ความกลัดกลุ้มใจเล็กๆ น้อยๆ ของดิฉันในตอนนี้คือการหาชุดไทยมาใส่ทุกวันศุกร์

ที่ทำงานขอความร่วมมือในการใส่ผ้าไทย ซึ่งดิฉันก็อยากให้ความร่วมมือบ้าง แต่ดิฉันยังไม่เจอชุดไทยในฝัน คือ ชุดไทยที่ใส่ง่าย ลายทันสมัย และดู​ ‘เก๋ ๆ’  

เมื่อเดือนที่แล้วดิฉันมีเวลาที่โตเกียว 3 ชั่วโมงเพื่อรอขึ้นเครื่องบินกลับไทย

ย่านโปรดที่ดิฉันเลือกไปคือโอโมเตะซันโดะ และเผอิญเจอร้านหนึ่งที่หยุดลมหายใจดิฉัน

ร้าน KIMONO by NADESHIKO

กิโมโน, ญี่ปุ่น

ร้านกิโมโนทั่วไปจะดูสว่างๆ ดูยิ่งใหญ่อลังการ มีเสื่อตาตามิ แต่ร้านนี้ดู ‘ป๊อป’ มาก

กิโมโน, ญี่ปุ่น

ลิ้นชักใส่ผ้าโอบิ (ผ้าพันเอว) และเชือก (แอคเซสซอรี่กิโมโน)
ภาพ:   designmusica.com

กิโมโน, ญี่ปุ่น

หน้าร้านยังมีขายเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ เช่น ปิ่นปักผม ตุ้มหู กระเป๋าย่าม เพื่อให้เข้ากับชุด
ภาพ: www.facebook.com/kimonobynadeshiko

กิโมโนส่วนใหญ่จะเรียบหรูหรือเป็นลายญี่ปุ๊นญี่ปุ่นนกกระเรียน แต่ KIMONO by NADESHIKO นี้นำเสนอกิโมโนลายเรียบๆ เป็นลายสกอตบ้าง ลายกราฟิกบ้าง เป็นลายที่ดูสบายๆ ใส่ไปเดินเล่นก็ได้ และสีสันที่ใช้ก็ดูใหม่ทันสมัย

กิโมโน, ญี่ปุ่น

ใส่ไปเดินเล่นท่าเรือก็ยังดูเก๋
ภาพ: www.facebook.com/kimonobynadeshiko

กิโมโน, ญี่ปุ่น

ภาพ: www.kimonobynadeshiko.com

คนต่างชาติที่ไม่ค่อยได้ใส่ชุดยูกาตะและไม่เคยมีชุดกิโมโนเลยอย่างดิฉันกรี๊ดกร๊าดมากกับความน่ารัก สดใส ของกิโมโนร้านนี้

กิโมโน, ญี่ปุ่น

นี่หรือคือกิโมโน
ภาพ: www.facebook.com/kimonobynadeshiko

ที่สำคัญที่สุดคือ ราคาเป็นมิตรมาก

กิโมโนทั่วไปนั้นราคาประมาณตัวละ 30,000 บาทเป็นอย่างต่ำ โดยเฉลี่ยสูงสุดราคาเหยียบแสน แถมนี่คือราคาแค่ชุดกิโมโน ยังไม่รวมผ้าอื่นๆ ที่ต้องใส่ร่วมกันอีก แต่กิโมโนร้านนี้ราคารวมกิโมโน โอบิ (ผ้าพันเอว) ทุกอย่างแล้วตกเพียง 1 – 3 หมื่นบาทเท่านั้น

กิโมโน, ญี่ปุ่น

กิโมโนที่เคยเป็นของแพง แทบจะหาโอกาสใส่ไม่ได้ (โอกาสที่ใส่คือตอนไปร่วมพิธีชงชากับดูละครคาบูกิ) และไม่ทำให้วัยรุ่นสนใจนั้น กลายเป็น ‘แฟชั่น’ เก๋ๆ อย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กผู้หญิงทั่วไปอาจเอื้อมได้

ประโยคแรกบนเว็บคือ…

 

วิธีการเดินของฉันต่างไป

มีสถานที่ที่ฉันจะก้าวเดินไปอีกมาก

ฉันเริ่มจะชินกับการมีคนมองฉันนิดหนึ่งแล้วล่ะ

 

