ความกลัดกลุ้มใจเล็กๆ น้อยๆ ของดิฉันในตอนนี้คือการหาชุดไทยมาใส่ทุกวันศุกร์

ที่ทำงานขอความร่วมมือในการใส่ผ้าไทย ซึ่งดิฉันก็อยากให้ความร่วมมือบ้าง แต่ดิฉันยังไม่เจอชุดไทยในฝัน คือ ชุดไทยที่ใส่ง่าย ลายทันสมัย และดู​ ‘เก๋ ๆ’  

เมื่อเดือนที่แล้วดิฉันมีเวลาที่โตเกียว 3 ชั่วโมงเพื่อรอขึ้นเครื่องบินกลับไทย

ย่านโปรดที่ดิฉันเลือกไปคือโอโมเตะซันโดะ และเผอิญเจอร้านหนึ่งที่หยุดลมหายใจดิฉัน

ร้าน KIMONO by NADESHIKO

กิโมโน, ญี่ปุ่น

ร้านกิโมโนทั่วไปจะดูสว่างๆ ดูยิ่งใหญ่อลังการ มีเสื่อตาตามิ แต่ร้านนี้ดู ‘ป๊อป’ มาก

กิโมโน, ญี่ปุ่น

ลิ้นชักใส่ผ้าโอบิ (ผ้าพันเอว) และเชือก (แอคเซสซอรี่กิโมโน)
ภาพ:   designmusica.com

กิโมโน, ญี่ปุ่น

หน้าร้านยังมีขายเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ เช่น ปิ่นปักผม ตุ้มหู กระเป๋าย่าม เพื่อให้เข้ากับชุด
ภาพ: www.facebook.com/kimonobynadeshiko

กิโมโนส่วนใหญ่จะเรียบหรูหรือเป็นลายญี่ปุ๊นญี่ปุ่นนกกระเรียน แต่ KIMONO by NADESHIKO นี้นำเสนอกิโมโนลายเรียบๆ เป็นลายสกอตบ้าง ลายกราฟิกบ้าง เป็นลายที่ดูสบายๆ ใส่ไปเดินเล่นก็ได้ และสีสันที่ใช้ก็ดูใหม่ทันสมัย

กิโมโน, ญี่ปุ่น

ใส่ไปเดินเล่นท่าเรือก็ยังดูเก๋
ภาพ: www.facebook.com/kimonobynadeshiko

กิโมโน, ญี่ปุ่น

ภาพ: www.kimonobynadeshiko.com

คนต่างชาติที่ไม่ค่อยได้ใส่ชุดยูกาตะและไม่เคยมีชุดกิโมโนเลยอย่างดิฉันกรี๊ดกร๊าดมากกับความน่ารัก สดใส ของกิโมโนร้านนี้

กิโมโน, ญี่ปุ่น

นี่หรือคือกิโมโน
ภาพ: www.facebook.com/kimonobynadeshiko

ที่สำคัญที่สุดคือ ราคาเป็นมิตรมาก

กิโมโนทั่วไปนั้นราคาประมาณตัวละ 30,000 บาทเป็นอย่างต่ำ โดยเฉลี่ยสูงสุดราคาเหยียบแสน แถมนี่คือราคาแค่ชุดกิโมโน ยังไม่รวมผ้าอื่นๆ ที่ต้องใส่ร่วมกันอีก แต่กิโมโนร้านนี้ราคารวมกิโมโน โอบิ (ผ้าพันเอว) ทุกอย่างแล้วตกเพียง 1 – 3 หมื่นบาทเท่านั้น

กิโมโน, ญี่ปุ่น

กิโมโนที่เคยเป็นของแพง แทบจะหาโอกาสใส่ไม่ได้ (โอกาสที่ใส่คือตอนไปร่วมพิธีชงชากับดูละครคาบูกิ) และไม่ทำให้วัยรุ่นสนใจนั้น กลายเป็น ‘แฟชั่น’ เก๋ๆ อย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กผู้หญิงทั่วไปอาจเอื้อมได้

ประโยคแรกบนเว็บคือ…

 

วิธีการเดินของฉันต่างไป

มีสถานที่ที่ฉันจะก้าวเดินไปอีกมาก

ฉันเริ่มจะชินกับการมีคนมองฉันนิดหนึ่งแล้วล่ะ

 

