การ Walk ของผมครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งไหนๆ เพราะเป็นการ Walk กับบุคคลระดับ The King เลยทีเดียวครับ และ The King พระองค์นี้ทรงเป็นกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรเล็กๆ แห่งหนึ่งนามว่า ราชอาณาจักรอัลลาดา (Kingdom of Allada) ที่ตั้งอยู่ไกลโพ้นถึงภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ในประเทศที่มีชื่อว่า ‘เบนิน’

ดะ… ดะ…ดะ…เดี๋ยวนะ เบนินเป็นประเทศสาธารณรัฐที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และมีประธานาธิบดีเป็นประมุขไม่ใช่หรือ แล้วกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรอัลลาดาพระองค์นี้มาจากไหน? ผมคิดว่าผู้อ่าน The Cloud หลายต่อหลายท่านอาจเกิดคำถามนี้ขึ้นมาในใจ

ถูกต้องครับ ประเทศเบนินนั้นเป็น ‘สาธารณรัฐ’ (Republic of Benin) และมีประธานาธิบดีเป็นประมุข ในอดีตเคยอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสจนได้รับเอกราชเมื่อ ค.ศ. 1974 และนั่นคือข้อเท็จจริงในยุคปัจจุบัน

แต่ถ้าหากเราย้อนเวลาล่วงไปในอดีต… ก่อนที่ฝรั่งเศสหรือชนชาติใดๆ ก็ตามจากยุโรปจะเข้ามามีอิทธิพลในทวีปแอฟริกา ดินแดนแทบทุกตารางนิ้วในทวีปนี้ล้วนมีกษัตริย์หรือไม่ก็ประมุขเผ่าทำหน้าที่ปกครองกันมาก่อนทั้งนั้น

เมื่อยุโรปหลากหลายชนชาติเข้ามายึดดินแดนต่างๆ ทั่วแอฟริกาเป็นอาณานิคมนั้น พวกเขาก็จัดการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนกันเองตามใจชอบ โดยมิได้สนใจว่าในอดีตดินแดนเหล่านี้เคยเป็นของใคร ปกครองกันมาอย่างไร และกินพื้นที่มากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญคือ ไม่มีชาวแอฟริกันร่วมอยู่ในกระบวนการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนเลยแม้แต่คนเดียว เรียกว่าเป็นฝีมือของชาวยุโรปล้วนๆ

ดังนั้น สาธารณรัฐต่างๆ ที่กำหนดขึ้นใหม่จึงเกิดขึ้นในยุคอาณานิคม และในพื้นที่ของสาธารณรัฐเหล่านั้นก็มีราชอาณาจักรเล็กๆ หรือแว่นแคว้นน้อยๆ ซอกซอนซ่อนเร้นอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อให้อำนาจการปกครองประเทศในปัจจุบันจะตกเป็นของรัฐบาลกลางอันมีประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ฯลฯ ทำหน้าที่บริหารงาน ควบคุม และดูแล แต่กษัตริย์ ราชินี หรือประมุขเผ่า ก็ยังมีสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และยังคงได้รับความเคารพในเชิงผู้นำทางจิตวิญญาณและจารีตประเพณีอยู่เช่นเดิม

Voodoo Festival, แอฟริกา

ผมชวนพี่ๆ น้องๆ เดินทางไปเบนินในช่วงเดือนมกราคมเพื่อไปร่วมชมเทศกาลวูดู (Voodoo Festival) ซึ่งถือเป็นเทศกาลประเพณีสำคัญระดับประเทศที่ทางการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ และมีการเฉลิมฉลองนานนับสัปดาห์ ดังนั้น ในเทศกาลสำคัญระดับนี้กษัตริย์และราชินี หรือประมุขเผ่า ย่อมเข้ามามีบทบาทในฐานะประธานฝ่ายพิธีกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่จึงเป็นที่มาของการ Walk with the King ในวันนี้

Voodoo Festival, แอฟริกา

รถเรามาจอดที่หน้าพระราชวังหลวงแห่งราชอาณาจักรอัลลาดาช่วงสายๆ ที่หน้าวังมีป้ายระบุพระนามและช่วงปีที่กษัตริย์แต่ละพระองค์ครองราชย์ ที่ผมชอบมากคือตราสัญลักษณ์ประจำแต่ละพระองค์ที่เป็นสัตว์ชนิดต่างๆ และมีดีไซน์ง่ายๆ น่ารักแบบแอฟริกัน

Voodoo Festival, แอฟริกา

อัลลาดาเป็นเมืองที่สำคัญมากต่อลัทธิวูดู เชื่อกันว่าลัทธิวูดูถือกำเนิดขึ้นที่นี่มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 โดย Adjahounto ผู้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อัลลาดา และลัทธิวูดูที่เผยแผ่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปจนเติบโตในประเทศเฮติ (Haiti) นั้นก็มีรากมาจากลัทธิวูดูที่ก่อกำเนิดในอัลลาดาเช่นกัน ดังนั้น พิธีเปิดงานเทศกาลวูดูจะเริ่มต้นขึ้นจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เพื่อที่จะเป็นการส่งสัญญาณให้พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศเบนินได้เริ่มเทศกาลวูดูกันอย่างเป็นทางการ

มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาออกันอยู่หน้าวัง ผมได้รับคำอธิบายว่ากษัตริย์และราชินีแห่งอัลลาดาจะเสด็จพระดำเนินด้วยพระบาทจากวังไปยังลานพิธีพร้อมกับกษัตริย์และราชินีจากราชฮาณาจักรพันธมิตรใกล้เคียง รวมทั้งประมุขแห่งลัทธิวูดูด้วย แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นตอนไหน

Voodoo Festival, แอฟริกา

ในขณะที่ผมกับพี่ๆ น้องๆ เดินโต๋เต๋ไปมารอเวลาสำคัญที่ลานหน้าท้องพระโรงพร้อมกับฟังดนตรีพื้นเมืองขับกล่อมอยู่นั้น

“อยากถ่ายรูปกับท่านไหม? แต่…ต้องมีของขวัญหน่อยนะ” การ์ดผิวคล้ำร่างใหญ่กระซิบผมเบาๆ แต่ได้ยินกันชัดๆ ด้วยภาษาฝรั่งเศส

