โต๊ะ เก็บเงิน และดูแลให้น้องๆ ทำงานจัดการผัก ส่วนในพื้นที่ร้านจอยก็จะเป็นคนคอยดูแล

“ทำงานกับคนในครอบครัวไม่ยาก ถ้าเราเข้าใจเขา” จอยบอก “มีปัญหามั้ย มี เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเรายึดความเข้าใจและความเคารพกัน ไม่ไปวุ่นวายกันในส่วนที่แต่ละคนรับผิดชอบ มันทำให้งานมันง่ายขึ้น”
ถ้าทุกคนต่างทำตามหน้าที่ของตัวเอง ครอบครัวก็จะช่วยกันผลักดันให้ธุรกิจไปได้ไกล

กะหล่ำ, King’s Cabbage

Facebook : Farm to Table, Organic Cafe
Facebook : Farm to Table, Hideout

Lesson Learnt

เราถามจอยว่า ถ้าเกษตรกรคนอื่นๆ อยากประสบความสำเร็จอย่างจอยบ้าง ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง เธอตอบมาแค่ 3 อย่าง “หนึ่งคือ หน้าที่ คือรู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ สองคือ เข้าใจคนอื่น รู้ว่าคนในครอบครัวอยากทำอะไร รู้ว่าเพื่อนร่วมงานต้องการอะไร รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และเราจะประนีประนอมยังไงให้ไปถึงตรงนั้นได้ ส่วนสุดท้ายคือ เคารพ เคารพหน้าที่ของตัวเองและหน้าที่ของคนอื่น ต่างคนต่างทำงานของตัวเอง ไม่เหยียบเท้ากัน มี 3 อย่างนี้ จบแล้ว ทำอะไรก็ได้ในโลกนี้”

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ทั้งผลาญทรัพยากรและปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลระหว่างการผลิต 

ปัจจุบันสังคมที่เปลี่ยนไป คนนิยมเลี้ยงสัตว์อย่างน้องหมาหรือแมวเพิ่มขึ้น หลายคนทุ่มเทแรงกายและใจประคบประหงมไม่ต่างจากสมาชิกในครอบครัว

สิ่งสำคัญประการแรกในการดูแลสัตว์เลี้ยง คือ การทำให้เขามีสุขภาพดี ให้อาหารที่มีคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการ แต่อาหารสัตว์เลี้ยงทั่วไปมักมีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นโรคผิวหนัง ขนร่วง ปัญหากลิ่นตัว หรือระบบขับถ่าย ยังไม่นับเรื่องผลกระทบต่อโลกในย่อหน้าแรก 

นี่คือปัญหาร้ายแรงที่รอใครสักคนมาแก้ไข

วันนี้เราอยากชวนมาทำความรู้จักนวัตกรรมทางเลือกใหม่สำหรับคนรักสัตว์และรักโลก ผ่านการพูดคุยกับ มารีญา พูลเลิศลาภ และ เจส-กมลชนก แดงบุญเรือง ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท พอว์ดักส์ จำกัด (PAWDUCTS CO., LTD.) บริษัทนำเข้า-ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน

ซึ่งมีผลิตภัณฑ์คือ โยรา (YORA) อาหารสัตว์ที่รักทั้งโลกและสุนัข ใช้วัตถุดิบหลักจากโปรตีนแมลง มุ่งมั่นสร้างความตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมให้คนในสังคม

YORA อาหารสุนัขจากโปรตีนแมลง ธุรกิจอาหารสัตว์ทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สิ่งเล็ก ๆ ที่คนรักสัตว์อาจมองข้าม

บนโลกใบนี้มีสุนัขที่ได้รับการดูแลแบบสัตว์เลี้ยงมากกว่า 470 ล้านตัว และแมวราว 370 ล้านตัว เป็นจำนวนที่มากกว่าประชากรของสหรัฐอเมริกาถึง 2 เท่า

เมื่อคนนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมากขึ้น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ใช้ทรัพยากรเพิ่มมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เจสขยายความว่า “โดยทั่วไปอาหารสุนัขมาจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ เช่น ไก่ วัว หมู เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการผลิตอาหารสุนัขโดยตรง หรือหลายแห่งอาจนำเอาเศษเนื้อมาแปรรูป แต่ไม่ว่าอย่างไร อุตสาหกรรมปศุสัตว์ก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากเป็นอันดับต้น ๆ “

