ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง

คือสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขบอกไว้ เป็นประโยคที่ชัดเจนมากว่าผักสำคัญกับชีวิตเราขนาดไหน
น่าแปลก ในขณะที่มีอุตสาหกรรมเนื้อ ทำไมถึงไม่มีอุตสาหกรรมผัก

“เพราะมันยาก!” คือคำตอบของ จอย-จิรภัสร เจียรรุ่งแสง เธอเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของธุรกิจผักสด ‘ป.โอ่ง’ แห่งปากคลองตลาด ผู้กลายมาเป็นผู้ร่วมบริหารบริษัท King’s Cabbage และหนึ่งในเจ้าของร้าน Farm to Table ร้านไอศครีมผักออร์แกนิกสุดโด่งดังที่เรากำลังนั่งกินกันอยู่ตอนนี้

กะหล่ำ, King’s Cabbage

“ธุรกิจผักเป็นธุรกิจที่เวลาเราลงทุนพระเจ้าหุ้นกับเราครึ่งหนึ่ง” จอยอธิบาย “ฟ้าฝนจะถอนหุ้นเมื่อไรไม่รู้ จะขึ้นลงเมื่อไร มันมีความเสี่ยงสูงในการทำ”

แต่ครอบครัวของเธอ ประกอบด้วย คุณพ่อมานพ เจียรรุ่งแสง และลูกสาวทั้งสาม เจี๊ยบ-พรรณสุนันท์ พินิจพิชิตกุล จอย และ จิ๊บ-จิราภา เจียรรุ่งแสง ก็ทำจนได้

ผ่านมา 50 ปี ธุรกิจยังคงแข็งแกร่ง โดยผักส่วนหนึ่งส่งออกไปกลายร่างเป็นกะหล่ำม้วนในร้านสะดวกซื้อที่ญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง และร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยหลายเจ้าก็ใช้ผักจากไร่ของเธอ ไม่เพียงเท่านั้น ร้าน Farm to Table ยังเป็นผู้บุกเบิกคำว่า ‘ออร์แกนิก’ ในประเทศไทย และยืนหยัดใช้คำนี้มาหลายปี จนทุกวันนี้คำว่าออร์แกนิกแพร่หลายกลายเป็นเทรนด์

พวกเธอทำทั้งหมดนี้ได้อย่างไร ลองให้จอยเล่าให้ฟัง

กะหล่ำ, King’s Cabbage

ตลาด

เจี๊ยบ จอย และจิ๊บ เกิดและเติบโตในปากคลองตลาด

ย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่กรุงเทพฯ มีตลาดสดอยู่ไม่กี่ตลาด ปากคลองนับเป็นตลาดค้าส่งของสดระดับพรีเมียม ส่วนหนึ่งเพราะอยู่กลางเมืองและแต่ละร้านอยู่ประจำ หนึ่งในร้านประจำเหล่านั้นคือร้านของครอบครัวจอย ที่มีทั้งร้าน ป.ฮะเฮ็ง ของคุณปู่ ป.โอ่ง ของคุณพ่อ และร้านขายผักผลไม้อื่นๆ ของพี่น้องคุณพ่อ

กะหล่ำ, King’s Cabbage

“ตอนเด็กๆ ไปโรงเรียน เวลาถามว่าคุณพ่อทำอาชีพอะไร เราก็จะตอบว่าค้าขาย ครูก็จะถามว่าขายอะไร แล้วทำไมเราต้องตอบครูด้วยวะว่าเราขายผัก ก็เขินเหมือนกันนะ” จอยเล่าอย่างขำๆ

“แต่เราได้รับการปลูกฝังมาตลอดว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ดี แล้วก็จะเชื่อมาตลอดว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ดี ขายสินค้าที่ดี ไม่ได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ช่วยคนได้เยอะแยะ แล้วยังช่วยครอบครัวได้ด้วย มันไม่มีตรงไหนที่ไม่ควรจะทำต่อเลย”

การรู้จักตัวตนอย่างชัดเจนทำให้ทั้งสามเติบโตโดยมีเป้าหมาย

นั่นคือ จะร่ำเรียนและเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อกลับมารับช่วงต่อธุรกิจที่บ้านให้ดีที่สุด

มหาวิทยาลัย

ในขณะที่เจี๊ยบเรียนวิทยาศาสตร์อาหารและจิ๊บเรียนการออกแบบ จอยก็ไปเรียนบริหารธุรกิจ

เธอเลือกเรียนบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ เพราะรู้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของที่บ้านคือชาวญี่ปุ่น

เล่าถึงตรงนี้ จอยอธิบายแทรกเล็กน้อยว่า คนชอบถามว่าได้ลูกค้าญี่ปุ่นมายังไง แต่จริงๆ ความยากของธุรกิจผักสดไม่ได้อยู่ตรงการซื้อครั้งแรกของลูกค้า แต่คือการกลับมาซื้ออีก เพราะไม่ว่าลูกค้าจะกลับมากี่ครั้ง ตอนไหน ก็ยังต้องได้ผักในปริมาณและคุณภาพตามที่เขาต้องการ

“ความท้าทายคือ จะทำยังไงให้มันเสถียรอยู่ได้ แล้วลูกค้าอยากซื้อไปนานๆ” เธอบอก

กะหล่ำ, King’s Cabbage กะหล่ำ, King’s Cabbage

เธอได้เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่จบเอกธุรกิจญี่ปุ่นจากธรรมศาสตร์ เนื่องจากเป็นปริญญาโทที่เปิดอยู่แค่ 3 ปีเท่านั้น หลักสูตรประกอบด้วยการเรียนที่ไทย 1 ปี แล้วเรียนที่ญี่ปุ่นอีก 1 ปี

ปริญญาสุดพิเศษใบนี้ทำให้เธอได้มีโอกาสทำความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรของชาวญี่ปุ่น เช่น คนญี่ปุ่นมีมาตรฐานชัดเจน จะขายผักก็ต้องทำให้ตรวจวัดค่าได้ตามตัวเลขที่กำหนด ไม่งั้นไม่มีทางซื้อ หรือคนญี่ปุ่นทำธุรกิจกันด้วยระบบบอกต่อ ถ้าทำดีกับเจ้าหนึ่งแล้ว โอกาสได้ลูกค้าเพิ่มก็จะมาอีกเพียบ

“เขาสอนให้เราคิดงานเหมือนเราเป็นลูกค้า ลูกค้าอยากได้อะไร แล้วหาสิ่งที่คิดว่าลูกค้าอยากได้ไปให้ โอกาสที่ไม่ถูกใจมันจะน้อย” นักธุรกิจหญิงอธิบาย

บริษัท

นอกจากในห้องเรียน จอยยังสั่งสมประสบการณ์จากการทำงานจริงด้วย

“ตอนเรียนจบแล้วก็คิดว่าสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือหางานในบริษัทอาหารเท่านั้น เพื่อหาประสบการณ์มาทำธุรกิจต่อ” จอยบอก ก่อนเสริมว่า การตัดสินใจแน่วแน่และชัดเจนเกิดจากการที่เธอรู้ชัดเจนว่าทุกก้าวที่เดินต้องใช้เพื่อเข้าใกล้จุดหมายที่ตั้งไว้ตอนแรก คือการต่อยอดธุรกิจที่บ้าน

บริษัทอาหารที่จอยเลือก คือเนสท์เล่

เธอเข้าไปทำงานในตำแหน่ง Management Trainee ทำให้ได้ทำทุกอย่างในทุกแผนก และรายงานต่อผู้จัดการของประเทศโดยตรง เธอเล่าถึงชีวิตการทำงานในเนสท์เล่อย่างสนุกสนาน แต่ก็ตบท้ายด้วยการบอกว่า แม้จะสนุกแค่ไหน ก็ยังต้องทดไว้ในใจว่าวันหนึ่งจะออกมาทำ King’s Cabbage ต่อ

“ตอนนั้นเราเข้างานที่เนสท์เล่เก้าโมง แต่ต้องตื่นหกโมงมาเข้าออฟฟิศที่บ้านตัวเองก่อน ทำงานถึงแปดโมง แล้วค่อยออกไปทำงาน ทำงานที่เนสท์เล่ก็หนักมาก กลับถึงบ้านสองทุ่มครึ่ง ก็เข้าออฟฟิศ ทำงานถึงสี่ทุ่ม เป็นอย่างนี้อยู่สามปี” จอยเล่าชีวิต 2 ออฟฟิศให้ฟัง

แม้ว่าจะเหนื่อย แต่เธอยืนยันว่าเป็นการเตรียมตัวที่คุ้มค่าสุดๆ เพราะเมื่อถึงวันที่ลาออก เธอก็มีอาวุธทุกอย่างพร้อมสำหรับทำธุรกิจนี้แล้ว

