การ Walk ของผมครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งไหนๆ เพราะเป็นการ Walk กับบุคคลระดับ The King เลยทีเดียวครับ และ The King พระองค์นี้ทรงเป็นกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรเล็กๆ แห่งหนึ่งนามว่า ราชอาณาจักรอัลลาดา (Kingdom of Allada) ที่ตั้งอยู่ไกลโพ้นถึงภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ในประเทศที่มีชื่อว่า ‘เบนิน’

ดะ… ดะ…ดะ…เดี๋ยวนะ เบนินเป็นประเทศสาธารณรัฐที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และมีประธานาธิบดีเป็นประมุขไม่ใช่หรือ แล้วกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรอัลลาดาพระองค์นี้มาจากไหน? ผมคิดว่าผู้อ่าน The Cloud หลายต่อหลายท่านอาจเกิดคำถามนี้ขึ้นมาในใจ

ถูกต้องครับ ประเทศเบนินนั้นเป็น ‘สาธารณรัฐ’ (Republic of Benin) และมีประธานาธิบดีเป็นประมุข ในอดีตเคยอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสจนได้รับเอกราชเมื่อ ค.ศ. 1974 และนั่นคือข้อเท็จจริงในยุคปัจจุบัน

แต่ถ้าหากเราย้อนเวลาล่วงไปในอดีต… ก่อนที่ฝรั่งเศสหรือชนชาติใดๆ ก็ตามจากยุโรปจะเข้ามามีอิทธิพลในทวีปแอฟริกา ดินแดนแทบทุกตารางนิ้วในทวีปนี้ล้วนมีกษัตริย์หรือไม่ก็ประมุขเผ่าทำหน้าที่ปกครองกันมาก่อนทั้งนั้น

เมื่อยุโรปหลากหลายชนชาติเข้ามายึดดินแดนต่างๆ ทั่วแอฟริกาเป็นอาณานิคมนั้น พวกเขาก็จัดการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนกันเองตามใจชอบ โดยมิได้สนใจว่าในอดีตดินแดนเหล่านี้เคยเป็นของใคร ปกครองกันมาอย่างไร และกินพื้นที่มากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญคือ ไม่มีชาวแอฟริกันร่วมอยู่ในกระบวนการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนเลยแม้แต่คนเดียว เรียกว่าเป็นฝีมือของชาวยุโรปล้วนๆ

ดังนั้น สาธารณรัฐต่างๆ ที่กำหนดขึ้นใหม่จึงเกิดขึ้นในยุคอาณานิคม และในพื้นที่ของสาธารณรัฐเหล่านั้นก็มีราชอาณาจักรเล็กๆ หรือแว่นแคว้นน้อยๆ ซอกซอนซ่อนเร้นอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อให้อำนาจการปกครองประเทศในปัจจุบันจะตกเป็นของรัฐบาลกลางอันมีประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ฯลฯ ทำหน้าที่บริหารงาน ควบคุม และดูแล แต่กษัตริย์ ราชินี หรือประมุขเผ่า ก็ยังมีสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และยังคงได้รับความเคารพในเชิงผู้นำทางจิตวิญญาณและจารีตประเพณีอยู่เช่นเดิม

Voodoo Festival, แอฟริกา

ผมชวนพี่ๆ น้องๆ เดินทางไปเบนินในช่วงเดือนมกราคมเพื่อไปร่วมชมเทศกาลวูดู (Voodoo Festival) ซึ่งถือเป็นเทศกาลประเพณีสำคัญระดับประเทศที่ทางการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ และมีการเฉลิมฉลองนานนับสัปดาห์ ดังนั้น ในเทศกาลสำคัญระดับนี้กษัตริย์และราชินี หรือประมุขเผ่า ย่อมเข้ามามีบทบาทในฐานะประธานฝ่ายพิธีกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่จึงเป็นที่มาของการ Walk with the King ในวันนี้

Voodoo Festival, แอฟริกา

รถเรามาจอดที่หน้าพระราชวังหลวงแห่งราชอาณาจักรอัลลาดาช่วงสายๆ ที่หน้าวังมีป้ายระบุพระนามและช่วงปีที่กษัตริย์แต่ละพระองค์ครองราชย์ ที่ผมชอบมากคือตราสัญลักษณ์ประจำแต่ละพระองค์ที่เป็นสัตว์ชนิดต่างๆ และมีดีไซน์ง่ายๆ น่ารักแบบแอฟริกัน

Voodoo Festival, แอฟริกา

อัลลาดาเป็นเมืองที่สำคัญมากต่อลัทธิวูดู เชื่อกันว่าลัทธิวูดูถือกำเนิดขึ้นที่นี่มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 โดย Adjahounto ผู้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อัลลาดา และลัทธิวูดูที่เผยแผ่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปจนเติบโตในประเทศเฮติ (Haiti) นั้นก็มีรากมาจากลัทธิวูดูที่ก่อกำเนิดในอัลลาดาเช่นกัน ดังนั้น พิธีเปิดงานเทศกาลวูดูจะเริ่มต้นขึ้นจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เพื่อที่จะเป็นการส่งสัญญาณให้พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศเบนินได้เริ่มเทศกาลวูดูกันอย่างเป็นทางการ

มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาออกันอยู่หน้าวัง ผมได้รับคำอธิบายว่ากษัตริย์และราชินีแห่งอัลลาดาจะเสด็จพระดำเนินด้วยพระบาทจากวังไปยังลานพิธีพร้อมกับกษัตริย์และราชินีจากราชฮาณาจักรพันธมิตรใกล้เคียง รวมทั้งประมุขแห่งลัทธิวูดูด้วย แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นตอนไหน

Voodoo Festival, แอฟริกา

ในขณะที่ผมกับพี่ๆ น้องๆ เดินโต๋เต๋ไปมารอเวลาสำคัญที่ลานหน้าท้องพระโรงพร้อมกับฟังดนตรีพื้นเมืองขับกล่อมอยู่นั้น

“อยากถ่ายรูปกับท่านไหม? แต่…ต้องมีของขวัญหน่อยนะ” การ์ดผิวคล้ำร่างใหญ่กระซิบผมเบาๆ แต่ได้ยินกันชัดๆ ด้วยภาษาฝรั่งเศส

คำว่า ‘ของขวัญ’ หรือ Cadeau ในภาษาฝรั่งเศสนั้นเป็นคำที่ผมเริ่มชินแล้วหลังจากใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้มาสักพัก มันหมายถึงค่าน้ำร้อนน้ำชาที่เจ้าหน้าที่พร้อมจะเรียกจากเราเพื่อมอบบริการบางอย่างให้ และในที่นี้คือการนำผมเข้าไปในห้องท้องพระโรงเพื่อเข้าเฝ้ากษัตริย์และราชินี

ขณะนั้นในมือผมมีธนบัตรใบละ 2,000 ฟรังก์ เซ.แอ็ฟ.อา. (Franc C.F.A.) และผมก็ตัดสินใจยื่นให้เขาไป มันตีเป็นเงินไทยได้ประมาณ  120 บาท และเขาก็อนุญาตให้พวกผมเข้าไปได้เพียง 2 จาก 4 คนเท่านั้น ในวินาทีต่อมาผมก็พบว่าตัวเองกำลังอยู่ในห้องรับรองเล็กๆ พร้อมกับน้องหนิงที่ตามมาด้วยกัน เราสองคนกำลังอยู่ท่ามกลางบุรุษและสตรีที่แต่งกายในชุดพื้นเมืองนั่งอยู่จำนวนหนึ่ง

Voodoo Festival, แอฟริกา

‘ใครบ้างหว่า? ไม่รู้จักเลย แล้วต้องทำไงเนี่ย?’ ผมเริ่มคิด แล้วหันไปมองหน้าน้องหนิงทำนองว่าทำยังไงดีล่ะ

ผมเห็นคนมีท่าทีนบนอบต่อพวกท่าน ผมกับน้องหนิงจึงรีบทำตามด้วยความเคารพ ตอนนั้นผมพอเดาได้แล้วว่าผมกำลังอยู่ต่อพระพักตร์กษัตริย์และราชินีแห่งราชอาณาจักรต่างๆ ในเครืออัลลาดา ราษฎรในแคว้นอัลลาดาจะก้มเอาศีรษะจรดพื้นเพื่อทำความเคารพ และเรียกกษัตริย์และราชินีของเขาว่า Sa Majesté ทุกคำ

คำว่า Sa Majesté นั้นออกเสียงว่า ซา  มาเชสเต้ เป็นราชาศัพท์ภาษาฝรั่งเศสซึ่งเทียบเท่ากับคำว่า His หรือ Her Majesty ในภาษาอังกฤษ

ซา มาเชสเต้ ดีพระทัยมากๆ ที่มีอาคันตุกะหน้าจืดมาไกลจากประเทศไทย ยิ่งพอผมสื่อสารกับพระองค์ด้วยภาษาฝรั่งเศสได้บ้าง จึงทรงเป็นกันเองมากขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งคือ การใช้ราชาศัพท์ภาษาฝรั่งเศสของคนที่นี่นั้นเต็มรูปแบบมากๆ ปกติเวลาเราสนทนากับใครสักคนในภาษาฝรั่งเศส เราจะเรียกผู้นั้นว่า Vous (แปลว่า You หรือท่าน) แต่เมื่อเราพูดกับซา มาเชสเต้ เขาจะเรียกท่านว่า Il (แปลว่า He หรือเขา) สำหรับกษัตริย์ และ Elle (แปลว่า She หรือเธอ) สำหรับราชินีแทน

