20 กุมภาพันธ์ 2563

ประเทศญี่ปุ่นนอกจากจะมีอาหารอร่อยๆ ธรรมชาติที่สวยงาม พิพิธภัณฑ์ดีๆ และของให้ช้อปอย่างเพลิดเพลินแล้ว ยังมีแหล่งความรู้ที่สนุกมากและเข้าชมฟรีอีกด้วย นั่นคือการเยี่ยมชมโรงงานการผลิตหรือสถานที่ทำงานของแบรนด์ต่างๆ

หากใครชอบการบินแนะนำให้ชม JAL Factory Tour Sky Museum หรือ ANA Maintenance Facility Tour เราจะได้ฟังความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบิน ชมโมเดลเครื่องบินจำลองและเครื่องแบบของพนักงานยุคต่างๆ ไปจนถึงการได้เข้าชมถึง Hangar หรือโรงเก็บเครื่องบิน ที่จะได้เห็นการตรวจเช็กและซ่อมบำรุงจริงๆ

หากใครเป็นสายกินสายดื่มจะต้องยิ่งปลื้ม เพราะหลากหลายแบรนด์ไม่ว่าจะเป็น Kewpie Suntory และ Kirin ก็เปิดโรงงานให้เข้าชม

วันนี้เราจะพาไปเที่ยวชมโรงงานที่คิดว่าน่าจะเป็นที่คุ้นเคยของคนไทยมากที่สุดแบรนด์หนึ่งคือ คิคโคแมน (Kikkoman) ซึ่งขอเล่าที่มาที่ไปของการเปิดให้ชมโรงงานของคิคโคแมนกันก่อนเล็กน้อย

คิคโคแมนเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่หยิบวาระของชาติเรื่องการให้ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการ หรือโชคุอิคุ (Shokuiku) มาปลูกฝังกับกลุ่มเยาวชนตั้งแต่วัยที่เริ่มเลือกอาหารเอง เพราะสินค้าและบริการต่างๆ จากผู้ผลิตมีบทบาทต่อคุณภาพชีวิตเราไม่น้อยไปกว่านโยบายและสวัสดิการจากภาครัฐ บ่อยครั้งเราจึงเห็นการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจในประเทศพัฒนาแล้ว

ก่อนที่จะไปดูว่าคิคโคแมนทำอะไรเพื่อช่วยส่งเสริมนโยบายรัฐบ้าง เราชวนย้อนดูที่มาของการออกนโยบายเรื่องโชคุอิคุนี้กันสักหน่อยว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และทำไมถึงสำคัญถึงขั้นถูกหยิบขึ้นมาเป็นวาระระดับชาติ

ขุดบ่อน้ำก่อนที่จะกระหาย

ถึงแม้ ‘Dig the well before you are thristy’ จะเป็นสุภาษิตจีน แต่ก็สะท้อนภาพการทำงานของรัฐบาลญี่ปุ่นในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

รัฐบาลญี่ปุ่นผลักดันการให้ความรู้ด้านโภชนาการอย่างจริงจังด้วยหลายสาเหตุ เช่น สัดส่วนประชากรที่มีภาวะโรคอ้วนมากขึ้น หรือประชาชนพึ่งพาอาหารจากร้านสะดวกซื้อจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต รวมถึงคนวัยทำงานและประชากรวัยเรียนเริ่มไม่ (มีเวลา) รับประทานอาหารเช้า ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงความเป็นคนเมืองที่วิถีชีวิตเร่งรีบจนสมาชิกในบ้านไม่ได้ร่วมโต๊ะอาหารกันอย่างในอดีต

ทางการญี่ปุ่นเล็งเห็นว่าหากปล่อยให้พฤติกรรมเหล่านี้ดำเนินต่อไปจะนำมาซึ่งความเจ็บป่วยจำนวนมหาศาล และลุกลามไปถึงงบประมาณด้านสาธาณสุข รวมถึงความมั่นคงด้านวัฒนธรรมอาหารของญี่ปุ่นคงมีอนาคตที่ไม่ค่อยดีแน่นอน จึงเกิดการให้ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการเป็นวาระสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน

Shokuiku

สำหรับญี่ปุ่น ประชาชนควรมีสิทธิเข้าถึงอาหารที่ดี และเป็นความรับผิดชอบของประชาชนที่จะเลือกกินอาหารที่ดีเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพจนเป็นภาระของชาติ

โชคุอิคุถูกหยิบขึ้นเป็นวาระแห่งชาติเมื่อ ค.ศ. 2005 เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นเล็งเห็นวิกฤตด้านอาหารของประชาชนในประเทศ และวัฒนธรรมอาหารอันลึกซึ้งก็กำลังถูกสั่นคลอนด้วยอาหารตะวันตกที่มีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ

Shokuiku แปลว่า ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการ ใจความสำคัญคือให้ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการ และสร้างความสามารถในการเลือกกินได้อย่างเหมาะสม รวมถึงมารยาทบนโต๊ะอาหาร การเห็นคุณค่าของอาหาร ดังที่เราคุ้นเคยกับธรรมเนียม อิตะดะคิมัส (Itadakimasu) ที่เตือนให้สำนึกรู้คุณธรรมชาติที่ให้อาหารรวมถึงผู้ที่ปรุงอาหารให้เรา ซึ่งนำไปสู่การกินอาหารอย่างรู้คุณค่า ไม่เหลือทิ้ง

เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้
Japanese Food Guide ภาพ : www.maff.go.jp

ทางการญี่ปุ่นได้พัฒนา Japanese Food Guide ขึ้นมาอย่างรอบด้าน นอกจากบอกประเภทอาหารที่ควรทานแล้ว ยังบอกด้วยว่าแต่ละวันควรกินกี่ส่วน ในปริมาณเท่าใด โดยใช้วิธียกตัวอย่างชนิดอาหารที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคยกันอย่างดีเป็นตัวอย่าง ทำให้ง่ายต่อความเข้าใจและจดจำ

ที่สำคัญ ไกด์ไลน์นี้อนุญาตให้กินขนม ลูกอม และเครื่องดื่มต่างๆ ได้ แต่ในปริมาณที่เหมาะสม จึงเป็นแนวทางที่มีความเข้าใจ (Empathy) และสมเหตุสมผล (Realistic) ในการนำไปทำจริง แล้วก็ยังครอบคลุมไปถึงการออกกำลังกายและดื่มน้ำ เป็นแนวทางในองค์รวมที่ไม่ค่อยเห็นใน Food Guideline หลักๆ ที่ทั่วโลกใช้กัน

ร่วมด้วยช่วยกัน

ตัวแปรหนึ่งที่สำคัญมากต่อความสำเร็จนี้ก็คือแบรนด์ที่ผลิตสินค้าป้อนสู่ผู้บริโภค

รัฐบาลญี่ปุ่นเชิญชวนให้แบรนด์ต่างๆ ผนวกโชคุอิคุเข้าไปในการดำเนินธุรกิจของตัวเองในส่วนที่ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้ชมโรงงาน สอนทำอาหาร หรือให้ความรู้ด้านอาหารในเว็บไซต์ของแบรนด์

การเปิดให้ผู้บริโภคชมโรงงานรับฟังข้อมูลโภชนาการและการผลิตต่างๆ ยังถือเป็นการประชาสัมพันธ์แบรนด์ไปในตัว และได้โอกาสรับความคิดเห็นจากผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ต้องเสียงบประมาณทำไปวิจัยตลาด

คิคโคแมน… มากกว่าโชยุ

คิคโคแมนเป็นแบรนด์โชยุที่มียอดขายอันดับ 1 ในญี่ปุ่น คนไทยบางคนเรียกซีอิ๊วญี่ปุ่นว่า ‘คิคโคแมน’ มากกว่า ‘โชยุ’ ด้วยซ้ำ คิคโคแมนก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1917 มีอายุครบ 103 ปีในปีนี้ เป็นแบรนด์ที่ส่งผลกระทบต่อคนวงกว้าง เพราะคนญี่ปุ่นกินโชยุเฉลี่ยคนละ 2.1 ลิตรต่อปี หรือบ้านละ 6 ขวดครึ่ง

เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้

ปัจจุบันคิคโคแมนมีแบรนด์ในเครืออีกหลายแบรนด์ รวมสินค้าหลายร้อยชนิด เช่น มิริน น้ำเต้าหู้ ซอสมะเขือเทศ และอื่นๆ อีกมากมาย ภายใต้แนวคิด ‘Seasoning your life’

เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้
สินค้าบางส่วนภายใต้แบรนด์ต่างๆ ของคิคโคแมนที่จัดแสดงที่โรงงาน

คิคโคแมนมีสินค้าที่หลากหลายและใช้ได้ทุกเพศทุกวัย การให้ความรู้ด้านโภชนาการจึงสำคัญต่อความเข้าใจและการใช้สินค้าของแบรนด์เอง คิคโคแมนตอบรับนโยบายโชคุอิคุอย่างจริงจัง จนนำมาพัฒนาเป็น 6 กิจกรรม ทั้งการสอนให้เด็กๆ ลองทำซอสถั่วเหลือง การเดินสายไปบรรยายเรื่องเกี่ยวกับซอสถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ ปลูกมะเขือเทศ และโภชนาการตามโรงเรียนและบริษัท รวมถึงการเปิดโรงงานให้เยี่ยมชมการผลิตโชยุ ซึ่งโรงงานตั้งอยู่ที่เมืองโนดะ (Noda) จังหวัดชิบะ (Chiba) เป็นสถานที่เริ่มต้นแบรนด์เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

ไปโรงงานกัน

บริเวณทางเข้าหน้าโรงงานมีคุณลุงยามที่พูดอังกฤษได้ดีมากๆ ดูแลอยู่ แค่แจ้งว่ามา Factory Tour คุณลุงยามจะโทรประสานเจ้าหน้าที่ภายในเพื่อเตรียมต้อนรับเรา เจ้าหน้าที่ทำงานกันเป็นทีมมาก โดยเราเดินตามทางเดินเขียวๆ แล้วเข้าที่ทางเข้าบริเวณหลังคาส้มๆ ได้เลย

เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้
เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้
เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้
นานิจังต้อนรับอยู่ที่หน้าประตู

เมื่อเข้ามาด้านในอาคาร เจ้าหน้าที่รีบเดินมาต้อนรับแล้วแจ้งว่า รอบนำชมต่อไปจะเริ่มในอีกไม่ช้า โดยมอบอุปกรณ์ฟังบรรยายไว้ให้ด้วยพร้อมสาธิตวิธีการใช้ เนื่องจากการบรรยายจะเป็นภาษาญี่ปุ่น

เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้
อุปกรณ์ฟังบรรยาย เพียงแค่กดหมายเลขเมื่อถึงจุดต่างๆ ก็จะได้รับข้อมูลไม่ต่างจากที่เจ้าหน้าที่บรรยายสดๆ

 เจ้าหน้าที่เริ่มต้นการทัวร์โรงงานด้วยการเปิดวิดีโอบอกเล่าความเป็นมาของคิคโคแมนและเรื่องราวเกี่ยวกับโชยุ มีห้องฉายวิดีโอภาษาอังกฤษแยกต่างหากสำหรับชาวต่างชาติ จากนั้นก็พาไปชมขั้นตอนแรกของการทำโชยุ คือการเตรียมวัตถุดิบตั้งต้น ระหว่างทางมีภาพแสดงข้อมูลที่ใหญ่มากและมีภาษาอังกฤษให้เราอ่านด้วย

ส่วนผสมของโชยุของคิคโคแมนประกอบด้วยถั่วเหลือง ข้าวสาลี เกลือ กล้าของเชื้อราที่ใช้ในการหมัก ยีสต์ และแบคทีเรียแลคติก

หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการหมัก โชยุที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ใช้เวลาหมัก 6 เดือน ถั่วเหลืองจะค่อยๆ ถูกย่อย มีสีเข้มขึ้นและหอมขึ้นเรื่อยๆ ทางโรงงานได้นำตัวอย่างถั่วเหลืองที่หมักในระยะเวลาต่างๆ กันมาให้เราได้ดูสีและดมกลิ่น เด็กๆ ชอบกิจกรรมนี้มากเพราะเห็นความเปลี่ยนแปลงทีละนิดจากเม็ดถั่วเหลืองมาเป็นซีอิ๊วที่เราคุ้นเคยกันบนโต๊ะอาหาร

เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้

หลังจากได้ฟังบรรยายเกี่ยวกับการหมักแล้ว เราเดินผ่านปล่องที่ใช้หมักถั่วเหลืองด้วย โดยมีการเจาะหน้าต่างไว้ให้ดู ทำให้เราเห็นพื้นผิวชั้นบนของถั่วเหลืองที่กำลังถูกหมักอยู่ในปล่องได้ แต่น่าเสียดายที่ทางโรงงานไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพในส่วนการผลิต

เมื่อครบ 6 เดือน โชยุหมักได้ที่ก็ถึงเวลาบรรจุขวด โชยุที่ผ่านการหมักจนได้ที่จะถูกนำไปกรองผ่านผ้าไนลอนที่ทบไปทบมาความยาว 2.8 กิโลเมตร หรือ 4 เท่าของความสูงโตเกียวทาวเวอร์! บริเวณนี้มีตัวอย่างผ้าไนลอนให้ได้สัมผัส และมีกากถั่วเหลืองที่คั้นโชยุออกไปแล้วให้ได้ดม รวมถึงมีตัวอย่างโชยุหลังจากการหมักได้ที่ ซึ่งจะมีน้ำมันถั่วเหลืองลอยอยู่ข้างบนด้วย

เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้
เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้

ต่อไปเป็นขั้นตอนการบรรจุขวดก่อนนำออกขาย มีการแสดงบรรจุภัณฑ์แบบต่างๆ ที่แบรนด์เคยทำมา ตั้งแต่ถังไม้ในอดีต แบบกระป๋อง ขวดแก้ว มาจนถึงขวดพลาสติกในปัจจุบัน ถึงตรงนี้ก็จะจบการนำชมโรงงาน แต่ระหว่างทางมีป้ายความรู้และข้อมูลให้เดินย้อนมาอ่านได้อีกมาก

เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้
เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้

เมื่อจบการทัวร์โรงงาน นอกจากเราจะได้ความรู้เต็มอิ่มเกี่ยวกับซอสถั่วเหลือง ทางคิคโคแมนยังมีของฝากแจกให้ผู้เยี่ยมชมทุกคน (นอกจากเข้าชมฟรีแล้วยังมีสินค้าแจกให้ด้วย!) หากจะแจกโชยุธรรมดาคงไม่ตื่นเต้น เราได้รับชิโบริตาเตะ นามา โชยุ [Freshly Pressed Nama-shoyu (Raw Soy Sauce)] มันคือซีอิ๊วสดๆ ที่ไม่ผ่านกระบวนการพาสเจอไรซ์ ทำให้คงรสชาติของซีอิ๊วแบบสดใหม่ตามธรรมชาติ ใส่มาในขวดชนิดพิเศษมีระบบสุญญากาศที่เทซีอิ๊วออกจากขวดได้โดยไม่มีอากาศกลับเข้าไปในขวด ทำให้รักษาความสดของและปลอดภัยของซีอิ๊วได้นานถึง 90 วันหลังเปิดใช้

เท่านั้นยังไม่พอ เรายังได้รับซีอิ๊วผงรสวาซาบิอีกซอง เป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้พกพาซีอิ๊วติดตัวได้ง่ายไม่ต้องกลัวหกเลอะเทอะ กินกับอาหารได้เลยหรือจะใช้ผสมเพื่อปรุงรสอาหารก็ได้

เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้
ชิโบริตาเตะ นามา โชยุและโชยุผงรสวาซาบิ

จากประสบการณ์ที่ได้เยี่ยมชม Factory Tour ของแบรนด์อื่นๆ ในญี่ปุ่นมาบ้าง ที่นี่พูดถึงแบรนด์ตัวเองน้อยมาก แต่เน้นให้ความรู้เรื่องโชยุและขั้นตอนการผลิต และในเว็บไซต์คิคโคแมนก็มีข้อมูลโภชนาการของสินค้าแต่ละตัวอย่างละเอียด สอดคล้องกันไปทั้งระบบโดยมีโชคุอิคุเป็นหัวใจ

ชิม & ช้อป

หากไม่รีบไปไหน ที่นี่ยังมี Mame Cafe รอต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เปิดประสบการณ์ชิมความอร่อยจากโชยุในรูปแบบต่างๆ โดยมีอาหารและของหวานให้ลิ้มชิมรสโชยุได้ในราคาย่อมเยา

เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้

เราเลือกชิมเต้าหู้สดที่เสิร์ฟพร้อมถ้วยเปล่าเล็กๆ 3 ถ้วย ให้เราเลือกชิมโชยุและซอสนานาชนิดที่ตั้งเรียงรายไว้อย่างละลานตา ทำให้รู้สึกว่าเต้าหู้ชิ้นเล็กไปมากเลยทีเดียวเพราะไม่พอชิม

เราเลือกชิม Soy Sauce Soft Serve ซึ่งก็คือไอศกรีมโชยุ หากใครเคยชิ้มไอศกรีมซีอิ๊วดำของหยั่นหวอหยุ่นก็จะคล้ายๆ กัน เพียงแต่รสซีอิ๊วของคิคโคแมนเบากว่าและไม่ชัดเท่าของหยั่นหวอหยุ่น

เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้
เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้

หลังจากเอร็ดอร่อยกันเสร็จแล้ว หากติดใจในรสชาติหรือยังเที่ยวไม่จุใจ ก่อนกลับบ้านยังแวะร้านขายสินค้าในเครือคิคโคแมนได้ บางชิ้นก็เป็นสินค้าหายากที่ไม่ได้เจอกันบ่อยๆ เช่น โชยุขวดเล็กน่ารัก สินค้าบางตัวก็จะมีโปรโมชันลดราคาพิเศษ และยังมีของที่ระลึกต่างๆ เช่น พวงกุญแจหรือกระดาษโน้ตนานิจังแสนน่ารักให้ซื้อกลับบ้านอีกด้วย

เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้

Goyogura โชยุสูตรพิเศษสำหรับพระราชวังอิมพีเรียล

ขอแอบกระซิบว่านอกจากโชยุสูตรหมัก 6 เดือนที่พวกเราคุ้นเคยกัน คิคโคแมนยังมีซีอิ๊วสูตรพิเศษที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในพระราชวังอิมพีเรียลโดยเฉพาะมีชื่อว่า Goyogura Shoyu ต้องขออธิบายเพิ่มว่าปกติแล้วถั่วเหลืองที่ใช้ในการผลิตโชยุของคิคโคแมนมาจากแคนาดาและอเมริกา เพราะเป็นแหล่งผลิตถั่วเหลืองรายใหญ่ แต่โชยุชนิดนี้ใช้วัตถุดิบจากญี่ปุ่นทั้งหมด และหมักยาวนานถึง 12 เดือน ทำให้มีรสและกลิ่นพิเศษกว่าโชยุทั่วไป

โชยุสูตรนี้ผลิตขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1939 มีอาคารผลิตแยกส่วนออกไปต่างหาก ทางคิคโคแมนจำหน่ายโชยุรสพิเศษนี้ให้คนทั่วไปได้ชิมด้วย แต่เนื่องจากผลิตจำนวนจำกัด จึงอาจจะไม่ได้เห็นวางขายทั่วไปบ่อยนัก ถ้าพบโชยุในกล่องกระดาษสีเหลืองแบบนี้เมื่อไหร่ก็ให้รีบซื้อหากันได้เลย ซึ่งแน่นอนว่าที่นี่มาขายและไม่ควรพลาดซื้อกลับบ้าน

เมื่อ Kikkoman เปิดให้คนเข้าชมโรงงานของแบรนด์โชยุที่รักของชาวญี่ปุ่นซึ่งอายุครบ 103 ในปีนี้
Goyogura shoyu
ภาพ : www.tradbras.com.br

หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วใครสนใจเข้าเยี่ยมชมโรงงานของคิคโคแมน อดใจรออีกนิด เนื่องจากตอนนี้กำลังปิดปรับปรุงและจะเปิดให้เข้าชมได้อีกครั้งในช่วงปลายปีนี้


สถานที่ : Kikkoman Soy Sauce Museum

การเดินทาง : สถานี Nodashi Station สาย Tobu Urban Park Line

วันทำการ : หยุดทุกวันจันทร์ที่ 4 ของเดือน, Golden week, Bon holiday และช่วงปีใหม่

เวลาเปิด : 09.00 – 15.00 น.