หากฉันใส่กิโมโนมากขึ้น

ฉันได้ขยับไปทำสิ่งต่างๆ มากขึ้นทุกวัน

แต่มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เปลี่ยนโลกนะ

 

มันเป็นความแปลกใหม่เล็กๆ

ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

ในขอบเขตรัศมี 500 เมตรรอบตัวฉัน

 

แต่ข้างในตัวฉันนั้น

เหมือนค่อยๆ เติบโตขึ้น

ฉัน…เริ่มใส่กิโมโนแล้วล่ะ

 

เรื่องตื่นเต้นนิดๆ ที่เกิดในชีวิตฉัน

เปลี่ยนทรงผม…จากยาว เป็นสั้น

ลองใส่รองเท้าส้นสูง

ลองฉีดน้ำหอมกลิ่นที่ชอบ

เวลาที่ฉันได้เป็นตัวของฉันในแบบใหม่ ฉันรู้สึกสนุก ขณะเดียวกันก็ตื่นเต้น

ลองให้ ‘กิโมโน’ ทำให้คุณตื่นเต้นเล็กๆ กันนะ

กิโมโน, ญี่ปุ่น

ภาพ: www.kimonobynadeshiko.com

กิโมโนแบรนด์นี้ทำให้ดิฉันตื่นเต้นได้จริงๆ

คอนเซปต์ของแบรนด์ คือ “My First Kimono” สำหรับสาวๆ วัย 20 ปี ราคาจึงไม่แพง และสามารถซักกิโมโนในเครื่องซักผ้าเองได้ (กิโมโนของจริงเป็นผ้าไหม ต้องส่งซักโดยเฉพาะ ค่าใช้จ่ายสูง ดูแลยากมาก)

กิโมโน, ญี่ปุ่น

ภาพ: www.kimonobynadeshiko.com

จริงๆ แล้ว เจ้าของแบรนด์คือร้านกิโมโนยามาโตะ ร้านกิโมโนที่ขายดีเป็นอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น และมีสาขากว่า 120 สาขาทั่วประเทศ และเป็นแบรนด์ที่มีอายุกว่า 100 ปี

หน้าตาร้านยามาโตะ ซึ่งแตกต่างกับ KIMONO by NADESHIKO โดยสิ้นเชิง

กิโมโน, ญี่ปุ่น

ภาพ: www.marier-toyama.co.jp

ไม่น่าเชื่อว่าบริษัทเก่าแก่จะมีแบรนด์ที่โดนใจวัยรุ่นได้เพียงนี้

บทเรียนที่ดิฉันได้จากการไป ‘เผลอ’ เยือน KIMONO by NADESHIKO คือ

 

1. กล้าปรับสินค้า

ร้านที่ขายสินค้าไทยหลายๆ ร้านพยายามนำเสนอความเป็นไทย เช่น ผ้าถุงไทย เข็มขัดเงิน ซึ่งนั่นอาจจะไม่ได้ทำให้วัยรุ่นกรี๊ดกร๊าดสักเท่าไร

แต่ KIMONO by NADESHIKO เข้าใจดีว่าวัยรุ่นไม่ชอบใส่กิโมโนเพราะอะไร

หนึ่ง แพง

สอง ดูแลยาก

สาม ไม่รู้จะใส่ไปไหน

สี่ เชย

ทางแบรนด์พยายามแก้ปัญหาทุกจุดด้วยการเปลี่ยนวัสดุให้ราคาถูกลง สีสันสดใสขึ้น ลวดลายวัยรุ่นขึ้น เพื่อให้กิโมโนกลายเป็นของที่เข้าถึงได้ง่าย และเพื่อให้คนรุ่นใหม่ต้องการใส่กิโมโนมากขึ้น

พร้อมกันนั้นยังนำเสนอวิธีการใส่กิโมโนแบบใหม่ เช่น สาวที่ใส่แว่นก็ใส่กิโมโนได้ หรือหมวกที่ใส่จะเป็นหมวกตะวันตกหรือหมวกสานที่มีที่บ้านก็ใส่ด้วยกันได้ ดูเก๋ไปอีกแบบดี