คำว่า ‘ของขวัญ’ หรือ Cadeau ในภาษาฝรั่งเศสนั้นเป็นคำที่ผมเริ่มชินแล้วหลังจากใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้มาสักพัก มันหมายถึงค่าน้ำร้อนน้ำชาที่เจ้าหน้าที่พร้อมจะเรียกจากเราเพื่อมอบบริการบางอย่างให้ และในที่นี้คือการนำผมเข้าไปในห้องท้องพระโรงเพื่อเข้าเฝ้ากษัตริย์และราชินี

ขณะนั้นในมือผมมีธนบัตรใบละ 2,000 ฟรังก์ เซ.แอ็ฟ.อา. (Franc C.F.A.) และผมก็ตัดสินใจยื่นให้เขาไป มันตีเป็นเงินไทยได้ประมาณ  120 บาท และเขาก็อนุญาตให้พวกผมเข้าไปได้เพียง 2 จาก 4 คนเท่านั้น ในวินาทีต่อมาผมก็พบว่าตัวเองกำลังอยู่ในห้องรับรองเล็กๆ พร้อมกับน้องหนิงที่ตามมาด้วยกัน เราสองคนกำลังอยู่ท่ามกลางบุรุษและสตรีที่แต่งกายในชุดพื้นเมืองนั่งอยู่จำนวนหนึ่ง

Voodoo Festival, แอฟริกา

‘ใครบ้างหว่า? ไม่รู้จักเลย แล้วต้องทำไงเนี่ย?’ ผมเริ่มคิด แล้วหันไปมองหน้าน้องหนิงทำนองว่าทำยังไงดีล่ะ

ผมเห็นคนมีท่าทีนบนอบต่อพวกท่าน ผมกับน้องหนิงจึงรีบทำตามด้วยความเคารพ ตอนนั้นผมพอเดาได้แล้วว่าผมกำลังอยู่ต่อพระพักตร์กษัตริย์และราชินีแห่งราชอาณาจักรต่างๆ ในเครืออัลลาดา ราษฎรในแคว้นอัลลาดาจะก้มเอาศีรษะจรดพื้นเพื่อทำความเคารพ และเรียกกษัตริย์และราชินีของเขาว่า Sa Majesté ทุกคำ

คำว่า Sa Majesté นั้นออกเสียงว่า ซา  มาเชสเต้ เป็นราชาศัพท์ภาษาฝรั่งเศสซึ่งเทียบเท่ากับคำว่า His หรือ Her Majesty ในภาษาอังกฤษ

ซา มาเชสเต้ ดีพระทัยมากๆ ที่มีอาคันตุกะหน้าจืดมาไกลจากประเทศไทย ยิ่งพอผมสื่อสารกับพระองค์ด้วยภาษาฝรั่งเศสได้บ้าง จึงทรงเป็นกันเองมากขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งคือ การใช้ราชาศัพท์ภาษาฝรั่งเศสของคนที่นี่นั้นเต็มรูปแบบมากๆ ปกติเวลาเราสนทนากับใครสักคนในภาษาฝรั่งเศส เราจะเรียกผู้นั้นว่า Vous (แปลว่า You หรือท่าน) แต่เมื่อเราพูดกับซา มาเชสเต้ เขาจะเรียกท่านว่า Il (แปลว่า He หรือเขา) สำหรับกษัตริย์ และ Elle (แปลว่า She หรือเธอ) สำหรับราชินีแทน

ผมพอมีความรู้เรื่องราชาศัพท์ภาษาฝรั่งเศสบ้างเพราะผมเคยเห็นผ่านๆ ตามาจากหนังสือวรรณกรรมฝรั่งเศส แต่เมื่อต้องสนทนากับซา มาเชสเต้ เข้าจริงๆ ผมก็พบสิ่งที่สร้างความสับสนแก่ผมพอควร มันคล้ายกับว่าเรากำลังพูดกับใครสักคนที่อยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่แทนที่จะเรียกเขาว่า You กลับไปเรียกเขาว่า He หรือ She แทน

Voodoo Festival, แอฟริกา

ในห้องเดียวกันมีบุรุษผู้หนึ่งใส่เสื้อสีขาวพร้อมหมวก ซึ่งท่านนั่งอยู่อีกหนึ่งกับสตรี 2 คนที่แต่งชุดสีขาวเช่นกัน ผมกำลังสงสัยว่าท่านเป็นใคร เป็นกษัตริย์และราชินีหรือไม่ ขณะที่ผมกำลังคิดวิธีหาคำตอบอยู่นั้น

“เขาเป็นประมุขของลัทธิวูดูแห่งอัลลาดา และก็ครอบครัว” ราชินีตรัส

“อยากได้อะไรจากพวกเราบ้างไหม?” กษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงถามผมกับน้องหนิง

“อยากได้รูปหมู่ถ่ายด้วยกันพะยะค่ะ” ผมชิงตอบ และไม่กี่วินาทีต่อมาเราก็ได้รับพระเมตตา

Voodoo Festival, แอฟริกา

หลังจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ก็มาเชิญผมออกจากห้อง ขบวนนักดนตรีเริ่มตั้งแถว และการ Walk with the King ก็เริ่มต้น ณ บัดนั้น

ขบวนเริ่มต้นโดยนักดนตรีที่มีทั้งคนตีกลอง คนเป่าแตร และคนขับร้อง เดินนำ มีเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยคอยกันคนให้พ้นทางเสด็จ  มีคนถือพระกลดถวายเพื่อบังแดด และมีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งหน้าดุมากๆ ถือพัดและคอยพัดให้พระองค์ท่านตลอดเวลา ประมุขแห่งลัทธิวูดูก็เดินตามเสด็จมาพร้อมกันด้วย

Walk แรกคือการไปเดินวนรอบต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์หน้าวังหลวงเป็นจำนวน 3 รอบ การ Walk ช่วงนี้โกลาหลมากๆ ครับ เพราะขบวนเสด็จนั้นยาวพอสมควร สื่อมวลชน ช่างภาพ และนักท่องเที่ยว จำนวนมากต่างก็พยายามจะเดินตามเก็บภาพกันจ้าละหวั่นจนขบวนเคลื่อนเหมือนงูกลืนหางที่หัวกับท้ายแทบจะเกยกัน