YORA อาหารสุนัขจากโปรตีนแมลง ธุรกิจอาหารสัตว์ทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“ถ้าเราต้องการโปรตีนจากเนื้อวัว ต้องใช้ทรัพยากรที่ดิน น้ำ และอาหารจำนวนมาก หากเรามีสุนัขกว่าล้านตัวบนโลกที่ต้องกินเนื้อวัว จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับค่อนข้างมหาศาล ถ้าเราหาแหล่งโปรตีนอื่นที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ แต่ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า ก็จะเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนต่อโลกมากกว่า”

สุนัขเปลี่ยนชีวิต

ก่อนการนำเข้าอาหารสุนัข โยรา มารีญาและเจสเป็นเพื่อนกัน โดยมารีญามีความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพและความสุขในชีวิต ส่วนเจสเรียนจบแพทย์และทำธุรกิจส่วนตัวในต่างประเทศ จากนั้นเรียนต่อปริญญาโทด้านกลยุทธศาสตร์ โดยช่วงเวลานี้เอง เขาจุดประกายความคิดเรื่องการทำธุรกิจอย่างไรให้มั่งคั่ง พร้อม ๆ กับการสร้างความยั่งยืนให้โลก

เมื่อทั้งสองมีเป้าหมายคล้ายกัน จึงร่วมกันจัดโครงการ SOS EARTH เพื่อเป็นแพลตฟอร์มให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และจัดกิจกรรมที่สามารถช่วยเหลือหรือแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

YORA อาหารสุนัขจากโปรตีนแมลง ธุรกิจอาหารสัตว์ทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

SOS EARTH ทำกิจกรรมแรกราวปลายปี 2019 มารีญาและเจสพาเด็ก ๆ ไปพื้นที่ที่เรียกว่า ‘Our Land’ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ สัตว์ป่า การปลูกป่า และการใช้ชีวิตร่วมกับช้าง 

ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือพรหมลิขิต เพราะการไปทำกิจกรรมครั้งนั้น ทำให้มารีญาได้เจอกับ ‘ซาชิ’ สุนัขข้างร้านก๋วยเตี๋ยวผู้น่าสงสาร ซึ่งเป็นตัวแรกที่เธอรับมาเลี้ยง

“การที่เราได้เลี้ยงสุนัข เหมือนเชื่อมโยงกับการที่เราสนใจสนใจเรื่องสัตว์และธรรมชาติ กลายเป็นความผูกพันที่เราไม่นึกว่าจะเกิดขึ้นมาได้ 

“เราว่าการได้รับการยอมรับจากสุนัขหรือสัตว์อื่น ๆ เป็นอะไรที่พิเศษมาก เพราะเราต้องเข้าใจกันและกัน ต้องสื่อสารกันโดยไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน ต้องอ่านภาษากาย และต้องใช้เวลาเรียนรู้” มารีญากล่าว

หลังจากที่ทั้งสองได้ทำกิจกรรมร่วมกัน พวกเขามองเห็นปัญหาเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้รู้ว่าสัตว์เลี้ยงของพวกเขาส่งผลกระทบต่อโลก จึงมองหาทางเลือกใหม่ ๆ ที่ช่วยเรื่องความมั่นคงทางธุรกิจและความยั่งยืนของโลก

YORA อาหารสุนัขจากโปรตีนแมลง ธุรกิจอาหารสัตว์ทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ก้าวแรกสู่โปรตีนทางเลือกใหม่

เจสเล่าว่า สุนัขแสนรักตัวหนึ่งที่เขาเลี้ยงแพ้เนื้อไก่ กินแล้วเป็นเชื้อราตามผิวหนัง ทั้งยังมีอาการขนร่วง เขาเลยจำเป็นต้องหาโปรตีนทางเลือกใหม่ที่ไม่ใช่เนื้อไก่ และเขาได้คำแนะนำจากเพื่อนว่า มีโปรตีนทางเลือกชนิดใหม่ที่ทำจากแมลง เจสจึงเริ่มค้นหา และเจอกับ โยรา อาหารสุนัขโปรตีนแมลงจากประเทศอังกฤษ 

เมื่อเขาลองนำมาให้สุนัขของตัวเองกิน ปรากฏว่าโรคผิวหนังหายขาดและมีสุขภาพขนที่ดีขึ้น เขาจึงศึกษาเพิ่มเติมและพบว่าทางแบรนด์ใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่แนวคิด นวัตกรรมทันสมัย ตลอดจนจรรยาบรรณในการผลิต โดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เขาจึงพูดคุยกับมารีญา และตัดสินใจนำเข้ามาสู่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในเมืองไทย

โยรา เป็นอาหารสัตว์เลี้ยงโปรตีนทางเลือกสำหรับสุนัขและแมว ทำจากหนอนแมลงวันลายหรือหนอนแม่โจ้ (Black Soldier Fly) ที่ผ่านการเลี้ยงด้วยเศษผัก ผลไม้ปลอดสารพิษในพื้นที่ปิดขนาดเล็ก มีความสะอาดและปลอดภัยสูง 

กระบวนการทั้งหมดได้รับการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ทำให้หนอนมีคุณภาพ เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและไร้สารเคมีปนเปื้อน

เมื่อพูดถึงอาหารสุนัขที่ทำจากหนอนหรือแมลง หลายคนอาจนึกว่าเขาใช้หนอนตัวเป็น ๆ ยัดเข้าไปในเครื่องจักรแล้วอัดออกมาเป็นอาหารเม็ด ภาพนั้นอาจไม่น่าดูสักเท่าไหร่ แต่โยราทำวิจัยศึกษาระบบประสาท วงจรชีวิตของแมลง รวมถึงตัวอ่อนอย่างจริงจังก่อนนำมาทำเป็นอาหารสัตว์เลี้ยง

หลังจากเพาะเลี้ยงตัวหนอนมาอย่างดี ขั้นตอนสำคัญต่อไปก่อนแปรรูปเป็นอาหารสัตว์เลี้ยง คือ การน็อกระบบประสาทของตัวหนอนด้วยความเย็นที่หนอนรู้สึกเจ็บน้อยที่สุด หรือแทบไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการผลิตต่อไป

หลังจากผลิตออกมาเป็นอาหารเม็ดที่อัดแน่นไปด้วยคุณค่าครบโภชนาการแล้ว โยรายังเก็บทุกรายละเอียด แม้แต่บรรจุภัณฑ์ที่ทำด้วยวัสดุชิ้นเดียว (One Material) จึงไม่จำเป็นต้องแยกชิ้นส่วนก่อนทิ้ง ทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการกำจัดขยะ

YORA อาหารสุนัขจากโปรตีนแมลง ธุรกิจอาหารสัตว์ทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แน่นอนว่าความละเอียดและความใส่ใจที่มากกว่า ย่อมเพิ่มต้นทุนในการผลิต และนั่นทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์สูงขึ้นตามไปด้วย ทว่าหากผู้คนเปิดใจมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโปรตีนทางเลือก โดยเฉพาะโปรตีนแมลง ราคาของผลิตภัณฑ์ก็อาจถูกลงได้ ตามกลไกของตลาดที่เรียกว่า การประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale)

ธุรกิจอาหารสุนัขที่ไม่เน้นการโฆษณา

ในต่างประเทศมีผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงโปรตีนทางเลือกมากมาย แต่สิ่งที่โยราแตกต่าง คือ จรรยาบรรณในการผลิต วัตถุดิบที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ทั้งยังใส่ใจเรื่องสวัสดิภาพของสัตว์และสิ่งแวดล้อม แต่การนำเข้ามาตีตลาดในเมืองไทย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศที่นิยมเลี้ยงสุนัขและแมว การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก ผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง และสิ่งแวดล้อมบนโลกใบนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญ

การบอกปากต่อปาก การรีวิว และการแนะนำจากกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้โยราไม่ต้องทุ่มทุนทำการตลาดมากนัก ซึ่งถือเป็นข้อดี เนื่องจากประสบการณ์ของผู้ใช้งานจริงหรือเหล่าผู้บริโภค โดยเฉพาะเมื่อคนได้ลองให้สัตว์เลี้ยงของตัวเองกินแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี สิ่งนี้จึงเป็นตัวบ่งชี้ว่าควรซื้อซ้ำหรือบอกต่อให้คนอื่น ๆ มาใช้ตามหรือไม่นั่นเอง

คุณค่าที่มากกว่าเพียงการโฆษณา ทำให้โยราวางขายตามร้านขายอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วไปกว่า 100 สาขาทั่วประเทศไทย และยังมีช่องทางการติดต่อผ่านไลน์ Official Account เพื่อให้ลูกค้าสั่งสินค้าผ่านทางออนไลน์ได้ รวมถึงพูดคุย ปรึกษาปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงสะดวกขึ้น

หากมองในมุมของการทำธุรกิจ เช่นเดียวกับธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วไปในประเทศไทย การแข่งขันที่ดุเดือดของแบรนด์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ในขณะที่โยราไม่ได้มีเพียงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังโดดเด่นในเรื่องการบริการลูกค้า ตั้งแต่ให้คำปรึกษา บริการขนส่ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างฐานความเชื่อมั่นระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์