ค่าเข้าชม : ไม่เสียค่าใช้จ่าย

การจอง : เข้าชมได้เลยโดยไม่ต้องจองล่วงหน้า แต่ถ้าอยากชมเป็นหมู่คณะหรือชมในนามองค์กรต้องติดต่อก่อน ดูรายละเอียดที่ www.kikkoman.com/en/shokuiku/factory.html

แนวทางการกินอาหารที่ดีตามนโยบาย Shokuiku ที่ถูกปรับปรุงล่าสุดเมื่อ ค.ศ. 2016

  1. มีความสุขกับมื้ออาหาร
  2. รักษาท่วงทำนองที่เหมาะสมให้กับร่างกายในการรับอาหาร หรือกินอาหารเป็นเวลา
  3. รักษาน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ออกกำลังกายอย่างเพียงพอ และกินอาหารหลากหลายอย่างสมดุล
  4. จัดสัดส่วนสารอาหารในมื้ออาหารให้เหมาะสม
  5. กินธัญพืชให้เพียงพอ เช่น ข้าว และธัญพืชต่างๆ
  6. อย่าลืมกินผัก ผลไม้ นม ถั่วต่างๆ และปลา
  7. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด รวมถึงระวังปริมาณไขมันที่กินเข้าไป
  8. เห็นคุณค่าและใช้ประโยชน์จากโภชนาการที่ดีซึ่งมีอยู่ในอาหารญี่ปุ่นอยู่แล้ว ช่วยกันรักษาอาหารดั้งเดิมเอาไว้
  9. รักษาแหล่งอาหาร รวมทั้งระมัดระวังการกินไม่ให้มีอาหารเหลือทิ้ง
  10. หมั่นใส่ใจความรู้ด้านอาหารและดูแลการกินของตัวเองอยู่เสมอ

อ้างอิง

www.maff.go.jp/e/pdf/shokuiku.pdf

www.maff.go.jp/e/policies/tech_res/shokuiku.html

www.maff.go.jp/e/policies/tech_res/attach/pdf/shokuiku-3.pdf

www.youtube.com/watch?v=U1jxZgTNFAA

www.kikkoman.com/en/news/2011news/06.html

www.kikkoman.com/en/shokuiku/factory.html

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุธาสินา เชาวน์เลิศเสรี

นักกลยุทธ์การตลาดที่มีความสนใจเรื่อง Healthcare ผู้ไม่ถนัดขายของ แต่ถนัดชวนมองว่าสังคมแบบไหนที่เราจะสร้างขึ้นจากสินค้าและบริการของเรา

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 พฤศจิกายน 2565

ทริปนี้เริ่มต้นแบบง่าย ๆ คิดแค่ว่าเงินเยนกำลังตก ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นการเที่ยวที่ประหยัดดี พอไม่มีแผนการละเอียด ก็เลยคิดว่าเอารถแบบค่ำไหนนอนนั่นไปก็สะดวกกว่าพยายามจองโรงแรมล่วงหน้า และนี่ไม่ใช่หนแรกที่เราเช่ารถที่เป็นบ้านในประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสภาวะผู้คนหยุดเดินทาง เราเคยเช่ารถ RV ขับเที่ยวมาแล้วรอบหนึ่ง และพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้จุดหมายไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ร่วมกันบนรถ

ญี่ปุ่นมีบริการเช่ารถแคมปิ้งและ RV หลายรูปแบบ รอบนี้เราเลือกแบบมีเต็นท์อยู่บนหลังคา ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ข้อ ข้อแรก รถ RV นั้นถึงมีพื้นที่ใช้งานสะดวกสบาย แต่ว่าขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ขับเข้าตรอกซอกซอยหรือขึ้นเขาลำบาก อีกข้อคืออยากลองนอนเต็นท์บนหลังคารถ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับการปรับแต่งรถของตัวเองที่เมืองไทยทีหลัง และข้อสุดท้ายคือบริษัทรถเช่ามีอุปกรณ์เครื่องนอนและแคมปิ้งให้พร้อมทุกอย่าง ขนมาแต่เสื้อผ้าและใบขับขี่ก็พร้อมเดินทางได้เลย

สิ่งสำคัญพื้นฐาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
และประหยัดสุดสำหรับการขับรถเที่ยว

เพื่อความประหยัดขั้นสุด เราวางแผนนอนตามที่พักริมถนนซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่านอน ในญี่ปุ่นที่จอดรถพักริมทางเหล่านี้เรียกว่า มิจิ โนะ เอกิ (Michi-no-Eki) เรียกสั้นๆ ว่า ‘มิจิ’ ในเวลากลางวัน ตามมิจิจะมีร้านขายอาหารและของที่ระลึกพื้นถิ่น บางแห่งใหญ่โตเหมือนห้าง บางแห่งก็เล็ก ๆ เงียบสงบ แต่สิ่งที่ทุกแห่งมีเหมือนกันคือห้องน้ำสะอาด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแห่ง ขนาดจุดที่ในรีวิวเขียนว่าห้องน้ำไม่สะอาดก็ยังเรียกว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก

ข้อดีของการขับรถแคมปิ้งคือ ถ้ามีห้องน้ำสาธารณะตรงไหน เราก็จอดนอนตรงนั้นได้เลย คนเข้าป่าบ่อย ๆ อาจจะเถียงค้านในใจนิดหนึ่งว่า ถึงไม่มีห้องน้ำก็ทำธุระได้ แต่ญี่ปุ่นนั้นการทำธุระในป่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุผลของมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวม จึงควรไปทำธุระเฉพาะตามพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เต็นท์ด้านบนรถเปิดออกรับวิวฤดูใบไม้ร่วงยามเช้า