Voodoo Festival, แอฟริกา Voodoo Festival, แอฟริกา

จากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ การ Walk ลำดับต่อมาก็จะเป็นการเดินไปตามเส้นทางผ่ากลางเมืองอัลลาดาไปยังลานพิธีซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร ถนนสายหลักนั้นไม่ใช่ถนนลาดยาง แต่เป็นถนนดินแดงที่ขรุขระและมีฝุ่นฟุ้ง เมืองอัลลาดานั้นก็มีสภาพคล้ายๆ หมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทอันห่างไกลของไทย ราษฎรในพื้นที่พากันออกมายืนชมขบวน และก็มีอีกมากมายที่เดินตามกันมาในขบวนเสด็จด้วย ดูเป็นกันเองดีแท้

Voodoo Festival, แอฟริกา Voodoo Festival, แอฟริกา

การ Walk ช่วงนี้เป็นช่วงวิ่ง-สู้-ฟัดสำหรับผม เพราะผมพยายามบันทึกภาพกษัตริย์ ราชินี พระองค์ต่างๆ และประมุขแห่งลัทธิวูดู ผมต้องวิ่งนำขบวนไปดักรอด้านหน้า เพื่อเตรียมชวงชิงพื้นที่ก่อนช่างภาพคนอื่นๆ จะแห่กันมา บางช่วงผมต้องเดินถอยหลังไปถ่ายภาพไปรวมทั้งหลบคนที่มาคอยชมขบวนบ้าง หลบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบ้าง หลบหลุมและบ่อบนถนนที่แสนจะขรุขระ พร้อมกับสูดฝุ่นแดงจำนวนมหาศาล แต่ผมพบว่า Walk ช่วงนี้พีกมากๆ และผมสนุกกับทุกสิ่งรอบตัว ไม่ว่าเสียงดนตรีปี่กลองที่ดังกระหึ่มตลอดเวลา เสื้อผ้าพื้นเมืองหลากสีสัน กองทัพช่างภาพจำนวนมหาศาล บรรยากาศแสง สี เสียง ประเคนมาสู่ผมแบบไม่ยั้ง และเมื่อครบ 2 กิโลเมตรแล้วการ Walk ของผมก็สิ้นสุดลงที่ลานพิธีที่จะทำการเปิดเทศกาลวูดูอย่างเป็นทางการ

Voodoo Festival, แอฟริกา Voodoo Festival, แอฟริกา

เมื่อการกล่าวถวายรายงานโดยรัฐมนตรีวัฒนธรรมแห่งเบนินสิ้นสุดลง เสียงกลองก็ดังรัวขึ้นจากมุมนู้นมุมนี้รอบลานพิธี เหล่านักบวช นักเต้น จากสำนักวูดูต่างๆ ทั่วราชอาณาจักรอัลลาดาล้วนมารวมตัวกันที่นี่ และกำลังออกลวดลายการเต้นแบบไม่ยั้ง สีสันของเสื้อผ้าที่สดใสหลากเฉดสี เครื่องประดับทั้งสร้อย กำไล ต่างหู หมวก และรัดเกล้า เต้นระริกอยู่ใต้เปลวแดดอย่างรัวเร็วไปตามจังหวะการเคลื่อนตัวของผู้เต้นพร้อมเสียงปี่กลองอันสุดเร้าใจบนลานพิธีเล็กๆ แห่งนั้น ผมสังเกตเห็นรอยบากตามร่างกายของผู้เต้นทั้งชายหญิงหลายต่อหลายคน และต่อมาก็ได้รับคำอธิบายว่านั่นคือลวดลายที่แสดงว่าบุคคลผู้นั้นมาจากเผ่าไหน

Voodoo Festival, แอฟริกา Voodoo Festival, แอฟริกา Voodoo Festival, แอฟริกา

ในแอฟริกาตะวันตก วูดูไม่ใช่เป็นเพียงความเชื่อ วูดูคือศรัทธา คือวิถีชีวิต คือการแพทย์ คือจิตวิญญาณที่หล่อรวมผสมผสานกับศาสนาคริสต์หรือศาสนาอื่นใดก็ตามที่เผยแพร่เข้ามาในช่วงหลัง แม้จะเป็นคาทอลิก คริสเตียน หรือมุสลิมนิกายใดๆ ก็ตาม วูดูยังคงฝังรากและมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขาเสมอ และการเต้นนั้นก็ถือว่าเป็นพลีกรรมที่พึงกระทำเพื่อเชื่อมต่อมนุษย์กับวิญญาณของบรรพบุรุษ ของผืนดิน ผืนฟ้า แผ่นน้ำ หรือสรรพสิ่งอันควรบูชาที่รายล้อมอยู่รอบตัว

ผมกับพี่ๆ น้องๆ เดินดูการเต้นของสำนักวูดูต่างๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ มีจามมีไอกันบ้างค่อกๆ แค่กๆ เนื่องด้วยฝุ่นนั้นมีปริมาณมหาศาล ดังนั้น ใครที่คิดจะไปชมพิธีสำคัญนี้ควรมีหน้ากากอนามัยติดมือไปด้วยนะครับ

Voodoo Festival, แอฟริกา

เมื่อเวลาผ่านไปพักใหญ่ เจ้าหน้าที่มาชวนพวกผมเดินเลยเข้าไปยังแนวป่าร่มครึ้มที่อยู่ติดกับลาน เขาอธิบายว่านี่คือบริเวณป่าศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะมีพิธีบูชายัญ

ต้นไม้สูงใหญ่หลายต้นถูกหุ้มด้วยผ้าแถบสีขาวและแดง เหล่านักเต้นจำนวนหนึ่งย้ายสำนักมายังบริเวณลานบูชายัญ พร้อมกับเหล่านักตีกลองที่ตามมาด้วยอีกกลุ่มใหญ่ ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งมีเทวรูปไม้แกะสลักวางอยู่ พร้อมกับเทียนและเหล้าหลายชนิด ผมคิดว่าพื้นที่นี้คือปะรำพิธีบูชายัญ และไม่ไกลกันนักผมเห็นหมูและแพะอย่างละตัวมัดอยู่