ผมพอมีความรู้เรื่องราชาศัพท์ภาษาฝรั่งเศสบ้างเพราะผมเคยเห็นผ่านๆ ตามาจากหนังสือวรรณกรรมฝรั่งเศส แต่เมื่อต้องสนทนากับซา มาเชสเต้ เข้าจริงๆ ผมก็พบสิ่งที่สร้างความสับสนแก่ผมพอควร มันคล้ายกับว่าเรากำลังพูดกับใครสักคนที่อยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่แทนที่จะเรียกเขาว่า You กลับไปเรียกเขาว่า He หรือ She แทน

Voodoo Festival, แอฟริกา

ในห้องเดียวกันมีบุรุษผู้หนึ่งใส่เสื้อสีขาวพร้อมหมวก ซึ่งท่านนั่งอยู่อีกหนึ่งกับสตรี 2 คนที่แต่งชุดสีขาวเช่นกัน ผมกำลังสงสัยว่าท่านเป็นใคร เป็นกษัตริย์และราชินีหรือไม่ ขณะที่ผมกำลังคิดวิธีหาคำตอบอยู่นั้น

“เขาเป็นประมุขของลัทธิวูดูแห่งอัลลาดา และก็ครอบครัว” ราชินีตรัส

“อยากได้อะไรจากพวกเราบ้างไหม?” กษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงถามผมกับน้องหนิง

“อยากได้รูปหมู่ถ่ายด้วยกันพะยะค่ะ” ผมชิงตอบ และไม่กี่วินาทีต่อมาเราก็ได้รับพระเมตตา

Voodoo Festival, แอฟริกา

หลังจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ก็มาเชิญผมออกจากห้อง ขบวนนักดนตรีเริ่มตั้งแถว และการ Walk with the King ก็เริ่มต้น ณ บัดนั้น

ขบวนเริ่มต้นโดยนักดนตรีที่มีทั้งคนตีกลอง คนเป่าแตร และคนขับร้อง เดินนำ มีเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยคอยกันคนให้พ้นทางเสด็จ  มีคนถือพระกลดถวายเพื่อบังแดด และมีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งหน้าดุมากๆ ถือพัดและคอยพัดให้พระองค์ท่านตลอดเวลา ประมุขแห่งลัทธิวูดูก็เดินตามเสด็จมาพร้อมกันด้วย

Walk แรกคือการไปเดินวนรอบต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์หน้าวังหลวงเป็นจำนวน 3 รอบ การ Walk ช่วงนี้โกลาหลมากๆ ครับ เพราะขบวนเสด็จนั้นยาวพอสมควร สื่อมวลชน ช่างภาพ และนักท่องเที่ยว จำนวนมากต่างก็พยายามจะเดินตามเก็บภาพกันจ้าละหวั่นจนขบวนเคลื่อนเหมือนงูกลืนหางที่หัวกับท้ายแทบจะเกยกัน

Voodoo Festival, แอฟริกา Voodoo Festival, แอฟริกา

จากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ การ Walk ลำดับต่อมาก็จะเป็นการเดินไปตามเส้นทางผ่ากลางเมืองอัลลาดาไปยังลานพิธีซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร ถนนสายหลักนั้นไม่ใช่ถนนลาดยาง แต่เป็นถนนดินแดงที่ขรุขระและมีฝุ่นฟุ้ง เมืองอัลลาดานั้นก็มีสภาพคล้ายๆ หมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทอันห่างไกลของไทย ราษฎรในพื้นที่พากันออกมายืนชมขบวน และก็มีอีกมากมายที่เดินตามกันมาในขบวนเสด็จด้วย ดูเป็นกันเองดีแท้

Voodoo Festival, แอฟริกา Voodoo Festival, แอฟริกา

การ Walk ช่วงนี้เป็นช่วงวิ่ง-สู้-ฟัดสำหรับผม เพราะผมพยายามบันทึกภาพกษัตริย์ ราชินี พระองค์ต่างๆ และประมุขแห่งลัทธิวูดู ผมต้องวิ่งนำขบวนไปดักรอด้านหน้า เพื่อเตรียมชวงชิงพื้นที่ก่อนช่างภาพคนอื่นๆ จะแห่กันมา บางช่วงผมต้องเดินถอยหลังไปถ่ายภาพไปรวมทั้งหลบคนที่มาคอยชมขบวนบ้าง หลบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบ้าง หลบหลุมและบ่อบนถนนที่แสนจะขรุขระ พร้อมกับสูดฝุ่นแดงจำนวนมหาศาล แต่ผมพบว่า Walk ช่วงนี้พีกมากๆ และผมสนุกกับทุกสิ่งรอบตัว ไม่ว่าเสียงดนตรีปี่กลองที่ดังกระหึ่มตลอดเวลา เสื้อผ้าพื้นเมืองหลากสีสัน กองทัพช่างภาพจำนวนมหาศาล บรรยากาศแสง สี เสียง ประเคนมาสู่ผมแบบไม่ยั้ง และเมื่อครบ 2 กิโลเมตรแล้วการ Walk ของผมก็สิ้นสุดลงที่ลานพิธีที่จะทำการเปิดเทศกาลวูดูอย่างเป็นทางการ