หากฉันใส่กิโมโนมากขึ้น

ฉันได้ขยับไปทำสิ่งต่างๆ มากขึ้นทุกวัน

แต่มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เปลี่ยนโลกนะ

 

มันเป็นความแปลกใหม่เล็กๆ

ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

ในขอบเขตรัศมี 500 เมตรรอบตัวฉัน

 

แต่ข้างในตัวฉันนั้น

เหมือนค่อยๆ เติบโตขึ้น

ฉัน…เริ่มใส่กิโมโนแล้วล่ะ

 

เรื่องตื่นเต้นนิดๆ ที่เกิดในชีวิตฉัน

เปลี่ยนทรงผม…จากยาว เป็นสั้น

ลองใส่รองเท้าส้นสูง

ลองฉีดน้ำหอมกลิ่นที่ชอบ

เวลาที่ฉันได้เป็นตัวของฉันในแบบใหม่ ฉันรู้สึกสนุก ขณะเดียวกันก็ตื่นเต้น

ลองให้ ‘กิโมโน’ ทำให้คุณตื่นเต้นเล็กๆ กันนะ

กิโมโน, ญี่ปุ่น

ภาพ: www.kimonobynadeshiko.com

กิโมโนแบรนด์นี้ทำให้ดิฉันตื่นเต้นได้จริงๆ

คอนเซปต์ของแบรนด์ คือ “My First Kimono” สำหรับสาวๆ วัย 20 ปี ราคาจึงไม่แพง และสามารถซักกิโมโนในเครื่องซักผ้าเองได้ (กิโมโนของจริงเป็นผ้าไหม ต้องส่งซักโดยเฉพาะ ค่าใช้จ่ายสูง ดูแลยากมาก)

กิโมโน, ญี่ปุ่น

ภาพ: www.kimonobynadeshiko.com

จริงๆ แล้ว เจ้าของแบรนด์คือร้านกิโมโนยามาโตะ ร้านกิโมโนที่ขายดีเป็นอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น และมีสาขากว่า 120 สาขาทั่วประเทศ และเป็นแบรนด์ที่มีอายุกว่า 100 ปี

หน้าตาร้านยามาโตะ ซึ่งแตกต่างกับ KIMONO by NADESHIKO โดยสิ้นเชิง

กิโมโน, ญี่ปุ่น

ภาพ: www.marier-toyama.co.jp

ไม่น่าเชื่อว่าบริษัทเก่าแก่จะมีแบรนด์ที่โดนใจวัยรุ่นได้เพียงนี้

บทเรียนที่ดิฉันได้จากการไป ‘เผลอ’ เยือน KIMONO by NADESHIKO คือ

 

1. กล้าปรับสินค้า

ร้านที่ขายสินค้าไทยหลายๆ ร้านพยายามนำเสนอความเป็นไทย เช่น ผ้าถุงไทย เข็มขัดเงิน ซึ่งนั่นอาจจะไม่ได้ทำให้วัยรุ่นกรี๊ดกร๊าดสักเท่าไร

แต่ KIMONO by NADESHIKO เข้าใจดีว่าวัยรุ่นไม่ชอบใส่กิโมโนเพราะอะไร

หนึ่ง แพง

สอง ดูแลยาก

สาม ไม่รู้จะใส่ไปไหน

สี่ เชย

ทางแบรนด์พยายามแก้ปัญหาทุกจุดด้วยการเปลี่ยนวัสดุให้ราคาถูกลง สีสันสดใสขึ้น ลวดลายวัยรุ่นขึ้น เพื่อให้กิโมโนกลายเป็นของที่เข้าถึงได้ง่าย และเพื่อให้คนรุ่นใหม่ต้องการใส่กิโมโนมากขึ้น

พร้อมกันนั้นยังนำเสนอวิธีการใส่กิโมโนแบบใหม่ เช่น สาวที่ใส่แว่นก็ใส่กิโมโนได้ หรือหมวกที่ใส่จะเป็นหมวกตะวันตกหรือหมวกสานที่มีที่บ้านก็ใส่ด้วยกันได้ ดูเก๋ไปอีกแบบดี

 