Voodoo Festival, แอฟริกา

ไม่นานจากนั้น เมื่อกษัตริย์แห่งอัลลาดาและประมุขลัทธิวูดูมาถึง ผมก็ได้ยินเสียงร้องของแพะและหมูดังแหวกอากาศมาถึงหูก่อนที่จะเงียบไป ขณะนั้นคนจำนวนมากพากันไปมุงอยู่ที่ปะรำบูชายัญจนผมเข้าไปไม่ถึง และเมื่อผมเข้าไปได้ ผมก็พบว่าทั้งหมูและแพะนั้นได้นอนแน่นิ่งไปแล้ว พร้อมกับรอยเลือดที่ปรากฏบนแท่นพิธี

สิ่งที่ตามมาต่อจากนั้นคือการเชิญวิญญาณของบรรพบุรษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาสิงในกองฟาง และสิ่งนี้เรียกรวมกันว่า Zangbeto

Voodoo Festival, แอฟริกา Voodoo Festival, แอฟริกา

เชื่อกันว่า ‘ซังเบโต’ เป็นเหมือนผู้พิทักษ์ซึ่งจะทำหน้าที่คุ้มครองดูแลหมู่บ้านหรือพื้นที่นั้นๆ ให้ปลอดภัย ไร้การรบกวนจากสิ่งชั่วร้าย รวมทั้งปกป้องคนดีจากคนชั่ว และนำความปลอดภัยมายังพื้นที่นั้นๆ และเชื่อกันว่าภายใต้กองฟางที่วิ่งไปมานั้นไม่มีร่างกายมนุษย์อยู่ แต่สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยวิญญาณ

นี่เป็นคำอธิบายที่ผมได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่เช่นกันนะครับ ส่วนจะเชื่อหรือไม่อย่างไรนั้นผมขอให้เป็นการใช้วิจารณญาณของแต่ละบุคคลแล้วกัน แต่เท่าที่ผมจำได้ในวันนั้น ซังเบโตเคลื่อนที่เร็วมากๆ เดี๋ยววิ่งไปทางนู้นทีไปทางนี้ทีโดยมีผู้ติดตามคอยตะโกนให้ผู้คนหลีกทางให้กันจ้าละหวั่น …ถ้าหลีกไม่ทันนี่มีโดนพุ่งชนได้ง่ายๆ เลยนะครับ

พวกผมใช้เวลาอยู่ในลานพิธีและพื้นที่ป่าศักดิ์สิทธิ์กันอีกพักใหญ่เพื่อซึมซับบรรยากาศที่อยู่รอบตัวทั้งสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น

Voodoo Festival, แอฟริกา

การ Walk ของผมกับพี่ๆ น้องๆ จบลงกันในช่วงบ่ายเมื่อกษัตริย์และราชินีเสด็จฯ กลับวัง พร้อมกับพวกผมที่ต้องเดินทางต่อไปพร้อมกับประสบการณ์ Walk with the King ในพิธีเปิดเทศกสลวูดูที่ผมคงจะลืมไม่ลงอย่างแน่นอน

เอ่อ… แต่บ่ายนี้ผมขอตัวไปล้างจมูกก่อนนะครับ… ฮ้าดเช่ยยยย…

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

5 พฤศจิกายน 2564
1,291

“Beautiful things don’t ask for attention.” 

เป็นคำพูดที่ Sean O’ Connor (Sean Penn) พูดกับ Walter Mitty (Ben Stiller) ในฉากที่เขาละสายตาจากกล้องซูมระยะไกลที่ตั้งค้างไว้ แล้วเงยหน้าชื่นชมเสือภูเขาหิมะ (Snow Leopard) ด้วยดวงตาของเขาเอง 

ภาพหลายภาพที่เราเคยเห็น บางทีเราก็เลือกที่จะยืนจ้องมัน หายใจไปพร้อมกับมัน ฟังเสียงบรรเลงในห้วงทำนองของมัน เราจะยืนนิ่งเป็นส่วนหนึ่งของโมเมนต์นั้นจนห้วงภวังค์ของภาพนั้นลับตาเราไป หรือเราเลือกที่จะเดินจากมันมาเงียบๆ เราเลือกที่จะเก็บมันไว้ในความทรงจำ หรือเราเลือกที่จะพยายามถ่ายภาพมันเก็บไว้ 

จำได้ว่าตอนที่เดินป่ากับไต่เขาที่ป่าสงวนฮาร์แดงเงอร์วิดดา ใจกลางประเทศนอร์เวย์ (Hardangervidda National Park) ถือเป็นป่าสงวนที่ใหญ่ที่สุดในนอร์เวย์ และเป็นป่าสงวนลักษณะแบบที่ราบสูงภูเขา (Mountain Plateau) ที่กว้างใหญ่ที่สุดของยุโรปตอนเหนือ ระยะเวลาที่พวกเราวางแผนการเดินเท้าทั้งหมดกินเวลา 5 วัน รวมระยะทางเกือบ 80 กิโลเมตร 

พวกเราเริ่มเดินจากเมืองคินซาร์วิค (Kinsarvik) ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของป่าสงวน เพื่อไปให้ถึงสตาวาลี (Stavali) ซึ่งเป็นจุดที่พักจุดแรก วันแรกฝนตกปรอยๆ ทางเดินชันสลับที่ราบ อากาศหนาวชื้น มีน้ำตกใหญ่ๆ 4 จุดหลัก ในหนังสือบอกว่าใช้เวลาเดินประมาณ 6 – 7 ชั่วโมงก็จะถึงที่พัก ไฉนเลยคงเป็นระยะเวลาที่กำหนดสำหรับคนร่างกำยำสูงใหญ่ชนชาติสายเลือดไวกิ้ง เพราะคนเอเชียขาสั้นๆ ตันๆ อย่างฉันใช้เวลาเดินเกือบ 13 ชั่วโมง! 