Voodoo Festival, แอฟริกา Voodoo Festival, แอฟริกา

เมื่อการกล่าวถวายรายงานโดยรัฐมนตรีวัฒนธรรมแห่งเบนินสิ้นสุดลง เสียงกลองก็ดังรัวขึ้นจากมุมนู้นมุมนี้รอบลานพิธี เหล่านักบวช นักเต้น จากสำนักวูดูต่างๆ ทั่วราชอาณาจักรอัลลาดาล้วนมารวมตัวกันที่นี่ และกำลังออกลวดลายการเต้นแบบไม่ยั้ง สีสันของเสื้อผ้าที่สดใสหลากเฉดสี เครื่องประดับทั้งสร้อย กำไล ต่างหู หมวก และรัดเกล้า เต้นระริกอยู่ใต้เปลวแดดอย่างรัวเร็วไปตามจังหวะการเคลื่อนตัวของผู้เต้นพร้อมเสียงปี่กลองอันสุดเร้าใจบนลานพิธีเล็กๆ แห่งนั้น ผมสังเกตเห็นรอยบากตามร่างกายของผู้เต้นทั้งชายหญิงหลายต่อหลายคน และต่อมาก็ได้รับคำอธิบายว่านั่นคือลวดลายที่แสดงว่าบุคคลผู้นั้นมาจากเผ่าไหน

Voodoo Festival, แอฟริกา Voodoo Festival, แอฟริกา Voodoo Festival, แอฟริกา

ในแอฟริกาตะวันตก วูดูไม่ใช่เป็นเพียงความเชื่อ วูดูคือศรัทธา คือวิถีชีวิต คือการแพทย์ คือจิตวิญญาณที่หล่อรวมผสมผสานกับศาสนาคริสต์หรือศาสนาอื่นใดก็ตามที่เผยแพร่เข้ามาในช่วงหลัง แม้จะเป็นคาทอลิก คริสเตียน หรือมุสลิมนิกายใดๆ ก็ตาม วูดูยังคงฝังรากและมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขาเสมอ และการเต้นนั้นก็ถือว่าเป็นพลีกรรมที่พึงกระทำเพื่อเชื่อมต่อมนุษย์กับวิญญาณของบรรพบุรุษ ของผืนดิน ผืนฟ้า แผ่นน้ำ หรือสรรพสิ่งอันควรบูชาที่รายล้อมอยู่รอบตัว

ผมกับพี่ๆ น้องๆ เดินดูการเต้นของสำนักวูดูต่างๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ มีจามมีไอกันบ้างค่อกๆ แค่กๆ เนื่องด้วยฝุ่นนั้นมีปริมาณมหาศาล ดังนั้น ใครที่คิดจะไปชมพิธีสำคัญนี้ควรมีหน้ากากอนามัยติดมือไปด้วยนะครับ

Voodoo Festival, แอฟริกา

เมื่อเวลาผ่านไปพักใหญ่ เจ้าหน้าที่มาชวนพวกผมเดินเลยเข้าไปยังแนวป่าร่มครึ้มที่อยู่ติดกับลาน เขาอธิบายว่านี่คือบริเวณป่าศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะมีพิธีบูชายัญ

ต้นไม้สูงใหญ่หลายต้นถูกหุ้มด้วยผ้าแถบสีขาวและแดง เหล่านักเต้นจำนวนหนึ่งย้ายสำนักมายังบริเวณลานบูชายัญ พร้อมกับเหล่านักตีกลองที่ตามมาด้วยอีกกลุ่มใหญ่ ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งมีเทวรูปไม้แกะสลักวางอยู่ พร้อมกับเทียนและเหล้าหลายชนิด ผมคิดว่าพื้นที่นี้คือปะรำพิธีบูชายัญ และไม่ไกลกันนักผมเห็นหมูและแพะอย่างละตัวมัดอยู่

Voodoo Festival, แอฟริกา

ไม่นานจากนั้น เมื่อกษัตริย์แห่งอัลลาดาและประมุขลัทธิวูดูมาถึง ผมก็ได้ยินเสียงร้องของแพะและหมูดังแหวกอากาศมาถึงหูก่อนที่จะเงียบไป ขณะนั้นคนจำนวนมากพากันไปมุงอยู่ที่ปะรำบูชายัญจนผมเข้าไปไม่ถึง และเมื่อผมเข้าไปได้ ผมก็พบว่าทั้งหมูและแพะนั้นได้นอนแน่นิ่งไปแล้ว พร้อมกับรอยเลือดที่ปรากฏบนแท่นพิธี

สิ่งที่ตามมาต่อจากนั้นคือการเชิญวิญญาณของบรรพบุรษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาสิงในกองฟาง และสิ่งนี้เรียกรวมกันว่า Zangbeto