 

2. กล้าประกาศความดี

เวลาหน่วยงานต่าง ๆ นำเสนอสินค้าไทย เช่น ขนมไทยโบราณ กระเป๋าหวาย ผ้าไหมไทย เราจะใช้คำว่า ‘รณรงค์’ เช่น รณรงค์ใส่ชุดไทย นั่นหมายถึงเรากำลังพยายามหาทางชักชวนให้คนกลับมาใช้ของสมัยก่อนอยู่ แต่พอกระแสหมดก็ไม่มีใครอยากใช้อีก (เพราะเราโดนรณรงค์หรือกึ่งบังคับ)

แต่ KIMONO by NADESHIKO นั้นไม่ได้พยายามรณรงค์ให้คนใช้สินค้าญี่ปุ่น แต่กลับชูความเป็นญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ เช่น ประโยคหน้าเว็บไซต์ ก็เขียนว่า “วิธีการเดินของฉันจะต่างไป เริ่มมีคนมองฉัน” หรือเมื่ออธิบายตัวสินค้า ทางแบรนด์นำเสนอว่า ลองใส่ผ้าลายใหม่ที่ไม่สามารถใส่ได้ในชุดกระโปรงตะวันตกทั่วไปได้” ทุกประโยคล้วนนำสิ่งที่เราไม่สามารถสัมผัสประสบการณ์ได้จากชุดธรรมดาๆ ทั่วไป

เพราะกิโมโนเป็นผ้าหน้าแคบ เวลาเดินต้องเดินก้าวสั้นๆ แต่นั่นก็กลายมาเป็นวิธีการเดินที่เป็นเอกลักษณ์แบบกิโมโน และดูน่ารักดี

เพราะใส่กิโมโน คนอื่นๆ ที่เดินผ่านอาจหยุดมองเรา

เพราะใส่กิโมโน จึงสามารถลองใส่ผ้าสีแดงแปร๊ดหรือฟ้าสลับขาวได้ เป็นลายที่เข้ากับกิโมโนโดยเฉพาะจริงๆ

กล้าประกาศความดี กล้าประกาศจุดเด่นที่เฉพาะสินค้าโบราณเท่านั้นจึงจะมีได้

 

3. ทำไมต้องซื้อ

ป้ายหน้าร้านหรือเว็บในไทยมักจะบอกเพียงชื่อสินค้านั้นๆ เช่น จานสังคโลก เสื้อย้อมคราม บางแบรนด์ที่ทำการตลาดเก่งหน่อยก็จะเล่า Story ของสินค้านั้นๆ เล่ากระบวนการทำ เล่าวิธีออกแบบลวดลาย

แต่ Storytelling เหล่านั้นจะไม่ทำให้ลูกค้าเชื่อหากขาดสิ่งสำคัญไป นั่นคือเราได้บอกลูกค้าหรือยังว่า ทำไมต้องซื้อ

Kimono by NADESHIKO เลือกที่จะนำเสนอ “การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตที่ทำให้คนตื่นเต้น” โดยนำประสบการณ์การใส่กิโมโนนั้นไปอยู่ร่วมกับการได้ลองใส่รองเท้าส้นสูงหรือการฉีดน้ำหอมของสาวๆ

จริงด้วยสินะ เสาร์-อาทิตย์นี้ลองเปลี่ยนตัวเองนิดๆ ด้วยการหันมาลองใส่กิโมโนดีกว่า

นั่นคือสิ่งที่ลูกค้าจะบอกกับตัวเอง หลังได้รับ Brand Message นี้

ประโยคนี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึก จริงด้วยสินะ และเห็นข้อดีของการซื้อสินค้ามากขึ้น

 

วันนี้ (วันที่เขียนต้นฉบับ) ตรงกับวันศุกร์พอดี ดิฉันก็ยังกลุ้มใจกับการหาชุดไทยที่เข้ากับตัวเองใส่ไปทำงานเช้านี้

แต่คืนนี้ดิฉันจะบินไปญี่ปุ่น

พบกันนะ Kimono by NADESHIKO

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

สมัยก่อน ดิฉันเคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรม Case Club ของหลักสูตร BBA จุฬาฯ เด็ก ๆ ในชมรมจะช่วยกันแก้โจทย์ธุรกิจต่าง ๆ เช่น ทำอย่างไรให้บริษัท A ยอดขายสูงขึ้นอีกร้อยละ 20 