เดินถึงจุดที่พักตอนเกือบตี 1 โชคดีว่านอร์เวย์ในฤดูร้อนฟ้ายังสว่างถึงแม้จะเป็นยามวิกาล เวลาเที่ยงคืนก็ยังมีแสงรำไร เลยไม่รู้สึกว่าน่ากลัวมากนัก บ้านพักแต่ละหลังที่ป่าสงวนของนอร์เวย์เป็นระบบช่วยเหลือตัวเอง (Self-service) และระบบซื่อสัตย์หรือเกียรติศักดิ์ (Honor System) เพราะของทุกอย่างในที่พักต้องใช้ร่วมกัน ทุกคนต้องดูแลที่พักเสมือนบ้านตัวเอง 

ในห้องตู้เก็บอาหาร หากจะกินอะไร ใช้อะไร ต้องจดลงในแผ่นที่เขาเตรียมไว้ให้ แล้วทำเครื่องหมายเช็คหน้าลิสต์รายการของที่เราหยิบมาใช้ จากนั้นคำนวณตามราคาที่เขาตั้งไว้ เขียนเช็ค แล้วทิ้งลงกล่องเก็บเงินที่เขาตั้งไว้ ไม่มีใครมาคอยดูเรา เราต้องซื่อสัตย์ต่อระบบ 

นอกจากนี้ยังไม่มีที่อาบน้ำ ต้องออกไปตักน้ำเย็นเจี๊ยบจากลำธารมาใช้ล้างหน้าแปรงฟัน ต้มน้ำทำกาแฟ ถ้าให้ดีก็ควรตักเผื่อเพื่อนร่วมที่พักซึ่งเป็นคนแปลกหน้า บ้านทั้งหลังไม่มีไฟฟ้า ต้องจุดเทียนไข ไม่มีเครื่องทำความร้อน ต้องก่อฟืนเอง ไอความร้อนจากเตาเผาถ่านถึงค่อยลอยไปตามท่อ เพื่อสร้างความอุ่นให้กับบ้านที่พักทั้งหลัง แม้จะเป็นหน้าร้อน แต่อากาศบนที่ราบสูงภูเขาที่นอร์เวย์นั้นอากาศตกลงไปถึงที่ระดับ -3 ถึง 2 องศาเซลเซียสโดยไม่เกรงใจในบางคืน 

วันถัดมาฝนตกหนัก พวกเราตัดสินใจพักการเดินหนึ่งวันหลังจากการเดินหนักๆ วันแรก พอวันที่ 3 แม้จะเป็นวันที่หมอกลงค่อนข้างจัด แต่เราก็ต้องออกเดินทาง ตั้งแต่ช่วงวันที่ 3 เริ่มจะเป็นช่วงที่เข้าสู่ความเงียบงันอย่างจริงจัง มองรอบตัวอย่างสุดสายตาก็เห็นว่ามีแค่พวกเรา 2 คน เดินกันมาจนถึงช่วงที่ต้องเดินขึ้นเขาชัน พยายามไม่มองลงข้างล่างเพราะรู้ว่าเป็นเหวลึก บวกกับหมอกที่ลงจัดทำให้มองเห็นแค่ระยะรัศมี 1 – 2 เมตรรอบตัว ทั้งหุบเขาเงียบกริบ กระทั่งเสียงลมพัดยังไม่มีให้ได้ยิน สักพักได้ยินเสียงกระดิ่งผูกคอวัวดังสะท้อนก้องหุบเขาอยู่ไกลๆ 

พอเดินขึ้นถึงที่หมายบนยอดเขา พื้นทางเดินเริ่มกลายสภาพเป็นที่ราบกว้าง หมอกที่หนาจัดเมื่อตอนขาขึ้นภูเขาค่อยๆ บางตัวลง ทะเลสาบผืนเล็กๆ เริ่มปรากฏให้เห็นต่อหน้าพวกเรา ช่างเป็นผืนน้ำที่นิ่งสงบ พื้นผิวน้ำนิ่งไม่มีริ้ว มีหมอกจางๆ ลอยเบาๆ เหนือน้ำ เป็นภาพที่สะกดให้พวกเราต้องหยุดจ้องมองมัน ต้องยืนนิ่งเป็นส่วนหนึ่งกับมัน ต้องสยบให้กับความเงียบงันของมัน ถ้าต้องจินตนาการว่าชีวิตหลังความตายจะเป็นอย่างไร คาดว่าน่าจะเป็นดั่งภาพที่เห็นนี้ เหมือนว่าเราต้องยืนรอให้ Ferryman (คนพายเรือตามเทพนิยายกรีก) พายเรือมารับเพื่อพาเราข้ามแม่น้ำอาเครอน (Acheron) ถ้าจินตนาการต่อ การพายเรือก็น่าจะเป็นการพายเรืออย่างช้าๆ ไม้พายที่แหวกลงน้ำช่างนิ่งและนิ่มนวลจนไม่มีแม้แต่ริ้วคลื่นให้เห็น เรือจะพาเราไปยังอีกฟากหนึ่งของภพแห่งความตาย ไปสู่ภพของเทพเจ้าเฮดีส (Hades) 

สักพักเสียงกระดิ่งผูกคอวัวที่ตอนแรกได้ยินว่าดังก้องอยู่ไกลๆ เริ่มดังขึ้นข้างๆ ตัว ปลุกพวกเราตื่นจากภวังค์ เสียงเข้ามาใกล้ตัวพวกเรามากขึ้นๆ จนเริ่มเห็นหน้าค่าตาเจ้าของเสียงกระดิ่ง ตัวที่เป็นแม่เดินฝ่าม่านหมอกออกมาดูหน้าผู้มาเยือน มันยืนจ้องพวกเรานิ่งๆ สีหน้าเฉยชา ไม่อินังขังขอบต่อความเป็นไปของโลกภายนอก แต่แววตาฉายความฉงนเต็มที่ เห็นมีอยู่ส่วนเดียวที่ขยับคือปาก เหมือนเคี้ยวเอื้องค้างอยู่ แถมมีตัวน้อยๆ 2 ตัวเดินตามติดมาใกล้ๆ 

มันยืนทิ้งระยะ พวกเรามองมัน มันก็มองเรา มองกันไปมองกันมาจนมันคงเบื่อ เลยหันตัวเดินหนีไปอีกทิศ เสียงกระดิ่งที่คอสั่นดังกร๊องๆ จนเสียงค่อยๆ ลับหายไป พวกเรารีบเดินจากมา วันแรกที่เดินกันแบบสบายๆ เป็นบทเรียนอย่างดีว่า 6 ชั่วโมงของคนนอร์วีเจี้ยนนั้นอาจเป็น 10 ชั่วโมงของคนไทยขาสั้นอย่างฉัน ส่วนคู่ชีวิตที่เดินทางมาด้วยกัน ถึงขาจะยาวแต่ก็ต้องรอเราอยู่ดี วันนี้คู่ชีวิตที่เดินมาด้วยกันเร่งคนขาสั้นอย่างฉันตลอดการเดิน เพราะเข็ดกับการถึงที่พักกันยามดึก