ไร่

แน่นอนว่า ธุรกิจผักสดไม่ได้อยู่แค่ในออฟฟิศ

จอยใช้ชีวิตอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในฐานทัพผักของ King’s Cabbage บนดอยห่างจากภูชี้ฟ้าไม่ถึง 1 กิโลเมตร
เวลาเธอยืนอยู่ที่ไร่ ก็จะคำนวณด้วยสายตาได้ว่าผักในไร่มีน้ำหนักเท่าไร รวมถึงมองเห็นภาพการเติบโตของผักแต่ละต้นอย่างชัดเจน “เช่นผักสลัดอายุสี่สิบห้าวัน วันที่หนึ่งถึงวันที่สิบห้า เราจะต้องเห็นผักไซส์ยี่สิบเซนติเมตรแล้วระหว่างสิบห้าวันนั้นเราต้องทำทุกวิถีทางให้มันไปถึงวันที่สิบห้าตามที่คิดในหัวให้ได้ ถ้าเรารู้ว่าผักโตช้า เราใส่ปุ๋ยเพิ่มมั้ย หรือถ้าแต่ละต้นงอกไม่สม่ำเสมอกัน เมล็ดอาจจะไม่ดี หรือมีแมลงมีโรคหรือเปล่า”

สายตาในการทำธุรกิจของจอยคมชัดเกินใคร

เธออธิบายว่า สายตาคมชัดนี้จำเป็น เพราะจะช่วยทำธุรกิจได้พอดีกับความต้องการ ไม่ต้องปลูกผักเหลือเผื่อเกินจนกลายเป็นขยะผัก แต่ก็มีพอดีเท่าที่ลูกค้าต้องการ ทุกพลังและทรัพยากรที่ทุ่มเทลงไปก็จะคุ้มค่ากำลังดี
“เราต้องมั่นใจว่าผักทุกหัวที่เราเหนื่อยลงแรงมาจะขายได้” จอยบอก

ญี่ปุ่น

ไร่ของเธอมี 2 แบบ คือไร่สำหรับขายส่ง และไร่ออร์แกนิก

ทำไมไม่ทำทุกไร่ให้เป็นออร์แกนิก? หากคิดตามความเข้าใจผู้บริโภคทั่วไปแบบเรา ยังไงออร์แกนิกก็ดีต่อโลกกว่า แต่ที่จริงแล้ว ในบางกรณีการใช้ผักออร์แกนิกในระดับอุตสาหกรรมอาจสิ้นเปลืองยิ่งกว่า และอาจแย่ต่อทั้งโลก ทั้งธุรกิจ ด้วยซ้ำ

จอยยกตัวอย่างจากลูกค้ารายหลักของเธอ นั่นคือกะหล่ำม้วนในเซเว่นญี่ปุ่น “กะหล่ำม้วนถูกขายในหน้าหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่คนไม่อยากทำกับข้าว แต่เซเว่นเขาคิดค้นให้มันง่ายขึ้น ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น มันเลยบูมมากในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ซึ่งญี่ปุ่นผลิตกะหล่ำได้แค่กรกฎา สิงหา แต่เราผลิตได้ทั้งปี

“เราเลยทำกะหล่ำให้ตอบกับโจทย์ของเขา นั่นคือต้องใบใหญ่ ไม่มีรอยเลย เพื่อให้ทำเป็นกะหล่ำม้วนได้ ซึ่งผักออร์แกนิกมันจะออกมาบิดๆ เบี้ยวๆ ใบเป็นรู ทำแบบนี้ไม่ได้”

เธอย้ำว่า “สินค้าเกษตรที่ดีคือสินค้าที่ลูกค้าต้องการ”

ร้าน

ถ้าไร่หนึ่งใช้ส่งออก แล้วไร่ออร์แกนิกล่ะใช้ทำอะไร

นี่แหละคือที่มาของ Farm to Table

จอยยังคงยึดแนวคิดเดิม ว่าการทำธุรกิจที่ดีคือต้องมีลูกค้ารองรับ แต่ในยุคนั้นผักออร์แกนิกยังไม่มีตลาดเลย เพราะคนยังไม่เข้าใจว่าความดีงามของเจ้าผักหน้าตาแปลกๆ เหล่านี้