Voodoo Festival, แอฟริกา Voodoo Festival, แอฟริกา

เชื่อกันว่า ‘ซังเบโต’ เป็นเหมือนผู้พิทักษ์ซึ่งจะทำหน้าที่คุ้มครองดูแลหมู่บ้านหรือพื้นที่นั้นๆ ให้ปลอดภัย ไร้การรบกวนจากสิ่งชั่วร้าย รวมทั้งปกป้องคนดีจากคนชั่ว และนำความปลอดภัยมายังพื้นที่นั้นๆ และเชื่อกันว่าภายใต้กองฟางที่วิ่งไปมานั้นไม่มีร่างกายมนุษย์อยู่ แต่สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยวิญญาณ

นี่เป็นคำอธิบายที่ผมได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่เช่นกันนะครับ ส่วนจะเชื่อหรือไม่อย่างไรนั้นผมขอให้เป็นการใช้วิจารณญาณของแต่ละบุคคลแล้วกัน แต่เท่าที่ผมจำได้ในวันนั้น ซังเบโตเคลื่อนที่เร็วมากๆ เดี๋ยววิ่งไปทางนู้นทีไปทางนี้ทีโดยมีผู้ติดตามคอยตะโกนให้ผู้คนหลีกทางให้กันจ้าละหวั่น …ถ้าหลีกไม่ทันนี่มีโดนพุ่งชนได้ง่ายๆ เลยนะครับ

พวกผมใช้เวลาอยู่ในลานพิธีและพื้นที่ป่าศักดิ์สิทธิ์กันอีกพักใหญ่เพื่อซึมซับบรรยากาศที่อยู่รอบตัวทั้งสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น

Voodoo Festival, แอฟริกา

การ Walk ของผมกับพี่ๆ น้องๆ จบลงกันในช่วงบ่ายเมื่อกษัตริย์และราชินีเสด็จฯ กลับวัง พร้อมกับพวกผมที่ต้องเดินทางต่อไปพร้อมกับประสบการณ์ Walk with the King ในพิธีเปิดเทศกสลวูดูที่ผมคงจะลืมไม่ลงอย่างแน่นอน

เอ่อ… แต่บ่ายนี้ผมขอตัวไปล้างจมูกก่อนนะครับ… ฮ้าดเช่ยยยย…

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected]andground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ตรัง เมืองที่เกิดและเติบโต 

ทุกปิดเทอมหรือวันหยุดยาวช่วงปีใหม่ เป็นช่วงเวลาที่ฉันได้ออกเดินทางไป ‘ตรัง’ จังหวัดเล็กๆ ติดทะเลอันดามันในภาคใต้ หลังจากฉันมาเรียนที่กรุงเทพฯ วันหยุดยาวก็ไม่ใช่แค่ความสุขที่ได้หยุดเรียน แต่เป็นความสุขและความดีใจที่จะได้กลับบ้านเกิดด้วย อย่างน้อยๆ ฉันจะกลับปีละครั้ง และทุกครั้งที่กลับบ้าน ก็จะได้ใช้ชีวิตเหมือนตอนอยู่ตรังตั้งแต่เกิดจนจบมัธยมศึกษาตอนปลายอีกครั้ง ช่างเป็นชีวิตที่คิดถึง เมื่อต้องห่างจากบ้านเกิดนานๆ 

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

ถนนสายใต้ กิโลเมตรที่ 840.4 จากกรุงเทพฯ ถึงตรัง 

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นบอกเวลาตี 4 ฉันรีบลุกจากเตียงและเดินเข้าห้องน้ำทั้งที่ตายังคงปิดอยู่เพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง ส่วนใหญ่ครอบครัวของฉันจะเดินทางไปกลับจังหวัดตรัง-กรุงเทพฯ ด้วยรถยนต์ส่วนตัว หลังจากเตรียมตัวและไหว้พระก่อนออกจากบ้านเพื่อความอุ่นใจในการเดินทางเสร็จเรียบร้อย เสียงรั้วบ้านที่เสียดสีกับรางดังขึ้น ไฟจากหน้ารถสาดเข้ามาในตัวบ้าน ได้เวลาออกเดินทางแล้ว การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปตรังใช้เวลาประมาณ 8 – 10 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับปริมาณรถบนถนนและการซ่อมแซมถนน ซึ่งตั้งแต่จำความได้ ไม่มีครั้งไหนที่ไม่มีการซ่อมแซมถนนเลย 

การเดินทางที่ยาวนานทำให้วิวนอกหน้าต่างเปลี่ยนไปทุกครั้ง จากข้างนอกเป็นตึกสูงเตี้ยสลับกันตอนออกจากกรุงเทพฯ ลืมตาอีกทีเป็นนาเกลือที่ตอนนี้เหลือนาน้อยลงทุกครั้งที่ขับผ่าน ตื่นมาอีกทีพบกับทุ่งนาสลับป่า การเดินทางด้วยรถส่วนตัวไม่เคยน่าเบื่อ กลับเพลิดเพลินด้วยธรรมชาตินอกรถที่เปลี่ยนไป ต่อให้ขับผ่านทางเดิมที่เห็นตั้งแต่เด็กๆ สองข้างทางก็ไม่เคยเหมือนเดิมเลย หากหลับแล้วลืมตาตื่นมาพบกับสวนยางสองข้างทาง นั่นแสดงว่าเข้าสู่ภาคใต้แล้ว