สิ่งที่คาดหวังในระหว่างที่เราเดินเท้าใน Hardangervidda จากจุดพักหนึ่งไปสู่จุดพักหนึ่งนั้น พวกเราคาดหวังกันว่าจะได้เจอกวางเรนเดียร์ป่า ถือว่าเป็นสัตว์หายากในบริเวณนั้น พวกเราจินตนาการกันต่างๆ นานาเวลาเจอรอยเท้าที่มีลักษณะเป็นกีบปรากฏเป็นรอยบนหิมะ ซึ่งพอดูๆ ก็คาดว่าจะเป็นรอยกีบเท้าแกะมากกว่า เพราะรอยเท้าเดินกันสะเปะสะปะ เราเดินกันแบบเร่งเท้า แต่ก็ถึงที่พักจุดที่ 3 ช้าอย่างเคย จุดพักที่ทอรีฮิทตา (Torehytta) เล็กกว่าจุดที่ 2 ทั้งหลังคืนนั้นมีแค่พวกเรา 2 คน ไม่ได้อาบน้ำกันมา 3 วัน จึงจำใจต้องเดินกันไปที่ทะเลสาบผืนเล็กๆ หน้าบ้านที่พัก 

ถ้าไม่อาบอีกวันนี่แกะคงจามใส่แน่นอน เพราะนึกว่าแหนมเน่าเคลื่อนที่ เดินไปหยุดยืนริมน้ำ เห็นน้ำแข็งก้อนใหญ่ลอยอยู่ไม่ไกล ใจเริ่มประหวั่น น้ำใสๆ ที่เห็นหน้าเรานี่มันน้ำจากน้ำแข็งที่เริ่มจะละลาย พวกเรามองหน้ากัน คู่ชีวิตเป็นฝ่ายใจกล้า พี่แกแก้ผ้าก่อนตัดใจกระโดดตูมลงไป เสียงที่ตามมาคือเสียงร้องจ๊ากๆ เหมือนคนโดนน้ำร้อนลวก กระโดดลงปุ๊บ แกรีบกระโดดกลับขึ้นฝั่ง ฉันเห็นก็ชักเริ่มใจเสีย ค่อยๆ แหย่เท้าลง จิ้มลงไปนิดเดียวเผลอร้องลั่น มันหนาวจนเจ็บปวด ถ้านึกไม่ออกว่าหนาวขนาดไหน ให้นึกภาพว่าแช่มือลงในถังน้ำแข็งค้างไว้สัก 10 นาที แช่จนมือชา จนไม่มีความรู้สึก แต่ฉันก็ไม่อยากเดินตัวเหม็นแบบนี้ไปอีกตลอดการเดินทาง เลยหลับตากระโดดลงไปแค่ครึ่งตัว 

โอย… หัวใจเหมือนจะหยุดเต้น เนื้อตัวชา ชาขึ้นสมอง รู้สึกเลยว่าสมองหยุดทำงาน ฉันวักน้ำเร็วๆ ให้โดนตัวช่วงบนแล้วรีบสะบัดตัวขึ้นมาจากน้ำเย็นนรกผืนนั้น แต่ความรู้สึกหลังจากจุ่มตัวลงน้ำเย็นเฉียบขนาดนั้น เลือดที่แข็งตัวเมื่อครู่เริ่มไหลปรู๊ดแผ่ความอุ่นปราดทั่วร่าง เหมือนว่าเมื่อครู่ร่างกายตายไป 10 วินาที มันเริ่มฟื้นกลับขึ้นมาใหม่ ดีกว่าเก่า สดชื่น กระปรี้กระเปร่า แต่ถ้าให้ทำอีกก็ไม่เอา จากนั้นพวกเราพากันเดินกลับเข้าบ้านที่พัก จุดฟืน ผิงไฟ นอนสลบกันปางตายอีกหนึ่งคืน 

วันที่ 4 ต้องเดินทางไปให้ถึงบ้านพักลิตโลส (Litlos) ฟ้าเปิด อากาศแจ่มใส แดดส่องสว่างจ้า เดินจากที่พักได้สักพักหนึ่งก็เริ่มโหดขึ้น เพราะที่พักเมื่อคืนที่ทอรีฮิทตาอยู่ในหุบเขา ฉะนั้น ถ้าจะเดินทางกันต่อ ต้องเดินขึ้นเขาเพื่อออกจากหุบเขา ถือว่าหฤโหดในระดับหนึ่ง เพราะทางเดินเป็นน้ำแข็งเสียเป็นหลัก จุดที่พวกเราเดินเท้าผ่านกันมาเมื่อวันก่อน มีจุดที่เป็นผืนหิมะแผ่กว้างที่ยังไม่ละลายอีกเป็นหย่อมๆ แต่ละหย่อมกินอาณาบริเวณความยาวประมาณ 100 – 200 เมตร ยาวสุดก็ประมาณเกือบ 400 เมตร 

การเดินย่ำในหิมะโดยรองเท้าเดินป่าแบบธรรมดาถือว่าค่อนข้างยากลำบาก เพราะต้องเกร็งแล้วค่อยๆ ย่ำลงไป โดยเฉพาะจุดที่เป็นทางชัน ถ้าเป็นหิมะที่เริ่มคลายตัวจากการเกาะตัวเป็นน้ำแข็ง ต้องเดินแบบเฉาะเท้าเข้าหิมะเพื่อไม่ให้ลื่นล้ม วิธีการคือเตะจิกปลายเท้าส่วนหน้าเข้าแผ่นหิมะและกดตัวลงเจาะเข้าไปให้ลึก ลึกจนพอจะมั่นใจว่ารับน้ำหนักตัวเราได้ ส่วนทางเดินที่ต้องเดินขึ้นเขาเพื่อออกจากบ้านพักทอรีฮิทตา น้ำแข็งกลับแข็งตัว ยังไม่ละลาย ดังนั้นการเดินเฉาะแบบเอาหน้าเท้าเฉาะเข้าหิมะจึงทำไม่ได้ แถมลักษณะเป็นแนวทางลาดประมาณ 60 องศา ถ้าพลาดนิดเดียว มีสิทธิ์ไหลลื่นตกลงเหวด้านข้างได้ในพริบตาเดียว