เพื่อทำไร่ต่อ เธอต้องคิดโมเดลที่จะตอบโจทย์ 3 ข้อให้ได้ คือ หนึ่ง ต้องมีอายุยืน เพราะกว่าผักจากภูชี้ฟ้าจะมาถึงกรุงเทพฯ ก็ตั้ง 12 ชั่วโมงแล้ว จะแข่งกับไร่ใกล้ๆ คงไม่ไหว สอง ต้องเป็นของกินง่าย เพื่อเปลี่ยนแนวคิดในยุคนั้นว่าออร์แกนิกคือชีวจิต ขมๆ เขียวๆ ไม่อร่อย และสาม ต้องไม่เห็นหน้าตาเดิมที่บิดๆ เบี้ยวๆ ดูไม่สวยงาม
คำตอบที่เธอได้คือ ไอศครีม

กะหล่ำ, King’s Cabbage กะหล่ำ, King’s Cabbage กะหล่ำ, King’s Cabbage

ตัดภาพมาในปัจจุบัน ร้าน Farm to Table organic cafe และ Farm to Table hideout อยู่ในบริเวณปากคลองตลาดเช่นกัน ร้านแรกเน้นขายไอศครีมจากผักผลไม้ออร์แกนิก เช่น ไอศครีมใบข้าวหอมมะลิอ่อน โดยวิธีการทำไอศครีม จอยก็ไปเรียนมาจากเชฟที่อิตาลี ส่วนอีกร้านหนึ่งมีเมนูอื่นๆ ด้วย เช่นสลัด อาหาร และขนมไทยประยุกต์ เช่น ไอศครีมไข่เค็มกินกับบัวลอยเผือก เป็นต้น

กะหล่ำ, King’s Cabbage กะหล่ำ, King’s Cabbage

เรียกได้ว่ารสชาติที่พวกเธอสร้างสรรค์ หากินที่อื่นไหนไม่ได้ (และขอยืนยันโดยส่วนตัวว่าอร่อยทุกอย่าง!)

“ตอนทำร้านก็คิดนะว่าใครจะมาวะ ร้านอยู่ลึกขนาดนี้”

จอยยังไม่ทันพูดจบ ก็มีลูกค้าเปิดประตูร้านเข้ามาอีกคู่แล้ว

เมื่อมีร้านรองรับสินค้า ก็ทำฟาร์มออร์แกนิกได้เต็มที่ โดยเป้าหมายคือ การหาทางช่วยให้เกษตรกรทำฟาร์มให้ดีได้ง่ายที่สุด

กะหล่ำ, King’s Cabbage กะหล่ำ, King’s Cabbage

บ้าน

King’s Cabbage คงมาถึงทุกวันนี้ไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะความเป็นครอบครัว

ครอบครัว หมายความถึงทั้งความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเจียรรุ่งแสงเอง และความสัมพันธ์ของทุกคนที่ทำงานร่วมกันในธุรกิจ

เราได้เห็นความจริงข้อนี้ด้วยสายตาตัวเอง ทั้งตอนที่เธออยู่ในร้าน Farm to Table และในปากคลองตลาด เราเห็นคุณพ่อที่เป็น ‘เฮีย’ ประจำตลาด คอยนั่งที่โต๊ะ เก็บเงิน และดูแลให้น้องๆ ทำงานจัดการผัก ส่วนในพื้นที่ร้านจอยก็จะเป็นคนคอยดูแล

“ทำงานกับคนในครอบครัวไม่ยาก ถ้าเราเข้าใจเขา” จอยบอก “มีปัญหามั้ย มี เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเรายึดความเข้าใจและความเคารพกัน ไม่ไปวุ่นวายกันในส่วนที่แต่ละคนรับผิดชอบ มันทำให้งานมันง่ายขึ้น”
ถ้าทุกคนต่างทำตามหน้าที่ของตัวเอง ครอบครัวก็จะช่วยกันผลักดันให้ธุรกิจไปได้ไกล