เด็ก ๆ ในชมรมได้รับการเชื้อเชิญจากมหาวิทยาลัยทั่วโลกให้ไปแข่ง Business Plan Competition 

จำได้ว่ามีปีหนึ่ง เราได้รับเชิญไปแข่งที่เนเธอร์แลนด์ ไม่มีใครรู้ว่าผู้จัดจะออกโจทย์เกี่ยวกับอะไร ปรากฏว่าโจทย์ที่ออกคือ การหาวิธีลดและจัดการปริมาณขยะให้กับเมือง เด็ก ๆ ทุกคนเหวอ เพราะที่ผ่านมาเราฝึกเรื่องการเพิ่มยอดขาย ทำกำไรกันมาตลอด 

ดิฉันบอกทุกคนว่า แม้ครั้งนี้โจทย์เป็นการแก้ปัญหาสังคม แต่วิธีคิดเหมือนกัน ปัญหาคืออะไร ทางแก้คืออะไร ทำอย่างไรให้คนสนใจสิ่งที่เราทำ 

เรื่องราวของเมืองต่อไปนี้ก็เช่นกัน… เมืองเล็ก ๆ ในหุบเขา แต่โด่งดังไปทั่วโลกด้วยการตั้งเป้า Zero Waste และมุ่งมั่นลดขยะในเมืองมากว่า 30 ปี 

เมื่อเมืองจำเป็นต้องจัดการเรื่องขยะ

ก่อนหน้านี้สัก 20 ปี คงไม่ค่อยมีคนญี่ปุ่นคนไหนรู้จักเมืองคามิคัตสึ จังหวัดโทคุชิมะ สักเท่าไร เมืองเล็ก ๆ กลางหุบเขาเขียวขจี มีประชากรแค่ 1,500 คนเท่านั้น 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
หมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขา
ภาพ : www.env.go.jp

ในอดีต ชาวเมืองคามิคัตสึจัดการขยะโดยการเผากลางแจ้ง แต่เมื่อปริมาณขยะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทางเมืองจึงเริ่มวางแผนรีไซเคิลขยะในปี 1994 และจัดการติดตั้งเตาเผาขยะในปี 1998 

ทว่าหลังจากติดตั้งเตาเผาขยะได้ไม่นาน ทางเมืองก็พบว่าเตาแบบที่ใช้อยู่ก่อให้เกิดมลพิษจากสารไดออกซิน ทำให้ต้องหยุดการใช้เตาเผา และทางเมืองก็ไม่มีงบพอจะซื้อเตาเผาแบบใหม่แล้ว ทั้งเทศบาลเมืองและชาวเมืองจึง ‘จำเป็น’ ต้องช่วยกันแยกขยะเพื่อนำขยะไปรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด และกำจัดโดยการเผาให้ได้น้อยที่สุด 

พวกเขาค่อย ๆ เริ่มแยกประเภทขยะ จาก 9 ประเภทในปี 1997 เป็น 22 ประเภท แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น 35 ประเภท และ 45 ประเภทในปัจจุบันในที่สุด

ชาวเมืองต้องช่วยกันแยกขยะทุกชิ้น เช่น ฝาขวดที่เป็นโลหะ ขวดแก้ว ต้องแยกออกจากกันหมด พลาสติกที่ห่ออาหาร ก็ต้องล้างและตากก่อนนำไปที่ที่ทิ้งขยะ หากบ้านไหนจะทิ้งของชิ้นใหญ่ เช่น โซฟาหรือยางรถยนต์ ก็ต้องมีคนในหมู่บ้านมาช่วยกันแยกชิ้นส่วน เช่น ผ้าคลุมโซฟา สปริงในโซฟา ฟองน้ำ ขาไม้ ทุกอย่างต้องถูกแยกส่วนทั้งหมด 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ภาพ : www.env.go.jp

ชาวเมืองยอมรับการเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ได้อย่างไร และทางเมืองทำอย่างไรให้ชาวเมืองยอมจัดการเรื่องขยะกันนะ 