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

พระอาทิตย์ย้ายฝั่ง แสงสีทองจ้าสาดส่อง รถกำลังถึงจุดหมายที่เรียกว่า ‘บ้านเกิด’ ที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ อย่างชัดเจนคือจำนวนรถที่วิ่งสวนกันแบบนับคันได้ สองข้างทางที่กำลังขับไปยังตัวเมืองเป็นสวนยางของชาวบ้าน คนตรังส่วนใหญ่ทำสวนยางเป็นหลักทั้งเป็นเจ้าของเองและรับจ้างกรีดยาง ไม่ถึงห้านาทีก็ถึงตัวเมืองตรัง บ้านเมืองสงบไม่จอแจ ไม่คึกคักแต่ก็ไม่ได้เงียบเหงา คืนนี้นอนหลับสบายที่บ้าน และตื่นเต้นกับพรุ่งนี้ที่จะได้ใช้ชีวิตเหมือนวัยเด็กอีกครั้ง 

อิ่วจาก้วย ไม่ใช่ ปาท่องโก๋

เสียงนกร้องตรงเสาไฟฟ้าหน้าบ้านปลุกให้ฉันตื่น ตอนนี้เป็นเวลา 6 โมงเช้า ถึงเช้าแต่ก็สดใสไม่น้อยเพราะรู้ว่ามีบางอย่างกำลังรออยู่ รีบล้างหน้าแปรงฟันเตรียมตัวออกจากบ้านไปร้านติ่มซำที่ตั้งอยู่บนถนนกันตัง ตอนเด็กๆ ต้องแวะซื้อขนมจีบที่ร้านนี้ก่อนไปโรงเรียน และเข้าใจมาตลอดว่ามื้อเช้าจะต้องกินติ่มซำ สิ่งที่คิดถึงมากที่สุดของร้านนี้คือ ‘อิ่วจาก้วย’ คู่เบ้อเริ่ม หรือที่หลายคนเรียกว่า ‘ปาท่องโก๋’ แต่ชื่อที่ถูกต้องคือ อิ่วจาก้วย เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่าขนมทอดน้ำมัน 

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

ส่วน ปาท่องโก๋ เป็นภาษาจีนกวางตุ้ง ออกเสียงว่า ปะถ่องโก๊ แปลว่าขนมน้ำตาลขาว ซึ่งเป็นขนมคนละชนิดกัน ปกติฉันชอบกินอิ่วจาก้วยกับน้ำจิ้มสีแดงที่คนตรังใช้จิ้มติ่มซำ การกินติ่มซำที่นี่ไม่นิยมจิ้มจิ๊กโฉ่ว แต่ทุกอย่างจะจิ้มน้ำจิ้มสีแดง รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ ส่วนใหญ่คนตรังจะเรียกการกินติ่มซำมื้อเช้าว่าการกิน ‘โกปี๊’ หมายถึงการดื่มกาแฟ ส่วนมากนิยมกินติ่มซำคู่กับกาแฟดำ

เพื่อต้อนรับเช้าวันใหม่ พูดถึงติ่มซำแล้วอยากพาทุกคนไปรู้จักกับร้านติ่มซำที่ฉันกินตั้งแต่เด็กๆ จนเรียนจบ ม.ปลาย เริ่มที่ร้านเก่าแก่ที่สืบทอดกันรุ่นสู่รุ่น และอุดหนุนร้านนี้ตั้งแต่รุ่นอากงจนถึงรุ่นฉันเลย ชื่อร้านจีบขาว ชื่อของร้านคือขนมที่คล้ายกับฮะเก๋า แต่เปลี่ยนจากไส้กุ้งเป็นไส้หมู ร้านนี้รวบรวมขนมหากินยากสูตรโบราณไว้หลายอย่าง เช่น ปาท่องโก๋หรือขนมน้ำตาลขาว แป้งเหนียวนุ่ม มีรูพรุน รสชาติหวานละมุน กินคู่กับชาจีนร้อนๆ เข้ากันที่สุด

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

ร้านถัดมาเป็นแหล่งพบปะของคนรุ่นอากง อาม่า และรุ่นป๊าม้า ชื่อร้าน โกขาว มีติ่มซำให้เลือกกินหลายอย่าง ทั้งขนมจีบและติ่มซำทั่วไป ส่วนซาลาเปาเป็นของขึ้นชื่อของร้านนี้ โดยเฉพาะซาลาเปาไส้ดำ กลิ่นงาดำหอมชวนลิ้มลอง และเนื้อเนียนๆ แป้งนุ่มๆ มีรสหวานกำลังดี อีกอย่างที่คู่กับคนตรัง คือการลอกเปลือกบางๆ ของแป้งซาลาเปาออกก่อนกิน นอกจากติ่มซำ ร้านโกขาวยังมีบะหมี่ ขนมจีน เมนูชุดอาหารเช้า เหมือนไปกินมื้อเช้าที่สภากาแฟเลย