เรื่องต่อมาจากห้องน้ำคือการอาบน้ำ การมาเที่ยวญี่ปุ่นของเรา ไม่ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นอะไร ก็ต้องจัดเวลาไปแวะออนเซ็นทุกครั้ง หลังจากวันยาวนานหรือวันที่อากาศหนาวเย็น พอได้แช่น้ำอุ่นตอนจบวัน ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเกลี้ยง การแช่น้ำแร่ช่วยรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมกับวันพรุ่งนี้ได้ดีมาก ๆ

ออนเซ็นแบบ Stand Alone ส่วนใหญ่ปิดประมาณ 1 ทุ่ม เรามักวางแผนแวะไปก่อนอาหารมื้อเย็น กิจวัตรประจำวันหลัง 4 โมงเย็นคือ เราจะเปิดแอปฯ รวบรวมที่ตั้งมิจิ ออนเซ็น และแคมป์ไซต์ เพื่อหาว่าจะไปอาบน้ำที่ไหน แล้วขับต่อไปนอนที่ไหนโดยไม่ออกนอกเส้นทาง ซึ่งมุ่งสู่จุดท่องเที่ยวของวันต่อไป

โพรงกระต่ายของอลิซ

คุณลุค เจ้าของบริษัทรถเช่าถามเราว่า เจอบริษัทเขาได้อย่างไร เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน และไม่ได้ทำการตลาดเท่าไหร่ เราตอบเขาไปอย่างติดตลกว่า พวกเรา Google เก่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง 

จุดท่องเที่ยวที่อยากไปผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเสิร์ชกูเกิลดูอะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พอหาข้อมูลต่อก็พบสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยากไปเห็นด้วยตาเพิ่มอีก เรียกว่าตกลงไปในโพรงกระต่ายของอลิซอย่างเต็มตัว

คืนแรกพวกเรากะว่าจะไปหาที่นอนใกล้ออนเซ็นลิงขึ้นชื่อ แต่จะแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนแช่เท้าที่คุซัตสึ (Kusatsu) ก่อนสักนิด ด้วยความโอ้เอ้ของวันแรกและฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงคุซัตสึก็เย็นแล้ว เลยต้องปรับแผนใหม่ หาออนเซ็นดี ๆ หาข้าวอร่อย ๆ กิน แล้วขับรถออกไปหามิจิที่ไม่ไกลนอนแทน

เช้าวันต่อมาเส้นทางขึ้นเขาชิงะโคเก็น (Shiga Kogen) เป็นเส้นถนนที่เรากะว่าจะวิ่งผ่านชมวิวสวยไปเฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องจอดรถทุกจุดชมวิวข้างทาง ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสูงสุดในเส้นทางที่วางแผนไว้ หญ้าสีเขียวสลับกับหินทรงแปลก ความสูงเหนือเมฆที่ปกคลุมเมืองด้านล่างจนมิดตลอดเส้นทางเหมือนเราอยู่คนละโลกกับพื้นที่เมื่อวาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เส้นทางข้ามเขา Shiga Kogen เป็น Scenic Route ที่พวกเราต้องจอดแวะทุกจุดที่จอดได้

ในระหว่างแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่คาเฟ่บนเขา เราหันไปเห็นโปสเตอร์การท่องเที่ยว Shiga Kogen เป็นรูปเสาโทริอิ (Torii) สีแดงริมทะเลสาบสีฟ้าสด เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะหาว่าสถานที่ในภาพอยู่ที่ไหน พร้อมจะเปลี่ยนแผนทันทีถ้าไม่ลำบากจนเกินไป เจ้ากูเกิลพาเราไหลลงโพรงกระต่ายอีกครั้งเพื่อพบว่า บนเขา Shiga Kogen มีเส้นทางเดินเขาสั้น ๆ น่าสนใจอยู่หลายเส้น และหนึ่งในนั้นอยู่ห่างจากเราไปไม่กี่นาที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
ทางเดินเขาเส้นสั้น ๆ ของ Shiga Kogen เลยจุดสวยที่สุดของใบไม้แดงไปแล้ว

แผนเปลี่ยนอีกครั้ง ยังไม่มีใครหิว ไม่มีใครรีบไปไหน พวกเราจอดรถหยุดลงไปเดินสัมผัสธรรมชาติด้วยเท้าของเราเอง ด้านบนเขาอากาศเย็นมาถึงก่อนพื้นล่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ไม่ค่อยเห็นใบสีเหลืองสีแดงเยอะเท่าไหร่แล้ว แต่ทุกมุมที่มองไปก็ยังดูสวยอยู่ดี

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงมาพักใหญ่ แผนร่างของวันนี้มีหมุดท่องเที่ยวปักไว้ที่น้ำตกนะเอะนะ (Naena Waterfall) พวกเราตัดสินใจดิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่โน่นเลย ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียว อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเส้นหมี่ขาวที่ปล่อยไหลมากับสายน้ำ แต่เวลาของเราไหลไปหมดแล้ว เลยสั่งข้าวคนละชุด รีบกินแล้วรีบเดินไปน้ำตกทันที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