การประกาศเป้าหมายและสร้างหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

เมืองคามิคัตสึค่อย ๆ เริ่มแยกและรีไซเคิลขยะมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 1990 ในปี 2003 ทางเมืองประกาศ Zero Waste ไว้ว่า พวกเขาจะ 

1. พยายามสร้างคนที่ไม่ทำให้โลกนี้สกปรก

2. ดำเนินการรีไซเคิลขยะหรือนำไปใช้ต่อ และพยายามลดการเผาหรือฝังขยะให้ได้มากที่สุดภายในปี 2020 

3. สร้างเพื่อนใหม่ทั่วโลกที่มีแนวคิดเดียวกัน 

ในปี 2005 ทางเมืองสร้างองค์กรไม่แสวงหากำไร (NPO) ชื่อ Zero Waste Academy เพื่อเป็นตัวกลางระหว่างเมืองกับชาวเมือง โดยองค์กรนี้จะช่วยจัดการขยะ ดำเนินการอบรมและสื่อสารเรื่องการจัดการขยะกับชาวเมืองอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ ทางเมืองยังสร้างระบบสะสมแต้ม นำแต้มที่ได้จากการแยกขยะอย่างถูกต้องนี้ไปแลกเป็นกระดาษทิชชู หมวก เสื้อผ้า กระติกน้ำ ฯลฯ 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ภาพ : www.recruit.co.jp

นอกจากนี้ ทางเมืองและ NPO ยังช่วยกันคิดสร้างระบบที่ทำให้ชาวเมือง ‘สนุก’ กับแยกขยะและจัดการขยะได้มากที่สุด
แนวคิดหลักในการสร้างระบบ คือ ทำอย่างไรให้ชาวเมืองลำบากน้อยที่สุด โดยพยายามอำนวยความสะดวกให้ชาวเมืองที่สุดดังนี้ 

กลไกที่ทำให้การแยกขยะสำเร็จ 1 – สร้างสถานที่ทิ้งขยะที่ผู้คนอยากมา

หากกล่าวถึงสถานที่ทิ้งขยะ หลายท่านอาจนึกภาพสถานที่มืด ๆ ส่งกลิ่นเหม็น มีแมลงบินบ้าง เดินบ้าง แน่นอนว่าคงไม่มีชาวเมืองคนไหนอยากมาทิ้งขยะในที่แบบนี้บ่อย ๆ แน่ 

ทางเมืองจึงสร้างศูนย์แยกขยะที่ผู้คนอยากมา โดยที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่ทิ้งขยะเท่านั้น แต่เป็นสถานที่ให้ผู้คนมาพบปะ พูดคุยกัน มีโต๊ะและเก้าอี้เล็ก ๆ วางอยู่ 

ตัวสถานที่ทิ้งเป็นอาคารโปร่ง มีถังหรือตะกร้าขนาดใหญ่ของขยะแต่ละประเภทเขียนไว้ชัดเจน พื้นมีผู้ดูแลให้สะอาดเรียบร้อย ขยะทุกชิ้นที่ชาวเมืองนำมาที่นี่เป็นขยะแห้ง จึงไม่มีปัญหาส่งกลิ่นรบกวนผู้อื่น ส่วนขยะเปียก ทางเมืองติดตั้งเครื่องจัดการขยะเปียก และรณรงค์ให้ชาวเมืองนำเศษอาหารต่าง ๆ ไปทำเป็นปุ๋ยแทน 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ภาพ : https://zwtk.jp/

นอกจากนี้ยังมีร้าน คุรุคุรุ ซึ่งชาวเมืองคนใดก็ได้สามารถนำข้าวของที่ไม่ใช้แล้วมาวางที่นี่ ใครต้องการมาหยิบ ก็หยิบกลับไปได้ ในร้านมีทั้งเสื้อผ้า จาน ชาม อุปกรณ์ ข้าวของกระจุกกระจิกต่าง ๆ ชาวเมืองที่เดินมาทิ้งขยะ ก็อาจแวะร้านคุรุคุรุสักนิดก่อนกลับบ้านก็ได้ ใครมาดูงานเรื่องการแยกขยะที่เมืองนี้ ก็หยิบข้าวของในนี้ติดไม้ติดมือไปเป็นที่ระลึกได้เช่นกัน