2. กล้าประกาศความดี

เวลาหน่วยงานต่าง ๆ นำเสนอสินค้าไทย เช่น ขนมไทยโบราณ กระเป๋าหวาย ผ้าไหมไทย เราจะใช้คำว่า ‘รณรงค์’ เช่น รณรงค์ใส่ชุดไทย นั่นหมายถึงเรากำลังพยายามหาทางชักชวนให้คนกลับมาใช้ของสมัยก่อนอยู่ แต่พอกระแสหมดก็ไม่มีใครอยากใช้อีก (เพราะเราโดนรณรงค์หรือกึ่งบังคับ)

แต่ KIMONO by NADESHIKO นั้นไม่ได้พยายามรณรงค์ให้คนใช้สินค้าญี่ปุ่น แต่กลับชูความเป็นญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ เช่น ประโยคหน้าเว็บไซต์ ก็เขียนว่า “วิธีการเดินของฉันจะต่างไป เริ่มมีคนมองฉัน” หรือเมื่ออธิบายตัวสินค้า ทางแบรนด์นำเสนอว่า ลองใส่ผ้าลายใหม่ที่ไม่สามารถใส่ได้ในชุดกระโปรงตะวันตกทั่วไปได้” ทุกประโยคล้วนนำสิ่งที่เราไม่สามารถสัมผัสประสบการณ์ได้จากชุดธรรมดาๆ ทั่วไป

เพราะกิโมโนเป็นผ้าหน้าแคบ เวลาเดินต้องเดินก้าวสั้นๆ แต่นั่นก็กลายมาเป็นวิธีการเดินที่เป็นเอกลักษณ์แบบกิโมโน และดูน่ารักดี

เพราะใส่กิโมโน คนอื่นๆ ที่เดินผ่านอาจหยุดมองเรา

เพราะใส่กิโมโน จึงสามารถลองใส่ผ้าสีแดงแปร๊ดหรือฟ้าสลับขาวได้ เป็นลายที่เข้ากับกิโมโนโดยเฉพาะจริงๆ

กล้าประกาศความดี กล้าประกาศจุดเด่นที่เฉพาะสินค้าโบราณเท่านั้นจึงจะมีได้

 

3. ทำไมต้องซื้อ

ป้ายหน้าร้านหรือเว็บในไทยมักจะบอกเพียงชื่อสินค้านั้นๆ เช่น จานสังคโลก เสื้อย้อมคราม บางแบรนด์ที่ทำการตลาดเก่งหน่อยก็จะเล่า Story ของสินค้านั้นๆ เล่ากระบวนการทำ เล่าวิธีออกแบบลวดลาย

แต่ Storytelling เหล่านั้นจะไม่ทำให้ลูกค้าเชื่อหากขาดสิ่งสำคัญไป นั่นคือเราได้บอกลูกค้าหรือยังว่า ทำไมต้องซื้อ

Kimono by NADESHIKO เลือกที่จะนำเสนอ “การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตที่ทำให้คนตื่นเต้น” โดยนำประสบการณ์การใส่กิโมโนนั้นไปอยู่ร่วมกับการได้ลองใส่รองเท้าส้นสูงหรือการฉีดน้ำหอมของสาวๆ

จริงด้วยสินะ เสาร์-อาทิตย์นี้ลองเปลี่ยนตัวเองนิดๆ ด้วยการหันมาลองใส่กิโมโนดีกว่า

นั่นคือสิ่งที่ลูกค้าจะบอกกับตัวเอง หลังได้รับ Brand Message นี้

ประโยคนี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึก จริงด้วยสินะ และเห็นข้อดีของการซื้อสินค้ามากขึ้น

 

วันนี้ (วันที่เขียนต้นฉบับ) ตรงกับวันศุกร์พอดี ดิฉันก็ยังกลุ้มใจกับการหาชุดไทยที่เข้ากับตัวเองใส่ไปทำงานเช้านี้

แต่คืนนี้ดิฉันจะบินไปญี่ปุ่น

พบกันนะ Kimono by NADESHIKO

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

เวลาเราซื้อของขวัญให้ใคร เรามักจะซื้อสิ่งที่ตัวเอง (แอบ) อยากได้ให้คนคนนั้น…

เพื่อนคนหนึ่งเคยได้รับกาน้ำชาแก้วใสๆ ยี่ห้อ HARIO จากดิฉัน โดยมีคำอธิบายอันยืดยาวว่ามันใช้ง่าย สวยงาม มินิมอล เทแล้วน้ำชาไม่ค่อยหกเลอะเทอะ ถอดฝาล้างง่าย บลาๆๆ จากผู้ให้อยู่ข้างๆ 