กะหล่ำ, King’s Cabbage

Facebook : Farm to Table, Organic Cafe
Facebook : Farm to Table, Hideout

Lesson Learnt

เราถามจอยว่า ถ้าเกษตรกรคนอื่นๆ อยากประสบความสำเร็จอย่างจอยบ้าง ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง เธอตอบมาแค่ 3 อย่าง “หนึ่งคือ หน้าที่ คือรู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ สองคือ เข้าใจคนอื่น รู้ว่าคนในครอบครัวอยากทำอะไร รู้ว่าเพื่อนร่วมงานต้องการอะไร รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และเราจะประนีประนอมยังไงให้ไปถึงตรงนั้นได้ ส่วนสุดท้ายคือ เคารพ เคารพหน้าที่ของตัวเองและหน้าที่ของคนอื่น ต่างคนต่างทำงานของตัวเอง ไม่เหยียบเท้ากัน มี 3 อย่างนี้ จบแล้ว ทำอะไรก็ได้ในโลกนี้”

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

เหิร-ต่อลาภ ลาภเจริญสุข ศิลปินหนุ่มเจ้าของแกลเลอรี่ Seescape แห่งเชียงใหม่ นัดพบเราที่บ้านหลังสวยของเขาซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองนัก เมื่อก้าวเข้ารั้วบ้าน เราก็สะดุดตากับกรอบหน้าต่างโลหะสวยแปลกหลากรูปทรง ตั้งแต่วงกลมจนถึงก้อนเมฆแสนละมุน ซึ่งติดอยู่บนประตูและกำแพง

นี่คือ ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างทำมือที่ชื่อสื่อถึงการเป็นตัวกลางระหว่างภายในที่อยู่อาศัยและธรรมชาติภายนอก (ชาวทวิภพมักเรียกสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นว่า ‘ช่องเปิด’ แทน ‘หน้าต่าง’ เพื่อให้รู้ว่างานพวกเขามีความอิสระกว่าหน้าต่างทั่วไป) ทวิภพเป็นทั้งธุรกิจใหม่เอี่ยมอายุราวครึ่งปีของต่อลาภกับเพื่อนหุ้นส่วนอีก 3 คนคือ ฬุริยา สิงเห, ธารวิมล ขันสุธรรม และ ตฤณ พูลทรัพย์ รวมถึงเป็นสิ่งที่ต่อลาภพูดเต็มปากว่าคืองานศิลปะชิ้นใหม่

อะไรทำให้ศิลปินลงมือออกแบบกรอบหน้าต่าง อะไรทำให้ทวิภพกลายเป็นธุรกิจแทนการทำเป็นคอลเลกชันจัดแสดงในแกลเลอรี่

ต่อลาภและเพื่อนนั่งลงบนโซฟา ย้อนเล่าเรื่องธุรกิจที่เกาะเกี่ยวแนบแน่นกับคำว่าศิลปะให้เราฟัง

เหิร-ต่อลาภ ลาภเจริญสุข, Seescape

หน้าต่างที่อยากเห็นแต่ไม่เคยเห็น

ต่อลาภ: ผมเริ่มเข้าไปอยู่ในวงการก่อสร้างและการออกแบบพื้นที่ การตกแต่งภายใน ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ซึ่งทวิภพก็เริ่มจากความบ้าของผมที่ชอบออกแบบสิ่งร่วมสมัย ดูพิเศษจากความธรรมดานิดหนึ่ง แล้วจุดที่จะมาติดขัดเสมอคือเรื่องช่องเปิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่าง ประตู มันหาสิ่งที่เข้ากับความคิดของเราไม่ได้ เวลาผมทำงานประเภทนั้น  ถ้าไม่ดัดเองก็ไปจ้างคนทำรูปทรงแปลกๆ บ้าง  แล้วก็เลยเห็นช่องว่างตรงนี้ว่า ถ้าเราทำมันขึ้นมาโดยที่ทุกคนเอาไปใช้ได้กึ่งสำเร็จรูปเลย ก็น่าจะสะดวกสบาย