ร้านคุรุคุรุนี้สร้างการ Reuse สิ่งของได้ปีละประมาณ 15 ตันเลยทีเดียว 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
คุรุคุรุ แปลว่า หมุนวนไป เดิมเป็นร้านเล็ก ๆ แต่มีการรีโนเวต ทำให้ร้านดูโปร่งและสวยขึ้น เหมือนเป็นร้านค้าขายของจริง ๆ
ภาพ : sotokoto-online.jp

กลไกที่ทำให้การแยกขยะสำเร็จ 2 – ตั้งเจ้าหน้าที่ดูแลโดยเฉพาะ

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนในเมืองแยกขยะได้อย่างละเอียดจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน คือการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ที่มาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ 

โดยปกติแล้ว คนญี่ปุ่นจะแยกขยะเป็นประเภทต่าง ๆ คร่าว ๆ แล้วใส่รวมในถุงขยะขนาดใหญ่ แต่ชาวเมืองคามิคัตสึจะหยิบขยะจากตะกร้าทีละชิ้น ๆ ใส่ลงไปในตะกร้าหรือถังขนาดใหญ่ตามประเภทของขยะนั้น ๆ 

ทีนี้ บางครั้งชาวเมืองอาจไม่แน่ใจว่าขยะแบบไหนต้องแยกอย่างไร เช่น สติกเกอร์ที่ติดบนเครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องลอกออกไหมหรือไปทิ้งแบบไหน เจ้าหน้าที่ก็จะเป็นคนช่วยแนะนำ เพื่อให้ชาวเมืองเข้าใจ รู้สึกอุ่นใจ และได้เรียนรู้การแยกขยะที่ถูกต้องยิ่งขึ้น

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ทิ้งขยะแบบไหนไม่ถูก ก็ปรึกษาเจ้าหน้าที่ได้เสมอ 
ภาพ : www.ana.co.jp

หากไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ ชาวเมืองอาจรู้สึกว่าการแยกขยะยุ่งยาก ไม่รู้จะแยกแต่ละประเภทอย่างไร สุดท้ายก็อาจใส่ขยะผิดประเภทจนนำไปรีไซเคิลต่อไม่ได้ 

การมีเจ้าหน้าที่สักคนคอยประจำและดูแลอยู่ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้เมืองคามิคัตสึประสบความสำเร็จในการแยกขยะได้ขนาดนี้ 

กลไกที่ทำให้การแยกขยะสำเร็จ 3 – การสื่อสาร

ทางเมืองเข้าใจดีว่าการแยกขยะนั้นยุ่งยากและต้องอาศัยความร่วมมือจากชาวเมืองมากขนาดไหน เพียงแค่กล่องนมธรรมดา ๆ ก็ไม่สามารถโยนลงถังขยะได้ แต่ต้องตัดออกมาเป็นแผ่น ล้างน้ำให้สะอาด ตากให้แห้ง แล้วถึงค่อยนำไปทิ้งที่ศูนย์แยกขยะ 

เพราะฉะนั้น โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้การแยกขยะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวเมือง ทางเมืองคามิคัตสึจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อสารและให้ความรู้เรื่องการแยกขยะ 

ช่องทางสื่อสารมีตั้งแต่การตั้งเจ้าหน้าที่ดูแลศูนย์แยกขยะ การจัดทำเว็บไซต์ที่สอนและค้นหาประเภทขยะได้ การร่วมกับโรงเรียนประถม จัดทริปพาเด็ก ๆ มาดูงานที่ศูนย์แยกขยะด้วย

วิธีการสื่อสารก็ใส่ใจในรายละเอียดถึงที่สุด มีการใช้ภาพประกอบให้คนเข้าใจง่าย ส่วนที่ศูนย์แยกขยะนั้นใช้ภาพขนาดใหญ่ ติดไว้ที่แต่ละตะกร้าอย่างชัดเจน เพื่อให้ชาวเมืองหรือแม้แต่เด็กเล็กไม่ต้องเสียเวลาอ่านตัวอักษร แค่เห็นภาพก็เข้าใจและแยกขยะได้เลย 