‘HARIO’ เป็นแบรนด์ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่อายุ 100 ปีหมาดๆ เมื่อ ค.ศ. 2020 ที่ผ่านมา ทุกท่านคิดว่าบริษัทที่เคยผลิตอุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์ จะเติบโตมาหน้าตาเป็นอย่างไรคะ 

ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของ HARIO แบรนด์ญี่ปุ่นอีกแบรนด์ที่ดิฉันรักค่ะ 

จากอุปกรณ์ห้องแล็บสู่ห้องครัว 

HARIO ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1921 ในช่วงแรกนั้น บริษัทผลิตอุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นบีกเกอร์ หรือหลอดแก้วตวงปริมาตร 

อุปกรณ์ของแบรนด์ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน ทั้งทนความร้อน ทนกรด และสารเคมี รวมถึงใช้งานง่าย

หลังจากทำธุรกิจมาได้ 27 ปี ใน ค.ศ. 1948 แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นก็เริ่มนำความเชี่ยวชาญด้านการหลอมแก้ว มาผลิตอุปกรณ์ในห้องครัว เช่น จานแก้ว ชามแก้ว ที่เข้าเตาอบได้ ขวดใส่เครื่องปรุง แก้วตวงวัด 

สำหรับอุปกรณ์ทำกาแฟ HARIO เริ่มเข้ามาผลิตในช่วง ค.ศ. 1957 โดยเริ่มจากเครื่องทำกาแฟ Syphon ทางบริษัทพยายามปรับความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ มาใช้กับอุปกรณ์ทำกาแฟ และค่อยๆ สร้างชื่อเสียงในญี่ปุ่นทีละนิด

สร้างกระแสในอเมริกา จนถึงระดับโลก

ในช่วง ค.ศ. 2004 ธุรกิจได้พัฒนาตัวดริปเปอร์ใหม่ อุปกรณ์ดริปเปอร์เดิมนั้นตัวกระดาษแผ่นกรองจะแนบไปกับดริปเปอร์ ทำให้อากาศไหลเวียนยาก อุปกรณ์รุ่นใหม่ออกแบบให้มีช่องว่างระหว่างกระดาษเล็กน้อย ทำให้มีอากาศผ่านได้ รสกาแฟจะลุ่มลึกขึ้น และเริ่มวางจำหน่ายใน ค.ศ. 2005 

HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory, hario v60
ภาพ : www.hario.com

ในช่วงแรก สินค้าตัวนี้ยังไม่เป็นที่ฮิตในตลาดสักเท่าไร จนเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี ใน ค.ศ. 2010 ไมเคิล ฟิลลิปส์ (Michael Phillips) บาริสต้าชื่อดัง ได้รับรางวัลแชมเปี้ยนระดับโลก หนึ่งในอุปกรณ์ที่เขาใช้ ก็คือ HARIO V60 ทำให้ชื่อของ HARIO และ V60 เริ่มโด่งดังในอเมริกา และไปถึงในระดับโลกในที่สุด

สินค้าดีอยู่แล้ว แค่รอวันที่ใครสักคนจะเห็นคุณค่าและหยิบยกขึ้นมาเล่าเท่านั้นเอง 

วิกฤตที่นำไปสู่การเห็นโอกาสใหม่

ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา ตลาดกาแฟดริปเติบโตเรื่อยมา ทำให้ธุรกิจเองก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่แค่อุปกรณ์ชงกาแฟ ทางแบรนด์ยังคงพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ อยู่เสมอ 

ค.ศ. 2014 HARIO เปิดร้าน HARIO Lampwork Factory จำหน่ายเครื่องประดับแฮนด์เมดจากแก้ว เช่น สร้อยคอ ต่างหู เป็นร้านเล็กๆ ที่เราสามารถมองเห็นช่างกำลังเจียแก้วทีละนิดๆ ตรงหน้าร้าน และเข้าไปเลือกซื้อต่างหูน่ารักๆ ได้ 