หน้าต่างที่เพิ่มสุนทรีย์และเชื่อมต่อคนกับธรรมชาติ

ต่อลาภ: อีกเหตุผลที่ผมทำทวิภพคือ งานสถาปัตยกรรมมันเพิ่มความพิเศษโดยการเปลี่ยนแค่สิ่งเล็กๆ เอง สมมติว่าเรามีกำแพงสีขาวหนึ่งอัน การมีช่องเปิดที่เปลี่ยนไปจากความคุ้นชินแค่อันเดียวจะทำให้กำแพงเปลี่ยนไปทั้งอัน เปลี่ยนแปลงไปทั้งตึกเลย ผมก็มองว่า ถ้าจะเป็นจุดเริ่มต้นสร้างความพิเศษในการอยู่อาศัย แบบที่เห็นความสำคัญของการอยู่อาศัย และเห็นความสำคัญของสุนทรียศาสตร์ ซึ่งผมเชื่อว่าการอยู่อาศัยต้องคำนวณเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่อยู่ในกล่องแล้วผ่อนไป 30 ปี เราก็มาเปลี่ยนที่สิ่งเล็กๆ นี้ก่อนก็ได้ เพราะยังไปเปลี่ยนทั้งอาคารไม่ได้ แรงยังไม่พอ และหน้าต่างนี้อาจเป็นตัวเปลี่ยนที่คนไม่ต้องใช้เงินเยอะมาก แค่ซื้อหน้าต่างของเราไปติดนิดหนึ่งก็เปลี่ยนมุมมองของคอนโดหรือที่อยู่ของเขาเองได้ ไม่ได้ยุ่งยากจนต้องจ้างดีไซเนอร์หรือเสียหลายแสน คุณทำเองได้ จ้างช่างมา 500 บาทก็ติดได้แล้ว

นอกจากนี้ แนวคิดของช่องเปิดคือการใช้ชีวิตอยู่ในที่อยู่อาศัยต้องอาศัยอยู่ภายใน โดยมีภายนอกที่มีสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ซึ่งช่องเปิดก็ทำหน้าที่เป็นตรงกลางระหว่างการเชื่อมต่อของชีวิตเรากับธรรมชาติ คือ แสง ลม ผู้คน ยุง หมา ทวิภพเป็นตรงกลางนั้น ที่เราตั้งชื่อแบรนด์ว่าเป็นทวิภพ ก็คือช่องเปิดนี้เป็นภพระหว่างภายในกับภายนอก

มองโลกด้วยสายตาใหม่ผ่าน ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างของ เหิร ต่อลาภ
มองโลกด้วยสายตาใหม่ผ่าน ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างของ เหิร ต่อลาภ

หน้าต่างที่เป็นงานศิลปะทำมือ

ต่อลาภ: ผมคิดว่าหน้าต่างของผมเป็นศิลปะ แต่จะทำยังไงให้ศิลปะเข้าไปอยู่ในการใช้ชีวิต ผมก็เลยเปลี่ยนมุมมองการอยู่อาศัยของทุกคนด้วยการเปลี่ยนหน้าตาช่องเปิดให้เปลี่ยนไป มันเข้าถึงผู้คนและคนมีความเข้าใจกับมันได้ง่ายกว่างานศิลปะชิ้นอื่นของผม ผมกำลังสนใจว่าศิลปะร่วมสมัยจะไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราเลยได้หรือเปล่า อันนี้มันฝังเข้าไปในอาคารที่คุณอยู่เลย ผมว่าประเด็นของหน้าที่ศิลปะที่ไปอยู่ตรงนั้นน่าสนใจ

ตอนนี้เรามีหน้าต่างประมาณ 6 แบบ บางรูปทรงได้มาจากการ์ตูน ดราก้อนบอล บ้าง บางอันได้มาจากประตูเรือบ้าง หนังอวกาศสมัยเด็กบ้าง ผมผสมผสานหมดเลย แต่ผสมด้วยแนวคิดที่ว่าหน้าต่างไม่หวือหวาจนอยู่ในอาคารปกติไม่ได้ แต่ก็พิเศษเพียงพอที่ทำให้มุมมองของการมองโลกเปลี่ยนได้ ยังไงก็ตาม ผมไม่อยากให้หน้าต่างหลากหลายมาก เพราะเราลองเอามาทำเอง เชื่อไหมว่านี่เป็นหน้าต่างแฮนด์เมด คือดัดด้วยมือ ซึ่งพอมาทำเองโดยโรงงานมีคนทำอยู่ 2 คนมันไม่รอดหรอกถ้ามีหลายแบบ แล้วคนทั่วไปส่วนใหญ่จะอยากให้ธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรม แต่วิธีการทำงานของผมไม่เคยไปสู่อุตสาหกรรมเลย เพราะผมเชื่อว่าความพิเศษน่าจะอยู่ที่ใครเป็นคนทำ ไม่รู้ผมเชื่อผิดหรือเปล่านะ ถ้าเชื่อถูกอาจจะรวยแล้วก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราให้คนที่สร้างสิ่งหนึ่งใกล้ชิดกับคนที่ใช้สิ่งหนึ่งมากที่สุด เขาจะเห็นคุณค่าของการปฏิสัมพันธ์นั้น