นอกจากนี้ ป้ายอีกชนิดที่ติดตรงหน้าตะกร้าแต่ละใบ คือ ป้ายบอกว่าขยะแต่ละชนิดจะถูกนำไปรีไซเคิลที่ไหน กลายเป็นอะไร และมีค่าใช้จ่ายในการรีไซเคิลเท่าไร 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ตัวอย่างป้ายราคา
ภาพ : www.sustainablebrands.jp

ยกตัวอย่าง 2 ป้ายนี้ แม้จะเป็นขยะพลาสติกเหมือนกัน แต่ค่าใช้จ่ายในการกำจัดพลาสติกประเภทซ้ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 53.8 เยน ส่วนพลาสติกแบบขวามีค่าใช้จ่ายเพียงกิโลกรัมละ 0.51 เยน

สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวเมืองค่อย ๆ เรียนรู้และเห็นคุณค่าของขยะแต่ละชิ้นมากขึ้น ส่งผลให้ชาวเมืองยิ่งร่วมมือร่วมใจกัน และปัจจุบัน ขยะกว่าร้อยละ 80 ของเมืองคามิคัตสึนำไปรีไซเคิลได้ 

เมื่อชาวเมืองหรือภายในแข็งแกร่ง ทางเมืองก็เริ่มสื่อสารกับคนภายนอก 

ในปี 2020 เมืองคามิคัตสึเปิดโรงแรมชื่อโรงแรม WHY เป็นโรงแรมที่ชวนคนมาตั้งคำถามว่า ทำไมเราถึงซื้อสิ่งนี้ ทำไมเราถึงทิ้งสิ่งนั้น 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
โรงแรมอยู่ติดกับสถานที่แยกขยะ มองจากด้านบนจะเป็นรูปเครื่องหมาย Question Mark พอดี
ภาพ : www.awanavi.jp
Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ

เศษไม้ เครื่องประดับต่าง ๆ ในโรงแรม ได้รับการบริจาคมาจากชาวเมืองทั้งนั้น บางบ้านให้บานประตู บางบ้านให้แท่งไม้ที่นำมาทำใหม่เป็นกรอบหน้าต่าง 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ห้องพักมุม Mountain View 
ภาพ : www.awanavi.jp
Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ของประดับหลายชิ้นมาจากบ้านเรือนของชาวบ้านในเมือง
ภาพ : sotokoto-online.jp

แขกที่มาพักสามารถสัมผัสประสบการณ์การแยกขยะ และเห็นความตั้งใจลดขยะของชาวเมืองยิ่งขึ้น เริ่มตั้งแต่ตอนเช็กอิน
ที่นี่ แขกต้องนำแปรงสีฟัน ยาสีฟัน และเครื่องอาบน้ำมาเอง หากไม่มีก็ซื้อที่ล็อบบี้ได้ ส่วนสบู่ หากไม่ได้เอามา ทางพนักงานจะให้แขก ‘หั่นสบู่’ โดยกะปริมาณที่ตนเองใช้แต่พอดี 

ถอดความสำเร็จของ Kamikatsu เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ขยะกว่า 80% รีไซเคิลได้ และชาวเมืองมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ร่วมกัน
มีที่หั่นสบู่พร้อม ทำให้เราฉุกคิดเหมือนกันว่า วันหนึ่งเราใช้สบู่ปริมาณเท่าไรกันนะ
ภาพ : www.awanavi.jp

 ส่วนอาหารเช้า จะมีพนักงานนำมาเสิร์ฟเป็นขนมปังเบเกิลใส่มาในกล่องเบนโตะ เพื่อลดปริมาณการใช้ขยะอีกเช่นกัน 

ถอดความสำเร็จของ Kamikatsu เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ขยะกว่า 80% รีไซเคิลได้ และชาวเมืองมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ร่วมกัน
หน้าตาอาหารเช้า
ภาพ : kamipara.jp
ถอดความสำเร็จของ Kamikatsu เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ขยะกว่า 80% รีไซเคิลได้ และชาวเมืองมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ร่วมกัน
มีคำอธิบายองค์ประกอบต่าง ๆ ในเบเกิลนี้ 
ภาพ : kamipara.jp