เสน่ห์หาดทรายงาม

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

สมัยเด็กๆ ฉันไปทะเลบ่อยมาก เวลากลับตรังก็ต้องไปทะเลทุกครั้ง ไม่อย่างนั้นรู้สึกว่ามาไม่ถึงตรัง ทะเลอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 40 นาที สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าต้นสนขนาดใหญ่ ฉันขับรถมาไกลพอสมควรจนเกือบจะถึงทะเล เมื่อลดกระจกรถลงจะได้มีลมแรงๆ กระแทกหน้า พร้อมกลิ่นความเค็มของน้ำทะเลลอยมาตามลมด้วย 

หาดที่ตรังมีหลายแห่ง แต่ที่กำลังมุ่งหน้าไปชื่อว่า ‘หาดยาว’ จอดรถบนหาดตามแนวของต้นสนต้นยักษ์ได้เลย พอเท้าพื้นทรายนุ่มๆ ก็ทำให้อยากก้มลงไปสัมผัสทรายขาวนวลเม็ดละเอียดที่มีอยู่เต็มหาด แถมประกายน้ำทะเลยังสะท้อนระยิบระยับ กระทบดวงตาจนอยากลงไปสัมผัสน้ำเย็นๆ ที่แม้อากาศจะร้อนแค่ไหน น้ำทะเลก็ยังเย็นอยู่ดี 

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ
สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

ทุกครั้งที่ไปทะเลต้องใช้เท้าขุดทรายและฝังเท้าลงไปให้มิด รอน้ำทะเลซัดเข้าฝั่งและพัดทรายมากลบจนเหลือแต่ข้อเท้าโผล่พ้นพื้นทราย ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร แต่รู้สึกสนุกมากเวลาคลื่นซัดโดนขา และการยืนเฉยๆ ฟังเสียงซ่าๆ ของคลื่นกระทบฝั่ง ทำให้จิตใจสงบดีเหมือนกัน บนพื้นทรายเต็มไปด้วยหอยเล็กหอยใหญ่ที่ติดขึ้นบนฝั่งตอนน้ำทะเลขึ้นสูง 

กิ๊งๆ เสียงระฆัง รถไฟต้วมเตี้ยมจากชานชาลา 

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

ระหว่างเดินทางกลับเข้าเมือง อีกฝั่งถนนติดกับภูเขาสูงและฝั่งที่ฉันกำลังมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองติดกับทะเล ข้างทางมีร้านอาหารและบ้านเรือนหลังน้อยปะปนอยู่กับธรรมชาติ ยามพระอาทิตย์เคลื่อนต่ำลง ฉันกลับมาถึงตัวเมืองและกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟตรังเพื่อเลือกซื้ออาหารมื้อเย็น ทันทีที่ดวงจันทร์ขึ้นแทนดวงอาทิตย์ บริเวณหน้าสถานีรถไฟสว่างไสวด้วยไฟดวงเล็กๆ จำนวนมาก ร้านรวงขายของและอาหารคาวหวานเต็มลานสถานี วันพฤหัสบดีถึงวันอาทิตย์ของทุกสัปดาห์เป็นที่รู้กันว่ามี ‘ถนนคนเดินสถานีรถไฟตรัง’ ให้คนตรังและนักท่องเที่ยวมาเดินย่ำกันยามค่ำคืน

ช่วงตลาดเริ่มเปิดคนยังบางตา เดินเลือกซื้อของได้สบายๆ แต่เมื่อดวงจันทร์เคลื่อนสูงขึ้น ผู้คนก็หลั่งไหลเข้ามา จนเดินได้เพียงก้าวสั้นๆ และเดินสวนกันแน่นทางเดินจนไหล่กระทบกัน เสียงของพ่อค้าแม่ขายยังคงดังสลับกันไปมาเพื่อเรียกลูกค้า ส่วนเมนูอร่อยที่มาทุกครั้งต้องได้กินคือ ยำส้มโอ เนื้อส้มโอหวานฉ่ำคลุกกับมะม่วงและน้ำยำสามรสตบท้ายด้วยปลากรอบ ระหว่างรอแม่ค้ายำสดๆ ก็เล่นเอากลืนน้ำลายไปหลายอึก ร้านที่อยู่ติดกันเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวหลอด อดใจกับความน่ากินไม่ไหวจนต้องจัดไปหนึ่งชาม กินคาวแล้วต้องกินหวาน สตรอว์เบอร์รีโยเกิร์ตเย็นๆ ข้างบนราดด้วยโยเกิร์ตรสธรรมชาติและซีเรียล เป็นของหวานดับร้อนที่เหมาะกับจังหวัดที่ไม่มีฤดูหนาวอย่างตรังจริงๆ 