เส้นทางเดินในป่าปกคลุมด้วยไอหมอกละอองน้ำจากน้ำตกใหญ่ด้านใน ตรงจุดนี้ต่ำกว่าเส้นทางเขาด้านบน เป็นความสูงที่พอดีให้เราเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่แท้จริง ทันทีที่มุมมองของต้นไม้เปิดออกให้เห็นน้ำตกอลังการ เราหยุดยืนตะลึง – นี่เราทะลุมาสู่โลกแห่งจินตนาการแล้วอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ตลาดฤดูใบไม้ร่วง

  เช้านี้เสียงหัวเราะและพูดคุยของกลุ่มแม่บ้านสูงอายุด้านนอกตัวรถปลุกให้เราตื่น กลุ่มคุณป้ากำลังเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมแป้งทอด ห่างออกไปอีกนิดมีเต็นท์ขายแอปเปิ้ลผลใหญ่เกือบ 2 กำปั้น ใต้เต็นท์เดียวกันมีองุ่นสีสวยดูหวานฉ่ำวางขายด้วย สุดทางเดินเป็นร้านขายผัก คุณลุงหลายคนทยอยขับรถเข้ามาจอดส่งผัก ในร้านมีต้นหอมญี่ปุ่นอวบหนาและสูงเกือบเท่าตัวเรา มะเขือเทศสดน่ากิน ลูกพลับสุกวางเรียงราย และเห็ดหลากหลายชนิด

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

สิ่งที่ขึ้นชื่อของฤดูใบไม้ร่วงนอกจากสีส้ม แดง เหลือง ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็เป็นฤดูที่มีผลไม้อร่อยให้กินมากมาย พวกเราแวะซื้อผักผลไม้หลายชนิด แวะซื้อเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ต คืนนี้พวกเราจะทำอาหารกินเอง เพื่อเข้าถึงรสชาติของฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

 เข้าแคมป์ของจริง

รถ FJ Cruiser คันนี้ถูกปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการเข้าแคมป์เต็มที่ นอกจากเต็นท์ที่ติดอยู่ด้านบน ข้างขวากางกันสาดออกมาได้ ทางซ้ายกางออกมาเป็นห้องน้ำจำเป็น ท้ายรถมีตู้ลิ้นชัก 2 อัน เต็มไปด้วยเครื่องครัวสำหรับแคมปิ้ง จาน ชาม หม้อ กระทะ ไปจนเครื่องปรุงอาหารและหม้อต้มกาแฟ ตรงประตูหลังก็มีโต๊ะที่พับเก็บและเปิดออกได้ 

หลังจากนอนมิจิมาหลายคืน พวกเราตัดสินใจกันว่าต้องไปนอนแคมป์จริง ๆ เสียที ไม่ให้เสียคุณค่าของอุปกรณ์ท้ายรถ วันนี้เราตัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้จบเร็วขึ้นเพื่อไปถึงแคมป์กราวนด์ก่อนมืดจะได้มีเวลาตั้งแคมป์

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แสงแดดยามเย็นขับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงให้สวยขึ้นไปอีก

ช่วงฤดูนี้แสงอาทิตย์หมดวันเร็วกว่าบ้านเรา เวลา 4 โมงเย็น แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว สองข้างทางของเส้นทางที่มุ่งไปแคมป์นั้นสวยเกินจริงมาก ๆ ใบไม้กำลังแดงเต็มที่ แสงแดดสีอุ่นขับสีของใบไม้ให้สดขึ้นไปอีก ตลอดเส้นถนนที่วิ่งลัดเลาะผ่านหุบเขา พวกเราผลัดกันส่งเสียงแทนคำว่า ’สวย’ จนกระทั่งหมดคำพูดและเงียบลง เพราะรู้ดีว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านช่วงเวลามหัศจรรย์นี้ไปด้วยกัน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แคมปิ้งกราวนด์ที่เอารถเข้ามาจอดได้ มีพื้นที่กว้างขวาง

  สตาฟของแคมป์กราวนด์ดูกังวลเมื่อเรามาถึง เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน แคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า และมีกฎการใช้พื้นที่ละเอียดยิบ เช่น ช่วงเวลาห้ามส่งเสียงดัง การแยกทิ้งขยะ การจุดไฟ ฯลฯ แต่พอพวกเราสื่อสารกันจนรู้เรื่อง จ่ายเงินค่าใช้พื้นที่เรียบร้อย คุณสตาฟก็ปล่อยให้เราขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับให้แอปเปิ้ลท้องถิ่นเป็นของฝาก 1 ลูก

แคมป์ที่เราเลือกมานอนเป็นจุดที่อยู่ติดริมน้ำเขื่อน คนส่วนหนึ่งที่มาตั้งแคมป์เอาเรือคายัคมาด้วยเพื่อไปพายเรือในตอนเช้า สิ่งอำนวยความสะดวกในแคมป์มีพื้นฐานทั่วไป อาคารซักล้างแยกออกจากพื้นที่แคมป์กราวนด์ ห้องน้ำสะดวกสบาย มีโถส้วมอุ่นและสายฉีดไฟฟ้า ที่แคมป์นี้มีน้ำอุ่นและห้องอาบน้ำให้ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในราคา 5 นาที 300 เยน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