แขกที่มาพักคงกลับไปพร้อมความเข้าใจวงจรขยะมากขึ้น เข้าใจวิธีการแยกขยะได้ดีขึ้น และเห็นความสำคัญของการรีไซเคิล โรงแรมนี้ทำให้ปณิธาน 2 ใน 3 ข้อของเมือง กล่าวคือ พยายามสร้างคนที่ไม่ทำให้โลกนี้สกปรก และ สร้างเพื่อนใหม่ทั่วโลกที่มีแนวคิดเดียวกัน เป็นจริงยิ่งขึ้นนั่นเอง

ถอดบทเรียนความสำเร็จ

โจทย์ของเมืองคามิคัตสึ คือการเปลี่ยนพฤติกรรมชาวเมืองให้ยอมรับการแยกขยะที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ดิฉันคิดว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง เราปรับแนวคิดนี้กับโจทย์ธุรกิจได้หลายอย่าง เช่น ทำอย่างไรให้พนักงานหันมาทำ CSR ทำอย่างไรให้ลูกค้าร้านกาแฟยอมซื้อหลอดพลาสติก ทำอย่างไรให้ลูกค้าที่ซื้อครีมทาหน้าของเราไปตั้งใจนวดหน้าอย่างถูกวิธี 

หากให้สรุปสิ่งที่ทำให้เมืองคามิคัตสึประสบความสำเร็จนั้น ดิฉันคิดว่ามีดังต่อไปนี้

1. ตั้งเป้าหมายที่ดีและไม่ใช่แค่เพื่อตนเอง 

เป้าหมายของเมืองนั้นมีทั้งตัวเลขและคุณค่าทางจิตใจ เป้าหมายทางตัวเลข เช่น ปริมาณขยะที่รีไซเคิลได้ เป็นตัวเลขที่เห็นชัด เข้าใจง่าย แต่ลูกค้า (ชาวเมือง) อาจยิ่งกระตือรือร้นอีกหากมีเป้าหมายที่ให้คุณค่าทางจิตใจ เช่น พยายามสร้างคนที่ไม่ทำให้โลกนี้สกปรก 

2. การแต่งตั้งตำแหน่งและผู้รับผิดชอบ กับงานที่คนอาจเกี่ยงกันไม่อยากทำ

หากเกณฑ์แรงของชาวเมืองมาช่วยกัน ชาวเมืองคงต้องวุ่นวายจัดตั้งเวรกันดูแล ส่งคนไปอบรมเรื่องการแยกขยะ คุณภาพการดูแลอาจไม่สม่ำเสมอ และเริ่มเกิดปัญหาบางคนไม่อยากทำ ส่วนทางเทศบาลเมือง หากต้องเจรจากับชาวเมืองเอง อาจใช้เวลานาน หรือบอกอะไรก็ลำบากใจกัน เพราะรู้จักกันดีอยู่ ทางเมืองจึงต้องสร้าง NPO และจัดตั้งตำแหน่งผู้รับผิดชอบที่จะประจำที่ศูนย์แยกขยะไว้ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้คน 

ในบางกรณี คนกลางนี้จะเป็นคนช่วยประสานและผลักดันให้งานต่าง ๆ ดำเนินไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 

3. ทำให้สิ่งที่ยากเป็นเรื่องง่าย 

การเปลี่ยนแปลงในชีวิตล้วนเป็นสิ่งที่ท้าทายและยากที่จะทำ ทางเมืองจึงมุ่งทำให้การแยกขยะเป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องสนุกที่สุด เพื่อจะได้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้ กลไกที่ทางเมืองใช้มีตั้งแต่การสะสมแต้ม ป้ายที่เข้าใจง่าย การเล่าว่าขยะแต่ละชิ้นจะกลายเป็นอะไร มีต้นทุนเท่าไร การใช้ภาพประกอบ 

ทางเมืองไม่ผลักภาระการเรียนรู้หรือการแยกขยะไปที่ชาวเมือง ไม่มีการเพ่งเล็งหรือทำโทษว่าใครทำผิด แต่มองตนเองเป็น Facilitator เพื่อช่วยให้ชาวเมืองทุกคนไปถึงเป้าหมาย Zero Waste ด้วยกันมากกว่า

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load