ฉันเฉาะเท้ายังไงก็ไม่เข้า เพราะผืนหิมะหนาวจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง ยืนปักไม้เดินป่าก็น่าจะต้านแรงน้ำหนักฉันไม่พอ ผลคือฉันยืนร้องไห้ เพราะทั้งเดินต่อก็เดินต่อไม่ได้ ทั้งกลัวก็กลัว คู่เดินทางเลยต้องหาทางอ้อมหลังก้อนน้ำแข็ง แล้วให้ใช้วิธีเดินไต่ก้อนน้ำแข็งไปพร้อมกับอิงตัวกับผนังก้อนหิน ต้องค่อยๆ ไถไป ถ้าตกลงไปในร่องน้ำแข็ง ก็ตกไปที่พื้นน้ำแข็งข้างล่าง ความสูงน่าจะประมาณระดับเมตรครึ่งจากพื้นน้ำแข็งที่เห็น ถึงจะน่ากลัวน้อยกว่าการตกเหว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพื้นน้ำแข็งที่เห็นนั้นจะแข็งพอที่จะรองรับน้ำหนักเราได้ ฉันเดินเบียดตัวเองไปกับผนังก้อนหินกับน้ำแข็งข้างขวา ยันตัวเองไปเรื่อยๆ เดินไปร้องไห้ไป เพราะกลัวสุดใจ จนรู้สึกตัวอีกทีก็เดินผ่านพ้นหน้าผาน้ำแข็งผืนนั้น จากที่ร้องไห้ก็เริ่มหัวเราะ ดูเหมือนบ้า แต่จริงๆ แล้วดีใจ เป็นความภูมิใจเล็กๆ 

วันนี้ถือว่าเป็นการเดินทางที่ต้องคอยลุ้นตลอดเวลา พอพ้นจากก้อนน้ำแข็งที่เอนดิ่งลงเหวน้ำตกถึงค่อยหายใจคล่องปอดขึ้น แต่ระยะทางการเดินวันนี้ยังอีกยาวไกล เดินผ่านพื้นที่ที่เป็นหนองน้ำ (Marsh) ผืนกว้าง เดินย่ำลงตรงไหนๆ ก็เหยียบจนจมน้ำ น้ำเข้ารองเท้า เดินกันแบบเท้าแฉะตลอดวัน ต้องฝ่าฝูงแมลงหวี่น้ำที่บินปกคลุมทั่วบริเวณ แถมเดินสลับกับแผ่นหิมะที่ยังไม่ละลายเป็นผืนกว้าง ต้องเดินแบบเฉาะเท้ากันไปแบบเปียกๆ บางจุดนี่ก็ลุ้น เพราะรู้ว่าบนผืนน้ำแข็ง ผืนหิมะที่เดินข้ามกันอยู่มันคาบผ่านน้ำที่ไหลเชี่ยวอยู่ข้างล่าง ได้ยินเสียงน้ำไหลแบบก้องกังวาน กลัวก็กลัวแต่ก็ต้องเดินข้ามกันไปแบบระวัง บางจุดจะเห็นหิมะเป็นรูๆ ตลอดทาง ชะโงกดูรู ถึงเห็นว่าเป็นอึก้อนเล็ก ๆ สีกับทรงดูคล้ายไข่มุกที่คนบ้านเรานิยมใส่ในชานม พวกเราถกกันว่าน่าจะเป็นเพราะว่าอึแกะมันอุ่น เวลาตกลงบนก้อนหิมะเลยทำให้เป็นรู เพราะหิมะละลายรับความอุ่นของไออึ 

เดินจนมาถึงลำธารกว้าง น้ำไหลแบบไม่เชี่ยวนัก ที่ตื่นตาคือน้ำที่เห็นนี่ใสจนเห็นพื้นหินใต้ลำธาร พวกเราหันหาทิศของทางเดินที่จะต้องเดินกันต่อ ปรากฏว่าไม่เจอ น่าจะเป็นเพราะว่าน้ำแข็งเริ่มละลายทำให้กลายเป็นทางเดินของลำธารทางน้ำแทน ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ทางน้ำที่เห็นมันไม่ได้ตื้นเขินเหมือนลำธารเล็กๆ ที่พวกเราเดินเหยียบข้ามกันมาได้แบบสบายๆ ระดับน้ำที่อยู่ตรงหน้าน่าจะประมาณหน้าต้นขาฉัน ฉันจุ่มมือลงน้ำเพื่อวัดอุณหภูมิความกล้า แทบเป็นลม น้ำช่างเย็นเจี๊ยบ ความหนาวเย็นมันฉีดปรู๊ดถึงปลายประสาทรูหู ใจถึงกับสั่น สองคนมองหน้ากันว่าเอาไงดี ถ้าข้ามก็ต้องข้ามแบบถอดกางเกง เพราะไม่อย่างนั้นจะหนาวสั่นตลอดการเดินทางของวัน 

จำต้องถอดกางเกง ถอดรองเท้า ก่อนค่อยๆ หย่อนเท้าก้าวลงน้ำจนระดับน้ำตีขึ้นมาถึงหน้าขา ไม่เคยเลยที่ครั้งไหนจะไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของขาเท่าครั้งนี้ มันชาจนความรู้สึกที่ว่าชาก็ไม่น่าจะอธิบายได้อย่างเพียงพอ พวกเราก้าวเร็วมากก็ไม่ได้ เพราะพื้นหินที่ลำธารทั้งแหลมทั้งคม พอจะตัวกระตุกจี้ให้เรารู้สึกถึงการมีอยู่ของขาตันๆ ของฉันได้บ้าง น้ำลำธารที่ไหลก็ไม่ได้ว่าจะไหลแบบเอื่อยๆ ค่อนข้างจะเชี่ยวด้วยซ้ำ พวกเราก้าวข้ามกันอย่างทุลักทุเล พอถึงอีกฟากของลำธารนี่ถึงกับหัวเราะกันงอหาย หัวเราะกับประสบการณ์ที่ไม่เคยเจอะเคยเจอ โชคดีว่าเป็นวันที่มีแดด พวกเรานั่งตากแดดจนเนื้อตัวกับขาแห้งและอุ่นจนได้ระดับถึงค่อยใส่กางเกง ใส่รองเท้าแล้วเดินทางกันต่อ 