สิ่งที่ทำให้ HARIO ตัดสินใจกระโดดเข้ามาในวงการนี้คือ เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โทโฮขุเมื่อ ค.ศ. 2011 ในตอนนั้น ทุกโรงงานต้องประหยัดไฟฟ้า ทำให้ HARIO ไม่สามารถหลอมแก้วในโรงงาน ทางผู้บริหารจึงพยายามคิดว่า มีสินค้าอะไรที่บริษัทผลิตได้ โดยไม่ต้องใช้พลังไฟฟ้าปริมาณมาก

คำตอบจึงนำมาสู่การทำเครื่องประดับ ซึ่งใช้ที่เผาแก้วขนาดเล็ก ไม่ต้องใช้ไฟฟ้ามาก 

เหตุผลหลักอีกประการคือ HARIO Lampwork Factory จะเป็นสถานที่บ่มเพาะฝีมือช่างทำแก้วไปในตัวด้วย ซึ่งช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนช่างฝีมือในวงการได้เป็นอย่างดี 

ปัจจุบัน มีร้าน HARIO Lampwork Factory ทั้งหมด 4 สาขา ในโตเกียว 3 แห่ง และนาโกย่าอีก 1 แห่ง 

หากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นอีก HARIO ก็จะได้อุ่นใจว่ามีธุรกิจบางธุรกิจที่ยังดำเนินต่อไปได้ แม้จะขาดกระแสไฟก็ตาม 

 จากกลิ่นหอมกาแฟ สู่กลิ่นหอมอโรม่า

ใน ค.ศ. 2018 HARIO ออก Product Line ใหม่ ชื่อ HARIO Relaxing เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยด้านการผ่อนคลาย

แล้ว HARIO โยงเข้ากับเครื่องแก้วอย่างไรล่ะ 

อย่างต่างหูแก้วเล็กๆ คู่นี้ ด้านในจะมีช่องเล็กให้หยอดน้ำมันอโรม่าหรือน้ำหอมได้ แค่หันหน้าไปมา ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ผ่อนคลาย 

ความแข็งแกร่งของ Hario(ฮาริโอะ) แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ภาพ : hariosci.thebase.in

หรือแจกันดอกไม้อันนี้ ดูเผินๆ ก็เป็นแค่แจกันแก้วใสธรรมดาๆ แต่บริเวณหลอดแก้วตรงกลาง สามารถถอดมาใส่น้ำมันอโรม่า และแปลงร่างแจกันเป็น Diffuser  

ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ความแข็งแกร่งของ ฮาริโอะ แบรนด์เครื่องแก้วเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวจากผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สู่อุปกรณ์กาแฟ และจิวเวลรี่ที่สาวๆ คลั่งไคล้
ภาพ : hariosci.thebase.in

สร้อยคอของซีรีส์ Relaxing นี้ ก็มีช่องให้ใส่น้ำมันอโรม่าได้เช่นเดียวกัน

HARIO เริ่มจับเทรนด์ Relaxing นี้ จากการสังเกตเห็นว่า ผู้หญิงทำงานยุคใหม่มีความเครียดสูง และต้องการสินค้าที่เยียวยาหัวใจพวกเธอ เมื่อลองนำ ‘ความผ่อนคลาย’ มาเชื่อมโยงกับ ‘เครื่องแก้ว’ จึงได้ไอเดียผลิตภัณฑ์เก๋ๆ ที่ทั้งสวยงามและมีกลิ่นหอมสดชื่นนั่นเอง  

เปิด HARIO Café 

ใน ค.ศ. 2018 HARIO ตัดสินใจเปิดร้าน HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory อยู่ตรง Nihonbashi แล้ว ทีมงานจึงเสนอว่าควรสร้างคาเฟ่ควบคู่ไปด้วย เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของการชงกาแฟให้ผู้คนได้เข้าใจยิ่งขึ้น 

hario v60
HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory, hario v60
ภาพ : hariocafe-lwf.com/en/ 

ในร้านคาเฟ่นี้ ลูกค้าเข้ามาสั่งชากาแฟขนมทานได้ หรือเข้าเรียนในเวิร์กช็อป เช่น วิธีดริปกาแฟแบบต่างๆ เรียนรู้กลิ่นหอมของใบชา หรือเข้าร่วมอีเวนต์ทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ของ HARIO 