พฤศจิกายนเป็นช่วงปลายของการตั้งแคมป์ เพราะอากาศเริ่มเย็นมาก แคมเปอร์ข้าง ๆ เราส่วนใหญ่หายเข้าไปจุดไฟทำอาหารในเต็นท์ที่มีผนังบังลม ส่วนพวกเรานั่งสู้อากาศหนาวด้านนอกด้วยการจุดไฟกองใหญ่ ฟืนไม้มีขายพร้อมให้ใช้งานในราคามัดละ 800 เยน จุดติดไม่ยากเท่าไหร่ แต่ควันค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนไฟจากถ่านที่คุ้นเคยเวลาตั้งแคมป์ในไทย อาหารที่เราเตรียมมาเยอะกว่าที่จะกินได้หมด เลยเก็บส่วนที่เหลือไว้ในรถ ที่นี่ห้ามวางอาหารทิ้งไว้นอกเต็นท์โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะมีสัตว์ป่ามาบุกแคมป์ได้ อุณหภูมิสุดท้ายที่เรากดดูก่อนปีนเข้าเต็นท์อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส คืนนี้อากาศค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ เป็นคืนที่หนาวที่สุดของทริป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
อาหารชาวแคมป์ อุด้งแกงกะหรี่หมู เต้าหู้ย่าง และมันญี่ปุ่นเผา

เส้นทางที่ซ่อนอยู่

พวกเรามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้แดงหลายหน แต่ไม่เคยได้พบกับจังหวะพีกที่สุดของฤดูกาลแบบที่เมืองนี้ ณ เวลานี้เลย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแบบที่เริ่มร่วงไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็ยังไม่แดงพีกบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาในการท่องเที่ยวที่ขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งเรากะเกณฑ์ล่วงหน้าไม่ได้

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

เช้านี้พวกเราเปลี่ยนใจตัดจุดท่องเที่ยวที่หามาตั้งแต่เมืองไทยทิ้ง เพราะอยากมองดูใบไม้สีแดงส้มในจังหวะที่สวยที่สุด ให้นานที่สุด

หลังอาหารเช้าและเก็บของออกจากแคมป์ เราขับรถไปทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ ถนนเลาะเลียบแม่น้ำสายเล็ก เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่ดีเส้นหนึ่ง ในสมุดคู่มือแคมป์ที่ได้มาเมื่อวานเขียนบอกไว้ว่า ถ้าหาจุดจอดรถข้างถนนได้ให้จอดเลย แล้วเดินชมวิวข้างทางด้วยขาของเราเอง

ที่จอดรถอยู่ตรงข้ามกับสะพานข้ามแม่น้ำ สีแดงของใบไม้ริมน้ำกวักมือเรียกให้เราจอดรถลงไปเดิน จากที่จะเดินเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วไปดูอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นการเดินปีนป่ายหินริมน้ำกินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งสนุกและสวยงามทุกนาทีที่ผ่านไป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

ถึงเวลาสิ้นสุดเส้นทาง

คืนสุดท้ายเราจอดนอนที่มิจิอีกครั้ง หลังจากขับรถวนหาจุดที่เหมาะสมสักพัก จุดจอดรถที่ดีต้องไม่ใกล้กับคันอื่น ๆ เนื่องจากเราต้องกางบันไดขึ้นลงเต็นท์หลังคา จึงควรเลือกจุดริมสุดของช่องจอด เพื่อไม่ให้กินที่เข้าไปในช่องข้าง ๆ

มิจิสุดท้ายของคืนนี้อยู่หน้าสวนสาธารณะ เป็นมิจิที่เงียบสงบมาก มีรถจอดนอนก่อนหน้าเราเพียงคันเดียว มีกลิ่นมูลสัตว์ลอยมาจาง ๆ คุยกันว่าน่าจะเป็นกลิ่นขี้วัว เมื่อตื่นตอนเช้าจึงพบว่าที่นี่มีคอกแพะ ยามเช้าของวันสุดท้ายจึงเป็นการเดินเล่นกับแพะและแมวจรที่มีอยู่เต็มสวน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เจ้าถิ่นเฝ้ามิจิเล็ก ๆ ที่เราใช้เป็นที่นอนในคืนสุดท้าย

เรามีนัดกับคุณลุคเพื่อคืนรถตอนค่ำที่โตเกียว เส้นทางวกกลับเข้าสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง แถวนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ถึงแม้ว่าเราอยู่เที่ยวต่อหลังคืนรถอีก 3 วันก็ตาม แต่ไฮไลต์ของทริปผ่านไปแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เข้าใกล้ตอนจบก่อตัวเกาะกินเป็นความเหงาแปลก ๆ

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อกลับเข้าสู่พื้นราบใกล้เมืองที่อากาศอุ่นกว่า ใบไม้แถวนี้ยังไม่ถึงจังหวะเปลี่ยนสี

พวกเราอ้อยอิ่งเก็บของออกจากรถ เอากระเป๋าลงทั้งหมดเพื่อให้พร้อมส่งรถคืน ในระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองก็เปิดไล่ดูรูปในโทรศัพท์มือถือ ฤดูกาลของที่นี่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากสีเขียวกลายเป็นสีแดง น้ำตาล แล้วหิมะก็มาทำให้ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อหิมะละลายทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นในธรรมชาติตลอดเวลา สอนให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่รอบตัว และรู้จักอดทนรอช่วงเวลาที่ดี ซึ่งจะผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load