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

กินอิ่มๆ ก็ย่อยด้วยการเดินเล่นรอบเมืองสักหน่อย ทางออกจากถนนคนเดิน ต้องฝ่าหมู่มวลรถมอเตอร์ไซต์ที่จอดเรียงรายออกไป หลังจากฉันแทรกตัวไปเดินบนทางเท้าได้ ก็เดินผ่านร้านกาแฟเล็กๆ ติดกันเป็นโฮสเทลที่ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมานอนพัก ส่วนหัวมุมสี่แยกที่มุ่งหน้าไปยังหอนาฬิกาจังหวัดคือโรงแรมเก่าแก่ ฉันข้ามถนนตรงหน้าโรงแรมและเดินต่ออีกหน่อย ก็เจอกับตลาดสดที่คึกคักตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างจนถึงช่วงสายของวัน และถนนเส้นนี้ไม่มีสายไฟให้รกตา จึงเห็นตึก ร้านรวงต่างๆ ได้ชัดเจน เดินมาเรื่อยๆ จนถึงหอนาฬิกา อาหารในท้องก็ย่อยหมดพอดี 

จบค่ำคืนนี้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยการแวะซื้อโรตีรถเข็นของอาบังที่กินตั้งแต่เด็ก ร้านนี้มีเมนูขึ้นชื่อ คือ โรตีตบ หากินที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ กลิ่นหอมๆ ของเนยและกล้วยทำให้การรอคอยช่างมีความสุข โรตีธรรมดาที่ใช้มือตบห่อกระดาษซับมัน ทันใดนั้น อาบังตบมือแรงๆ ไปที่กระดาษชุ่มเนย สภาพของแป้งโรตีฉีกยุ่ยพอดี และสิ่งนี้คือโรตีตบแสนอร่อยที่เหนียวนุ่ม ราดด้วยนมข้นหวานและน้ำตาลเล็กน้อยเพิ่มความหวาน ยิ่งดึกรถเข็นยิ่งถูกมุงล้อมด้วยผู้คน 

กลับสู่ปัจจุบัน 

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

เช้านี้ฉันนั่งรถผ่านถนนเส้นที่เดินจากถนนคนเดินเมื่อคืน กำลังมุ่งหน้าไปตลาดสดเพื่อซื้อขนมและติ่มซำกลับไป กรุงเทพฯ ตรอกเล็กๆ หลังแผงขายของหน้าตลาดสด แหล่งรวมขนมมาเลเซีย ขนมโบราณอย่างลูกจัน ของฝากขึ้นชื่ออย่างหมูย่าง และขนมจีบไส้สังขยาที่มีเฉพาะจังหวัดตรัง นี่คือจุดประสงค์หลักที่ต้องแวะทุกครั้งก่อนกลับกรุงเทพฯ 

หลังจากซื้อของฝากและขนมเรียบร้อย ฉันเดินมาตามทางจนเกือบถึงทางออก ก็เจอกับร้านติ่มซำห้องเดียวเล็กๆ ที่มีทั้งโจ๊กและขนมจีบทำสดใหม่ เหมาะแก่การเป็นเสบียงสำหรับการเดินทางที่ยาวนานอีกครั้ง

สาวตรังกลับบ้านเกิดใช้ชีวิตวัยเด็ก ตื่นเช้าแวะติ่มซำร้านเด็ด เดินตลาดนัดและกินโรตีตบ

การย้อนอดีตกลับไปใช้ชีวิตในบ้านเกิด ทำให้วันหยุดยาวกลายเป็นช่วงเวลาแสนสั้น เวลาผ่านไปไวทุกครั้งที่ได้กลับบ้าน การกลับบ้านทุกครั้งทำให้นึกถึงชีวิตธรรมดาที่หาจากที่ไหนไม่ได้ การเดินทางกลับบ้านทุกครั้งจึงเหมือนการย้อนอดีต กลับไปทำอะไรที่เคยทำ กินอะไรที่เคยกิน ไปในที่ที่เคยไป ตอนอยู่ตรังอาจมองชีวิตเป็นเรื่องธรรมดาและน่าเบื่อ 

แปลกที่มาอยู่กรุงเทพฯ กลับคิดถึงและโหยหาชีวิตน่าเบื่อนั้น ดีใจทุกครั้งที่ได้กลับบ้านเกิด

และนั่งคอตกทุกครั้งที่รถแล่นออกจากจังหวัดตรัง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ชิดชนก หวังศิริเลิศ

เด็กคณะวิทยาศาสตร์ ผู้สนใจการถ่ายภาพ สิ่งที่อยากทำตอนนี้คือเล่นเปียโนอีกครั้ง ฝันสูงสุดคือสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น เหมือนที่เคยได้รับมาจากคนอื่นเช่นกัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load