เดินกันจนถึงที่พักที่ลิธโลสแล้วค่อยใจชื้น เนื่องจากเป็นที่พักหลักใจกลางแยกใหญ่ เลยเป็นวันที่มีนักเดินทางมาพักกันที่นี่อย่างพร้อมเพรียงโดยมิได้นัดหมาย มากันจากหลากทิศของเทรลการเดิน เป็นจุดที่ฉันรู้สึกว่าสวยสงบ พวกเราอยู่ในหุบเขา (ตามเคย) ล้อมรอบด้วยภูเขารอบทิศ หลังเก็บข้าวเก็บของก็ออกมานั่งมองวิวยามเย็น ลมพัดเอื่อยๆ แต่ยังคงความหนาวเย็นให้ต้องใส่เสื้อหนาว ส่วนห้องที่พวกเรานอนพักวันนี้มีนักเดินทางคนอื่นมานอนพักด้วย แอบหงุดหงิดนิดหนึ่ง เพราะหนุ่มที่นอนเตียงบังเกอร์อีก 2 รายต่างพากันพร้อมใจถอดถุงเท้าอันแสนจะเหม็นเน่าพาดริมหน้าต่าง ลมที่พัดโชยเข้ามาเลยพาลพัดกลิ่นถุงเท้าเน่าของพวกเขามาแตะจมูกพวกเราเป็นครั้งคราไป ฉันถอดถุงเท้าวางใต้เตียง เหม็นก็คงเหม็น แต่คิดว่าอย่างน้อยมันน่าจะซ่อนกลิ่นจากคนอื่นได้บ้าง หนุ่มพวกนั้นป่านนี้ก็คงไปนั่งเขียนบ่นว่า ถุงเท้าซิ้มคนที่นอนอีกบังเกอร์หนึ่งนี่เหม็นน่าดู 

เคบินลิธโลส กับพระจันทร์ที่ขึ้นมาแล้ว แต่พระอาทิตย์ยังไม่ทันจะตกดี

วันสุดท้ายของการเดินเท้า ร่วม 20 กิโล เป็นระยะขาลงเขา จุดหมายที่พวกเราต้องเดินไปให้ถึงคือเคบินมิดเดิลส์บู (Middalsbu) เหมือนเวลาวิ่งเข้าเส้นชัย ระยะที่กิโลเมตรสุดท้ายมักเป็นความทรมานที่เราต้องกัดฟันวิ่งให้ถึง การเดินไปให้ถึงบ้านพักมิดเดิลส์บูก็เช่นกัน แม้จะเป็นระยะที่เริ่มลดระดับลงจากเขา การเดินค่อนข้างง่ายกว่าหลายวันที่ผ่านมา แต่กลับเป็นวันที่ทรมานที่สุดและยาวนานที่สุด บางจุดที่ยังมีหิมะปกคลุมเป็นทางลง ฉันใช้วิธีนั่งกับพื้นหิมะแล้วไถตัวลง พรืดเดียวถึงพื้น ต้องคอยใช้ไม้ค้ำเดินป่าช่วยยันเป็นพักๆ ไม่ให้น้ำหนักตัวเองไหลลงทางลาดเร็วเกินไป ถ้ากลิ้งคะมำจะพาลกลายร่างเป็น Snowball เอาง่ายๆ 

เดินมาพักหนึ่ง ฉันสังเกตเห็นกลุ่มก้อนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหว พยายามเพ่งด้วยตาเปล่าก็เห็นแค่เป็นจุดดำๆ ตอนแรกพวกเรานึกว่าเป็นฝูงแกะ แต่แกะไม่วิ่งกันเป็นกลุ่มก้อนแบบที่พวกเราเห็น เลยใช้กล้องที่มี ส่องแบบระยะไกลสุด ถึงได้เห็น…

ภาพที่เห็นคือฝูงกวางเรนเดียร์ที่คนกล่าวถึงกันนักกันหนาว่ายากจะเห็นในอุทยานแห่งชาติที่นี่ พวกเราไม่แน่ใจว่าระยะจากที่เราเห็นมันไกลขนาดไหน แต่น่าจะอยู่ที่ระยะอย่างต่ำกว่า 3-4 กิโลเมตร ที่แปลกคือพวกเราแทบจะไม่ได้ยินเสียงการวิ่งของพวกมัน ปกติฝูงกวางใหญ่ขนาดนั้น วิ่งกรูด้วยกันแบบนั้น น่าจะมีเสียงดังสนั่นหุบเขา แต่ที่ได้ยินคือเสียงแว่วของลม นับเป็นบุญตาของพวกเราที่ได้เห็นภาพมหัศจรรย์นี้ เป็นการตบท้ายทริปการเดินทางวันสุดท้ายของพวกเราได้อย่างมีค่า งดงามต่อความทรงจำที่สุด 

ระยะทางทั้งหมดที่พวกเราเดินกันมา 5 วัน (พัก 1 วัน) ประมาณ 90 กิโลเมตร ถ้าเป็นคนที่แข็งแกร่งทนทาน น่าจะใช้เวลาเดินได้ 3 – 4 วันก็จบ เทรลการเดินป่าที่ Hardangervidda National Park มีอีกไม่รู้กี่ร้อยสาย พวกเราหมายมั่นว่าถ้ามีโอกาสจะกลับมาอีก เป็นประสบการณ์การเดินที่แม้จะเหนื่อยเข็ดเขี้ยว แต่ก็สวยงามไม่มีวันลืม 

นักเลงดักขอค่าผ่านทาง
พอบอกว่าไม่มีให้ นักเลงเลยเดินเรียงหน้าประชิดมากขึ้น ข่มขู่กันแบบยิ้มแย้ม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ดวงยิหวา อุตรสินธุ์

เป็นลูกครึ่งล้านนากับมลายูที่พูดคำเมืองเพี้ยนและพูดมลายูไม่เป็น เป็นนักเดินทางเพราะคนรักชอบเดิน เป็นคนที่กลัวความสูงแต่รักการปีนป่ายหินและภูเขา และ เป็นคนที่แพ้ขนแมวแต่รักแมวสุดจิตสุดใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load