เหิร-ต่อลาภ ลาภเจริญสุข, Seescape

หน้าต่างเพื่อคนเห็นคุณค่างานศิลปะ

ฬุริยา: สำหรับเรื่องกลุ่มลูกค้า เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องมาอยู่ตรงกลางระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้จริง เริ่มต้นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ทวิภพไม่ใช่สินค้าเชิงอุตสาหกรรม แต่มันคือชิ้นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่เข้าไปอยู่ในที่อาศัยได้ คราวนี้ก็ต้องมาคิดว่า คนที่จะใช้มันต้องเป็นกลุ่มลูกค้าประมาณไหน เขาต้องชื่นชมศิลปะในระดับหนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายก็น่าจะเป็นคนอายุประมาณ 20 ปลายๆ ถึง 40 ต้นๆ ที่กำลังมองหาบ้าน กำลังจะสร้างบ้าน หรือสร้างมาแล้ว และมีรสนิยมในเชิงศิลปะในระดับหนึ่ง รวมถึงก็ต้องรู้จักพี่เหิรด้วย เพราะเขาจะรู้ว่าพี่เหิรมีสไตล์ในการทำงานแบบนี้ งานที่ออกมาจะเป็นแบบนี้ ถ้าเขาซื้อหน้าต่างบานนี้ก็เหมือนเขาซื้องานศิลปะของพี่เหิรกลายๆ

แต่ความยากของการทำแบรนด์นี้ก็คือ การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เราเล็งไว้ เพราะว่าถ้าเกิดจะไป ตัวเราต้องวิ่งเร็วกว่านี้ ต้องเน้นการขายหน่อย ซึ่งมันก็ก้ำกึ่ง ถ้าเราเน้นขายขนาดนั้นก็ดูเป็นแมสไป เราไม่อยากดูแมส ก็เลยค่อยๆ ไป ก็ดูว่ามีโอกาสได้ไปร่วมงานๆ นี้เพื่อที่จะเปิดตัวแบรนด์ไหม แต่ก็ดูภาพลักษณ์ของงานด้วยว่าเป็นงานเฟอร์นิเจอร์แบบอุตสาหกรรมหรือเป็นงานทำมือ

ต่อลาภ: ส่วนเรื่องราคาก็ตั้งให้เหมาะสมกับคนที่ซื้อไปได้ โดยที่ไม่ได้ถูกไปและแพงไป ส่วนอะไรคือถูกไปหรือแพงไป อันนี้เป็นประเด็นสำคัญมากเลย ถ้าเราอยู่ในเชียงใหม่ งานห้าหมื่นหรือแสนนึงอาจแพงไป แต่ถ้าเราย้ายไปสิงคโปร์ งานชิ้นเดียวอาจเป็นแค่งานตกแต่ง ราคาศิลปะเลยกำหนดไม่ได้ว่าแพงไปหรือถูกไปแบบตายตัวขนาดนั้น ซึ่งเรากำหนดราคาของทวิภพโดยคิดว่า ถ้าเป็นเรา เราซื้อเก้าอี้ได้ในราคาตัวละสามพันกว่า งั้นก็ซื้อหน้าต่างนี้ไหววะ

มองโลกด้วยสายตาใหม่ผ่าน ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างของ เหิร ต่อลาภ
ทวิภพ

หน้าต่างที่ยังคงพัฒนา  

ต่อลาภ: ช่องเปิดที่ดีสำหรับผม ถ้าในเชิงการใช้งานคือต้องเปิดดี อยู่ในตำแหน่งที่โอเค มองแล้วไม่ต้องก้ม แล้วก็อยู่ในจังหวะที่เรายืนผ่อนคลายดูข้างนอก อยู่ในทิศทางที่ดี เปิดดี กันน้ำได้บ้าง ซึ่งประเด็นนี้ก็ยังไม่ 100% เราก็ต้องค่อยๆ ศึกษาและปรับเปลี่ยนกันไป