“เราไม่ได้ขายแค่ผลิตภัณฑ์ แต่เราเน้นประสบการณ์ผู้ใช้จริงและการบริการลูกค้า ผมมั่นใจว่าเราดูแลลูกค้าได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้” เจสตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

YORA อาหารสุนัขจากโปรตีนแมลงนำเข้าเกรดพรีเมียม ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพ ความอร่อย และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ยั่งยืนทั้งคน สัตว์เลี้ยง และโลก

บริษัท พอว์ดักส์ จำกัด เป็นบริษัทนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีแนวคิดในการพัฒนาตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยโยราเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับอุดมการณ์นั้น เพราะทางบริษัทยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เริ่มนำเข้ามาเป็นทางเลือกให้กับคนรักสัตว์และรักษ์โลก อย่างเช่น แบรนด์ Hownd และ McAdams ซึ่งเป็นแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงนำเข้าเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ผู้ร่วมก่อตั้งยังมีแผนทำผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงจากโปรตีนทางเลือกของตนเอง โดยเน้นคุณภาพของสารอาหารที่ครบโภชนาการและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

“ผมอยากให้คนไทยและสัตว์เลี้ยงของเขามีคุณภาพชีวิตที่ดี บริโภคแต่สิ่งดี ๆ ผมกับมารีญากำลังจะทำผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงของเราเองออกมาเหมือนกัน แน่นอนว่ายังคงใช้โปรตีนทางเลือก และยังต้องรักษ์โลกเหมือนเดิม” เจสกล่าว

YORA อาหารสุนัขจากโปรตีนแมลงนำเข้าเกรดพรีเมียม ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพ ความอร่อย และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

มารีญายังคงสนับสนุนให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงในไทยหันมาสนใจผลิตภัณฑ์จากโปรตีนทางเลือกมากขึ้น พร้อมทั้งอยากให้คนเข้าใจสัตว์เลี้ยงของตัวเอง ให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและจิตของสัตว์เลี้ยง ควบคู่ไปกับการตระหนักรู้เรื่องผลกระทบของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสังคมและสิ่งแวดล้อม

เพราะฉะนั้น นี่อาจไม่ใช่เพียงคุณค่าของโยราหรือแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่เรากำลังพูดถึงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงที่ยั่งยืน (Innovative and Sustainable Pet Products) ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อวงการสัตว์เลี้ยงในเมืองไทย

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงเห็นแล้วว่าโปรตีนทางเลือกถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจ และไม่เสียหายอะไรหากลองเปิดใจ เพราะอนาคตของโปรตีนทางเลือกยังคงอีกยาวไกล คงไม่ง่ายถ้าจะให้ทุกคนหยุดกินเนื้อในเพียงข้ามวัน แต่ประเด็นที่ต้องการสื่อคือ เรากินเนื้อให้น้อยลงได้ หรืออย่างน้อย ก็ให้สัตว์เลี้ยงของเรากินโปรตีนทางเลือกได้นั่นเอง 

YORA อาหารสุนัขจากโปรตีนแมลงนำเข้าเกรดพรีเมียม ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพ ความอร่อย และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

Lessons Learned

  • คุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นพื้นฐานสำคัญในธุรกิจนำเข้า-ส่งออก โดยเฉพาะกับผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง หากคุณภาพไม่ดีพอ สัตว์เลี้ยงกินเข้าไป ผลลัพธ์ที่ได้เป็นตัวการันตีทุกอย่างว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะรอดหรือร่วง
  • การให้บริการลูกค้าตั้งแต่ก่อนซื้อไปจนถึงหลังการขาย ถือเป็นหนึ่งในเสน่ห์และช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค
  • การนำเข้าสินค้าเป็นศาสตร์แบบหนึ่ง ในขณะที่การสร้างแบรนด์ก็เป็นศาสตร์อีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้น การเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องทักษะและความชำนาญ (Know How) จึงถือเป็นสิ่งสำคัญ

สัั่งซื้อสินค้าได้ที่ www.yorapetfoods.in.th/shop

Writer

Avatar

เสฎฐวุฒิ สุขสวัสดิ์

นักฝึกเขียน ผู้เป็นทาสแมว ชอบฟังเพลงป๊อป หลงใหลในประวัติศาสตร์ ภาษา และแนวคิดยุโรปสมัยใหม่ พยายามรักการอ่าน และชอบเรียนรู้วัฒนธรรมต่างถิ่นผ่านสื่อสารคดีการท่องเที่ยว

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load