นอกจากนี้ สตาฟของ HARIO ยังคิดอีเวนต์ตามฤดูกาลอีกด้วย เช่น หน้าร้อนก็จะสอนวิธีชงชาแบบเย็น หรือหน้าหนาวก็สอนวิธีทำคาเฟ่ลาเต้อุ่นๆ ละมุนๆ 

ข้อดีสำหรับลูกค้าคือ สามารถทดลองอุปกรณ์ เช่น ดริปเปอร์ กระดาษกรองแบบต่างๆ ได้ แค่มาเข้าเวิร์กช็อป พนักงาน HARIO ก็จะอธิบายและลองชงกาแฟด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ทำให้ลูกค้าค้นพบอุปกรณ์ที่เหมาะกับรสนิยมของตนเอง โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อสินค้าจริงมาลอง 

สำหรับ HARIO เองนั้น ตัวบริษัทเป็นผู้ผลิตเครื่องแก้วมาตลอด แต่การเปิดร้านกาแฟนี้ จะทำให้แบรนด์ได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง เก็บข้อมูลหรือสัมภาษณ์ลูกค้าง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ถ่ายทอดจุดเด่นของสินค้าแต่ละชิ้นอย่างถูกต้องได้สะดวกขึ้นนั่นเอง

กล้าลองอะไรใหม่ๆ 

แม้ HARIO จะเป็นบริษัทที่เก่าแก่ แต่ไม่เคยยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ผู้บริหารเปิดรับไอเดียพนักงานเสมอ จริงๆ แล้ว ไอเดียร้านกาแฟเกิดจากการที่พนักงานเห็นว่า บริษัทย้ายมาอยู่อาคารอิฐโบราณสวยๆ ในนิฮงบาชิ น่าจะมีร้านกาแฟเก๋ๆ บ้าง ท่านประธานเห็นว่าน่าสนใจก็เลยลองดู 

ส่วนไอเดียธุรกิจใหม่นั้น บริษัทมีระบบรับฟังความเห็นพนักงานเสมอ ทุกปี HARIO จะจัดประกวดไอเดียธุรกิจใหม่ พนักงานคนใด ระดับใด ก็เสนอไอเดียได้ โดยไอเดียที่ชนะเลิศ​ จะได้รับการนำไปพัฒนาเป็นสินค้าออกมาจำหน่ายจริง 

หนึ่งในสินค้าที่ชนะเลิศการประกวดคือ หม้อดินฝาแก้ว มีพนักงานคนหนึ่งเห็นว่า ปกติตัวหม้อนาเบะจะทำจากดินเผา เวลาปิดฝา มักมองไม่เห็นว่ากำลังต้มอะไรอยู่ แต่หากเปลี่ยนมาใช้เป็นฝาแก้ว ลูกค้าก็น่าจะเห็นตอนที่ข้าวกำลังสุก หรือเห็นว่าอะไรในหม้อกำลังเดือดปุดๆ แล้วหรือยัง เป็นไอเดียที่น่ารักมาก 

HARIO Café เผอิญตอนนั้นมีร้าน HARIO Lampwork Factory
ภาพ : www.bridgine.com

สำหรับบริษัทที่ 100 ปีก่อน เอาแต่ผลิตบีเกอร์วิทยาศาสตร์ ถือว่า HARIO ก็มาไกลทีเดียว 

Lesson Learned

  1. ทำสิ่งที่ถนัด สำหรับ HARIO คือการผลิตเครื่องแก้วเป็นหลักตลอด 100 ปี 
  2. แต่ไม่ทำสินค้าเดิมๆ HARIO มีการออกสินค้าใหม่หลายประเภทเสมอ เช่น เครื่องประดับ แก้วกาแฟ 
  3. เวลาหาไอเดียธุรกิจใหม่ เริ่มจากการสังเกตเทรนด์ แล้วเอาความถนัดตนเองเข้าไปจับ ดังเช่น ธุรกิจ HARIO Relaxing 
  4. หรือเปิดโอกาสให้พนักงานกล้าเสนอไอเดียใหม่ๆ ให้เวทีเขาประกวด ให้เขาได้ฉายแสง 
  5. สร้างวัฒนธรรมของการกล้าออกไอเดีย กล้าพูด กล้าทำ

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load