หน้าต่างในความหมายใหม่

ต่อลาภ: ส่วนใหญ่ผลตอบรับที่กลับมาจะมองว่าหน้าต่างเป็นรูปทรงนี้ได้ด้วยหรอ หรือใส่ตรงนี้ได้ด้วยหรอ เขาคิดว่ามันมีแค่ทรงกลมกับสี่เหลี่ยมเฉยๆ พอเห็นมันเป็นอย่างอื่นได้เขาก็มีคำถาม ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ผมต้องการที่สุด ทุกอย่างมันมีความเป็นไปได้ อย่ายอมจำนนว่ามันต้องเป็นแบบนี้ เราเห็นงานออกแบบดีมากเลย ดูเป็นแนวอวกาศมากเลย แต่หน้าต่างเป็นแบบธรรมดา บางทีมันก็ไม่เข้ากัน ซึ่งเราคิดว่ามันต้องเข้ากันหมด คิดว่าต้องคิดให้เสร็จทั้งกระบวนการ และเราอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้งานออกแบบทำได้ครบวงจรจริงๆ

มองโลกด้วยสายตาใหม่ผ่าน ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างของ เหิร ต่อลาภ
ทวิภพ

หน้าต่างที่เป็นการทดลองเพื่อก้าวต่อไป

ต่อลาภ: ที่จริงผมกำลังวางโปรเจกต์อีกอันซึ่งใหญ่กว่าหน้าต่าง เป็นอาคารที่ทวิภพจะเป็นส่วนประกอบ แต่ผมเริ่มทำได้แค่หน้าต่างก่อน เพราะแบรนด์นี้เป็นจุดเริ่มที่ทำง่ายกว่า ใช้งบในการทดลองน้อยกว่า เป็นขั้นตอนตามกำลัง ผมไม่ได้เป็นลักษณะที่คิดโปรเจกต์ปุ๊บ เอาไปเสนอ ได้เงินก้อนใหญ่มา แล้วทำเลย ผมทำแบบนั้นไม่เป็นแล้วก็ไม่ใช่สไตล์ผมด้วย ผมอยากทดลองไปอย่างช้าๆ เชื่อในความช้า เหมือนแกลเลอรี่ Seescape กว่าคนจะยอมรับว่ามันเป็นพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยและมีชีวิตขนาดนี้ มันก็ใช้เวลาเป็นเก้าปีสิบปี ผมเชื่อในความหนืดเหนียวแบบจะทำวะ ไม่ยอมเลิกมากกว่า ผมจะชื่นชมคนแบบนั้นมากกว่า

สำหรับเรื่องอนาคตของแบรนด์ ผมมองว่าถ้าสิ่งที่เชื่อและทำไปอยู่ในความคิดของคนได้เยอะที่สุด ผมจะแฮปปี้ ส่วนเรื่องยอดขายอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญขนาดนั้น คือถ้าขายได้ดีก็ เย่! จะได้ไปสร้างอีกโปรเจกต์เร็วขึ้นหน่อย ที่จริงการทำทวิภพขึ้นมาก็คือความสำเร็จแล้ว แล้วผมว่ามันไม่มีทางล้มเหลวในเชิงตัวเงิน เพราะเราไม่ได้คิดในเชิงว่าลงทุนทีหลายล้าน เราได้ทำในสิ่งที่มันค่อยๆ ไป ถ้าจะมีสิ่งที่ดูเป็นความล้มเหลวก็คือเรื่องเวลาที่ลงไป แต่ถ้าเรามองเวลานั้นเหมือนการได้ทดลองความเชื่อบางอย่าง นั่นก็เป็นกำไรมากกว่า แต่ขายดีก็ดีนะ ถ้าโปรโมตได้ก็มาช่วยซื้อหน่อย (หัวเราะ)

ทวิภพ
Facebook l Tawipob window design
 

The Rules

  1. ตั้งคำถามกับเทรนด์ต่างๆ  แล้วสร้างสรรค์เทรนด์ของตัวเองขึ้นมาและส่งกลับไปสู่สังคม
  2. เอาความเป็นท้องถิ่นที่อยู่รอบตัวมาใช้
  3. ถ้าคิดอะไรไม่ออกให้ลงมือทำ เดี๋ยวงานจะตอบเราเอง แต่สำหรับงานออกแบบ ต้องรักษาสมดุลเรื่องนี้ให้ดีกว่างานศิลปะ เนื่องจากเราไม่ได้ทำงานคนเดียว จึงต้องคิดให้ชัดเจนในหัวมากกว่า 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ก่อนลงมือ อย่าแก้ไปเรื่อยๆ หลายรอบเหมือนเวลาทำงานศิลปะ

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load